-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 654 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

สิ่งแวดล้อม





ผักกระเฉด


ชื่อวิทยาศาสตร์ Neptunia oleracea Lour.

ชื่อสามัญ Water mimosa

ชื่ออื่น ๆ ผักรู้นอน,ผักหละหนอง,ผักฉีด,
 
ผักกระเฉด เป็นไม้ล้มลุก สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งบนดินและในน้ำ มีอายุหลายฤดู มีลำต้นกลม ยาว อวบน้ำเลื้อยทอดไปบนผิวน้ำและบนดินที่แฉะ มีใบแตกจากลำต้นแบบสลับมีรากงอกตามข้อ มีเนื้อเยื่อที่เรียกว่า แอเรนไคม่า (aerenchyma)ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟองน้ำสีขาว หุ้มปล้องแต่ละปล้อง หรือเรียกว่า “ นม ” ช่วยให้เถาผักกระเฉดลอยน้ำได้ แต่ถ้าเลื่อยบนดินจะไม่มีนม ขยายพันธุ์โดยการปักดำเถา ส่วนที่ใช้รับประทานคือ ยอด ใบ และลำต้นอ่อน


การปลูก

ไถดิน คราดดิน ให้ละเอียดใส่น้ำเข้าแปลงทำเทือกให้ดี  นำยอดผักกระเฉดมาทำเป็นจับ ๆ ละ 4–5 ยอด แล้วนำไปปักดำในแปลงแบบสลับฟันปลา ลึกลงในดิน 6–7 ซม. โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2 เมตร หรือปลูกเป็นแถวเป็นแนวระยะ 1x1.5 เมตร แล้วกดดินให้ส่วนโคนติดแน่นพอสมควรส่วนปลายยอดจะลอยให้ระบายน้ำเข้าและออกสัปดาห์ละ 1 ครั้งควบคุมระดับน้ำให้ลึก ประมาณ 30– 33 ซม. เขี่ยยอดของผักกระเฉดสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ยอดเกยกัน ใส่ปุ๋ยสูตร 16– 20–0 หรือ 18–12–6 อัตรา 10–15 กก./ไร่ สัปดาห์ละครั้ง และ ใส่ปุ๋ยยูเรียเพื่อเร่งยอดอัตรา 3–5 กก./ไร่ ทุกสัปดาห์ ถ้าไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หลังจากปลูกไปได้ 2 สัปดาห์ จนผักกระเฉดลอยน้ำดีแล้ว ให้ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพผสมน้ำอัตรา 1 ต่อ 500–1,000 ส่วน ฉีดพ่นในแปลง ฉีดพ่นสม่ำเสมอ ทุก ๆ 7 วันเมื่อใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพแล้วผักกระเฉดจะยาวเร็ว มียอดสวย นมใหญ่ ขาวอวบ หวาน กรอบ เป็นที่ต้องการของตลาดมาก


การเก็บเกี่ยว

เมื่อปลูกไปได้ 20 วัน ก็สามารถเก็บขายได้เมื่อเก็บผลผลิตแล้วก็ให้ฉีดปุ๋ยน้ำชีวภาพได้เลย นับไปอีก 4 วันก็สามารถเก็บผักกระเฉดขายได้อีกเรื่อยๆซึ่งให้ผลผลิตดีมากและเร็วกว่าวิธีอื่น (ปกติเก็บเกี่ยวสัปดาห์ละครั้ง)เรื่อยๆซึ่งให้ผลผลิตดีมากและเร็วกว่าวิธีอื่น (ปกติเก็บเกี่ยวสัปดาห์ละครั้ง)

เมื่อเก็บแล้วจะล้างน้ำให้สะอาด สะบัดให้สะเด็ดน้ำ บรรจุใส่ถุงพลาสติกใส ถุงละ 10 กก.ราคาส่ง กิโลกรัมละ10–12 บาท เป็นรายได้ที่ดี และวิธีการนี้สามารถถ่ายทอดให้ผู้สนใจหรือเกษตรกรรายอื่น ๆ หรือเกษตรกรใกล้เคียงที่สนใจมาดูและสอบถามวิธีการเพื่อนำไปปฏิบัติตามได้


