-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 99 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

พืชสวนครัว





ผักกาดขาวปลี


1.พันธุ์ : เกษตรกรนิยมปลูกตามโควต้าที่พ่อค้าทำพันธุ์ให้มาปลูก เช่น ตราโบตั๋น ตราช้าง ตราเครื่องบิน ตราเครื่องบินพิเศษ ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้นๆ อายุการเก็บเกี่ยวหลังงอกประมาณ 43-45 วัน จะไม่เกิน 48 วัน


2. การเตรียมดิน ผักกาดขาวปลีขึ้นได้ดีกับดินทุกชนิด และสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ควรไถดินตากแดดให้นานๆ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดินประมาณ 10-20 วัน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอก ปูนขาว พรวนดิน ยกร่องด้วยแทรคเตอร์


3. วิธีการปลูก
เกษตรกรที่ปลูกเป็นการค้า จะทำการกรีดแนวบนร่องที่ยกร่องด้วยแทรคเตอร์ โดยกรีดแนวขวางร่องหว่านประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ลงตามร่องให้ใช้ 5 จุด โดยทำการหยิบเมล็ด หรือใส่ขวดเครื่องดื่มเจาะฝากระแทกลงตามแนว 5 จุด แต่ละแถว จนพืชอายุได้ประมาณ 15 วัน หรือมีใบจริง 2 คู่ ก็ทำการถอนแยก ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น


4. การใส่ปุ๋ย
หลังถอนแยกจะใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ 12-8-8 จากนั้นเมื่ออายุได้ 30 วัน จะใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กก./ไร่


5. การให้น้ำ
เนื่องจากผักกาดขาวปลีเป็นพืชโตเร็วควรให้น้ำสม่ำเสมอ อย่าได้ขาดจนกว่าจะเก็บเกี่ยว


6. การเก็บเกี่ยว
จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อผักกาดขาวปลีอายุ 43-45 วัน และไม่เกิน 48 วัน โดยมีพ่อค้าหรือโควต้านำคนงานมาตัดโดยจะใส่เข่ง หรือถุงๆ ละ 5 กก. การตัดผักกาดขาวปลี พ่อค้าจะตัด 2 วิธี หากตัดทั้งต้นเรียกว่าผักใบ จะใส่ถุง หากตัดแล้วลอกเอาแต่ส่วนที่ห่อหรือปลี จะใส่เข่งเรียกว่าผักเข่ง ราคาก็แตกต่างกัน ใส่ถุงจะถูกกว่าใส่เข่ง

7. โรค
ที่สำคัญ คือ โรคเน่า โรคเหี่ยว โรคใบไหม้ ใบจุด ราน้ำค้าง ควรพ่นด้วย แมนโดเชป โพครอราจ ไดเม็ทโทม็อม ตามอาการของพืช


8. แมลงศัตรู
คือ ด้วงหมัดผัก หนอนใบ หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนกระทู้ผัก ควรพ่นสาร อะเซทตามิพริด บาซิลลัส ทูริงจิเอนซีส อะมาเม็คติน โปรฟิโนฟอส คาราเต้ ไซเพอร์เมทริน สปินโนแสด ตามแมลงศัตรูของพืช


ที่มา  :  กรมวิชาการเกษตร






ผักกาดขาวปลี (Chinese Cabbage)
เป็นพืชผักอยู่ในตระกูลกะหล่ำ เป็นผักที่ปลูกกันมากในประเทศจีนตอนใต้ ไต้หวันและในประเทศไทย ผักกาดขาวปลีนับว่าเป็นผัก ที่มีความสำคัญ ทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายส่วน ที่ใช้บริโภค ได้แก่ส่วนใบ รับประทาน

เป็นผักสดหรือใช้ประกอบอาหารอื่น ๆ


สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมสำหรับผักกาดขาวปลีี

ผักกาดขาวปลีเป็นผักที่มีอายุปีเดียว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ปลูกได้ดีที่สุดในช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ ขึ้นได้ในดินเกือบ ทุกชนิด ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินอยู่ในช่วงพอเหมาะประมาณ 6-6.8 อุณหภูมิที่ เหมาะสม อยู่ระหว่าง 25-20 องศาเซลเซียส และควรได้รับแสงแดดตลอดวัน


พันธุ์ผักกาดขาวปลี

พันธุ์ผักกาดขาวปลีแบ่งตามลักษณะของปลีได้เป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
1. พันธุ์ปลียาว
มีลักษณะทรงสูง รูปไข่ ได้แก่ พันธุ์มิชิลีหรือผักกาดหางหงส์, ผักกาดโสภณ, ผักกาดขาวปลีฝรั่ง
2.พันธุ์ปลีกลม
ลักษณะทรงสั้นกว่า อ้วนกลมกว่า เช่น พันธุ์ซาลาเดียไฮบริด, พันธุ์ทรงบิคคอล ไพรด์ ไอบริด ฯลฯ มักเป็นพันธุ์เบาอายุสั้น
3. พันธุ์ปลีหลวม หรือไม่ห่อปลี
ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นเมืองของเอเซีย พวกนี้มักไม่ห่อปลี ปลูกได้แม้อากาศไม่หนาวฝนตกชุก ได้แก่ พันธุ์ผักกาดขาวใหญ่ (อายุ 45 วัน) ผักกาดขาวธรรมดา (อายุ 40 วัน) ความอร่อยน่ากินและเก็บรักษาได้นานสู้ผักกาดขาวพวกเข้าปลีไม่ได้ ทำให้ปริมาณในปัจจุบันลดลง


