-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 156 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

พืชสวนครัว




หน้า: 1/2


ผักชีไทยไทยชีผักผักชีไทยไทยชีผักผักชีไทยไทยชีผักผักชีไทยไทยชี



คิดนอกกรอบ
คำตอบของทุกคำถามเรื่องการตลาดอยู่ที่ตลาด
- ไปดูตลาดขนาดใหญ่ รับได้ทุกผัก ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด เพื่อประหยัดเวลาและค่าขนส่ง
- ถามแม่ค้าที่รับซื้อแบบขายส่ง ว่า ผักอะไร/ราคาแพงช่วงไหน/ราคาเท่าไหร่/เคยรับจากที่ไหน/มีเจ้าประจำหรือไม่
- วางแผนการปลูกแล้วปฏิบัติบำรุงต่อผักชีให้ตรงกับลักษณะทางธรรมชาติของผักชีทุกประการ
- จัดทำตารางระยะเวลา การปลูก-บำรุง-เก็บเกี่ยว-การขาย ล่วงหน้า เพื่อให้ตรงกับช่วงตลาด
- หาข้อมูลทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับผักชี แล้วเตรียมมาตรการ ป้องกัน/แก้ไข ล่วงหน้า

- ได้แนวคิดมาแล้วเขียนแนวคิดนั้นเป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยให้ จำได้-เกิดแนวคิดใหม่-มั่นใจ-กำลังใจ-ฯลฯ

- ........ ยังไม่จบ ......


เตรียมดิน :
1. ไถดินขี้ไถใหญ่ๆ ตากแดดจัด 10-15 แดดจัด เพื่อฆ่าเชื้อโรค
2. ใส่อินทรีย์วัตถุ (ขี้ไก่แหลบ-ขี้วัว-ขี้หมู-ยิบซั่ม-เศษพืชแห้ง) อัตรา 15-25% ของเนื้อดิน
3. ราดทับอินทรีย์วัตถุด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 3-5 ล./ไร่
4. ไถพรวนให้ "อินทรีย์วัตถุ-ปุ๋ยน้ำชีวภาพฯ" คลุกเคล้ากับเนื้อดิน ลึก 30-50 ซม.
5. ทำแปลง สันแปลงสูง 20-30 ซม. โค้งหลังเต่าหรือแบนราบ ตามความเหมาะสม
6. รักษาความชื้นหน้าดินโดยคลุมแปลงด้วยหญ้าหรือฟางแห้งหนาๆ
7. บ่มดินโดยรดด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพฯ 30-10-10 (1-2 ล.)/ไร่/7 วัน 3-4 รอบ รวมเวลา 1 เดือน
8. ตรวจสอบน้ำขังค้างบนสันแปลง หลังให้น้ำ (วันละ 3 รอบ) แล้ว น้ำในเนื้อเดินระดับ "ชื้น" สม่ำเสมอ
9. ถอนวัชพืชบนสันแปลงและข้างแปลงแล้วทิ้งคลุมหน้าดิน สม่ำเสมอ


เตรียมแปลง (พื้นราบ) :
- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์แบบพ่นฝอย หริอเครื่องมือให้น้ำ เม็ดน้ำที่ใช้รดแก่ผักชีต้องเป็นเม็ดฝอยเล็กๆ ยิ่งเล็กยิ่งดี
- ทำโครงหลังคา (เฉพาะโครง) ทั้งด้านบนและด้านข้าง เพื่อเตรียมทำหลังคาพลาสติกใส สำหรับผักชีหน้าฝน
- ติดพลาสติกเข้ากับโครงหลังคา สามารถม้วนเก็บหรือคลี่ออกได้ทันทีเมื่อต้องการใช้งานก่อนฝนตก
-
-


เตรียมแปลง (ยกพื้น) :
- ทำกะบะใช้ชั่วคราวหรือถาวร หรือกึ่งชั่วคราวกึ่งถาวร
- ขนาด กว้าง 1.20 ม. ยาว 2-3 ม. สูง 20-30 ซม.
- ยกกะบะสูงจากพื้นดินตามความจำเป็นที่ต้องหนีน้ำท่วม
- รอง พื้น-ด้านข้าง กะบะด้วยตาข่ายไนล่อนหรือซาแลน 1-2 ชั้น
- ใส่ดินปลูกที่ผ่านการ "เตรียม-บ่ม"จนพร้อมปลูกแล้วลงกะบะ ให้พูนเป็นหลังเต่า
- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์แบบพ่นฝอย
- ทำโครงหลังคา ติดพลาสติกใสบังเม็ดฝน

