online pharmacy
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» รวมกระทู้น่าสนใจ
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» ปรัชญาการเกษตร
» แฟ้มงานวิจัย
» A MAN CALLED KIM ZA GASS
» เครื่องทุ่นแรง
» เกษตรต่างแดน
» ข่าวเกษตร
» ข่าวทั่วไป
» เทคโนฯ เกษตร
» เกษตรการ์ตูน
» พืชสมุนไพร
» พืชน้ำ
» พืชพลังงาน
» เห็ด
» ยางพารา
» ปาล์มน้ำมัน
» ไม้เศรษฐกิจ
» สารเคมี
» อาชีพเสริม
» เทคนิคตลาด
» เกษตรดีเด่น
» สิ่งแวดล้อม
» สัตว์เลี้ยง
» ประมง
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 185 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product9

product10

product11

product12

product15

องุ่น




หน้า: 3/3



การปลูกองุ่น - ประโยชน์ขององุ่น              

องุ่นเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายประการ แต่ต้องเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับชนิดและพันธุ์ขององุ่น เพราะนอกจากใช้รับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปทำเป็นอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกหลายชนิด
             

ประโยชน์ขององุ่นในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ใช้รับประทานสด
2. ใช้ตากแห้ง (ลูกเกด)
3. ใช้ทำเหล้าองุ่น (wine)
4. คั้นทำน้ำองุ่นสด
5. บรรจุกระป๋องชนิดและพันธุ์องุ่น             

ชนิดและพันธุ์ขององุ่นมีมากมายนับเป็นพันเป็นหมื่นชนิด เนื่องจากมีการนำพันธุ์ต่าง ๆ มาผสมพันธุ์กันโดยเฉพาะนำพันธุ์จากยุโรปและอเมริกา ซึ่งนิยมปลูกองุ่นกันมากมาผสมพันธุ์กันเพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพที่ปลูก การปลูกองุ่นจะต้องคำนึงถึงความประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ตามที่ตลาดต้องการเนื่องจากบางพันธุ์ เหมาะสมกับการรับประทานสด  บางพันธุ์เหมาะกับการทำองุ่นแห้ง บางพันธุ์เหมาะกับการทำเหล้าองุ่น (wine)ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวถึงชนิดและพันธุ์ขององุ่น เพื่อประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
การขยายพันธุ์และวิธีการปลูกองุ่น                

พื้นที่สำหรับปลูกองุ่น
การปลูกองุ่นให้ได้ผลดี ต้องพิจารณาพื้นที่ที่จะปลูก ดังนี้
1. ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี
2. มีอากาศที่เหมาะสม
3. เป็นพื้นที่ปราศจากโรคและแมลงรบกวนหรือมีน้อย                

ลักษณะของดิน
                
แม้ว่าองุ่นจะขึ้นได้ในพื้นที่ดินเกือบทุกชนิดก็ตาม แต่สำหรับเมืองไทยเห็นว่าจำเป็นต้องเลือกดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสมบูรณ์ระบายน้ำได้ดีรวมทั้งดินมีความโปร่งชุ่มชื้น ซึ่งรากจะไชชอนหาอาหาร ดีหากดินที่ปลูกขาดธาตุอาหารชนิดใดควรเสริมให้สมบูรณ์ ซึ่งองุ่นชอบดินที่เป็นกรดอ่อน มีค่า pH ระหว่าง 5.5-5.6
                           
ความชื้นและอากาศ
             
องุ่นเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง แสงแดดจัด ความชื้นในอากาศต่ำ ระดับน้ำฝนไม่ควรเกิน 40 นิ้ว และไม่น้อยกว่า 15 นิ้วต่อปี นอกจากนี้ ควรมีการชลประทานช่วย เพราะในบางระยะองุ่นมีความต้องการน้ำมาก เช่น ในระยะเริ่มติดผลปราศจากโรคและแมลงดินฟ้าอากาศมีส่วนทำให้แมลงเจริญเติบโตได้ง่ายการเลือกพื้นที่ ที่จะปลอดภัยจากโรคและแมลงอาจทำได้ยากอย่างไรก็ตาม ต้องสังเกตพื้นที่รอบ ๆ ที่จะปลูกองุ่น เช่น ไม่รกรุงรัง ชาวไร่ข้างเคียงสนใจต่อการป้องกันโรคและแมลงหรือไม่ ทั้งนี้ในปัจจุบันความก้าวหน้าในการป้องกันโรคและแมลงมีความก้าวหน้ามาก สามารถที่จะต่อสู้ได้ แต่ก็ไม่ควรต้องลงทุนสูง
การขยายพันธุ์องุ่น              

องุ่นเป็นผลไม้ที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายรวดเร็ว ส่วนมากชาวไร่องุ่นจะซื้อพันธุ์จากสถานที่จำหน่ายพันธุ์ มาปลูกเพราะเป็นการสะดวก แต่ถ้าหากว่าผู้ปลูกทำการขยายพันธุ์เองจะเป็นการประหยัดและมีความมั่นใจพันธุ์ที่นำมาปลูกอย่างไรก็ตาม ผู้ปลูกองุ่นควรมีความรู้  ความชำนาญสามารถขยายพันธุ์ได้เอง จะเป็นการลดต้นทุน ซึ่งการขยายพันธุ์องุ่นสามารถทำได้ถึง 6 วิธี
 
               
1. การเพาะเมล็ด
                
2. การตัดกิ่งปักชำ
                
3. การติดตา
                
4. การทับกิ่ง
                
5. การตอน            
                
6. การต่อเสียบ
การขยายพันธุ์แต่ละวิธีมีขั้นตอนและรายละเอียด ดังนี้                


1. การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด 
การขายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ไม่ค่อยนิยมกันมากนัก เพราะพันธุ์ที่ได้จะออกดอกออกผลช้า ไม่ตรงตามพันธุ์ บางพันธุ์มีเมล็ดเว้นแต่จะทำการผสมพันธุ์แล้วเพาะเมล็ดเพื่อได้พันธุ์ที่ดีกว่าเดิม วิธีการเพาะเมล็ดทำได้โดยการเก็บเมล็ดจากผลองุ่นที่สุกแก่เต็มที่แล้ว  นำไปเก็บไว้ในทรายชื้นหรือในตู้เย็นสัก 2-3 เดือน เพื่อให้มีการพักตัว หลังจากนั้นนำไปเพาะในกระบะหรือในแปลงเพาะโดยใช้ขี้เถ้าแกลบผสมกับทรายหยาบและปุ๋ยคอกลงไปด้วยหว่านเมล็ดองุ่นลงในกระบะเพาะหรือในแปลงเพาะใช้หญ้าแห้ง  หรือฟางแห้งคลุมไว้เพื่อรักษาความชื้น รดน้ำให้ชุ่มชื้นทุกวันประมาณ 20-30 วัน จะเริ่มงอกแตกเป็นต้นสูงประมาณ 20 เซนติเมตรแยกนำไปชำในถุงพลาสติกหรือในแปลงชำ เมื่อลำต้นแข็งแรงสามารถ
นำไปปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้

2. การขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่งปักชำ การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  จะได้พันธุ์ตรงตามพันธุ์เดิม โดยตัดจากกิ่งองุ่นที่แก่ มีอายุไม่เกิน 1 ปีควรใช้กิ่งขนาดกลาง  มีข้อถี่ ตัดยาวประมาณ 7-8 นิ้ว  เลือกกิ่งที่มีตาบริสุทธ์ไม่บอดไม่เสียการปักชำ จะปักลงในกระบะทรายหรือในแปลงปักชำก็ได้  โดยใช้ขี้เถ้าแกลบผสมกับทรายและปุ๋ยคอก ราดด้วยยาฆ่าเชื้อรา  เช่น ยา บอร์โดมิกซ์เจอร์ แล้วนำกิ่งที่เตรียมไว้มาปักชำควรปักลงไปในดินไม่น้อยกว่า 2 ข้อ  มีตาเหลือพ้นดิน 2-3 ตา ควรปักให้เอนไปทางทิศตะวันตกหันตาไปทางทิศตะวันออก  กดดินที่โคนกิ่งให้แน่น  อย่าให้ถูกแสงแดดมาก รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่อย่าให้แฉะ ประมาณ 15-20 วัน ก็จะแตกใบอ่อน เมื่อแตกกิ่งและมีใบแข็งแรง ให้แยกไปชำในถุงพลาสติกที่บรรจุดินผสมปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบเพื่อให้เติบโตจึงนำไปปลูกต่อไปหรือจะนำไปชำในแปลงชำ จนกระทั่งสามารถนำไปปลูกในไร่ได้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน อย่าชำไว้นานเพราะเมื่อย้ายไปปลูกจะทำให้ต้นแคระแกรน  ลำบากต่อการย้ายไปปลูกซึ่งการย้ายกิ่งปักชำไปปลูกในไร่ ให้ตัดเถาเหลือ 2-3 ตา พ่นยาป้องกันโรคก็สามารถปลูกในไร่ต่อไปได้
                

