-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 1972 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

นาข้าว






 
ทำนาแบบใหม่ด้วยวิธีการ 'โยนกล้า' ต้นทุนการผลิตต่ำ

เมื่อพุธที่แล้ว เขียนถึงวิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบเปียกแล้ว ต่อไปเป็นขั้นตอนการเตรียมแปลง ซึ่งเขาบอกว่า ก่อนทำนาให้พักแปลงนาให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ข้าววัชพืชพ้นระยะพักตัว หรือให้เมล็ดข้าววัชพืชที่ร่วงในนาก่อนนี่พร้อมที่จะงอกให้มากที่สุด
 
ให้ขังน้ำในแปลง 1 คืน และปล่อยให้น้ำแห้งเองเพื่อล่อข้าววัชพืชให้งอกขึ้นมาเต็มที่ซึ่งไม่ควรพ่นสารเคมีกำจัด แต่ให้ไถกลบทุบเป็นปุ๋ยไปเลย... ควรล่อวัชพืชอย่างน้อย 1 ครั้งขึ้นไป
 
ต่อจากนั้น ให้ไถเตรียมดินเหมือนนาดำ หรือนาหว่านน้ำตมทั่วไป แต่ปรับเทือกให้สม่ำเสมอมากที่สุด พอเช้าวันต่อมาให้โยนกล้าได้กรณีที่เป็นดินเหนียว แต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย หลังปรับเทือกให้โยนต้นกล้าทันทีทันใด
 
ขั้นตอนการโยนต้นกล้า ขณะที่โยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิกเล็กน้อย วิธีโยน ให้เดินถอยหลังโยนกำมือละ 5-15 หลุม โดยตวัดหงายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย สำหรับถาดเพาะให้วางบนท่อนแขนครั้งละหลาย ๆ แผ่นแล้วแต่จะรับไหว หากเห็นว่าต้นข้าวห่างเกินไปให้โยนเพิ่มเติมได้ วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงไปในแปลงนาได้ เพื่อให้สามารถใส่ถาดเพาะครั้งละมาก ๆ และสะดวก ในการโยน เกษตรกร 1 คน โยนต้นกล้าได้ 3-5 ไร่/วัน หลังจากหว่าน 1-2 วัน ให้เติมน้ำทันทีและเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก ให้รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเกี่ยว 15-20 วัน

ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา ควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนโยนต้นกล้า 1 วัน ขณะปรับเทือกและการปฏิบัติดูแลรักษาเช่นเดียวกันกับการทำนาวิธีอื่น ๆ ทุกประการ

ข้อดีของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้าคือ เป็นนวัตกรรมการทำนาวิธีใหม่ที่ป้องกันการเกิดของข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไปได้ผลดี ทำให้สามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้สูงสุด 80-85% โดยใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่, ต้นกล้าที่โยนจะตั้งตัวได้ทันที ไม่หยุดชะงักหรือต้นกล้าเหลืองเหมือนนาปักดำด้วยคน ต้นกล้าจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรง, การแตกกอดีมากและเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ จำนวนต้น/กอ มีมาก กว่านาปักดำ, การจัดการด้านโรค-แมลงง่าย ได้ผลดีกว่าการหว่านน้ำตมและใช้ต้นทุนและแรงงานน้อยกว่าวิธีอื่นในแปลงที่มีข้าววัชพืชระบาด นอกจากนี้ยังได้ผลผลิตสูงและผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน เหมาะสำหรับการทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หรือการทำนาข้าวอินทรีย์หรือการทำนาแบบเกษตรพอเพียงหรือเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น
 
เมื่อมีข้อดี ย่อมมีข้อจำกัด ซึ่งมีข้อจำกัดดังนี้ เกษตรกร 1 ครอบครัวจะสามารถทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้าได้ไม่เกิน 10-15 ไร่/วัน และขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าอาจยุ่งยากบ้าง ส่วนอุปกรณ์ถาดเพาะกล้าก็ยังไม่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังไม่มีผู้รับจ้างทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า ข้อจำกัดอีกประการคือ ต้องทำในเขตชลประทานที่มีการควบคุมน้ำได้ (เพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป)
 
สำหรับการปลูกข้าวในเขตชลประทานเป็นการทำนาอย่างต่อเนื่องปีละ 3 ครั้ง หรือ 2 ปี 5 ครั้ง ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาข้าววัชพืช ซึ่งปัจจุบันพบการระบาดมากกว่า 25 ล้านไร่ และยังเพิ่มการระบาดอย่างต่อเนื่อง การป้องกันกำจัดค่อนข้างยาก เกษตรกรส่วนหนึ่งหันมาปักดำด้วยเครื่องปักดำและปักดำด้วยแรงงานคน ในส่วนของการทำนาด้วยวิธีการโยนกล้าสามารถควบคุมและป้องกันข้าววัชพืชได้ผลดีและต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวแบบต่าง ๆ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร

(หมายเหตุ : ข้อมูลจาก สำราญ อินแถลง นักวิชาการเกษตรศูนย์วิจัยข้าวพระนคร ศรีอยุธยา โทร.08-1899-0274).


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=181599&NewsType=1&Template=1
http://www.phtnet.org/news51/view-news.asp?nID=698





การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute)


เป็นการทำนารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและพืชทั่วไป โดยจากการศึกษาและปฏิบัติในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ศูนย์บริการวิชาการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ของมูลนิธิชัยพัฒนา) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ปี 2545-2548 และเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต พบว่า ต้นทุนการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป มีต้นทุนต่ำที่สุดและยังให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาด้วยวิธีอื่น ๆ จากการศึกษาพบว่า อายุต้นกล้า 12-16 วัน และจำนวนต้นกล้า 50-60 ถาด มีความเหมาะสมมากที่สุด สามารถป้องกันและควบคุมข้าววัชพืชได้ดีมาก ใช้แรงงานเตรียมดินเพาะกล้า 150-200 ถาด/คน/วัน ใช้แรงงานโยนกล้า 3-5 ไร่/คน/วัน ที่สำคัญคือใช้เมล็ดเพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้ 80-85% สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานได้

