-
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-* เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

* เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11963

ตอบตอบ: 16/02/2026 7:10 am    ชื่อกระทู้: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

*******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ..........................

*******************************************************************

เกษตรไทย STYLE 1 –85

10. ไม้ผลยอดนิยม

กระท้อน

ลักษณะทางธรรมชาติ :

- เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี หากปล่อยให้โตอย่างอิสระอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติบำรุงดีสามารถสูงได้ถึงกว่า 20 ม. ขนาดทรงพุ่มกว้าง 10-20 ม. เมื่ออายุต้นมากขึ้นหรือเป็นต้นแก่แล้ว การให้ผลผลิตจะลดลงทั้งความดกและคุณภาพ แก้ไขโดยตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เหลือขนาดทรงพุ่มสูงและกว้าง 3-4 ม. แล้วบำรุงสร้างกิ่งใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเป็นต้นสาวที่ให้ผลดกและคุณภาพดีเหมือนเดิม

- เป็นผลไม้เขตร้อนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ชอบดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวร่วนหรือดินลูกรังแดงร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ สารอาหารสมบูรณ์ โปร่ง น้ำและอากาศผ่านสะดวก เนื้อดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 ม.

- ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค. เป็นกระท้อนปีหรือในฤดูกาล แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมระดับแนวหน้า แต่มีเสน่ห์ตรงที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลไม้ระดับแนวหน้าอย่างมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด วายหรือหมดไปจากตลาดแล้วและออกก่อนลำไย จะมีคู่แข่งก็แต่ผลไม้ประเภทออกตลอดปีเท่านั้น

- ให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่น ปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนหรือสารใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และก็ไม่มีสายพันธุ์ทะวายอีกด้วย การบังคับจึงทำได้เพียงบำรุงให้ออกก่อนฤดูหรือหลังฤดูด้วยช่วงสั้นๆ เท่านั้น

- ต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน กิ่งทาบ ติดตา เสียบยอด มีแต่รากฝอยจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 3-4 ปี แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2 รากสามารถให้ผลได้ภายใน 2-3 ปี แล้วจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ปี

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ยืนต้นอายุนับ 100 ปี ถ้าต้นนั้นปลูกจากกิ่งที่มีแต่รากฝอยเมื่อต้นใหญ่มากขึ้นทรงพุ่มต้านลมมากๆอาจทำให้ต้นล้มได้ แนวทางแก้ไข คือ เสริมราก 1-2 รากด้วยต้นที่มีรากแก้ว (เพาะเมล็ด) ซึ่งนอกจากจะช่วยยึดต้นได้ดีแล้วยังช่วยเพิ่มจำนวนรากในการหาอาหารอีกด้วย

- กระท้อนสายพันธุ์เดียวกัน ปลูกในแปลงเดียวกัน และบำรุงอย่างเดียวกัน แต่คุณภาพผลผลิตแตกต่างกันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างภายในประจำตัว กระท้อนต้นที่หลังใบมีขนปุยคล้ายกำมะหยี่มักให้ผลผลิตคุณภาพเหนือกว่าต้นที่หลังใบเรียบมันวาว

- ต้นพันธุ์ระยะกล้าสังเกตได้ยากมากว่าต้นไหนเป็นพันธุ์ไหน เพราะระยะกล้ากระท้อนทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะคล้ายกันมาก การให้ได้สายพันธุ์แท้ตามต้องการต้องมาจากแหล่งเชื่อถือได้จริงๆเท่านั้น

- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมทั้งจากเกสรตัวผู้ทั้งในดอกเดียวกัน และเกสรตัวผู้จากดอกอื่นในต้นเดียวกันหรือจากต่างต้น

- อายุดอกตูม-ดอกบาน (ผสมติด) 25-30 วัน และอายุผลเล็ก-ผลแก่เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน

- ออกดอกจากซอกใบปลายกิ่งของกิ่งอายุข้ามปี ออกได้ทั้งกิ่งชายพุ่มและกิ่งในทรงพุ่มแบบทยอยออกนาน 7-10 วัน

- การติดผลมีทั้งผลเดี่ยวและเป็นพวงตั้งแต่ 2-5 ผล ขนาดผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการบำรุง

- ปลูกกระท้อนสายพันธุ์ให้ผลดกถึงดกมาก ระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 ม. (1 ไร่ = 11 ต้น) เลี้ยงทรงพุ่มให้สูงอิสระ 5-6 ม. (ตัดยอดประธาน) ทรงพุ่มกว้างชนต้นข้างเคียง เว้นช่องว่าระหว่างต้นพอให้แสงแดดส่องผ่านได้ ตัดแต่งกิ่งภายในโปร่งให้แสงแดดผ่านเข้าไปได้เท่ากันดีทั่วพื้นที่ภายในทรงพุ่ม 40-50% ต้นได้รับการเสริมราก 2-3 ราก และได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างถูกต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องนานหลายปีติดต่อกัน เมื่ออายุต้นโตเป็นสาวเต็มที่สามารถให้ผลผลิตมากถึง 2,000 ผล

- แต่ละช่วงของการพัฒนาทั้งต้นและผลต้องการน้ำค่อนข้ามากและสม่ำเสมอ แต่ช่วง ปรับ ซี/เอ็น เรโช ถึง ก่อนเปิดตาดอก ต้องการน้ำน้อย ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ปลูกจะต้องสามารถควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้อย่างแท้จริง

- ธรรมชาติกระท้อนมักออกดอกแล้วติดผลเล็กครั้งละจำนวนมาก จากนั้นจะสลัดผลเล็กทิ้งเองจนเหลือไม่มาก แก้ไขโดยบำรุงต้นให้สมบูรณ์จริงๆด้วยวิธีให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องนานหลายๆปี กับทั้งให้ฮอร์โมนบำรุงดอก. บำรุงผลเล็ก. อย่างถูกต้องตรงตามจังหวะ และเมื่อผลโตขึ้นการซอยผลออกบ้างเท่าที่จำเป็น

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช.โดยการงดน้ำนั้น แม้จะได้เตรียมความสมบูรณ์ของต้นไว้พร้อมก่อนแล้ว ถ้ามาตรการควบคุมปริมาณน้ำ (งดน้ำ) จนทำให้ใบแก่โคนกิ่งสลดจนแห้งแล้วร่วงไม่ได้ก็จะทำให้เปิดตาดอกไม่ออก หรือเปิดตาดอกแล้วออกมาเป็นใบอ่อนแทนได้

- การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่วยป้องกันแมลงวันทองแล้วยังช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเป็นกำมะหยี่ดี และเนื้อในดีอีกด้วย

- เริ่มห่อผลเมื่อผลอายุ 50-55 วัน หรือขนาดมะนาว หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอ่อน และเก็บเกี่ยวได้หลังจากห่อผล 1 เดือน หรือเมื่ออายุผลได้ 5-6 เดือนหลังออกดอก

- สังเกตลักษณะผลแก่ได้จากเส้นบนผิวผลจากขั้วผลถึงก้นผล ถ้าเส้นยังนูนเด่นชัดแสดงว่ายังแก่ไม่จัด ถ้าเส้นหายไปหรือเรียบเนียนกับผิวผลแสดงว่าผลแก่จัดแล้ว หรือสังเกตที่สีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก

- การห่อด้วยถุงพลาสติกจะทำให้ผลเสียหายเพราะระบายความชื้นไม่ดี ควรห่อด้วยกระดาษถุงปูนซีเมนต์เท่านั้น วัสดุห่อผลดีที่สุด คือ ใบตองแห้ง เรียกว่า กระโปรง แต่เนื่อง จากมีราคาแพงและจัดทำยากจึงไม่ได้รับความนิยม

การห่อผลด้วยกระโปรงใบตองชั้นในก่อน แล้วห่อทับซ้อนด้วยถุงกระดาษปูนซิเมนต์อีกชั้นหนึ่งจะทำให้คุณภาพผลดีกว่าการห่อแบบชั้นเดียว

- ห่อผลต้องทำด้วยความประณีต มือเบาๆ ถ้าทำแรงมือหนักจนขั้วได้รับความกระทบกระเทือน ผลจะไม่ร่วงเดี๋ยวนั้นแต่จะร่วงหลังจากห่อผลแล้ว 7-10 วัน

- ควรเลือกใช้ถุงห่อขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้อากาศภายในถุงถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะผลกระท้อนที่ติดเป็นพวงจะต้องใช้ถุงห่อขนาดใหญ่พิเศษ

- ผลที่ไม่ได้ห่อ คุณภาพผลนอกจากเนื้อจะแข็งกระด้าง ปุยน้อยแล้ว ผิวเปลือกก็ไม่เป็นกำมะหยี่อีกด้วย ผลแบบนี้เหมาะสำหรับทำกระท้อนดอง

- เป็นผลไม้ที่ไม่ต้องบ่มหลังเก็บเกี่ยว คุณภาพของผลแก่จัด (ผลสุก) ขณะอยู่บนต้นเป็นเช่นไรเมื่อเก็บลงมาแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น ผลที่ครบอายุเก็บเกี่ยวแล้วหากปล่อยทิ้งคาต้นนานหลายวันเกินไปคุณภาพจะด้อยลง ดังนั้นจึงให้เก็บเกี่ยวกระท้อน ณ วันที่ครบอายุผลพอดีรับประทาน

- กระท้อนทุกสายพันธุ์ มีความอร่อยตามธรรมชาติของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว สารอาหารหรือปุ๋ยที่จะช่วยดึงความอร่อยประจำสายพันธุ์ออก มาได้ คือ ธาตุรอง/ธาตุเสริม โดยเฉพาะ Mg Zn CaB ทั้งทางใบทางราก ทั้งช่วงมีผลบนต้นไม่มีผลบนต้น เรียกว่า “รสจัดจ้าน” นั่นแหละ

- กระท้อนก็เหมือนกับผลไม้อื่นอีกหลายชนิด หลังจากเก็บลงมาจากต้นแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ลืมต้น สัก 2-3 วันจะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เก็บในอุณหภูมิปกติอยู่ได้นาน 5-7วัน หรือเก็บในอุณหภูมิ 15-17 องศาอยู่ได้นาน 20 วัน

- ความดกและคุณภาพของผลด้านขนาด รูปทรง สีผิว ความนุ่มหนาของเนื้อและปุย ความเล็กของเมล็ด กลิ่นและความหวาน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ที่ได้รับจากการบำรุงมากกว่า คุณลักษณะของสายพันธุ์

- สายพันธุ์ผลใหญ่แม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงไม่เต็มที่ ผลที่ออกมากก็ยังใหญ่หรืออาจย่อมลงมาเล็กน้อยแต่จะไม่ดก ส่วนสายพันธุ์ผลเล็กแม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงดีเพียงใด ผลที่ออกมาก็ยังเป็นผลขนาดเล็ก หรืออาจใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยแต่การติดผลจะดกขึ้น

- ผลไม้ทั่วไปช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวต้องงดน้ำเพื่อให้เนื้อแห้งกรอบ กรณีของกระท้อนไม่ต้องงดน้ำแต่กลับต้องให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อฉ่ำนิ่มจนใช้ช้อนตักรับประทานได้ ถ้างดให้น้ำช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวเนื้อแข็งไม่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด แต่ดีสำหรับทำกระท้อนแปรรูป

- ออกดอกติดผลจากกิ่งอายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรตัดเฉพาะกิ่งที่มีผลผลิตแล้วบำรุงสร้างยอดขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นกิ่งให้ออกดอกติดผลในปีต่อไปส่วนกิ่งที่ปีนี้ยังไม่ออกดอกติดผลไม่ต้องตัดแต่ให้บำรุงต่อไปเลย เมื่อได้รับการบำรุงต่อก็จะออกดอกติดผลได้ในฤดูกาลถัดไป

- เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อลมพัดจะทำให้ผลแกว่งไปมาแล้วไปกระทบกับกิ่งข้างๆ ทำให้ผลเสียหาย แก้ไขด้วยการปลูกไม้บังลม

- ขนาดลำต้นใหญ่ความสูงมากๆ ทรงพุ่มกว้าง ให้ทำค้างไม้แบบถาวรเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้น จัดให้มีไม้พาดเป็นทางเดินภายในทรงพุ่มสูง 1-2-3 ชั้นตามความเหมาะสมจะช่วยให้การเข้าปฏิบัติงานในทรงพุ่ม เช่น การตัดแต่งกิ่ง ห่อผล ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

- หลังจากต้นเป็นสาวพร้อมให้ผลผลิตแล้วให้บำรุงแบบทำให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีและหลายๆปีติดต่อกัน โดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัว/พุงปลา ซี่ โครงไก่) ที่ชายพุ่ม 4-5 หลุม/ต้น (ทรงพุ่ม 5 ม.) ปีละครั้ง และปีรุ่งขึ้นให้ฝังระหว่างหลุมของปีที่แล้ว

- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ในใจกลางทรงพุ่มและเหนือทรงพุ่ม เป็นการเพิ่มทั้งประ สิทธิภาพและประสิทธิผลของงานฉีดพ่นทางใบได้ดีกว่าเครื่องมือฉีดพ่นทุกประเภท

- ค่อนข้างอ่อนแอต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทุกชนิด ทั้งๆที่ใช้ในอัตราเข้มข้นเท่ากับไม้ผลอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพฉีดพ่นทางใบจะต้องใช้ในอัตราน้อยกว่าไม้ผลอื่นๆ 1 เท่าตัวเสมอ

- การปลูกกล้วยลงในแปลงปลูกก่อนเพื่อเตรียมให้เป็นไม้พี่เลี้ยง เมื่อกล้วยยืนต้นได้แล้วจึงลงต้นกล้ากระท้อนพร้อมกับทำบังร่มเงาช่วยอีกชั้นหนึ่งจะช่วยให้ต้นกล้ายืนต้นได้เร็วสมบูรณ์แข็งแรง

- การพูนโคนต้นด้วยอินทรียวัตถุปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่ดี และต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2รากนอกจากจะช่วยให้ต้นมีรากหาอาหารมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ต้นอายุยืนนานขึ้นอีกด้วย

- อายุต้น 3-4 ปีขึ้นไป หรือได้ความสูง 3-5 ม. แล้ว ให้ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) เพื่อควบคุมขนาดความสูง จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดความกว้างทรงพุ่มต่อไป

- การตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งกระจายรอบทรงพุ่มเสมอกันจนแสงแดดส่องทั่วภายในทรงพุ่มจะช่วยให้กิ่งภายในทรงพุ่มออกดอกติดผลแล้วพัฒนาผลจนมีคุณภาพดีได้

- ใบกระท้อนแก่ตากแห้ง บดละเอียด ใช้ผสมพริกป่น เพื่อลดความเผ็ดของพริกลง และเพิ่มสีพริกให้จัดขึ้นได้ ทำให้การปลูกกระท้อนเพื่อขายใบกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณา

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และ รุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง. เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่. เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว. ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต. ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวล จันทร์. ขันทอง. คุณพินัย. สุภรัตน์.

สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม) เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.- ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก

เลือกกิ่งพันธุ์ :
เลือกต้นกล้าพันธุ์ที่ขยายพันธุ์มาจากกิ่งกระโดง ลำต้นกลางอ่อนกลางแก่ เปล้าสูงตรง ผ่านการอนุบาลในถุงดำมานานจนแผลทาบติดสนิทดี เคยแตกใบอ่อนในถุงดำมาแล้ว 1-2 ชุด มีรากแก่สีน้ำตาลดำแทงทะลุออกมานอกถุง รอบๆรากแก่มีรากอ่อนหรือรากฝอยสีเหลืองน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- กระท้อนออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีนี้

- ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้ รับแสงแดดน้อย

- โดยธรรมชาติแล้วจะออกดอกจากกิ่งแขนงของกิ่งประธานที่เฉียง 45 องศากับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงของกิ่งประธานที่ระนาบหรือกิ่งชี้ลง

- ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าใน และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้

- ตัดแต่งกิ่งตามปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50% และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80% จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี

- ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสง แดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้ว แสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย

- ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ

- นิสัยกระท้อนมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อน ช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสม บูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตามปกติต่อไปก่อน จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงกระท้อน

1. เรียกใบอ่อน :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่ไข่ แกลบดิบ แห้งเก่าข้ามปี) กระดูกป่น ครั้งที่ 1 ของรุ่นหรือปีการผลิต

- ใส่ 25-7-7 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

-ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติทันที่ ณ วันรุ่งขึ้น หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่ง

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และวันรุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

- เทคนิคการ ตัดแต่ง-เรียกใบอ่อน แบบ “บำรุงก่อนตัด” กล่าวคือ ระหว่างที่ต้นเลี้ยงลูกนั้น ต้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก จนทำให้ต้นโทรม หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้นแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเรียกใบอ่อน ทั้งทางใบและทางราก หรือเฉพาะทางใบอย่างเดียวก่อน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน เพื่อให้ต้นได้ใช้ใบเดิมที่มีสังเคราะห์อาหาร เมื่อเห็นว่า ต้นมีอาการสมบูรณ์ดี ทำท่าจะแตกยอดใหม่ ก็ให้ปฏิบัติการเรียกใบอ่อนทันที การที่ต้นมีความสมบูรณ์อยู่ ต้นก็จะแตกใบอ่อนใหม่ เร็ว ดี มาก และพร้อมกันทั่วทั้งต้น

- ตัดทิ้งกิ่งกระโดง กิ่งคด กิ่งงอ กิ่งไขว้ กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งชี้ลงล่าง กิ่งเป็นโรค ซึ่งเป็นกิ่งที่เหมาะสมต่อการออกดอก และกิ่งที่มีผลแล้ว ทั้งนี้ กระท้อนจะออกดอกติดลูกจากกิ่งข้ามปี เพราะฉะนั้นกิ่งอายุปีนี้ ตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการออกดอกให้คงเก็บไว้ให้
ออกดอกปีหน้า

2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มลงมือปฏิบัติเมื่อใบอ่อนเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้

- วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สามารถสังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อนชุดต่อไปได้เร็วขึ้น กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงประเภทปากกัดปากดูด

- ถ้าต้องการให้ใบแก่เร็วขึ้นอีกก็ให้ฉีดพ่นตั้งแต่ใบเริ่มแผ่กางเพียงเล็กน้อย หรือฉีดพ่นก่อนที่ใบแผ่กาง (เพสลาด) นั่นเอง

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม.สูง นอก จากช่วยทำให้ใบเป็นใบแก่แล้ว ยังเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้อีกด้วย

- ถ้าปล่อยให้ใบอ่อนออกมาแล้วเป็นแก่เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลา 30-45 วัน

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน นาน 1-2 เดือน .... ในรอบเดือนหาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ใส่ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว

- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
- ปริมาณ 8-24-24 ใส่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นปีผลิตที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง

- การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้ง ก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-3 เดือน ในห้วง 2-3 เดือนนี้ให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุง และให้รอบ 2 ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน

- การสะสมอาหารเพื่อการออกดอกมีความสำคัญมาก ช่วงนี้จำเป็นต้องให้สาร อาหารกลุ่ม “สร้างดอก-บำรุงผล” ทั้งทางใบและทางรากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้ใบอ่อนชุดหลังได้สะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกเสียก่อน จาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียว กันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

4. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ก่อนเริ่มลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช (งดน้ำ) และก่อนลงมือเปิดตาดอกต้องแน่ใจว่าระหว่างที่กำลังบำรุงทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องไม่มีฝน เพราะถ้ามีฝนตกลงมาการงดน้ำก็ล้ม เหลว และดอกที่ออกมาจะได้รับความเสียหาย

ถ้ารู้แน่ว่าช่วงงดน้ำและเปิดตาดอกถึงช่วงดอกออกมาแล้วจะมีฝนก็ให้ระงับการปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกไว้ก่อน ให้บำรุงต้นต่อไปอีกด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้นอาจจะปรับแผนการบำรุงเพื่อทำให้กระท้อนออกล่าฤดูด้วยการเลื่อนเวลาเริ่มปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกให้ช้าออกไปเท่าที่สภาพภูมิ อากาศจะอำนวยก็ได้

5. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นโดยนำอินทรีย์วัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม

- งดให้น้ำเด็ดขาด กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น. (อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก

- เริ่มปฏิบัติหลังจากแน่ใจว่าต้นได้สะสมอาหาร หรือมีลักษณะอั้นตาดอกเต็มที่แล้วโดยสังเกตได้จากใบแก่โคนกิ่ง 2-3 ใบ ซึ่งเป็นใบอายุข้ามปีเหลืองร่วงพร้อมกันทั้งต้น

- ก่อนลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต้องติดตามข่าวพยากรณ์อากาศให้มั่นใจว่าระหว่างปรับ ซี/เอ็น เรโช จะไม่มีฝนตก เพราะถ้ามีฝนตกลงมามาตรการงดน้ำก็ต้องล้มเหลว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช ได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ให้สังเกตจากต้น ถ้าต้นเกิดอาการใบสลดแสดงว่าในต้นมีปริมาณ ซี.มาก ส่วนปริมาณ เอ็น.เริ่มลดลง ความพร้อมของต้น อั้นตาดอก ก่อนเปิดตาดอก สังเกตได้จากลักษณะใบใหญ่หนาเขียวเข้ม ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด กิ่งและใบกรอบเปราะ ข้อใบสั้น หูใบอวบอ้วน ตาดอกโชว์นูนเห็นชัด

- เมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วนทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆ เพียงเปียกใบเท่านั้น

- เมื่องดน้ำหรือไม่รดน้ำแล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไป โดยทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย

- กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อต้องใช้ระยะเวลาในการงดน้ำนานมากกว่าสวนพื้นราบยกร่องแห้งจึงจะทำให้ใบสลดได้ อาจส่งผลให้แผนการผลิตที่กำหนดไว้คลาดเคลื่อน ดังนี้จึงจำ เป็นต้องสูบน้ำออกตั้งแต่ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช โดยกะคะเนให้ดินโคนต้นแห้งถึงขนาดแตก ระแหง และมีความชื้นไม่เกิน 10% ตรงกับช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช พอดี

- มาตรการเสริมด้วยการ “รมควัน” ทรงพุ่มช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที 3-5 รอบห่างกันรอบละ 2-3 วัน จะช่วยให้การปรับ ซี/เอ็น เรโช สำเร็จเร็วขึ้น

6. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนเปิดตาดอก :
ก่อนลงมือเปิดตาดอกให้ตรวจสอบข่าวสภาพอากาศให้แน่ใจว่าในอีก 15-20 วันข้างหน้าหรือวันที่ช่อดอกเริ่มแทงออกมานั้น จะต้องไม่มีฝนตกหรือมีสภาพอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เพราะสภาพอากาศปิดหรือมีฝน ต้นกระท้อนจะเปิดตาดอกไม่ออก แม้จะอั้นตาดอกดีเพียงใดก็ตาม แต่กลับแทงใบอ่อนออกมาแทน กรณีนี้ให้ระงับการเปิดตาดอกไว้ก่อนแล้วบำรุงต้นด้วยสูตร “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าในวันที่ช่อดอกออกมานั้นไม่มีฝนหรืออากาศเปิดแน่จึงลงมือเปิดตาดอก

7. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
เนื้อใบหนาเขียวเข้มส่องแดดไม่ทะลุ เส้นใบนูนเด่น หูใบอวบอ้วน ข้อใบสั้น ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด ใบคู่แรกที่โคนกิ่งเหลืองร่วง ทรงต้นมองจากภายนอกระยะไกลๆ เห็นความสมบูรณ์ทางทรงพุ่มชัดเจน

8. เปิดตาดอก :
ทางใบ :
สูตร 1
.... น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย (500- 1,000 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดไพร 250 ซีซี.

สูตร 2 .... น้ำ 100 ล. + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 3 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 4 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (1 กก.) + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 5 .... น้ำ 100 ล. + ไทเป 100 ซีซี. + สารสมุน ไพร 250 ซีซี.

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
- ระหว่างสูตร 1-2-3-4 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 5 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก

- ต้นที่ผ่านการบำรุงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสภาพอากาศไม่ค่อยอำนวย หรือพันธุ์หนักออกดอกยาก แนะนำให้เปิดตาดอกด้วยสูตร 4 สลับกับสูตร 5

- เปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

- เปิดตาดอกแล้วมีทั้งใบอ่อนและดอกออกมาพร้อมกัน ให้เปิดตาดอกด้วยสูตรเดิมซ้ำอีก 1-2 รอบ นอกจากช่วยกดใบอ่อนที่ออกมาพร้อมกับดอกแล้วยังดึงช่อดอกที่ยังไม่ออกให้ออกมาได้อีกด้วย

9. บำรุงดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียก ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน

- ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะเวลาเปิดตาดอกให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน แก้ไขโดยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.... มาตรการบำรุงต้นให้สมบูรณ์อยู่เสมอตั้งแต่ก่อนเปิดตาดอกจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมนทำเอง จะได้ผลดีกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นแน่นอนกว่า

- ควรฉีดพ่นเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของดอก ควรฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก หรือฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆ หรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆ ก็ได้

- การไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลยติดต่อกันมานานจะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆ เข้ามาช่วยผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลให้การติดผลดีขึ้น

- ธรรมชาติกระท้อนช่วงออกดอกต้องการน้ำมากกว่าไม้ผลอื่นๆ ดังนั้นการบำรุงตั้ง แต่ช่วงเปิดตาดอกจนกระทั่งมีดอกออกมาควรเพิ่มปริมาณน้ำให้มากจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอเพียงดอกจะแห้งและร่วง

- ต้นที่ได้รับ แม็กเนเซียม (จากไบโออิ). โบรอน (จากแคลเซียม โบรอน). สม่ำ เสมอแบบสะสม ถึงช่วงออกดอกแล้วเจอฝน ดอกจะแข็งแรงไม่ร่วงง่ายๆ หรือติดเป็นผลได้ดีเหมือนปกติ

10. บำรุงผลเล็ก-ผลกลาง :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ในรอบ 1 เดือน หาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกจากเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปถึงอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วย

- การบำรุงผลด้วยยูเรก้า หรืออเมริกาโน่ สูตร “ขยายขนาดผล” กรณีผลเดียวเดี่ยวๆในช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ 50-75% .... กรณี 2 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานเล็กน้อย หรือเท่ามาตรฐาน .... กรณี 3-4 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ .... ดังนั้น หากต้องการขนาดผลใหญ่กว่ามาตรฐานสายพันธุ์ก็ต้องซอยลดจำนวนผลในช่อลง

- การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำมากสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง ถ้าได้รับน้ำน้อยจะทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ผลไม่โต ปุยน้อย หากมีฝนตกหนักลงมากะทันหันก็อาจทำให้ผลแตกผลร่วงได้

11. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน และให้รอบสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก. ต้นใหญ่) /ต้น ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

หมายเหตุ :
- ปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
- ช่วงผลแก่จัดใกล้หรือก่อนเก็บเกี่ยวไม่ต้องงดน้ำแต่ต้องให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อ อ่อนนุ่มฉ่ำน้ำจนใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้ หากมีฝนตกลงมาอาจทำให้มีน้ำมากเกินไปดังนั้น จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่มาจากฝนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไปให้ได้ .... ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวนี้หากงดน้ำเหมือนผลไม้อื่นๆ เนื้อจะแข็งไม่สามารถใช้ช้อนตักรับประทานได้

- ถ้ามีฝนตก หลังจากหมดฝนแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเดิมและวิธีเดิมต่อไปอีก 10-20 วัน จากนั้นให้สุ่มเก็บลงมาผ่าพิสูจน์ภายในก็จะรู้ว่าสมควรลงมือเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือต้องบำรุงต่อไปอีกจึงเก็บเกี่ยว ช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวมีฝนตกชุก แนะนำให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ เพื่อป้องกันต้นสะสมไนโตรเจน (จากน้ำฝน) มากเกินไปซึ่งจะทำให้ผลมีรสเปรี้ยว

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมของต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีผลิตต่อไปอีกด้วย

- กระท้อนไม่ต้องการพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลสุดท้ายหลุดจากต้นต้องเร่งบำรุงเรียกใบอ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นทันที จะช่วยให้การออกดอกติดผลในรุ่นการผลิตปีต่อไปดีขึ้น

เทคนิคทำกระท้อน “ก่อน-หลัง” ฤดูกาล :
ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือฮอร์โมนใดๆ บังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูได้ และไม่มีกระท้อนทะวาย (ให้ผลปีละ 2รุ่น) ดังนั้นการที่จะบังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูกาลปกติ (ก่อน/หลัง) ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบังคับโดยการบำรุงอย่างเต็มที่เท่านั้น

บังคับกระท้อนให้ออกก่อนฤดู :
เลือกกระท้อนสายพันธุ์เบา (ทับทิม) ที่มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. มาทำกระท้อนให้ออกก่อนฤดู โดยบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวรุ่นปีการผลิตปีนี้ทางรากด้วย 8-24-24 กับบำรุงทางใบด้วย 0-21-74 และเมื่อถึงปลายเดือน พ.ค.ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตบนต้นให้หมดแบบล้างต้น แล้วลงมือบำรุงตามขั้นตอน ดังนี้

ช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. (เตรียมต้น) :
หลังจากเก็บเกี่ยวผลสุดท้ายจากต้นไปแล้วเริ่มบำรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมของต้นโดยตัดแต่งกิ่ง ปรับสภาพทรงพุ่มให้โปร่ง เรียกใบอ่อนให้ได้ 1-2 ชุด เมื่อใบอ่อนออกมาแล้วให้เร่งบำรุงใบอ่อนให้เป็นใบแก่โดยเร็ว ส่วนทางรากใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ปุ๋ยเคมี ตามปกติระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค.) ต่อการเรียกใบอ่อน 3 ชุดนั้น จะประสบความ สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้นมี “ความสมบูรณ์สะสม” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะมาตรการบำรุงต้นให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมาแล้วหลายๆปีติดต่อกัน

หมายเหตุ :
ต้นที่ผ่านการบำรุงแบบให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมานานหลายๆ ปีและในรุ่นปีการผลิตที่ผ่านมาไว้ผลน้อยแต่บำรุงเต็มที่ เมื่อถึงรุ่นปีการผลิตใหม่ให้เรียกใบอ่อนเพียง 1 ชุด แล้วสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อได้เลย ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น

ช่วงต้น ส.ค.- กลาง ก.ย. (สะสมอาหารเพื่อการออกดอก) :

หลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายที่ต้องการเพสลาดแล้ว ให้ลงมือบำรุงทางใบด้วยสูตรสะ สมอาหาร เพื่อการออกดอก 2-3 สูตร ระยะการให้ห่างกันสูตรละ 5-7 วัน และบำรุงทางรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ต้นได้สะสมทั้งอาหารกลุ่มสร้างดอกบำรุงผล (ซี) และกลุ่มสร้างใบบำรุงต้น (เอ็น) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ช่วงปลายเดือน ก.ย. (ปรับ ซี/เอ็น เรโช) :
ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ทางรากให้เปิดหน้าดินโคนต้น งดน้ำเด็ดขาด ส่วนทางใบให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกเหมือนเดิมแต่ให้พอเปียกใบ ระวังอย่าให้น้ำลงพื้นเพราะจะทำให้มาตรการงดน้ำล้มเหลว พร้อมกันนั้นให้เสริมด้วยการ “รมควัน” ทุก 2-3 วันช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อเร่งให้ใบสลดแล้ว "เหลือง-แห้ง-ร่วง" เร็วขึ้น

ช่วงต้น ต.ค. (เปิดตาดอก) :
เปิดตาดอกด้วย “13-0-46” หรือ “0-52-34” หรือ “13-0-46 + 0-52-34” สูตรใดสูตรหนึ่ง สลับกับไทเป อย่างละ 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

หมายเหตุ :
- กระท้อนก่อนฤดูออกสู่ตลาดพร้อมกับทุเรียน เงาะ มังคุด อาจไม่ได้ราคาดี แต่ถ้าเป็นกระท้อนคุณภาพเกรด เอ. ขนาดจัมโบ้ ก็พอสู้ได้

- ต้นที่สมบูรณ์เต็มที่เพราะได้รับการปฏิบัติบำรุงแบบมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องหลายปี สามารถออกดอกได้เอง (ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก) โดยไม่ต้องเปิดตาดอกในช่วงเดือน ธ.ค.- ม.ค. จากนั้นก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆกลายเป็นไม่มีรุ่น

- กระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนก่อนฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกก่อนช่วงเดือนดังกล่าว ด้วยการเตรียมความพร้อมต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (เรียกใบอ่อน) ทันทีหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นปีที่ผ่านมา ควบคู่กับเร่งระยะเวลาการบำรุงตามขั้น ตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นด้วย

- เตรียมต้นที่จะทำให้ออกก่อนฤดูด้วยการเว้นการออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตนี้ แล้วบำรุงต้นไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อรอโอกาส หรือไว้ผลในต้นให้เหลือน้อยๆเพื่อไม่ให้ต้นโทรมจะช่วยให้การทำให้ออกก่อนฤดูในรุ่นปีการผลิตต่อไปง่ายและแน่นอนยิ่งขึ้น

- เนื่องจากธรรมชาติของกระท้อนออกดอกจากกิ่งแก่อายุข้ามปี ระหว่างที่มีผลอยู่บนต้นนั้นถ้ามีกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลมากกว่ากิ่งที่ออกดอกติดผล ให้เตรียมการบำรุงกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลนั้นให้ออกดอกแล้วทำเป็นกระท้อนก่อนฤดู โดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้บำรุงด้วยสูตร “สะสมอาหาร” ทั้งทางรากและทางใบต่อได้เลย ซึ่งขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 3-4 เดือน แต่ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าคุ้ม

- ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น ช่วงขั้น ตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอก ถ้ามีการให้ “น้ำตาลทางด่วน + 0-52-34 หรือ 0-42-56 + สังกะสี” ฉีดพ่นพอเปียกใบ ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ 2 ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย

บังคับกระท้อนให้ออกหลังฤดู :
เลือกกระท้อนพันธุ์อีล่า เพราะมีนิสัยออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่นโดยทำให้อีล่าออกช้ากว่าอีล่าด้วยกัน เพื่อบังคับให้เป็น “อีล่า-ล่าฤดู” หรือบังคับกระท้อนพันธุ์นิยมด้วยการยืดระยะเวลาในการบำรุงแต่ละระยะตามขั้นตอนให้นานขึ้นก็ได้ ดังนี้

1. เรียกใบอ่อนให้ครบทั้ง 3 ชุด เมื่อได้แต่ละชุดมาแล้วไม่ต้องเร่งให้เป็นใบแก่แต่ปล่อยให้แก่เองตามธรรมชาติเพื่อยืดระยะเวลา

2. ยืดเวลาขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกให้นานขึ้นด้วยสูตรสะสมอาหาร (ธาตุรอง/ธาตุเสริม) ไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ปรับ ซี/เอ็น เรโช. (งดน้ำ) แม้ว่าต้นจะพร้อมแล้วก็ตาม จนกว่าจะได้ระยะเวลาที่ต้องการจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช. แล้วเปิดตาดอก

3. เมื่อดอกออกมาแล้วให้บำรุงไปตามปกติ เพราะไม่สามารถยืดอายุดอกให้นานขึ้นได้
4. บำรุงผลเล็กตามปกติ
5. บำรุงระยะผลขนาดกลางด้วย สูตรบำรุงผลให้แก่ช้า จนกระทั่งได้เวลาเก็บเกี่ยวตามต้องการจึงเปลี่ยนมาบำรุงด้วยสูตรบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวตามปกติ

หมายเหตุ :
ในเมื่อกระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนล่าฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกหลังช่วงเดือนดังกล่าวให้นานที่สุดเท่าที่สภาพภูมิอากาศและสภาพต้นอำนวย แล้วปฏิบัติบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนแรก (เรียกใบอ่อน) จนถึงขั้นตอนสุดท้าย (บำรุงผลแก่) แบบยืดเวลาให้นานขึ้น


----------------------------------------------


...