3. การขยายพันธุ์ด้วยวิธีติดตา 
การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  ส่วนใหญ่จะทำเพื่อนำตาขององุ่นพันธุ์ดีไปติดกับต้นตอที่เป็นพันธุ์ไม่ดีแต่แข็งแรงวิธีทำให้เฉือนตาต้นพันธุ์ดีเข้าไปในเนื้อไม้แล้วบากต้นตอให้มีลักษณะเดียวกับตาที่เฉือนมา นำเนื้อไม้ที่มีตาสอดเข้าไปในรอยบากของต้นตอมัดด้วยเชือกพลาสติกหรือเชือกกล้วย  แล้วพันด้วยผ้าพลาสติก  หรือผ้าชุบขี้ผึ้งโดยเปิดตาไว้ เมื่อตาแตกกิ่งและรอยที่ต่อติดแน่นแล้ว จึงแก้เชือกและผ้าพลาสติกที่พันออก อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้นานมาก หากไม่แก้ออกจะทำให้กิ่งคอดไม่เติบโต
                

4. การขยายพันธุ์ด้วยการทับกิ่ง การขยายพันธุ์องุ่นด้วยวิธีนี้  สามารถขยายพันธุ์กับองุ่นได้ทุกพันธุ์ซึ่งได้ผลแน่นอนวิธีทำก็คือ โน้นเถาองุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตัดแขนง ใบ และยอดอ่อนทิ้ง นอนเถาลงในรางที่ขุดลึก3-5 นิ้ว  ใช้ไม้ไผ่หรือลวดทำเป็นง่ามปักคร่อมเถาไว้ ป้องกันการหลุดเลื่อน ใช้ดินผสมกับ ปุ๋ยคอก หรือหญ้าผุ ๆ กลบทับให้มิดพูนดินทับให้สูงกว่าระดับดินคลุมด้วยหญ้า หรือฟางรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ประมาณ 1-2 เดือนก็จะออกรากตามข้อกิ่งและแตกยอดเป็นกระโดง เมื่อพ้นดินพอสมควรแล้วให้ตัดเป็นท่อนๆ ระหว่างข้อให้มียอดกระโดงท่อนละ 1 กระโดงนำไปชำในถุงพลาส
ติกเมื่อตั้งตัวแข็งแรงดีแล้วก็สามารถนำไปปลูกได้
                

5. การขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอน   
การตอนเพื่อการขยายพันธุ์องุ่นไม่เหมือนกันกับการตอนต้นไม้ทั่ว ๆ ไปซึ่งต้องควั่นกิ่งส่วนการตอนต้นองุ่น  ให้นำดินหุ้มตรงข้อแล้วใช้มอส หรือกาบมะพร้าวหุ้มดินห่อด้วยพลาสติกหรือใบตองรดน้ำให้ชุ่มชื้นประมาณ 10-15 วัน ก็ออกรากหลังจากนั้นตัดกิ่งตอนนำไปชำในกระบะทรายหรือขี้เถาแกลบเมื่อกิ่งตอนแตกใบแข็งแรงดีแล้ว สามารนำไปปลูกได้

6. การขยายพันธุ์ด้วยการต่อเสียบ 
การขยายพันธุ์ด้วยการต่อเสียบทำได้หลายวิธี แต่จะกล่าวเฉพาะการต่อเสียบในแปลง วิธีทำก็คือขุดดินโคนต้นองุ่นที่ใช้ทำเป็นต้นตอ ลึกประมาณ 4-5 นิ้วแล้วใช้มีดหรือเลื่อยตัดต้นตอให้เสมอระดับดินหลังจากนั้นใช้มีดคม ๆ ผ่าต้นตอตรงกลางเพื่อให้แยกออกเป็น 2 ส่วน ลึกประมาณ 2 นิ้ว ตัดกิ่งองุ่นพันธุ์ดีมีตาบริสุทธิ์ เอามีดปาดกิ่งให้เป็นลิ่มแล้วเสียบลงในช่องของต้นตอที่ผ่าไว้ให้เปลือกของกิ่งกับเปลือกของต้นตอประสานกันให้สนิทใช้เชือกหรือพลาสติกพันรัดให้แน่น กลบดินพูนขึ้นทับตาบนกิ่งพันธุ์ดีเมื่อตาแตกกิ่งให้เอาเชือกหรือพลาสติกออก กิ่งองุ่นที่เสียบใหม่จะเจริญเติบโตเป็นองุ่นพันธุ์ดีต่อไป



วิธีการปลูกองุ่น
             
การเตรียมพื้นที่
             
องุ่นชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ มีความชุ่มชื้นระบายน้ำได้ดีการเตรียมดินสำหรับปลูกองุ่น มีวิธีการดังนี้
            

1. พื้นที่ดินทราย ซึ่งเป็นดินที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ควรปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นการบำรุงดินโดยปลูกไว้ล่วงหน้าแล้วไถกลบเมื่อออกดอก
 
           
2. พื้นที่ดินเหนียว น้ำท่วมถึง ให้ทำการยกร่องให้สูงอย่าให้น้ำท่วมถึงใส่ปุ๋ยหมักและทรายหยาบผสมลงในดินเพื่อให้ดินโปร่งร่วนซุย
  
          
3. พื้นที่ดินดอนหรือลาดเขา ให้ทำการไถให้ลึก ตากดินไว้สัก 1 สัปดาห์ ปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเมื่อออกดอกจะเป็นการทำให้ดินมีลักษณะดีขึ้น
            

วิธีปลูก    
              
เมื่อเตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้วให้กะระยะในการขุดหลุมปลูกหากเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ควรปลูกให้ห่างกันระหว่างต้น 2.50-3.00 เมตร  ระหว่างแถว 4.00 เมตร ถ้าเป็นดินเหนียวก็ให้ถี่ลงกว่านี้ ทั้งนี้การกะระยะปลูกขึ้นอยู่กับสภาพท้องที่และพันธุ์องุ่นที่ปลูกประกอบด้วย  แถวที่ปลูกองุ่นควรยกเป็นลูกฟูกตลอดแถวอย่างน้อยกว้าง 1.50 เมตร หากเป็นที่ลาดให้ทำร่องขวางเพื่อป้องกันการพังของดิน
              

การขุดหลุมปลูก 
ให้ขุดหลุมกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร แยกดินปากหลุมและก้นหลุมไว้ต่างหากตากดินให้ แห้งประมาณ 15-20 วัน ผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกไว้ก้นหลุมและผสมดินก้นหลุมกับปุ๋ยคอกไว้  ปากหลุมแล้วจึงนำต้นองุ่นลงปลูก ตัดกิ่งเล็ก ๆ ออกเหลือแต่ลำต้นมีตา 2-3 ตา ตัดรากที่ไม่แข็งแรงออก นำดินที่ผสมปุ๋ยคอกกลบดินที่โคนให้เป็นโคกนูนกดดินให้แน่นปักหลักผูกลำต้นกันโยนคลอน รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ใบมะพร้าว หรือใบไม้ทำกำบังแสงแดด หลังจากปลูกประมาณ 1 เดือน จะแตกตาแตกกิ่ง แตกใบงอกงามเจริญเติบโตแข็งแรงการปลุกองุ่นควรปลูกต้นฤดูฝนซึ่งจะเป็นการประหยัดในเรื่องการรดน้ำ
            

ค้างองุ่น    
เนื่องจากองุ่นเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยหากปลูกแล้วไม่ทำค้าง  เถาองุ่นจะเลื้อยไปตามพื้นดินทำให้ เจริญเติบโตช้า เกิดโรคได้ง่าย ผลที่ออกมาก็จะกองอยู่กับพื้นดิน เกิดการเน่าเสียจึงจำเป็นต้องทำค้างให้องุ่นที่ปลุกเลื้อยขึ้นค้าง
   

การทำค้างองุ่น ที่นิยมกันมี 3 แบบ ดังนี้             
1. การทำค้างแบบร้านสูง หรือร้านเตี้ย โดยใช้ไม้ระแนงตีเป็นร้านจะให้สูงหรือเตี้ยก็แล้วแต่ความต้องการหรือจะใช้ลวดตาข่ายห่าง ๆ ขึงก็ได้  เมื่อองุ่นออกผลพวงองุ่นจะห้อยลงมาใต้ร้าน แต่ มีข้อเสียก็คือ ยากแก่การตัดแต่ง และการป้องกันโรค
  