หลักการและเหตุผล :
- เนื่องจากผักชีต้องการแสงแดด 100% แต่มีจุดอ่อนเกี่ยวกับเม็ดน้ำฝน เมื่อเม็ดน้ำฝนถูกใบจะเพิ่มน้ำหนัก ทำให้ก้านใบนั้นลู่เอนลง จนกระทั่งกาบใบที่โคนก้านใบฉีกขาด เกิดเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าได้ วัตถุประสงค์ของการใช้ พลาสติกก็เพื่อป้องกันน้ำฝนเป็นหลัก ระหว่างที่ผักชีกำลังเจริญเติบโต ทุกครั้งเมื่อรู้ว่าจะมีฝนตกก็ต้องบังฝนด้วยพลาสติกใส หลังจากหมดฝนก็เปิดพลาสติกออก ให้ผักชีได้รับแสงแดดและระบายความชื้นที่หน้าดิน

- ตาข่ายไนล่อน นอกจากไม่สามารถใช้บังเม็ดน้ำฝนได้แล้ว ยังบังแสงแดด และกักเก็บความชื้นหน้าดินมากเกินจำเป็น สำหรับผักชี แล้วเป็นเหตุให้เกิดโรคได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ตาข่ายไนล่อน สำหรับแปลงปลูกผักชี


เตรียมเมล็ดพันธุ์ :
- ตรวจสอบชนิดสายพันธุ์ ว่าเป็นสายพันธุ์ปลูกหน้าฝนหรือหน้าหนาว หรือปลูกได้ทุกฤดูกาล
- ตรวจสอบอายุเมล็ดพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับระยะพักตัว หรือเก่าจนเสื่อมความงอก
- ตรวจสอบความน่าเชื่อเถือของบริษัทผู้ผลิต

- บดเมล็ดพันธุ์ให้แตกเป็น 2 ซีก
- แช่เมล็ดพันธุ์ใน "น้ำ (พีเอช 6.0) 1 ล. + ไคโตซาน 1 ซีซี. + จิ๊บเบอเรลลิน 1 ซีซี. + สังกะสี อะมิโน คีเลต 1 ซีซี." นาน 6-12 ชม.
- นำเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่แล้ว ห่มบนผ้าขนหนูชุบน้ำที่ใช้แช่จนชุ่ม

(ผ้าขนหนูชุบน้ำโชกๆ ปูบนถาดแบนราบ โรยเมล็ดที่แช่แล้วลงไป เกลี่ยเมล็ดอย่าให้ซ้อนทับกัน ปิดทับด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำโชกๆ ด้านบนอีกชั้น กดผ้าขนหนูให้สัมผัสเมล็ดทั้งบนและล่าง แบบนี้จะทำให้เมล็ดได้รับอากาศที่ผ่านผ้าขนหนูลงไปอย่างทั่วถึง ส่งผลให้เปอร์เซ็นต์การงอกดี เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง ....ไม่มีผ้าขนหนู ใช้กระดาษชำระซ้อนกันหนาๆ แทนได้....กรณ๊ที่ต้องเพาะหลายวัน จนผ้าขนหนูหรือกระดาษชำระแห้ง ให้พ่นฝอยด้วยน้ำเปล่าพอเปียกได้)

- เมื่อเมล็ดเริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น (ไม่ควรให้ยาวเกินไป เพราะรากอาจหักได้) ให้นำลงปลูก หลมละ 1-2 เมล็ด ด้วยระยะห่างระหว่าง ต้น/แถว ตามความเหมาะสม
- ปลูกเมล็ดตื้น (1/2 ซม.) หรือวางกับพื้นแล้วกลบด้วยดินปลูกบางๆ จะงอกเป็นต้นได้เร็ว ดี ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง คุณภาพ ดีกว่าการปลูกแบบลึกๆ