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/02/2026 6:01 pm, แก้ไขทั้งหมด 9 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11963

ตอบตอบ: 16/02/2026 9:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน
- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ
- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก
- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี
- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้
- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว
เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย
- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก
- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว
- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน
- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี
- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น
- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี
- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก
- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง
- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป
- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง
- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม.
จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น
- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน
-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก
- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย
- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย
ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า
การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย
- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล
- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า
- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย
- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ
กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย
- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาว
โดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก
- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ
ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า
- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน
- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน,
ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก
- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด
- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ
- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก
- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก
- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา
- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม
- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก
- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน
- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง
พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม
หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ
- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย
ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด
ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป
หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป
เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์
ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี
และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี
- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย
- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง
- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้
ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก
- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย
- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น
- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต
- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ
- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้
- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก
- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย
- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน
สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน
ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง
- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง
- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน
สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น
ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง
- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก
- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน
- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี
หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ
ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี
- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด
ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ
- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล
- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้
- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก
- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า
- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้
- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว
- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น
- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น
- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ
หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ
- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น
- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก
- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100
วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00-
06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน
- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล
หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ
- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11963

ตอบตอบ: 16/02/2026 7:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


กล้วย
[ กล้วยหอม. กล้วยน้ำว้า. กล้วยไข่. กล้วยเล็บมือนาง. ]

ลักษณะทางธรรมชาติ (ทุกสายพันธุ์) :
- ในประเทศไทยมีกล้วยหลายร้อยสายพันธุ์ ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง นครราช สีมา ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยที่มีค่าทางเศรษฐกิจไว้มากกว่า 50 สายพันธุ์
- เป็นพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียวหลังจากให้ผลผลิตแล้วต้นตายแต่มีหน่อสืบต่อ (ไม่แยกหน่อไปปลูกใหม่) ทำให้กลายเป็นพืชอายุยืนนานหลายสิบปีได้ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าที่มีหน่อสืบแทนต้นแม่มีอายุยืนนานหลายปี แต่ผลผลิตที่เกิดจากหน่อสืบต่อแทนต้นแม่นั้นคุณภาพจะด้อยลงจนถึงขนาดมีเมล็ด
- ระหว่างกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ ปลูกในแปลงเดียวกัน บำรุงรักษาอย่างเดียวกัน กล้วยไข่ออกเครือก่อน แล้วกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าจะออกเครือที่หลังตามลำดับตามลำดับ
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการความชุ่มชื้นสูงทั้งในดิน ผิวดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ไม่ชอบน้ำขังค้างนาน ต้นที่ขาดน้ำจะโตช้า ให้ผลผลิตไม่ดี ถ้าอากาศหนาวเย็นจะโตช้า และผลก็แก่ช้าด้วย
- ขณะต้นแม่ยังไม่ออกเครือไม่ควรแยกหน่อเพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่อต้นแม่ แต่ให้ตัดต้นหน่อจนเหลือแต่ตอสูงจากพื้นประมาณ 20-30 ซม. ไม่นานหน่อนั้นจะแตกยอดใหม่ และให้ตัดหน่อทุกครั้งเมื่อความสูง 80 ซม.- 1 ม. กว่าต้นแม่ออกเครือซึ่งอาจจะต้องตัดหน่อ 2-3 รอบ การตัดหน่อจะทำให้ตัวหน่อเองมีเหง้าขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแยกนำไปปลูกจะได้ผลผลิตที่ดี
- ตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทุกสูตร) และฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีเลย ถ้ามีการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพตั้งแต่เตรียมดินจนถึงบำรุงต้นอย่างต่อเนื่อง ลำต้นจะสูงใหญ่มากจนอาจเกิดปัญหาในการค้ำต้นและการเก็บเกี่ยวผลผลิต แก้ไขโดยเมื่ออายุต้นได้ 90 วัน มียอดใหม่หลังตัดตอ ให้บำรุงทางใบด้วย 0-42-56 หรือกลูโคส 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 20-30 วัน ควบ คู่กับให้ทางรากด้วย 8-24-24 นอกจากจะทำให้ต้นเตี้ยลงแล้วยังช่วยให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอก (ปลี) ซึ่งส่งผลให้ออกดอกดีอีกด้วย
- รากเจริญทางยาวได้เดือนละ 1 ม. ซึ่งจะเจริญทางยาวตลอด 3 เดือนแรก หลังจากนั้นไม่เจริญทางยาวอีก ได้แต่แตกรากแขนงออกทางข้าง ดังนั้นการให้น้ำและธาตุอาหารทางรากจึงต้องให้แบบกระจายเต็มทั่วแปลงหรือเต็มพื้นที่ทรงพุ่มรัศมี 2-3 ม.
- งดใช้ยาฆ่าหญ้าทุกชนิดโดยเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีกำจัดหญ้าหรือวัชพืชด้วยการถอนแล้วปล่อยทิ้งไว้คลุมหน้าดิน ละอองยาฆ่าหญ้าที่ปลิวลมไปกระทบใบกล้วยจะทำให้ใบไหม้ นอกจากนี้ยาฆ่าหญ้าที่ปลิวลงสัมผัสพื้นดินโดยตรงและแทรกอยู่ในต้นหญ้าหรือวัชพืช เมื่อต้นหญ้าหรือวัชพืชเน่าสลาย ยาฆ่าหญ้าก็จะละลายออกมาปนเปื้อนกับเนื้อดินทำให้ดินเป็นกรดอีกด้วย
- แปลงปลูกที่มีลมแรงควรมีไม้บังลม
- ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมแบบรุ่นต่อรุ่น แนะนำให้แบ่งพื้นที่เป็นสองแปลง ระหว่างที่แปลงหนึ่งปลูกกล้วยนั้นอีกแปลงหนึ่งให้ปลูกพืชอายุสั้นบำรุงดิน เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วให้ไถกลบเศษซากต้นลงดินใช้เป็นปุ๋ยพืชสด และเมื่อแปลงที่กล้วยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็ให้เปลี่ยนเป็นปลูกพืชตระกูลถั่ว ส่วนแปลงที่เคยปลูกพืชตระกูลถั่วก็ให้เปลี่ยนเป็นปลูกกล้วยแทน สลับกันไปมาเช่นนี้จะทำให้ปลูกกล้วยและถั่วได้หลายรุ่น
- รากมีจุลินทรีย์แอ็คติโนมัยซิส การให้จุลินทรีย์หน่อกล้วยตั้งแต่ช่วงเตรียมดินและให้ต่ออีกเป็นครั้งคราว (1-2 เดือน/ครั้ง) หลังจากหน่อยืนต้นได้แล้ว นอกจากช่วยบำรุงต้นแล้วยังช่วยบำรุงดินอีกด้วย
- ธรรมชาติจะออกเครือทางทิศตรงข้ามกับไหลที่งอกออกมาจากต้นแม่ แล้วเกิดเป็นหน่อเสมอ เมื่อต้องการให้ต้นออกเครือมาทางทิศใดก็ให้หันด้านตรงข้ามกับไหลไปทางทิศนั้น ถ้ากล้วยทุกต้นออกเครือทางทิศด้านเดียวกันพร้อมกันทั้งแถวจะช่วยให้การปฏิบัติงานง่ายขึ้น
- แต่ละต้นย่อมมีหลายหน่อ หน่ออยู่ลึกเป็นหน่อสมบูรณ์ดีกว่าหน่ออยู่ตื้น เพื่อให้หน่อทุกหน่อเป็นหน่อสมบูรณ์ก็ให้พูนโคนต้นให้สูงขึ้นด้วยเศษซากพืชแห้งหรือดินเลนก้นร่อง
- อายุต้น 4-6 เดือน (ตามชนิดสายพันธุ์) หลังปลูก จะเริ่มมีหน่อ ให้ตัดต้นหน่อทิ้งไปเพื่อไม่ให้ต้นแม่ต้องรับภาระส่งอาหารไปเลี้ยงหน่อซึ่งเกิดใหม่ จะทำให้ต้นแม่มีสารอาหารส่งไปเลี้ยงผลบนต้นอย่างเพียงพอ หรือระหว่างที่ต้นแม่มีเครืออยู่ หรือยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วมีหน่อแทงขึ้นมาก็ให้ตัดต้นหน่อทิ้งทุกครั้ง ยกเว้นหน่อที่จะเก็บไว้ให้โตต่อแทนต้นแม่
- ระหว่างต้นมีเครืออยู่ ถ้าขุดแยกหน่อออกมาจะทำให้ต้นแม่ชะงักการเจริญเติบโต
- เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือตัดเครือแล้วให้ล้มต้นแม่ นำเศษซากต้นแม่ออก จากนั้นบำรุงหน่อต่อไปจนได้ขนาดเหง้าและลำต้นใหญ่ตามต้องการ การแยกหน่อจะทำได้หลังจากตัดเครือและล้มต้นแม่แล้วเท่านั้น
- ปลูกกล้วยแบบ รุ่นต่อรุ่น หมายถึง การปลูกให้ได้ผลผลิตพร้อมกันทั้งแปลง
ด้วยระยะปลูก 2.5 x 2 ม. หลังจัดเก็บเกี่ยวแล้วล้มต้น นำเศษซากต้นออก ขุดแยกหน่อที่มีทั้งหมดออก ปรับปรุงบำรุงดินและจัดแปลงใหม่ จากนั้นลงมือปลูกใหม่พร้อมกันทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตพร้อมกันทั้งแปลงเหมือนการปลูกครั้งแรก .... การปลูกแบบหลุมละ 2 ต้นแล้วจัดระยะห่างระหว่าง ต้น/แถว เพิ่มขึ้นอีก 1 ม. เป็น 3.5 x 3 ม. จะทำให้ได้จำนวนต้นเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่แปลงปลูกด้วยระยะ 2.5 x 2 ม. หรือพื้นที่เท่าเดิม
- ปลูกกล้วยแบบ ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายรุ่น หมายถึง การปลูกครั้งแรกแบบพร้อมกันทั้งแปลงหรือไม่พร้อมกันก็ได้ ด้วยระยะห่าง 4 x 4 ม. หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นใดแล้วนำเศษซากต้นแม่ออกพร้อมกับขุดแยกหน่อตามออกทั้งหมด ให้คงเหลือหน่อชิดที่อยู่คนละด้านของต้นแม่ไว้ 2 หน่อ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นต้นแม่ในรุ่นต่อไป ซึ่งหน่อชุดใหม่ที่คงไว้นี้จะให้ผลผลิตได้ไม่ต่างจากต้นแม่
- การปลูกกล้วยแบบ มีผลผลิตตลอดปี ให้แบ่งแปลงปลูกเป็นส่วนๆ (โซนนิ่ง) 3-4 แปลง แล้วปลูกกล้วยแต่ละรุ่นให้ห่างกัน 3-4 เดือน แปลงไหนแก่ก่อนเก็บก่อน และแปลงไหนแก่ทีหลังเก็บทีหลัง แต่ละแปลงจะมีกล้วยแก่ให้ทยอยเก็บ 2-3 เดือน เมื่อรวมทุกแปลงแล้วทำให้มีผลผลิตขายตลอดปี
-หน่อหรือต้นแม่เมื่อไม่ต้องการเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อให้ทำลายโดยตัดตอ คว้านไส้
กลางให้เป็นแอ่งแล้วหยอดน้ำมันพืชหรือน้ำมันก๊าดลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เหง้าของหน่อหรือต้น
แม่นั้นจะเน่าไม่แตกยอดใหม่ขึ้นมาอีก จากนั้นจะเน่าสลายกลายเป็นปุ๋ยต่อไป
- ช่วงยังไม่ออกเครือควรให้มีใบ 10-12 ใบ ช่วงกำลังออกเครือให้มีใบ 9-10 ใบ
และช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวให้มีใบ 4-5 ใบก็พอ
- ใบกล้วยมีนวลใบมาก การฉีดพ่นสารอาหารทางใบจึงต้องใช้สารจับใบ (น้ำยาล้างจาน หรือสบู่เหลว) ร่วมด้วยทุกครั้ง
- การปลูกกล้วย (ทุกสายพันธุ์) ให้ได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวพร้อมกันหรือระยะเวลาใกล้ เคียงกันต้องใช้ต้นพันธุ์จากเพาะเนื้อเยื่อ
- เทคนิคการบำรุงด้วย ไบโออิ + ยูเรก้า อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวจะช่วยให้ได้ต้นสมบูรณ์ ผลขนาดใหญ่ ยาว เนื้อแน่น กลิ่น รส และสีดี
-วิธีรักษากล้วยให้สุกช้า หลังจากตัดเครือลงมาจากต้นแล้วให้นำลงแช่น้ำในโอ่งจนท่วมทั้งเครือ หรือตัดออกเฉพาะหวี แช่นาน 3-5-7 วัน ตามความต้องการยืดอายุนานสุด ระหว่างแช่อยู่ในน้ำนี้กล้วยจะไม่สุกแต่จะนิ่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งนำขึ้นจากน้ำ ผึ่งลมให้แห้งแล้วบ่ม กล้วยก็จะเริ่มสุกเองตามปกติ
- บำรุงกล้วยให้รสชาติหอมหวาน ก่อนตัดเครือ 7-10 วัน ให้ “เจาะลำต้นด้านบน ณ ความสูง 3 ใน 4 ของความสูงลำต้นจากพื้น” หรือ “เจาะลำต้นด้านล่าง ณ ความสูงจากพื้น 1 ฝ่ามือ” เลือกเจาะจุดใดจุดหนึ่ง ด้วยไม้ปลายแหลมมนขนาดตะเกียบ ลึกถึงไส้กลาง 3 รูของทั้ง 3 ด้านเป็นแฉกเหมือนตรารถเบนซ์ ให้ปลายรูทั้ง 3 ชนกันที่ไส้กลางพอดี ใส่ "แป้งข้าวหมาก" ลงไปจนเต็มรูทั้ง 3 แล้วปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจนถึงเก็บเกี่ยว เมื่อนำไปบ่มจนสุกแล้วรับประทานจะมีกลิ่นหอมรสหวานขึ้น บางคนบอกว่ามีกลิ่นและรสแอลกอฮอร์น้อยๆ ทำให้รับประทานได้อร่อยขึ้น
- ก่อนตัดเครือ 2-3 อาทิตย์ ฉีดพ่นด้วยน้ำคั้นมะเขือเทศสุก ให้ทั่วต้นแต่เน้นที่เครือโดยตรง 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 1 อาทิตย์ หลังจากตัดเครือและนำไปบ่มจนสุกแล้วจะได้รสชาติและกลิ่นดีมาก
- ใช้เกลือแกง 1-2 กำมือ + ปุ๋ยคอกแห้งเก่าค้างปี 2-3 กก. ผสมดินปลูกรองก้นหลุมนอกจากช่วยป้องกันหนอนและด้วงงวงเจาะเหง้าได้แล้ว ยังบำรุงผลให้รสชาติดีอีกด้วย
- คลุมโคนต้นด้วยผักปอด (ทั้งต้นและราก) ผสมปุ๋ยคอกจะช่วยบำรุงต้นให้สมบูรณ์ หน่อมาก ผลดกและคุณภาพดี
- ห่อผลหลังจากตัดปลี 20-30 วัน ด้วยกระสอบปุ๋ยทั้งใบ หรือวัสดุอื่นที่ขนาดใหญ่สวมกล้วยได้ทั้งเครือ ตัดส่วนก้นกระสอบเปิดให้อากาศผ่านได้ หรือใช้ใบกล้วยทั้งก้าน 3-4 ก้าน ผูกโคนก้านกับเครือด้านบน จัดใบปิดหวีกล้วยให้มิดชิด ผูกรวบปลายใบที่ห่อให้เรียบร้อย .... เครือที่ห่อด้วยใบกล้วยมีคุณภาพดีกว่าห่อด้วยกระสอบปุ๋ย
- ช่วงติดเครือใหม่ๆ ยังไม่ห่อผล ควรตัดใบล่างทิ้งเพื่อไม่ให้กวัดแกว่งไปถูกผลเพราะจะทำให้ผิวผลมีตำหนิได้
- เครือกล้วยมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก จำเป็นต้องค้ำต้นด้วยการใช้ไม้ไผ่ลำขนาดเท่าแขน ยาวหรือสูงกว่าเครือกล้วย 1-1.5 ม. จำนวน 2 อัน ใช้เชือกปอพลาสติกทบกันหลายๆ ชั้นยาวประมาณ 50-80 ซม. ผูกปลายไม้ค้ำทั้งสองด้านให้แน่น ค้ำต้น โดยสวมเชือกเข้าหาเครือตรงๆ ไม่ต้องไขว้ปลายไม้ ให้น้ำหนักเครือกล้วยอยู่บนเชือกนั้น ขยับปลายไม้ที่พื้นกางออกแล้วปักลงดินในลักษณะที่ต้นกล้วยเอนลงเล็กน้อย .... หรือใช้ไม้ไผ่ลำขนาดเท่าแขน 1 ลำ
แนบลำต้นด้านหลังของเครือ แทงไม้ลงดินยิ่งลึกยิ่งดี ใช้เชือกผูกต้นกล้วยเข้ากับหลัก หลายๆ ทบ แน่นพอประมาณ 3-4 เปราะจากโคนถึงคอ ไม้หลักนี้จะช่วยรั้งลำต้นไว้ไม่ให้เอนมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนั้นได้
- ผลของกล้วยต้นใดมีเมล็ด แสดงว่า กล้วยต้นนั้นช่วงที่เกสรพร้อมรับการผสมแล้วได้รับเกสรจากกล้วยป่า กรณีนี้ให้ล้มกล้วยต้นนั้นทิ้งทั้งกอ เพื่อไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อ
- ปลูกกล้วยตัดใบโดยเฉพาะ ให้ปลูกระยะห่าง 2 x 2 หรือ 2 x 3 ม.

การเตรียมหน่อพันธุ์ (ทุกสายพันธุ์)
- เลือกหน่อพันธุ์ที่เป็นหน่อชิด (หน่อแรกที่ออกมาจากต้นแม่) ใบแคบหรือใบธง (ยังไม่กางแผ่) เหง้าใหญ่ ลำต้นตรง ปลายเรียว ถ้าเป็นหน่อที่ผ่านการตัดตอขณะที่ยังอยู่กับต้นแม่มาแล้ว 2-3 รอบซึ่งจะมีเหง้าขนาดใหญ่ หลังจากนำลงปลูกแล้วตัดตออีกเพียงรอบเดียวแล้วบำรุงต่อได้เลย
- หน่อรากลึกสมบูรณ์กว่าหน่อรากตื้น และหน่อเหง้าใหญ่ให้ผลผลิตดีกว่าหน่อเหง้าเล็ก
- หน่อเหง้าเล็กเมื่อนำลงปลูกจนแตกใบอ่อนชุดใหม่สูง 1-1.20 ม.ให้ตัดต้นเหลือแต่ตอแล้วบำรุงเรียกใบใหม่ เมื่อใหม่ออกมาจนต้นสูง 1-1.20 ม.ก็ให้ตัดตอเหนือรอยตัดครั้งแรก 1 ฝ่ามือ ทำซ้ำอย่างนี้ 3 รอบ ห่างกันรอบละ 1-1 เดือนครึ่ง ก็จะได้หน่อเหง้าใหญ่เช่นกัน เรียกว่า เลี้ยงหน่อสร้างเหง้า การตัดจะตัดกี่รอบก็ได้ ต้นแม่หรือหน่อจะไม่ตายตราบเท่าที่ต้นแม่ยังไม่ออกเครือ
- เหง้ากล้วยมีตา เมื่อเฉือนเหง้าออกเป็นชิ้นรูปลิ่ม ให้มีตาติดอยู่ชิ้นละ 1-2 ตา แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะด้วยวัสดุเพาะธรรมดาๆ ตาจากเหง้าจะงอกขึ้นมาเป็นหน่อได้ 1 ตาต่อ 1 หน่อ สามารถนำไปปลูกได้เช่นกัน แต่ต้นอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าหน่อปกติ
- ได้หน่อกล้วยมาแล้วตัดส่วนลำต้นออกให้หมด เหลือแต่เหง้า นำลงปลูก โดยให้ส่วนลำต้นชี้ลงดิน ส่วนใต้เหง้าชี้ขึ้นด้านบน กลบดินหลุมปลูก คลุมหลุมปลูกด้วยเศษพืชแห้ง ให้น้ำปกติ เหง้ากล้วยต้นนั้นจะแตกหน่อ 3-5 หน่อ/เหง้า ซึ่งหน่อทั้งหมดนี้สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้
- การขุดแยกหน่อจากต้นแม่ควรขุดให้ตั้งฉาก ใช้มีดคมๆ ตัดก้าน (ไหล) น้ำเลี้ยงยกขึ้นตรงๆ ห้ามโยกเด็ดขาดเพราะจะทำให้เหง้าช้ำ โดยเฉพาะกล้วยหอมกับกล้วยไข่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- หน่อที่แยกออกมาจากต้นแม่แล้ว ถ้ามีใบมากเกินไปให้ลิดใบทิ้งเหลืองเพียง 1-2 ใบ พร้อมกับตัดใบแห้งกาบแห้งออกให้หมด หรือถ้าหน่อมีความสูงมากเกินไปให้ตัดลำต้นแล้วต้นจะแตกยอดขึ้นมาใหม่เอง
- หน่ออ่อนอายุยังน้อยหรือหน่อใบกว้าง เป็นหน่อไม่สมบูรณ์ไม่ควรใช้ทำพันธุ์ ส่วนหน่อใบแคบหรือใบธงเป็นหน่อสมบูรณ์เหมาะสำหรับใช้ทำพันธุ์
- หน่อแรกที่ออกมาจากต้นแม่เรียกว่า "หน่อชิด" เป็นหน่อสมบูรณ์เหมาะสำหรับใช้ทำพันธุ์ ส่วนหน่อที่เกิดต่อลำดับจากหน่อชิดเรียกว่า "หน่อตาม" เป็นหน่อสมบูรณ์น้อยกว่าหน่อชิด เมื่อนำลงปลูกแล้วต้องบำรุงเลี้ยงเหง้าให้ใหญ่เสียก่อน
- วิธีขุดแยกหน่อจากต้นแม่ออกมาแล้วนำลงชำในถุง เลี้ยง (อนุบาล) ในโรงเรือนจนกระทั่งได้ใบใหม่ 2-3 ใบจึงนำลงปลูกในแปลงจริง จะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่และโตเร็วกว่าการนำหน่อที่แยกจากต้นแม่แล้วนำลงปลูกในแปลงจริงเลย
- เพิ่มจำนวนหวีต่อเครือ เมื่อกล้วยตกเครือ เหลืออีก 2-3 หวีจะตัดหัวปลี ให้ "เอ็นเอเอ" 1 ครั้ง จะช่วยให้ได้จำนวนหวีเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 2-3 หวี

ขั้นตอนการบังคับกล้วยตกเครือกลางลำต้น :
1. เลือกต้นกล้วยที่มีอายุ 7 เดือนขึ้นไป
2. สังเกตการเกิดใบธงของกล้วย โดยอาศัยหลักการทั่วไปว่า ใบกล้วยในช่วงการเจริญเติบโตจะมีขนาดและจำนวนเพิ่มขึ้นจนถึงใบที่ 33 หลังจากนั้นใบจะเริ่มเล็กลงประมาณ 6-8ใบ จากนั้นจึงออกดอก (ปลี) ดังนั้นกล้วยจะต้องมีใบอย่างน้อย 39 ใบจึงจะแทงช่อดอก แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่สามารถนับจำนวนใบตั้งแต่ใบที่ 1 ถึงใบที่ 33ได้ เนื่องจากมีความยุ่งยากในการจดจำและมีความคลาดเคลื่อนในวันปลูก อีกทั้งไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงในแปลงเกษตรกรได้ จึงอาศัยการสังเกตขนาดใบที่ยังม้วนอยู่ โดยลักษณะการม้วนจะหลวมๆ และมีขนาดสั้นลง มองได้โดยสายตาอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากการม้วนของใบในช่วงการเจริญเติบโตจะมีลักษณะม้วนแน่น ยาวใกล้เคียงกับใบปกติ
3. ทำการเจาะลำต้น โดยสังเกตใบม้วนด้านที่มีการทับซ้อนกันอยู่ ใบกล้วยขณะม้วน
อยู่ ส่วนขวาจะม้วนทับซ้ายแล้วจะคลี่จากปลาย ลงมาหาโคนใบ ในฤดูร้อนใบกล้วยใช้เวลา
คลี่ 4 วัน ฤดูหนาวใช้เวลา 14 วัน ดังนั้นให้สังเกตด้านที่ใบมีการทับซ้อนกัน นั้นคือด้านที่ปลีกล้วยจะโค้งโผล่ออกมา และด้านนี้เองร่องของใบธงจะโอบก้านเครือกล้วยไว้โดยธรรมชาติ เพื่อป้องกันปลีอ่อนถูกกระทบกระเทือน แล้วจึงทำการเจาะลำต้นด้านนี้ด้วยมีดปลายแหลม ให้มีแผลกว้าง 9 ซม. ยาว 15 ซม. เจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามความยาวของลำต้น แล้วแกะกาบกล้วยออกเป็นชั้นๆ จนกระทั่งพบแกนกลางของต้นกล้วย จากนั้นตัดแกนกลางออกเท่ากับความยาวของแผล แล้วจึงใช้วัสดุพลาสติกแผ่นแข็ง (ฟิวเจอร์บอร์ด) กว้างประมาณ 8-9 ซม. สอดเข้าไปเพื่อกั้นแกนกลางลำต้นกล้วยด้านบนของแผล จากนั้นตาดอกที่อยู่กลางเหง้าใต้ดินจะเจริญเติบโตผ่านกลางลำต้นเหนือดินแล้วโผล่ออกมาทางยอด ใช้เวลาประมาณ 30 วัน เมื่อตาดอกปลีกล้วยงอกจากเหง้าใต้ดินขึ้นมาชนกับแผ่นพลาสติกที่กั้นไว้ จึงทำให้หน่อหรือปลีกล้วยเลี้ยวโค้งออกมา ปรากฏให้เห็นเครือกล้วยออกกลางลำต้น
4. ติดป้ายบอก วันที่ /เดือน / ปี ที่ทำการเจาะลำต้น เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ของตนเอง
5. บำรุงรักษาลำต้นด้วยการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตัดแต่งใบแก่ ให้เหลือใบไว้บนลำต้นประมาณ 8-10 ใบ และตัดหน่อกล้วยออกทิ้ง ในกล้วยหอม กล้วยไข่ ให้ไว้เฉพาะต้นแม่เพียงหนึ่งต้น ส่วนกล้วยน้ำว้ายอมให้มีหน่อได้ไม่เกิน 2-3 หน่อต่อต้น

บังคับกล้วยยอดด้วนออกเครือ :
ต้นกล้วยอายุ 5-6 เดือน ให้ตัดลำต้นส่วนยอดพร้อมใบให้ยอดด้วน เหลือใบแก่ไว้ 2-3 ใบ สำหรับสังเคราะห์สร้างสารอาหารเลี้ยงต้น เมื่อปลีแทงมาถึงยอด (ด้วน) ก็จะยังคงแทงต่อ เพราะต้นยังไม่ตาย ปลีที่แทงโผล่ยอดออกมาแล้วมักมีรูปร่างไม่สมประกอบ มีรูปร่างแปลกๆ (เข้าทางคอหวย) เองตามธรรมชาติ ให้จัดหา "ผ้าสามสี-เครื่องเซ่นไหว้-เหล้าขาวหัวหมู" เลือกทำให้เขาออกเครือตรงกับวันนักขัตฤกษ์ดีๆ แล้วอย่าลืม ทำซุ้มประตูเก็บเงินคอหวย ซะให้เข็ด

บังคับกล้วยให้ออกเครือทางทิศตามสั่ง :
- เครือกล้วยออกด้านตรงข้ามกับไหล “ไหล” คือ ส่วนที่งอกออกมาจากเหง้าต้นแม่ เมื่อปลูกลงไปแล้วออกเครือ ๆ จะอยู่ตรงข้ามกับไหลเสมอ
- กล้วยเพาะเนื้อเยื่อ หาทางเครือออกไม่ได้เพราะไม่มีไหลจากต้นแม่ให้สังเกต ต้องปลูกไปก่อนจนมีหน่อ แล้วเอาหน่อไปปลูกต่อ ที่หน่อมีไหลจากต้นแม่จึงจะรู้ทิศทางที่จะออกเครือ

กล้วยปาฏิหาริย์ :
- มีจอมปลวกพิสดาร (จุดที่เกิด รูปทรง สีสัน ฯลฯ) เกิดขึ้น .... ไม่มีจอมปลวกเกิดเองตามธรรมชาติ แก้ไขโดยขุดจอมปลวกมาวางไว้เอง ณ จุดที่ต้องการ ปลวกจะสร้างจอมต่อ ไม่หนีไปไหน
- ปลูกกล้วย ชนิดเดียวกันหรือต่างชนิด ปลูกเรียงลำดับหรือสลับ เพื่อให้ดูพิสดาร
- ปลูกกล้วย 12 ต้น (12 ราศี) ล้อมรอบจอมปลวกเป็นวงกลม หรือพระจันทร์เสี้ยว แถวกล้วยห่างจากศูนย์กลาง (จอมปลวก) ตามความเหมาะสม ลงกล้วยให้ระยะห่างระหว่างต้น 3 ม. เพื่อให้ทั้ง 12 ต้น ได้ระยะห่างเท่าๆกัน .... หรือวางแผนปลูกเป็นวงกลมล้อมรอบจอมปลวก ให้แต่ละต้นทำมุมกับจอมปลวก 30 องศา ต้นแรกเริ่มที่ 0 องศา ต้นต่อๆไปห่างกันทำมุมต้นละ 30 องศา รวมทั้งวงจะได้ 360 องศาพอดี เรียกว่าครอบจักรวาล ส่วนระยะห่างจากจอมปลวกเท่าไหร่ก็ว่ากันไป .... จัดมุมปลูกให้กล้วยทุกต้นออกเครือไปทางทิศเดียวกัน คือ ชี้เข้าหาจอมปลวก เมื่อต้นออกเครือมีน้ำหนัก ต้นกล้วยจะโน้มเข้าหาจอมปลวกเหมือนทำคารวะ .... โอม นมัสสิกา นาร้ายณ์ นารายณ์
- ปลูกหน่อกล้วยแล้วตัดต้น เพื่อสร้างเหง้าให้ใหญ่ก่อน และเพื่อเริ่มนับอายุให้ทุกต้นออกเครือพร้อมกันในวันเดียวกัน หรือ +/- 7 วันก็พอลุ้น
- บำรุงสูตรเดียวกัน สม่ำเสมอ หรือทำกล้วยกลิ่นสตรอเบอร์รี่ กลิ่นวานิลา กล้วยแอลกอฮอร์
- จุดขาย ได้แก่ กล้วย 12 ราศี, ทำมุม 360 องศาครอบจักรวาล, และ ปรับ/สร้าง สภาพแวดล้อมเพื่อความขลัง เช่น
** ปลูกกล้วยตานี, กล้วยร้อยหวี, กล้วยพันหวี,
** ตัดต้นเพื่อให้ออกเครือบนยอดด้วน, บังคับให้ออกเครือกลางต้น,
** ปลูกต้นหนาดกันผี, ปลูกผักกลางลำต้นกล้วย, ปลูกต้นแสลงใจ ผู้หญิงจะหาผัวไม่ได้
** มีกระถางธูปเทียน, ผ้ายันตร์ไล่เพลี้ยในนา, เครื่องเซ่น, ลงรักปิดทอง ฯลฯ
** สร้างความขลัง สั่งธูปพิเศษมีสะเก็ดดินประสิว ไฟไหม้ธูปถึงดินประสิวจะระเบิด
** ที่สำคัญ คือ หน้าม้า หรือพยานเตี๊ยม หรือจ้าวเข้าทรง
** ทำบุญบ้าน ทำจริงๆในบ้านด้วยเจตนาบริสุทธิ์ นิมนต์พระมาฉันเพล
** พระไม่รู้เรื่องกล้วยปาฏิหารย์ แต่เพราะญาติโยมเป็นเอง :
ศรัทธาศรัทถวย พระให้หวย จึงศรัทธา ....
ศรัทธาศรัทถ่อ พระดูหมอ จึงศรัทธา ....
ศรัทธาศรัทถัน พระลงยันต์ จึงศรัทธา ....
ศรัทธาศรัทถิก พระสร้างปลัดขิก จึงศรัทธา ....
** วันกล้วยออกเครือ ขายผ้าเหลือง ผ้าแดง ธูปเทียน ซองเลขใบ้หวย เสี่ยงเซียมซี
** วางบาตร รับเงินบริจาค เจตนาเอาไปมอบให้ ร.ร.ปัญญาอ่อน หรือเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายนักโทษประหาร (นักการเมือง ข้อหาไม่ไปรายงานตัวต่อ คชส.) .... กุศลแรง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อกล้วย
(ทุกสายพันธุ์)

1. ระยะต้นเล็ก
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ช่วงเช้าแดดจัด ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้นดินโคนต้น
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
หมายเหตุ :
- การให้ไบโออิ 25-5-5 จะช่วยให้ได้ใบขนาดใหญ่หนาเขียวเข้ม เป็นใบที่มีคุณภาพดีกว่าใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ
- เนื่องจากใบกล้วยมีนวลใบมาก การฉีดพ่นทางใบควรผสมสารจับใบ (น้ำยาล้างจาน หรือสบู่เหลว) ด้วย ฉีดพ่นแล้วให้สังเกตว่าน้ำที่ฉีดพ่นไปนั้นเปียกทั่วใบจริงหรือไม่ การใช้สารจับใบครั้งแรกอาจจะต้องใช้มากกว่าปกติเพื่อละลายนวลใบออกไปหลังจากนั้นจึงใช้ในอัตราปกติได้
ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ขี้วัวขี้ไก่แกลบดิบ (แห้งเกาข้ามปี)
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (1-2 ล.) /ไร่ ด้วยการรดโคนต้นจนโชกแฉะเต็มพื้นที่แปลงปลูก หรือปล่อยร่วมกับน้ำไปตามร่องแถวปลูก ทุก 20-30 วัน
- ให้น้ำปกติ ทุก 3-5 วัน
หมายเหตุ :
- กล้วยตอบสนองต่อ ผักปอดคลุมหน้าดินโคนต้น โดยมีปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ขี้วัวขี้ไก่ รองพื้น ใส่ครั้งเดียวตั้งแต่ปลูกถึงตัดเครือ แล้วรดด้วยน้ำหมักชีวภาพสูตรระบิดเถิดเทิง 30-10-10 เดือนละครั้ง ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม

2. ระยะก่อนแทงปลี :
ทางใบ :
- ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น ติดต่อกัน 1-2 เดือน
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว .... ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 5-7 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มบำรุงเมื่ออายุต้น 170-180 วัน หลังแตกยอดที่เกิดจากตัดตอครั้งสุดท้าย กรณีที่ให้ 30-10-10 ทางราก จะทำให้ต้นสูงใหญ่มาก อาจจะทำให้การเข้าไปปฏิบัติงานไม่สะดวก แก้ไขโดยเมื่อเห็นว่าต้นมีความสูงพอสมควรแล้ว แม้ว่าอายุต้นจะยังไม่ได้ตามกำหนดก็ตาม แนะนำให้ทางใบด้วย “0-42-56 + ไทเป” คู่กับให้ทางรากด้วย 8-24-24 ได้เลย วิธีนี้นอกจาก จะช่วยลดความสูงของต้นไม่ให้สูงต่อได้แล้ว ยังเป็นการสะสมอาหารก่อนออกปลีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
- การแทงปลีของต้นกล้วยก็คือ การออกดอกของไม้ผลทั่วๆไป ดังนั้นเพื่อให้ต้นได้มีการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกหรืออั้นตาดอกได้สมบูรณ์ดียิ่งขึ้น ควรเสริมด้วยธาตุอาหารกลุ่มสะสมตาดอกอื่นๆ เช่น น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 20-30 วัน ทั้งนี้ กล้วยไม่จำเป็นต้องเปิดตาดอกเหมือนผลไม้ทั่วไป เมื่อต้นได้รับธาตุอาหารกลุ่มสะสมตาดอกเต็มที่ก็จะแทงดอก (ปลี) ออกมาเอง
- ระยะต้นเล็กถึงก่อนแทงปลีให้ตัดแต่งใบเหลือ 12-13 ใบ
- อายุต้น 90-120 วันหลังปลูกแตกใบอ่อนชุดแรกจะเริ่มมีหน่อแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตสูงได้ 90 ซม.- 1 ม.ให้ตัดตอหน่อเหลือตอสูงจากพื้น 15-20 ซม. หลังจากตัดตอหน่อแล้วจะแตกใบอ่อนออกมาอีกก็ให้ตัดตออีกเมื่อตอสูง 90 ซม.- 1 ม. เช่นกัน และให้ตัดทุกครั้งจน กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต การตัดตอแต่ละครั้งให้แผลครั้งหลังสูงกว่าแผลครั้งแรก 1-2 ฝ่ามือ
มีดที่ใช้ตัดต้องคมจัดเพื่อให้แผลช้ำน้อยที่สุดก็จะแตกใบอ่อนชุดใหม่ได้เร็ว
- การตัดหน่อด้วยมีดหรือเคียวคมๆ ทำให้แผลไม่ช้ำ จากนั้นประมาณ 10-15 วัน จะมีหน่อใหม่แทงขึ้นมา ถ้าไม่ใช้มีดหรือเคียวคมๆ ตัดหน่อแล้วใช้วิธีเหยียบหน่อให้ล้มลง โคนหน่อช้ำ แบบนี้จะทำให้หน่อแทงใบใหม่ช้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้ประหยัดเวลา

4. ระยะเริ่มแทงปลี :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้นดินโคนต้น
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /1 ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว ทุก 20-30 วัน .... ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 5-7 วัน
หมายเหตุ
- ก่อนแทงปลีจะมี “ใบธง” ลักษณะม้วนกลมชี้ตรงขึ้นฟ้าแทงออกมาก่อน หลัง
จากปลีออกมาเป็นงวงชี้ลงล่างแล้วใบธงก็จะกลายเป็นใบปกติ
- การที่ในเครือกล้วยมีจำนวนหวีน้อย หรือหวีสุดท้ายปลายเครือเป็น “ตีนเต่า” เร็วเกินไป เนื่องมาจากต้นได้รับธาตุอาหารไม่สมดุล และบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมหน่อ และระยะต่างๆ ก่อนแทงปลีไม่ดีพอ
- การให้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. (15-45-15 + ธาตุรอง/ธาตุเสริม + เอ็นเอเอ.) เมื่อปลายปลีแทงพ้นโคนก้านใบธงขึ้นมาประมาณ 1 ฝ่ามือ 2-3 รอบห่างกันรอบละ 7-10 วัน จนกระทั่งตัดปลีจะช่วยให้เกสรสมบูรณ์ ผสมติดเป็นผลได้มากขึ้น ส่งผลให้ในเครือมีจำนวนหวีมาก และแต่ละหวีก็จะมีจำนวนผลมากขึ้นด้วย
- ดอกกล้วย (ปลี) เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรกล้วยพร้อมผสมกันเองหรือรับการผสมจากต้นอื่นได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ช่วงกลางวันจะมีแมลงช่วยผสม ส่วนช่วงกลางคืนจะมี ค้างคาว-ชันโรง ช่วยผสม หลังจากกลีบดอก (กาบหัวปลี) เปิดแย้มเต็มที่แล้ว ถ้าช่วยผสมด้วยมือโดยใช้พู่กันขนอ่อนยาวคุ้ยเขี่ยบริเวณเกสรให้มีโอกาสได้ผสมกัน นอกจากจะช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้นแล้ว คุณภาพผลก็ดีขึ้นอีกด้วย

5. ระยะผลเล็ก - กลาง :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน + สารสมุน ไพร 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกลงถึงพื้น
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก
- ใส่ยิบซั่ม 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /1 ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
ทุก 20-30 วัน ....ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 5-7 วัน
หมายเหตุ :
- เริ่มบำรุงหลังจากตัดปลี
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วยังส่งผลไปถึงหน่ออีกด้วย
- หลังจากตัดปลีแล้ว 20-30 วันให้ห่อผลด้วยถุงขนาดใหญ่ เปิดก้นถุงระบายอากาศห่อทั้งเครือ หรือใช้ใบกล้วย 3-4 ใบผูกโคนก้านกล้วยกับก้านเครือ ปล่อยใบยาวตามเครือ
จัดระเบียบใบกล้วยให้คลุมผลกล้วยทั้งเครือ มัดรวบช่วงปลายใบกล้วยที่ใช้ห่อกับมัดช่วงกลางพอหลวมอีก 1-2 เปราะ .... ก่อนลงมือห่อผลควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรกำจัดชื้อราและแมลงให้เปียกโชก นอกจากช่วยกำจัดเชื้อราแล้วยังกำจัดไข่ของแม่ผีเสื้อไม่ให้ฟักออกเป็น ตัวหนอน ป้องกันแมลงวันทองและยังทำให้ผิวสวย คุณภาพเนื้อในดีอีกด้วย
- ระยะบำรุงผล (หลังตัดปลี) ถึงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว ตัดแต่งใบให้เหลือไว้ประมาณ
9-10 ใบ
- เมื่อเห็นว่าเครือเริ่มใหญ่และน้ำหนักมากขึ้นให้ค้ำต้น
- ให้กำมะถัน 1-2 รอบตลอดช่วงผลกลาง จะช่วยบำรุงให้กลิ่นและสีดี

7. ระยะผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ 0-21-74 + ธาตุรอง/ธาตุเสริม + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วันก่อนเก็บเกี่ยว ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น
- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว .... ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม
- ให้น้ำกับปุ๋ยแล้วงดน้ำจนถึงวันเก็บเกี่ยว
หมายเหตุ :
- ให้ก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- เมื่อผลกล้วยส่วนโคนเครือแก่ได้ประมาณ 3 ใน 4 ของจำนวนหวีทั้งเครือ ใบจะเริ่มเหี่ยวเหลืองเนื่องจากใกล้หมดอายุต้น ใบที่เหี่ยวเหลืองแล้วนี้จะไม่สังเคราะห์สารอาหาร เป็นเหตุให้จำนวนหวีส่วนปลายเครือ 1 ใน 4 ไม่ได้รับสารอาหาร หรือได้รับน้อยกว่าปกติ จังหวะนี้หากมีการให้ “แมกเนเซียม” (ในไบโออิ) ทางใบเสมอๆ ก็จะช่วยบำรุงให้ใบยังคงเขียวสด
สังเคราะห์สารอาหารต่อไปได้ จนกระทั่งผลของหวีสุดท้ายปลายสุดของเครือแก่จัด

---------------------------------------------

กล้วยน้ำว้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11963

ตอบตอบ: 16/02/2026 7:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


กล้วยน้ำว้า

คุณลักษณะเฉพาะ
- สายพันธุ์แนะนำได้แก่ มะลิอ่อง. ไส้แดง. นวลจันทร์.
- กล้วยน้ำว้าปลูกได้ทุกพื้นที่และทุฤดูกาล ชอบดินเหนียวมีอินทรีย์วัตถุมากๆ เจริญ เติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีความชื้นสูงจนถึงแฉะ มีลักษณะทางสายพันธุ์ใกล้เคียงกับกล้วยป่า ถ้าได้รับการผสมเกสรกับกล้วยป่า ผลของกล้วยน้ำว้าต้นนั้นจะมีเมล็ด
- ปลูกลึกให้เหง้าต่ำกว่าผิวดิน 20-30 ซม. จะช่วยให้โตเร็วได้เหง้า และโคนต้นขนาดใหญ่
- ก่อนนำลงปลูกให้ตัดรากที่ติดมากับเหง้าทิ้งทั้งหมด เพราะรากเดิมไม่งอกต่อแต่จะเน่าแล้วแทงรากใหม่ออกมาแทน
- แช่เหง้าที่ตัดรากและทำความสะอาดแล้วในสารไคตินไคโตซานนาน 6-12 ชม.ก่อนนำลงปลูกในแปลงจริง นอกจากเป็นการช่วยให้ต้นได้สะสมสารอาหารไว้ในเหง้าก่อนแล้วยังส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงโตเร็ว และให้ผลผลิตดีอีกด้วย
- นำหน่อลงปลูกแล้วกดดินให้แน่น พูนโคนต้นด้วยดินข้างหลุม และคลุมหลุมปลูกหนาๆ กว้างเต็มพื้นที่ทรงพุ่มด้วยเศษหญ้าแห้ง
- กล้วยน้ำว้าต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอ จึงไม่ควรให้หน้าดินถูกแดดจนแห้ง ถ้าต้นขาดน้ำหรือมีความชุ่มชื้นน้อยจะชะงักการเจริญเติบโต
- คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง คือ ทนทานต่อน้ำขังแฉะได้นาน
- อายุตั้งแต่เริ่มปลูกถึงตัดเครือ 14 เดือนครึ่ง (เริ่มปลูกถึงแทงปลี 250-260 วัน และแทงปลีถึงตัดเครือ 110-120 วัน) สภาพอากาศหนาวจะแทงปลี และตัดเครือช้ากว่าสภาพอากาศร้อน
- อายุต้นหลังปลูก 3-4 เดือนจะเริ่มแทงหน่อ เมื่อหน่อสูง 50-80 ซม.ให้ตัดหน่อเหลือตอสูงจากพื้น 15-20 ซม. และตัดซ้ำทุกครั้งที่หน่อสูง 50-80 ซม. โดยให้รอยตัดครั้งหลังสูงกว่ารอยตัดครั้งก่อน 5-10 ซม.เสมอ จนกระทั่งต้นแม่อายุ 7-8 เดือนให้เลือกหน่อชิด 1-2 หน่อไว้เพื่อแทนต้นแม่หลังจากตัดเครือและล้มต้นแม่แล้ว หน่อที่เลือกไว้นี้ไม่ต้องตัดต้นส่วนหน่อ ตามหรือหน่ออื่นๆให้ตัดตามปกติ
- การไว้หน่อเพื่อแทนต้นแม่สำหรับเป็นกล้วยรุ่นปีต่อไปนั้น หน่อแต่ละรุ่นควรมีอายุห่างกัน 4-5 เดือนเสมอ
- ช่วงที่ยังไม่แทงปลีให้เลี้ยงใบไว้ทั้งหมด เมื่อถึงช่วงแทงปลี และออกเครือแล้วให้มีใบ 10-12 ใบ
- ก่อนแทงปลีจะมีใบธงชูตรงขึ้นมาให้เห็น จังหวะนี้ควรให้ปุ๋ยทางรากด้วย 8-24-24 ควบคู่กับให้ ทางใบด้วย 0-42-56 + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7-10วัน
จะช่วยให้ดอก (ปลี) สมบูรณ์ ส่งผลให้ได้จำนวนหวี และจำนวน ผล/หวี มากขึ้น
- ระหว่างที่ต้นแม่กำลังแทงปลี ตกเครือ จนถึงตัดเครือ ห้ามขุดแยกหน่อเด็ดขาดเพราะจะทำให้ต้นแม่กระทบกระเทือน แต่ถ้าหน่อสูงใหญ่มากใช้วิธีตัดต้นหน่อให้สั้นลงแทน หลัง จากตัดเครือแล้วจึงขุดแยกหน่อได้
- กล้วยน้ำว้าปลูกลึก มีรากมากและอยู่ลึก โคนลำต้นจะค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบขนาดกับกล้วยสายพันธุ์อื่น ช่วงที่ต้นมีเครือขนาดใหญ่ ถ้าต้นตั้งตรงปกติก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำต้น แต่ถ้าต้นเอียงก็อาจจะต้องมีไม้ค้ำต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม
- กล้วยน้ำว้าแจ๊คพ็อต หมายถึง กล้วยน้ำว้าที่แก่จัดใกล้สุก (ห่าม) หรือสุกพอดีตรงหรือก่อนเล็กน้อยกับช่วงวันเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือในพรรษาพอดี การปลูกกล้วยน้ำว้าให้ได้ผลผลิตตรงกับช่วงเทศกาลดังกล่าวทำได้โดย นับระยะอายุจากวันตัดเครือย้อนหลังมาถึงวันที่หน่อเริ่มยืนต้นได้ 14 เดือนครึ่ง ให้ลงมือปลูกหน่อกล้วยที่เตรียมไว้พร้อมแล้วก่อนวันที่หน่อเริ่มยืนต้นได้ 10-15 วัน จากนั้นปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนปกติ กล้วยน้ำว้าต้นนั้นก็จะมีเครือให้ตัดได้ในอีก 14 เดือนครึ่งต่อมาพอดี
วิธีปลูกหน่อก่อน 2-3 เดือนแล้วตัดต้น 1-2 รอบเพื่อสร้างเหง้าให้ใหญ่ ซึ่งการตัดต้นครั้งสุดท้ายตรงกับวันเริ่มนับอายุปลูก (ยืนต้น) ก็ได้

---------------------------------------

กล้วยไข่


คุณลักษณะเฉพาะ
- สายพันธุ์แนะนำ คือ กล้วยไข่กำแพงเพชร (ดีที่สุด). ทองร่วงหรือค่อมเบา (ผลใหญ่/รสหวาน ติดเปรี้ยวเล็กน้อย). เคบี-2 และ เคบี-3
- ปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาว (ส.ค.-ก.ย.) นอกจากช่วยให้ต้นโตเร็วแล้ว ยังเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ออกเครือช่วงหน้าแล้งได้อีกด้วย
- ชอบดินร่วนปนทราย มีอินทรีย์วัตถุมากๆ โปร่ง ไม่ชอบอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัดเกินไป
- ค่อนข้างอ่อนแอต่อน้ำขังแฉะโคนต้นและดินเหนียวอุ้มน้ำ เพราะฉะนั้นนอกจากต้องเตรียมแปลงปลูกสูงๆแล้ว ยังต้องมีระบบระบายน้ำจากแปลงปลูก และระบบสะเด็ดน้ำไม่ ให้ขังค้างในเนื้อดินโคนต้นอีกด้วย
- ปลูกในพื้นที่อากาศหนาวเย็นจะออกเครือช้า ปลูกในพื้นที่อากาศร้อนเกินไปจะเกิดอาการใบไหม้ โตช้า บางครั้งถึงแคะแกร็น หรือต้นชะงักการเจริญเติบโต
- จัดแปลงปลูกแบบลูกฟูกยกร่องแห้ง แล้วให้น้ำโชกๆ ผ่านไปตามร่องระหว่างสันลูกฟูกจะช่วยให้ดินมีน้ำ และความชื้นพอดีต่อความต้องการของกล้วยไข่
- ช่วงที่ต้นกำลังเจริญเติบโตถ้าเกิดอาการใบสลดแสดงว่าขาดน้ำ
- ระยะปลูกที่พอดี 2.5 x 2 ม. พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 320 ต้น ไม่ควรปลูกห่างหรือชิดกว่านี้เพราะแต่ละต้นต้องการอาศัยบังแดดและลมซึ่งกันและกัน
- ปลูกแบบขุดหลุมปลูกตื้น หรือให้บริเวณหัวเหง้าต่อกับลำต้นเสมอผิวดิน (ลึก 20-25 ซม.) แล้วใช้ดินปลูกถมพูนโคนต้นจะช่วยให้โตเร็วกว่าการปลูกลึกๆ การมีเศษหญ้าแห้งคลุมหนาๆโคนต้นกว้างเต็มพื้นที่ทรงพุ่มจะช่วยเก็บความชุ่มชื้นหน้าดินส่งผลให้หน่อแตกรากใหม่เร็ว
- ปลูกหน่อลงหลุมแล้วกดดินพอกระชับราก พูนโคนต้นด้วยอินทรีย์วัตถุ และเศษพืชแห้งหนาๆ แผ่ทั่วบริเวณทรงพุ่ม
- อายุต้นหลังปลูก 3-4 เดือนเริ่มแทงหน่อ เมื่อหน่อสูง 50-80 ซม. ให้ตัดหน่อเหลือตอสูงจากพื้น 15-20 ซม. และตัดซ้ำทุกครั้งที่หน่อสูง 50-80 ซม. โดยให้รอยตัดครั้งหลังสูงกว่ารอยตัดครั้งก่อน 5-10 ซม.เสมอ จนกระทั่งต้นแม่อายุ 7-8 เดือนให้เลือกหน่อชิด 1-2 หน่อเพื่อแทนต้นแม่หลังจากตัดเครือและล้มต้นแม่แล้ว หน่อที่เลือกไว้นี้ไม่ต้องตัดต้นอีก ส่วนหน่อตามหรือหน่ออื่นๆให้ตัดต้นตามปกติ
- ช่วงแทงปลียาวออกมาแล้ว (ยังไม่ตัดหัวปลี) ใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 15-45-15 (200 กรัม)/น้ำ 20 ล. ฉีดเข้าที่ก้านของปลีพอเปียก 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วันจะช่วยให้การติดผลดี ได้จำนวนหวีมากขึ้น
- การไว้หน่อเพื่อแทนต้นแม่หลังตัดเครือแล้วสำหรับรุ่นปีต่อไปนั้น หน่อแต่ละรุ่นควรมีอายุห่างกัน 4-5 เดือนเสมอ
- แยกหน่อจากต้นแม้ด้วยความประณีต ให้คงมีรากเดิมติดเหง้ามามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และอย่าให้รากที่ติดมานั้นกระทบกระเทือนมากนัก การมีดินเดิมห่อหุ้มรากขณะเคลื่อนย้ายจะช่วยให้รากชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อนำลงปลูกจะยืนต้นได้เร็ว
- ได้หน่อมาแล้วควรนำลงปลูกโดยเร็วไม่ควรทิ้งไว้นาน ถ้าจำเป็นต้องทิ้งไว้นานให้พรมน้ำแล้วห่อหุ้มเหง้าและรากด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ รากเดิมที่ติดมากับเหง้าไม่ควรตัด ทิ้ง แต่ให้ปลูกพร้อมรากเดิมเลย กับทั้งต้องระวังการขุดแยกจากต้นแม่ ขณะเคลื่อนย้าย นำลงปลูก อย่าให้รากที่ติดอยู่กับเหง้าช้ำ หรือกระทบกระเทือนมากนัก เพราะรากของกล้วยไข่สามารถเจริญต่อจากรากเดิมได้
- เลือกหน่อพันธุ์ลักษณะ โคนใหญ่ ปลายเรียว ใบแคบ อายุ 3-4 เดือน
- อายุต้นตั้งแต่เริ่มปลูกถึงออกปลี 190-200 วัน หลังจากตัดปลีแล้ว 45-50 วันเก็บเกี่ยวได้ หรือตั้งแต่ออกปลีถึงเก็บเกี่ยว 60-70 วัน
- ผลผลิตทั่วๆไปอกสู่ตลาดช่วงเดือน ส.ค.- พ.ย.
- ช่วงที่ยังไม่ออกเครือให้ไว้ใบ 10-12 ใบ และช่วงที่ออกเครือแล้วให้ไว้ใบ 8-9 ใบ
จะทำต้นไม่เฝือใบ ไม่โทรม และให้ได้ผลผลิตดี
- หลังจากตัดปลีแล้ว 20-30 วัน ให้ห่อเครือด้วยถุงสีฟ้าขนาดใหญ่ เปิดก้นถุง เพื่อให้ลมผ่านและอากาศถ่ายเทสะดวก หรือห่อด้วยใบของเขาเอง
- ช่วงที่ต้นกำลังออกเครือระบบรากค่อนข้างอ่อนแอจึงไม่ควรให้ปุ๋ยทางรากเพราะนอกจากอาจจะทำให้รากเน่าแล้ว ยังทำให้ผลแก่เร็วกว่ากำหนดทั้งๆ ที่ขนาดผลยังเล็ก และหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วยังบ่มให้สุกช้าอีกด้วย เมื่อให้ปุ๋ยทางรากไม่ได้ก็ต้องให้ทางใบแทน
- ปกติหวีที่ปลายเครือ 1-2 หวี มักมีขนาดเล็ก เรียกว่า "ตีนเต่า" แก้ไขโดย หลังจากตัดปลีแล้ว 1-2 อาทิตย์ ให้ตัดทิ้ง 1-2 หวีสุดท้ายที่ปลายเครือ วิธีนี้จะช่วยให้ทุกผลของทุกหวีในเครือที่เหลืออยู่เป็นผล และหวีขนาดใหญ่ทุกหวี
- หลังจากห่อผลแล้ว 30 วัน ใบบางส่วนจะเริ่มแห้ง ผลกลมไม่มีเหลี่ยม แสดงว่าผลแก่จัดเก็บเกี่ยวได้แล้ว
- ช่วงติดผลขนาดใหญ่ นำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าต้นรับน้ำหนักไหวก็อาจจะไม่ต้องมีไม้ค้ำต้นแต่ถ้าเห็นว่าต้นคงรับน้ำหนักไม่ไหวแน่ก็ให้ค้ำต้น
- ไม่ควรปล่อยให้แก่จนสุกคาต้นเพราะจะทำให้กลิ่นและรสด้อยลง
- กล้วยไข่แจ๊คพ็อต หมายถึง กล้วยไข่ที่แก่จัดใกล้สุก (ห่าม) หรือสุกพอดีตรงหรือก่อนเล็กน้อยกับช่วงวันสารทไทย การปลูกกล้วยไข่ให้ได้ผลผลิตตรงกับช่วงเทศกาลดังกล่าว สามารถทำได้โดยการนับระยะอายุจากวันตัดเครือย้อนหลังมาถึงวันที่ยืนต้นได้ 9 เดือน ให้ลงมือปลูกหน่อกล้วยก่อนวันที่ยืนต้นได้ 1-2 เดือน จากนั้นให้ปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนปกติ
หรือลงมือปลูกหน่อก่อนวันสารทไทย 11-12 เดือน กล้วยไข่ต้นนั้นก็จะมีเครือให้ตัดได้ในวันสารทไทยพอดี

------------------------------------


กล้วยหอม

คุณลักษณะเฉพาะ :
- แหล่งปลูกที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยหอมมีสภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง มีการระบายน้ำได้ดีมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูก มีความอุดมสมบูรณ์ ความเป็นกรด-ด่าง 4.5-7.5 เป็นพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง หรือเลือกพื้นที่ที่มีแนวกันลม อุณหภูมิเหมาะสมกับการเจริญ เติบโต ประมาณ 25-30 องศา ซี. ไม่ควรต่ำกว่า 15 องศา ซี. และสูงกว่า 35 องศา ซี.
- มีหลายสายพันธุ์ เช่น แกรนเนน. หอมจันทร์. หอมทองไต้หวัน.
- สายพันธุ์นิยมมี 2 สายพันธุ์ คือ หอมทอง. หอมเขียว.
- ปลูกลึกมิดเหง้าแล้วคลุมทับด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ
- ลงมือปลูกช่วงปลายฝนต่อต้นหนาวจะช่วยให้ต้นโตเร็ว
- การปฏิบัติขณะขุดแยกจากต้นแม่ การขนย้าย ระวังเหง้าและรากติดเหง้า เหมือนกล้วยไข่
- ค่อนข้างอ่อนแอต่อน้ำขังแฉะ แนวทางปฏิบัติและแก้ไขเหมือนกล้วยไข่
- อายุต้นหลังปลูก 3-4 เดือนจะเริ่มแทงหน่อ เมื่อหน่อสูง 50-80 ซม.ให้ตัดหน่อเหลือตอสูงจากพื้น 15-20 ซม.และตัดซ้ำทุกครั้งที่หน่อสูง 50-80 ซม. โดยให้รอยครั้งหลังสูงกว่ารอยตัดครั้งก่อน 5-10 ซม.เสมอ จนกระทั่งต้นแม่อายุ 7-8 เดือนให้เลือกหน่อชิด 1-2 หน่อที่อยู่คนละด้านกับต้นแม่ เพื่อแทนต้นแม่หลังจากตัดเครือและล้มต้นแม่แล้ว หน่อที่เลือกไว้นี้ไม่ต้องตัดต้นต่อไปอีก ส่วนหน่อตามหรือหน่ออื่นๆให้ตัดต้นตามปกติแล้วขุดแยกออกไปหลังตัดเครือต้นแม่
- การไว้หน่อเพื่อแทนต้นแม่หลังตัดเครือแล้วสำหรับรุ่นปีต่อไปนั้น หน่อแต่ละรุ่นควรมีอายุห่างกัน 4-5 เดือนเสมอ
- อายุต้น ตั้งแต่เริ่มปลูกถึงแทงปลี 7-8 เดือน และตั้งแต่แทงปลีถึงเก็บเกี่ยว 70-80 วัน หรือตั้งแต่เริ่มปลูกถึงตัดเครือ 10 เดือนครึ่ง
- ผลผลิตทั่วๆไปอกสู่ตลาดช่วงเดือน ส.ค.- พ.ย.
- ช่วงที่ยังไม่ออกเครือให้เลี้ยงใบไว้ทั้งหมด แต่ช่วงที่ออกเครือแล้วให้ไว้ใบ 9-10 ใบ จะทำต้นไม่เฝือใบ ไม่โทรม และให้ได้ผลผลิตดี
- หลังจากตัดปลีแล้ว 20-30 วัน ให้ห่อเครือด้วยถุงโปร่งแสงขนาดใหญ่ เปิดก้นถุง เพื่อให้ลมผ่านและอากาศถ่ายเท หรือห่อด้วยใบของเขาเอง
- กล้วยหอมปลูกตื้น ระบบรากมีน้อย ไม่อาจรับน้ำหนักเครือขนาดใหญ่ได้จึงจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม
- เลือกหน่อชิด แยกจากต้นแม่มาปลูกเป็นต้นแรก จะได้ต้นที่สมบูรณ์ดีกว่าเลี้ยงหน่อในต้นแม่
- หน่อเหง้าใหญ่จะให้ผลผลิตดีกว่าหน่อเหง้าเล็ก ปลูกหน่อลงไปแล้วให้ตัดต้น 2-3 รอบ ห่างกับรอบละ 1 เดือน เพื่อเลี้ยงเหง้าให้ใหญ่ไว้ก่อน
- ปลูกซ้ำที่ 2-3-4 รอบ มักเกิดโรค “ตายพราย” เชื้อโรคตัวนี้เป็นไวรัส ไม่มีสารเคมีหรือสารสมุนไพรใดกำจัดได้ แก้ไขโดยไม่ปลูกซ้ำที่เท่านั้น
- ก่อนตัดเครือ 2-3 อาทิตย์ ฉีดพ่นด้วยน้ำคั้นมะเขือเทศสุก ให้ทั่วต้นแต่เน้นที่เครือโดยตรง 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 1 อาทิตย์ หลังจากตัดเครือและนำไปบ่มจนสุกแล้วจะได้รสชาติและกลิ่นดีมาก
- คลุมโคนต้นด้วยผักปอด ทั้งต้น ใบ และราก ใส่ทับด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ขี้วัวขี้ไก่ บางๆ น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ให้ผลผลิตดี
- หลังตัดปลี 20-30 วัน ห่อผลด้วยกระสอบปุ๋ยหรือห่อด้วยใบกล้วย เครือที่ห่อด้วยใบกล้วย จะให้คุณภาพดีกว่าห่อด้วยกระสอบปุ๋ย
- อายุต้นตั้งแต่เริ่มปลูกถึงแทงปลี 7-8 เดือน และตั้งแต่แทงปลีถึงเก็บเกี่ยว 70-80 วัน หรือตั้งแต่เริ่มปลูกถึงตัดเครือ 10 เดือนครึ่ง
- ธรรมชาติของกล้วยเมื่อผลในเครือแก่ได้ 3 ใน 4 ของเครือใบธงจะเริ่มเหลืองโทรม
นั่นคือ อาการหมดอายุขัย ในเมื่อผล 1 ใน 4 ของเครือที่ปลายเครือยังแก่ไม่จัดแล้วใบเลิกสังเคราะห์อาหารจึงไม่ได้รับสารอาหาร แก้ไขด้วยการให้ “แม็กเนเซียม-สังกะสี” ใบธงก็จะเขียวยันวันตัดเครือให้เอง
- หลังจากห่อผล 30 วัน ใบบางส่วนจะเริ่มแห้ง ผลกลมไม่มีเหลี่ยม แสดงว่าผลแก่จัดเก็บเกี่ยวได้
กล้วยหอมแจ๊คพ็อต :
- กล้วยหอมแจ๊คพ็อต หมายถึง กล้วยหอมที่แก่จัดใกล้สุก (ห่าม) หรือสุกพอดีตรงหรือก่อนเล็กน้อยกับช่วงวันสารทจีน. ตรุษจีน. ไหว้พระจันทร์. หรือเชงเม้ง. ผลที่มีขนาดใหญ่ จำนวนผลในหวีมาก สีจัด ไร้ตำหนิ มีราคาแพงมาก ลักษณะสีเหลือง เปรียบเสมือนสีทอง ถือเป็นโหงวเฮ้งที่ดี คนซื้อใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้
- ผลสุกเต็มที่ในวันเซ่นไหว้ถือว่าดีที่สุด แต่ปัจจุบันค่านิยมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป กล้วยหอมที่ลักษณะทุกอย่างดี แต่ยังดิบอยู่ก็ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ได้เช่นกัน
- การปลูกกล้วยหอมให้ได้ผลผลิตตรงกับช่วงเทศกาลดังกล่าวสามารถทำได้โดยการนับระยะอายุจากวันตัดเครือย้อนหลังมาถึงวันที่หน่อยืนต้นได้ 10 เดือนครึ่ง ให้ลงมือปลูกหน่อกล้วยก่อนวันยืนต้นได้ 2-3 เดือน เพื่อจะได้มีโอกาสตัดต้น 1-2 รอบสำหรับสร้างเหง้าให้ใหญ่ ซึ่งการตัดต้นครั้งสุดท้ายตรงกับวันเริ่มนับอายุปลูก (ยืนต้น) ก็ได้ จากนั้นให้ปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนปกติกล้วยหอมต้นนั้นก็จะมีเครือให้ตัดได้ในอีก 10 เดือนครึ่งต่อมาพอดี

ระยะพัฒนาการของกล้วยหอม :
- ตั้งแต่เริ่มปลูก ถึงแทงปลี 7-8 เดือน
- ตั้งแต่แทงปลี ถึงเก็บเกี่ยว 70-80 วัน หรือ....
- ตั้งแต่เริ่มปลูก ถึงตัดเครือ 10 เดือนครึ่ง

เทคนิคการทำให้ตัดเครือได้ ณ วันที่ต้องการ :
1. จากวันตัดเครือ ให้นับถอยหลังในปฏิทิน 10 เดือน สำหรับการเลี้ยงต้น
2. จากระยะ 10 เดือนสำหรับการเลี้ยงต้นให้นับถอยหลัง 2 เดือน สำหรับการเลี้ยงเหง้า
3. จากระยะ 2 เดือนสำหรับการเลี้ยงเหง้า ให้ลงหน่อ สำหรับการตัดต้นก่อนเลี้ยงต้น
สรุป
- ลงหน่อ 2 เดือน เลี้ยงเหง้าแล้วตัดต้น +10 เดือนสำหรับการเลี้ยงต้น .... หรือ
- วันที่ตัดต้น คือ วันเริ่มนับอายุ เริ่มปลูก ถึง ตัดเครือ ..... หรือ
- ลงหน่อก่อนวันตัดเครือ 12 เดือน
หมายเหตุ :
- ในธรรมชาติไม่มีตัวเลขและไม่มีสูตรสำเร็จ วันที่ตัดเครือ คือ วันที่กล้วยยังดิบอยู่ หากต้องการขายกล้วยสุก ก็ต้องตัดเครือล่วงหน้า 7 วัน สำหรับบ่ม
- กำหนดวันตัดเครือล่วงหน้า 7-15 วัน ต้องเปลี่ยนวันลงหน่อก่อน 12 เดือน เป็น 12 เดือนครึ่ง ก็จะทำให้มีกล้วยออกตลาดตั้งแต่ก่อนวันไหว้ ถึงวันไหว้ 10-15 วัน
- กล้วยหอม ท่ายางเพชรบุรี บำรุงด้วยสูตรสหประชาชาติ ปรากฏผลใหญ่เกิน ส่ง
ออกญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ห้างในประเทศชอบ มีเท่าไหร่รับทั้งหมด จองล่วงหน้าด้วย

-------------------------------

กล้วยเล็บมือนาง

คุณลักษณะเฉพาะ :
- เป็นกล้วยกลายพันธุ์มาจากกล้วยป่าจนกระทั่งสายพันธุ์นิ่ง มี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ผลใหญ่และพันธุ์ผลเล็ก โดยพันธุ์ผลเล็กขนาดพอดีคำ รสและกลิ่นเข้มข้นกว่าพันธุ์ผลใหญ่
- การปลูกให้ตัดแต่งราก และการตัดต้นสร้างเหง้าเหมือนกล้วยน้ำว้า
- ค่อนข้างอ่อนแอต่อน้ำขังแฉะเหมือนกล้วยไข่ ถ้าดินโคนต้นมีน้ำขังค้างเป็นเวลา นานๆ ต้นจะชะงักการเจริญเติบโต
- ช่วงระยะกล้าหลังจากแตกใบใหม่ 2-3 ใบ และรากเริ่มเจริญพัฒนาดีแล้วควรตัดตอ 2-3 รอบ ถ้าไม่ตัดตอต้นจะเจริญเติบโตช้าและให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร
- อายุต้นหลังปลูก 3-4 เดือนจะเริ่มแทงหน่อ เมื่อหน่อสูง 50-80 ซม.ให้ตัดหน่อเหลือตอสูงจากพื้น 15-20 ซม. และตัดซ้ำทุกครั้งที่หน่อสูง 50-80 ซม. โดยให้รอยครั้งหลังสูงกว่ารอยตัดครั้งก่อน 5-10 ซม.เสมอ จนกระทั่งต้นแม่อายุ 7-8 เดือนให้เลือกหน่อชิด 1-2 หน่อที่อยู่กันคนละด้านกับต้นแม่ เพื่อแทนต้นแม่หลังจากตัดเครือและล้มต้นแม่แล้ว หน่อที่เลือกไว้นี้ไม่ต้องตัดต้นต่ออีก ส่วนหน่อตามหรือหน่ออื่นๆให้ตัดต้นตามปกติแล้วขุดแยกออกไปหลังตัดเครือต้นแม่
- การไว้หน่อเพื่อแทนต้นแม่หลังตัดเครือแล้วสำหรับรุ่นปีต่อไปนั้น หน่อแต่ละรุ่นควรมีอายุห่างกัน 4-5 เดือนเสมอ
- กล้วยเล็บมือนางไม่มีเทศกาลนิยมบริโภคแบบโดยเฉพาะ แต่ถ้ารูปทรงสวยคุณภาพดีก็อาจจะได้รับความนิยมช่วงเทศกาลตรุษจีน. สารทจีน. ไหว้พระจันทร์. หรือเชงเม้ง. ได้เช่นกัน
- ช่วงผลกลางไม่ควรบำรุงด้วยฮอร์โมนสมส่วน เพราะจะทำให้ผลมีขนาดใหญ่เกินไป ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ให้เน้นบำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม + กลูโคส 2-3 รอบห่างกันรอบละ 20-30 วัน และเมื่อถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวให้บำรุงด้วย มูลค้างคาวสกัด เพื่อเร่งหวานจะช่วยให้เนื้อแน่น รสชาติ กลิ่นและน้ำหนักดี
- ให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน เดือน 1 ครั้ง จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์ ใบเขียวสดถึงวันตัดเครือ

--------------------------------------

ขนุน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 9:48 pm    ชื่อกระทู้: Re: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

*******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ..........................

*******************************************************************

เกษตรไทย STYLE 1 –85

10. ไม้ผลยอดนิยม

กระท้อน

ลักษณะทางธรรมชาติ :

- เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี หากปล่อยให้โตอย่างอิสระอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติบำรุงดีสามารถสูงได้ถึงกว่า 20 ม. ขนาดทรงพุ่มกว้าง 10-20 ม. เมื่ออายุต้นมากขึ้นหรือเป็นต้นแก่แล้ว การให้ผลผลิตจะลดลงทั้งความดกและคุณภาพ แก้ไขโดยตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เหลือขนาดทรงพุ่มสูงและกว้าง 3-4 ม. แล้วบำรุงสร้างกิ่งใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเป็นต้นสาวที่ให้ผลดกและคุณภาพดีเหมือนเดิม

- เป็นผลไม้เขตร้อนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ชอบดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวร่วนหรือดินลูกรังแดงร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ สารอาหารสมบูรณ์ โปร่ง น้ำและอากาศผ่านสะดวก เนื้อดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 ม.

- ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค. เป็นกระท้อนปีหรือในฤดูกาล แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมระดับแนวหน้า แต่มีเสน่ห์ตรงที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลไม้ระดับแนวหน้าอย่างมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด วายหรือหมดไปจากตลาดแล้วและออกก่อนลำไย จะมีคู่แข่งก็แต่ผลไม้ประเภทออกตลอดปีเท่านั้น

- ให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่น ปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนหรือสารใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และก็ไม่มีสายพันธุ์ทะวายอีกด้วย การบังคับจึงทำได้เพียงบำรุงให้ออกก่อนฤดูหรือหลังฤดูด้วยช่วงสั้นๆ เท่านั้น

- ต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน กิ่งทาบ ติดตา เสียบยอด มีแต่รากฝอยจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 3-4 ปี แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2 รากสามารถให้ผลได้ภายใน 2-3 ปี แล้วจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ปี

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ยืนต้นอายุนับ 100 ปี ถ้าต้นนั้นปลูกจากกิ่งที่มีแต่รากฝอยเมื่อต้นใหญ่มากขึ้นทรงพุ่มต้านลมมากๆอาจทำให้ต้นล้มได้ แนวทางแก้ไข คือ เสริมราก 1-2 รากด้วยต้นที่มีรากแก้ว (เพาะเมล็ด) ซึ่งนอกจากจะช่วยยึดต้นได้ดีแล้วยังช่วยเพิ่มจำนวนรากในการหาอาหารอีกด้วย

- กระท้อนสายพันธุ์เดียวกัน ปลูกในแปลงเดียวกัน และบำรุงอย่างเดียวกัน แต่คุณภาพผลผลิตแตกต่างกันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างภายในประจำตัว กระท้อนต้นที่หลังใบมีขนปุยคล้ายกำมะหยี่มักให้ผลผลิตคุณภาพเหนือกว่าต้นที่หลังใบเรียบมันวาว

- ต้นพันธุ์ระยะกล้าสังเกตได้ยากมากว่าต้นไหนเป็นพันธุ์ไหน เพราะระยะกล้ากระท้อนทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะคล้ายกันมาก การให้ได้สายพันธุ์แท้ตามต้องการต้องมาจากแหล่งเชื่อถือได้จริงๆเท่านั้น

- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมทั้งจากเกสรตัวผู้ทั้งในดอกเดียวกัน และเกสรตัวผู้จากดอกอื่นในต้นเดียวกันหรือจากต่างต้น

- อายุดอกตูม-ดอกบาน (ผสมติด) 25-30 วัน และอายุผลเล็ก-ผลแก่เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน

- ออกดอกจากซอกใบปลายกิ่งของกิ่งอายุข้ามปี ออกได้ทั้งกิ่งชายพุ่มและกิ่งในทรงพุ่มแบบทยอยออกนาน 7-10 วัน

- การติดผลมีทั้งผลเดี่ยวและเป็นพวงตั้งแต่ 2-5 ผล ขนาดผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการบำรุง

- ปลูกกระท้อนสายพันธุ์ให้ผลดกถึงดกมาก ระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 ม. (1 ไร่ = 11 ต้น) เลี้ยงทรงพุ่มให้สูงอิสระ 5-6 ม. (ตัดยอดประธาน) ทรงพุ่มกว้างชนต้นข้างเคียง เว้นช่องว่าระหว่างต้นพอให้แสงแดดส่องผ่านได้ ตัดแต่งกิ่งภายในโปร่งให้แสงแดดผ่านเข้าไปได้เท่ากันดีทั่วพื้นที่ภายในทรงพุ่ม 40-50% ต้นได้รับการเสริมราก 2-3 ราก และได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างถูกต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องนานหลายปีติดต่อกัน เมื่ออายุต้นโตเป็นสาวเต็มที่สามารถให้ผลผลิตมากถึง 2,000 ผล

- แต่ละช่วงของการพัฒนาทั้งต้นและผลต้องการน้ำค่อนข้ามากและสม่ำเสมอ แต่ช่วง ปรับ ซี/เอ็น เรโช ถึง ก่อนเปิดตาดอก ต้องการน้ำน้อย ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ปลูกจะต้องสามารถควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้อย่างแท้จริง

- ธรรมชาติกระท้อนมักออกดอกแล้วติดผลเล็กครั้งละจำนวนมาก จากนั้นจะสลัดผลเล็กทิ้งเองจนเหลือไม่มาก แก้ไขโดยบำรุงต้นให้สมบูรณ์จริงๆด้วยวิธีให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องนานหลายๆปี กับทั้งให้ฮอร์โมนบำรุงดอก. บำรุงผลเล็ก. อย่างถูกต้องตรงตามจังหวะ และเมื่อผลโตขึ้นการซอยผลออกบ้างเท่าที่จำเป็น

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช.โดยการงดน้ำนั้น แม้จะได้เตรียมความสมบูรณ์ของต้นไว้พร้อมก่อนแล้ว ถ้ามาตรการควบคุมปริมาณน้ำ (งดน้ำ) จนทำให้ใบแก่โคนกิ่งสลดจนแห้งแล้วร่วงไม่ได้ก็จะทำให้เปิดตาดอกไม่ออก หรือเปิดตาดอกแล้วออกมาเป็นใบอ่อนแทนได้

- การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่วยป้องกันแมลงวันทองแล้วยังช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเป็นกำมะหยี่ดี และเนื้อในดีอีกด้วย

- เริ่มห่อผลเมื่อผลอายุ 50-55 วัน หรือขนาดมะนาว หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอ่อน และเก็บเกี่ยวได้หลังจากห่อผล 1 เดือน หรือเมื่ออายุผลได้ 5-6 เดือนหลังออกดอก

- สังเกตลักษณะผลแก่ได้จากเส้นบนผิวผลจากขั้วผลถึงก้นผล ถ้าเส้นยังนูนเด่นชัดแสดงว่ายังแก่ไม่จัด ถ้าเส้นหายไปหรือเรียบเนียนกับผิวผลแสดงว่าผลแก่จัดแล้ว หรือสังเกตที่สีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก

- การห่อด้วยถุงพลาสติกจะทำให้ผลเสียหายเพราะระบายความชื้นไม่ดี ควรห่อด้วยกระดาษถุงปูนซีเมนต์เท่านั้น วัสดุห่อผลดีที่สุด คือ ใบตองแห้ง เรียกว่า กระโปรง แต่เนื่อง จากมีราคาแพงและจัดทำยากจึงไม่ได้รับความนิยม

การห่อผลด้วยกระโปรงใบตองชั้นในก่อน แล้วห่อทับซ้อนด้วยถุงกระดาษปูนซิเมนต์อีกชั้นหนึ่งจะทำให้คุณภาพผลดีกว่าการห่อแบบชั้นเดียว

- ห่อผลต้องทำด้วยความประณีต มือเบาๆ ถ้าทำแรงมือหนักจนขั้วได้รับความกระทบกระเทือน ผลจะไม่ร่วงเดี๋ยวนั้นแต่จะร่วงหลังจากห่อผลแล้ว 7-10 วัน

- ควรเลือกใช้ถุงห่อขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้อากาศภายในถุงถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะผลกระท้อนที่ติดเป็นพวงจะต้องใช้ถุงห่อขนาดใหญ่พิเศษ

- ผลที่ไม่ได้ห่อ คุณภาพผลนอกจากเนื้อจะแข็งกระด้าง ปุยน้อยแล้ว ผิวเปลือกก็ไม่เป็นกำมะหยี่อีกด้วย ผลแบบนี้เหมาะสำหรับทำกระท้อนดอง

- เป็นผลไม้ที่ไม่ต้องบ่มหลังเก็บเกี่ยว คุณภาพของผลแก่จัด (ผลสุก) ขณะอยู่บนต้นเป็นเช่นไรเมื่อเก็บลงมาแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น ผลที่ครบอายุเก็บเกี่ยวแล้วหากปล่อยทิ้งคาต้นนานหลายวันเกินไปคุณภาพจะด้อยลง ดังนั้นจึงให้เก็บเกี่ยวกระท้อน ณ วันที่ครบอายุผลพอดีรับประทาน

- กระท้อนทุกสายพันธุ์ มีความอร่อยตามธรรมชาติของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว สารอาหารหรือปุ๋ยที่จะช่วยดึงความอร่อยประจำสายพันธุ์ออก มาได้ คือ ธาตุรอง/ธาตุเสริม โดยเฉพาะ Mg Zn CaB ทั้งทางใบทางราก ทั้งช่วงมีผลบนต้นไม่มีผลบนต้น เรียกว่า “รสจัดจ้าน” นั่นแหละ

- กระท้อนก็เหมือนกับผลไม้อื่นอีกหลายชนิด หลังจากเก็บลงมาจากต้นแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ลืมต้น สัก 2-3 วันจะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เก็บในอุณหภูมิปกติอยู่ได้นาน 5-7วัน หรือเก็บในอุณหภูมิ 15-17 องศาอยู่ได้นาน 20 วัน

- ความดกและคุณภาพของผลด้านขนาด รูปทรง สีผิว ความนุ่มหนาของเนื้อและปุย ความเล็กของเมล็ด กลิ่นและความหวาน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ที่ได้รับจากการบำรุงมากกว่า คุณลักษณะของสายพันธุ์

- สายพันธุ์ผลใหญ่แม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงไม่เต็มที่ ผลที่ออกมากก็ยังใหญ่หรืออาจย่อมลงมาเล็กน้อยแต่จะไม่ดก ส่วนสายพันธุ์ผลเล็กแม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงดีเพียงใด ผลที่ออกมาก็ยังเป็นผลขนาดเล็ก หรืออาจใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยแต่การติดผลจะดกขึ้น

- ผลไม้ทั่วไปช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวต้องงดน้ำเพื่อให้เนื้อแห้งกรอบ กรณีของกระท้อนไม่ต้องงดน้ำแต่กลับต้องให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อฉ่ำนิ่มจนใช้ช้อนตักรับประทานได้ ถ้างดให้น้ำช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวเนื้อแข็งไม่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด แต่ดีสำหรับทำกระท้อนแปรรูป

- ออกดอกติดผลจากกิ่งอายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรตัดเฉพาะกิ่งที่มีผลผลิตแล้วบำรุงสร้างยอดขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นกิ่งให้ออกดอกติดผลในปีต่อไปส่วนกิ่งที่ปีนี้ยังไม่ออกดอกติดผลไม่ต้องตัดแต่ให้บำรุงต่อไปเลย เมื่อได้รับการบำรุงต่อก็จะออกดอกติดผลได้ในฤดูกาลถัดไป

- เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อลมพัดจะทำให้ผลแกว่งไปมาแล้วไปกระทบกับกิ่งข้างๆ ทำให้ผลเสียหาย แก้ไขด้วยการปลูกไม้บังลม

- ขนาดลำต้นใหญ่ความสูงมากๆ ทรงพุ่มกว้าง ให้ทำค้างไม้แบบถาวรเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้น จัดให้มีไม้พาดเป็นทางเดินภายในทรงพุ่มสูง 1-2-3 ชั้นตามความเหมาะสมจะช่วยให้การเข้าปฏิบัติงานในทรงพุ่ม เช่น การตัดแต่งกิ่ง ห่อผล ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

- หลังจากต้นเป็นสาวพร้อมให้ผลผลิตแล้วให้บำรุงแบบทำให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีและหลายๆปีติดต่อกัน โดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัว/พุงปลา ซี่ โครงไก่) ที่ชายพุ่ม 4-5 หลุม/ต้น (ทรงพุ่ม 5 ม.) ปีละครั้ง และปีรุ่งขึ้นให้ฝังระหว่างหลุมของปีที่แล้ว

- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ในใจกลางทรงพุ่มและเหนือทรงพุ่ม เป็นการเพิ่มทั้งประ สิทธิภาพและประสิทธิผลของงานฉีดพ่นทางใบได้ดีกว่าเครื่องมือฉีดพ่นทุกประเภท

- ค่อนข้างอ่อนแอต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทุกชนิด ทั้งๆที่ใช้ในอัตราเข้มข้นเท่ากับไม้ผลอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพฉีดพ่นทางใบจะต้องใช้ในอัตราน้อยกว่าไม้ผลอื่นๆ 1 เท่าตัวเสมอ

- การปลูกกล้วยลงในแปลงปลูกก่อนเพื่อเตรียมให้เป็นไม้พี่เลี้ยง เมื่อกล้วยยืนต้นได้แล้วจึงลงต้นกล้ากระท้อนพร้อมกับทำบังร่มเงาช่วยอีกชั้นหนึ่งจะช่วยให้ต้นกล้ายืนต้นได้เร็วสมบูรณ์แข็งแรง

- การพูนโคนต้นด้วยอินทรียวัตถุปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่ดี และต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2รากนอกจากจะช่วยให้ต้นมีรากหาอาหารมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ต้นอายุยืนนานขึ้นอีกด้วย

- อายุต้น 3-4 ปีขึ้นไป หรือได้ความสูง 3-5 ม. แล้ว ให้ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) เพื่อควบคุมขนาดความสูง จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดความกว้างทรงพุ่มต่อไป

- การตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งกระจายรอบทรงพุ่มเสมอกันจนแสงแดดส่องทั่วภายในทรงพุ่มจะช่วยให้กิ่งภายในทรงพุ่มออกดอกติดผลแล้วพัฒนาผลจนมีคุณภาพดีได้

- ใบกระท้อนแก่ตากแห้ง บดละเอียด ใช้ผสมพริกป่น เพื่อลดความเผ็ดของพริกลง และเพิ่มสีพริกให้จัดขึ้นได้ ทำให้การปลูกกระท้อนเพื่อขายใบกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณา

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และ รุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง. เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่. เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว. ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต. ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวล จันทร์. ขันทอง. คุณพินัย. สุภรัตน์.

สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม) เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.- ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก

เลือกกิ่งพันธุ์ :
เลือกต้นกล้าพันธุ์ที่ขยายพันธุ์มาจากกิ่งกระโดง ลำต้นกลางอ่อนกลางแก่ เปล้าสูงตรง ผ่านการอนุบาลในถุงดำมานานจนแผลทาบติดสนิทดี เคยแตกใบอ่อนในถุงดำมาแล้ว 1-2 ชุด มีรากแก่สีน้ำตาลดำแทงทะลุออกมานอกถุง รอบๆรากแก่มีรากอ่อนหรือรากฝอยสีเหลืองน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- กระท้อนออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีนี้

- ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้ รับแสงแดดน้อย

- โดยธรรมชาติแล้วจะออกดอกจากกิ่งแขนงของกิ่งประธานที่เฉียง 45 องศากับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงของกิ่งประธานที่ระนาบหรือกิ่งชี้ลง

- ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าใน และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้

- ตัดแต่งกิ่งตามปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50% และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80% จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี

- ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสง แดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้ว แสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย

- ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ

- นิสัยกระท้อนมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อน ช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสม บูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตามปกติต่อไปก่อน จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงกระท้อน

1. เรียกใบอ่อน :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่ไข่ แกลบดิบ แห้งเก่าข้ามปี) กระดูกป่น ครั้งที่ 1 ของรุ่นหรือปีการผลิต

- ใส่ 25-7-7 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

-ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติทันที่ ณ วันรุ่งขึ้น หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่ง

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และวันรุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

- เทคนิคการ ตัดแต่ง-เรียกใบอ่อน แบบ “บำรุงก่อนตัด” กล่าวคือ ระหว่างที่ต้นเลี้ยงลูกนั้น ต้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก จนทำให้ต้นโทรม หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้นแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเรียกใบอ่อน ทั้งทางใบและทางราก หรือเฉพาะทางใบอย่างเดียวก่อน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน เพื่อให้ต้นได้ใช้ใบเดิมที่มีสังเคราะห์อาหาร เมื่อเห็นว่า ต้นมีอาการสมบูรณ์ดี ทำท่าจะแตกยอดใหม่ ก็ให้ปฏิบัติการเรียกใบอ่อนทันที การที่ต้นมีความสมบูรณ์อยู่ ต้นก็จะแตกใบอ่อนใหม่ เร็ว ดี มาก และพร้อมกันทั่วทั้งต้น

- ตัดทิ้งกิ่งกระโดง กิ่งคด กิ่งงอ กิ่งไขว้ กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งชี้ลงล่าง กิ่งเป็นโรค ซึ่งเป็นกิ่งที่เหมาะสมต่อการออกดอก และกิ่งที่มีผลแล้ว ทั้งนี้ กระท้อนจะออกดอกติดลูกจากกิ่งข้ามปี เพราะฉะนั้นกิ่งอายุปีนี้ ตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการออกดอกให้คงเก็บไว้ให้
ออกดอกปีหน้า

2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มลงมือปฏิบัติเมื่อใบอ่อนเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้

- วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สามารถสังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อนชุดต่อไปได้เร็วขึ้น กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงประเภทปากกัดปากดูด

- ถ้าต้องการให้ใบแก่เร็วขึ้นอีกก็ให้ฉีดพ่นตั้งแต่ใบเริ่มแผ่กางเพียงเล็กน้อย หรือฉีดพ่นก่อนที่ใบแผ่กาง (เพสลาด) นั่นเอง

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม.สูง นอก จากช่วยทำให้ใบเป็นใบแก่แล้ว ยังเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้อีกด้วย

- ถ้าปล่อยให้ใบอ่อนออกมาแล้วเป็นแก่เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลา 30-45 วัน

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน นาน 1-2 เดือน .... ในรอบเดือนหาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ใส่ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว

- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
- ปริมาณ 8-24-24 ใส่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นปีผลิตที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง

- การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้ง ก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-3 เดือน ในห้วง 2-3 เดือนนี้ให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุง และให้รอบ 2 ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน

- การสะสมอาหารเพื่อการออกดอกมีความสำคัญมาก ช่วงนี้จำเป็นต้องให้สาร อาหารกลุ่ม “สร้างดอก-บำรุงผล” ทั้งทางใบและทางรากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้ใบอ่อนชุดหลังได้สะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกเสียก่อน จาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียว กันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

4. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ก่อนเริ่มลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช (งดน้ำ) และก่อนลงมือเปิดตาดอกต้องแน่ใจว่าระหว่างที่กำลังบำรุงทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องไม่มีฝน เพราะถ้ามีฝนตกลงมาการงดน้ำก็ล้ม เหลว และดอกที่ออกมาจะได้รับความเสียหาย

ถ้ารู้แน่ว่าช่วงงดน้ำและเปิดตาดอกถึงช่วงดอกออกมาแล้วจะมีฝนก็ให้ระงับการปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกไว้ก่อน ให้บำรุงต้นต่อไปอีกด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้นอาจจะปรับแผนการบำรุงเพื่อทำให้กระท้อนออกล่าฤดูด้วยการเลื่อนเวลาเริ่มปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกให้ช้าออกไปเท่าที่สภาพภูมิ อากาศจะอำนวยก็ได้

5. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นโดยนำอินทรีย์วัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม

- งดให้น้ำเด็ดขาด กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น. (อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก

- เริ่มปฏิบัติหลังจากแน่ใจว่าต้นได้สะสมอาหาร หรือมีลักษณะอั้นตาดอกเต็มที่แล้วโดยสังเกตได้จากใบแก่โคนกิ่ง 2-3 ใบ ซึ่งเป็นใบอายุข้ามปีเหลืองร่วงพร้อมกันทั้งต้น

- ก่อนลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต้องติดตามข่าวพยากรณ์อากาศให้มั่นใจว่าระหว่างปรับ ซี/เอ็น เรโช จะไม่มีฝนตก เพราะถ้ามีฝนตกลงมามาตรการงดน้ำก็ต้องล้มเหลว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช ได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ให้สังเกตจากต้น ถ้าต้นเกิดอาการใบสลดแสดงว่าในต้นมีปริมาณ ซี.มาก ส่วนปริมาณ เอ็น.เริ่มลดลง ความพร้อมของต้น อั้นตาดอก ก่อนเปิดตาดอก สังเกตได้จากลักษณะใบใหญ่หนาเขียวเข้ม ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด กิ่งและใบกรอบเปราะ ข้อใบสั้น หูใบอวบอ้วน ตาดอกโชว์นูนเห็นชัด

- เมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วนทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆ เพียงเปียกใบเท่านั้น

- เมื่องดน้ำหรือไม่รดน้ำแล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไป โดยทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย

- กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อต้องใช้ระยะเวลาในการงดน้ำนานมากกว่าสวนพื้นราบยกร่องแห้งจึงจะทำให้ใบสลดได้ อาจส่งผลให้แผนการผลิตที่กำหนดไว้คลาดเคลื่อน ดังนี้จึงจำ เป็นต้องสูบน้ำออกตั้งแต่ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช โดยกะคะเนให้ดินโคนต้นแห้งถึงขนาดแตก ระแหง และมีความชื้นไม่เกิน 10% ตรงกับช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช พอดี

- มาตรการเสริมด้วยการ “รมควัน” ทรงพุ่มช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที 3-5 รอบห่างกันรอบละ 2-3 วัน จะช่วยให้การปรับ ซี/เอ็น เรโช สำเร็จเร็วขึ้น

6. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนเปิดตาดอก :
ก่อนลงมือเปิดตาดอกให้ตรวจสอบข่าวสภาพอากาศให้แน่ใจว่าในอีก 15-20 วันข้างหน้าหรือวันที่ช่อดอกเริ่มแทงออกมานั้น จะต้องไม่มีฝนตกหรือมีสภาพอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เพราะสภาพอากาศปิดหรือมีฝน ต้นกระท้อนจะเปิดตาดอกไม่ออก แม้จะอั้นตาดอกดีเพียงใดก็ตาม แต่กลับแทงใบอ่อนออกมาแทน กรณีนี้ให้ระงับการเปิดตาดอกไว้ก่อนแล้วบำรุงต้นด้วยสูตร “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าในวันที่ช่อดอกออกมานั้นไม่มีฝนหรืออากาศเปิดแน่จึงลงมือเปิดตาดอก

7. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
เนื้อใบหนาเขียวเข้มส่องแดดไม่ทะลุ เส้นใบนูนเด่น หูใบอวบอ้วน ข้อใบสั้น ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด ใบคู่แรกที่โคนกิ่งเหลืองร่วง ทรงต้นมองจากภายนอกระยะไกลๆ เห็นความสมบูรณ์ทางทรงพุ่มชัดเจน

8. เปิดตาดอก :
ทางใบ :
สูตร 1
.... น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย (500- 1,000 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดไพร 250 ซีซี.

สูตร 2 .... น้ำ 100 ล. + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 3 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 4 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (1 กก.) + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 5 .... น้ำ 100 ล. + ไทเป 100 ซีซี. + สารสมุน ไพร 250 ซีซี.

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
- ระหว่างสูตร 1-2-3-4 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 5 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก

- ต้นที่ผ่านการบำรุงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสภาพอากาศไม่ค่อยอำนวย หรือพันธุ์หนักออกดอกยาก แนะนำให้เปิดตาดอกด้วยสูตร 4 สลับกับสูตร 5

- เปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

- เปิดตาดอกแล้วมีทั้งใบอ่อนและดอกออกมาพร้อมกัน ให้เปิดตาดอกด้วยสูตรเดิมซ้ำอีก 1-2 รอบ นอกจากช่วยกดใบอ่อนที่ออกมาพร้อมกับดอกแล้วยังดึงช่อดอกที่ยังไม่ออกให้ออกมาได้อีกด้วย

9. บำรุงดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียก ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน

- ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะเวลาเปิดตาดอกให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน แก้ไขโดยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.... มาตรการบำรุงต้นให้สมบูรณ์อยู่เสมอตั้งแต่ก่อนเปิดตาดอกจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมนทำเอง จะได้ผลดีกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นแน่นอนกว่า

- ควรฉีดพ่นเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของดอก ควรฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก หรือฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆ หรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆ ก็ได้

- การไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลยติดต่อกันมานานจะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆ เข้ามาช่วยผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลให้การติดผลดีขึ้น

- ธรรมชาติกระท้อนช่วงออกดอกต้องการน้ำมากกว่าไม้ผลอื่นๆ ดังนั้นการบำรุงตั้ง แต่ช่วงเปิดตาดอกจนกระทั่งมีดอกออกมาควรเพิ่มปริมาณน้ำให้มากจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอเพียงดอกจะแห้งและร่วง

- ต้นที่ได้รับ แม็กเนเซียม (จากไบโออิ). โบรอน (จากแคลเซียม โบรอน). สม่ำ เสมอแบบสะสม ถึงช่วงออกดอกแล้วเจอฝน ดอกจะแข็งแรงไม่ร่วงง่ายๆ หรือติดเป็นผลได้ดีเหมือนปกติ

10. บำรุงผลเล็ก-ผลกลาง :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ในรอบ 1 เดือน หาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกจากเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปถึงอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วย

- การบำรุงผลด้วยยูเรก้า หรืออเมริกาโน่ สูตร “ขยายขนาดผล” กรณีผลเดียวเดี่ยวๆในช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ 50-75% .... กรณี 2 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานเล็กน้อย หรือเท่ามาตรฐาน .... กรณี 3-4 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ .... ดังนั้น หากต้องการขนาดผลใหญ่กว่ามาตรฐานสายพันธุ์ก็ต้องซอยลดจำนวนผลในช่อลง

- การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำมากสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง ถ้าได้รับน้ำน้อยจะทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ผลไม่โต ปุยน้อย หากมีฝนตกหนักลงมากะทันหันก็อาจทำให้ผลแตกผลร่วงได้

11. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน และให้รอบสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก. ต้นใหญ่) /ต้น ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

หมายเหตุ :
- ปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
- ช่วงผลแก่จัดใกล้หรือก่อนเก็บเกี่ยวไม่ต้องงดน้ำแต่ต้องให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อ อ่อนนุ่มฉ่ำน้ำจนใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้ หากมีฝนตกลงมาอาจทำให้มีน้ำมากเกินไปดังนั้น จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่มาจากฝนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไปให้ได้ .... ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวนี้หากงดน้ำเหมือนผลไม้อื่นๆ เนื้อจะแข็งไม่สามารถใช้ช้อนตักรับประทานได้

- ถ้ามีฝนตก หลังจากหมดฝนแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเดิมและวิธีเดิมต่อไปอีก 10-20 วัน จากนั้นให้สุ่มเก็บลงมาผ่าพิสูจน์ภายในก็จะรู้ว่าสมควรลงมือเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือต้องบำรุงต่อไปอีกจึงเก็บเกี่ยว ช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวมีฝนตกชุก แนะนำให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ เพื่อป้องกันต้นสะสมไนโตรเจน (จากน้ำฝน) มากเกินไปซึ่งจะทำให้ผลมีรสเปรี้ยว

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมของต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีผลิตต่อไปอีกด้วย

- กระท้อนไม่ต้องการพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลสุดท้ายหลุดจากต้นต้องเร่งบำรุงเรียกใบอ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นทันที จะช่วยให้การออกดอกติดผลในรุ่นการผลิตปีต่อไปดีขึ้น

เทคนิคทำกระท้อน “ก่อน-หลัง” ฤดูกาล :
ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือฮอร์โมนใดๆ บังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูได้ และไม่มีกระท้อนทะวาย (ให้ผลปีละ 2รุ่น) ดังนั้นการที่จะบังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูกาลปกติ (ก่อน/หลัง) ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบังคับโดยการบำรุงอย่างเต็มที่เท่านั้น

บังคับกระท้อนให้ออกก่อนฤดู :
เลือกกระท้อนสายพันธุ์เบา (ทับทิม) ที่มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. มาทำกระท้อนให้ออกก่อนฤดู โดยบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวรุ่นปีการผลิตปีนี้ทางรากด้วย 8-24-24 กับบำรุงทางใบด้วย 0-21-74 และเมื่อถึงปลายเดือน พ.ค.ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตบนต้นให้หมดแบบล้างต้น แล้วลงมือบำรุงตามขั้นตอน ดังนี้

ช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. (เตรียมต้น) :
หลังจากเก็บเกี่ยวผลสุดท้ายจากต้นไปแล้วเริ่มบำรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมของต้นโดยตัดแต่งกิ่ง ปรับสภาพทรงพุ่มให้โปร่ง เรียกใบอ่อนให้ได้ 1-2 ชุด เมื่อใบอ่อนออกมาแล้วให้เร่งบำรุงใบอ่อนให้เป็นใบแก่โดยเร็ว ส่วนทางรากใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ปุ๋ยเคมี ตามปกติระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค.) ต่อการเรียกใบอ่อน 3 ชุดนั้น จะประสบความ สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้นมี “ความสมบูรณ์สะสม” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะมาตรการบำรุงต้นให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมาแล้วหลายๆปีติดต่อกัน

หมายเหตุ :
ต้นที่ผ่านการบำรุงแบบให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมานานหลายๆ ปีและในรุ่นปีการผลิตที่ผ่านมาไว้ผลน้อยแต่บำรุงเต็มที่ เมื่อถึงรุ่นปีการผลิตใหม่ให้เรียกใบอ่อนเพียง 1 ชุด แล้วสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อได้เลย ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น

ช่วงต้น ส.ค.- กลาง ก.ย. (สะสมอาหารเพื่อการออกดอก) :

หลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายที่ต้องการเพสลาดแล้ว ให้ลงมือบำรุงทางใบด้วยสูตรสะ สมอาหาร เพื่อการออกดอก 2-3 สูตร ระยะการให้ห่างกันสูตรละ 5-7 วัน และบำรุงทางรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ต้นได้สะสมทั้งอาหารกลุ่มสร้างดอกบำรุงผล (ซี) และกลุ่มสร้างใบบำรุงต้น (เอ็น) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ช่วงปลายเดือน ก.ย. (ปรับ ซี/เอ็น เรโช) :
ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ทางรากให้เปิดหน้าดินโคนต้น งดน้ำเด็ดขาด ส่วนทางใบให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกเหมือนเดิมแต่ให้พอเปียกใบ ระวังอย่าให้น้ำลงพื้นเพราะจะทำให้มาตรการงดน้ำล้มเหลว พร้อมกันนั้นให้เสริมด้วยการ “รมควัน” ทุก 2-3 วันช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อเร่งให้ใบสลดแล้ว "เหลือง-แห้ง-ร่วง" เร็วขึ้น

ช่วงต้น ต.ค. (เปิดตาดอก) :
เปิดตาดอกด้วย “13-0-46” หรือ “0-52-34” หรือ “13-0-46 + 0-52-34” สูตรใดสูตรหนึ่ง สลับกับไทเป อย่างละ 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

หมายเหตุ :
- กระท้อนก่อนฤดูออกสู่ตลาดพร้อมกับทุเรียน เงาะ มังคุด อาจไม่ได้ราคาดี แต่ถ้าเป็นกระท้อนคุณภาพเกรด เอ. ขนาดจัมโบ้ ก็พอสู้ได้

- ต้นที่สมบูรณ์เต็มที่เพราะได้รับการปฏิบัติบำรุงแบบมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องหลายปี สามารถออกดอกได้เอง (ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก) โดยไม่ต้องเปิดตาดอกในช่วงเดือน ธ.ค.- ม.ค. จากนั้นก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆกลายเป็นไม่มีรุ่น

- กระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนก่อนฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกก่อนช่วงเดือนดังกล่าว ด้วยการเตรียมความพร้อมต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (เรียกใบอ่อน) ทันทีหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นปีที่ผ่านมา ควบคู่กับเร่งระยะเวลาการบำรุงตามขั้น ตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นด้วย

- เตรียมต้นที่จะทำให้ออกก่อนฤดูด้วยการเว้นการออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตนี้ แล้วบำรุงต้นไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อรอโอกาส หรือไว้ผลในต้นให้เหลือน้อยๆเพื่อไม่ให้ต้นโทรมจะช่วยให้การทำให้ออกก่อนฤดูในรุ่นปีการผลิตต่อไปง่ายและแน่นอนยิ่งขึ้น

- เนื่องจากธรรมชาติของกระท้อนออกดอกจากกิ่งแก่อายุข้ามปี ระหว่างที่มีผลอยู่บนต้นนั้นถ้ามีกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลมากกว่ากิ่งที่ออกดอกติดผล ให้เตรียมการบำรุงกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลนั้นให้ออกดอกแล้วทำเป็นกระท้อนก่อนฤดู โดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้บำรุงด้วยสูตร “สะสมอาหาร” ทั้งทางรากและทางใบต่อได้เลย ซึ่งขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 3-4 เดือน แต่ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าคุ้ม

- ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น ช่วงขั้น ตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอก ถ้ามีการให้ “น้ำตาลทางด่วน + 0-52-34 หรือ 0-42-56 + สังกะสี” ฉีดพ่นพอเปียกใบ ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ 2 ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย

บังคับกระท้อนให้ออกหลังฤดู :
เลือกกระท้อนพันธุ์อีล่า เพราะมีนิสัยออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่นโดยทำให้อีล่าออกช้ากว่าอีล่าด้วยกัน เพื่อบังคับให้เป็น “อีล่า-ล่าฤดู” หรือบังคับกระท้อนพันธุ์นิยมด้วยการยืดระยะเวลาในการบำรุงแต่ละระยะตามขั้นตอนให้นานขึ้นก็ได้ ดังนี้

1. เรียกใบอ่อนให้ครบทั้ง 3 ชุด เมื่อได้แต่ละชุดมาแล้วไม่ต้องเร่งให้เป็นใบแก่แต่ปล่อยให้แก่เองตามธรรมชาติเพื่อยืดระยะเวลา

2. ยืดเวลาขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกให้นานขึ้นด้วยสูตรสะสมอาหาร (ธาตุรอง/ธาตุเสริม) ไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ปรับ ซี/เอ็น เรโช. (งดน้ำ) แม้ว่าต้นจะพร้อมแล้วก็ตาม จนกว่าจะได้ระยะเวลาที่ต้องการจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช. แล้วเปิดตาดอก

3. เมื่อดอกออกมาแล้วให้บำรุงไปตามปกติ เพราะไม่สามารถยืดอายุดอกให้นานขึ้นได้
4. บำรุงผลเล็กตามปกติ
5. บำรุงระยะผลขนาดกลางด้วย สูตรบำรุงผลให้แก่ช้า จนกระทั่งได้เวลาเก็บเกี่ยวตามต้องการจึงเปลี่ยนมาบำรุงด้วยสูตรบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวตามปกติ

หมายเหตุ :
ในเมื่อกระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนล่าฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกหลังช่วงเดือนดังกล่าวให้นานที่สุดเท่าที่สภาพภูมิอากาศและสภาพต้นอำนวย แล้วปฏิบัติบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนแรก (เรียกใบอ่อน) จนถึงขั้นตอนสุดท้าย (บำรุงผลแก่) แบบยืดเวลาให้นานขึ้น


----------------------------------------------


...
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:08 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน
- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง
พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก
- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้
- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:11 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง
พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก
- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้
- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:25 pm    ชื่อกระทู้: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

*******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ..........................

*******************************************************************

เกษตรไทย STYLE 1 –85

10. ไม้ผลยอดนิยม

กระท้อน

ลักษณะทางธรรมชาติ :

- เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี หากปล่อยให้โตอย่างอิสระอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติบำรุงดีสามารถสูงได้ถึงกว่า 20 ม. ขนาดทรงพุ่มกว้าง 10-20 ม. เมื่ออายุต้นมากขึ้นหรือเป็นต้นแก่แล้ว การให้ผลผลิตจะลดลงทั้งความดกและคุณภาพ แก้ไขโดยตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เหลือขนาดทรงพุ่มสูงและกว้าง 3-4 ม. แล้วบำรุงสร้างกิ่งใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเป็นต้นสาวที่ให้ผลดกและคุณภาพดีเหมือนเดิม

- เป็นผลไม้เขตร้อนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ชอบดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวร่วนหรือดินลูกรังแดงร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ สารอาหารสมบูรณ์ โปร่ง น้ำและอากาศผ่านสะดวก เนื้อดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 ม.

- ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค. เป็นกระท้อนปีหรือในฤดูกาล แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมระดับแนวหน้า แต่มีเสน่ห์ตรงที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลไม้ระดับแนวหน้าอย่างมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด วายหรือหมดไปจากตลาดแล้วและออกก่อนลำไย จะมีคู่แข่งก็แต่ผลไม้ประเภทออกตลอดปีเท่านั้น

- ให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่น ปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนหรือสารใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และก็ไม่มีสายพันธุ์ทะวายอีกด้วย การบังคับจึงทำได้เพียงบำรุงให้ออกก่อนฤดูหรือหลังฤดูด้วยช่วงสั้นๆ เท่านั้น

- ต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน กิ่งทาบ ติดตา เสียบยอด มีแต่รากฝอยจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 3-4 ปี แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2 รากสามารถให้ผลได้ภายใน 2-3 ปี แล้วจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ปี

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ยืนต้นอายุนับ 100 ปี ถ้าต้นนั้นปลูกจากกิ่งที่มีแต่รากฝอยเมื่อต้นใหญ่มากขึ้นทรงพุ่มต้านลมมากๆอาจทำให้ต้นล้มได้ แนวทางแก้ไข คือ เสริมราก 1-2 รากด้วยต้นที่มีรากแก้ว (เพาะเมล็ด) ซึ่งนอกจากจะช่วยยึดต้นได้ดีแล้วยังช่วยเพิ่มจำนวนรากในการหาอาหารอีกด้วย

- กระท้อนสายพันธุ์เดียวกัน ปลูกในแปลงเดียวกัน และบำรุงอย่างเดียวกัน แต่คุณภาพผลผลิตแตกต่างกันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างภายในประจำตัว กระท้อนต้นที่หลังใบมีขนปุยคล้ายกำมะหยี่มักให้ผลผลิตคุณภาพเหนือกว่าต้นที่หลังใบเรียบมันวาว

- ต้นพันธุ์ระยะกล้าสังเกตได้ยากมากว่าต้นไหนเป็นพันธุ์ไหน เพราะระยะกล้ากระท้อนทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะคล้ายกันมาก การให้ได้สายพันธุ์แท้ตามต้องการต้องมาจากแหล่งเชื่อถือได้จริงๆเท่านั้น

- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมทั้งจากเกสรตัวผู้ทั้งในดอกเดียวกัน และเกสรตัวผู้จากดอกอื่นในต้นเดียวกันหรือจากต่างต้น

- อายุดอกตูม-ดอกบาน (ผสมติด) 25-30 วัน และอายุผลเล็ก-ผลแก่เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน

- ออกดอกจากซอกใบปลายกิ่งของกิ่งอายุข้ามปี ออกได้ทั้งกิ่งชายพุ่มและกิ่งในทรงพุ่มแบบทยอยออกนาน 7-10 วัน

- การติดผลมีทั้งผลเดี่ยวและเป็นพวงตั้งแต่ 2-5 ผล ขนาดผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการบำรุง

- ปลูกกระท้อนสายพันธุ์ให้ผลดกถึงดกมาก ระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 ม. (1 ไร่ = 11 ต้น) เลี้ยงทรงพุ่มให้สูงอิสระ 5-6 ม. (ตัดยอดประธาน) ทรงพุ่มกว้างชนต้นข้างเคียง เว้นช่องว่าระหว่างต้นพอให้แสงแดดส่องผ่านได้ ตัดแต่งกิ่งภายในโปร่งให้แสงแดดผ่านเข้าไปได้เท่ากันดีทั่วพื้นที่ภายในทรงพุ่ม 40-50% ต้นได้รับการเสริมราก 2-3 ราก และได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างถูกต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องนานหลายปีติดต่อกัน เมื่ออายุต้นโตเป็นสาวเต็มที่สามารถให้ผลผลิตมากถึง 2,000 ผล

- แต่ละช่วงของการพัฒนาทั้งต้นและผลต้องการน้ำค่อนข้ามากและสม่ำเสมอ แต่ช่วง ปรับ ซี/เอ็น เรโช ถึง ก่อนเปิดตาดอก ต้องการน้ำน้อย ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ปลูกจะต้องสามารถควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้อย่างแท้จริง

- ธรรมชาติกระท้อนมักออกดอกแล้วติดผลเล็กครั้งละจำนวนมาก จากนั้นจะสลัดผลเล็กทิ้งเองจนเหลือไม่มาก แก้ไขโดยบำรุงต้นให้สมบูรณ์จริงๆด้วยวิธีให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องนานหลายๆปี กับทั้งให้ฮอร์โมนบำรุงดอก. บำรุงผลเล็ก. อย่างถูกต้องตรงตามจังหวะ และเมื่อผลโตขึ้นการซอยผลออกบ้างเท่าที่จำเป็น

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช.โดยการงดน้ำนั้น แม้จะได้เตรียมความสมบูรณ์ของต้นไว้พร้อมก่อนแล้ว ถ้ามาตรการควบคุมปริมาณน้ำ (งดน้ำ) จนทำให้ใบแก่โคนกิ่งสลดจนแห้งแล้วร่วงไม่ได้ก็จะทำให้เปิดตาดอกไม่ออก หรือเปิดตาดอกแล้วออกมาเป็นใบอ่อนแทนได้

- การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่วยป้องกันแมลงวันทองแล้วยังช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเป็นกำมะหยี่ดี และเนื้อในดีอีกด้วย

- เริ่มห่อผลเมื่อผลอายุ 50-55 วัน หรือขนาดมะนาว หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอ่อน และเก็บเกี่ยวได้หลังจากห่อผล 1 เดือน หรือเมื่ออายุผลได้ 5-6 เดือนหลังออกดอก

- สังเกตลักษณะผลแก่ได้จากเส้นบนผิวผลจากขั้วผลถึงก้นผล ถ้าเส้นยังนูนเด่นชัดแสดงว่ายังแก่ไม่จัด ถ้าเส้นหายไปหรือเรียบเนียนกับผิวผลแสดงว่าผลแก่จัดแล้ว หรือสังเกตที่สีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก

- การห่อด้วยถุงพลาสติกจะทำให้ผลเสียหายเพราะระบายความชื้นไม่ดี ควรห่อด้วยกระดาษถุงปูนซีเมนต์เท่านั้น วัสดุห่อผลดีที่สุด คือ ใบตองแห้ง เรียกว่า กระโปรง แต่เนื่อง จากมีราคาแพงและจัดทำยากจึงไม่ได้รับความนิยม

การห่อผลด้วยกระโปรงใบตองชั้นในก่อน แล้วห่อทับซ้อนด้วยถุงกระดาษปูนซิเมนต์อีกชั้นหนึ่งจะทำให้คุณภาพผลดีกว่าการห่อแบบชั้นเดียว

- ห่อผลต้องทำด้วยความประณีต มือเบาๆ ถ้าทำแรงมือหนักจนขั้วได้รับความกระทบกระเทือน ผลจะไม่ร่วงเดี๋ยวนั้นแต่จะร่วงหลังจากห่อผลแล้ว 7-10 วัน

- ควรเลือกใช้ถุงห่อขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้อากาศภายในถุงถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะผลกระท้อนที่ติดเป็นพวงจะต้องใช้ถุงห่อขนาดใหญ่พิเศษ

- ผลที่ไม่ได้ห่อ คุณภาพผลนอกจากเนื้อจะแข็งกระด้าง ปุยน้อยแล้ว ผิวเปลือกก็ไม่เป็นกำมะหยี่อีกด้วย ผลแบบนี้เหมาะสำหรับทำกระท้อนดอง

- เป็นผลไม้ที่ไม่ต้องบ่มหลังเก็บเกี่ยว คุณภาพของผลแก่จัด (ผลสุก) ขณะอยู่บนต้นเป็นเช่นไรเมื่อเก็บลงมาแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น ผลที่ครบอายุเก็บเกี่ยวแล้วหากปล่อยทิ้งคาต้นนานหลายวันเกินไปคุณภาพจะด้อยลง ดังนั้นจึงให้เก็บเกี่ยวกระท้อน ณ วันที่ครบอายุผลพอดีรับประทาน

- กระท้อนทุกสายพันธุ์ มีความอร่อยตามธรรมชาติของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว สารอาหารหรือปุ๋ยที่จะช่วยดึงความอร่อยประจำสายพันธุ์ออก มาได้ คือ ธาตุรอง/ธาตุเสริม โดยเฉพาะ Mg Zn CaB ทั้งทางใบทางราก ทั้งช่วงมีผลบนต้นไม่มีผลบนต้น เรียกว่า “รสจัดจ้าน” นั่นแหละ

- กระท้อนก็เหมือนกับผลไม้อื่นอีกหลายชนิด หลังจากเก็บลงมาจากต้นแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ลืมต้น สัก 2-3 วันจะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เก็บในอุณหภูมิปกติอยู่ได้นาน 5-7วัน หรือเก็บในอุณหภูมิ 15-17 องศาอยู่ได้นาน 20 วัน

- ความดกและคุณภาพของผลด้านขนาด รูปทรง สีผิว ความนุ่มหนาของเนื้อและปุย ความเล็กของเมล็ด กลิ่นและความหวาน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ที่ได้รับจากการบำรุงมากกว่า คุณลักษณะของสายพันธุ์

- สายพันธุ์ผลใหญ่แม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงไม่เต็มที่ ผลที่ออกมากก็ยังใหญ่หรืออาจย่อมลงมาเล็กน้อยแต่จะไม่ดก ส่วนสายพันธุ์ผลเล็กแม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงดีเพียงใด ผลที่ออกมาก็ยังเป็นผลขนาดเล็ก หรืออาจใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยแต่การติดผลจะดกขึ้น

- ผลไม้ทั่วไปช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวต้องงดน้ำเพื่อให้เนื้อแห้งกรอบ กรณีของกระท้อนไม่ต้องงดน้ำแต่กลับต้องให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อฉ่ำนิ่มจนใช้ช้อนตักรับประทานได้ ถ้างดให้น้ำช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวเนื้อแข็งไม่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด แต่ดีสำหรับทำกระท้อนแปรรูป

- ออกดอกติดผลจากกิ่งอายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรตัดเฉพาะกิ่งที่มีผลผลิตแล้วบำรุงสร้างยอดขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นกิ่งให้ออกดอกติดผลในปีต่อไปส่วนกิ่งที่ปีนี้ยังไม่ออกดอกติดผลไม่ต้องตัดแต่ให้บำรุงต่อไปเลย เมื่อได้รับการบำรุงต่อก็จะออกดอกติดผลได้ในฤดูกาลถัดไป

- เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อลมพัดจะทำให้ผลแกว่งไปมาแล้วไปกระทบกับกิ่งข้างๆ ทำให้ผลเสียหาย แก้ไขด้วยการปลูกไม้บังลม

- ขนาดลำต้นใหญ่ความสูงมากๆ ทรงพุ่มกว้าง ให้ทำค้างไม้แบบถาวรเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้น จัดให้มีไม้พาดเป็นทางเดินภายในทรงพุ่มสูง 1-2-3 ชั้นตามความเหมาะสมจะช่วยให้การเข้าปฏิบัติงานในทรงพุ่ม เช่น การตัดแต่งกิ่ง ห่อผล ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

- หลังจากต้นเป็นสาวพร้อมให้ผลผลิตแล้วให้บำรุงแบบทำให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีและหลายๆปีติดต่อกัน โดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัว/พุงปลา ซี่ โครงไก่) ที่ชายพุ่ม 4-5 หลุม/ต้น (ทรงพุ่ม 5 ม.) ปีละครั้ง และปีรุ่งขึ้นให้ฝังระหว่างหลุมของปีที่แล้ว

- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ในใจกลางทรงพุ่มและเหนือทรงพุ่ม เป็นการเพิ่มทั้งประ สิทธิภาพและประสิทธิผลของงานฉีดพ่นทางใบได้ดีกว่าเครื่องมือฉีดพ่นทุกประเภท

- ค่อนข้างอ่อนแอต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทุกชนิด ทั้งๆที่ใช้ในอัตราเข้มข้นเท่ากับไม้ผลอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพฉีดพ่นทางใบจะต้องใช้ในอัตราน้อยกว่าไม้ผลอื่นๆ 1 เท่าตัวเสมอ

- การปลูกกล้วยลงในแปลงปลูกก่อนเพื่อเตรียมให้เป็นไม้พี่เลี้ยง เมื่อกล้วยยืนต้นได้แล้วจึงลงต้นกล้ากระท้อนพร้อมกับทำบังร่มเงาช่วยอีกชั้นหนึ่งจะช่วยให้ต้นกล้ายืนต้นได้เร็วสมบูรณ์แข็งแรง

- การพูนโคนต้นด้วยอินทรียวัตถุปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่ดี และต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2รากนอกจากจะช่วยให้ต้นมีรากหาอาหารมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ต้นอายุยืนนานขึ้นอีกด้วย

- อายุต้น 3-4 ปีขึ้นไป หรือได้ความสูง 3-5 ม. แล้ว ให้ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) เพื่อควบคุมขนาดความสูง จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดความกว้างทรงพุ่มต่อไป

- การตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งกระจายรอบทรงพุ่มเสมอกันจนแสงแดดส่องทั่วภายในทรงพุ่มจะช่วยให้กิ่งภายในทรงพุ่มออกดอกติดผลแล้วพัฒนาผลจนมีคุณภาพดีได้

- ใบกระท้อนแก่ตากแห้ง บดละเอียด ใช้ผสมพริกป่น เพื่อลดความเผ็ดของพริกลง และเพิ่มสีพริกให้จัดขึ้นได้ ทำให้การปลูกกระท้อนเพื่อขายใบกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณา

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และ รุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง. เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่. เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว. ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต. ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวล จันทร์. ขันทอง. คุณพินัย. สุภรัตน์.

สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม) เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.- ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก

เลือกกิ่งพันธุ์ :
เลือกต้นกล้าพันธุ์ที่ขยายพันธุ์มาจากกิ่งกระโดง ลำต้นกลางอ่อนกลางแก่ เปล้าสูงตรง ผ่านการอนุบาลในถุงดำมานานจนแผลทาบติดสนิทดี เคยแตกใบอ่อนในถุงดำมาแล้ว 1-2 ชุด มีรากแก่สีน้ำตาลดำแทงทะลุออกมานอกถุง รอบๆรากแก่มีรากอ่อนหรือรากฝอยสีเหลืองน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- กระท้อนออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีนี้

- ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้ รับแสงแดดน้อย

- โดยธรรมชาติแล้วจะออกดอกจากกิ่งแขนงของกิ่งประธานที่เฉียง 45 องศากับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงของกิ่งประธานที่ระนาบหรือกิ่งชี้ลง

- ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าใน และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้

- ตัดแต่งกิ่งตามปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50% และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80% จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี

- ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสง แดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้ว แสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย

- ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ

- นิสัยกระท้อนมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อน ช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสม บูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตามปกติต่อไปก่อน จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงกระท้อน

1. เรียกใบอ่อน :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่ไข่ แกลบดิบ แห้งเก่าข้ามปี) กระดูกป่น ครั้งที่ 1 ของรุ่นหรือปีการผลิต

- ใส่ 25-7-7 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

-ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติทันที่ ณ วันรุ่งขึ้น หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่ง

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และวันรุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

- เทคนิคการ ตัดแต่ง-เรียกใบอ่อน แบบ “บำรุงก่อนตัด” กล่าวคือ ระหว่างที่ต้นเลี้ยงลูกนั้น ต้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก จนทำให้ต้นโทรม หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้นแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเรียกใบอ่อน ทั้งทางใบและทางราก หรือเฉพาะทางใบอย่างเดียวก่อน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน เพื่อให้ต้นได้ใช้ใบเดิมที่มีสังเคราะห์อาหาร เมื่อเห็นว่า ต้นมีอาการสมบูรณ์ดี ทำท่าจะแตกยอดใหม่ ก็ให้ปฏิบัติการเรียกใบอ่อนทันที การที่ต้นมีความสมบูรณ์อยู่ ต้นก็จะแตกใบอ่อนใหม่ เร็ว ดี มาก และพร้อมกันทั่วทั้งต้น

- ตัดทิ้งกิ่งกระโดง กิ่งคด กิ่งงอ กิ่งไขว้ กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งชี้ลงล่าง กิ่งเป็นโรค ซึ่งเป็นกิ่งที่เหมาะสมต่อการออกดอก และกิ่งที่มีผลแล้ว ทั้งนี้ กระท้อนจะออกดอกติดลูกจากกิ่งข้ามปี เพราะฉะนั้นกิ่งอายุปีนี้ ตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการออกดอกให้คงเก็บไว้ให้
ออกดอกปีหน้า

2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มลงมือปฏิบัติเมื่อใบอ่อนเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้

- วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สามารถสังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อนชุดต่อไปได้เร็วขึ้น กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงประเภทปากกัดปากดูด

- ถ้าต้องการให้ใบแก่เร็วขึ้นอีกก็ให้ฉีดพ่นตั้งแต่ใบเริ่มแผ่กางเพียงเล็กน้อย หรือฉีดพ่นก่อนที่ใบแผ่กาง (เพสลาด) นั่นเอง

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม.สูง นอก จากช่วยทำให้ใบเป็นใบแก่แล้ว ยังเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้อีกด้วย

- ถ้าปล่อยให้ใบอ่อนออกมาแล้วเป็นแก่เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลา 30-45 วัน

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน นาน 1-2 เดือน .... ในรอบเดือนหาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ใส่ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว

- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
- ปริมาณ 8-24-24 ใส่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นปีผลิตที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง

- การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้ง ก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-3 เดือน ในห้วง 2-3 เดือนนี้ให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุง และให้รอบ 2 ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน

- การสะสมอาหารเพื่อการออกดอกมีความสำคัญมาก ช่วงนี้จำเป็นต้องให้สาร อาหารกลุ่ม “สร้างดอก-บำรุงผล” ทั้งทางใบและทางรากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้ใบอ่อนชุดหลังได้สะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกเสียก่อน จาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียว กันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

4. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ก่อนเริ่มลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช (งดน้ำ) และก่อนลงมือเปิดตาดอกต้องแน่ใจว่าระหว่างที่กำลังบำรุงทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องไม่มีฝน เพราะถ้ามีฝนตกลงมาการงดน้ำก็ล้ม เหลว และดอกที่ออกมาจะได้รับความเสียหาย

ถ้ารู้แน่ว่าช่วงงดน้ำและเปิดตาดอกถึงช่วงดอกออกมาแล้วจะมีฝนก็ให้ระงับการปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกไว้ก่อน ให้บำรุงต้นต่อไปอีกด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้นอาจจะปรับแผนการบำรุงเพื่อทำให้กระท้อนออกล่าฤดูด้วยการเลื่อนเวลาเริ่มปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกให้ช้าออกไปเท่าที่สภาพภูมิ อากาศจะอำนวยก็ได้

5. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นโดยนำอินทรีย์วัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม

- งดให้น้ำเด็ดขาด กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น. (อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก

- เริ่มปฏิบัติหลังจากแน่ใจว่าต้นได้สะสมอาหาร หรือมีลักษณะอั้นตาดอกเต็มที่แล้วโดยสังเกตได้จากใบแก่โคนกิ่ง 2-3 ใบ ซึ่งเป็นใบอายุข้ามปีเหลืองร่วงพร้อมกันทั้งต้น

- ก่อนลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต้องติดตามข่าวพยากรณ์อากาศให้มั่นใจว่าระหว่างปรับ ซี/เอ็น เรโช จะไม่มีฝนตก เพราะถ้ามีฝนตกลงมามาตรการงดน้ำก็ต้องล้มเหลว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช ได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ให้สังเกตจากต้น ถ้าต้นเกิดอาการใบสลดแสดงว่าในต้นมีปริมาณ ซี.มาก ส่วนปริมาณ เอ็น.เริ่มลดลง ความพร้อมของต้น อั้นตาดอก ก่อนเปิดตาดอก สังเกตได้จากลักษณะใบใหญ่หนาเขียวเข้ม ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด กิ่งและใบกรอบเปราะ ข้อใบสั้น หูใบอวบอ้วน ตาดอกโชว์นูนเห็นชัด

- เมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วนทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆ เพียงเปียกใบเท่านั้น

- เมื่องดน้ำหรือไม่รดน้ำแล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไป โดยทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย

- กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อต้องใช้ระยะเวลาในการงดน้ำนานมากกว่าสวนพื้นราบยกร่องแห้งจึงจะทำให้ใบสลดได้ อาจส่งผลให้แผนการผลิตที่กำหนดไว้คลาดเคลื่อน ดังนี้จึงจำ เป็นต้องสูบน้ำออกตั้งแต่ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช โดยกะคะเนให้ดินโคนต้นแห้งถึงขนาดแตก ระแหง และมีความชื้นไม่เกิน 10% ตรงกับช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช พอดี

- มาตรการเสริมด้วยการ “รมควัน” ทรงพุ่มช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที 3-5 รอบห่างกันรอบละ 2-3 วัน จะช่วยให้การปรับ ซี/เอ็น เรโช สำเร็จเร็วขึ้น

6. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนเปิดตาดอก :
ก่อนลงมือเปิดตาดอกให้ตรวจสอบข่าวสภาพอากาศให้แน่ใจว่าในอีก 15-20 วันข้างหน้าหรือวันที่ช่อดอกเริ่มแทงออกมานั้น จะต้องไม่มีฝนตกหรือมีสภาพอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เพราะสภาพอากาศปิดหรือมีฝน ต้นกระท้อนจะเปิดตาดอกไม่ออก แม้จะอั้นตาดอกดีเพียงใดก็ตาม แต่กลับแทงใบอ่อนออกมาแทน กรณีนี้ให้ระงับการเปิดตาดอกไว้ก่อนแล้วบำรุงต้นด้วยสูตร “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าในวันที่ช่อดอกออกมานั้นไม่มีฝนหรืออากาศเปิดแน่จึงลงมือเปิดตาดอก

7. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
เนื้อใบหนาเขียวเข้มส่องแดดไม่ทะลุ เส้นใบนูนเด่น หูใบอวบอ้วน ข้อใบสั้น ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด ใบคู่แรกที่โคนกิ่งเหลืองร่วง ทรงต้นมองจากภายนอกระยะไกลๆ เห็นความสมบูรณ์ทางทรงพุ่มชัดเจน

8. เปิดตาดอก :
ทางใบ :
สูตร 1
.... น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย (500- 1,000 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดไพร 250 ซีซี.

สูตร 2 .... น้ำ 100 ล. + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 3 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 4 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (1 กก.) + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 5 .... น้ำ 100 ล. + ไทเป 100 ซีซี. + สารสมุน ไพร 250 ซีซี.

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
- ระหว่างสูตร 1-2-3-4 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 5 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก

- ต้นที่ผ่านการบำรุงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสภาพอากาศไม่ค่อยอำนวย หรือพันธุ์หนักออกดอกยาก แนะนำให้เปิดตาดอกด้วยสูตร 4 สลับกับสูตร 5

- เปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

- เปิดตาดอกแล้วมีทั้งใบอ่อนและดอกออกมาพร้อมกัน ให้เปิดตาดอกด้วยสูตรเดิมซ้ำอีก 1-2 รอบ นอกจากช่วยกดใบอ่อนที่ออกมาพร้อมกับดอกแล้วยังดึงช่อดอกที่ยังไม่ออกให้ออกมาได้อีกด้วย

9. บำรุงดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียก ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน

- ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะเวลาเปิดตาดอกให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน แก้ไขโดยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.... มาตรการบำรุงต้นให้สมบูรณ์อยู่เสมอตั้งแต่ก่อนเปิดตาดอกจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมนทำเอง จะได้ผลดีกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นแน่นอนกว่า

- ควรฉีดพ่นเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของดอก ควรฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก หรือฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆ หรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆ ก็ได้

- การไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลยติดต่อกันมานานจะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆ เข้ามาช่วยผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลให้การติดผลดีขึ้น

- ธรรมชาติกระท้อนช่วงออกดอกต้องการน้ำมากกว่าไม้ผลอื่นๆ ดังนั้นการบำรุงตั้ง แต่ช่วงเปิดตาดอกจนกระทั่งมีดอกออกมาควรเพิ่มปริมาณน้ำให้มากจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอเพียงดอกจะแห้งและร่วง

- ต้นที่ได้รับ แม็กเนเซียม (จากไบโออิ). โบรอน (จากแคลเซียม โบรอน). สม่ำ เสมอแบบสะสม ถึงช่วงออกดอกแล้วเจอฝน ดอกจะแข็งแรงไม่ร่วงง่ายๆ หรือติดเป็นผลได้ดีเหมือนปกติ

10. บำรุงผลเล็ก-ผลกลาง :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ในรอบ 1 เดือน หาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกจากเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปถึงอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วย

- การบำรุงผลด้วยยูเรก้า หรืออเมริกาโน่ สูตร “ขยายขนาดผล” กรณีผลเดียวเดี่ยวๆในช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ 50-75% .... กรณี 2 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานเล็กน้อย หรือเท่ามาตรฐาน .... กรณี 3-4 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ .... ดังนั้น หากต้องการขนาดผลใหญ่กว่ามาตรฐานสายพันธุ์ก็ต้องซอยลดจำนวนผลในช่อลง

- การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำมากสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง ถ้าได้รับน้ำน้อยจะทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ผลไม่โต ปุยน้อย หากมีฝนตกหนักลงมากะทันหันก็อาจทำให้ผลแตกผลร่วงได้

11. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน และให้รอบสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก. ต้นใหญ่) /ต้น ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

หมายเหตุ :
- ปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
- ช่วงผลแก่จัดใกล้หรือก่อนเก็บเกี่ยวไม่ต้องงดน้ำแต่ต้องให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อ อ่อนนุ่มฉ่ำน้ำจนใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้ หากมีฝนตกลงมาอาจทำให้มีน้ำมากเกินไปดังนั้น จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่มาจากฝนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไปให้ได้ .... ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวนี้หากงดน้ำเหมือนผลไม้อื่นๆ เนื้อจะแข็งไม่สามารถใช้ช้อนตักรับประทานได้

- ถ้ามีฝนตก หลังจากหมดฝนแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเดิมและวิธีเดิมต่อไปอีก 10-20 วัน จากนั้นให้สุ่มเก็บลงมาผ่าพิสูจน์ภายในก็จะรู้ว่าสมควรลงมือเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือต้องบำรุงต่อไปอีกจึงเก็บเกี่ยว ช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวมีฝนตกชุก แนะนำให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ เพื่อป้องกันต้นสะสมไนโตรเจน (จากน้ำฝน) มากเกินไปซึ่งจะทำให้ผลมีรสเปรี้ยว

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมของต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีผลิตต่อไปอีกด้วย

- กระท้อนไม่ต้องการพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลสุดท้ายหลุดจากต้นต้องเร่งบำรุงเรียกใบอ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นทันที จะช่วยให้การออกดอกติดผลในรุ่นการผลิตปีต่อไปดีขึ้น

เทคนิคทำกระท้อน “ก่อน-หลัง” ฤดูกาล :
ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือฮอร์โมนใดๆ บังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูได้ และไม่มีกระท้อนทะวาย (ให้ผลปีละ 2รุ่น) ดังนั้นการที่จะบังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูกาลปกติ (ก่อน/หลัง) ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบังคับโดยการบำรุงอย่างเต็มที่เท่านั้น

บังคับกระท้อนให้ออกก่อนฤดู :
เลือกกระท้อนสายพันธุ์เบา (ทับทิม) ที่มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. มาทำกระท้อนให้ออกก่อนฤดู โดยบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวรุ่นปีการผลิตปีนี้ทางรากด้วย 8-24-24 กับบำรุงทางใบด้วย 0-21-74 และเมื่อถึงปลายเดือน พ.ค.ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตบนต้นให้หมดแบบล้างต้น แล้วลงมือบำรุงตามขั้นตอน ดังนี้

ช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. (เตรียมต้น) :
หลังจากเก็บเกี่ยวผลสุดท้ายจากต้นไปแล้วเริ่มบำรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมของต้นโดยตัดแต่งกิ่ง ปรับสภาพทรงพุ่มให้โปร่ง เรียกใบอ่อนให้ได้ 1-2 ชุด เมื่อใบอ่อนออกมาแล้วให้เร่งบำรุงใบอ่อนให้เป็นใบแก่โดยเร็ว ส่วนทางรากใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ปุ๋ยเคมี ตามปกติระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค.) ต่อการเรียกใบอ่อน 3 ชุดนั้น จะประสบความ สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้นมี “ความสมบูรณ์สะสม” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะมาตรการบำรุงต้นให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมาแล้วหลายๆปีติดต่อกัน

หมายเหตุ :
ต้นที่ผ่านการบำรุงแบบให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมานานหลายๆ ปีและในรุ่นปีการผลิตที่ผ่านมาไว้ผลน้อยแต่บำรุงเต็มที่ เมื่อถึงรุ่นปีการผลิตใหม่ให้เรียกใบอ่อนเพียง 1 ชุด แล้วสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อได้เลย ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น

ช่วงต้น ส.ค.- กลาง ก.ย. (สะสมอาหารเพื่อการออกดอก) :

หลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายที่ต้องการเพสลาดแล้ว ให้ลงมือบำรุงทางใบด้วยสูตรสะ สมอาหาร เพื่อการออกดอก 2-3 สูตร ระยะการให้ห่างกันสูตรละ 5-7 วัน และบำรุงทางรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ต้นได้สะสมทั้งอาหารกลุ่มสร้างดอกบำรุงผล (ซี) และกลุ่มสร้างใบบำรุงต้น (เอ็น) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ช่วงปลายเดือน ก.ย. (ปรับ ซี/เอ็น เรโช) :
ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ทางรากให้เปิดหน้าดินโคนต้น งดน้ำเด็ดขาด ส่วนทางใบให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกเหมือนเดิมแต่ให้พอเปียกใบ ระวังอย่าให้น้ำลงพื้นเพราะจะทำให้มาตรการงดน้ำล้มเหลว พร้อมกันนั้นให้เสริมด้วยการ “รมควัน” ทุก 2-3 วันช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อเร่งให้ใบสลดแล้ว "เหลือง-แห้ง-ร่วง" เร็วขึ้น

ช่วงต้น ต.ค. (เปิดตาดอก) :
เปิดตาดอกด้วย “13-0-46” หรือ “0-52-34” หรือ “13-0-46 + 0-52-34” สูตรใดสูตรหนึ่ง สลับกับไทเป อย่างละ 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

หมายเหตุ :
- กระท้อนก่อนฤดูออกสู่ตลาดพร้อมกับทุเรียน เงาะ มังคุด อาจไม่ได้ราคาดี แต่ถ้าเป็นกระท้อนคุณภาพเกรด เอ. ขนาดจัมโบ้ ก็พอสู้ได้

- ต้นที่สมบูรณ์เต็มที่เพราะได้รับการปฏิบัติบำรุงแบบมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องหลายปี สามารถออกดอกได้เอง (ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก) โดยไม่ต้องเปิดตาดอกในช่วงเดือน ธ.ค.- ม.ค. จากนั้นก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆกลายเป็นไม่มีรุ่น

- กระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนก่อนฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกก่อนช่วงเดือนดังกล่าว ด้วยการเตรียมความพร้อมต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (เรียกใบอ่อน) ทันทีหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นปีที่ผ่านมา ควบคู่กับเร่งระยะเวลาการบำรุงตามขั้น ตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นด้วย

- เตรียมต้นที่จะทำให้ออกก่อนฤดูด้วยการเว้นการออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตนี้ แล้วบำรุงต้นไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อรอโอกาส หรือไว้ผลในต้นให้เหลือน้อยๆเพื่อไม่ให้ต้นโทรมจะช่วยให้การทำให้ออกก่อนฤดูในรุ่นปีการผลิตต่อไปง่ายและแน่นอนยิ่งขึ้น

- เนื่องจากธรรมชาติของกระท้อนออกดอกจากกิ่งแก่อายุข้ามปี ระหว่างที่มีผลอยู่บนต้นนั้นถ้ามีกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลมากกว่ากิ่งที่ออกดอกติดผล ให้เตรียมการบำรุงกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลนั้นให้ออกดอกแล้วทำเป็นกระท้อนก่อนฤดู โดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้บำรุงด้วยสูตร “สะสมอาหาร” ทั้งทางรากและทางใบต่อได้เลย ซึ่งขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 3-4 เดือน แต่ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าคุ้ม

- ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น ช่วงขั้น ตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอก ถ้ามีการให้ “น้ำตาลทางด่วน + 0-52-34 หรือ 0-42-56 + สังกะสี” ฉีดพ่นพอเปียกใบ ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ 2 ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย

บังคับกระท้อนให้ออกหลังฤดู :
เลือกกระท้อนพันธุ์อีล่า เพราะมีนิสัยออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่นโดยทำให้อีล่าออกช้ากว่าอีล่าด้วยกัน เพื่อบังคับให้เป็น “อีล่า-ล่าฤดู” หรือบังคับกระท้อนพันธุ์นิยมด้วยการยืดระยะเวลาในการบำรุงแต่ละระยะตามขั้นตอนให้นานขึ้นก็ได้ ดังนี้

1. เรียกใบอ่อนให้ครบทั้ง 3 ชุด เมื่อได้แต่ละชุดมาแล้วไม่ต้องเร่งให้เป็นใบแก่แต่ปล่อยให้แก่เองตามธรรมชาติเพื่อยืดระยะเวลา

2. ยืดเวลาขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกให้นานขึ้นด้วยสูตรสะสมอาหาร (ธาตุรอง/ธาตุเสริม) ไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ปรับ ซี/เอ็น เรโช. (งดน้ำ) แม้ว่าต้นจะพร้อมแล้วก็ตาม จนกว่าจะได้ระยะเวลาที่ต้องการจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช. แล้วเปิดตาดอก

3. เมื่อดอกออกมาแล้วให้บำรุงไปตามปกติ เพราะไม่สามารถยืดอายุดอกให้นานขึ้นได้
4. บำรุงผลเล็กตามปกติ
5. บำรุงระยะผลขนาดกลางด้วย สูตรบำรุงผลให้แก่ช้า จนกระทั่งได้เวลาเก็บเกี่ยวตามต้องการจึงเปลี่ยนมาบำรุงด้วยสูตรบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวตามปกติ

หมายเหตุ :
ในเมื่อกระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนล่าฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกหลังช่วงเดือนดังกล่าวให้นานที่สุดเท่าที่สภาพภูมิอากาศและสภาพต้นอำนวย แล้วปฏิบัติบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนแรก (เรียกใบอ่อน) จนถึงขั้นตอนสุดท้าย (บำรุงผลแก่) แบบยืดเวลาให้นานขึ้น


----------------------------------------------


...
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 16/02/2026 10:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.[/size]
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:37 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก
- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี
- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้
- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก
- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:40 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อkยุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:43 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน

- ดอกเป็นดอกสูงขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:45 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน

- ดอกเป็นดอกสูงขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:46 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน

- ดอกเป็นดอกสูงขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน

- ดอกเป็นดอกสูงขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:48 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง(เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน - อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน

- ดอกเป็นดอกสูงขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:51 am    ชื่อกระทู้: Re: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

[quote="kimzagass"]*******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ..........................