โรคแมลง

ถ้าเห็นผักกระเฉดมีใบหงิกงอแสดงว่าโดนเพลี้ย หรือ หนอนลงทำลายป้องกันได้โดยใช้ น้ำหมักสมุนไพรขับไล่แมลง ทำได้ง่าย ๆ โดยใช้ใบสะเดา ตะไคร้หอม ขิงข่า พริกสด ยาฉุน โล่ติ๊น บอระเพ็ด อย่างหนึ่งอย่างใด หรือ ผสมกันก็ได้มาทุบหรือตำให้แหลก ใส่น้ำให้ท่วมหมักทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอาแต่น้ำสมุนไพรมาใช้ (ส่วนกากนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักได้) ใช้น้ำสมุนไพรนี้ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1 ส่วน ผสมกับน้ำธรรมดา 200–500 ส่วน ฉีดพ่นผักกระเฉดให้ทั่วป้องกันเพลี้ยไฟ,ไร

แดง,แมลงต่างๆ ฉีดพ่นทุก 7 วัน จะขับไล่แมลงได้ผลดีหากปลูกไม่มากนัก


ถ้าพบหนอน–แมลง–เพลี้ยต่าง ๆ ทำลาย ให้ยกกอที่โดนทำลายขึ้นมากำจัดทิ้งไปเสีย หรือถ้าเจอโรคราน้ำค้าง หรือโรคใบร่วง ( ใบเหลืองแล้วร่วงยอดกุดหักง่าย ) ก็ให้เก็บแยกกอที่เป็นโรคออกมาเผาทำลาย การฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำชีวภาพนี้ได้ผลดีมากเมื่อฉีดแล้วจะขับไล่แมลงและเป็นการเร่ง

การเจริญเติบโตของผักกระเฉด ทำให้เก็บผลผลิตได้เร็วขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพน้ำในคูคลองที่ปลูกผักกระเฉด ทำให้น้ำมีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย


การปลูกผักกระเฉดปลอดสารเคมี เป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้

ให้แก่เกษตรกรของตำบลบางโฉลง และตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลีมาเป็นระยะเวลานานโดยมีตลาดอยู่ที่ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดคลองเตยและมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน


เมื่อก่อนนี้จะปลูกผักกระเฉดแบบธรรมดาและฉีดยาฆ่าแมลงเป็นบางครั้ง แต่การปลูกวิธีใหม่นี้ไม่ใช้สารฆ่าแมลง ทุกวันนี้มีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางไปดูสวนผักกระเฉดที่นี่อย่างต่อเนื่อง เพราะทำในลักษณะเป็นจุดสาธิต เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียง เข้ามาศึกษาดูงานและได้ความรู้การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ แล้วนำมาใช้แทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก



ผักกระเฉดยังคงเป็นผักที่อยู่ในความนิยมของผู้บริโภคอยู่มาก

ถ้าสนใจเยี่ยมชมแหล่งปลูก หรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผู้ใหญ่สมทรง รักษาธรรม 61 หมู่ 1 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ  โทร.0-2327-2280 , 01-580-4163




ผลิตและเผยแพร่โดย

เกตุอร ทองเครือ

กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตร












ผักกระเฉดชะลูดน้ำ
ผลิตภัณฑ์ผักกระเฉดชะลูดน้ำ เป็นการนำเอายอดผักกระเฉดมาทำชะลูดน้ำ เพื่อให้มีผลผลิตที่มีลักษณะพิเศษคือ กรอบอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาด และยังส่งไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา

วัตถุดิบที่ใช้
1.ยอดผักกระเฉด ที่เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูก คัดเฉพาะยอดที่อวบ
2.ไม้ไผ่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการทำชะลูดน้ำ
3.ตอก สำหรับมัด

กระบวนการผลิต
1. เก็บยอดผักกระเฉดที่ปลูกในแปลงเพาะปลูก คัดยอดที่อวบๆ แล้วนำมามัดเป็นกำๆ
2. นำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้(ความยาวของไม้ไผ่ตามความลึกของแหล่งน้ำ) มาเสี่ยมตรงรอยมัดของกำผักกระเฉด
3. นำไปปักลงดินในแหล่งน้ำสะอาด โดยให้ยอดผักกระเฉดจมลงไปในน้ำ ทิ้งไว้ 2-3 คืน นำขึ้นมาทำความสะอาด แล้วส่งขายตลาด

การใช้/ประโยชน์
ใช้ในการประกอบอาหาร

สถานที่จำหน่าย
กลุ่มผู้ปลูกผักกระเฉด
53 หมู่ 15 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
ติดต่อ : นายสมบัติ อ่อนละมูล
โทร : (037) 219248