พันธุ์ผักกาดขาวปลีที่เกษตรกรนิยมใช้
- ตราดอกโบตั๋น
- ตราช้าง
- ตราเครื่องบิน
- ตราเครื่องบินพิเศษ
- พันธุ์เทียนจิน
- พันธุ์เทียนจินเบอร์ 23 (เป็นพันธุ์ที่ทนร้อนปานกลาง)


การเตรียมดินปลูกผักกาดขาวปลี

1. แปลงเพาะกล้า
ควรไถดินให้ดี ตากไว้ 5-7 วัน หลังจากนั้นก็คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มากพรวนย่อยดิน ให้ละเอียด โดยเฉพาะ ผิวหน้าดินเพื่อป้องกัน มิให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กตกในดินลึกเกินไปเมื่อปลูกโดยใช้วิธีหว่าน
2. แปลงปลูก
ผักกาดขาวปลีสามารถปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินร่วนในดินเหนียวก็สามารถปลูกได้แต่ต้องทำให้ดินสามารถ ระบายน้ำได้ดี โดยการไถ หรือขุดดินให้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตรและตากดินให้แห้ง ประมาณ 7-10 วัน จึงทำการย่อยพรวนให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอก ลงคลุกเคล้า ถ้าเป็นดินเปรียวหรือดินเค็ม ควรใส่ปูนขาวอัตราประมาณ 40 ก.ก./ ไร่

ถ้าดินเป็นดินทรายควรใส่ปุ๋ยคอกให้มากขึ้น อัตราที่ใช้ประมาณ 2 ปี๊บ/1 ตารางเมตรหรือถ้าใช้ปุ๋ยขี้เป็ด, ไก่, หมู ก็ลดปริมาณการใส่ลงมาเหลือตารางเมตรละ 1 ปี๊บก็พอควรคลุกเคล้า ให้เข้ากัน



การปลูกผักกาดขาวปลี

การปลูกผักกาดขาวปลีทำได้ 2 วิธี โดยจะเลือกใช้วิธีใดก็แล้วแต่ความสะดวก และความเหมาะสม ดังนี้

1. ปลูกแบบหว่านโดยตรง

โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั้งแปลง ซึ่งการปลูกวิธีนี้เหมาะสำหรับเมล็ดพันธุ์ที่มีราคา ไม่แพงและโดยเฉพาะในท้องที่ภาคกลางที่ยกแปลงกว้างมีร่องน้ำ การหว่านควรหว่านให้เมล็ด กระจายสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะผสมพวกทราย หรือเมล็ดผักที่เสื่อมคุณภาพแล้ว มีขนาดพอ ๆ กันลงไปด้วยเพื่อให้กระจายสม่ำเสมอดียิ่งขึ้น ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปหนาประ มาณ 0.5-1.0 เซนติเมตรเพื่อช่วยรักษาความชื้น เสร็จแล้วคลุมฟางแห้งสะอาดอีกชั้นหนึ่ง ราด น้ำด้วยบัวละเอียดให้ทั่วแปลง หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 1-2 ใบ เริ่มถอนแยกเพื่อจัดระยะปลูกให้ได้ระยะระหว่าง ต้นและระหว่างแถวประมาณ 50×50 เซนติเมตร

2. การปลูกแบบเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม

หยอดให้เมล็ดเป็นแถวบนแปลงปลูก โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร ลึกประ มาณ 0.5-10.0 เซนติเมตร หรือทำเป็นหลุมตื้น ๆ หยอดเมล็ดลงประมาณ 3-5 เมล็ด กลบดินหนา 0.5 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 2 ใบให้ทำการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น และถอนแยกครั้งสุดท้ายอายุไม่ควรเกิน 30 วัน



การเพาะและการย้ายกล้าผักกาดขาวปลี

- ให้หว่านเมล็ดให้ทั่วพื้นแปลงแล้วกลบด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหนา 0.5-1.0 เซนติเมตร
- หรืออาจหยอดเมล็ดเป็นแถวห่างกันแถวละ 5-10 เซนติเมตร ลึก 0.5-1 เซนติเมตรลึก 0.5-1เซนติเมตร เมล็ดควรโรยให้ห่างกันพอสมควร แล้วกลบด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้ว แล้วรดน้ำให้ทั่วแปลงโดยใช้บัวละเอียด คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้ง หรือฟางสะอาด ๆ บาง ๆ ช่วยเก็บรักษาความชื้นในดินและป้องกันการกระแทกของน้ำต่อต้นกล้าที่ยังเล็กอยู่ การย้ายกล้าควรย้ายตอนบ่าย ๆ ถึงเย็นหรือช่วงที่อากาศมืดครึ้มย้ายปลูกเมื่อมีอายุ 30-35 วัน