*******************************************************************

เกษตรไทย STYLE 1 –85

10. ไม้ผลยอดนิยม

กระท้อน

ลักษณะทางธรรมชาติ :

- เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี หากปล่อยให้โตอย่างอิสระอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติบำรุงดีสามารถสูงได้ถึงกว่า 20 ม. ขนาดทรงพุ่มกว้าง 10-20 ม. เมื่ออายุต้นมากขึ้นหรือเป็นต้นแก่แล้ว การให้ผลผลิตจะลดลงทั้งความดกและคุณภาพ แก้ไขโดยตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เหลือขนาดทรงพุ่มสูงและกว้าง 3-4 ม. แล้วบำรุงสร้างกิ่งใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเป็นต้นสาวที่ให้ผลดกและคุณภาพดีเหมือนเดิม

- เป็นผลไม้เขตร้อนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ชอบดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวร่วนหรือดินลูกรังแดงร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ สารอาหารสมบูรณ์ โปร่ง น้ำและอากาศผ่านสะดวก เนื้อดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 ม.

- ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค. เป็นกระท้อนปีหรือในฤดูกาล แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมระดับแนวหน้า แต่มีเสน่ห์ตรงที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลไม้ระดับแนวหน้าอย่างมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด วายหรือหมดไปจากตลาดแล้วและออกก่อนลำไย จะมีคู่แข่งก็แต่ผลไม้ประเภทออกตลอดปีเท่านั้น

- ให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่น ปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนหรือสารใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และก็ไม่มีสายพันธุ์ทะวายอีกด้วย การบังคับจึงทำได้เพียงบำรุงให้ออกก่อนฤดูหรือหลังฤดูด้วยช่วงสั้นๆ เท่านั้น

- ต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน กิ่งทาบ ติดตา เสียบยอด มีแต่รากฝอยจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 3-4 ปี แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2 รากสามารถให้ผลได้ภายใน 2-3 ปี แล้วจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ปี

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ยืนต้นอายุนับ 100 ปี ถ้าต้นนั้นปลูกจากกิ่งที่มีแต่รากฝอยเมื่อต้นใหญ่มากขึ้นทรงพุ่มต้านลมมากๆอาจทำให้ต้นล้มได้ แนวทางแก้ไข คือ เสริมราก 1-2 รากด้วยต้นที่มีรากแก้ว (เพาะเมล็ด) ซึ่งนอกจากจะช่วยยึดต้นได้ดีแล้วยังช่วยเพิ่มจำนวนรากในการหาอาหารอีกด้วย

- กระท้อนสายพันธุ์เดียวกัน ปลูกในแปลงเดียวกัน และบำรุงอย่างเดียวกัน แต่คุณภาพผลผลิตแตกต่างกันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างภายในประจำตัว กระท้อนต้นที่หลังใบมีขนปุยคล้ายกำมะหยี่มักให้ผลผลิตคุณภาพเหนือกว่าต้นที่หลังใบเรียบมันวาว

- ต้นพันธุ์ระยะกล้าสังเกตได้ยากมากว่าต้นไหนเป็นพันธุ์ไหน เพราะระยะกล้ากระท้อนทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะคล้ายกันมาก การให้ได้สายพันธุ์แท้ตามต้องการต้องมาจากแหล่งเชื่อถือได้จริงๆเท่านั้น

- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมทั้งจากเกสรตัวผู้ทั้งในดอกเดียวกัน และเกสรตัวผู้จากดอกอื่นในต้นเดียวกันหรือจากต่างต้น

- อายุดอกตูม-ดอกบาน (ผสมติด) 25-30 วัน และอายุผลเล็ก-ผลแก่เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน

- ออกดอกจากซอกใบปลายกิ่งของกิ่งอายุข้ามปี ออกได้ทั้งกิ่งชายพุ่มและกิ่งในทรงพุ่มแบบทยอยออกนาน 7-10 วัน

- การติดผลมีทั้งผลเดี่ยวและเป็นพวงตั้งแต่ 2-5 ผล ขนาดผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการบำรุง

- ปลูกกระท้อนสายพันธุ์ให้ผลดกถึงดกมาก ระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 ม. (1 ไร่ = 11 ต้น) เลี้ยงทรงพุ่มให้สูงอิสระ 5-6 ม. (ตัดยอดประธาน) ทรงพุ่มกว้างชนต้นข้างเคียง เว้นช่องว่าระหว่างต้นพอให้แสงแดดส่องผ่านได้ ตัดแต่งกิ่งภายในโปร่งให้แสงแดดผ่านเข้าไปได้เท่ากันดีทั่วพื้นที่ภายในทรงพุ่ม 40-50% ต้นได้รับการเสริมราก 2-3 ราก และได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างถูกต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องนานหลายปีติดต่อกัน เมื่ออายุต้นโตเป็นสาวเต็มที่สามารถให้ผลผลิตมากถึง 2,000 ผล

- แต่ละช่วงของการพัฒนาทั้งต้นและผลต้องการน้ำค่อนข้ามากและสม่ำเสมอ แต่ช่วง ปรับ ซี/เอ็น เรโช ถึง ก่อนเปิดตาดอก ต้องการน้ำน้อย ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ปลูกจะต้องสามารถควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้อย่างแท้จริง

- ธรรมชาติกระท้อนมักออกดอกแล้วติดผลเล็กครั้งละจำนวนมาก จากนั้นจะสลัดผลเล็กทิ้งเองจนเหลือไม่มาก แก้ไขโดยบำรุงต้นให้สมบูรณ์จริงๆด้วยวิธีให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องนานหลายๆปี กับทั้งให้ฮอร์โมนบำรุงดอก. บำรุงผลเล็ก. อย่างถูกต้องตรงตามจังหวะ และเมื่อผลโตขึ้นการซอยผลออกบ้างเท่าที่จำเป็น

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช.โดยการงดน้ำนั้น แม้จะได้เตรียมความสมบูรณ์ของต้นไว้พร้อมก่อนแล้ว ถ้ามาตรการควบคุมปริมาณน้ำ (งดน้ำ) จนทำให้ใบแก่โคนกิ่งสลดจนแห้งแล้วร่วงไม่ได้ก็จะทำให้เปิดตาดอกไม่ออก หรือเปิดตาดอกแล้วออกมาเป็นใบอ่อนแทนได้

- การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่วยป้องกันแมลงวันทองแล้วยังช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเป็นกำมะหยี่ดี และเนื้อในดีอีกด้วย

- เริ่มห่อผลเมื่อผลอายุ 50-55 วัน หรือขนาดมะนาว หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอ่อน และเก็บเกี่ยวได้หลังจากห่อผล 1 เดือน หรือเมื่ออายุผลได้ 5-6 เดือนหลังออกดอก

- สังเกตลักษณะผลแก่ได้จากเส้นบนผิวผลจากขั้วผลถึงก้นผล ถ้าเส้นยังนูนเด่นชัดแสดงว่ายังแก่ไม่จัด ถ้าเส้นหายไปหรือเรียบเนียนกับผิวผลแสดงว่าผลแก่จัดแล้ว หรือสังเกตที่สีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก

- การห่อด้วยถุงพลาสติกจะทำให้ผลเสียหายเพราะระบายความชื้นไม่ดี ควรห่อด้วยกระดาษถุงปูนซีเมนต์เท่านั้น วัสดุห่อผลดีที่สุด คือ ใบตองแห้ง เรียกว่า กระโปรง แต่เนื่อง จากมีราคาแพงและจัดทำยากจึงไม่ได้รับความนิยม

การห่อผลด้วยกระโปรงใบตองชั้นในก่อน แล้วห่อทับซ้อนด้วยถุงกระดาษปูนซิเมนต์อีกชั้นหนึ่งจะทำให้คุณภาพผลดีกว่าการห่อแบบชั้นเดียว

- ห่อผลต้องทำด้วยความประณีต มือเบาๆ ถ้าทำแรงมือหนักจนขั้วได้รับความกระทบกระเทือน ผลจะไม่ร่วงเดี๋ยวนั้นแต่จะร่วงหลังจากห่อผลแล้ว 7-10 วัน

- ควรเลือกใช้ถุงห่อขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้อากาศภายในถุงถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะผลกระท้อนที่ติดเป็นพวงจะต้องใช้ถุงห่อขนาดใหญ่พิเศษ

- ผลที่ไม่ได้ห่อ คุณภาพผลนอกจากเนื้อจะแข็งกระด้าง ปุยน้อยแล้ว ผิวเปลือกก็ไม่เป็นกำมะหยี่อีกด้วย ผลแบบนี้เหมาะสำหรับทำกระท้อนดอง

- เป็นผลไม้ที่ไม่ต้องบ่มหลังเก็บเกี่ยว คุณภาพของผลแก่จัด (ผลสุก) ขณะอยู่บนต้นเป็นเช่นไรเมื่อเก็บลงมาแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น ผลที่ครบอายุเก็บเกี่ยวแล้วหากปล่อยทิ้งคาต้นนานหลายวันเกินไปคุณภาพจะด้อยลง ดังนั้นจึงให้เก็บเกี่ยวกระท้อน ณ วันที่ครบอายุผลพอดีรับประทาน

- กระท้อนทุกสายพันธุ์ มีความอร่อยตามธรรมชาติของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว สารอาหารหรือปุ๋ยที่จะช่วยดึงความอร่อยประจำสายพันธุ์ออก มาได้ คือ ธาตุรอง/ธาตุเสริม โดยเฉพาะ Mg Zn CaB ทั้งทางใบทางราก ทั้งช่วงมีผลบนต้นไม่มีผลบนต้น เรียกว่า “รสจัดจ้าน” นั่นแหละ

- กระท้อนก็เหมือนกับผลไม้อื่นอีกหลายชนิด หลังจากเก็บลงมาจากต้นแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ลืมต้น สัก 2-3 วันจะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เก็บในอุณหภูมิปกติอยู่ได้นาน 5-7วัน หรือเก็บในอุณหภูมิ 15-17 องศาอยู่ได้นาน 20 วัน

- ความดกและคุณภาพของผลด้านขนาด รูปทรง สีผิว ความนุ่มหนาของเนื้อและปุย ความเล็กของเมล็ด กลิ่นและความหวาน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ที่ได้รับจากการบำรุงมากกว่า คุณลักษณะของสายพันธุ์

- สายพันธุ์ผลใหญ่แม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงไม่เต็มที่ ผลที่ออกมากก็ยังใหญ่หรืออาจย่อมลงมาเล็กน้อยแต่จะไม่ดก ส่วนสายพันธุ์ผลเล็กแม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงดีเพียงใด ผลที่ออกมาก็ยังเป็นผลขนาดเล็ก หรืออาจใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยแต่การติดผลจะดกขึ้น

- ผลไม้ทั่วไปช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวต้องงดน้ำเพื่อให้เนื้อแห้งกรอบ กรณีของกระท้อนไม่ต้องงดน้ำแต่กลับต้องให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อฉ่ำนิ่มจนใช้ช้อนตักรับประทานได้ ถ้างดให้น้ำช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวเนื้อแข็งไม่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด แต่ดีสำหรับทำกระท้อนแปรรูป

- ออกดอกติดผลจากกิ่งอายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรตัดเฉพาะกิ่งที่มีผลผลิตแล้วบำรุงสร้างยอดขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นกิ่งให้ออกดอกติดผลในปีต่อไปส่วนกิ่งที่ปีนี้ยังไม่ออกดอกติดผลไม่ต้องตัดแต่ให้บำรุงต่อไปเลย เมื่อได้รับการบำรุงต่อก็จะออกดอกติดผลได้ในฤดูกาลถัดไป

- เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อลมพัดจะทำให้ผลแกว่งไปมาแล้วไปกระทบกับกิ่งข้างๆ ทำให้ผลเสียหาย แก้ไขด้วยการปลูกไม้บังลม

- ขนาดลำต้นใหญ่ความสูงมากๆ ทรงพุ่มกว้าง ให้ทำค้างไม้แบบถาวรเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้น จัดให้มีไม้พาดเป็นทางเดินภายในทรงพุ่มสูง 1-2-3 ชั้นตามความเหมาะสมจะช่วยให้การเข้าปฏิบัติงานในทรงพุ่ม เช่น การตัดแต่งกิ่ง ห่อผล ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

- หลังจากต้นเป็นสาวพร้อมให้ผลผลิตแล้วให้บำรุงแบบทำให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีและหลายๆปีติดต่อกัน โดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัว/พุงปลา ซี่ โครงไก่) ที่ชายพุ่ม 4-5 หลุม/ต้น (ทรงพุ่ม 5 ม.) ปีละครั้ง และปีรุ่งขึ้นให้ฝังระหว่างหลุมของปีที่แล้ว

- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ในใจกลางทรงพุ่มและเหนือทรงพุ่ม เป็นการเพิ่มทั้งประ สิทธิภาพและประสิทธิผลของงานฉีดพ่นทางใบได้ดีกว่าเครื่องมือฉีดพ่นทุกประเภท

- ค่อนข้างอ่อนแอต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทุกชนิด ทั้งๆที่ใช้ในอัตราเข้มข้นเท่ากับไม้ผลอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพฉีดพ่นทางใบจะต้องใช้ในอัตราน้อยกว่าไม้ผลอื่นๆ 1 เท่าตัวเสมอ

- การปลูกกล้วยลงในแปลงปลูกก่อนเพื่อเตรียมให้เป็นไม้พี่เลี้ยง เมื่อกล้วยยืนต้นได้แล้วจึงลงต้นกล้ากระท้อนพร้อมกับทำบังร่มเงาช่วยอีกชั้นหนึ่งจะช่วยให้ต้นกล้ายืนต้นได้เร็วสมบูรณ์แข็งแรง

- การพูนโคนต้นด้วยอินทรียวัตถุปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่ดี และต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2รากนอกจากจะช่วยให้ต้นมีรากหาอาหารมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ต้นอายุยืนนานขึ้นอีกด้วย

- อายุต้น 3-4 ปีขึ้นไป หรือได้ความสูง 3-5 ม. แล้ว ให้ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) เพื่อควบคุมขนาดความสูง จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดความกว้างทรงพุ่มต่อไป

- การตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งกระจายรอบทรงพุ่มเสมอกันจนแสงแดดส่องทั่วภายในทรงพุ่มจะช่วยให้กิ่งภายในทรงพุ่มออกดอกติดผลแล้วพัฒนาผลจนมีคุณภาพดีได้

- ใบกระท้อนแก่ตากแห้ง บดละเอียด ใช้ผสมพริกป่น เพื่อลดความเผ็ดของพริกลง และเพิ่มสีพริกให้จัดขึ้นได้ ทำให้การปลูกกระท้อนเพื่อขายใบกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณา

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และ รุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง. เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่. เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว. ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต. ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวล จันทร์. ขันทอง. คุณพินัย. สุภรัตน์.

สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม) เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.- ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก

เลือกกิ่งพันธุ์ :
เลือกต้นกล้าพันธุ์ที่ขยายพันธุ์มาจากกิ่งกระโดง ลำต้นกลางอ่อนกลางแก่ เปล้าสูงตรง ผ่านการอนุบาลในถุงดำมานานจนแผลทาบติดสนิทดี เคยแตกใบอ่อนในถุงดำมาแล้ว 1-2 ชุด มีรากแก่สีน้ำตาลดำแทงทะลุออกมานอกถุง รอบๆรากแก่มีรากอ่อนหรือรากฝอยสีเหลืองน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- กระท้อนออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีนี้

- ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้ รับแสงแดดน้อย

- โดยธรรมชาติแล้วจะออกดอกจากกิ่งแขนงของกิ่งประธานที่เฉียง 45 องศากับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงของกิ่งประธานที่ระนาบหรือกิ่งชี้ลง

- ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าใน และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้

- ตัดแต่งกิ่งตามปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50% และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80% จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี

- ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสง แดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้ว แสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย

- ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ

- นิสัยกระท้อนมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อน ช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสม บูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตามปกติต่อไปก่อน จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงกระท้อน

1. เรียกใบอ่อน :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่ไข่ แกลบดิบ แห้งเก่าข้ามปี) กระดูกป่น ครั้งที่ 1 ของรุ่นหรือปีการผลิต

- ใส่ 25-7-7 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

-ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติทันที่ ณ วันรุ่งขึ้น หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่ง

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และวันรุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

- เทคนิคการ ตัดแต่ง-เรียกใบอ่อน แบบ “บำรุงก่อนตัด” กล่าวคือ ระหว่างที่ต้นเลี้ยงลูกนั้น ต้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก จนทำให้ต้นโทรม หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้นแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเรียกใบอ่อน ทั้งทางใบและทางราก หรือเฉพาะทางใบอย่างเดียวก่อน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน เพื่อให้ต้นได้ใช้ใบเดิมที่มีสังเคราะห์อาหาร เมื่อเห็นว่า ต้นมีอาการสมบูรณ์ดี ทำท่าจะแตกยอดใหม่ ก็ให้ปฏิบัติการเรียกใบอ่อนทันที การที่ต้นมีความสมบูรณ์อยู่ ต้นก็จะแตกใบอ่อนใหม่ เร็ว ดี มาก และพร้อมกันทั่วทั้งต้น

- ตัดทิ้งกิ่งกระโดง กิ่งคด กิ่งงอ กิ่งไขว้ กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งชี้ลงล่าง กิ่งเป็นโรค ซึ่งเป็นกิ่งที่เหมาะสมต่อการออกดอก และกิ่งที่มีผลแล้ว ทั้งนี้ กระท้อนจะออกดอกติดลูกจากกิ่งข้ามปี เพราะฉะนั้นกิ่งอายุปีนี้ ตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการออกดอกให้คงเก็บไว้ให้
ออกดอกปีหน้า

2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มลงมือปฏิบัติเมื่อใบอ่อนเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้

- วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สามารถสังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อนชุดต่อไปได้เร็วขึ้น กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงประเภทปากกัดปากดูด

- ถ้าต้องการให้ใบแก่เร็วขึ้นอีกก็ให้ฉีดพ่นตั้งแต่ใบเริ่มแผ่กางเพียงเล็กน้อย หรือฉีดพ่นก่อนที่ใบแผ่กาง (เพสลาด) นั่นเอง

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม.สูง นอก จากช่วยทำให้ใบเป็นใบแก่แล้ว ยังเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้อีกด้วย

- ถ้าปล่อยให้ใบอ่อนออกมาแล้วเป็นแก่เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลา 30-45 วัน

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน นาน 1-2 เดือน .... ในรอบเดือนหาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ใส่ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว

- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
- ปริมาณ 8-24-24 ใส่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นปีผลิตที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง

- การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้ง ก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-3 เดือน ในห้วง 2-3 เดือนนี้ให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุง และให้รอบ 2 ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน

- การสะสมอาหารเพื่อการออกดอกมีความสำคัญมาก ช่วงนี้จำเป็นต้องให้สาร อาหารกลุ่ม “สร้างดอก-บำรุงผล” ทั้งทางใบและทางรากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้ใบอ่อนชุดหลังได้สะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกเสียก่อน จาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียว กันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

4. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ก่อนเริ่มลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช (งดน้ำ) และก่อนลงมือเปิดตาดอกต้องแน่ใจว่าระหว่างที่กำลังบำรุงทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องไม่มีฝน เพราะถ้ามีฝนตกลงมาการงดน้ำก็ล้ม เหลว และดอกที่ออกมาจะได้รับความเสียหาย

ถ้ารู้แน่ว่าช่วงงดน้ำและเปิดตาดอกถึงช่วงดอกออกมาแล้วจะมีฝนก็ให้ระงับการปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกไว้ก่อน ให้บำรุงต้นต่อไปอีกด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้นอาจจะปรับแผนการบำรุงเพื่อทำให้กระท้อนออกล่าฤดูด้วยการเลื่อนเวลาเริ่มปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกให้ช้าออกไปเท่าที่สภาพภูมิ อากาศจะอำนวยก็ได้

5. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นโดยนำอินทรีย์วัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม

- งดให้น้ำเด็ดขาด กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น. (อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก

- เริ่มปฏิบัติหลังจากแน่ใจว่าต้นได้สะสมอาหาร หรือมีลักษณะอั้นตาดอกเต็มที่แล้วโดยสังเกตได้จากใบแก่โคนกิ่ง 2-3 ใบ ซึ่งเป็นใบอายุข้ามปีเหลืองร่วงพร้อมกันทั้งต้น

- ก่อนลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต้องติดตามข่าวพยากรณ์อากาศให้มั่นใจว่าระหว่างปรับ ซี/เอ็น เรโช จะไม่มีฝนตก เพราะถ้ามีฝนตกลงมามาตรการงดน้ำก็ต้องล้มเหลว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช ได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ให้สังเกตจากต้น ถ้าต้นเกิดอาการใบสลดแสดงว่าในต้นมีปริมาณ ซี.มาก ส่วนปริมาณ เอ็น.เริ่มลดลง ความพร้อมของต้น อั้นตาดอก ก่อนเปิดตาดอก สังเกตได้จากลักษณะใบใหญ่หนาเขียวเข้ม ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด กิ่งและใบกรอบเปราะ ข้อใบสั้น หูใบอวบอ้วน ตาดอกโชว์นูนเห็นชัด

- เมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วนทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆ เพียงเปียกใบเท่านั้น

- เมื่องดน้ำหรือไม่รดน้ำแล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไป โดยทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย

- กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อต้องใช้ระยะเวลาในการงดน้ำนานมากกว่าสวนพื้นราบยกร่องแห้งจึงจะทำให้ใบสลดได้ อาจส่งผลให้แผนการผลิตที่กำหนดไว้คลาดเคลื่อน ดังนี้จึงจำ เป็นต้องสูบน้ำออกตั้งแต่ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช โดยกะคะเนให้ดินโคนต้นแห้งถึงขนาดแตก ระแหง และมีความชื้นไม่เกิน 10% ตรงกับช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช พอดี

- มาตรการเสริมด้วยการ “รมควัน” ทรงพุ่มช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที 3-5 รอบห่างกันรอบละ 2-3 วัน จะช่วยให้การปรับ ซี/เอ็น เรโช สำเร็จเร็วขึ้น

6. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนเปิดตาดอก :
ก่อนลงมือเปิดตาดอกให้ตรวจสอบข่าวสภาพอากาศให้แน่ใจว่าในอีก 15-20 วันข้างหน้าหรือวันที่ช่อดอกเริ่มแทงออกมานั้น จะต้องไม่มีฝนตกหรือมีสภาพอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เพราะสภาพอากาศปิดหรือมีฝน ต้นกระท้อนจะเปิดตาดอกไม่ออก แม้จะอั้นตาดอกดีเพียงใดก็ตาม แต่กลับแทงใบอ่อนออกมาแทน กรณีนี้ให้ระงับการเปิดตาดอกไว้ก่อนแล้วบำรุงต้นด้วยสูตร “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าในวันที่ช่อดอกออกมานั้นไม่มีฝนหรืออากาศเปิดแน่จึงลงมือเปิดตาดอก

7. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
เนื้อใบหนาเขียวเข้มส่องแดดไม่ทะลุ เส้นใบนูนเด่น หูใบอวบอ้วน ข้อใบสั้น ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด ใบคู่แรกที่โคนกิ่งเหลืองร่วง ทรงต้นมองจากภายนอกระยะไกลๆ เห็นความสมบูรณ์ทางทรงพุ่มชัดเจน

8. เปิดตาดอก :
ทางใบ :
สูตร 1
.... น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย (500- 1,000 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดไพร 250 ซีซี.

สูตร 2 .... น้ำ 100 ล. + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 3 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 4 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (1 กก.) + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 5 .... น้ำ 100 ล. + ไทเป 100 ซีซี. + สารสมุน ไพร 250 ซีซี.

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
- ระหว่างสูตร 1-2-3-4 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 5 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก

- ต้นที่ผ่านการบำรุงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสภาพอากาศไม่ค่อยอำนวย หรือพันธุ์หนักออกดอกยาก แนะนำให้เปิดตาดอกด้วยสูตร 4 สลับกับสูตร 5

- เปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

- เปิดตาดอกแล้วมีทั้งใบอ่อนและดอกออกมาพร้อมกัน ให้เปิดตาดอกด้วยสูตรเดิมซ้ำอีก 1-2 รอบ นอกจากช่วยกดใบอ่อนที่ออกมาพร้อมกับดอกแล้วยังดึงช่อดอกที่ยังไม่ออกให้ออกมาได้อีกด้วย

9. บำรุงดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียก ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน

- ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะเวลาเปิดตาดอกให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน แก้ไขโดยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.... มาตรการบำรุงต้นให้สมบูรณ์อยู่เสมอตั้งแต่ก่อนเปิดตาดอกจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมนทำเอง จะได้ผลดีกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นแน่นอนกว่า

- ควรฉีดพ่นเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของดอก ควรฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก หรือฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆ หรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆ ก็ได้

- การไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลยติดต่อกันมานานจะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆ เข้ามาช่วยผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลให้การติดผลดีขึ้น

- ธรรมชาติกระท้อนช่วงออกดอกต้องการน้ำมากกว่าไม้ผลอื่นๆ ดังนั้นการบำรุงตั้ง แต่ช่วงเปิดตาดอกจนกระทั่งมีดอกออกมาควรเพิ่มปริมาณน้ำให้มากจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอเพียงดอกจะแห้งและร่วง

- ต้นที่ได้รับ แม็กเนเซียม (จากไบโออิ). โบรอน (จากแคลเซียม โบรอน). สม่ำ เสมอแบบสะสม ถึงช่วงออกดอกแล้วเจอฝน ดอกจะแข็งแรงไม่ร่วงง่ายๆ หรือติดเป็นผลได้ดีเหมือนปกติ

10. บำรุงผลเล็ก-ผลกลาง :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ในรอบ 1 เดือน หาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกจากเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปถึงอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วย

- การบำรุงผลด้วยยูเรก้า หรืออเมริกาโน่ สูตร “ขยายขนาดผล” กรณีผลเดียวเดี่ยวๆในช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ 50-75% .... กรณี 2 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานเล็กน้อย หรือเท่ามาตรฐาน .... กรณี 3-4 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ .... ดังนั้น หากต้องการขนาดผลใหญ่กว่ามาตรฐานสายพันธุ์ก็ต้องซอยลดจำนวนผลในช่อลง

- การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำมากสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง ถ้าได้รับน้ำน้อยจะทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ผลไม่โต ปุยน้อย หากมีฝนตกหนักลงมากะทันหันก็อาจทำให้ผลแตกผลร่วงได้

11. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน และให้รอบสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก. ต้นใหญ่) /ต้น ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

หมายเหตุ :
- ปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
- ช่วงผลแก่จัดใกล้หรือก่อนเก็บเกี่ยวไม่ต้องงดน้ำแต่ต้องให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อ อ่อนนุ่มฉ่ำน้ำจนใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้ หากมีฝนตกลงมาอาจทำให้มีน้ำมากเกินไปดังนั้น จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่มาจากฝนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไปให้ได้ .... ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวนี้หากงดน้ำเหมือนผลไม้อื่นๆ เนื้อจะแข็งไม่สามารถใช้ช้อนตักรับประทานได้

- ถ้ามีฝนตก หลังจากหมดฝนแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเดิมและวิธีเดิมต่อไปอีก 10-20 วัน จากนั้นให้สุ่มเก็บลงมาผ่าพิสูจน์ภายในก็จะรู้ว่าสมควรลงมือเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือต้องบำรุงต่อไปอีกจึงเก็บเกี่ยว ช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวมีฝนตกชุก แนะนำให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ เพื่อป้องกันต้นสะสมไนโตรเจน (จากน้ำฝน) มากเกินไปซึ่งจะทำให้ผลมีรสเปรี้ยว

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมของต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีผลิตต่อไปอีกด้วย

- กระท้อนไม่ต้องการพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลสุดท้ายหลุดจากต้นต้องเร่งบำรุงเรียกใบอ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นทันที จะช่วยให้การออกดอกติดผลในรุ่นการผลิตปีต่อไปดีขึ้น

เทคนิคทำกระท้อน “ก่อน-หลัง” ฤดูกาล :
ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือฮอร์โมนใดๆ บังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูได้ และไม่มีกระท้อนทะวาย (ให้ผลปีละ 2รุ่น) ดังนั้นการที่จะบังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูกาลปกติ (ก่อน/หลัง) ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบังคับโดยการบำรุงอย่างเต็มที่เท่านั้น

บังคับกระท้อนให้ออกก่อนฤดู :
เลือกกระท้อนสายพันธุ์เบา (ทับทิม) ที่มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. มาทำกระท้อนให้ออกก่อนฤดู โดยบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวรุ่นปีการผลิตปีนี้ทางรากด้วย 8-24-24 กับบำรุงทางใบด้วย 0-21-74 และเมื่อถึงปลายเดือน พ.ค.ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตบนต้นให้หมดแบบล้างต้น แล้วลงมือบำรุงตามขั้นตอน ดังนี้

ช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. (เตรียมต้น) :
หลังจากเก็บเกี่ยวผลสุดท้ายจากต้นไปแล้วเริ่มบำรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมของต้นโดยตัดแต่งกิ่ง ปรับสภาพทรงพุ่มให้โปร่ง เรียกใบอ่อนให้ได้ 1-2 ชุด เมื่อใบอ่อนออกมาแล้วให้เร่งบำรุงใบอ่อนให้เป็นใบแก่โดยเร็ว ส่วนทางรากใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ปุ๋ยเคมี ตามปกติระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค.) ต่อการเรียกใบอ่อน 3 ชุดนั้น จะประสบความ สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้นมี “ความสมบูรณ์สะสม” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะมาตรการบำรุงต้นให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมาแล้วหลายๆปีติดต่อกัน

หมายเหตุ :
ต้นที่ผ่านการบำรุงแบบให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมานานหลายๆ ปีและในรุ่นปีการผลิตที่ผ่านมาไว้ผลน้อยแต่บำรุงเต็มที่ เมื่อถึงรุ่นปีการผลิตใหม่ให้เรียกใบอ่อนเพียง 1 ชุด แล้วสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อได้เลย ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น

ช่วงต้น ส.ค.- กลาง ก.ย. (สะสมอาหารเพื่อการออกดอก) :

หลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายที่ต้องการเพสลาดแล้ว ให้ลงมือบำรุงทางใบด้วยสูตรสะ สมอาหาร เพื่อการออกดอก 2-3 สูตร ระยะการให้ห่างกันสูตรละ 5-7 วัน และบำรุงทางรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ต้นได้สะสมทั้งอาหารกลุ่มสร้างดอกบำรุงผล (ซี) และกลุ่มสร้างใบบำรุงต้น (เอ็น) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ช่วงปลายเดือน ก.ย. (ปรับ ซี/เอ็น เรโช) :
ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ทางรากให้เปิดหน้าดินโคนต้น งดน้ำเด็ดขาด ส่วนทางใบให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกเหมือนเดิมแต่ให้พอเปียกใบ ระวังอย่าให้น้ำลงพื้นเพราะจะทำให้มาตรการงดน้ำล้มเหลว พร้อมกันนั้นให้เสริมด้วยการ “รมควัน” ทุก 2-3 วันช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อเร่งให้ใบสลดแล้ว "เหลือง-แห้ง-ร่วง" เร็วขึ้น

ช่วงต้น ต.ค. (เปิดตาดอก) :
เปิดตาดอกด้วย “13-0-46” หรือ “0-52-34” หรือ “13-0-46 + 0-52-34” สูตรใดสูตรหนึ่ง สลับกับไทเป อย่างละ 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

หมายเหตุ :
- กระท้อนก่อนฤดูออกสู่ตลาดพร้อมกับทุเรียน เงาะ มังคุด อาจไม่ได้ราคาดี แต่ถ้าเป็นกระท้อนคุณภาพเกรด เอ. ขนาดจัมโบ้ ก็พอสู้ได้

- ต้นที่สมบูรณ์เต็มที่เพราะได้รับการปฏิบัติบำรุงแบบมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องหลายปี สามารถออกดอกได้เอง (ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก) โดยไม่ต้องเปิดตาดอกในช่วงเดือน ธ.ค.- ม.ค. จากนั้นก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆกลายเป็นไม่มีรุ่น

- กระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนก่อนฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกก่อนช่วงเดือนดังกล่าว ด้วยการเตรียมความพร้อมต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (เรียกใบอ่อน) ทันทีหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นปีที่ผ่านมา ควบคู่กับเร่งระยะเวลาการบำรุงตามขั้น ตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นด้วย

- เตรียมต้นที่จะทำให้ออกก่อนฤดูด้วยการเว้นการออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตนี้ แล้วบำรุงต้นไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อรอโอกาส หรือไว้ผลในต้นให้เหลือน้อยๆเพื่อไม่ให้ต้นโทรมจะช่วยให้การทำให้ออกก่อนฤดูในรุ่นปีการผลิตต่อไปง่ายและแน่นอนยิ่งขึ้น

- เนื่องจากธรรมชาติของกระท้อนออกดอกจากกิ่งแก่อายุข้ามปี ระหว่างที่มีผลอยู่บนต้นนั้นถ้ามีกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลมากกว่ากิ่งที่ออกดอกติดผล ให้เตรียมการบำรุงกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลนั้นให้ออกดอกแล้วทำเป็นกระท้อนก่อนฤดู โดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้บำรุงด้วยสูตร “สะสมอาหาร” ทั้งทางรากและทางใบต่อได้เลย ซึ่งขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 3-4 เดือน แต่ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าคุ้ม

- ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น ช่วงขั้น ตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอก ถ้ามีการให้ “น้ำตาลทางด่วน + 0-52-34 หรือ 0-42-56 + สังกะสี” ฉีดพ่นพอเปียกใบ ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ 2 ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย

บังคับกระท้อนให้ออกหลังฤดู :
เลือกกระท้อนพันธุ์อีล่า เพราะมีนิสัยออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่นโดยทำให้อีล่าออกช้ากว่าอีล่าด้วยกัน เพื่อบังคับให้เป็น “อีล่า-ล่าฤดู” หรือบังคับกระท้อนพันธุ์นิยมด้วยการยืดระยะเวลาในการบำรุงแต่ละระยะตามขั้นตอนให้นานขึ้นก็ได้ ดังนี้

1. เรียกใบอ่อนให้ครบทั้ง 3 ชุด เมื่อได้แต่ละชุดมาแล้วไม่ต้องเร่งให้เป็นใบแก่แต่ปล่อยให้แก่เองตามธรรมชาติเพื่อยืดระยะเวลา

2. ยืดเวลาขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกให้นานขึ้นด้วยสูตรสะสมอาหาร (ธาตุรอง/ธาตุเสริม) ไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ปรับ ซี/เอ็น เรโช. (งดน้ำ) แม้ว่าต้นจะพร้อมแล้วก็ตาม จนกว่าจะได้ระยะเวลาที่ต้องการจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช. แล้วเปิดตาดอก

3. เมื่อดอกออกมาแล้วให้บำรุงไปตามปกติ เพราะไม่สามารถยืดอายุดอกให้นานขึ้นได้
4. บำรุงผลเล็กตามปกติ
5. บำรุงระยะผลขนาดกลางด้วย สูตรบำรุงผลให้แก่ช้า จนกระทั่งได้เวลาเก็บเกี่ยวตามต้องการจึงเปลี่ยนมาบำรุงด้วยสูตรบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวตามปกติ

หมายเหตุ :
ในเมื่อกระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนล่าฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกหลังช่วงเดือนดังกล่าวให้นานที่สุดเท่าที่สภาพภูมิอากาศและสภาพต้นอำนวย แล้วปฏิบัติบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนแรก (เรียกใบอ่อน) จนถึงขั้นตอนสุดท้าย (บำรุงผลแก่) แบบยืดเวลาให้นานขึ้น


----------------------------------------------


...
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:52 am    ชื่อกระทู้: Re: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

*******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 1 ..........................

*******************************************************************

เกษตรไทย STYLE 1 –85

10. ไม้ผลยอดนิยม

กระท้อน

ลักษณะทางธรรมชาติ :

- เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี หากปล่อยให้โตอย่างอิสระอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการปฏิบัติบำรุงดีสามารถสูงได้ถึงกว่า 20 ม. ขนาดทรงพุ่มกว้าง 10-20 ม. เมื่ออายุต้นมากขึ้นหรือเป็นต้นแก่แล้ว การให้ผลผลิตจะลดลงทั้งความดกและคุณภาพ แก้ไขโดยตัดแต่งกิ่งทำสาวให้เหลือขนาดทรงพุ่มสูงและกว้าง 3-4 ม. แล้วบำรุงสร้างกิ่งใหม่ก็จะกลับคืนสภาพเป็นต้นสาวที่ให้ผลดกและคุณภาพดีเหมือนเดิม

- เป็นผลไม้เขตร้อนสามารถปลูกได้ในพื้นที่ทุกภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล ชอบดินเหนียวปนทราย ดินเหนียวร่วนหรือดินลูกรังแดงร่วน มีอินทรีย์วัตถุมากๆ สารอาหารสมบูรณ์ โปร่ง น้ำและอากาศผ่านสะดวก เนื้อดินลึกไม่น้อยกว่า 1.5 ม.

- ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค. เป็นกระท้อนปีหรือในฤดูกาล แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้ยอดนิยมระดับแนวหน้า แต่มีเสน่ห์ตรงที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลไม้ระดับแนวหน้าอย่างมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด วายหรือหมดไปจากตลาดแล้วและออกก่อนลำไย จะมีคู่แข่งก็แต่ผลไม้ประเภทออกตลอดปีเท่านั้น

- ให้ผลผลิตปีละ 1 รุ่น ปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนหรือสารใดๆบังคับให้ออกนอกฤดูได้ และก็ไม่มีสายพันธุ์ทะวายอีกด้วย การบังคับจึงทำได้เพียงบำรุงให้ออกก่อนฤดูหรือหลังฤดูด้วยช่วงสั้นๆ เท่านั้น

- ต้นที่ปลูกจากกิ่งตอน กิ่งทาบ ติดตา เสียบยอด มีแต่รากฝอยจะเริ่มให้ผลผลิตได้เมื่ออายุ 3-4 ปี แต่ถ้าเป็นต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2 รากสามารถให้ผลได้ภายใน 2-3 ปี แล้วจะให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องนานถึง 30 ปี

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ยืนต้นอายุนับ 100 ปี ถ้าต้นนั้นปลูกจากกิ่งที่มีแต่รากฝอยเมื่อต้นใหญ่มากขึ้นทรงพุ่มต้านลมมากๆอาจทำให้ต้นล้มได้ แนวทางแก้ไข คือ เสริมราก 1-2 รากด้วยต้นที่มีรากแก้ว (เพาะเมล็ด) ซึ่งนอกจากจะช่วยยึดต้นได้ดีแล้วยังช่วยเพิ่มจำนวนรากในการหาอาหารอีกด้วย

- กระท้อนสายพันธุ์เดียวกัน ปลูกในแปลงเดียวกัน และบำรุงอย่างเดียวกัน แต่คุณภาพผลผลิตแตกต่างกันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างภายในประจำตัว กระท้อนต้นที่หลังใบมีขนปุยคล้ายกำมะหยี่มักให้ผลผลิตคุณภาพเหนือกว่าต้นที่หลังใบเรียบมันวาว

- ต้นพันธุ์ระยะกล้าสังเกตได้ยากมากว่าต้นไหนเป็นพันธุ์ไหน เพราะระยะกล้ากระท้อนทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะคล้ายกันมาก การให้ได้สายพันธุ์แท้ตามต้องการต้องมาจากแหล่งเชื่อถือได้จริงๆเท่านั้น

- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมทั้งจากเกสรตัวผู้ทั้งในดอกเดียวกัน และเกสรตัวผู้จากดอกอื่นในต้นเดียวกันหรือจากต่างต้น

- อายุดอกตูม-ดอกบาน (ผสมติด) 25-30 วัน และอายุผลเล็ก-ผลแก่เก็บเกี่ยว 5-6 เดือน

- ออกดอกจากซอกใบปลายกิ่งของกิ่งอายุข้ามปี ออกได้ทั้งกิ่งชายพุ่มและกิ่งในทรงพุ่มแบบทยอยออกนาน 7-10 วัน

- การติดผลมีทั้งผลเดี่ยวและเป็นพวงตั้งแต่ 2-5 ผล ขนาดผลขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการบำรุง

- ปลูกกระท้อนสายพันธุ์ให้ผลดกถึงดกมาก ระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 ม. (1 ไร่ = 11 ต้น) เลี้ยงทรงพุ่มให้สูงอิสระ 5-6 ม. (ตัดยอดประธาน) ทรงพุ่มกว้างชนต้นข้างเคียง เว้นช่องว่าระหว่างต้นพอให้แสงแดดส่องผ่านได้ ตัดแต่งกิ่งภายในโปร่งให้แสงแดดผ่านเข้าไปได้เท่ากันดีทั่วพื้นที่ภายในทรงพุ่ม 40-50% ต้นได้รับการเสริมราก 2-3 ราก และได้รับการปฏิบัติบำรุงอย่างถูกต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องนานหลายปีติดต่อกัน เมื่ออายุต้นโตเป็นสาวเต็มที่สามารถให้ผลผลิตมากถึง 2,000 ผล

- แต่ละช่วงของการพัฒนาทั้งต้นและผลต้องการน้ำค่อนข้ามากและสม่ำเสมอ แต่ช่วง ปรับ ซี/เอ็น เรโช ถึง ก่อนเปิดตาดอก ต้องการน้ำน้อย ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ปลูกจะต้องสามารถควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นให้ได้อย่างแท้จริง

- ธรรมชาติกระท้อนมักออกดอกแล้วติดผลเล็กครั้งละจำนวนมาก จากนั้นจะสลัดผลเล็กทิ้งเองจนเหลือไม่มาก แก้ไขโดยบำรุงต้นให้สมบูรณ์จริงๆด้วยวิธีให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องนานหลายๆปี กับทั้งให้ฮอร์โมนบำรุงดอก. บำรุงผลเล็ก. อย่างถูกต้องตรงตามจังหวะ และเมื่อผลโตขึ้นการซอยผลออกบ้างเท่าที่จำเป็น

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมน หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) แล้วผสมกัน เมื่อพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช.โดยการงดน้ำนั้น แม้จะได้เตรียมความสมบูรณ์ของต้นไว้พร้อมก่อนแล้ว ถ้ามาตรการควบคุมปริมาณน้ำ (งดน้ำ) จนทำให้ใบแก่โคนกิ่งสลดจนแห้งแล้วร่วงไม่ได้ก็จะทำให้เปิดตาดอกไม่ออก หรือเปิดตาดอกแล้วออกมาเป็นใบอ่อนแทนได้

- การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากช่วยป้องกันแมลงวันทองแล้วยังช่วยทำให้ผิวสวย ผิวเป็นกำมะหยี่ดี และเนื้อในดีอีกด้วย

- เริ่มห่อผลเมื่อผลอายุ 50-55 วัน หรือขนาดมะนาว หรือผลเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองอ่อน และเก็บเกี่ยวได้หลังจากห่อผล 1 เดือน หรือเมื่ออายุผลได้ 5-6 เดือนหลังออกดอก

- สังเกตลักษณะผลแก่ได้จากเส้นบนผิวผลจากขั้วผลถึงก้นผล ถ้าเส้นยังนูนเด่นชัดแสดงว่ายังแก่ไม่จัด ถ้าเส้นหายไปหรือเรียบเนียนกับผิวผลแสดงว่าผลแก่จัดแล้ว หรือสังเกตที่สีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก

- การห่อด้วยถุงพลาสติกจะทำให้ผลเสียหายเพราะระบายความชื้นไม่ดี ควรห่อด้วยกระดาษถุงปูนซีเมนต์เท่านั้น วัสดุห่อผลดีที่สุด คือ ใบตองแห้ง เรียกว่า กระโปรง แต่เนื่อง จากมีราคาแพงและจัดทำยากจึงไม่ได้รับความนิยม

การห่อผลด้วยกระโปรงใบตองชั้นในก่อน แล้วห่อทับซ้อนด้วยถุงกระดาษปูนซิเมนต์อีกชั้นหนึ่งจะทำให้คุณภาพผลดีกว่าการห่อแบบชั้นเดียว

- ห่อผลต้องทำด้วยความประณีต มือเบาๆ ถ้าทำแรงมือหนักจนขั้วได้รับความกระทบกระเทือน ผลจะไม่ร่วงเดี๋ยวนั้นแต่จะร่วงหลังจากห่อผลแล้ว 7-10 วัน

- ควรเลือกใช้ถุงห่อขนาดใหญ่ๆ เพื่อให้อากาศภายในถุงถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะผลกระท้อนที่ติดเป็นพวงจะต้องใช้ถุงห่อขนาดใหญ่พิเศษ

- ผลที่ไม่ได้ห่อ คุณภาพผลนอกจากเนื้อจะแข็งกระด้าง ปุยน้อยแล้ว ผิวเปลือกก็ไม่เป็นกำมะหยี่อีกด้วย ผลแบบนี้เหมาะสำหรับทำกระท้อนดอง

- เป็นผลไม้ที่ไม่ต้องบ่มหลังเก็บเกี่ยว คุณภาพของผลแก่จัด (ผลสุก) ขณะอยู่บนต้นเป็นเช่นไรเมื่อเก็บลงมาแล้วก็คงเป็นเช่นนั้น ผลที่ครบอายุเก็บเกี่ยวแล้วหากปล่อยทิ้งคาต้นนานหลายวันเกินไปคุณภาพจะด้อยลง ดังนั้นจึงให้เก็บเกี่ยวกระท้อน ณ วันที่ครบอายุผลพอดีรับประทาน

- กระท้อนทุกสายพันธุ์ มีความอร่อยตามธรรมชาติของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว สารอาหารหรือปุ๋ยที่จะช่วยดึงความอร่อยประจำสายพันธุ์ออก มาได้ คือ ธาตุรอง/ธาตุเสริม โดยเฉพาะ Mg Zn CaB ทั้งทางใบทางราก ทั้งช่วงมีผลบนต้นไม่มีผลบนต้น เรียกว่า “รสจัดจ้าน” นั่นแหละ

- กระท้อนก็เหมือนกับผลไม้อื่นอีกหลายชนิด หลังจากเก็บลงมาจากต้นแล้วปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้ลืมต้น สัก 2-3 วันจะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น เก็บในอุณหภูมิปกติอยู่ได้นาน 5-7วัน หรือเก็บในอุณหภูมิ 15-17 องศาอยู่ได้นาน 20 วัน

- ความดกและคุณภาพของผลด้านขนาด รูปทรง สีผิว ความนุ่มหนาของเนื้อและปุย ความเล็กของเมล็ด กลิ่นและความหวาน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ที่ได้รับจากการบำรุงมากกว่า คุณลักษณะของสายพันธุ์

- สายพันธุ์ผลใหญ่แม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงไม่เต็มที่ ผลที่ออกมากก็ยังใหญ่หรืออาจย่อมลงมาเล็กน้อยแต่จะไม่ดก ส่วนสายพันธุ์ผลเล็กแม้จะได้รับการปฏิบัติบำรุงดีเพียงใด ผลที่ออกมาก็ยังเป็นผลขนาดเล็ก หรืออาจใหญ่กว่าปกติเล็กน้อยแต่การติดผลจะดกขึ้น

- ผลไม้ทั่วไปช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวต้องงดน้ำเพื่อให้เนื้อแห้งกรอบ กรณีของกระท้อนไม่ต้องงดน้ำแต่กลับต้องให้น้ำสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อฉ่ำนิ่มจนใช้ช้อนตักรับประทานได้ ถ้างดให้น้ำช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวเนื้อแข็งไม่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด แต่ดีสำหรับทำกระท้อนแปรรูป

- ออกดอกติดผลจากกิ่งอายุข้ามปี การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรตัดเฉพาะกิ่งที่มีผลผลิตแล้วบำรุงสร้างยอดขึ้นมาใหม่สำหรับใช้เป็นกิ่งให้ออกดอกติดผลในปีต่อไปส่วนกิ่งที่ปีนี้ยังไม่ออกดอกติดผลไม่ต้องตัดแต่ให้บำรุงต่อไปเลย เมื่อได้รับการบำรุงต่อก็จะออกดอกติดผลได้ในฤดูกาลถัดไป

- เนื่องจากผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อลมพัดจะทำให้ผลแกว่งไปมาแล้วไปกระทบกับกิ่งข้างๆ ทำให้ผลเสียหาย แก้ไขด้วยการปลูกไม้บังลม

- ขนาดลำต้นใหญ่ความสูงมากๆ ทรงพุ่มกว้าง ให้ทำค้างไม้แบบถาวรเป็นคอกสี่เหลี่ยมล้อมรอบต้น จัดให้มีไม้พาดเป็นทางเดินภายในทรงพุ่มสูง 1-2-3 ชั้นตามความเหมาะสมจะช่วยให้การเข้าปฏิบัติงานในทรงพุ่ม เช่น การตัดแต่งกิ่ง ห่อผล ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

- หลังจากต้นเป็นสาวพร้อมให้ผลผลิตแล้วให้บำรุงแบบทำให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีและหลายๆปีติดต่อกัน โดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัว/พุงปลา ซี่ โครงไก่) ที่ชายพุ่ม 4-5 หลุม/ต้น (ทรงพุ่ม 5 ม.) ปีละครั้ง และปีรุ่งขึ้นให้ฝังระหว่างหลุมของปีที่แล้ว

- ติดตั้งระบบสปริงเกอร์ในใจกลางทรงพุ่มและเหนือทรงพุ่ม เป็นการเพิ่มทั้งประ สิทธิภาพและประสิทธิผลของงานฉีดพ่นทางใบได้ดีกว่าเครื่องมือฉีดพ่นทุกประเภท

- ค่อนข้างอ่อนแอต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมทุกชนิด ทั้งๆที่ใช้ในอัตราเข้มข้นเท่ากับไม้ผลอื่นๆ ดังนั้น ถ้าจะใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพฉีดพ่นทางใบจะต้องใช้ในอัตราน้อยกว่าไม้ผลอื่นๆ 1 เท่าตัวเสมอ

- การปลูกกล้วยลงในแปลงปลูกก่อนเพื่อเตรียมให้เป็นไม้พี่เลี้ยง เมื่อกล้วยยืนต้นได้แล้วจึงลงต้นกล้ากระท้อนพร้อมกับทำบังร่มเงาช่วยอีกชั้นหนึ่งจะช่วยให้ต้นกล้ายืนต้นได้เร็วสมบูรณ์แข็งแรง

- การพูนโคนต้นด้วยอินทรียวัตถุปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยให้ต้นแตกรากใหม่ดี และต้นที่ได้รับการเสริมราก 1-2รากนอกจากจะช่วยให้ต้นมีรากหาอาหารมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ต้นอายุยืนนานขึ้นอีกด้วย

- อายุต้น 3-4 ปีขึ้นไป หรือได้ความสูง 3-5 ม. แล้ว ให้ตัดยอดประธาน (ผ่ากบาล) เพื่อควบคุมขนาดความสูง จากนั้นจึงตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมขนาดความกว้างทรงพุ่มต่อไป

- การตัดแต่งกิ่งให้เหลือกิ่งกระจายรอบทรงพุ่มเสมอกันจนแสงแดดส่องทั่วภายในทรงพุ่มจะช่วยให้กิ่งภายในทรงพุ่มออกดอกติดผลแล้วพัฒนาผลจนมีคุณภาพดีได้

- ใบกระท้อนแก่ตากแห้ง บดละเอียด ใช้ผสมพริกป่น เพื่อลดความเผ็ดของพริกลง และเพิ่มสีพริกให้จัดขึ้นได้ ทำให้การปลูกกระท้อนเพื่อขายใบกลายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งที่น่าพิจารณา

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และ รุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

สายพันธุ์ทั่วไป :
ผอบทอง. เขียวหวาน. ขันทอง. ตาอยู่. เทพรส. เทพสำราญ. อีไหว.อีเปียก. อีจืด. หลังห่อ. บัวขาว. ทับทิม. ทองหยิบ. อินทรชิต. ทองใบใหญ่. ไกรทอง. บางกร่าง. นวล จันทร์. ขันทอง. คุณพินัย. สุภรัตน์.

สายพันธุ์นิยม :
ปุยฝ้าย (พันธุ์หนัก). อีล่า (พันธุ์หนัก). นิ่มนวล (พันธุ์เบา). ทับทิม (พันธุ์เบา).

สายพันธุ์เด่น :
ทับทิม (500-800 กรัม) เป็นพันธุ์เบา ติดผลดก ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ รสหวานจัด

อีล่า (1-1.2 กก) เป็นพันธุ์หนัก ติดผลดกถึงดกมาก ผลผลิตเก็บเกี่ยวหลังสุด(ประมาณ ส.ค.- ก.ย.)ในบรรดากระท้อนด้วยกันและราคาดีที่สุด

ทองหยิบ (1-1.5 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

ไหว (1.1.7 กก.) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด

นิ่มนวล (500-800 กรัม) ติดผลดกปานกลาง รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก กำมะหยี่ (500-800 กรัม) ติดผลดกกว่านิ่มนวล รสหวานจัด เนื้อนิ่มดีมาก

เลือกกิ่งพันธุ์ :
เลือกต้นกล้าพันธุ์ที่ขยายพันธุ์มาจากกิ่งกระโดง ลำต้นกลางอ่อนกลางแก่ เปล้าสูงตรง ผ่านการอนุบาลในถุงดำมานานจนแผลทาบติดสนิทดี เคยแตกใบอ่อนในถุงดำมาแล้ว 1-2 ชุด มีรากแก่สีน้ำตาลดำแทงทะลุออกมานอกถุง รอบๆรากแก่มีรากอ่อนหรือรากฝอยสีเหลืองน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- กระท้อนออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีนี้

- ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ถึงทุกกิ่งทั่วภายในทรงพุ่ม กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้ รับแสงแดดน้อย

- โดยธรรมชาติแล้วจะออกดอกจากกิ่งแขนงของกิ่งประธานที่เฉียง 45 องศากับลำต้นได้ดีกว่ากิ่งแขนงของกิ่งประธานที่ระนาบหรือกิ่งชี้ลง

- ตัดกิ่งกระโดง กิ่งในทรงพุ่ม กิ่งคดงอ กิ่งชี้ลง กิ่งไขว้ กิ่งหางหนู กิ่งเป็นโรค กิ่งชี้เข้าใน และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป การตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้

- ตัดแต่งกิ่งตามปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50% และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้วให้มีใบประมาณ 80% จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี

- ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ นอกจากช่วยทำให้แสง แดดผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้ว แสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี และเพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย

- ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม. ความสูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ

- นิสัยกระท้อนมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อน ช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสม บูรณ์เต็มที่ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตามปกติต่อไปก่อน จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงกระท้อน

1. เรียกใบอ่อน :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่ไข่ แกลบดิบ แห้งเก่าข้ามปี) กระดูกป่น ครั้งที่ 1 ของรุ่นหรือปีการผลิต

- ใส่ 25-7-7 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

-ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติทันที่ ณ วันรุ่งขึ้น หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่ง

- ต้นไม้ไม่รู้ปฏิทิน วันที่ผลสุดท้ายหลุดจากต้น คือ วันสุดท้ายของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต และวันรุ่งขึ้น คือ วันแรกของปีการผลิต หรือรุ่นการผลิต

- เทคนิคการ ตัดแต่ง-เรียกใบอ่อน แบบ “บำรุงก่อนตัด” กล่าวคือ ระหว่างที่ต้นเลี้ยงลูกนั้น ต้นต้องใช้พลังงานอย่างมาก จนทำให้ต้นโทรม หลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้นแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเรียกใบอ่อน ทั้งทางใบและทางราก หรือเฉพาะทางใบอย่างเดียวก่อน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน เพื่อให้ต้นได้ใช้ใบเดิมที่มีสังเคราะห์อาหาร เมื่อเห็นว่า ต้นมีอาการสมบูรณ์ดี ทำท่าจะแตกยอดใหม่ ก็ให้ปฏิบัติการเรียกใบอ่อนทันที การที่ต้นมีความสมบูรณ์อยู่ ต้นก็จะแตกใบอ่อนใหม่ เร็ว ดี มาก และพร้อมกันทั่วทั้งต้น

- ตัดทิ้งกิ่งกระโดง กิ่งคด กิ่งงอ กิ่งไขว้ กิ่งชี้เข้าในทรงพุ่ม กิ่งชี้ลงล่าง กิ่งเป็นโรค ซึ่งเป็นกิ่งที่เหมาะสมต่อการออกดอก และกิ่งที่มีผลแล้ว ทั้งนี้ กระท้อนจะออกดอกติดลูกจากกิ่งข้ามปี เพราะฉะนั้นกิ่งอายุปีนี้ ตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการออกดอกให้คงเก็บไว้ให้
ออกดอกปีหน้า

2. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มลงมือปฏิบัติเมื่อใบอ่อนเริ่มแผ่กางรับแสงแดดได้

- วัตถุประสงค์เพื่อเร่งใบชุดใหม่ให้สามารถสังเคราะห์อาหารได้ และเร่งระยะเวลาเรียกใบอ่อนชุดต่อไปได้เร็วขึ้น กับทั้งเพื่อให้ใบอ่อนรอดพ้นจากทำลายของแมลงประเภทปากกัดปากดูด

- ถ้าต้องการให้ใบแก่เร็วขึ้นอีกก็ให้ฉีดพ่นตั้งแต่ใบเริ่มแผ่กางเพียงเล็กน้อย หรือฉีดพ่นก่อนที่ใบแผ่กาง (เพสลาด) นั่นเอง

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่มีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม.สูง นอก จากช่วยทำให้ใบเป็นใบแก่แล้ว ยังเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้อีกด้วย

- ถ้าปล่อยให้ใบอ่อนออกมาแล้วเป็นแก่เองตามธรรมชาติต้องใช้เวลา 30-45 วัน

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน นาน 1-2 เดือน .... ในรอบเดือนหาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ใส่ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว

- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
- ปริมาณ 8-24-24 ใส่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นปีผลิตที่ผ่านมา กล่าวคือ ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกมาก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ให้ใส่ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้ารุ่นปีผลิตที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง

- การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น หมายถึง การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น เช่น จากเคยให้ 15 วัน/ครั้ง ก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-3 เดือน ในห้วง 2-3 เดือนนี้ให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1-2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุง และให้รอบ 2 ห่างจากรอบแรก 20-30 วัน

- การสะสมอาหารเพื่อการออกดอกมีความสำคัญมาก ช่วงนี้จำเป็นต้องให้สาร อาหารกลุ่ม “สร้างดอก-บำรุงผล” ทั้งทางใบและทางรากให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกใบอ่อนแล้วใบอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้าใบอ่อนออกมาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้าใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้ใบอ่อนชุดหลังได้สะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับใบอ่อนชุดแรกเสียก่อน จาก นั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียว กันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

4. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ก่อนเริ่มลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช (งดน้ำ) และก่อนลงมือเปิดตาดอกต้องแน่ใจว่าระหว่างที่กำลังบำรุงทั้งสองขั้นตอนนี้จะต้องไม่มีฝน เพราะถ้ามีฝนตกลงมาการงดน้ำก็ล้ม เหลว และดอกที่ออกมาจะได้รับความเสียหาย

ถ้ารู้แน่ว่าช่วงงดน้ำและเปิดตาดอกถึงช่วงดอกออกมาแล้วจะมีฝนก็ให้ระงับการปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกไว้ก่อน ให้บำรุงต้นต่อไปอีกด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้นอาจจะปรับแผนการบำรุงเพื่อทำให้กระท้อนออกล่าฤดูด้วยการเลื่อนเวลาเริ่มปรับ ซี/เอ็น เรโช และเปิดตาดอกให้ช้าออกไปเท่าที่สภาพภูมิ อากาศจะอำนวยก็ได้

5. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นโดยนำอินทรีย์วัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม

- งดให้น้ำเด็ดขาด กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี. (อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ เอ็น. (อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น) ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก

- เริ่มปฏิบัติหลังจากแน่ใจว่าต้นได้สะสมอาหาร หรือมีลักษณะอั้นตาดอกเต็มที่แล้วโดยสังเกตได้จากใบแก่โคนกิ่ง 2-3 ใบ ซึ่งเป็นใบอายุข้ามปีเหลืองร่วงพร้อมกันทั้งต้น

- ก่อนลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ต้องติดตามข่าวพยากรณ์อากาศให้มั่นใจว่าระหว่างปรับ ซี/เอ็น เรโช จะไม่มีฝนตก เพราะถ้ามีฝนตกลงมามาตรการงดน้ำก็ต้องล้มเหลว

- ขั้นตอนการปรับ ซี/เอ็น เรโช ได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ให้สังเกตจากต้น ถ้าต้นเกิดอาการใบสลดแสดงว่าในต้นมีปริมาณ ซี.มาก ส่วนปริมาณ เอ็น.เริ่มลดลง ความพร้อมของต้น อั้นตาดอก ก่อนเปิดตาดอก สังเกตได้จากลักษณะใบใหญ่หนาเขียวเข้ม ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด กิ่งและใบกรอบเปราะ ข้อใบสั้น หูใบอวบอ้วน ตาดอกโชว์นูนเห็นชัด

- เมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วนทางใบอีกซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำทางราก แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆ เพียงเปียกใบเท่านั้น

- เมื่องดน้ำหรือไม่รดน้ำแล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไป โดยทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย

- กรณีสวนยกร่องน้ำหล่อต้องใช้ระยะเวลาในการงดน้ำนานมากกว่าสวนพื้นราบยกร่องแห้งจึงจะทำให้ใบสลดได้ อาจส่งผลให้แผนการผลิตที่กำหนดไว้คลาดเคลื่อน ดังนี้จึงจำ เป็นต้องสูบน้ำออกตั้งแต่ก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช โดยกะคะเนให้ดินโคนต้นแห้งถึงขนาดแตก ระแหง และมีความชื้นไม่เกิน 10% ตรงกับช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช พอดี

- มาตรการเสริมด้วยการ “รมควัน” ทรงพุ่มช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที 3-5 รอบห่างกันรอบละ 2-3 วัน จะช่วยให้การปรับ ซี/เอ็น เรโช สำเร็จเร็วขึ้น

6. ตรวจสอบสภาพอากาศ ก่อนเปิดตาดอก :
ก่อนลงมือเปิดตาดอกให้ตรวจสอบข่าวสภาพอากาศให้แน่ใจว่าในอีก 15-20 วันข้างหน้าหรือวันที่ช่อดอกเริ่มแทงออกมานั้น จะต้องไม่มีฝนตกหรือมีสภาพอากาศปิด (ครึ้มฟ้าครึ้มฝน) เพราะสภาพอากาศปิดหรือมีฝน ต้นกระท้อนจะเปิดตาดอกไม่ออก แม้จะอั้นตาดอกดีเพียงใดก็ตาม แต่กลับแทงใบอ่อนออกมาแทน กรณีนี้ให้ระงับการเปิดตาดอกไว้ก่อนแล้วบำรุงต้นด้วยสูตร “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” ต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่าในวันที่ช่อดอกออกมานั้นไม่มีฝนหรืออากาศเปิดแน่จึงลงมือเปิดตาดอก

7. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
เนื้อใบหนาเขียวเข้มส่องแดดไม่ทะลุ เส้นใบนูนเด่น หูใบอวบอ้วน ข้อใบสั้น ใบคู่สุดท้ายปลายกิ่งแก่จัด ใบคู่แรกที่โคนกิ่งเหลืองร่วง ทรงต้นมองจากภายนอกระยะไกลๆ เห็นความสมบูรณ์ทางทรงพุ่มชัดเจน

8. เปิดตาดอก :
ทางใบ :
สูตร 1
.... น้ำ 100 ล.+ ไธโอยูเรีย (500- 1,000 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดไพร 250 ซีซี.

สูตร 2 .... น้ำ 100 ล. + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 3 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + ไทเป 50 ซีซี. + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 4 .... น้ำ 100 ล. + 13-0-46 (1 กก.) + 0-52-34 (500 กรัม) + สาหร่ายทะเล 50 กรัม + สารสมุนไพร 250 ซีซี.

สูตร 5 .... น้ำ 100 ล. + ไทเป 100 ซีซี. + สารสมุน ไพร 250 ซีซี.

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
- ระหว่างสูตร 1-2-3-4 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 5 โดยให้ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกัน เพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อจนเปิดตาดอกไม่ออก

- ต้นที่ผ่านการบำรุงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสภาพอากาศไม่ค่อยอำนวย หรือพันธุ์หนักออกดอกยาก แนะนำให้เปิดตาดอกด้วยสูตร 4 สลับกับสูตร 5

- เปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

- เปิดตาดอกแล้วมีทั้งใบอ่อนและดอกออกมาพร้อมกัน ให้เปิดตาดอกด้วยสูตรเดิมซ้ำอีก 1-2 รอบ นอกจากช่วยกดใบอ่อนที่ออกมาพร้อมกับดอกแล้วยังดึงช่อดอกที่ยังไม่ออกให้ออกมาได้อีกด้วย

9. บำรุงดอก :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียก ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึงช่วงดอกบาน

- ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.) เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้ หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วงหลังค่ำ

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะเวลาเปิดตาดอกให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดเช่นกัน แก้ไขโดยสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก.... มาตรการบำรุงต้นให้สมบูรณ์อยู่เสมอตั้งแต่ก่อนเปิดตาดอกจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนเอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์แทนฮอร์โมนทำเอง จะได้ผลดีกว่าเพราะเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นแน่นอนกว่า

- ควรฉีดพ่นเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆ ของดอก ควรฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียก หรือฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆ หรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆ ก็ได้

- การไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลยติดต่อกันมานานจะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆ เข้ามาช่วยผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลให้การติดผลดีขึ้น

- ธรรมชาติกระท้อนช่วงออกดอกต้องการน้ำมากกว่าไม้ผลอื่นๆ ดังนั้นการบำรุงตั้ง แต่ช่วงเปิดตาดอกจนกระทั่งมีดอกออกมาควรเพิ่มปริมาณน้ำให้มากจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอเพียงดอกจะแห้งและร่วง

- ต้นที่ได้รับ แม็กเนเซียม (จากไบโออิ). โบรอน (จากแคลเซียม โบรอน). สม่ำ เสมอแบบสะสม ถึงช่วงออกดอกแล้วเจอฝน ดอกจะแข็งแรงไม่ร่วงง่ายๆ หรือติดเป็นผลได้ดีเหมือนปกติ

10. บำรุงผลเล็ก-ผลกลาง :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ในรอบ 1 เดือน หาโอกาสให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม
- ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นใหญ่, 2 กก.ต้นใหญ่) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกจากเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปถึงอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วย

- การบำรุงผลด้วยยูเรก้า หรืออเมริกาโน่ สูตร “ขยายขนาดผล” กรณีผลเดียวเดี่ยวๆในช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ 50-75% .... กรณี 2 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดโตกว่ามาตรฐานเล็กน้อย หรือเท่ามาตรฐาน .... กรณี 3-4 ผลใน 1 ช่อ จะได้ขนาดเล็กกว่ามาตรฐานสายพันธุ์ .... ดังนั้น หากต้องการขนาดผลใหญ่กว่ามาตรฐานสายพันธุ์ก็ต้องซอยลดจำนวนผลในช่อลง

- การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำมากสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง ถ้าได้รับน้ำน้อยจะทำให้เนื้อแข็งกระด้าง ผลไม่โต ปุยน้อย หากมีฝนตกหนักลงมากะทันหันก็อาจทำให้ผลแตกผลร่วงได้

11. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน และให้รอบสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรีย์วัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.ต้นเล็ก, 1 กก.ต้นกลาง, 2 กก. ต้นใหญ่) /ต้น ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม

หมายเหตุ :
- ปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
- ช่วงผลแก่จัดใกล้หรือก่อนเก็บเกี่ยวไม่ต้องงดน้ำแต่ต้องให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้เนื้อ อ่อนนุ่มฉ่ำน้ำจนใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้ หากมีฝนตกลงมาอาจทำให้มีน้ำมากเกินไปดังนั้น จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่มาจากฝนให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไปให้ได้ .... ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวนี้หากงดน้ำเหมือนผลไม้อื่นๆ เนื้อจะแข็งไม่สามารถใช้ช้อนตักรับประทานได้

- ถ้ามีฝนตก หลังจากหมดฝนแล้วให้บำรุงด้วยสูตรเดิมและวิธีเดิมต่อไปอีก 10-20 วัน จากนั้นให้สุ่มเก็บลงมาผ่าพิสูจน์ภายในก็จะรู้ว่าสมควรลงมือเก็บเกี่ยวได้แล้วหรือต้องบำรุงต่อไปอีกจึงเก็บเกี่ยว ช่วงผลแก่จัดใกล้เก็บเกี่ยวมีฝนตกชุก แนะนำให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 รอบ เพื่อป้องกันต้นสะสมไนโตรเจน (จากน้ำฝน) มากเกินไปซึ่งจะทำให้ผลมีรสเปรี้ยว

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมของต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีผลิตต่อไปอีกด้วย

- กระท้อนไม่ต้องการพักต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อผลสุดท้ายหลุดจากต้นต้องเร่งบำรุงเรียกใบอ่อนเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นทันที จะช่วยให้การออกดอกติดผลในรุ่นการผลิตปีต่อไปดีขึ้น

เทคนิคทำกระท้อน “ก่อน-หลัง” ฤดูกาล :
ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือฮอร์โมนใดๆ บังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูได้ และไม่มีกระท้อนทะวาย (ให้ผลปีละ 2รุ่น) ดังนั้นการที่จะบังคับกระท้อนให้ออกนอกฤดูกาลปกติ (ก่อน/หลัง) ได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีบังคับโดยการบำรุงอย่างเต็มที่เท่านั้น

บังคับกระท้อนให้ออกก่อนฤดู :
เลือกกระท้อนสายพันธุ์เบา (ทับทิม) ที่มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวได้ช่วงต้นเดือน พ.ค. มาทำกระท้อนให้ออกก่อนฤดู โดยบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวรุ่นปีการผลิตปีนี้ทางรากด้วย 8-24-24 กับบำรุงทางใบด้วย 0-21-74 และเมื่อถึงปลายเดือน พ.ค.ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตบนต้นให้หมดแบบล้างต้น แล้วลงมือบำรุงตามขั้นตอน ดังนี้

ช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. (เตรียมต้น) :
หลังจากเก็บเกี่ยวผลสุดท้ายจากต้นไปแล้วเริ่มบำรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมของต้นโดยตัดแต่งกิ่ง ปรับสภาพทรงพุ่มให้โปร่ง เรียกใบอ่อนให้ได้ 1-2 ชุด เมื่อใบอ่อนออกมาแล้วให้เร่งบำรุงใบอ่อนให้เป็นใบแก่โดยเร็ว ส่วนทางรากใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิบซั่ม กระดูกป่น ปุ๋ยเคมี ตามปกติระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.- มิ.ย.- ก.ค.) ต่อการเรียกใบอ่อน 3 ชุดนั้น จะประสบความ สำเร็จได้ก็ต่อเมื่อต้นมี “ความสมบูรณ์สะสม” อย่างแท้จริง โดยเฉพาะมาตรการบำรุงต้นให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมาแล้วหลายๆปีติดต่อกัน

