-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 55 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

นาข้าว




หน้า: 2/2


 

เทคนิคการสลายตอซังข้าวและปุ๋ยสั่งตัด



เทคนิคการสลายตอซังข้าวและปุ๋ยสั่งตัด หนึ่งในนวัตกรรมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน

จากการดำเนินโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือ Fix it Center ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา จนปัจจุบัน การดำเนินโครงการเข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการขยายบทบาทจากการเป็นศูนย์ที่ส่งนักศึกษาอาชีวศึกษาที่เรียนด้านช่างสาขาต่างๆ ออกไปให้บริการชุมชนแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย มาเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน และเพิ่มทักษะแก่ชุมชนในทุกด้าน รวมทั้งการเพิ่มจำนวนศูนย์จากเดิม 2,000 แห่ง ให้มีจำนวนเพิ่มอีก 8,000 แห่ง ภายในปี 2554 โดยการเริ่มนำร่องในปี 2551 จำนวน 500 แห่ง จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการรุกขยายบทบาทลงสู่ชุมชนในชนบททั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ คุณวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอนแก่น นำคณะออกตรวจเยี่ยมโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น โดยร่วมลงแปลงนาสาธิตการสลายตอซังข้าวในนาโดยไม่ต้องเผาทำลาย ในโครงการจัดความรู้เพิ่มพลังให้ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ซึ่งใช้พื้นที่ในบริเวณวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น เป็นแหล่งเรียนรู้ในการสลายตอซังข้าว การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และการปรับสภาพเครื่องจักรให้พร้อมใช้งาน

อาจารย์บุญช่วย ศรีเกษ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน เพื่อให้คำแนะนำ ถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน ให้รู้วิธีใช้ การดูแลรักษา และพัฒนาทักษะช่างชุมชน ให้สามารถซ่อมบำรุงเครื่องมือ อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ และเครื่องใช้ในครัวเรือน ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ในการถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยทางวิทยาลัยได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน จำนวน 2 ศูนย์ คือ ศูนย์ อบต.สวนหม่อน และศูนย์ อบต.โคกสำราญ อำเภอมัญจาคีรี พร้อมกับการใช้พื้นที่ในวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้ โดยเฉพาะวิธีการสลายตอซังข้าวในนากับการใช้ปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก

"การสลายตอซังข้าวในนา เป็นวิธีการแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ภูมิปัญญาไทยผสมผสานกับเทคโนโลยี โดยเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเผาทำลายตอซังข้าว แต่ทำให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย โดยนำเทคนิคการล้มตอซังข้าว แล้วใช้วิธีชีวภาพเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้ย่อยสลายตอซัง ร่วมกับการใช้ปุ๋ยสั่งตัด ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์ดินแต่ละพื้นที่ และจัดการสั่งปุ๋ยหรือธาตุอาหารที่เหมาะสมกับดินในแต่ละแหล่งเพาะปลูก และพืชที่ปลูก ให้เป็นตัวกำหนดสูตรปุ๋ย N P K หรือ ไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่เหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น ยังให้คำปรึกษาแนะนำ และเพิ่มความรู้ด้านการบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต และยังช่วยลดปัญหามลพิษจากสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติอีกด้วย" อาจารย์บุญช่วย บอก

อาจารย์บุญช่วย กล่าวต่อว่า การย่อยสลายตอซังข้าวด้วยจุลินทรีย์นั้น จะเริ่มใช้ในแปลงนาข้าวที่มีการเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เหยียบหรือทุบหรือไถนาตอซังให้ติดกับดิน แล้วปล่อยน้ำเข้าไปในพื้นที่นาให้ท่วมตอซังและฟางข้าวให้หมด จากนั้นจึงใช้น้ำจุลินทรีย์ในอัตราสัดส่วนพื้นนา 1 ไร่ ใช้หัวจุลินทรีย์ 1 ลิตร หรือ 1,000 ซีซี และผงเอ็กก้า บูมเมอร์ 250 กรัม ซึ่งในการผสมน้ำจุลินทรีย์นั้นก็ไม่ยาก คือให้ใช้ผงเอ็กก้า บูมเมอร์ ละลายในถังที่จะใช้ผสม เมื่อละลายเรียบร้อยแล้ว ให้เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไป และเติมน้ำลงไปจนเพียงพอกับการที่จะฉีดหรือสาดลงในแปลงนาข้าวอย่างทั่วถึง หลังจากนั้น ให้เก็บกักน้ำไว้ในแปลงนาเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งจุลิทรีย์จะย่อยสลายตอซังและเศษฟางข้าว รวมทั้งวัชพืชอื่นๆ ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก จากนั้นก็ปลูกข้าวได้เลย