กระเฉดชะลูดน้ำ
ทีเด็ดแห่งกบินทร์บุรี

จานเด็ดวันนี้ ไปหาทานได้ไม่ใกล้ไม่ไกล ที่ จ.ปราจีนบุรี ช่วงนี้หมดปัญหาเรื่องฝนฟ้า น้ำท่วมแล้ว เดินทางไปได้สะดวกที่จะชวนไปแวะชิมลิ้มรส คืออาหารที่ได้จากแหล่งน้ำจากธรรมชาติ 'ผัดผักกระเฉดชะลูดน้ำไฟแดงใส่กระเทียมโทน' อาหารรสชาติไทยๆ ที่ได้ทั้งความกรอบอร่อยของผักกระเฉด และคุณค่าทางสมุนไพรของกระเทียมโทน หลายคนบอกว่ากินแล้วรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ผักกระเฉดชะลูดน้ำมีแตกต่างจากผักกระเฉดทั่วๆไป คือไม่มีนม  มียอดยาวเป็นพิเศษกรอบอร่อย สามารถนำมากินแบบดิบๆได้เลย  ค้นพบโดยธรรมชาติ  ตลอดลำต้นจะไม่มีใบ มีแต่ยอดเท่านั้น


สูตรการปรุงผัดผักกระเฉดชะลูดน้ำใส่กระเทียมโทน สูตรต้นตำรับ
ก่อนอื่นเตรียมผักกระเฉดชะลูดน้ำ จานหนึ่งก็ราวๆ 2 กำ 7-10 ยอด เด็ดใส่จานให้ท่อนหนึ่งยาวประมาณ 3 นิ้ว ใส่กระเทียมโทนที่ปอกแล้วพอสมควร เต้าเจี้ยว พริกขี้หนูสด น้ำมันพืช น้ำซุบ ผงชูรส แล้วนำมาใส่รวมกันในจานผักกระเฉด

ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชทิ้งไว้ให้ร้อน นำเครื่องปรุงทั้งหมดมาผัด ตรงนี้มีเคล็ดว่าอย่าผัดนาน กะประมาณครึ่งนาทีเท่านั้น เพื่อคงความสดและกรอบของผักกระเฉด

นอกจากจะนำมาผัดกระเทียมโทนแล้ว ผักกระเฉดชะลูดน้ำยังนิยมนำมาทำแกงส้มแป๊ะซะใส่ปลาช่อนทอดอีกเมนูหนึ่ง ถ้ามีโอกาสจะนำมาเสนอคราวต่อๆไป

กลับมาที่ผักกระเฉดชะลูดน้ำไฟแดงใส่กระเทียมโทน รับรองได้ถึงความอร่อยแบบมีคุณค่า เพราะผักกระเฉดได้มาจากแหล่งธรรมชาติ สะอาดปลอดภัย และกระเทียมมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง
ตอนนี้กบินทร์บุรี กลายเป็นแหล่งผลิตผักกระเฉดชะลูดน้ำที่ขึ้นชื่อ เป็นสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลไปแล้ว เป็นที่ต้องการของตลาดมากจนขายแทบไม่ทัน


 




ผักกระเฉดชะลูดน้ำ

มีปลูกตลอดปี ในพื้นที่ 50 ไร่ ที่หมู่ที่ 10,15 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี เริ่มปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นผักกระเฉดที่มีลักษณะปล้องยาว ชะลูด ไม่มีนม (ปุยขาวที่หุ้มปล้องผักกระเฉด) กรอบ สามารถใช้รับประทานสดๆ แกล้มกับอาหารรสจัด หรือใช้จิ้มน้ำพริก และยังสามารถนำมายำ ผัด หรือ แกงส้มได้อร่อยเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

การปลูกผักกระเฉดชะลูดน้ำนี้ เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน เนื่องจากพื้นที่ ดังกล่าวเป็นที่ลุ่ม ในฤดูฝน น้ำจะหลากและท่วมเป็นประจำทุกปี เกษตรกรสังเกตเห็นว่าน้ำที่หลากมาท่วมผักกระเฉดจนมิดยอด ผักกระเฉดจะงอกหนีน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดที่เจริญขึ้นมาใหม่เป็นยอดอ่อนที่ยาว ไม่อวบ นิ่ม และไม่มีนม จึงเป็นยอดอ่อนที่สะอาด น่ารับประทาน เกษตรกรจึงใช้วิธีนี้มาทำผักกระเฉดชะลูดน้ำ โดยตัดยอดจากแปลงในทุ่งนา มาผูกกับหลักให้จมน้ำจนมิดยอด โดยอาศัยแควหนุมานที่มีน้ำใส ไหลตลอดปีเป็นสถานที่ดำเนินการ