สำหรับการทำนาแบบโยนกล้ามีอยู่ 4 ขั้นตอน ดังนี้



1.ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าพันธุ์
ซึ่งเตรียมได้ 2 แบบคือ

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบแห้ง 
โดยย่อยดินแห้งให้ละเอียด เม็ดดินโตไม่เกิน 0.5 ซม. ดินนั้นต้องไม่มีเมล็ดข้าววัชพืช นำถาดพลาสติกมาวางกับพื้นที่ ที่เตรียมไว้ พื้นที่ต้องเสมอกัน โดยวางเป็นแถวตอน 2-4 แผ่น (แล้วแต่ความสะดวกในการปฏิบัติงาน) หว่านดินไปก่อนประมาณ 50-70% จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ (แช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแห้ง) อัตราประมาณ 3-4 กก.ต่อ 50-60 ถาด (ต่อไร่) แล้วหว่านดินตามลงไปให้เต็มเสมอปากหลุมพอดี อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ เพราะจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาโยนต้นกล้า มันจะไม่กระจายตัว การใช้แรงงานย่อยดินแห้งและเพาะข้าว 1 คน ต่อ 150-200 ถาดต่อ 1 วัน (หว่านได้ 2-3 ไร่) การให้น้ำระยะแรก ๆ ต้องให้ฝอยละเอียด ระวังอย่าให้เมล็ดข้าว กระเด็น หรือให้น้ำแบบท่วมพื้นแปลง เพราะน้ำจะซึมเข้าก้นถาดหลุมเอง ให้รักษาความชื้นจนกว่าข้าวงอก หากมีฝนตกให้หาวัสดุหรือกระสอบป่านเก่ามาคลุมจนกว่ารากจะงอก วิธีนี้สามารถเพาะเมล็ดในร่มและย้ายถาดไปที่ที่เตรียมไว้ พอข้าวกล้าอายุ 12-16 วัน สามารถนำไปโยนได้ทันที ความยาวต้นกล้าประมาณ 3-5 นิ้ว ซึ่งก็แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุเพาะ ใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 12-15 ตารางเมตรต่อ 50-60 ถาด หว่านได้ 1 ไร่   วิธีเพาะกล้าแบบแห้งนี้ ได้คิดค้นวิธีหยอดเมล็ดพันธุ์ที่แม่นยำ สามารถควบคุมดินและเมล็ดพันธุ์ตามต้องการได้ เป็นอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดได้  


วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบเปียก

โดยเลือกแปลงนาที่ไม่มีข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไประบาด มีการเตรียมแปลงคล้ายกับเพาะกล้านาดำ ลูบเทือกให้ดินสม่ำเสมอ นำถาดเพาะกล้าวางเป็นแถวคู่เอาหัวชนกัน วางเป็นแถวตอนความยาวแล้วแต่แปลงกล้า แต่ละคู่แถวห่างกันประมาณ 50 ซม.เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน โดยนำดิน เลนระหว่างร่องทางเดินใส่บานถาดให้เต็ม ปรับให้เสมอปากหลุมถาด แต่อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ เพราะจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาหว่านต้นกล้า จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ (โดยแช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแห้ง) ด้วยอัตราประมาณ 3-4 กก./50-60 ถาด (ต่อไร่) ใช้แผ่นไม้คล้ายไม้บรรทัดกดหรือลูบเมล็ดพันธุ์ให้จมเลน โดยรักษาความชื้นตลอดไป หากมีฝนตกต้องหาวัสดุมาคลุมเพื่อกันเมล็ดข้าวกระเด็นออกจากถาดเพาะ พอกล้าอายุ 12-16 วัน นำไปโยนได้ทันที หรือความยาวต้นกล้าประมาณ 3-5 นิ้ว ใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 12-15 ตารางเมตร 50-60 ถาด โดยได้ 1 ไร่ ก่อนนำไปโยนควรหยุดให้น้ำต้นกล้า 1 วัน


2.ขั้นตอนการเตรียมแปลง
 
ก่อนทำนาให้พักแปลงนาให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ข้าววัชพืชพ้นระยะพักตัว หรือให้เมล็ดข้าววัชพืชที่ร่วงในนาก่อนนี่พร้อมที่จะงอกให้มากที่สุด   ให้ขังน้ำในแปลง 1 คืน และปล่อยให้น้ำแห้งเองเพื่อล่อข้าววัชพืชให้งอกขึ้นมาเต็มที่ซึ่งไม่ควรพ่นสารเคมีกำจัด แต่ให้ไถกลบทุบเป็นปุ๋ยไปเลย... ควรล่อวัชพืชอย่างน้อย 1 ครั้งขึ้นไป   ต่อจากนั้น ให้ไถเตรียมดินเหมือนนาดำ หรือนาหว่านน้ำตมทั่วไป แต่ปรับเทือกให้สม่ำเสมอมากที่สุด พอเช้าวันต่อมาให้โยนกล้าได้กรณีที่เป็นดินเหนียว แต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย หลังปรับเทือกให้โยนต้นกล้าทันทีทันใด  


3.ขั้นตอนการโยนต้นกล้า

ขณะที่โยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิกเล็กน้อย วิธีโยน ให้เดินถอยหลังโยนกำมือละ 5-15 หลุม โดยตวัดหงายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย สำหรับถาดเพาะให้วางบนท่อนแขนครั้งละหลาย ๆ แผ่นแล้วแต่จะรับไหว หากเห็นว่าต้นข้าวห่างเกินไปให้โยนเพิ่มเติมได้ วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงไปในแปลงนาได้ เพื่อให้สามารถใส่ถาดเพาะครั้งละมาก ๆ และสะดวก ในการโยน เกษตรกร 1 คน โยนต้นกล้าได้ 3-5 ไร่/วัน หลังจากหว่าน 1-2 วัน ให้เติมน้ำทันทีและเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก ให้รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเกี่ยว 15-20 วัน