การปฏิบัติดูแลรักษาผักกาดขาวปลี

1. การใส่ปุ๋ย
เนื่องจากผักกาดขาวปลีเป็นผักกินใบ ควรให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนเป็น 2:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 20-110-10 หรือสูตรใกล้เคียงนี้ในอัตราประมาณ 80-150 กก./ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือครั้งแรกใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นจำนวนครึ่งหนึ่งโดย ใส่ตอนปลูกครั้งที่สองใส่เมื่อผักกาดอายุ 20 วัน โดยโรยข้างต้น แล้วรดน้ำ สำหรับพวกพันธุ์ปลียาว และปลีกลมแน่น ควรให้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ยูเรีย หรือแอมโมเนียไนเตรทในอัตรา 20-30 ก.ก./ไร่ เมื่อกล้าอายุได้ 30-40 วัน โดยการหว่านหรือโรยข้างต้นก็ได้ แล้วรดน้ำตาม ทันทีระวังอย่าให้ปุ๋ยค้างที่ใบ เพราะทำให้ใบไหม้

2. การให้น้ำ

ผักกาดขาวปลีต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตตลอดฤดูปลูก ดังนั้น ควรให้น้ำอย่างเพียงพอโดยเฉพาะในระยะเข้าปลี

3. การพรวนดินและกำจัดวัชพืช
ควรปฏิบัติหลังการย้ายกล้า 2 สัปดาห์ พร้อมกับใส่ปุ๋ยและทำการพรวนประมาณ 2-3 ครั้ง


การเก็บเกี่ยวผักกาดขาวปลี

อายุการเก็บเกี่ยวผักกาดขาวปลีไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับลักษณะพันธุ์
- พันธุ์ที่เข้าปลีไม่แน่น อายุที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 40-50 วัน หลังจากหว่านเมล็ด โดยเลือกเก็บเกี่ยวต้นเริ่มแก่เต็มที่ได้ขนาด (ในท้องถิ่นทางภาคกลาง)
- พันธุ์ที่เข้าปลียาว หรือปลีกลมแน่น อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-80 วัน หลังจากหยอดเมล็ดที่เก็บเกี่ยวได้ โดยเก็บขณะปลี ห่อแน่นเต็มที่ก่อนที่ปลีจะเริ่มคลายตัวหลวมออก (ในท้องถิ่นภาคเหนือ) การตัดใช้มีดคมตัดที่โคนต้น ตัดแต่งใบที่เป็นโรคถูกแมลง ทำลาย ออกบ้างพอสมควร แต่ไม่มากนัก ควรเหลือใบนอก ๆ ไว้สัก 2-3 ใบ เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกในระ หว่างการขนส่ง



โรคของผักกาดขาวปลี

1. โรคเน่าเละ (Soft rot)
สาเหตุ
เกิด จากเชื้อแบคทีเรีย
ลักษณะอาการ เริ่มอาการของโรคเป็นจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาจะเน่าอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยและเป็นน้ำภายในเวลา 2-3 วัน ผักจะเน่า ยุบตัวหมดทั้งต้นและหัว หรือฟุบแห้ง เป็นสีน้ำตาลอยู่ที่ผิวดิน อาการเน่าจะเกิดส่วนใดก่อนก็ได้ แต่โดยปกติจะเริ่มที่โคนกาบใบ หรือตรงกลางต้นก่อน สันนิษฐานว่าเชื้อราบางชนิดทำลายไว้ก่อน
การป้องกันกำจัด
1. ป้องกันมิให้เกิดแผลในระหว่างเก็บเกี่ยวขนส่ง และการเก็บรักษา
2. ฉีดยาป้องกันแมลงและหนอน
3. ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุโบรอนผสมด้วย โดยใช้ปุ๋ยบอแรกซ์ อัตรา 10-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
4. อาจใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น พวกสเตร์ปโตมัยซิน อากริไมซิน ฉีดพ่น