   


ผักกระเฉด ผักพื้นบ้านที่รู้จักนอน

ผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยหลายชนิด แพร่หลายและได้รับความนิยมจากชาวไทยทั่วประเทศ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น แต่ชื่อที่นิยมเรียกกันบางชื่อมีความหมายได้หลายอย่าง และบางความหมายไม่ค่อยสุภาพหรือไม่น่าฟัง จึงถูกตั้งชื่อใหม่ให้ใช้เรียกหรือเขียนอย่างเป็นทางการ ( เช่นเป็นราชาศัพท์ ) ผักพื้นบ้านที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมานี้มีหลายชนิด เช่น ผักบุ้ง ( เมื่อผวนแล้วได้คำไม่สุภาพ )เรียกผักทอดยอด ผักตบเรียกผักสามหาว และผักที่จะนำเสนอในบทนี้คือ ผักกระเฉด ก็เป็นเช่นเดียวกัน

หลากความหมายของคำว่า “เฉด”
ผักกระเฉดมีคำที่เป็นหลักอยู่ ที่คำลงท้ายคือ เฉด ซึ่งมีความหมายอื่นอยู่ด้วย ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานพ.ศ.2525 อธิบายว่า “เฉด เป็นคำกริยา หมายถึง ขับไล่ไสส่ง เช่น เฉดหัวไปนอกจากนี้ยังเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง คำร้องไล่หมา” และเมื่อเปิดดูหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์
  พ.ศ.2416 คือเมื่อ 122 ปีมาแล้ว อธิบายว่า “เฉด เป็นคำสำหรับไล่หมาให้หนีไป เหมือนอย่างคนเห็นหมาเดินมา แล้วร้องตวาดว่าเฉด” จากคำอธิบายของหนังสือสองเล่มนี้ สันนิษฐานว่า แต่เดิม ( ร้อยปีก่อน ) คำว่าเฉดเป็นคำที่คนไทยภาคกลางใช้สำหรับไล่หมาโดยเฉพาะ ต่อมานำมาใช้เป็นกริยาขับไล่ไสส่งคนด้วย ซึ่งก็คงเปรียบได้กับการไล่เหมือนไล่หมานั่นเอง ดังนั้นคำว่า “เฉด” จึงเป็นคำที่ไม่สุภาพสำหรับคนไทยภาคกลาง เมื่อผักชนิดหนึ่งถูกเรียกชื่อว่า ผักกระเฉด จึงฟังดูว่าไม่สุภาพไปด้วย จึงมีผู้ตั้งชื่อผักกระเฉดเสียใหม่ สำหรับคนไทยภาคกลาง เช่น ผักไล่หมา ( จากคำว่า เฉดที่ใช้ไล่หมา ) และผักรู้นอนสำหรับใช้ในราชาศัพท์ ( มาจากลักษณะของใบผักกระเฉด ) เป็นต้น

              


รู้จักกับผักกระเฉด
ผักกระเฉดมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Neptunia oleracea Lour. ภาคเหนือเรียกผักหนอง ภาคใต้เรียกผักเฉดหรือผักฉีด ภาคอีสาน เรียกผักกะเสด ภาคกลางเรียกผักกระเฉดหรือผักไล่หมา ราชาศัพท์ เรียกกันว่า ผักรู้นอน

ผักกระเฉด เป็นพืชน้ำที่คนไทยรูจักดีที่สุดชนิดหนึ่ง ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์อธิบายคำว่า “ผักกระเฉด คือต้นผักเกิดอยู่ในน้ำ ต้นมันมีนม ใบเล็ก ๆ ถ้าคนเอาไม้ระฟาดเข้า ใบมันก็หุบเข้า บัดเดี๋ยวก็คลี่ออก” จากคำจำกัดคามนี้ แสดงว่าคนไทย เมื่อร้อยปีก่อนรู้จักผักกระเฉดเป็นอย่างดีในฐานะผักที่อยู่ในน้ำ และมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น มีนม และ ใบหุบได้ เป็นต้น