4.ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา

ควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนโยนต้นกล้า 1 วัน ขณะปรับเทือกและการปฏิบัติดูแลรักษาเช่นเดียวกันกับการทำนาวิธีอื่น ๆ ทุกประการ

ข้อดี ของการทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้าคือ เป็นนวัตกรรมการทำนาวิธีใหม่ที่ป้องกันการเกิดของข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไปได้ผลดี ทำให้สามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้สูงสุด 80-85% โดยใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่, ต้นกล้าที่โยนจะตั้งตัวได้ทันที ไม่หยุดชะงักหรือต้นกล้าเหลืองเหมือนนาปักดำด้วยคน ต้นกล้าจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรง, การแตกกอดีมากและเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ จำนวนต้น/กอ มีมาก กว่านาปักดำ, การจัดการด้านโรค-แมลงง่าย ได้ผลดีกว่าการหว่านน้ำตมและใช้ต้นทุนและแรงงานน้อยกว่าวิธีอื่นในแปลงที่มีข้าววัชพืชระบาด นอกจากนี้ยังได้ผลผลิตสูงและผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน เหมาะสำหรับการทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หรือการทำนาข้าวอินทรีย์หรือการทำนาแบบเกษตรพอเพียงหรือเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น
  

ข้อจำกัด 
เมื่อมีข้อดี ย่อมมีข้อจำกัด ซึ่งมีข้อจำกัดดังนี้ เกษตรกร 1 ครอบครัวจะสามารถทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้าได้ไม่เกิน 10-15 ไร่/วัน และขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าอาจยุ่งยากบ้าง ส่วนอุปกรณ์ถาดเพาะกล้าก็ยังไม่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังไม่มีผู้รับจ้างทำนาด้วยวิธีโยนต้นกล้า ข้อจำกัดอีกประการคือ ต้องทำในเขตชลประทานที่มีการควบคุมน้ำได้ (เพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป)   สำหรับการปลูกข้าวในเขตชลประทานเป็นการทำนาอย่างต่อเนื่องปีละ 3 ครั้ง หรือ 2 ปี 5 ครั้ง ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาข้าววัชพืช ซึ่งปัจจุบันพบการระบาดมากกว่า 25 ล้านไร่ และยังเพิ่มการระบาดอย่างต่อเนื่อง การป้องกันกำจัดค่อนข้างยาก เกษตรกรส่วนหนึ่งหันมาปักดำด้วยเครื่องปักดำและปักดำด้วยแรงงานคน ในส่วนของการทำนาด้วยวิธีการโยนกล้าสามารถควบคุมและป้องกันข้าววัชพืชได้ผลดีและต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวแบบต่าง ๆ นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร (หมายเหตุ:ข้อมูลจาก สำราญ อินแถลง นักวิชาการเกษตรศูนย์วิจัยข้าวพระนคร ศรีอยุธยา โทร.08-1899-0274).


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 ใครสนใจอยากได้ถาดเพาะกล้าไปทดลองทำดู  ติดต่อ  กุ้ง(ร้อยเอ็ด) 086-2616860 

http://fws.cc/aggri4/index.php?action=printpage;topic=36.0
fws.cc/aggri4/index.php?action=printpage;topic=36.0 -



 

   เมื่อวันที่  8  สิงหาคม  2553  สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร  คณะเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ปลุกกระแสวิธีปลูกข้าวแบบใหม่ด้วยการทำนา "โยนกล้า" ช่วยป้องกันข้าววัชพืชและเพลี้ยกระโดด ชี้ข้อแตกต่างทำนาทั่วไป ลดต้นทุนการผลิต 50% ไม่ต้องใช้สารเคมี สร้างระบบนิเวศในนาข้าวอุดมสมบูรณ์มากขึ้น  โดยมีวิทยากรได้สาธิตและให้ความรู้ในภาคทฤษฎีในห้องเรียน  แล้วได้นำนิสิตออกพื้นที่แปลงนาของโรงเรียนมหาวิชานุกูล จังหวัดมหาสารคาม  ร่วมกันลงแขกดำนา  เพื่อให้นิสิต ได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง  นอกเหนือจากการเรียนภาคทฤษฏีในห้องเรียน

   อาจารย์ ดร. นริศ  สินศิริ  หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร  คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กล่าวว่า  ได้ร่วมกับโรงเรียนมหาวิชานุกูล และเกษตรกรผู้บุกเบิกการทำนาโยน ซึ่งเป็นวิธีการทำนาแบบใหม่ คือการโยนต้นกล้า ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมการทำนาที่ช่วยป้องกันปัญหาการเกิดข้าววัชพืช และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถทำนาได้ต่อเนื่องปีละ 3-4 ครั้งต่อปี ในเขตชลประทาน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีทุกชนิด ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น ซึ่งนับเป็นทางเลือกใหม่ของการทำนาแบบยั่งยืน และทำให้อาชีพชาวนาเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น

   ทั้งนี้  ภูมิปัญญาการทำนาโยนมีต้นกำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่นและจีน และเข้ามาในประเทศไทยได้ไม่นานนัก แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อดีของการทำนาโยนต้นกล้า ซึ่งแตกต่างจากการทำนาดำ หรือนาหว่านน้ำตมที่นิยมกันทั่วไป ทั้งนี้ จากการทดสอบทำนาด้วยตนเองมาแล้วทุกรูปแบบ พบว่าการทำนาโยนทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้านทานต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืชระบาด โดยอาศัยเทคนิคการเพาะปลูกระบบชีวภาพ เน้นปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพมากขึ้น ปรับสภาพแปลงนาข้าวให้โปร่งโล่ง และแสงแดดส่องถึงผิวดินและน้ำ เพื่อทำให้ระบบนิเวศในนาข้าวอุดมสมบูรณ์