           
2. การทำค้างแบบรั้ว วิธีการคือ ใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์หรือเสาเหล็กปักเป็นแถวยาว เสาต้นแรกและต้นสุดท้ายต้องแข็งแรง เพื่อเป็นตัวยึดเหนี่ยวลวดในเวลาขึงจะได้มั่นคง ส่วนเสาตรงกลางจะเล็กบางก็ได้ความสูงของเสาเมื่อปักลงไปในดินแล้วให้เหลือความสูงไว้เท่ากับความสูงของคน หรือสูงกว่าเล็กน้อยการปักเสาห่างกันประมาณ 12-15 ฟุตการขึงลวดจะขึงกี่เส้นก็ได้  แต่ลวดเส้นล่างต้องสูงกว่าพื้นดินไม่น้อยกว่า 60  เซนติเมตร ลวดที่ใช้ขึงจะใช้ลวดเบอร์ 9  หรือเบอร์ 10 หรือเบอร์ 11 ก็ได้แต่มือองุ่นมักชอบเกาะลวดเส้นเล็กมากกว่าลวดเส้นใหญ่  หากไม่ใช้ลวดขึงจะใช้ ไม้ระแนงแทนลวดก็ได้ แต่จะสิ้นเปลืองมากว่าการใช้ลวด ข้อดี ของการทำค้างแบบรั้ว คือ สะดวกต่อการตัดแต่ง การบำรุงรักษา การป้องกันโรคและศัตรูพืช
             

3. การทำค้างแบบค้างเตี้ยเป็นรูปตัวที หรือรูปไม้กางเขน โดยใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์ปักเป็นแถวให้สูงจากพื้นดิน 5-6 ฟุต  ตอนบนของหัวเสาใช้ไม้ตีเป็นรูปไม้กางเขนยาว 1.00-1.20 เมตร สามารถขึ้นลวดได้ 3–4 แถว เพื่อให้เถาองุ่นจับเกาะค้าง  แบบนี้ใบองุ่นสามารถรับแสงแดดได้เต็มที่ ง่ายต่อการตัดแต่งและการป้องกันโรควัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ทำค้างองุ่น  ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุดังกล่าวเสมอไป จะใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้รวกก็ได้ตามความเหมาะสม ทั้งในด้านความสะดวกและการประหยัด
การบำรุงรักษาองุ่นหลังปลูก                

การปลูกองุ่นก็เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชอื่น ๆ แต่การบำรุงรักษาองุ่นนั้นค่อนข้างจะมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ในการบำรุงรักษาองุ่นที่ปลูกนั้น มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้      
                

1. การให้ปุ๋ย    
ตามปกติพืชทั่ว ๆ ไปจะต้องการอาหารแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม ดังนั้น เมื่อผู้ปลูกสังเกตเห็นว่าองุ่นที่ปลูกแสดงอาการผิดปกติ ก็ต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหาร  แร่ธาตุต่าง ๆ  ตามที่ปรากฏ  เช่น  

เมื่อขาดธาตุไนโตรเจน  ลักษณะของลำต้นจะแคระแกร็น  ใบและลำต้นจะสีเหลืองซีด  การเจริญเติบโตช้า แต่ถ้ามากเกินไปใบจะสีเขียวจัด  ก้านเปราะ  ผลสุกช้า     

หากขาดธาตุฟอสฟอรัส  รากจะไม่เจริญเติบโต  แคระแกร็น  ใบสีเขียวเข้ม  ผลแก่ช้ากว่าปกติ และ

หากขาดธาตุโปแตสเซียม จะเจริญเติบโตช้า เส้นใบและขอบใบมีสีเหลือง ริมใบมีสีน้ำตาล ปล้องจะถี่หรือระหว่างข้อสั้น 

เมื่อองุ่นที่ปลูกปรากฏอาการดังกล่าว  จะต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหารที่ขาดไป  ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ควรใช้ปุ๋ยจำพวกอินทรียวัตถุใส่เป็นประจำ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เป็นต้น
 ขณะเดียวกันควรหมั่นพรวนดินระหว่างแถวด้วยจอบ  หรือเครื่องทุ่นแรง  นอกจากจะปราบวัชพืชแล้ว ยังเพิ่มปุ๋ยพืชสดให้กับดินอีกด้วยและเป็นการลดการระเหยของน้ำในดิน               
                                                                                                                                                                                                                กา2. การให้น้ำ        
แม้ว่าองุ่นจะไม่ชอบดินแฉะแต่ก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำน้ำไปปรุงแต่งผลให้เต่ง โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มปลูกและเริ่มติดผลอย่าให้ขาดน้ำ การปลูกองุ่นเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องเตรียมน้ำไว้ให้พร้อม อาจจะขุดเป็นร่องเพื่อกักขังน้ำไว้ เมื่อองุ่นมีผลแก่เริ่มแก่จะสุก ควรงดการให้น้ำหรือให้บ้างเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ควรหาวัสดุ เช่น  หญ้าแห้ง ฟางข้าวคลุมโคนต้น จะเป็นการช่วยลดการระเหยของน้ำในดิน ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น
              

3.การบังลม
ผูปลูกผู้ปลูกองุ่นส่วนมากมักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องลมมากนัก แต่ถ้าผู้ปลูกในที่โล่งเตียนมีลมจัด จะมีผลกระทบต่อการปลูกองุ่นเหมือนกัน  กล่าวคือ หากมีลมแรง ต้นองุ่นจะโยกคลอนไปตามลม ใบจะขาด ลมจะพัดพาเกสรของดอกปลิวไปที่อื่น ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ หรือตัวแมลงที่ช่วย ผสมเกสรจะเกาะเกสรไม่ได้ ทำให้เกิดผลน้อย ทางที่ดีควรปลูกต้นไม้อื่นบังลมไว้บ้าง เพราะนอกจากจะบังลมแล้วยังช่วยลดการระเหยของน้ำในดินและอากาศจะมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ
โรคศัตรูและการป้องกันรักษา
              

องุ่นนับได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีโรคและศัตรูมารบกวนมากมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของท้องถิ่นและดินฟ้าอากาศที่ปลูกองุ่นโรคองุ่นในเมืองไทยที่พบส่วนมากเกิดจากเชื้อราต่าง ๆ ดังนี้

1. แอนแทรคโนส หรือแบล็ค สปอท (Anthracnos or Black Spot) จะเกิดที่ตรงยอดและใบอ่อนทำให้ยอดหงิก เป็นจุดสีน้ำตาลไหม้หรือจุดดำ  กิ่งจะเฉา  และองุ่นจะตายในที่สุด  วิธีป้องกัน คือ ตัดส่วนที่เป็นโรคและเผาเผาไฟทิ้ง แล้วพ่นยาบอร์โดมิกซ์เจอร์ หรือใช้ยาแคนแทน 50 %

2.ดาวนี มิลดิว (Zdowny Mildew)เป็นเชื้อราที่ทำลายกิ่งและใบอ่อน โดยจะเกิดรอบช้ำ ๆ บนใบและท้องใบเป็นหย่อม ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นจุดกลมสีขาวที่ท้องใบ เมื่อแก่จะแตกเป็นละอองปลิวไปติดส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะทำลายส่วนนั้นให้เสียหาย ต้นองุ่นจะอ่อนแอ  กิ่งแห้งและตาย  เมื่อพบโรคนี้ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคเผาไฟทิ้ง แล้วพ่นยาบอร์โดมิกซ์เจอร์ ส่วนการป้องกันให้พ่นน้ำยานี้เป็นประจำ

3. พาวเดอร์ มิลดิว (Powder Mildew)เชื้อราชนิดนี้จะทะลายใบอ่อน  ดอก  และผล  โดยเป็นจุดสีเทาแก่ เมื่อแตกจะเป็นละอองปลิวไปทำลายส่วนต่าง ๆ ทำให้องุ่นไม่เติบโต  ดอกผลไม่ติด
     


การป้องกันใช้กำมะถันผงหรือกำมะถันละลายน้ำพ่นเป็นละอองให้ทั่ว ทั้งนี้ ควรใช้กำมะถันละลายน้ำผสมกับยาบอร์โดมิกซ์เจอร์ พ่นทุกเดือนจะเป็นการป้องกันได้เป็นอย่างดีศัตรู ศัตรูขององุ่นมีทั้งแมลงและอื่น ๆ ซึ่งได้แก่
                    
1. ไส้เดือนฝอย
เป็นไส้เดือนที่เล็กมาก  จะลายรากและอุดทางเดินของอาหาร  ทำใหองุ่นเฉาแห้งและตายในที่สุด การกำจัดใช้ยาคลอร์เดนออลดรีน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 2 แกลลอน รดบริเวณโคนต้น ส่วนการป้องกันให้รดน้ำยานี้ที่โคนต้น สัปดาห์ละ 4 ครั้ง
                    