2. โรคเหี่ยวของผักกาดขาวปลี (Fusaarium wilt to Chinese Cabbage)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Fusarium Oxysporum
ลักษณะอาการ ผักจะมีใบล่างเหลือง และเริ่มสังเกตได้ง่าย คือ มีใบล่างเหี่ยวแห้งซีกใดซีกหนึ่ง ทำให้ใบเบี้ยว งอไปข้างที่ใบเหี่ยว ต่อมาใบทางซีกนั้นจะเหี่ยวเพิ่มขึ้น และเหี่ยวทั่วต้นในเวลาต่อมา หรือผักเจริญเติบโตแต่เพียงซีกเดียวก่อนแล้วเหี่ยวตาย เมื่อถอนดูรากจะขาดหลุดจากลำต้น เพราะผุเปื่อยเป็นสีน้ำตาล ในดินเหนียวและดินทรายมักพบโรคนี้มาก
การป้องกันกำจัด
1. ก่อนปลูกผักควรมีการเตรียมดินให้ดี มีการใส่ปูนขาวแก้ไขดินเป็นกรดก่อนปลูก
2. ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนมากในระยะต้นกล้า
3. ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลับพื้นที่ดังกล่าว
4. ใช้ยาป้องกันกำจัดในโรคนี้มักได้ผลไม่คุ้มค่า

3. โรคเน่าคอดิน (Damping off)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Pythium SP.
ลักษณะอาการ โรคนี้จะเกิดเฉพาะในแปลงกล้าเท่านั้น การหว่านที่แน่นทึบอับลมและต้นเบียดกันมากมักจะเกิดโรค ต้นกล้ามักจะเกิดอาการเป็นแผลซ้ำที่โคนต้นระดับดิน เนื้อเยื่อตรงแผลเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็วเมื่อถูกแสงแดดทำให้ต้นกล้าหักพับ เพราะมีแผลซ้ำที่โคนต้นระดับดิน ต้นเหี่ยวแห้งตาย บริเวณที่เป็นโรคจะค่อย ๆ ขยายวงกว้างออกเป็นวงกลม
การป้องกันกำจัด
1. ไม่ควรหว่านเมล็ดผักแน่นเกินไป
2. ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำในอัตราความเข้มข้นน้อย ๆ ราดลงไปบนผิวดินให้ทั่วสัก 1-2 ครั้ง เช่น เทอราคลอเบนฟอร์ด ซึ่งเป็นยาป้องกันกำจัดเชื้อราในดินโดยตรงจะมีผลยิ่งขึ้น หรือจะใช้ริคโดมิล เอ็มแซด72 ละลายน้ำรดก็ได้ผลดี หรือใช้ปูนใส่รดแทนน้ำในระยะที่เป็นต้นกล้าก็จะช่วยให้ต้นกล้าแข็งแรง และไม่ต้องใช้ยาอีกเลย


4. โรคใบด่างของผักกาดขาวปลี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัส Turnip mosaic Virus
ลักษณะอาการ ต้นที่เป็นโรคแสดงอาการใบด่างเขียว สลับเขียวเหลือง แคระแกรนตามบริเวณเส้นใบจะพบเป็นสีม่วงปะปนอยู่ เมื่อเป็นโรครุนแรงขึ้น ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองทั้งใบ และมีลักษณะบิดงอเล็กน้อย
การป้องกันกำจัด
1. ใช้เมล็ดที่ปราศจากโรค
2. กำจัดต้นที่แสดงอาการของโรคในระยะแรก โดยการเผาทำลาย
3. ป้องกันกำจัดแมลงพาหะพวกเพลี้ยอ่อนด้วยสารเคมี ไดเมทไทเอท ในอัตรา 30 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร


5. โรคราน้ำค้าง

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา (Peroros Pora SP.)
ลักษณะอาการ ด้านบนใบเป็นรอยด่างสีเหลืองซีด ต่อมาแสดงอาการไหม้ทับใต้ใบปรากฏเส้นใยสีขาวเจริญขึ้นมา อาการลุกลามจากใบรอบนอกเข้าสู่ใบด้านใน หากเป็นรุนแรงทำให้ใบไหม้
การป้องกันกำจัด
เมื่อเริ่มพบอาการให้ใช้สารเคมี ไดเมทเอ็ม หรือ อาโคนิล ฉีดพ่น หากมีการระบาดรุนแรงให้ใช้เอพรอน 35 ฉีดพ่น 1 ครั้ง


6. โรคใบจุด

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา (Altennaria SP.)
ลักษณะอาการ เป็นจุดค่อนข้างกลมสีน้ำตาล ลักษณะแผลเป็นวงซ้อนกัน
การป้องกันกำจัด
ห้ามใช้สารเคมี เบนเลท ฉีดพ่น หากมีระบาดมากให้ใช้สารเคมรอฟรัล สลับกับแอนทราโคลตามฉลากข้างภาชนะบรรจุ