หมายเหตุ :
ต้นที่ผ่านการบำรุงแบบให้มีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อเนื่องมานานหลายๆ ปีและในรุ่นปีการผลิตที่ผ่านมาไว้ผลน้อยแต่บำรุงเต็มที่ เมื่อถึงรุ่นปีการผลิตใหม่ให้เรียกใบอ่อนเพียง 1 ชุด แล้วสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อได้เลย ทั้งนี้เพื่อย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น

ช่วงต้น ส.ค.- กลาง ก.ย. (สะสมอาหารเพื่อการออกดอก) :

หลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายที่ต้องการเพสลาดแล้ว ให้ลงมือบำรุงทางใบด้วยสูตรสะ สมอาหาร เพื่อการออกดอก 2-3 สูตร ระยะการให้ห่างกันสูตรละ 5-7 วัน และบำรุงทางรากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ต้นได้สะสมทั้งอาหารกลุ่มสร้างดอกบำรุงผล (ซี) และกลุ่มสร้างใบบำรุงต้น (เอ็น) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ช่วงปลายเดือน ก.ย. (ปรับ ซี/เอ็น เรโช) :
ปรับ ซี/เอ็น เรโช. ทางรากให้เปิดหน้าดินโคนต้น งดน้ำเด็ดขาด ส่วนทางใบให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกเหมือนเดิมแต่ให้พอเปียกใบ ระวังอย่าให้น้ำลงพื้นเพราะจะทำให้มาตรการงดน้ำล้มเหลว พร้อมกันนั้นให้เสริมด้วยการ “รมควัน” ทุก 2-3 วันช่วงหลังค่ำ ครั้งละ 10-15 นาที เพื่อเร่งให้ใบสลดแล้ว "เหลือง-แห้ง-ร่วง" เร็วขึ้น

ช่วงต้น ต.ค. (เปิดตาดอก) :
เปิดตาดอกด้วย “13-0-46” หรือ “0-52-34” หรือ “13-0-46 + 0-52-34” สูตรใดสูตรหนึ่ง สลับกับไทเป อย่างละ 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

หมายเหตุ :
- กระท้อนก่อนฤดูออกสู่ตลาดพร้อมกับทุเรียน เงาะ มังคุด อาจไม่ได้ราคาดี แต่ถ้าเป็นกระท้อนคุณภาพเกรด เอ. ขนาดจัมโบ้ ก็พอสู้ได้

- ต้นที่สมบูรณ์เต็มที่เพราะได้รับการปฏิบัติบำรุงแบบมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องหลายปี สามารถออกดอกได้เอง (ทั้งพันธุ์เบาและพันธุ์หนัก) โดยไม่ต้องเปิดตาดอกในช่วงเดือน ธ.ค.- ม.ค. จากนั้นก็จะทยอยออกมาเรื่อยๆกลายเป็นไม่มีรุ่น

- กระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนก่อนฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกก่อนช่วงเดือนดังกล่าว ด้วยการเตรียมความพร้อมต้นตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 (เรียกใบอ่อน) ทันทีหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นปีที่ผ่านมา ควบคู่กับเร่งระยะเวลาการบำรุงตามขั้น ตอนต่างๆ ให้เร็วขึ้นด้วย

- เตรียมต้นที่จะทำให้ออกก่อนฤดูด้วยการเว้นการออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตนี้ แล้วบำรุงต้นไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อรอโอกาส หรือไว้ผลในต้นให้เหลือน้อยๆเพื่อไม่ให้ต้นโทรมจะช่วยให้การทำให้ออกก่อนฤดูในรุ่นปีการผลิตต่อไปง่ายและแน่นอนยิ่งขึ้น

- เนื่องจากธรรมชาติของกระท้อนออกดอกจากกิ่งแก่อายุข้ามปี ระหว่างที่มีผลอยู่บนต้นนั้นถ้ามีกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลมากกว่ากิ่งที่ออกดอกติดผล ให้เตรียมการบำรุงกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลนั้นให้ออกดอกแล้วทำเป็นกระท้อนก่อนฤดู โดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้บำรุงด้วยสูตร “สะสมอาหาร” ทั้งทางรากและทางใบต่อได้เลย ซึ่งขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกนี้อาจต้องใช้ระยะเวลานาน 3-4 เดือน แต่ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าคุ้ม

- ไม้ผลที่ผ่านการบำรุงมาอย่างดีแล้วต้องกระทบหนาวจึงออกดอกดีนั้น ช่วงขั้น ตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอก ถ้ามีการให้ “น้ำตาลทางด่วน + 0-52-34 หรือ 0-42-56 + สังกะสี” ฉีดพ่นพอเปียกใบ ช่วงเช้าแดดจัด 1-2 รอบ ให้รอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอก จากนั้น อีก 20 วัน ให้อีกเป็นรอบ 2 ก็จะช่วยให้ต้นเกิดอาการอั้นตาดอกและส่งผลให้เปิดตาดอกแล้วมีดอกออกมาดีอีกด้วย

บังคับกระท้อนให้ออกหลังฤดู :
เลือกกระท้อนพันธุ์อีล่า เพราะมีนิสัยออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่นโดยทำให้อีล่าออกช้ากว่าอีล่าด้วยกัน เพื่อบังคับให้เป็น “อีล่า-ล่าฤดู” หรือบังคับกระท้อนพันธุ์นิยมด้วยการยืดระยะเวลาในการบำรุงแต่ละระยะตามขั้นตอนให้นานขึ้นก็ได้ ดังนี้

1. เรียกใบอ่อนให้ครบทั้ง 3 ชุด เมื่อได้แต่ละชุดมาแล้วไม่ต้องเร่งให้เป็นใบแก่แต่ปล่อยให้แก่เองตามธรรมชาติเพื่อยืดระยะเวลา

2. ยืดเวลาขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกให้นานขึ้นด้วยสูตรสะสมอาหาร (ธาตุรอง/ธาตุเสริม) ไปเรื่อยๆ โดยยังไม่ปรับ ซี/เอ็น เรโช. (งดน้ำ) แม้ว่าต้นจะพร้อมแล้วก็ตาม จนกว่าจะได้ระยะเวลาที่ต้องการจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช. แล้วเปิดตาดอก

3. เมื่อดอกออกมาแล้วให้บำรุงไปตามปกติ เพราะไม่สามารถยืดอายุดอกให้นานขึ้นได้
4. บำรุงผลเล็กตามปกติ
5. บำรุงระยะผลขนาดกลางด้วย สูตรบำรุงผลให้แก่ช้า จนกระทั่งได้เวลาเก็บเกี่ยวตามต้องการจึงเปลี่ยนมาบำรุงด้วยสูตรบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวตามปกติ

หมายเหตุ :
ในเมื่อกระท้อนปีออกดอกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. ดังนั้นการทำกระท้อนล่าฤดูจึงต้องทำให้ออกดอกหลังช่วงเดือนดังกล่าวให้นานที่สุดเท่าที่สภาพภูมิอากาศและสภาพต้นอำนวย แล้วปฏิบัติบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนแรก (เรียกใบอ่อน) จนถึงขั้นตอนสุดท้าย (บำรุงผลแก่) แบบยืดเวลาให้นานขึ้น


----------------------------------------------


...
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:54 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง
พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำเสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก
- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้
- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: 17/02/2026 2:56 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แก้วมังกร

ลักษณะทางธรรมชาติ :
- เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านผอมเล็กเรียวยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน

- ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ

- แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.
- พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดี แต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก

- พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี

- พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง

- ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ

- ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง

- อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
- อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
- ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้

- ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น. บานเพียงคืนเดียว เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย

- ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15-20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย. - มี.ค. หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก

- เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์ เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

- ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน

- การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี

- ก่อนดอกบาน 11 วัน ให้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน. ฉีดพ่นพอเปียกใบ (กิ่ง) จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

- ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไข่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี. + ยูเรีย จี.400 กรัม" 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี

- ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรม ชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก

- กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
- อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง

- กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป

- เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย ดีปลี พลูฝรั่งกล้วยไม้ ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสีย เลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

- อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดี กว่ากิ่งชี้ขึ้น

- กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม. แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน

-รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก

- รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย

- การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆ ซึมออกมาตามผิวท่อ นอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอา หารอีกด้วย

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้ ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆ ที่ต้นยังเล็ก ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย

- วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม. ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล

- เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่ว ไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา น้ำหนักมาก หลักอาจจะพังลงได้ การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 x 4 นิ้ว หรือ 6 x 6 นิ้ว หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า

- เมื่ออายุต้นมากๆ นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์นำ-เคมีเสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย

- ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50%) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย

- ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาวโดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม. จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ) อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก

- เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆ ปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่ หัวปลา พุงปลา ซี่โครงไก่ กระดูกป่น) สับเล็กหรือสับละเอียด จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ

ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆ มีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วง หน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประ โยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า

- เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่มหว่านทับด้วยปุ๋ยคอก เสริมด้วยยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น และจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้น มาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน

- ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้ว ควรประกอบส่วน ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน, มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่ม 2 ส่วน, กระดูกป่น 1 ส่วน” คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก

- แก้วมังกรตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ /ต้น /3 เดือน ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด

- ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็ว และจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ

- เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
- ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี เปิดตาดอกไม่ออก

- ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น
- อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 10-15 วัน โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

- ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย "ธาตุรอง/ธาตุเสริม" ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี รสหวาน เนื้อแน่น เปลือกบาง แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด เนื้อเหลว เปลือกหนา

- ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว ให้บำรุงด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม ถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรส ชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

- ผลแก้วมังกรที่ได้รับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม เต็มที่ เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆ รสชาติดีมาก

- ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศา ซี. อากาศผ่านได้ จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน

- กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี

สายพันธุ์ :
พันธุ์แม็กซิโก : ผลเล็ก เนื้อขาว เปลือกเหลือง ขนาดผลเท่ามะระขี้นกผลใหญ่
พันธุ์ไต้หวัน : เนื้อแดง เปลือกแดง ขนาดผลเท่าพันธุ์ไทย
พันธุ์เวียดนาม : ผลใหญ่ เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานจัด กลีบใหญ่และห่าง

พันธุ์ไทย : ผลเล็กกว่าพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาวครีม เปลือกแดงอมชมพู รสหวานอมเปรี้ยว กลีบเล็ก และถี่กว่าพันธุ์เวียดนาม

หมายเหตุ :
- แก้วมังกรมีทั้งสายพันธุ์ดอก (ดอกมากแต่ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย) พันธุ์ผลดก และพันธุ์ผลไม่ดก การเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องตรวจสอบชนิดของสายพันธุ์ให้แน่นอนเสียก่อนเสมอ

- ปัจจุบันได้มีผู้นำสายพันธุ์ใหม่ๆจากต่างประเทศเข้ามามากมาย การที่จะระบุว่าสายพันธุ์ไหนดีหรือไม่ดีนั้นผู้บริโภค คือ ผู้ตัดสิน เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจปลูกแก้วมังกรสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ

การขยายพันธุ์
ชำกิ่งในถุง :
เลือกกิ่งแก่จัดตัดเป็นท่อนยาว 30-50 ซม. ถ้าเป็นกิ่งช่วงปลายให้ตัดปลายยอดทิ้ง นำด้านโคนกิ่งลงจุ่มแช่ในฮอร์โมนไคตินไคโตซาน 20-30 นาที นำขึ้นผึ่งลม ทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมาก ทิ้งให้ปูนแห้งแล้วจึงนำไปปักในถุงแกลบดำอัดแน่นลึก 5-6 นิ้ว มีไม้หลักปักยึดป้องกันต้นโยก เก็บในเรือนเพาะชำ ให้น้ำสม่ำ
เสมอ ประมาณ 20 วันเมื่อรากเริ่มงอกก็จะมียอดแตกออกมาจากข้อ บำรุงเลี้ยงจนยอดแตกใหม่โตสมบูรณ์เต็มที่หรือรากบางส่วนแทงออก มานอกถุงแล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง ต้นที่ปลูกจากกิ่งชำไม่กลายพันธุ์ โตเร็วและให้ผล ผลิตเร็ว .... ถ้าใช้ยอดอ่อน กิ่งอ่อน กิ่งแก่ยาวน้อยกว่า 20 ซม. นำไปชำแล้วมักไม่ออก รากแต่จะเน่าตายไปเลย

ชำกิ่งในแปลงปลูก :
เลือกกิ่งแก่ยาว 50-120 ซม. ปักลงดินที่โคนหลักปลูกในแปลงจริง โดยหันด้านแบนของกิ่งแนบชิดหลัก รัดด้วยเชือกพอหลวม 2-3 เปราะ ปักกิ่งลึก 5-10 ซม. หรือให้ข้อจมดิน 2-3 ข้อ กลบดินโคนกิ่งให้แน่น ใช้เศษหญ้าหรือฟางคุมหน้าดินและคุมทับกิ่งที่ปักชำเพื่อบังแสงแดด หลังจากปักกิ่งลงไปแล้วให้น้ำพอหน้าดินชื้นอยู่เสมอและระวังอย่าให้น้ำขังค้างจนดินโคนต้นแฉะเกินไป ประมาณ 15-20 วันกิ่งชำเริ่มแทงรากจากนั้นก็จะแทงยอด

ตอน :
เลือกกิ่งแก่ กิ่งชี้ขึ้นดีกว่ากิ่งชี้ลง ใช้มีดคมๆ เฉือนกิ่งบริเวณใต้ตาเฉียงลง 45 องศา ลึกถึงแกนในทั้งสามด้าน แกะเปลือกกับเนื้อออกจนเหลือแต่แกนใน ขูดเยื่อเจริญรอบแกนเหมือนการตอนกิ่งไม้ผลยืนต้นทั่วๆไป ทาแผลด้วยฮอร์โมนเร่งราก (ทำเอง) จากนั้นจึงหุ้มด้วยตุ้มตอน ขุยมะพร้าวตามปกติ บำรุงไปเรื่อยๆประมาณ 20-30 วันก็จะมีรากออกมา เมื่อเห็นว่ามีรากมากพอจึงตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

หักกิ่ง :
เลือกกิ่งกลางอ่อนกลางแก่หรือกิ่งแก่จัดอยู่ใกล้ๆวัสดุที่รากสามารถยึดเกาะได้ หักกิ่งให้เหลี่ยมฉีก 1 ด้าน แล้วปล่อยไว้อย่างนั้นจะมีรากแทงออกมาจากรอยหักของกิ่ง เมื่อมีรากแล้วให้ตัดลงมาชำในถุงดำต่อไป

เพาะเมล็ด :
เลือกผลแก่จัด ขยำเมล็ดแยกจากเนื้อ นำเมล็ดผึ่งลมให้แห้ง ทิ้งไว้ 2-5 วันเพื่อพักตัวแล้วนำลงแช่ในไคตินไคโตซานนาน 12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมให้แห้งอีกครั้งจึงนำไปเพาะในกระบะเพาะเมล็ดธรรมดา กล้างอกขึ้นมาแล้วบำรุงเลี้ยงตามปกติและเมื่อต้นกล้าโตดีแล้วก็ให้ย้ายลงปลูกในแปลงจริงต่อไป ต้นที่เกิดจากการเพาะเมื่อโตขึ้นจะกลายพันธุ์

ตัดแต่งกิ่ง เตรียมต้น :
- ใช้กรรไกตัดกิ่ง (ดัดแปลงพิเศษ) มีด้ามจับหรือใบกรรไกยาวๆ ตัดกิ่งให้ชิดหัวหลัก
- กิ่งเก่าอายุมากหลายปีหรือกิ่งเคยให้ดอกผลมาแล้วหลายรุ่นให้ตัดออก ทั้งนี้ธรรม ชาติของแก้วมังกรจะออกดอกติดผลจากกิ่งแตกใหม่ในปีนั้นดีและดกกว่ากิ่งแก่เก่าข้ามปี และกิ่งใหม่ที่ออกในปีนั้นเลี้ยงดอกและผลได้ดีกว่ากิ่งแก่อายุหลายปี

- กิ่งใหม่แต่เป็นกิ่งคดงด กิ่งเรียวเล็ก กิ่งมีโรค ให้ตัดออก
- ตัดกิ่งบังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มบริเวณหัวหลักโปร่งจนแสงแดดส่องได้ทั่วถึงทุกกิ่ง กิ่งได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งไม่ได้รับแสงแดด หรือได้รับแสงแดดน้อย

- การตัดแต่งกิ่งให้ตัดที่โคนกิ่งชิดหัวหลักเพื่อให้พื้นที่บริเวณหัวหลักโปร่ง ทำให้ไม่สะสมโรคและแมลง

- เลือกเก็บกิ่งแขนงที่แตกแยกออกมาจากกิ่งประธาน 2-3 กิ่ง ระยะห่างกันมากๆไว้ส่วนกิ่งแขนงอื่นๆโดยเฉพาะกิ่งที่อยู่ชิดกันเกินไปให้ตัดออก

- ต้นที่มีกิ่งน้อย (1 หลักมีกิ่ง 10-15 กิ่ง) ให้ผลผลิตดกและดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆ จนแน่นทึบ (เฝือใบ) และกิ่งมากทำให้น้ำน้ำหนักมากอาจทำให้หลักล้มได้อีกด้วย

- นิสัยการออกดอกของแก้วมังกรไม่จำเป็นต้องกระทบหนาว แต่ถ้าตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบอ่อนช่วงต้นฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ดีกว่าการตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น

- ต้นอายุมาก (3-5 ปี ขึ้นไป) กิ่งบนหัวหลักเป็นกิ่งแก่แน่นทึบ นอกจากจะน้ำหนักมากจนทำให้หลักล้มได้แล้ว ยังเป็นกิ่งที่ไม่เหมาะสมต่อการออกดอกติดผลอีกด้วย แก้ไขโดยการตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่แก่จัดจริงๆ ออกทิ้ง ในการปฏิบัติจริงค่อนข้างยากเพราะแต่ละกิ่งจะประสานกันแน่นมากจนแยกไม่ออกว่ากิ่งไหนเป็นกิ่งไหน กอร์ปกับ กิ่งแก้วมังกรมีหนามสร้างความยุ่งยากในการทำงานอย่างมาก ส่วนใหญ่เจ้าของสวนจะเลือกวิธี ตัดกิ่งหัวเสาทิ้งทั้งหมดหรือตัดตามความสะดวก ตัดออกให้มากที่สุดเท่าที่สะดวก (ตัดแต่งแบบทำสาว) แล้วบำรุงเรียกยอด (กิ่ง) ใหม่ ซึ่งการบำรุงเรียกยอดใหม่หลังตัดแต่งแบบทำสาวนี้ ถ้าบำรุงเรียกยอดใหม่ไม่ถึงหรือไม่เต็มที่จริงๆ แก้วมังกรหลักนั้นจะแตกยอดใหม่ไม่พร้อมกัน ส่งผลให้การออกดอกติดผลในรุ่นปีการผลิตต่อมาไม่ดี ต้องบำรุงเลี้ยงแก้วมังกรหลักนั้นต่ออีก 1 ปี จึงจะเข้ารูปแบบเดิมได้

ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแก้วมังกร

1. เรียกกิ่งอ่อน :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 25-5-5 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 1 ของรอบปีการผลิต

- ให้ 25-7-7 (1/2 กก.) /ต้น /เดือน
- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) รดทั่วแปลง ทุกตารางนิ้ว 1-2 เดือน /ครั้ง
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากผลลูกสุดท้ายหลุดจากต้น และหลังตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่ง
- แก้วมังกรเรียกใบอ่อน (ยอด) ชุดเดียวก็พอ

- ขั้นตอนการเรียกกิ่งอ่อนชุดใหม่นี้สำคัญมาก กล่าวคือ ถ้ากิ่งอ่อนชุดใหม่ในต้น (หลัก) เดียวกันออกไม่พร้อมกันทั้งต้น จะทำให้การออกดอกไม่พร้อมกัน หรือออกไม่เป็นชุด หรือออกแบบทยอยเป็นชุดเล็กชุดน้อย ส่งผลให้ยากต่อการบำรุงเป็นอย่างมาก แนวทาง แก้ไข คือ ต้องบำรุงเตรียมต้นตั้งแต่ก่อนตัดแต่งกิ่งให้สมบูรณ์จริงๆไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

- หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วัน ถ้าต้นใดแตกกิ่งอ่อนดีน้อยกว่า 50% ให้ฉีดพ่นซ้ำรอบ 2 ด้วยอัตราและวิธีการเดิม เพราะถ้าต้นแตกกิ่งอ่อนไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้นจะส่งผลเสียหลายอย่างตั้งแต่ การเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่, การสะสมอาหารเพื่อการออก, การปรับ ซี/เอ็น เรโช, การเปิดตาดอก. ซึ่งจะออกดอกไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น และเมื่อดอกออกไม่พร้อมกันก็กลายเป็นผลไม่พร้อมกัน ทำให้ยุ่งยากต่อการปฏิบัติบำรุงตามขั้นตอนอย่างมาก .... แก้ไขโดยต้องบำรุงเรียกกิ่งอ่อนให้ออกมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันทั้งต้นให้ได้

- เมื่อใบอ่อน (ยอด) ยาวประมาณ 30-50 ซม. ให้เข้าสู่ขั้นตอนเร่งใบอ่อนให้เป็นใบแก่

2. เร่งกิ่งอ่อนเป็นใบแก่ :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 หรือ 0-39-39 สูตรใดสูตรหนึ่ง + สารสมุนไพรฉีดพ่นพอเปียกใบ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

- ฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ยาวประมาณ 30 ซม.
- ขั้นตอนการเร่งกิ่งอ่อนเป็นกิ่งแก่ในแก้วมังกรไม่จำเป็นนัก การปฏิบัติต้องระวังเพราะอาจจะทำให้กิ่งนั้นกลายเป็นกิ่งสั้นแต่แก่จัด แม้ออกดอกติดผลได้แต่ได้จำนวนดอกและผลไม่มาก

- สารอาหารในกลุ่มเร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ซึ่งมีฟอสฟอรัส. และโปแตสเซียม. นอก จากช่วยเร่งใบให้เป็นใบแก่แล้วยังช่วยเสริมประสิทธิภาพขั้นตอนสะสมอาหารเพื่อการออกดอกได้ด้วย

- กิ่งหางหนูเรียวเล็กยาวหรือกิ่งปกติแต่ค่อนข้างยาว ถ้าต้องการให้กิ่งนั้นแก่และไม่ยาวต่อไปอีกให้เด็ดปลาย 2-3 ข้อทิ้งไป กิ่งนั้นจะหยุดเจริญทางยาวแต่เจริญทางข้างจนกลาย เป็นกิ่งใหญ่ได้

3. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-54 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน

ทางราก :
- ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 8-24-24 (2 ล.) /ไร่ รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
-ให้ 8-24-24 (1/2 กก) /ต้น /เดือน ละลายน้ำรดโคนต้น
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อ “กิ่งที่ต้องการให้ออกดอก” ติดผลยาวประมาณ 50-80 ซม.
- ปริมาณการให้ 8-24-24 มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลรุ่นที่ผ่านมา ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมากให้ใส่ตามอัตรากำหนดหรือใส่มากขึ้น ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลน้อยหรือไม่ติดเลยให้ใส่ต่ำกว่าอัตรากำหนดหรือใส่ปานกลาง

- แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2-2 เดือนครึ่ง

- ปริมาณสารอาหารเพื่อการสะสมตาดอกที่ต้นได้รับจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ไปจากดินที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดี ส่วนการให้ทางใบเป็นเพียงเสริมเท่านั้น

4. ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
ทางใบ :
สูตร 1 : ให้ไบโออิ 0-42-56 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน

สูตร 2 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบไม่ให้ตกลงพื้น

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องถึง
- งดให้น้ำเด็ดขาด สวนยกร่องน้ำหล่อจะต้องสูบน้ำออกให้หมด

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อได้สะสมอาหารจนต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่และสภาพอากาศเอื้อ อำนวย
- ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงขั้นต่อไป คือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งเรียกกิ่งอ่อนแล้วกิ่งอ่อนออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นหรือไม่ ถ้ากิ่งอ่อนออก มาพร้อมกันดีทั่วทั้งต้นให้ปรับ ซี/เอ็น เรโช ต่อไปได้เลย แต่ถ้ากิ่งอ่อนออกมาไม่พร้อมกันเป็นชุดเดียวทั่วทั้งต้นและค่อนข้างต่างรุ่นกันมากก็ให้บำรุงสะสมอาหารเพื่อการออกดอกต่อไปอีก 2-3 รอบ เพื่อรอให้กิ่งอ่อนชุดหลังสะสมอาหารจนอั้นตาดอกดีเท่ากับกิ่งอ่อนชุดแรกจากนั้นจึงลงมือปรับ ซี/เอ็น เรโช ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีดอกออกมาพร้อมกันเป็นชุดเดียวกันทั่วทั้งต้นนั่นเอง

- จากประสบการณ์ตรงพบว่าการปรับ ซี/เอ็น เรโช ด้วยวิธีงดน้ำและเปิดหน้าดินโคนต้นนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ แม้จะงดน้ำอย่างไรใบหรือกิ่งก็ไม่สลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเน้นที่การบำรุง “สะสมอาหารเพื่อการออกดอก” เป็นหลัก

- ต้นที่มีอาการอั้นตาดอกดีจนพอใจแล้วไม่ต้องฉีดพ่นน้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) เพิ่มอีก แต่ถ้าต้นมีอาการอั้นตาดอกไม่ดีหรือยังไม่น่าพอใจ แนะนำให้ฉีดพ่นทางใบด้วยน้ำตาลทางด่วนซ้ำอีก 1 รอบ โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างจากที่เคยให้เมื่อช่วงสะสมอาหารไม่น้อยกว่า 20-30 วัน

- มาตรการเสริมด้วยให้แสงไฟขนาด 60-100 วัตต์ ช่วงหลังพระอาทิตย์สิ้นแสงวันละ 2-3 ชม. และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอีก 1-2 ชม. ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้เกิดการสะสมเพิ่ม ซี. และลด เอ็น. ได้มาก

5. สำรวจความพร้อมของต้น ก่อนเปิดตาดอก :
- ก้านใหญ่ สีเปลือกเขียวเข้ม ปลายก้านโค้งมนด้วน
- ตุ่มตาใต้หนามนูนยาวชี้เข้าหากลางกิ่ง ทั้งสองด้านของกิ่ง
- สีหนามเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือดำคล้ำ แข็ง เมื่อใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาจะหลุดร่วง
- ตรวจตาดอกด้วยการสุ่มดึงหนามใดหนามหนึ่งขึ้นมาดู ถ้าเนื้อใต้หนามเป็นสีเหลือง แสดงว่าอั้นตาดอกดี แต่ถ้ายังเป็นสีเขียวอยู่ แสดงว่าอั้นตาดอกไม่ดี

หมายเหตุ
เริ่มปฏิบัติพร้อมๆกันกับการปรับ ซี/เอ็น เรโช

6. เปิดตาดอก
ทางใบ :
วิธีที่ 1 : ให้ไทเป + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

วิธีที่ 2 : ใช้ฮอร์โมนเปิดตาดอกแก้วมังกรโดยเฉพาะ โดยใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ออกก่อนแล้วใช้ปลายพู่กันจุ่มฮอร์โมนเข้มข้นทาหรือป้ายบนผิวเปลือกที่ขูดนั้น ฮอร์โมนจะซึมผ่านเข้าสู่ภายในได้ดีขึ้น ใช้ฮอร์โมนป้ายตาอั้นตาดอกเต็มที่แล้ว 2-3 ตา/กิ่ง แต่ละตาห่างกัน 2-3 ข้อ

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ยังคงงดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากต้นมีอาการอั้นตาดอกเต็มที่และสภาพอากาศพร้อม
- แก้วมังกรตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพและฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง) ดีมาก การใช้เพียงฮอร์โมนไข่ที่มีสาหร่ายทะเลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยเปิดตาดอกก็สามารถออกดอกได้ ถ้าต้นได้รับการสะสมอาหารเพื่อการออกดอกและปรับ ซี/เอ็น เรโช มาดี

- ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก 1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ

7. บำรุงดอก :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 15-45-15 (หน้าฝน) หรือ 0-52-34 (หน้าแล้ง) + สารสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 3 วัน

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 8-24-24 (1/2 กก.) /ต้น
- ให้น้ำเล็กน้อยพอต้นรู้ตัว ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติเมื่อดอกขนาดเท่าปลายตะเกียบหรือเมล็ดถั่วเขียว
- ดอกแก้วมังกรบานและต้องการผสมเกสรช่วงกลางคืน (19.00-21.00) โดยลมพัด ถ้าไม่มีลมพัดช่วยส่งละอองเกสรตัวผู้ก็ต้องช่วยผสมด้วยมือ โดยเด็ดดอกแก้วมังกรจากต้นอื่นไปแหย่ใส่ให้กับอีกดอกหนึ่ง โดยให้ละอองเกสรตัวผู้ของดอกที่เด็ดมาสัมผัสกับเกสรตัวเมียของต้นที่เก็บดอกไว้ หรือเก็บเกสรตัวผู้ใส่กล่องพ่นเกสร (ใช้ผสมเกสรทุเรียน-สละ) ฉีดพ่นใส่ดอกที่กำลังบานก็ได้ ผลที่เกิดจากดอกที่ได้รับการช่วยผสมด้วยมือจะเป็นสมบูรณ์และขนาดใหญ่เสมอ

- ดอกแก้วมังกรบานพร้อมผสมแล้วมีฝนตกชุก ผลที่เกิดมาจะเล็กหรือแคระแกร็น
- ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1 รอบ จะช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะถ้าให้เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล

- ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน 1 รอบ จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี

- ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสาสมุนไพรบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันโรคและแมลงจนถึงช่วงดอกบาน
- ช่วงดอกบานงดการฉีดพ่นทางใบ เพราะอาจทำให้เกสรเปียกชื้นจนผสมไม่ติดได้

- ระยะดอกบานถ้าตรงกับช่วงฝนชุกเกสรจะเปียกชื้นทำให้ผสมไม่ติด แก้ไขโดยกะระยะให้ดอกออกมาแล้วไม่ตรงกับช่วงฝนชุกเท่านั้น แต่ถ้าดอกออกมาตรงกับช่วงแล้งอากาศร้อนมากเกสรจะฝ่อทำให้ผสมไม่ติดได้เช่นกัน แก้ไขโดยการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและที่พื้นดิน ทั้งในแปลงปลูกและรอบๆแปลงปลูก .... มาตรการบำรุงต้นและดอกให้สมบูรณ์ อย่างแท้จริงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมาก

- เพื่อความมั่นใจในเปอร์เซ็นต์หรือประสิทธิภาพของฮอร์โมน เอ็นเอเอ. แนะนำให้ใช้ฮอร์โมน เอ็นเอเอ.วิทยาศาสตร์ แทนฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ทำเอง จะได้ผลกว่า

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ช่อดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

8. บำรุงผลเล็ก - ผลกลาง
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก (ขี้วัวขี้ไก่แห้งเก่าข้ามปี) แกลบดิบ ครั้งที่ 2 ของรอบปีการผลิต

- คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆ เต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม

- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 21-7-14 (2 ล.) /เดือน รดทั่วแปลงทุกตารางนิ้ว
- ให้ 21-7-14 (1/2 กก.) ละลายน้ำรดโคนต้น บริเวณทรงพุ่ม
- ให้น้ำปกติ ทุก 2-3 วัน

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วงหรือระยะ 1 สัปดาห์แรก
- เนื่องจากอายุการเจริญเติบโตของผลแก้วมังกรมีระยะสั้นมาก ตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวเพียง 1 เดือนหรือ 4 สัปดาห์เท่านั้น การให้ปุ๋ยทางใบ (ไบโออิ. ยูเรก้า. แคลเซียมโบรอน.) ควรให้ทุก 3 วัน และการใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 21-7-14 แบบแบ่งใส่ 2-3 ครั้งๆละ 1 กำมือ/สัปดาห์จะได้ผลกว่าการใส่ครั้งเดียว

- ถ้าติดผลดกมากควรให้แม็กเนเซียม. ฮอร์โมน เอ็นเอเอ. ฮอร์โมนไข่. 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น

- ให้จิ๊บเบอเรลลิน 100 กรัม/น้ำ 100 ล. ฉีดพ่น 1 รอบ สามารถแก้อาการผลแตกได้ระดับหนึ่ง แต่หากได้ใช้สลับครั้งกับแคลเซียม โบรอน.จะแก้อาการผลแตกได้แน่นอนยิ่งขึ้น

- ให้ทางใบด้วย ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยบำรุงขยายขนาดผลให้ใหญ่และเนื้อแน่นขึ้นแต่เมล็ดมีขนาดเท่าเดิม

- หาจังหวะให้น้ำตาลทางด่วน (กลูโคส) 1 ครั้ง เมื่ออายุผลแก่ได้ 50% นอกเป็นการบำรุงสร้างความสมบูรณ์แก่ต้น ส่งผลให้ผลผลิตรุ่นนี้ดี แล้วต่อไปอนาคตผลผลิตรุ่นหน้าหรือรอบหน้าอีกด้วยถึง

9. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว :
ทางใบ :
- ให้ไบโออิ 0-21-74 + สารสมุนไพร 2 รอบ สลับ แคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้น
- งดน้ำ

หมายเหตุ :
- เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน
- ระยะเวลาในการบำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยวเพียง 1 สัปดาห์ ให้ 2 รอบห่างกันรอบละ 3-5 วัน จะช่วยให้สีจัดรสดี เนื้อแห้งกรอบ

- หลังกลีบดอกร่วงใหม่ๆ (วันแรก) ให้จิ๊บเบอเรลลิน 1 ครั้ง จะช่วยให้การบำรุงขยายขนาดผลได้ผลยิ่งขึ้น

- เมื่ออายุผลครบ 30 วัน สีผลเป็นสีแดง เรียกว่า “แดง 1” หากจะเก็บเกี่ยวเลยก็ได้ แต่หากปล่อยให้ผลอยู่บนต้นต่อไปอีก 1 อาทิตย์ สีปลายเกร็ด (กลีบผล) จากแดง 1 จะกลับเป็นเขียว แล้วกลับมาแดงอีกครั้ง เรียกว่า “แดง 2” เก็บผลช่วงนี้จะได้คุณภาพผลเหนือกว่า แดง 1 อย่างมาก

- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลายรุ่นซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรมเหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย

การบังคับแก้วมังกรให้ออกก่อนฤดูกาล :
- เดือน ก.ค.- ส.ค. ตัดแต่งกิ่ง เรียกใบอ่อน
- เดือน ก.ย.- ต.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอก
- เดือน พ.ย.- ธ.ค. สะสมอาหารเพื่อการออกดอกพร้อมกับให้แสง ไฟขนาด 100 วัตต์ 1 หลอด/4 ต้น ช่วง เวลา 18.00-21.00 น. และ 05.00 - 06.00 น.ทุกวัน ตลอด 1 เดือน

- เดือน ม.ค. เปิดตาดอก
- เดือน ก.พ. บำรุงผล

หมายเหตุ :
- การให้แสงไฟวันละ 2-4 ชม. หลังพระอาทิตย์สิ้นแสง ช่วงอากาศหนาว (พ.ย.- ธ.ค.) ต้องใช้ระยะเวลานาน 20-25 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งใช้ระยะเวลาให้ประมาณ 15-20 วัน ซึ่งดอกที่ออกมาจะดกกว่าช่วงอากาศปกติที่ไม่มีการให้แสงไฟ .... ในฤดูกาลปกติถ้ามีการให้แสงไฟก็จะช่วยให้ออกดอกดีและดกกว่าการไม่ให้แสงไฟ

- การบังคับให้ออกนอกฤดูจะสำเร็จได้ ต้นต้องได้รับการบำรุงอย่างดี มีการจัดการปัจจัยพื้นฐานด้านการเกษตร (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค) อย่างถูกต้องสม่ำเสมอจนต้นสมบูรณ์เต็มที่ และไม่ควรปล่อยให้ออกดอกติดผลในฤดูกาลมาก่อน


---------------------------------------

กล้วย







.
กลับไปข้างบน
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©