2. หนอน
กัดกินใบมีหลายชนิด หากพบน้อยก็จับทำลายให้หมด ถ้ามากใช้วิธีการฉีดยา เช่น  ดี.ดี.ที สารหนู ตะกั่ว หรือโล่ติ้น
                    

3. แมลงปีกแข็ง
จะกัดกินใบองุ่นให้เสียหาย ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยาคือ โล่ติ้น ดีลดรีน สารหนู ตะกั่ว หรือ ดี.ดี.ที. ฉีดพ่นเป็นประจำ
                    

4. ตั๊กแตน
จะกัดกินยอดอ่อนของกิ่งที่กำลังแตกตาใหม่ ๆ ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยาคลอร์เดน   ดีลเดน หรือ ดี.ดี.ที. ฉีดพ่นบ่อย ๆ
                    

5. หนอนผีเสื้อ ซึ่งจะม้วนตัวอยู่ในใบและจะกัดกินใบ ป้องกันและกำจัด  โดยใช้ยาพาราไธออน ดี.ดี.ที หรือสารหนู ตะกั่ว ฉีดทำลาย
                    

6. เพลี้ยต่าง ๆ จะเกาะตามใบและต้นโดยจะดูดน้ำกิน  จนกระทั่งต้นองุ่นตาย ใช้ยาดี.ดี.ที.  ดีลดรีน นิโคตินซัลเฟต หรือพาราไธออน ฉีดทำลายและเป็นการป้องกัน
                    

7. แมงมุมแดง มีขนาดตัวเล็กมากจะเกาะกินและดูดน้ำในใบ ทำให้ใบเหลือง ร่วงหล่นไป การป้องกันรักษาใช้กำมะถันผงหรือกำมะถันละลายน้ำ ฉีดพ่นตามใบสลับกับพาราไธออนหรือคลอร์เดน
                    

8. ปลวก จะกัดกินราก การกำจัดทำได้โดยพรวนดินที่โคน ใช้ยาดีลดรีน น้ำราดลงในดิน และหมั่นตรวจดูแลอยู่เสมอ
                    

9. นก จะคอยรบกวนผลองุ่นที่ใกล้จะสุกโดยจิกกิน ควรใช้ลวดตาข่ายหรือถุงพลาสติก หรือใบตองแห้งห่อพวงองุ่นไว้ 
                    

ผู้ปลูกองุ่นจะต้องเอาใจใส่ในเรื่องการป้องกันไม่ให้โรคศัตรูเกิดขึ้น โดยปฏิบัติ ดังนี้
1. รักษาความสะอาดบริเวณที่ปลูกองุ่นมิให้รกรุ่งรัง
2. บำรุงต้นองุ่นให้แข็งแรง มีกำลังต้านทานโรค
3. สังเกตต้นองุ่นที่ปลูก หากองุ่นผิดสังเกตต้องหาสาเหตุแก้ไข หรือเมื่อโรคและศัตรูรบกวนต้องทำการกำจัด หรือฉีดยาป้องกันการเลี้ยงเถาองุ่น การตัดแต่ง และการเก็บผลองุ่น            

การเลี้ยงเถาองุ่นและการตัดแต่ง            
องุ่นที่ปลูกในเมืองไทย  มีอายุการออกดอกติดผลเร็วกว่าองุ่นที่ปลูกในต่างประเทศ เพราะจะออกดอกติดผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นการตัดแต่งจะกระทำได้เมื่อองุ่นที่ปลูกมีอายุเพียง 7-8 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่ปลูก  ดินฟ้าอากาศและชนิดพันธุ์ที่ปลูกประกอบด้วยการแต่งและตัดเถาองุ่น แบ่งได้ 2 ประการ คือ
   

1. แต่งและตัดเพื่อให้องุ่นที่ปลุกแตกกิ่งก้านสาขาได้รูปทรงเข้ากับหลักหรือค้างที่ทำไว้
            
2. แต่งและตัดเพื่อบังคับให้องุ่นแตกกิ่งออกดอกติดผลตามความต้องการ
            

การแต่งและตัดตามข้อ 1  เพื่อให้ได้รูปทรงตามความต้องการ ต้องดำเนินการตั้งแต่ปลูก  หากองุ่นที่ปลูกไม่แข็งแรงให้ตัดต้น เหลือตาเพียง 2-3 ตา เมื่อแตกกิ่งจากตาแล้วตัดกิ่งออกเหลือกิ่งที่ แข็งแรงเพียง 1 กิ่ง เพื่อใช้เป็นเถาใหญ่ต้องคอยเด็ดกิ่งแขนงข้าง ๆ  ออกให้เหลือแต่ยอดเถาเดียว  ผูกเถากับค้างหรือหลัก ให้ยึดเกาะเมื่อเถาเจริญเติบโตเป็นสีน้ำตาล ก็ตัดยอดหรือปลายของเถานั้นตามความต้องการตามปกติจะต้องตัดเหลือแค่ลวดเส้นล่าง องุ่นจะแตกกิ่งจากตาปลายแถวเป็นหลายกิ่ง เลือกตัดให้เหลือ 1-2 กิ่ง ซึ่งจะเป็นแขนงขององุ่น มัดกิ่งแขนงนี้เข้ากับค้างตามความต้องการการแต่งและตัดตามข้อ 2 เพื่อบังคับให้ออกผลนั้นต้องดำเนินนการเมื่อองุ่นขึ้นค้างเข้ารูปทรงตามข้อ 1 แล้ว วิธีการคือ เมื่อกิ่งแขนงเจริญเติบโตจนยาวให้ตัดยอดของแขนงนั้นออก เหลือไว้ตามที่ ต้องการโดยคำนึงถึงระยะของต้น ขนาดของค้าง และหลักที่ทำไว้ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะมีตาแตกจากแขนงนี้กี่ตา เมื่อตาบนแขนงนี้แตกเป็นกิ่งเจริญเติบโตจนเป็นกิ่งแก่มีสีน้ำตาล ให้ตัดกิ่งให้สั้นเป็นตอกิ่ง มีตาเหลือ 2-3 ตา เพื่อให้เกิดกิ่งจากตาของตอกิ่งที่เหลือไว้ กิ่งที่เกิดเมื่อสมบูรณ์แข็งแรงจะออกดอกติดผลเมื่อออกผลแล้วต้องเลี้ยงกิ่งนี้ไปจนเป็นกิ่งแก่จึงตัดให้สั้นเข้าเหลือตาไว้ 2-3 ตา  เพื่อให้เป็นตอกิ่ง ซึ่งจะแตกกิ่งต่อไป และกิ่งที่แตกนี้เจริญเติบโตแข็งแรงก็จะออกดอกติดผลการตัดแต่งกิ่ง

ถ้าเห็นว่างอกกิ่งมากเกินไป ควรตัดออกบ้างเพื่อมิให้แยกอาหาร กิ่งที่ตัดออกนี้ หากเป็นกิ่งแก่สามารถนำไปปักชำเป็นพันธุ์ต่อไป 
 

การเด็ดตาตาที่แตกเป็นกิ่งซ้อนขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ควรตัดทิ้งยิ่งเห็นว่าเป็นตาที่ไม่สมบูรณ์ควรรีบตัดทิ้งไปการตัดมือความจริงมือขององุ่นมีไว้เพียงเพื่อยึดเกาะรับน้ำหนักของกิ่ง ถ้ามากเกินไปควรตัดทิ้ง หากปล่อยไว้ก็จะแย่งอาหาร และเมื่อองุ่นตาย จะแกะมือออกค่อนข้างยากอายุการตกผลและการเก็บผลองุ่น 

ตามปกติองุ่นจะตกผลปีละครั้ง สำหรับองุ่นในเมืองไทย หากต้นแข็งแรงเจริญเติบโตดีจะให้ผลในระยะ 1 ปี การตกผลจะราวต้นเดือนกันยายน - ตุลาคม และแก่เก็บได้ราวปลายเดือนธันวาคม - มกราคม   สำหรับองุ่นที่ตกผลปีละ 2ครั้งนั้นจะตกผลในเดือนกันยายนถึงตุลาคม ผลจะแก่เก็บได้ ในเดือนธันวาคม - มกราคม และจะตกผลในครั้งที่สองเดือนกุมภาพันธ์ ผลจะแก่เก็บได้ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์การบำรุงรักษาสภาพพื้นที่รวมทั้งดินฟ้าอากาศ  อายุขององุ่นหากบำรุงรักษาเป็นอย่างดี  สามารถจะออกผลได้นานถึง 50-60 ปี  ส่วนการที่องุ่นจะ
เริ่มตกผลเมื่ออายุ 1 ปีนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะองุ่นที่ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่ง  ปักชำ  ติดตา  ทับกิ่ง ต่อกิ่งและตอนส่วนการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะตกผลเมื่ออายุ 3-4 ปี       