แมลงศัตรูที่สำคัญของผักกาดขาวปลี

1. หนอนใยผัก
หนอนใยผักเป็นหนอนผีเสื้อที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหนอนผีเสื้อศัตรูผักจะมีลักษณะหัวท้ายแหลม เมื่อถูกตัวจะดิ้นอย่างแรง และทิ้งตัวลงดินโดยการสร้างใยมักจะพบตัวแก่ตามใบเกาะอยู่ในลักษณะหัวยกขึ้น หนอนใยเกิดจากที่แม่ผีเสื้อวางไข่ไว้ ไข่มีขนาดเล็กค่อนข้างแบน สีเหลืองวางติดกัน 2-5 ฟอง อายุฟักไข่ประมาณ 3 วัน อายุดักแด้เพียง 3-4 วัน ตัวแก่เป็นสีเหลืองเทา ส่วนหลังมีแถบสีเหลือง ตัวแก่อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ การทำลายจะกัดกินใบอ่อน หรือดอก กัดกินใบที่หุ้มอยู่ทำให้ใบเป็นรูพรุน หนอนใยมีความสามารถในการทนต่อยาและปรับตัวต้านทานยาได้
การป้องกันกำจัด
1. ใช้สารเคมีพวกยาฆ่าแมลงกำจัดตัวหนอนโดยตรง
2. การใช้เชื้อแบคทีเรีย (Bacillus thuringiensis Barinay)
3. หมั่นตรวจดูแปลง เมื่อพบตัวหนอนควรรีบทำลายทันที


2. หนอนกระทู้ผัก

หนอนกระทู้ผักมักพบบ่อยในพวกผักกาด จะกัดกินใบ, ก้าน หรือเข้าทำลายในหัวปลี มักจะเข้าทำลายเป็นหย่อม ๆ ตามจุดที่ผีเสื้อวางไข่ หนอนชนิดนี้สังเกตได้ง่าย ลำตัวอ้วนป้อม ผิวหนังเรียบคล้ายหนอนกระทู้หอม สีสันต่าง ๆ กัน แถบสีขาวข้างลำตัวไม่ค่อยชัดนัก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาด 3-4 เซนติเมตร เคลื่อนไหวช้า ระยะตัวหนอนกินเวลาถึงอาทิตย์เข้าดักแด้ตามใต้ผิวดิน ระยะดักแด้ประมาณ 7-10 วัน การทำลายจะกัดกินก้านใบและปลี ในระยะเข้าปลี
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจดูสวนผัก เมื่อพบไข่ควรทำลายเสียจะระงับการระบาดมิให้ลุกลามต่อไป
2. สารเคมีที่อาจใช้ Methomyl อัตรา 10-12 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรืออาจใช้ Triazophos อัตรา 50-60 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร


3. เพลี้ยอ่อน

ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้ออกจากท้องแม่ได้โดยที่เพศเมียไม่ต้องผ่านการผสมพันธุ์ ตัวอ่อนที่ออกจากตัวแม่ ใหม่ ๆ พบว่ามีลำตัวขนาดเล็กมากต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ลำตัวสีเหลืองอ่อนนัยตาสีดำ ขาทั้ง 3 คู่ สีเช่นเดียวกับลำตัวการทำลายเพลี้ยอ่อนชนิดนี้ทำลายพืชทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการดูดน้ำเลี้ยงจากพืชทั้งยอด ใบอ่อน ใบแก่ ช่อดอก ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัด คือ ยอดและใบจะหยิกงอ เมื่อเพลี้ยอ่อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พืชก็จะเหี่ยว ใบผักจะถูกทำลาย จะค่อย ๆ มีสีเหลืองและร่วงหล่น ลำต้นจะแคระแกรน ถ้าทำลายช่อดอกจะทำให้ดอกร่วงหล่นหลุด ทำให้ผลผลิตลดลง
การป้องกันกำจัด
ควรใช้สารเคมีกลุ่มมาลาไธออน มีชื่อการค้า เช่น มาลาเทนฒ มาลาไธออน 83% ในอัตรา 30-55ซีซี./น้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน นอกจากนั้นอาจใช้ในอัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทำการพ่นเป็นครั้งคราว ยาชนิดนี้เป็นยาที่เหมาะสำหรับสวนผักหลังบ้าน ปลอดต่อมนุษย์


4. หมัดกระโดด

พบตลอดปี ฉีดพ่นเซฟวิน 85 หรือแลนเนท เมื่อย้ายปลูก มดทำลายช่วงก่อนกล้างอก สังเกตจากทางเดินมด
ป้องกันโดยใช้ เซฟวิน 85 และคูมิฟอสรดแปลงกล้า





ผักกาดขาว เป็นผักที่อยู่ในตระกูล Crucifera มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Brassica pekinensis Lour. ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีปลูกกันมากในประเทศจีน ตอนใต้ ไต้หวันและประเทศไทย ผักชนิดนี้เป็นที่นิยมของ คนส่วนมากเช่นกัน โดยบริโภคส่วนของใบ ใช้ใบรับประทานสด หรือใช้ประกอบอาหารอื่นๆ

ลักษณะทั่วๆไป
ผักกาดขาวปลีเป็นผักกาดที่มีอายุปีเดียว (Annual) ในประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ปลูกได้ผลดีที่สุด ในช่วงเดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ ขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิด ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรดด่างของดินอยู่ในช่วง 6-6.8 นอกจากนี้ ความชื้นในดินต้องสูงตลอดฤดูปลูก และควรได้รับแสงตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15-22 องศา