   สำหรับวิธีการทำนาโยนต้นกล้ามีรูปแบบซับซ้อนกว่าการทำนาทั่วไป เริ่มจากการเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวนำไปเพาะไว้ในถาดหลุมขนาดเล็กที่ใส่ดิน แล้วใช้กระสอบป่านคลุมถาดหลุมไว้ รดน้ำประมาณ 15 วัน ต้นพันธุ์ข้าวจะสูงประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นจึงถอนต้นกล้านำไปโยนในแปลงนาที่เตรียมดินไว้ให้พร้อม โดยใส่ปุ๋ยชีวภาพหรืออาจปล่อยแหนแดง ซึ่งทำให้ดินร่วนซุย รากต้นข้าวเจริญเติบโตดีขึ้น

   วิธีโยนต้นกล้าก็ต้องโยนให้ทั่วแปลงนาอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องปักดำ ทำให้ต้นกล้าไม่ช้ำหรือคอหัก ข้าวแตกกอได้ดีและรวดเร็ว เนื่องจากแปลงนามีน้ำเล็กน้อยจะได้รับออกซิเจนและสารอินทรีย์ในผิวดิน ที่เกิดจากการย่อยสลายของตอซังและฟางข้าว หลังจากโยนต้นกล้าแล้ว 3 วัน ค่อยๆ ปล่อยน้ำเข้านา ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชได้ดีโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ด้วยสภาพแปลงนาที่โปร่งโล่ง มีลมพัดและแสงแดดเข้าถึง ทำให้ป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ จึงช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-30%  "การทำนาโยนจะช่วยประหยัดปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกหลายเท่าตัว พื้นที่นา 1 ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 5 กก. ได้ผลผลิต 880 กก. แต่การทำนาหว่านน้ำตมจะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวถึง 30 กก.ต่อไร่ ได้ผลผลิต 780 กก."

   นอกจากนี้การทำนาโยนยังช่วยประหยัดเวลามากกว่านาดำ เพราะสามารถโยนต้นกล้าได้วันละไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ต่อคนงาน 1 คน ขณะที่การทำนาดำได้วันละ 1-2 งานต่อคนงาน 1 คน ประหยัดค่าแรงงานวันละ 1,500 บาท หากคำนวณค่าใช้จ่ายทุกกระบวนการผลิต การทำนาโยนจะลดต้นทุนได้มากถึง 50% ของการทำนาทั่วไป แต่ก็มีข้อจำกัดในขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าบนถาดหลุม และสามารถทำได้เฉพาะในพื้นที่ควบคุมน้ำได้ ซึ่งเกษตรกรที่อยู่ในเขตชลประทานปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ได้ 3-4 ครั้งต่อปี

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  อาจารย์ ดร. นริศ  สินศิริ  หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร  คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทรศัพท์  081-6612293

ภาพ / ข่าว : บุณฑริกา  ภูผาหลวง

 
ที่มา : คณะเทคโนโลยี ภาควิชา/สาขาวิชา : เทคโนโลยีการเกษตร

http://www.web.msu.ac.th/hotnews/detailnews.php?hm=&hotnewsid=1448&uf=&qu=
 
 























 
 
 
 
 

กิจกรรม “ปลูกข้าวโยนกล้า” ตามแนวพระราชดำริ


นายอำเภอเมืองยาง นำส่วนราชการและชาวบ้าน โยนกล้าในแปลงสาธิต นำร่องการปลูกข้าวรูปแบบใหม่ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
นายนภดล จารุพงศ์ นายอำเภอเมืองยาง นำส่วนราชการ ตัวแทนเกษตรกร และชาวบ้านในอำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกข้าวด้วยวิธีการโยนกล้า การทำนาอีกรูปแบบหนึ่งตามโครงการศึกษาและปลูกข้าวอินทรีย์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อใช้ควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตแล้ว พบว่า การทำนารูปแบบนี้ใช้ต้นทุนต่ำสุด แต่ให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาด้วยวิธีอื่น สามารถป้องกัน และควบคุมข้าววัชพืชได้เป็นอย่างดี ทางอำเภอฯ จึงได้นำร่องโยนกล้าในแปลงนาสาธิตฯ เพื่อให้เกษตรกรอำเภอเมืองยางได้เห็นถึงความแตกต่างเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ ระหว่างการปลูกข้าวด้วยวิธีแบบเก่าซึ่งมีทั้งการหว่านและการปักดำ กับการปลูกด้วยวิธีโยนกล้า ก่อนที่จะนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆของอำเภอต่อไป

สำหรับการทำนาแบบโยนกล้า จะต้องเพาะกล้าลงในถาดเพาะก่อน จนเมื่อข้าวกล้าได้อายุประมาณ 12-16 วัน มีความยาวประมาณ 3-5 นิ้ว จึงนำไปโยนลงในแปลงนาที่ไถเตรียมดินเอา และขังน้ำเอาไว้แล้ว โดยแปลงนาที่จะใช้โยนกล้าจะต้องมีการพักดินแล้วอย่างน้อยแล้ว 1 เดือน และใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนโยนต้นกล้า 1 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชฟักตัวด้วย จากนั้นจึงทำการโยนกล้ากระจายให้ทั่วทั้งแปลงนา ซึ่งข้อดีของการโยนกล้านอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดของข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไปแล้ว ยังสามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้ถึง 80-85% โดยใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 3-4 กิโลกรัม ต่อไร่เท่านั้น ส่วนต้นกล้าที่โยน จะตั้งตัวได้ทันที เจริญเติบโตรวดเร็วและแข็งแรง ไม่หยุดชะงักหรือเหลืองเหมือนนาปักดำทั่วไป และที่สำคัญ การแตกกอหรือจำนวนกอต่อต้น จะมีมากกว่าวิธีอื่น ทำให้ได้ผลผลิต ที่ดีกว่า อีกทั้งไม่มีโรคระบาด ,ใช้ต้นทุน - แรงงานน้อย ,ผลผลิตสูงมีคุณภาพได้มาตรฐาน เหมาะสำหรับการทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ,หรือการทำนาข้าวอินทรีย์ และการทำนาแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้น นายอำเภอเมืองยาง คาดหวังให้เกษตรกรในพื้นที่ได้มาเห็นและทดลองปฏิบัติร่วมกัน นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ที่สามารถนำไปปรับใช้ในแต่พื้นที่ของตนเองได้ โดยทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นศูนย์กลางแนะนำให้ความรู้และคำปรึกษา เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุน และมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น