การเก็บผลองุ่น
            
ระยะเวลาการเก็บผลองุ่นจะกำหนดให้แน่นอนทำได้ยาก   รวมทั้งการเก็บผลก็แล้วแต่ประโยชน์ที่จะนำไปใช้  เช่น รับประทานสด ตากแห้งหรือทำเหล้าองุ่นต้องใช้ ดุลยพินิจและความชำนาญและฤดูกาล อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการนำมาประกอบการพิจารณาในการเก็บผล ดังนี้

1. แสดงสีตามพันธุ์ออกมา เช่น สีเขียวเมื่อแก่ และสุกก็จะเป็นสีขาว
2. รสและกลิ่นหอมหวาน
3. เนื้ออ่อนนุ่ม            
4. ขั้วเปลือกจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล            
5. ผลดึงหลุดจากพวงได้ง่าย
6. เมล็ดล่อนจากเนื้อเป็นสีน้ำตาลนอกจากนี้ อาจจะใช้วิธีเก็บมาชิมเพราะองุ่นบางพันธุ์เมื่อตัดแล้วนำมาแขวนทิ้งไว้สัก 2-3 วัน จะมีรสหวานขึ้น แสดงว่าองุ่นแก่และสุก สามารถเก็บได้

วิธีเก็บ
             
ใช้กรรไกรค่อย ๆ  ตัดพวงองุ่นจากเถาอย่าใช้มือดึง เมื่อตัดแล้วใส่กระบะหรือถาด นำไปเก็บไว้ในห้องเย็นจะอยู่ได้นาน



การจัดการและการตลาด
        
ปัจจัยทางด้านการตลาดขององุ่น
             
การตลาด หมายถึง การกระจายหรือเคลื่อนย้ายของสินค้า  และบริการจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ในปัจจุบันตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศมีความต้องการผลองุ่นเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ปลูกองุ่นมักจะคำนึงถึงด้านการปลูกองุ่นเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงมากกว่า
             

ปัญหาทางด้านการตลาด ซึ่งจะมีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลัง ดังนั้น เพื่อมิให้ผู้ปลูกองุ่นเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมต้องขาดทุนจึงควรศึกษา และเลือกตัดสินให้ถูกต้อง โดยวางแผนดำเนินการ ดังนี้
            

1. จำนวนองุ่นที่ปลูกและพันธุ์ที่ปลูก 
ต้องพิจารณาความต้องการของตลาดหลาย ๆ แห่ง เพื่อพิจารณาดูว่าตลาดมีความต้องการมากน้อยแค่ไหน ต้องการองุ่นพันธุใดมากที่สุด มีความแปรผันในด้านราคาห่างกันประมาณเท่าใด เพื่อเป็นข้อมูลในการปลูกและการคัดเลือกพันธุ์องุ่นที่จะปลูก
            

2. การขายผลผลิต 
การขายองุ่นมีทางเลือกหลายทาง เช่น ขายให้ผู้บริโภคโดยตรง ขายให้พ่อค้าคนกลาง ขายโดยผ่าน สหกรณ์  หรือขายโดยการตกลงทำสัญญาล่วงหน้า ซึ่งผู้ปลูกองุ่นต้องพิจารณาเลือกให้ถูกต้อง หากเลือกได้ถูกต้องจะมีส่วนช่วยเพิ่มผลกำไรได้มาก

3. ระยะเวลาในการจำหน่าย 
โดยปรกติราคาองุ่นในตลาดแต่ละแห่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น  ช่วงเทศกาล  ปริมาณผลผลิต  ผู้ปลูกองุ่นจำเป็นต้องวางแผนในการจำหน่าย  โดยการเลือกเวลาที่เหมาะสม อาจจำหน่ายผลสดหรืออาศัยการเก็บรักษาผลผลิตไว้จำหน่ายในช่วงเวลาที่ได้ราคา หรือแปรรูปเพื่อจำหน่ายได้ระยะเวลานาน
             

4. สถานที่จำหน่าย 
ผู้ปลูกองุ่นทั่วไปต้องพิจารณาว่าจะขายผลผลิตที่ไหน เพราะตลาดที่รับซื้อแต่ละแห่งจะแตกต่างกันเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ ไม่เหมือนกัน เช่น การขนส่งจำนวนที่พ่อค้าสามารถขายได้มากน้อย เป็นต้น ดังนั้น จะต้องเอาปัจจัยนี้มาพิจารณาด้วย เพื่อจะได้กำไรจากการขายมากที่สุดอย่างไรก็ตาม  ผู้ปลูกองุ่นเพื่อการจำหน่าย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ต้นทุนที่ลงทุนทั้งหมดและเมื่อจำหน่ายแล้วต้องมีกำไรมากที่สุดจึงจะประสบผลสำเร็จประเทศไทยนับว่ามีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะแก่การปลูกองุ่นมาก เพราะองุ่นที่ปลูกโตเร็วกว่าประเทศอื่นบางประเทศ แต่ผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อการบริโภคเพราะยังปลูกกันน้อย แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ส่วนใหญ่ผลผลิตจะบริโภคเฉพาะภายในประเทศ ราคาซื้อขายก็ถูกกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดและพันธุ์ขององุ่นความต้องการของตลาดในประเทศไทยไม่แน่นอน บางระยะเวลามีความต้องการสูงมาก  เช่น ช่วงเทศกาลต่าง ๆ จึงทำให้ราคาองุ่นสูง บางช่วงราคาองุ่นจะถูก เช่น องุ่นขาว - เขียว ราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท ชาวไร่ก็ยังอยู่ได้ โดยพยายามลดต้นทุนและบำรุงรักษาให้ได้ผลดียิ่งขึ้นองุ่นที่จำหน่ายภายในประเทศส่วนใหญ่จำหน่ายผลองุ่นสดการนำองุ่นไปแปรรูปโดยใช้ทำเหล้าองุ่น (Wine)  องุ่นบรรจุกระป๋อง หรือทำน้ำองุ่นสดยังไม่สามารถดำเนินได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านพันธุ์องุ่น และการลงทุนที่สูงไม่คุ้มค่าการทำองุ่นตากแห้งด้วยแสงแดด
              

ในปัจจุบัน ประเทศไทยนับได้ว่ามีองุ่นที่จำหน่ายมากพอสมควร ในช่วงที่มีปริมาณมาก ราคาจะต่ำควรนำมาแปรรูปเป็นองุ่นตากแห้ง เพื่อเก็บไว้บริโภคหรือเพื่อจำหน่าย สำหรับการแปรรูปเป็นองุ่นตากแห้ง ใคร่ขอเสนอวิธีทำโดยตากแห้งด้วยแสงแดด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ลงทุนน้อย เหมาะสมกับเมืองไทยเพราะมีแสงแดดมาก
                

วิธีทำ
                
เก็บผลองุ่นด้วยมืออย่างระมัดระวังอย่าให้เสียหาย นำไปใส่ถาดที่ทำด้วยกระดาษแข็งมีกรอบทำด้วยไม้ เกลี่ยองุ่นให้ทั่วถาดอย่าให้พวงซ้อนกัน  นำไปตากแดดประมาณ 10-15 วัน แล้วใช้ถาดเปล่าขนาดเท่ากันครอบถาดที่มีองุ่นไว้กลับพลิกโดยเร็ว โดยให้องุ่นกลับมาอยู่ในถาดใหม่ ทั้งนี้ด้านล่างจะยังไม่ถูกแสงแดดเมื่ออยู่ในถาดเดิม ตากไว้อีก 10-15 วัน องุ่นก็จะแห้งทั่วกัน คือ มีความชื้นประมาณ 15% นำไปบรรจุหีบหรือลังหุ้มด้วยกระดาษหนา ๆ เพื่อให้องุ่นมีความชื้นเท่ากัน หลังจากนั้นบรรจุในกล่องหรือหีบห่อ เพื่อนำไปเก็บไว้รับประมาณหรือเพื่อจำหน่ายต่อไป

www.thaifranchisecenter.com/download_file/downloading.php?id=558    


                        

การเกษตรเรื่องการปลูกองุ่นนอกฤดู

การบังคับให้องุ่นออกดอกนอกฤดูนั้น เกษตรกรมักจะปฏิบัติหลังจากที่ได้เก็บผลไปแล้ว โดยที่เกษตรกรจะต้องมีการบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ มีการสะสมอาหารได้เพียงพอ และมีการป้องกันโรค แมลง เพื่อองุ่นจะได้มีความพร้อมและความสมบูรณ์ในการออกดอก ออกผล


1. หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเสร็จแล้ว เกษตรกรควรปล่อยให้ต้นองุ่นโทรมประมาณ 15-30 วัน แล้วจึงใส่ปุ๋ย โดยในตอนแรกใส่ปุ๋ยคอก พร้อมทั้งปุ๋ยน้ำทางในสูตรที่มีตัวกลางสูง เช่น สูตร 11-22-11 ฉีดพ่น 1 ครั้ง พร้อมทั้งเตรียมลอกเลนขึ้นจากท้องร่อง และตบแต่งคันร่องเพื่อรอ

การตัดแต่งกิ่ง

2. การตัดแต่งกิ่งองุ่นจะตัดเอากิ่งแขนงหรือกิ่งสาขาให้สั้นลง และให้มีตาองุ่นบนกิ่งแก่ และตัดกิ่งที่แพร่กระจายทับกันออก โดยให้เหลือตาองุ่นไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นพันธุ์ไวท์มะละกาให้มีตาเหลือไว้ประมาณ 5-7 ตาต่อกิ่ง แต่ถ้าเป็นพันธุ์คาร์ดินัล ให้เหลือแค่ 3-5 ตาต่อกิ่งเท่านั้น


3. เมื่อตัดแต่งกิ่งเสร็จเกษตรกรควรให้ปุ๋ยน้ำที่มีธาตุอาหารหลักคือ เอ็น พี เค ให้สูตรตัวหน้าสูงเพื่อช่วยเร่งตาองุ่นให้ออกเร็วขึ้น เช่น ใช้สูตร 20-10-10 หรือสูตรอื่นที่ใกล้เคียงกันในอัตรา 70 กิโลกรัมต่อไร่ หรือขนาดร่อง 5 ตารางวาต่อปุ๋ย 10 กิโลกรัม โดยหว่านให้ทั่วทั้งร่อง การใส่ปุ๋ย ควรเลือกเวลาตอนบ่ายหรือตอนเช้าในขณะที่แสงแดดไม่แรงมากนัก หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายและรากขององุ่นจะดูดซึมเพื่อไปเลี้ยงลำต้นได้เร็วขึ้น




การปลูกองุ่นนอกฤดู

การปลูกองุ่นนอกฤดู



4. ในระยะ 2-3 วันแรกหลังตัดแต่งกิ่งสำเร็จ ให้เกษตรกรฉีดปุ๋ยน้ำทางใบสูตร คือ กลางสูง เช่นสูตร 11-22-11 และอาหารเสริมทางใบ เพื่อเร่งให้องุ่นแทงช่อดอกออกมาพร้อมกับใบ โดยทำการฉีด 5-7 วันต่อครั้ง การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้กับองุ่นนั้นจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้ทางดิน และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายเกษตรกรอาจจะผสมยาฆ่าแมลงและยาป้องกันกำจัดโรคราลงได้ด้วยก็ได้


5. หลังจากที่ได้ตัดแต่งกิ่งประมาณ 15-20 วัน ตาขององุ่นก็จะแตกใบใหม่ออกมาให้เห็น ถ้าเป็นฤดูร้อนและในฤดูฝนตาจะแตกเร็วกว่าประมาณ 15 วัน แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว ตาจะแตกใบอ่อนช้าออกไปอีกประมาณ 20 วันขึ้นไป และโดยธรรมชาติขององุ่นเมื่อตาแตกใบอ่อนออกมาแล้ว ช่อดอกจะแทงออกมาด้วย ในขณะที่ดอกองุ่นกำลังบานหรือติด เกษตรกรอาจเด็ดตาดอกที่ไม่มีดอกทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้องุ่นมีใบมากในช่วงนี้


6. หลังจากที่องุ่นแทงช่อดอกออกประมาณ 16-17 วัน เกษตรกรอาจจะเพิ่มคุณภาพขององุ่น โดยใช้ฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน, เอ็นเอเอ. หรืออาหารเสริมทางใบ เพื่อยืดช่อดอกองุ่นให้ยาวใหญ่ขึ้น แต่การใช้ฮอร์โมนยืดช่อดอก เกษตรกรจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และต้องรู้จักวิธีการใช้ เพราะหากใช้ผิดพลาดแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อดอกและผลองุ่น เช่น ดอกยาวเกินไป ดอกร่วง หรือทำให้องุ่นไม่ติดผลได้


7. เมื่อองุ่นติดผล การปฏิบัติดูแลรักษาตามปกติ และโดยเฉพาะการฉีดยาป้องกันกำจัดโรค แมลง จะต้องกระทำสม่ำเสมอ อาทิตย์ละครั้ง หรืออาจจะฉีดพร้อมกับการให้อาหารเสริมทางใบด้วยก็ได้ จนกระทั่งผลองุ่นโตเต็มที่ เพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลต่อไป



http://www.xn--12ca4dscc8ayd2f.com/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%94%E0%B8%B9/






ขั้นตอนปฏิบัติในการบังคับให้องุ่นออกดอกนอกฤดูกาล :

การบังคับให้องุ่นออกดอกนอกฤดูกาลชาวสวนมักจะมีการปฏิบัติหลังจากที่ได้เก็บ ผลไปแล้ว โดยที่ชาวสวนจะต้องมีการบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ มีการสะสมอาหารได้เพียงพอ และมีการป้องกันโรค แมลง เพื่อองุ่นจะได้มีความพร้อมและความสมบูรณ์ในการออกดอก ออกผลต่อไป

***ภายหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวผลเสร็จแล้ว ชาวสวนจะปล่อยให้ต้นองุ่นโทรมประมาณ 15-30 วัน แล้วจึงใส่ปุ๋ย โดยในตอนแรกใส่ปุ๋ยคอก พร้อมทั้งปุ๋ยน้ำทางในสูตรที่มีตัวกลางสูง เช่น สูตร 11-22-11 ฉีดพ่น 1 ครั้ง พร้อมทั้งเตรียมลอกเลนขึ้นจากท้องร่อง และตบแต่งคันร่องเพื่อรอการตัดแต่งกิ่ง

***การตัดแต่งกิ่งองุ่นจะตัดเอากิ่งแขนงหรือกิ่งสาขาให้สั้นลง และให้มีตาองุ่นบนกิ่งแก่ และตัดกิ่งที่แพร่กระจายทับกันออก โดยให้เหลือตาองุ่นไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อจะได้แตกตาดอกและเจริญเป็นดอกเป็นผลต่อไป ซึ่งถ้าเป็นพันธุ์ไวท์มะละกาให้มีตาเหลือไว้ประมาณ 5-7 ตาต่อกิ่ง แต่ถ้าเป็นพันธุ์คาร์ดินัล จะตัดให้เหลือแค่ 3-5 ตาต่อกิ่งเท่านั้น

***เมื่อตัดแต่งกิ่งเสร็จชาวสวนองุ่นจะให้ปุ๋ยน้ำที่มีธาตุอาหารหลัก คือ เอ็น พี เค (n p k) ให้สูตรตัวหน้าสูงเพื่อช่วยเร่งตาองุ่นให้ออกเร็วขึ้น เช่น ใช้สูตร 20-10-10 หรือสูตรอื่นที่ใกล้เคียงกันในอัตรา 70 กิโลกรัมต่อไร่ หรือขนาดร่อง 5 ตารางวาต่อปุ๋ย 10 กิโลกรัม โดยหว่านให้ทั่วทั้งร่อง การใส่ปุ๋ย ควรเลือกเวลาตอนบ่ายหรือตอนเข้าในขณะที่แสงแดดไม่แรงมากนัก หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายและรากขององุ่นจะดูดซึม เพื่อไปเลี้ยงลำต้นได้เร็วขึ้น

***ในระยะ 2-3 วันแรกหลังตัดแต่งกิ่งสำเร็จ ให้ฉีดปุ๋ยน้ำทางใบสูตร คือ กลางสูง เช่นสูตร 11-22-11 และอาหารเสริมทางใบ เพื่อเร่งให้องุ่นแทงช่อดอกออกมาพร้อมกับใบ โดยทำการฉีด 5-7 วันต่อครั้ง การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้กับองุ่นนั้นจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้ทางดิน และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายชาวสวนอาจจะผสมยาฆ่าแมลงและยาป้องกันกำจัดโรครา ลงได้ด้วยก็ได้ ชนิดของสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดเชื้อราในสวนองุ่นที่ได้ผลดีได้แก่สารที่ มีส่วนผสมของกำมะถันผงหรือสารประกอบทองแดง เช่น โซเน็บ มาเน็บ หรือยาที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ เช่น แคปแทน 50 ออร์โธไซด์ หรือ ไดเทนเอ็น 45 ส่วนยาฆ่าแมลงที่ใช้ได้ผลก็มีหลายชนิด และมีฤทธิ์การทำลายที่แตกต่างกันไป มีทั้งราคาถูกและราคาแพง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาและการตัดสินใจของชาวสวนเอง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะทำการผสมสารต่าง ๆ ลงไปพร้อมกัน ชาวสวนควรศึกษาให้ละเอียดถึงการเข้ากันได้หรือไม่ได้ของสารเคมีเสียก่อน เพราะมิฉะนั้นแล้วการใช้สารครั้งนั้นอาจจะไม่ได้ผลหรือได้ผลในแง่ลบได้