การเตรียมดิน
1.แปลงเพาะกล้า ควรไถดินให้ดี ตากไว้ 5-7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน หลังจากนั้น ก็คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ที่สลายตัวดีแล้ว ให้มาก พรวนย่อยดินให้ละเอียด โดยเฉพาะผิวหน้าดิน เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กตกในดินลึกเกินไป
เมื่อปลูกโดยใช้วิธีหว่าน
2.แปลงปลูก ผักกาดขาวเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ควรไถลึกประมาณ 15-20 ซ.ม. ตากดินไว้ 7-10 วัน ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก พรวนดินให้ร่วนละเอียด อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การปลูก
1.ปลูกแบบหว่าน  โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั้งแปลงซึ่งการปลูกวิธีนี้เหมาะสำหรับเมล็ด ที่มีราคาไม่แพง และโดยเฉพาะ ในท้องที่ภาคกลาง ที่ยกแปลงกว้างมีร่องน้ำ การหว่าน ควรหว่านให้เมล็ดกระจาย สม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะผสมพวกทราย ใช้ปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักหว่านทับลงไปหนาประมาณ 0.5-1.0 ซ.ม. เพื่อช่วยรักษาความชื้น เสร็จแล้วคลุมฟางแห้งสะอาดอีกชั้นหนึ่ง รดน้ำด้วยบัวโดยละเอียดให้ทั่วแปลง  หลังจากต้นกล้างอกและมีใบจริง 1-2 ใบ เริ่มมีราก ถอนแยกจัดระยะปลูกให้ได้ ระยะ ระหว่างต้น เท่ากับ 50-50 ซ.ม.

2.การปลูกโดยโรยเป็นแถวหรือหยอดเป็นหลุม ให้โรยเมล็ดเป็นแถวบนแปลงปลูก โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 50 ซ.ม.
ลึกลงไปในดินประมาณ 0.5-1.0 ซ.ม. หรือทำเป็นหลุมตื้นๆหยอดเมล็ดลงไป ประมาณ 3-5 เมล็ดกลบดินหนา 0.5 ซ.ม.
เมื่อต้นกล้าเริ่มมีใบจริง 2 ใบ ให้เริ่มถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น  และถอนแยกครั้งสุดท้ายอายุไม่ควรเกิน 30 วัน

การดูแลรักษา
1.การให้ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดขาวเป็นผักกินใบ ควรให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วน
N:P:K = เป็น 2:1:1 เช่นปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือสูตรใกล้เคียงนี้ในอัตรา
ประมาณ 80-150 กก./ไร่ ทั้งนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดินแต่ละแห่ง
การใส่ให้ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นปุ๋ยรองพื้น ครึ่งหนึ่งโดยใส่ตอนปลูก
ครั้งที่สองใส่เมื่อผักอายุ 20 วัน โดยโรยข้างต้น หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วต้องพรวนกลบปุ๋ยลงดิน
2.การให้น้ำ ผักกาดขาวปลีต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตตลอดฤดูปลูก
3.การพรวนดินกำจัดวัชพืช ควรทำบ่อยๆในระยะแรกๆจนถึงระยะเริ่มเข้าปลี

การเก็บเกี่ยว
ให้ใช้มีดคมๆตัดที่โคนต้น ตัดแต่งใบที่เป็นโรคหรือแมลงกัดกินออกบ้าง ควรเหลือใบนอกๆ ไว้บ้างเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก ในระหว่างการขนส่ง
- พันธุ์ที่เข้าปลีไม่แน่น อายุที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 40-45 วัน หลังจากหว่านเมล็ดโดยเลือกเก็บเกี่ยวต้นเริ่มแก่เต็มที่ได้ขนาด
- สำหรับพันธุ์ที่เข้าปลียาว หรือปลีกลมแน่น อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 50-80 วัน  หลังจากหยอดเมล็ด ก็เก็บเกี่ยวได้โดยเก็บ ขณะปลีห่อแน่นเต็มที่ก่อนที่ปลีจะเริ่มคลายตัวหลวมออก



ที่มา: http://www.geocities.com/psplant/cabbage.htm


http://www.vegetweb.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7-chinese-cabbage/







ผักกาดหางหงษ์ (Chinese Cabbage-Michilli)

ผักกาดหางหงษ์ ผักกาดหางหงส์ 

ผักกาดหางหงษ์
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica campestris var. pekinensis จัดอยู่ใน ตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ปลูกกันมากในประเทศจีน เป็นพืชล้มลุก ลำต้นส้ำมาก ใบเรียงตัวซ้อนกัน ห่อหัวเป็นปลียาวรี หรือรูปทรงกระบอก ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบหยัก กาบใบและเส้นใบ มีสีขาว ใบและกาบใบกรอบ ชุ่มน้ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูหนาว ส่วนฤดูแล้งอาจพบปัญหาโรคและแมลงรบกวนมาก