29 สิงหาคม 2553 เวลา 21:22 น. :
view 42 : comment 0 :
http://www.kctv.co.th/content/2006/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E2%80%9C%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E2%80%9D%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B4

www.kctv.co.th/.../





การทำนาโยนกล้าข้าวแทนดำนา

Throwing Methods in Rice Plantation


นักวิชาการข้าวไทยเดินหน้า พัฒนาวิธีปลูกข้าวลดต้นทุน แก้ปัญหาวัชพืช เพิ่มปริมาณการผลิต

            
ข้าวนับว่ามีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกไป  ยังต่างประเทศที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยอย่าง มหาศาล สมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ ระบุไว้ว่าที่ผ่านมาปริมาณการส่งออกข้าวมีเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ข้าวไทยทำสถิติสูงที่สุดถึง 7.597 ล้านตัน ทำรายได้เข้าประเทศกว่า 76,368 ล้านบาท โดยส่งไปขายทั่วโลกถึง 173 ประเทศ ตลาดหลักอยู่ในทวีปเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรป และโอเชียเนีย ตามลำดับ
 
       
ด้วยเหตุนี้การพัฒนาขบวนการผลิตข้าวจึงมีความจำเป็นที่ต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก แน่นอนประเด็นนี้จำต้องอยู่ที่นักวิชาการข้าวไทยที่จะต้องศึกษาและวิจัยหาวิธีการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับวิธีการปลูกข้าวนั้นมีหลายวิธี   จากการศึกษาพัฒนาวิธีการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนการทำนาเพื่อให้ได้กำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ และที่สำคัญเพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันวัชพืช ข้าวปน ข้าววัชพืช หรือที่เรียกกันว่าข้าวแดง ข้าวดีด ข้าวเด้ง ที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับเกษตรกรในขณะนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่นาข้าวเขตชลประทาน

      
ล่าสุดศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สถาบันข้าว กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำวิธีการปลูกข้าวหลาย ๆ วิธี อาทิ การปลูกข้าวแบบโยนกล้าข้าว การใช้เครื่องดำข้าว การดำนาด้วยคน และการหว่านน้ำตมมาสาธิตให้เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.พืชอุดม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2548 โดยมีนักวิชาการเกษตรมาร่วมให้ความรู้ด้านการปลูกข้าวแก่เกษตรกร และสาธิตการปลูกข้าวด้วยวิธีใหม่ อาทิ คุณนิตยา รื่นสุข นักวิชาการเกษตร 8 คุณสำราญ อินแถลง นักวิชาการเกษตร 6 คุณประนอม มงคลบรรจง นักวิชาการเกษตร 6 และคุณสมโรจน์ ประกอบบุญ นักวิชาการเกษตร 6 มีการสาธิตวิธีทำนาโดยโยนกล้า และการใช้เครื่องปักดำ ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่มากพอสมควร โดยเฉพาะวิธีการโยนกล้าและปักดำด้วยเครื่องปักดำ
       
สำหรับการโยนกล้านั้นดูจะเป็นเรื่องใหม่ของชาวนาไทย แต่ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเมื่อพิจารณาถึงผลที่พึงได้มา สำหรับขั้นตอนในการเตรียมการปลูกข้าวด้วยรูปแบบนี้ประกอบด้วยการเตรียมกล้าข้าวเพื่อโยนกล้า ขั้นต้นนำเมล็ดพันธุ์มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หุ้ม 1 คืน นำกระบะพลาสติกที่มีหลุมเป็นช่องเล็ก ๆ มาวางเรียงกันทั้งหมดตามจำนวนที่ต้อง การ (50 กระบะต่อพื้นที่ 1 ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 2 กิโลกรัม) นำดินร่วนค่อนข้างชื้นมาโรยบาง ๆ ให้ทั่วกระบะ หลังจากนั้นหว่านเมล็ดให้ทั่วกระบะ โดย 1 หลุมมีเมล็ดข้าวอยู่ประมาณ 2-3 เมล็ด โรยดินคลุมเมล็ดอีกครั้งให้เต็มหลุมพอดีแบบหลวม ๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่มชื้นพอประมาณระยะเวลาการงอกและเจริญเติบโตประมาณ 2 อาทิตย์ หรือความยาวของต้นกล้าประมาณ 3-4 เซนติเมตร
       
การเตรียมดินในแปลงปลูก ใช้วิธีการไถดะ ไถคราด ทำเทือก ระดับน้ำขลุกขลิกจากนั้นนำกล้าโดยยกมาทั้งกระบะเพื่อเตรียมโยนลงสู่แปลงปลูกด้วยการเลาะเอาต้นข้าวในแต่ละช่อง ประมาณ 2-3 ช่อง โยนไปข้างหน้าระดับศีรษะ เพื่อให้ต้นข้าวหล่นลงในนาลักษณะตั้งตรงมากที่สุด ระยะห่างแต่ละต้นประมาณ 3 เซนติเมตร เมื่อโยนจนเต็มแปลงนาแล้วจึงเริ่มระบายน้ำเข้าแปลงนาให้ระดับน้ำประมาณครึ่งลำต้นกล้า
        
การปักดำโดยใช้เครื่อง การเตรียมกล้าข้าวเพื่อการปักดำด้วยเครื่อง ใช้กระบะขนาด 30x50 เซนติเมตรที่มีรูเล็ก ๆ โดยคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพมาแช่น้ำไว้ 1 คืนและหุ้ม 1 คืนเช่นเดียวกัน แล้ววางกระบะเรียงกันทั้งหมดตามจำนวนที่ต้องการ (ใช้ 50 กระบะต่อพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 10 กิโลกรัม) นำดินเลนในแปลงนาลงบนถาดกระบะให้เต็มโดยปาดให้เรียบ นำเมล็ดข้าวที่เตรียมไว้มาโรย  ข้าง ๆ กระบะให้สม่ำเสมอ จากนั้นโรยเมล็ดข้าวบริเวณตรงกลางให้เต็มกระบะให้สม่ำเสมอเช่นกัน
       