***ภายหลังจากที่ได้ตัดแต่งกิ่งไปได้ประมาณ 15-20 วัน ตาขององุ่นก็จะแตกใบใหม่ออกมาให้เห็น ถ้าเป็นฤดูร้อนและในฤดูฝนตาจะแตกเร็วกว่าประมาณ 15 วัน แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว ตาจะแตกใบอ่อนช้าออกไปอีกประมาณ 20 วันขึ้นไป และโดยธรรมชาติขององุ่นเมื่อตาแตกใบอ่อนออกมาแล้ว ช่อดอกจะแทงออกมาด้วย ในขณะที่ดอกองุ่นกำลังบานหรือติด ชาวสวนอาจพิจารณาเด็ดตาดอกที่ไม่มีดอกทิ้งบ้าง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้องุ่นมีใบมากในช่วงนี้

***หลังจากที่องุ่นแทงช่อดอกออกมาแล้วประมาณ 16-17 วัน ชาวสวนอาจจะเพิ่มคุณภาพขององุ่น โดยใช้ฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน, เอ็น.เอ.เอ. หรืออาหารเสริมทางใบ เพื่อยืดช่อดอกองุ่นให้ยาวใหญ่ขึ้น แต่การใช้ฮอร์โมนยืดช่อดอก ชาวสวนจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และต้องรู้จักวิธีการใช้ เพราะหากใช้ผิดพลาดแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อดอกและผลองุ่น เช่น ดอกยาวเกินไป ดอกร่วง หรือทำให้องุ่นไม่ติดผลได้

***เมื่อองุ่นติดผลไปแล้ว ก็มีการปฏิบัติดูแลรักษาตามปกติ และโดยเฉพาะการฉีดยาป้องกันกำจัดโรค แมลง จะต้องกระทำสม่ำเสมอ อาทิตย์ละครั้ง หรืออาจจะฉีดพร้อมกับการให้อาหารเสริมทางใบด้วยก็ได้ จนกระทั่งผลองุ่นโตเต็มที่ เพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลต่อไป




http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=7e29f25fb14396d1







องุ่นไร้เมล็ดของอินเดีย





ช่วงหน้าหนาวราวต้นปี ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม เป็นช่วงที่มีองุ่นออกวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายในอินเดียและราคาไม่แพงมากนักถ้าเทียบกับเมืองไทย โดยเฉพาะ องุ่นไร้เมล็ด (seedless grape) เป็นที่นิยมมาก มีขายทั้งสีดำและสีเขียว สนนราคาขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 60-100 รูปี ต่อหนึ่งกิโลกรัม แต่สีดำจะมีราคาแพงกว่าหน่อย มีให้เลือกซื้อและทานกันอย่างอิ่มหนำเลยค่ะ


ในอินเดีย “องุ่นไร้เมล็ด” พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุด คือ “Thomson Seedless Grape” ซึ่งปลูกมากที่สุดในรัฐมหาราษฏระนี่เอง โดยเฉพาะที่เมืองนาสิก (ปลูกมากที่สุดในอินเดีย) รองลงมาคือ รัฐการ์นาตะกา และทมิฬนาดู เป็นอันดับที่สาม เนื่องจากเป็นที่นิยมรับประทานมาก องุ่นไร้เมล็ดจึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้งดงามอย่างหนึ่งในอินเดีย

และก็เพราะปลูกกันมากที่สุดในรัฐมหาราษฏระนี่เอง ทำให้องุ่นที่เมืองปูเณ่มีราคาถูกกว่าที่อื่น แถมยังหวาน กรอบ อร่อยอย่าบอกใครทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการรับประทานองุ่นก็ควรต้องระวังให้ดีด้วยค่ะ เพราะผลองุ่นนี่ก็อุดมไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงจำนวนมาก โดยเฉพาะคราบขาวๆ ที่เคลือบบนผิวองุ่น ล้างด้วยน้ำเปล่าๆ ไม่ออก

การที่จะรับประทานองุ่นได้อย่างปลอดภัยก็จะต้องล้างผลองุ่นอย่างสะอาดหมดจด สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ ควรเด็ดผลองุ่นออกจากขั้วเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง บีบยาสีฟันยี่ห้อใดก็ได้สักเล็กน้อย ขยี้ให้ละลายกับน้ำแล้วนำองุ่นที่เด็ดขั้วแล้วลงมาล้างให้สะอาด แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็จะได้ผลองุ่นที่สะอาดและปลอดภัยดีแล้วค่ะ


http://learningpune.com/?p=14372








องุ่นไร้เมล็ด ไม้ผลเศรษฐกิจพื้นที่สูง


โครงการหลวงหนุนเกษตรกรปลูกเพิ่มรายได้


มูลนิธิโครงการหลวง ได้พัฒนาการปลูกองุ่นบนพื้นที่สูงมาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มชนิดของไม้ผลเศรษฐกิจที่จะส่งเสริมเป็นอาชีพและรายได้แก่เกษตรกร อีกทั้งให้ผลตอบแทนรวดเร็วกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ ผลผลิตมีคุณภาพสูงและที่สำคัญยังสามารถพัฒนาวิธีการปลูกในโรงเรือนได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าหากปลูกและดูแลอย่างถูกวิธีจะสามารถให้ผลผลิตได้ภายใน 8-12 เดือน พร้อมทั้งสามารถบังคับผลผลิตออกได้ 2 ปี 5 ครั้ง เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นมีรายได้ตลอดทั้งปี

คุณสรศักดิ์ นาทิพย์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมไม้ผล ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า เกษตรกรที่ปลูกองุ่นในศูนย์ มีจำนวน 12 ราย

คุณอนันต์ อมรเลิศศักดิ์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของศูนย์ ปลูกองุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว โดยพันธุ์องุ่นที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมีพันธุ์ “บิวตี้ซีดเลส” เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด ทรงผลรี ขนาดปานกลาง สีดำช่อใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย รสชาติอร่อย หวาน กรอบ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและมีราคาแพง อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ประมาณ 4 เดือนครึ่ง (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู และสภาพพื้นที่ด้วย) ส่วนอีกพันธุ์ที่กำลังจะส่งเสริม คือ พันธุ์ “รูบี้ซีดเลส” เป็นองุ่นไม่มีเมล็ดเหมือนกัน ผลโต ยาวรี ผลมีสีแดงช่อใหญ่ เปลือกหนาพอๆ กัน พันธุ์บิวตี้ซีดเลส มีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ และเป็นพันธุ์ที่มีราคาแพงเช่นกัน อายุตั้งแต่เริ่มตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บผลผลิตได้ประมาณ 5-6 เดือน (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู และสภาพพื้นที่เช่นกัน)

คุณนันต์ เกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกองุ่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นเกษตรกรปลูกผักปวยเล้งขาย แต่รายได้ไม่แน่นอน ดังนั้น จึงมีแนวคิดนำพืชมาปลูกเสริมรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว ประกอบกับโครงการหลวงได้นำองุ่นสายพันธุ์ใหม่มาส่งเสริม โดยได้คำแนะนำจากคุณสรศักดิ์ จึงได้เริ่มปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2549 และได้สร้างโรงเรือนจำนวน 6 โรงเรือน ในพื้นที่จำนวน 2 ไร่ จึงทำค้างแบบราวตากผ้า เพื่อให้องุ่นเลื้อย โดยความสูงของค้างประมาณ 1.80 เมตร ความกว้างด้านบนของค้างประมาณ 6 เมตร ใช้ลวด เบอร์ 14 ดึงระหว่างหัวแปลงกับท้ายแปลง ระยะระหว่างลวดประมาณ 25 เซนติเมตร หลังจากที่เตรียมดินและค้างเรียบร้อยแล้ว จึงนำกล้าองุ่นมาปลูกในระยะห่างกันประมาณ 3 เมตร จำนวน 300 ต้น ซึ่งในช่วงระหว่างรอผลผลิตออก จะจัดโครงสร้างของกิ่งทั้งกิ่งหลักและกิ่งสาขาให้สามารถมีกิ่งที่ให้ผลผลิต ต่อต้นจำนวนมาก และทุกกิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กิ่งหลักอย่างเป็นระเบียบ มีความสมบูรณ์ สม่ำเสมอกัน การจัดทรงจะเป็นรูปทรงตัว H และสร้างกิ่งแบบก้างปลาจากกิ่งแขนงที่เกิดอยู่ทุกข้อของเถา โดยการเร่งการเจริญเติบโตของเถาให้เร็วและสมบูรณ์ที่สุด ภายใน 8-12 เดือน ซึ่งตั้งแต่การติดดอกจนถึงวันเก็บเกี่ยวผลที่แก่จัด ใช้เวลาประมาณ 120-150 วัน