อุณหภูมิ
ผักกาดหางหงษ์ เป็นพืชผักเมืองหนาวต้องการความเย็นในการเจริญ อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ในช่วงแรกอยู่ระหว่าง 18-20′C ในขณะที่อุณหภูมิที่เหมาะ ต่อการเข้าปลีอยู่ระหว่าง 15-16′C การปลูกในสภาพอุณหภูมิสูงกว่า 25′C จะส่งผลให้ห่อ หัวช้า คุณภาพต่ำ เข้าปลีหลวม มีรสขม


ดิน
ที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเป็นดินที่ร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว(clay loam) มีความอุดมสมบูรณ์สูง pH 6.0-6.5 การเตรียมดินควร ขุดให้หน้าดินลึก การระบายน้ำดี ควรให้น้ำอย่างพอเีพียง และสม่ำเสมอ และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน



การใช้ประโยชน์ และคุณค่าอาหาร

ผักกาดหางหงษ์ มีสรรพคุณหลายชนิด เช่น ช่วยให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง มีกรดโฟลิค (folic acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแบ่ง ตัวของเซลล์ ช่วยในการพัฒนาเนื้อเยื่อ และสังเคราะห์ DNA ดีกับหญิงมีครรภ์ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ให้แข็งแรง หากมารดาขาดกรดโฟลิคจะทำให้การแบ่งเซลล์ของทารกผิปกติ



ผักกาดหางหงษ์
นำนิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่แกงจืด ทำน้ำซุป ลวกจิ้มน้ำพริก สามารถนำมาแปรรูปเป็นผักตากแห้ง ทำกิมจิ หรือ ใช้ประดับตกแต่งจาน


การปฏิบัติดูแลรักษาผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

การเตรียมกล้า
เพาะกล้าแบบประณีตในถาดหลุมอายุกล้า ไม่ควรเกิน 21 วัน


การเตรียมดิน
ขุดดินตากแดด 7-14 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลง และวัชพืช โรยด้วยปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ใช้ปุ๋ยรองพื้น 12-24-12 อัตรา 20-30 กรัม/ตร.ม. และปุ๋ยคอกหมัก 4-5 กก./ตร.ม. หรือขึ้ไก่ 1 กก./ตร.ม.

การปลูก เก็บเศษซากวัชพืช ออก ขึ้นแปลงขนาด 1 เมตร ระยะปลูก ในฤดูฝนและฤดูหนาว 30-40 ซม. ฤดูแล้ง 30×30 ซม.


ข้อควรระวัง

  1. ไม่ควรกลบเมล็ดลึกเกินไป อาจทำให้เมล็ดไม่งอก
  2. ไม่ควรเหยียบแปลงปลูก
  3. หากเพาะกล้าช่วงฤดูหนาว ควรเพาะในที่สภาพอากาศอบอุ่น เพื่อป้องกันการแทงช่อดอก

การให้น้ำ
ให้น้ำโดยสปิงเกอร์ ส่วนมากจะปลูกในฤดูฝน


การให้ปุ๋ย
หลังจากย้ายปลูกใส่ปุ๋ยครั้งแรก ใช้ 46-0-0 หลังจากปลูก 10 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ประมาณ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 สูตร 13-13-21 และ 46-0-0 อัตรา 1:1 ควรมีการพ่นยาเพื่อป้องกันโรคและแมลงโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน


ข้อควรระวัง

  1. การปฏิบัติควรระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนราก
  2. ควรหมั่นตรวจแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาโรคและแมลงได้ทันท่วงที
  3. ให้ระวังปัญหาการขาดธาตุอาหารรอง ทำให้เกิดอาการไส้เน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

การเก็บเกี่ยว
เมื่ออายุ 60-70 วัน หลังปลูก ใช้มือจับดู ถ้าการเข้าหัวแน่น สามารถเก็บได้ โดยใช้มีดตัดโคนต้น พร้อมตัดแต่ง ใบนอกออกให้เหลือหุ้มหัว 2-3 ใบ การเก็บเกี่ยวตอนเย็น ผึ่งผักให้แห้งไม่เปียกน้ำก่อนบรรจุ


ข้อควระวัง

  1. การตัดควรตัดชิดราก เพราะเมื่อตัดแต่งแล้วจะได้หัวที่ดีมีใบนอกหุ้ม
  2. การบรรจุไม่ควรแน่นเกินไป
โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต

ระยะกล้า 18-21 วัน ไม่มี

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนกระทู้ดำ, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะเข้าหัว 40-45 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,

ระยะโตเต็มที่ 60-70 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้,


ที่มา  :  ไม่ระบุ







ผักกาดหวาน ( Cos Lettuce , Romain Lettuce )