ระยะเวลาการงอกและเจริญเติบโตประมาณ 2 อาทิตย์ หรือความยาวของต้นกล้าประมาณ 3-4 เซนติเมตร การเตรียมดิน ไถดะ ไถคราด ทำเทือกปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ ระดับน้ำขลุกขลิกจะน้อยกว่าการปลูกแบบโยนกล้า เมื่อได้กล้าที่เหมาะสมแล้ว ยกมาทั้งกระบะเพื่อเตรียมปักดำด้วยเครื่องปักดำ ควรวางกระบะต้นกล้าทั้งสองด้านของแปลงนาเพื่อสะดวกในการยกมาใช้กับเครื่อง จากนั้นรักษาให้ระดับน้ำประมาณครึ่งลำต้นกล้า
        
วิธีการปลูกข้าวทั้งสองนี้คุณนิตยา รื่นสุข นักวิชาการ 8  ศูนย์ข้าวปทุมธานีเปิดเผยว่าเป็นวิธีการที่สามารถควบคุมวัชพืช ข้าวปน และวัชพืช ที่เรียกว่าข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวแดง ให้เกษตรกรหมดห่วงปัญหาการดูแลรักษาหลังการทำนา และจากการศึกษาหาข้อมูลของวิธีการทำนาข้าวทุกแบบ เช่น หว่านน้ำตม ปักดำ(แรงงานคน) การใช้เครื่องปักดำ และการโยนกล้า จะเห็นได้ว่าวิธีการทำนาข้าว 2 วิธีดังกล่าว ช่วยลดต้นทุนการทำนาโดยเฉพาะในด้านของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้มากกว่า และยังเหมาะเป็นวิธีการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ทางกรมวิชาการเกษตรได้รณรงค์อยู่ในขณะนี้ 
       
ขณะเดียวกันนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรบอกว่า ความต้องการบริโภคข้าวและอาหารเกษตรอินทรีย์ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย.



ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/each

http://www.budmgt.com/agri/agri01/rice-throwing-plantation.html







ตามไปดู! “ชัช เตาปูน”ทำนาโยนกล้าที่กรุงเก่า


การทำนาด้วยวิธีการโยนกล้า (PARACHUTE)เกิดขึ้นจากการศึกษาทดลองการปลูกข้าวปลอดสารของศูนย์บริการวิชาการ อันเนื่องมาจากแนวคิดริเริ่มของมูลนิธิชัยพัฒนาซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้เผยแพร่ยังไม่มากนัก   เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย หรือรู้ข้อดีของการนาโยนต้นกล้า  อันแตกต่างจากการทำนาดำ  หรือนาหว่านน้ำตมที่นิยมกันแพร่หลาย

    
ทั้งที่การทำนาด้วยวิธีนี้เป็นนวัตกรรมการทำนาแบบเกษตรปราณีต  จะควบคุมข้าววัชพืช(ข้าวดีด) และวัชพืชทั่วไป  ที่ขึ้นในแปลงนาข้าว ซึ่งถือเป็นการทำเกษตรกรรมแบบปราณีต  คือ การเตรียมดินของเกษตรกรจะต้องเอาใจใส่แปลงนา  กำจัดวัชพืช  ตอซังข้าวให้หมด  รวมทั้งไม่เผาตอซังข้าว  และพบว่า ต้นทุนการทำนาแบบนาโยนกล้ายังต่ำกว่าการทำนาแบบปักดำ และนาหว่านน้ำตม

    
อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบกว่าการปักดำและหว่านน้ำตม คือ

1.แปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้  แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีการปักดำด้วยเครื่องปักดำได้ เนื่องจากเครื่องจะติดหล่ม 2.ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ 3.สามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม และ4.ลดสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับการหว่านน้ำตม    

    
ทั้งนี้เกษตรกรที่มีพื้นที่ที่มีปัญหาข้าวดีด (ข้าววัชพืช)มาก ,เกษตรกรที่ต้องการผลิตข้าวพันธุ์ข้าวปลูกไว้สำหรับใช้เอง  ,การทำนาแบบอินทรีย์ เพื่อควบคุมข้าวดีด(ข้าววัชพืช) และไม่ต้องการใช้สารเคมี  และต้องการประหยัดเมล็ดพันธุ์นั้นน่าจะใช้วิธีการปลูกด้วยวิธีการโยนกล้าเป็นทางเลือกในพื้นที่เพาะปลูกได้เป็นอย่างดี 

    
พื้นที่เขตตำบลบางกระสั้น  อำเภอบางปะอินนับเป็นพื้นที่หนึ่งที่เพิ่งได้นำการปลูกข้าวด้วยวิธีการโยนกล้ามาเพาะปลูกข้าว  โดยล่าสุดได้รับเกียรติจากนายชัชวาลย์  คงอุดม อดีต ส.ว.กทม.เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมกับสาธิตถึงวิธีการโยนกล้าด้วยตนเองร่วมกับชาวบ้าน


    
นายชัชวาลย์ คงอุดม อดีต ส.ว.กทม.กล่าวภายหลังการเปิดโครงการสาธิตการปลูกข้าวด้วยวิธีการโยนกล้าในพื้นที่เขตตำบลบางกระสั้นว่า  ตนเองได้ให้ความสนใจกับปัญหาของเกษตรกรอย่างมาก  โดยได้สนใจถึงวิธีการปลูกที่สามารถลดต้นทุนการผลิต รวมถึงสนใจในเรื่องการขายข้าวเปลือกของเกษตรกร  ถึงราคาขายข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายว่า ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ จึงได้สนใจที่จะทดลองทำนาโยนกล้าด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการศึกษาถึงการลดต้นทุนในการปลูกข้าว   