"สิ่งที่สำคัญในการทำการเกษตร คือการเตรียมดิน โดยเฉพาะที่นา จะต้องปรับพื้นที่นาให้ราบเรียบ โดยให้ลาดเอียงไปทางใดทางหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เกษตรกรมักไม่ค่อยให้ความสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเพราะเช่าที่นา จึงไม่ต้องการลงทุนเพิ่มเติมมากนัก หรือแม้แต่เป็นที่นาของตัวเองบางครั้งก็ยังขาดการเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ส่วนการเผาตอซังข้าว ก็เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก แต่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ที่ดินก็เสียหาย หากปรับมาใช้การสลายตอซังด้วยเชื้อจุลินทรีย์ จะช่วยย่อยสลายเซลลูโลสของฟางข้าว เมื่อเติมผงเอ็กก้า บูมเมอร์ ที่มีคุณสมบัติเป็นประจุไฟฟ้าลบ จะช่วยทำให้ดินร่วนซุย ทั้งยังช่วยขยายหรือเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ได้อีกถึง 1,000 เท่า ทำให้ตอซังข้าวย่อยสลายในเวลาอันรวดเร็วภายใน 7 วัน เท่านั้น" อาจารย์บุญช่วย อธิบาย

คุณพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน ได้บูรณาการองค์ความรู้ และร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยองค์ความรู้ส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดไปทั่วประเทศคือ การสลายตอซังข้าวในนา การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และการปรับสภาพเครื่องจักรกลการเกษตรให้พร้อมใช้งาน โดยจัดพื้นที่แปลงสาธิตและฝึกอบรมกระจายความรู้เกษตรกรรมแนวใหม่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพและความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตที่ปลอดสารพิษแก่เกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค โดยการปรับลดการใช้สารเคมีจากยาปราบวัชพืช ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นยาปราบวัชพืชปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปี ดังนั้น การกลับมาใช้เกษตรแบบอินทรีย์ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีและภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน จะช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

คุณวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ภายใต้โครงการจัดความรู้เพิ่มพลังให้ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน ได้กำหนดให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จำนวน 11 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นศูนย์ในการดำเนินการเผยแพร่ความรู้ให้เกษตรกรในหมู่บ้านตามพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งประกอบด้วย วษท.สุพรรณบุรี, วษท.ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร, วษท.พิจิตร, วษท.กำแพงเพชร, วษท.สิงห์บุรี, วษท.ลพบุรี, วษท.พัทลุง, วษท.ขอนแก่น, วษท.ปทุมธานี, วษท.เชียงใหม่ และ วษท.อุบลราชธานี โดยเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านการเกษตร และการเป็นศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในอีกทางหนึ่งด้วย

 
โดย สุเมธ วรรณพฤกษ์
หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน 
 


http://pre-rsc.ricethailand.go.th/knowledge/39.html





การเผาตอซังข้าว นับเป็นความสูญเสีย
ทางระบบนิเวศวิทยาอย่างมหาศาล
     

         
ปัญหาการเผาตอซังข้าว นับเป็นความสูญเสียทางระบบนิเวศวิทยาอย่างมหาศาล

ทั้งยังนำมาซึ่งความเสื่อมสภาพของ “ดิน” ที่เป็นหัวใจหลักในการผลิตพืชอาหารทางการ
เกษตรโดยเฉพาะ “ข้าว” ลุงทวี คุ้มรักษา ชาวนาใน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี นับเป็น
อีกคนที่ไม่เห็นด้วยในการเผาตอซังข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว แต่กลับใช้มันให้เกิดประโยชน์
สูงสุดต่อผืนนา เพราะซังข้าวถือเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีสำหรับข้าวในนา