ชื่อวิทยาศาสตร : Lactuce sativa var. longifolla

ผักกาดหวานเป็นพืชล้มลุกการปลูกดูแลรักษาคลายผักกาดหอมห่อต้องการสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 10 – 24 องศาเซนเซส ในสภาพอุณหภูมิสูงการเจริญเติบโตทางใบจะลดลง และสร้างสารสีขาวคล้ายน้ำนมหรือยางมาก เส้นใยสูงเหนียวและมีรสขมดินที่เหมาะสมต่อการปลูกควรร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรียวัตถุสูง หน้าดินลึก และอุ้มน้ำได้ดีปานกลาง สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินอยู่ระหว่าง 6 – 6.5 พื้นที่ปลูกควรโล้งและได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ เนื่องจากใบผักกาดหวานมีลักษณะบางไม่ทนต่อฝน ดังนั้นในช่วงฤดูฝนควรปลูกใต้โรงเรือน


การปลูกผักบนพื้นที่สูงการเตรียมดินขุดดินตากแดดและโรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100 กรัม/ตารางเมตรทิ้งไว้ 14 วัน ให้วัชพืชแห้งตาย ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 12–24–12 และสูตร 15–0–0 รองพื้นปุ๋ยคอกอัตรา 2–4 ตัน/ไร่ การเตรียมกล้าเพาะกล้าในถาดหลุมแบบประณีต วัสดุเพาะควรมีระบบน้ำดีการปลูกนําต้นกล้าที่เพาะไว้อายุประมาณ 3–4 สัปดาห์ มาปลูกโดยใช้ระยะปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ในฤดูร้อน และ 40 x 40 เซนติเมตร ในฤดูฝนเพื่อป้องกันการระบาดของโรค



การปลูกผักบนพื้นที่สูงการให้น้ำควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต การให้ไม่ควรมากเกินไป อาจทําให้เกิดโรคโคนเน่าการให้ปุ๋ยหลังปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 ผสมสูตร 15 – 15 – 15 อัตราส่วน 1 : 1 ปริมาณ 50 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมกําจัดวัชพืช หลังปลูก 20 – 25 วันใส่ปุ๋ยสูตร 13 – 13 – 21 โดยขุดร่องลึก 2 – 3 เซนติเมตร รอบโคนต้น รัศมีจากต้น 10 เซนติเมตร โรยปุ๋ย 2 ช้อนโต๊ะ กลบดินแล้วรดน้ำพร้อมกําจัดวัชพืช


ข้อควรระวัง
1. ควรฉีดพ่น แคลเซียม และโบรอน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอาการปลายใบไหม้ (Tipburn) ในบางพื้นที่ซึ่งมีปัญหาขาดธาตุรอง
2. การพรวนดิน ระวังอย่า กระทบกระเทือนรากหรือต้น เพราะจะมีผลต่อการเข้าปลีที่ไม่สมบูรณ์
3. ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม

การปลูกผักบนพื้นที่สูงการเก็บเกี่ยวเมื่อผักกาดหวานมีอายุได้ ประมาณ 40 – 60 วัน หลังจากย้ายปลูกใช้หลังมือกดดูถ้าแน่นก็เก็บได้ ( กดยุบแล้วกลับคืนเหมือนเดิม ) ใช้มีดตัด และเหลือใบนอก 3 ใบ เพื่อป้องกันความเสียหายในการขนส่ง หลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวตอนเปียก ควรเก็บเกี่ยวตอนบ่ายหรือควรผึ่งลมในที่ร่มและคัดเกรด ป่ายปูนแดงที่รอยตัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่หัวแล้วบรรจุลงในพลาสติกเพื่อรอขนส่งต่อไป


ข้อควรระวัง
1. ในฤดูฝน เก็บเกี่ยวก่อนผักโตเต็มที่ 2 – 3 วัน เพราะถ้าปล่อยให้ผักโตเต็มที่ผักจะเน่าง่าย
2. เก็บซากต้นนําไปเผาหรือฝังลึกประมาณ 1 ฟุต ป้องกันการระบาดและสะสมโรคในแปลงปลูกคุณค่าทางโภชนาการผักกาดหวานมีน้ำเป็นองค์ ประกอบ และมีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ยังมีฮีโมโกลบิน ( hemoglobin ) ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บรรเทาอาการท้องผูกเหมาะสําหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

การใช้ประโยชน์ ผักกาดหวานเป็นพืชที่นิยมบริโภคสดโดยเฉพาะในสลัดหรือกินกับยํา แต่สามารถประกอบอาหารได้ในบางชนิด เช่น นําไปผัดกับน้ำมันโดยใช้ไฟแรงอย่างรวดเร็ว


ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร .2547. เอกสารวิชาการการปลูกผักบนพื้นที่สูง. กลุ่มงานพัฒนาพื้นที่สูง.กรุงเทพฯ
จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล



http://www.doae.go.th/library/html/2549/1809/Coslettuce/index.htm









สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-05 (3432 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©