     
นายชัชวาลย์ กล่าวว่า การปลูกข้าวแบบโยนกล้านี้ เป็นรูปแบบใหม่ของการทำนาปรัง ซึ่งทำให้เกิดผลดีต่อเกษตรกรผู้ทำนาหลายประการอาทิเช่น การช่วยลดต้นทุนในการปลูกข้าวลงได้อย่างมาก โดยต้นทุนเฉพาะค่าเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก./ไร่ จะลดลงเหลือเพียง 5 กก./ไร่ อีกทั้งยังช่วยกำจัดข้าวดีดข้าวเด้ง  ข้าวปลอมปนด้วย อีกทั้งข้าวที่เพาะปลูกยังโตเร็วและสามารถแตกกอขยายต้นในอัตราขยายได้ถึง 1 ต่อ 10 ต้น

    
สอดรับกับอบต.ทับน้ำ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อีกพื้นที่หนึ่งที่มีการปลูกข้าวด้วยวิธีการโยนกล้าเช่นกัน ซึ่งนายกฤตภพ เฉื่อยฉ่ำ นายก อบต.ทับน้ำ บอกว่า วิธีการทำการปลูกข้าวแบบโยนกล้าทำไม่ยาก นำเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดีมาเพาะปลูกในถาดเพาะ โดย 1 หลุมขนาดเล็กเท่าเหรียญ 1 บาท จะหยอดพันธุ์ข้าวลงไปในหลุมที่มีดินอยู่จำนวน 3 เมล็ด เมื่อต้นข้าวงอกและโตได้ประมาณ 1 ต้น ก็จะพบว่า ต้นข้าวมีความแข็งแรงมาก และหากมีข้าวอื่นปลอมปน ก็จะสามารถแยกออกไปได้ เพราะการเจริญเติบโตจะไม่เท่ากัน

    
หลังจากนั้นเมื่อได้ต้นข้าวที่งอกในดินเป็นก้อนกระสุนขนาดเท่าเหรียญบาทแล้ว ก็จะนำมาโยนลงแปลงนาข้าวที่ทำถมดินไว้สำหรับการปลูกข้าว โดยการโยนต้นกล้าลงดิน โยนอย่างไรก็ได้ เพราะโคนต้นกล้าจะลงดินแน่นอน ที่สำคัญจะใช้เวลาเร็วมากในการโยนพันธุ์ต้นข้าวมากกว่า การหว่านข้าวแบบเดิมถึง 3 เท่าตัว โดยการทำนาด้วยวิธีการโยนกล้าสามารถควบคุม และป้องกันข้าววัชพืชได้ผลดี รวมทั้งต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวแบบต่างๆ จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรชาวไทย    

    
อนึ่ง ขั้นตอนการทำนาด้วยวิธีการโยนกล้านั้นจะต้องมีกระบวนการดังนี้คือ  1.เตรียมดิน  หลังเก็บเกี่ยวข้าว  ให้พักแปลงนา ปล่อยแปลงให้แห้งประมาณ 30 วัน เพื่อตากดิน  หลังจากนั้นปล่อยให้น้ำเข้า พอให้ดินชุ่มประมาณ 10 วัน เพื่อล่อให้วัชพืชที่ลงในดินงอกขึ้นมาให้เต็มที่  จึงไถแปลงนา  หลังจากไถลงครั้งที่ 1  ปล่อยทิ้งแปลงนาอีก 10-15 วัน โดยให้มีน้ำชุ่มพอ เพื่อให้เมล็ดพืชที่เป็นวัชพืชขึ้นมาใหม่อีก ถึงไถแปรอีกครั้ง 

    
หลังจากนั้นเกษตรกรต้องคราดแปลงนา  ปรับเทือกเหมือนนาหว่านน้ำตมทั่วไป ปรับเทือกให้สม่ำเสมอที่สุด กรณีเป็นดินเหนียว วันรุ่งขึ้นโยนต้นกล้าได้  ถ้าเป็นดินร่วนปนทราย  หลังปรับเทือกให้โยนต้นกล้าทันที 

    
2.ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าพันธุ์  ซึ่งการเตรียมการเพาะกล้าเตรียมได้ 2 แบบคือ  โดยวิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบแห้งเป็นที่นิยมมากที่สุด  เพราะสะดวกรวดเร็ว  และง่ายกว่า  ซึ่งได้คิดประยุกต์และพัฒนาขึ้นมา (แต่เดิมจีนเพาะแบบเปียก)  โดยการเพาะด้วยมือ เตรียมย่อยดินแห้งให้ละเอียด  เม็ดดินโตไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร  ดังนั้นต้องไม่มีเมล็ดข้าววัชพืช  นำถาดพลาสติกมาวางกับพื้นที่เตรียมไว้  ส่วนพื้นที่ต้องเสมอกัน  โดยวางเป็นแถวตอน 2-5 แผ่น (แล้วแต่ความสะดวกในการปฎิบัติงาน)หว่านดินไปก่อนประมาณ 50-70%  จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ (แช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแห้ง) อัตราประมาณ 3-4 กิโลกรัม/50-60 ถาด (561 หลุม/ถาด)  หรือ 70-80 ถาด(434 หลุม / ถาด) 

    
แล้วโรยดินตามลงไปให้เต็มเสมอปากหลุมพอดี (อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ ซึ่งจะทำให้รากข้าวพันกัน  เวลาโยนต้นกล้า จะไม่กระจายตัว)  การใช้แรงงานย่อยดินแห้ง และเพาะข้าว 1คน/150-200ถาด/1วัน (โยนได้ 2-3 ไร่)  การให้น้ำระยะแรกๆต้องให้เป็นฝอยละเอียด  ระวังอย่าให้เมล็ดข้าวกระเด็นหรือให้น้ำแบบท่วมพื้นแปลงน้ำจะซึมเข้าก้นหลุมถาดเอง  รักษาความชื้นจนกว่าข้าวงอก หากมีฝนตกให้หาวัสดุคลุม เช่น กระสอบป่านเก่า ชาแลนท์  ฟางข้าวมาคลุมจนกว่าข้าวจะงอก วิธีนี้สามารถเพาะเมล็ดในร่มและย้ายถาดไปที่ที่เตรียมไว้  (แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของดินเพาะ)  ใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 15 และ 20 ตารางเมตร/50-60 ถาด และ70-80 ถาด โยนได้ 1 ไร่ 