              
แม้ว่าบางช่วงจะต้องอดทนเพราะอาจจะได้ผลผลิตข้าวน้อยแต่เมื่อนานวันดินดีผลผลิตจะ
กลับมามากขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ลุงทวียังใช้จุลินทรีย์ชื่อว่า "จามิน่า" เป็นผลิต
ภัณฑ์จุลินทรีย์ที่มีการคัดเลือกสารพันธุ์เฉพาะ เข้ามาช่วยในขั้นตอนของการย่อยสลายตอ
ซัง ทำให้ดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุในดินเพิ่มมากขึ้น และทำให้ข้าวไม่เมาตอซัง และใช้
เวลาเพียง 5-7 วันก็ย่อยสลายได้หมด นอกจากทำให้ดินดี ต้นข้าวแข็งแรง ได้ผลผลิตดี
แล้ว โดยรวมต้นทุนการาผลิตก็ลดลงไปถึง 50% รวมถึงลดปัญหาข้าวดีดก็ลดลงด้วย จึง
ทำให้ขณะนี้นาของลุงทวีสามารถผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายเป็นพันธุ์ข้าวได้และมีบริษัทที่
จำหน่ายพันธุ์ข้าวมาติดต่อไว้ตั้งแต่ข้าวยังไม่ได้เก็บเกี่ยว

                    
“เมื่อก่อนนี้ผมทำนา 50 ไร่ ต้องใช้ปุ๋ยประมาณ 20-25 กระสอบต่อครั้ง ซึ่งคิดเป็นค่า
ปุ๋ยในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อรอบการผลิต เพราะปัจจุบันปุ๋ยราคาแพงมาก
และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก แต่หลังจากไม่เผาตอซังข้าวและใช้จุลินทรีย์จามิน่าย่อยสลาย
ตอซังแล้วนำดินไปตรวจกับกรมพัฒนาที่ดิน ก็พบว่าค่าของดินมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงมาก
ทางกรมจึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงและแนะนำให้ใส่เพียงไร่ละ 4 กิโลกรัมเท่า
นั้น หมายความว่าที่ดิน 50 ไร่ของผมจะใช้ปุ๋ยแค่  200 กิโลกรัม หรือประมาณ 4
กระสอบ เท่านั้นเอง คิดเป็นต้นทุนแล้วลดมาเหลือแค่ 5,200 บาทต่อรอบการผลิตเท่า
นั้น ซึ่งลดลงอย่างมหาศาล"


ลุงทวีบอกอีกว่า ถ้าจะให้หมดปัญหาข้าวดีดโดยสิ้นเชิงนั้นจะต้องเปลี่ยนจากนาหว่านมา
เป็นนาดำ เพราะจะช่วยคุมข้าวดีดได้ดี เพราะปัจจุบันค่าแรงการเก็บข้าวดีดที่ 1 ไร่ ต้อง
ใช้คนเก็บถึง 2/1 วัน ค่าแรงคนละ 250 บาท 1 รอบการผลิตต้องเก็บถึง 3 ครั้ง คิด
เป็นเงินสำหรับค่าแรงการเก็บข้าวดีดต่อไร่ถึง 1,500 บาทก็เป็นต้นทุนที่ไม่น้อย ถ้า
เกษตรกรยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำ นับวันก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา
และฉะนั้นการไม่เผาตอซังข้าวนอกจากผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว สุขภาพเกษตรกรก็ดีด้วย

                 
ปัจจุบันข้าวในแปลงของลุงทวีขายได้ราคาสูงกว่าข้าวในแปลงของเกษตรกรทั่วไป ถึง
กิโลกรัมละ 1-2 บาท ได้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 90 ถัง เนื่องจากเป็นข้าวที่อุดมสมบูรณ์
และเป็นข้าวที่ปลอดข้าวดีดข้าวเด้ง ชาวนาท่านใดสนใจเทคนิคการจัดการแปลงนาของลุง
ทวีสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08-7677-6405 ลุงทวียินดีให้ข้อมูลอย่างละเอียด
     
ข่าวจาก นสพ.คมชัดลึก  โดย"สุรัตน์ อัตตะ" 



http://ptt.brrd.in.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=178:2011-05-03-02-46-50&catid=2:2009-10-02-04-04-16&Itemid=42







หน้าก่อน หน้าก่อน (1/2)


สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-10 (8877 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©