บำรุง :
เริ่มให้ตั้งแต่ได้ใบ 2-3 ใบ จนถึงเก็บเกี่ยว...
- ให้ "น้ำ 100 (พีเอช 6.0) 100 ล. + ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (1-2 ล.) + 46-0-0 จี. (200 กรัม) + นมสดจืด 200 ซีซี. + สารสมุนไพร 500 ซีซี." ตอนเย็น ทุก 5 วัน
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร สูตรรวมมิตร หรือสูตรเฉพาะ (ตามพยากรณ์ศัตรูพืช) ทุกวันเว้นวัน ตอนเย็น

หมายเหตุ :
- สารอาหารพืชที่มีอยู่แล้วในปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง คือ สารอินทรีย์ (จากปลาทะเล, ไขกระดูก, เลือด, ขี้ค้างคาว, นม, น้ำมะพร้าว, ฮิวมิก, ....สารสังเคราะห์ (แม็กเนเซียม, สังกะสี, ธาตุรอง/ธาตุเสริม, 30-10-10) เป็นพื้นฐาน แล้วเติมเพิ่ม 46-0-0 จี., นมสดจืด, ก่อนใช้งานอีก จึงถือว่าเพียงพอสำหรับพืชสวนครัว กินใบ อายุสั้นฤดูกาลเดียวอย่างผักชีแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่มปุ๋ยเคมีใดๆอีก

- ในดินปลูกที่ผ่านขั้นตอน "เตรียมดิน-บ่มดิน" ด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง (สารอินทรีย์ + สารสังเคราะห์ + จุลินทรีย์) ล่วงหน้ามานานนับเดือนแล้วนั้น สารอาหารต่างๆถูกเปลี่ยนรูปมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีมีอยู่แล้วจำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีใดๆเพิ่มอีก


ปลูกซ้ำที่-ไม่ซ้ำดิน
หลักการและเหตุผล :
- ในดินย่อมมีทั้ง "เชื้อดีและเชื้อโรค" ปะปนกันอยู่เสมอ (สัจจะธรรม) ถ้าเชื้อดีมีมากกว่าและสภาวะแวดล้อมเหมาะสม เชื้อดี จะกดเชื้อโรคไว้ ไม่ให้ขยายพันธุ์ และทำลายพืชได้ แต่มิได้หมายความว่า เชื้อโรคจะหมดไป เพียงแต่ยังแฝงตัวอยู่เฉยๆ รอโอกาสที่สภาวะแวดล้อมเหมาะสมแล้ว จึงจะสำแดงเดชออกมาได้

- พืชแต่ละชนิดต่างก็มี "เชื้อดีและเชื้อโรค" ประจำสายพันธุ์เสมอ การที่มีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่ได้เพราะมีพืชสายพันธุ์ที่มันชอบ ครั้นนานวันเข้า เชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ แม้สภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เชื้อโรคเหล่านี้ก็ สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้ ..... แนวทางแก้ไข คือ "เปลียนพืช" แหล่งอาศัยเป็นสายพันธุอื่นที่เชื้อโรคเหล่านี้ไม่ชอบที่เรียกว่า "ตัดวงจรชีวิต" เชื้อโรค ประมาณนั้น

หมายเหตุ : เชื้อดี หมายถึง จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช.... เชื้อโรค หมายถึง จุลินทรีย์ ที่เป็นเชื้อสาเหตุของโรคพืช

การปฏิบัติ :
- ทำดินปลูก (ดินฆ่าเชื้อโรคแล้ว + อินทรีย์วัตถุ/สารปรับปรุงบำรุงดิน/ฯลฯ) เหมือน "เตรียมดิน" ก่อนปลูกบนพื้น
- ทำดินปลูกเป็นกอง กว้าง 1.5 ม. ยาว 2 ม. สูง 1 ม. สี่หลี่ยมแบบราบ หรือกองแบบปิรามิด คลุมด้วยหญ้าแห้งหรือฟางหนาๆ
- ทำกองแล้ว "บ่มดิน" นาน 2-3 เดือน (ให้ดินเย็น) ระหว่างบ่มดินนี้ รดด้วย "ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 15 วัน/ครั้ง
- นำดินที่บ่มครบกำหนด (เย็นแล้ว) ใส่ในกระบะหรือภาชนะปลูก วางกะบะหรือภาชนะปลูกบนพื้นหรือยกพื้นก็ได้ ตามความพอใจ
- คลุมหน้าดินปลูกด้วยเศษหญ้าหรือฟางแห้งหนาๆ
- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์
- ลงมือปลูก แล้วบำรุงตามใจขั้นตอน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เทดินปลูกออกจากภาชนะปลูก แผ่กอง ตากแดด 10-15 แดดจัด เพื่อกำจัดเชื้อโรค ระหว่างนี้ควรกลับพลิก 1-2 ครั้ง เพื่ออาศัยแสงแดดและความร้อนช่วยกำจัดเชื้อโรค.....ตากแดดแห้งดีแล้ว รดด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพ 30-10-10 (1-2 ล.) คลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วทำกองเพื่อบ่มดินต่อ.....บ่มดินนาน 1 เดือน ระหว่างนี้ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ อัตราเดิม อีก 1 ครั้ง.....บ่มดินแล้วบรรจุลงภาชนะปลูกอันเดิม วางภาชนะปลูกที่เดิม นี่คือ ทฤษฎีการปลูก
แบบ "ซ้ำที่ไม่ซ้ำดิน" ที่เกษตรกรอิสราเอลนิยมนั่นเอง
 


ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ :
เริ่มให้เมื่อต้นโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว (อายุต้น 50-60 วัน) ได้แล้ว เปลี่ยนสูตรบำรุงเป็น....

- ทางใบ....ให้ฮอร์โมนไข่ไทเป 5-7 วัน/ครั้ง จนถึงเก็บเกี่ยว
- ทางราก...ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (1 รอบ ถึงเก็บเกี่ยว)

หมายเหตุ :
- ระหว่างเป็นผล อาจพิจารณาให้ "15-45-15" สลับกับ "แคลเซียม โบรอน" อย่างละ 1-2 รอบ ก็ได้ จะช่วยให้ ผลผลิต (เมล็ด) คุณภาพดีขึ้น
- เริ่มให้ฮอร์โมนครั้งแรกเมื่ออายุ 30-40 วัน หรือก่อนต้นโตถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ ก็ได้ ในต้นจะมีการสะสมตาดอก ซึ่งจะช่วย ให้ออกดอกดี สมบูรณ์ แข็งแรง ส่งผลให้ผลผลิต (เมล็ด) ดี




เคล็ด (ไม่) ลับ :
- การให้ "แคลเซียม โบรอน" ทางใบเพียง 1-2 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้ได้คุณภาพ น้ำหนัก กลิ่นดี ไม่มีเสี้ยน
- การให้ "บี-1" ทางราก 1-2 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้ได้รากมีขนาดใหญ่ขึ้น
- การให้ "น้ำ + ปุ๋ย" ตอนเย็น หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง จะได้ประสิทธิภาพเหนือกว่าการให้ช่วงเวลาอื่น เพราะต้นพืชดูดสารอาหารจากดินสู่ต้นในช่วงกล่างคืน ส่งผลให้ต้นโตเร็วกว่าปกติ
- เมื่อต้นผักชีเริ่มงอกออกมาจากเมล็ดใหม่ๆ ควรมีฟางคลุมแปลงหนาๆ เมื่อต้นเริ่มสูงขึ้นๆ ก็ต้องยีฟางให้ฟูสูงตามด้วย แบบนี้ต้นผักชีจะมีเส้นฟางคอยรับกิ่งไม่ให้เอนลง เสมือนว่า ต้นผักชีโตในอ้อมอกฟาง ประมาณนี้
- ผักชีแบบ "อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสม" อายุหลังเก็บเกี่ยว (ฝากแผง) อยู่ได้นาน แม่ค้าชอบ จะสั่งล่วงหน้า

- ........ ยังไม่จบ แล้วจะสืบเสาะมาเติมให้อีก ........


ผักชีแจ๊คพ๊อต :
เพราะผักชีเป็นพืชสวนครัว กินใบ อายุสั้นฤดูกาลเดียว ปลูกได้ทุกฤดูกาล และทุกพื้นที่ของประเทศ ..... การปลูกผักชีส่วนใหญ่จะปลูกในแปลงกลางแจ้ง ไม่นิยมปลูกในโรงเรือน (ถาวร/ชั่วคราว) นัยว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

เพราะผักชีมีลักษณะทางสรีระพืชที่มีใบขนาดใหญ่ แต่ก้านใบเล็กและไม่แข็งแรงพอ เมื่อฝนตกลงมา ใบที่รับน้ำทำให้มี น้ำหนักมาก ก้านใบจึงลู่เอนลงจนกระทั่งกาบที่โคนก้านใบฉีก กลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าได้ กอร์ปกับ ดินปลูกที่อุ้มน้ำมาก เมื่อฝนตกมา น้ำฝนขังค้างในเนื้อดินโคนต้น ส่งผลให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้อีก

- นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีผู้ปลูกผักชีน้อย แล้วส่งผลให้มีราคาแพงขึ้นนั่นเอง
- อย่าหนีการปลูกผักชีหน้าฝน เพราะผักชีหน้าฝนราคาแพง ถึงแพงมากๆ


แนวทางปฏิบัติ :
1. สร้างโรงเรือนปลูกแบบมีหลังคาพลาสติกป้องกันน้ำฝนยามฝนตกให้ได้ 100% เพราะน้ำฝนคืออุปสรรคสำคัญที่สุด ที่ทำให้การปลูกผักชีหน้าฝนล้มเหลว

2. กำหนดวันเก็บเกี่ยวให้ตรงกับช่วงที่ตลาดราคาดี ซึ่งผักชีจะราคาแพงประมาณ 2 เดือน นั่นคือ

ช่วงที่ 1 ประมาณครึ่งเดือนแรก ราคาเริ่มแพง
ช่วงที่ 2 ประมาณ 1 เดือนต่อจากช่วงที่ 1 ราคาแพง ถึง แพงมาก
ช่วงที่ 3 ประมาณ ครึ่งเดือนต่อจากช่วงที่ 2 ราคาเริ่มลง หรือพอๆ กับช่วงที่ 1

2. บันทึกการปลูก ตั้งแต่เริ่มลงเมล็ด (เริ่มงอกแล้ว) ลงในแปลงปลูก ถึงวันเก็บเกี่ยวว่า ใช้ระยะเวลากี่วัน

3. นับวันจากวันเก็บเกี่ยวย้อนหลังถึงวันลงเมล็ด แล้วเริ่มลงเมล็ด ณ วันนั้น จากนั้นบำรุงตามปกติ

4. ทำ 4 แปลง กะคำนวนให้แต่ละแปลงเก็บเกี่ยวได้ห่างกัน 7-10 วัน โดยให้แปลงแรกเก็บได้ตรงกับวันที่ราคาเริ่มแพงแล้วอีก 2 แปลงต่อมา เก็บอีกอาทิตย์ละแปลงก็จะตรงกับช่วงที่ราคาแพงสุด 2 อาทิตย กับอีก 1 แปลงสุดท้าย เก็บช่วงสุดท้ายของช่วงที่ราคาเริ่มลง

สรุป :
- แปลงแรกตรงกับช่วงที่ราคาเริ่มแพง แปลงสุดท้ายตรงกับช่วงราคาเริ่มลง และ 2 แปลงตรงกลาง ตรงกับช่วงที่ราคาแพงสุด .... แปลงแรกกับแปลงสุดท้าย แม้จะราคาต่ำลงมาบ้าง แต่ก็ยังแพงกว่าผักชีหน้าแล้ง หน้าหนาว อยู่ดี
- กำหนดวันเก็บเกี่ยวสามารถยืดหยุ่นเป็น +/- 3-5 วันได้

5. ทำ 5 แปลง ให้แต่ละแปลงเก็บเกี่ยวได้ห่างกัน 7-10 วัน โดยให้แปลงแรกตรงกับช่วงที่ราคาเริ่มแพง แปลง 2-3-4 ตรงกับช่วงที่ราคาแพงสุด และแปลงสุดท้ายตรงกับช่วงที่ราคาเริ่มลง ...... แบบนี้จะช่วยประกันว่าใน 2-3 แปลงนี้อย่างน้อย 1 แปลง จะได้ราคาแพงมาก กับอีก 2 แปลง (หัว-ท้าย) ราคาต่ำลงมาบ้าง แต่ก็ยังแพงกว่าผักชีหน้าแล้ง หน้าหนาว อยู่ดี

6. อย่าฝากอนาคตไว้กับเพียงแปลงเดียว แปลงใหญ่ กะรวยใหญ่ ว่างั้น เรื่องตลาดเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะฉนั้นต้องเผื่อได้ เผื่อเสียไว้บ้าง ผิดหวังเล็กๆ ดีกว่าผิดหวังใหญ่ๆ นะ





..................................................................................................................................................................


 




หน้าถัดไป (2/2) หน้าถัดไป


Content ©