ปัจจุบันมีผู้อธิบายลักษณะของผักกระเฉดว่า “เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน เกิดในน้ำ ลำคลอง บ่อ สระที่น้ำไหลขึ้นลงไม่สะดวก ใบเล็กเป็นฝอยคล้ายใบกระถินหรือไมยราบ กิ่งก้านอวบอ้วน มีนมคล้ายก้อนสำลีหุ้มลำต้นอยู่เป็นท่อน ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยง เพื่อชูชีพให้ต้นเจริญเร็ว ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองคล้ายดอกกระถินเหลือง ขนาดย่อมกว่าเล็กน้อยต้นและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักได้” (หนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย ของสมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ สำนักวัดพระเชตุพนฯ)

ผักกระเฉดเป็นพืชดั้งเดิม มีถิ่นกำเนิดในที่ลุ่มของประเทศไทยและอินเดีย ชอบขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำ-นิ่งเช่น บ่อ หนอง บึง จากลักษณะนี้เองที่ชาวไทยภาคเหนือจึงเรียกว่าผักหนอง

ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้เช่นเดียวกับผักบุ้งและผักตบ แต่ต่างกันตรงที่ผักกระเฉดมีลำต้นตัน ไม่กลวงเหมือนผักบุ้ง หรือไม่พองโป่งมีรูพรุนอยู่ภายในเหมือนผักตบ แต่ผักกระเฉดลอยอยู่บนผิวน้ำได้โดยอาศัยส่วนที่เรียกว่า “นม” ซึ่งเป็นคล้ายฟองน้ำหุ้มอยู่รอบลำต้นผักกระเฉดเป็นช่วง ๆ ระหว่างข้อ
นมของผักกระเฉดมีสีขาวลอยน้ำได้ ทำหน้าที่คล้ายทุ่นหรือชูชีพ เป็นลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉด ชาวไทยไม่นิยมกินนมของผักกระเฉด การนำผักกระเฉดมาปรุงอาหารจึงมักลอกเอานมออกทิ้งไปเสมอ แต่ก็แปลกที่แม่บ้านบางรายพิถีพิถันเลือกซื้อผักกระเฉดเฉพาะที่มีนมขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่ฉีกขาด และต้องมีสีขาวสะอาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดขาย ต้องพยายามบำรุงและดูแลรักษานมของผักกระเฉดมากเป็นพิเศษซึ่งมีผลให้ต้องใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ยหรือสารพิษฆ่าแมลงมากขึ้น ราคาต้นทุนผักกระเฉดก็สูงขึ้น แต่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ซื้อเลย เพราะในที่สุดก่อนปรุงเป็นอาหาร ก็ต้องแกะหรือลอกเอานม( ที่สวยงาม )นั้นทิ้งไปเช่นเดียวกับผักกระเฉดที่มีนมไม่สวย
 

ที่มาของชื่อผักรู้นอน
เนื่องจากมีผู้เห็นว่าชื่อผักกระเฉดมีความหายไม่สุภาพ จึงกำหนดให้ชื่อราชาศัพท์ของผักกระเฉด เรียกว่า “ผักรู้นอน” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นผักที่รู้จักนอนนั่นเอง

ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของผักกระเฉดก็คือใบมีลักษณะคล้ายกับไมยราบ นั่นคือเมื่อถูกกระทบกระ-แทกจะหุบราบเข้าหากันทันที และในตอนกลางคืนก็จะหุบเข้าหากันคล้ายกำลังหลับนอนพักผ่อน และจะคลี่ใบอีกครั้งเมื่อได้รับแสงสว่างในตอนเช้าคล้ายกับตื่นนอน ดังนั้นจึงถูกเรียกชื่อว่าเป็น “ผักรู้นอน”
ทั้งผักกระเฉดและไมยราบต่างก็เป็นพืชอยู่ในวงศ์เดียวกันคือ Mimosaceae จึงมีลักษณะร่วมของใบอย่างเดียวกัน นอกจากนี้ลักษณะดอกของผักกระเฉดก็คล้ายกับดอกกระถินคือเป็นดอกรวม มีเกสรเป็นเส้นเล็ก ๆ รูปร่างทรงกลม สันนิษฐานว่าชาวไทยในภาคอีสานรู้จักผักกระเฉด ( เรียกว่าผักกะเสด ) มาก่อน เนื่องจากเป็นพืชดั้งเดิม ต่อมาเมื่อมีผู้นำกระถินต่างประเทศเข้ามาปลูก ชาวอีสานสังเกตเห็นว่ากระถินมีลักษณะใบและดอกคล้ายผักกระเฉด จึงเรียกกระถินว่า “กะเสด” ไปด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าชื่อของต้นกระถินในภาษาถิ่นอีสานได้มาจากชื่อของผักกระเฉดนั่นเอง
 