    
3.ขั้นตอนการโยนต้นกล้าแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
แบบแห้งและแบบเปียก 
โดยแบบแห้งขณะโยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิกเล็กน้อย  ให้เดินถอยหลังโยน  จับกล้าให้เต็มกำมือ โดยตวัดหงายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ  ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย ถาดเพาะให้วางบนท่อนแขนครั้งละหลายๆแผ่น  แล้วแต่จะรับไหว  หากเห็นว่าต้นข้าวห่างกันไปให้โยนเพิ่มเติมได้ วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงในแปลงนาได้ เพื่อให้ถาดกล้าครั้งละมากๆ และสะดวกในการโยน  หรือถอนต้นกล้าใส่ภาชนะหรือถังหว่านปุ๋ยนำไปโยนในนา เกษตรกร 1 คน โยนต้นกล้าได้ 3-5 ไร่/วัน หลังหว่าน 1-2 วัน ให้เติมน้ำทันที  และเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร   ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก  รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 15-20 วัน

    
ส่วนแบบเปียก 
ให้โยนทีละน้อย ไม่สะดวกและช้า เนื่องจากรากข้าวข้ามหลุมไปยังหลุมอื่น  ทำให้รากพันกัน เวลาโรยทีละกำมือ ต้นกล้าจะติดกัน ต้องเสียเวลาแยกต้นกล้าก่อน  การโยนแบบนี้ 1 คนจะโยนได้น้อยกว่าแบบแห้ง ถ้าโยนต้นกล้าลงไปน้อย  นกจะมากินง่าย  

    
สำหรับการเก็บเกี่ยวจะเก็บเกี่ยวข้าวที่ระยะที่เหมาะสม คือ หลังจากข้าวออกดอก(75% ) แล้ว 28-30วัน จะมีความชื้นประมาณ 22% กรณีไม่ถูกฝนช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเกิดความสูญเสียทั้งด้านปริมาณและคุณภาพน้อยที่สุด จะทำให้ได้ข้าวที่มีน้ำหนักดีที่สุด มีการร่วงหล่นและสูญเสียขณะเก็บเกี่ยวน้อยที่สุด  ผลผลิตมีคุณภาพดี ข้าวที่เก็บไว้สีเป็นข้าวมีคุณภาพการสีสูง ข้าวที่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานอย่างน้อย 7-9 เดือน เสื่อมความงอกช้า 

    
สรุปแล้วการปลูกข้าวแบบโยนกล้านับเป็นนวัตกรรมการทำนาแบบใหม่ที่น่าจะเป็นทางเลือกของคนเมืองกรุงเก่า  สำหรับการปรับวิถีการทำนาในยุคที่เกษตรกรกำลังเผชิญปัญหามรสุมต่างๆรุมเร้าได้ดีทีเดียว 



http://www.siamrath.co.th/?q=node/34398
www.siamrath.co.th/?q=node/34398 -




ปลูกข้าวด้วยการโยนกล้ากำไรกว่า 4,000 บาทต่อไร่

ปลูกข้าว ด้วยการโยนกล้า

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านต้นทุนการผลิตข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวสูงเกินความจำเป็นและใช้ไม่ตรงกับความต้องการของต้นข้าว โดยได้มอบหมายให้กรมการข้าวดำเนินการศึกษาวิจัยหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตข้าวอย่างมีระบบ ซึ่งในขณะนี้กรมการข้าวได้จัดทำวิจัยโครงการการลดต้นทุนการผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ ภายใต้ 2-V Research Program โดยได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยโครงการฯ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (ว.ช.) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ถึงมือชาวนาโดยตรง


สำหรับการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวพบว่า การปลูกข้าวโดยวิธีโยนกล้าที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,057 บาท ต่อไร่ ในส่วนการปลูกข้าวโดยวิธีหว่านน้ำตมตามคำแนะนำมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,351 บาทต่อไร่ ในขณะที่การปลูกข้าวโดยวิธีหว่านน้ำตมของเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,179 บาทต่อไร่


“ในด้านผลกำไรพบว่าการปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้ามีผลกำไรเฉลี่ย 4,698  บาทต่อไร่ การปลูกข้าวด้วยวิธีหว่านน้ำตมตามคำแนะนำมีกำไรเฉลี่ย 3,904 บาทต่อไร่ และการปลูกข้าวโดยวิธีหว่านของเกษตรกรมีกำไรเฉลี่ย 2,686 บาทต่อไร่” นายประเสริฐ กล่าว


นายประเสริฐ  กล่าวต่อไปว่าจากข้อมูลของคณะวิจัย  กรมการข้าว  พบว่าการปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้าสามารถประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มาก เพราะใช้เพียง 4-7 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่การปลูกข้าวโดยวิธีปกติที่เกษตรกรปฏิบัติ จะใช้เมล็ดพันธุ์ 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่พบว่า การหว่านน้ำตมได้ผลผลิต  700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การปลูกข้าววิธีโยนกล้าได้ผลผลิต  880 กิโลกรัมต่อไร่  โดยมีความชื้นในระดับ 15%


สำหรับข้อดีของการปลูกข้าวด้วยวิธีโยนกล้า สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่เป็นนาหล่ม หรือพื้นที่ที่การดำนาเข้าไปทำได้ยาก วิธีการนี้จะได้ผลดี


นอกจากนี้เกษตรกรยังสามารถแยกแยะวัชพืชออกจากแปลงนาข้าวได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ในขณะเดียวกันในเรื่องการใส่ปุ๋ยสามารถทำได้พอเหมาะ กับความต้องการของต้นข้าว เพราะการปลูกข้าวแบบโยนกล้าแปลงนาจะมีความโปร่งโล่ง ซึ่งจะส่งผลให้ลดการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดวัชพืชได้อีกทางหนึ่ง.


ที่มา :
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=340&contentID=22023

http://www.projectfield.com/front/content/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-4000-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%88

www.projectfield.com/.../












สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-06-06 (2682 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©