ก่อนที่จะออกผลผลิต ในแต่ละปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 ครั้ง ช่วงที่ผลองุ่นมีรสชาติที่หอมหวาน กรอบอร่อยที่สุด อยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ก่อนการเก็บผลผลิตจะทิ้งการใส่ปุ๋ย ฉีดยา ประมาณ 45 วัน และเก็บเกี่ยวผลผลิตจะนำไปตรวจสอบให้ปลอดภัยจากสารพิษทุกครั้ง ส่วนความหวานที่เหมาะกับการเก็บผลผลิตจะอยู่ในระหว่าง 16-18 บริกซ์ เป็นช่วงของความหวานที่อร่อย โดยราคาที่จะขึ้นอยู่กับจำนวนบริกซ์ ถ้าจำนวน 16 บริกซ์ ราคากิโลกรัมละ 100 บาท 17 บริกซ์ ราคากิโลกรัมละ 150 บาท และ 18 บริกซ์ ราคากิโลกรัมละ 200 บาท จำนวนต่อต้นจะให้ปริมาณ 15-30 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้ต่อปีประมาณ 2 ตัน คิดเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท ซึ่งปลูกได้แล้ว 3 ปี สามารถคืนทุนที่ลงไปได้แล้ว ส่วนตลาดที่ออกจำหน่ายจะนำผลผลิตที่ได้ส่งให้กับโครงการหนองหอยบรรจุเรียบ ร้อย แล้วส่งให้กับโครงการหลวงที่แม่เหียะ และส่งต่อให้กับลูกค้าต่อไป

คุณสรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการจัดเถาและช่อองุ่นว่า เมื่อช่อดอกยาวออกมา ดอกจะบานหรือหลังจากตาองุ่นแตกได้ 2-3 สัปดาห์ จะปลิดตาข้างออกให้หมดเพื่อให้ยอดองุ่นอ่อนแตกออกมา หลังจากที่ดอกบานจนติดผลเล็กๆ แล้ว จะผูกเถาติดกับค้าง ให้มีความยาวประมาณ 80-100 เซนติเมตร ต่อมาจะตัดปลายช่อองุ่นทิ้ง 1 ใน 4 หลังตัดแต่งกิ่งประมาณ 35 วัน จะปลิดผลเพื่อไม่ให้ผลในช่อมีปริมาณมากเกินไป โดยจะปลิดผลที่มีขนาดเล็ก ผลที่ไม่มีรูปทรง ผลที่เกิดจากโรคและแมลง การปลิดผลจะให้เหลือต่อช่อประมาณ 50-80 ผล ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของช่ออีกที

ส่วนการให้ปุ๋ยจะใช้ ปุ๋ยคอก ใส่บนดินโดยโรยรอบๆ ต้นองุ่นให้ทั่วแปลง 1 กระสอบ ต่อต้น ต่อการเก็บผลองุ่นแต่ละครั้ง โดยทำหลังจากเก็บผลองุ่นแล้วก่อนที่จะตัดแต่งกิ่งครั้งต่อไป สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ มีสูตรที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุของต้นองุ่น ระยะที่ต้นยังเล็กหรือยังไม่ได้ตัดแต่ง ใช้สูตร 15-0-0- สูตร 15-15-15 สูตร 20-20-20 และสูตร 12-24-12 อัตรา ต้นละ 300-500 กรัม ต่อต้น ใช้ร่วมกับปุ๋ยคอก 10 กิโลกรัม ต่อต้น ระยะที่สอง ให้ปุ๋ยเกรดเดียวกับระยะแรก เมื่อดอกบานแล้ว 15 วัน หลังการตัดแต่งกิ่งได้ประมาณ 45 วัน ระยะที่สาม ใส่ปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูง สูตร 13-13-21 สูตร 8-24-24 สูตร 0-52-34 สูตร 0-0-5 ต้นละ 300-500 กรัม หรือใส่ก่อนเก็บผลผลิตประมาณ 15-30 วัน ซึ่งจะให้ผลองุ่นมีคุณภาพสูง ผิวสวย หวาน กรอบ อร่อย

ส่วนการให้น้ำ ในระยะติดผลและผลกำลังพัฒนาจะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะงดการให้น้ำหรือให้น้อยที่สุด เพื่อจะให้ผลมีคุณภาพดี น้ำตาลในผลสูง ผลไม่นิ่ม มีผิวสวย หวาน กรอบ อร่อย นอกจากนี้แล้ว เพื่อเพิ่มรสชาติจะมีการให้ฮอร์โมน โดยหลังจากตัดแต่งกิ่งองุ่นจะฉีดพ่นสารละลายคอร์เม็ท ชื่อสามัญ คือไฮโดรเจนไซยานาไมค์ 52% อัตรา 1,000 ซีซี. ผสมน้ำ 10 ลิตร พร้อมทั้งเพิ่มสารฮอร์โมนช่วยยืดช่อให้ผลยาวขึ้น ทำให้ใบโปร่ง ผลไม่เบียดกันมาก ทุ่นแรงในการปลิดผล ผลโต ยาว ขั้วผลยาวสวยงามชวนซื้อ รสชาติของผลดี หวาน กรอบมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจการปลูกองุ่น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์มูลนิธิโครงการหลวง โทร. (053) 810-765 ต่อ 104 หรือ 108 หรือศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (053) 318-301

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กันชนะ



http://news.enterfarm.com/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94.html



การผลิตองุ่นไร้เมล็ด


องุ่นไม่มีเมล็ดมี 3 แบบ

1 stimulative parthenocarpy เกสรตัวผู้ตกบนยอดเกสรตัวเมีย(stigma)งอกลงไปตาม pollen tube แต่ไม่มีการปฏิสนธิ ผลคือได้ผลที่ไม่มีเมล็ด เนื่องจาก embryoไม่สมประกอบ หลังดอกบานรังไข่ (ovule) จึงไม่พัฒนา เช่นพันธุ์ : Black Corinth ต้องการการผสมเกสร แต่ไม่มีการสร้าง auxin ผลจึงเล็กมาก

2 stenospermocarpy มีการผสมเกสร และมีการปฏิสนธิ แต่ embryoจะฝ่อไปหลังปฏิสนธิ 2-4 สัปดาห์ ยังคงเหลือร่องรอยของเมล็ด(seed traces) เช่นพันธุ์ Thompson seedless,marroo seedless,crimpson seedless etc.(เป็นพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ปลูกเป็นการค้าในเมืองไทย) ผลจึงเล็ก แต่ไม่เล็กเท่า Black Corinth (ไข่ปลา) เพราะมีการสร้าง auxin แบบจำกัด

3 empty-seededness มีการผสมเกสร และมีการปฏิสนธิ zygote พัฒนาจนมี seed coat แล้วเมล็ดก็ฝ่อแห้งไป เหลือเมล็ดเหี่ยว ๆ เนื่องจากมีการสร้าง auxin ขึ้นมามาก ลูกจึงใหญ่กว่า 2 แบบแรก เกิดขึ้นได้ทั้งโดยยีน และสภาพแวดล้อม


พันธุ์ดั้งเดิมที่ไม่มีเมล็ด พบว่ามีถิ่นกำเนิดแถวเขตรอยต่อเอเชียยุโรปและชายฝังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อัฟกานิสถาน อิหร่าน อินเดียตอนบน เห็นได้จากชื่อพันธุ์ suntana ,suntanina (พันธุ์สุลตาน) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต้นกำเนิดของพันธุ์ thompson seedless ในอเมริกา พันธุ์เก่าแก่อีกพันธุ์คือ monuka นักผสมพันธุ์จะใช้พันธุ์เก่าแก่เหล่าเป็นยีนตั้งต้น ในการพัฒนาองุ่นไม่มีเมล็ดต่อๆมา


http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=5fdfffa97901bae1







หน้าก่อน หน้าก่อน (2/3)


สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2009-07-16 (10377 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©