ผักกระเฉด : ผักพื้นบ้านที่ยังได้รับความนิยม
ผักกระเฉดนับเป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่ยังได้รับความนิยมจากชาวไทยอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน เราจะพบผักกระเฉดได้ตามภัตตาคารหรือร้านอาหารทั่วไป โดยเฉพาะร้านข้าวต้มประเภท “โต้รุ่ง” ที่นิยมตั้งอยู่ตามริมถนน มักมีอาหารสูตรพิเศษ หรือตำรับยอดนิยมจากผักกระเฉดอยู่ด้วยเสมอ

ผักกระเฉดที่ใช้เป็นผักนั้นนิยมนำส่วนยอดและลำต้นที่ยังไม่แก่นักมาใช้โดยเด็ดราก และลอกนมออกทิ้งเสียก่อน ผักกระเฉดใช้กินได้ทั้งดิบและสุก เช่น เมื่อใช้เป็นผักจิ้ม อาจใช้ดิบ หรือเผา ย่าง ลวก ต้มกะทิ ฯลฯ ใช้ยำหรือแกงก็ได้ โดยเฉพาะแกงส้มผักกระเฉดเป็นที่นิยมกันมาก

เนื่องจากชาวไทยนิยมกินผักกระเฉดกันมาก ทำให้เกิดอาชีพปลูกผักกระเฉดขายสำหรับเกษตรกรบางกลุ่ม โดยมักปลูกในนาเช่นเดียวกับข้าว แต่ต้องกักน้ำให้ลึกกว่าและดูแลเอาใจใส่มากกว่าข้าว
เกษตรกรผู้ปลูกผักกระเฉดบางรายสะท้อนให้ฟังว่าความยากของการดูแลรักษาผักกระเฉดอยู่ที่ทำให้นม ( ที่ลำต้นผักกระเฉด ) มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ และมีสีขาว ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีพิษฉีดพ่นมากกว่าปกติ หากผู้บริโภคไม่เน้นความงดงามของนมผักกระเฉดก็จะทำให้การดูแลผักกระเฉดง่ายขึ้นอีกมาก สารเคมีเป็นพิษที่ใช้ก็จะลดลง ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และซื้อผักกระเฉดได้ในราคาถูกลงด้วย
 

ประโยชน์ด้านอื่นของผักกระเฉด
ยอกจากนำมาใช้เป็นผักแล้ว คนไทยยังนำผักกระเฉดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคบางชนิดอีกด้วย หมอแผนโบราณของไทยถือว่าผักกระเฉดมีรสจืด เป็นยาเย็น และมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถือกันว่าเป็นของถอนฤทธิ์ยาอื่น ๆ ให้เสื่อมคุณภาพลง จึงๆไม่ควรให้คนไข้กินร่วมกับยารักษาโรคอื่น ๆ

ในตำราสรรพคุณสมุนไพร สาขาเภสัชกรรมแพทย์แผนโบราณ กล่าวถึงสรรพคุณของผักกระเฉดว่า ดับพิษร้อน ถอนพิษผิดสำแดง บำรุงน้ำนม เจริญอาหาร เป็นต้น

ผักกระเฉดอาจปลูกเอาไว้กินเองได้หากมีบ่อ คู หรือร่องน้ำในบริเวณบ้าน นอกจากจะใช้เป็นผักแล้ว ยังอาจใช้เป็นไม้ประดับได้ด้วย เพราะผักกระเฉดมีลักษณะพิเศษที่น่ารักหลายประการ เช่น ดอกเป็นพู่กลมสีเหลืองงดงาม นมสีขาวรอบลำต้นก็แปลกกว่าพืชอื่น ใบที่หุบได้คลี่ออกได้ก็หาได้ยากก โดยเฉพาะลักษณะที่รู้จักเข้านอนตอนค่ำและตื่นนอนตอนเช้าก็น่าใช้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับมนุษย์ ให้ปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง



ที่มา  :  มูลนิธิหมอชาวบ้าน









สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-16 (4227 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©