-
++kasetloongkim.com++
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 3
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

* เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 3

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11973

ตอบตอบ: 16/02/2026 9:29 am    ชื่อกระทู้: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 3 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 3 ..........................

*******************************************************************

..... สปริงเกอร์-หม้อปุ๋ย ไร่กล้อมแกล้ม .....


อเมริกาทำเกษตรใช้วิธี "ให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำ หรือ ให้ปุ๋ยทางท่อ" มานานกว่า 50-70 ปีแล้ว

- หม้อปุ๋ยประทับตรา MADE IN USA โรงงานอยู่บางปู ส่งออกหมด หม้อปุ๋ยตัวนี้ เวลาทำงาน (ปล่อยปุ๋ย) ต้องลดเมนวาวล์ เพื่อให้มีแรงดันน้ำสำหรับดันเนื้อปุ๋ยในหม้อปุ๋ยมากขึ้น เป็นเหตุให้แรงดันที่หัวสปริงเกอร์ลดลง รัศมีหรือระยะน้ำที่พ่นออกมาก็แคบลงด้วย .... แต่หม้อปุ๋ยเวนจูรี่ RKK ไม่ต้องลดแรงดันที่เมนวาวล์ ส่งผลให้รัศมีหรือระยะพ่นน้ำของหัวสปริงเกอร์แรงปกติทุกประการ

- ถ้าต้องการให้เนื้อปุ๋ยในหม้อปุ๋ยไปเร็วๆ ทำได้โดยลดแรงดันที่เมนวาวล์ (ลดเล็กน้อย) แรงดันที่เมนวาวล์เมื่อถูกลดจะเปลี่ยนมาดันออกที่หม้อปุ๋ยแทน ..เนื้อปุ๋ยในหม้อปุ๋ยไปช้าๆ สม่ำเสมอๆ เนื้อปุ๋ยจะกระจายทั่วทุกต้น ทั่วทั้งโซนดี แต่ถ้าเนื้อปุ๋ยในหม้อปุ๋ยไปเร็ว เร็วมากๆ ต้นไม้ในโซนต้นแรกๆ จะได้รับเนื้อปุ๋ยมากกว่าต้นท้ายโซน

เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงฯ :
- ติดสปริงเกอร์แบบใน แถว/ร่อง เดียวกัน หัวแรกออกแรง หัวกลางออกกลาง หัวท้ายออกค่อย บางแปลงแก้ไขโดยติดวาวล์ที่ท่อตั้ง 2-3 หัวแรกเพื่อลดแรงดันแล้วไปดันหัวท้ายๆ แบบนี้ได้แค่ให้น้ำเปล่า แต่ให้ ปุ๋ย/ยา ไปกับระบบน้ำไม่ได้

ใช้รดน้ำอย่างเดียวเนื้องานไม่ 100% ปล่อย ปุ๋ย/ยา ไปกับสปริงเกอร์ไม่ได้ แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มค่า

- ไร่มันสำปะหลังติดสปริงเกอร์ถอดประกอบได้ หม้อปุ๋ยหน้าโซน ให้ "น้ำ+ปุ๋ย" 2 ครั้ง/เดือน ป้องกันศัตรูพืชสำปะหลังชะงัดนัก เผลอๆได้ผลผลิต 60 ตัน/ไร่ อีกด้วย

- สวนยกรองน้ำหล่อ รดน้ำด้วยเรือปากเป็ด ใช้เวลาเช้ายันเที่ยงบ่าย ให้น้ำได้อย่างเดียว ให้ ปุ๋ย/ยา ต้องสะพายเป้ลากสายยางต่างหาก งานนี้ ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?....

คิดใหม่-ทำใหม่ ปรับร่องเป็นน้ำเลี้ยงปลา ปลาละร่องๆ เลี้ยงผักบุ้งทอดยอดเย็นตาโฟ เลี้ยงผักกะเฉด ทำค้างคร่อมร่องปลูกมะระฟักเขียวบวบ ได้พื้นที่ คืน/เพิ่ม อีกไม่น้อย

บนสันแปลงติด สปริงเกอร์-หม้อปุ๋ย ช่วยประหยัด ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

สวนไม้ผลขนาดใหญ่ ติดสปริงเกอร์โคนต้นให้น้ำ แต่ลากสายยางฉีดพ่นทางใบต่างหาก ต้นทุน ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

- แอร์บลาสส์คันละล้าน (ตัวแอร์บลาสส์ 5 แสน ตัวแทร็คเตอร์ลาก 6 แสน) ต้องเว้นพื้นสวนให้เป็นถนน (เสียพื้นที่) ทำงานได้เฉพาะเวลาเท่านั้น ค่าน้ำมัน/ค่า
แรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

- ผักสวนครัวติด สปริงเกอร์/หม้อปุ๋ย ใช้ ปุ๋ย/ฮอร์โมน/ยา ทำเอง ให้น้อยแต่บ่อยครั้ง นอกจากช่วยประหยัดต้นทุนค่า ปุ๋ย/ฮอร์โมน/ยา แล้วยังทำให้คุณภาพของผลผลิตดี สร้างเครดิตความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้าคนกินอีกด้วย

- ไม่ยอมรับ ทั้งๆที่รู้ ใช้หม้อปุ๋ยฉีดพ่นสารสมุนไพรอย่างเดียว รุ่นเดียว ก็คุ้มต้นทุน

.... สระน้ำ ....
น้ำ คือ ชีวิต
มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้
ไม่มีน้ำ มีไฟฟ้า คนอยู่ไม่ได้

ศาลาเอนกประสงค์ :
..........................

น้ำต้นทุนมาจากระบบชลประทาน :
ขนาด : เนื้อที่ 1 ไร่, ลึก 2-2.5 ม., น้ำใสสะอาด ดื่มได้ เล่นได้ ตลอดปี
น้ำต้นทุน : จากบาดาลข้างบ่อ +จากลำลางไส้ไก่ชลประทานหน้าสวน
ประโยชน์ : ให้ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง คน เลี้ยงสัตว์น้ำ (ปลา กบ) เลี้ยงไก่
คุ้มทุน : ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ตอดชีวิต เพิ่มมูลค่าที่ดิน

ปล. :
ขนาดสระ กว้าง/ยาว/ลึก หมายถึงความจุน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องสำคัญคือ “น้ำต้นทุน” ต่างหาก เพราะถึงแม้สระจะใหญ่ขนาดไหน เมื่อไม่มีน้ำเติมสระ สระนั้นก็ไม่มีความหมาย

ปั๊ม กะโหลก :
ปั๊มไฟฟ้า 220 โวลท์, 3 แรงม้า, หน้าปั๊มมีเชควาวล์, ท่อน้ำ เข้า-ออก 3 นิ้ว, กะโหลก 3.5 นิ้ว, กะโหลกต่ำกว่าปั๊ม ½ ม., ที่กะโหลกมีเชควาวล์,

หมายเหตุ :
- ตำแหน่งติดตั้งปั๊มกับกะโหลกให้ห่างกัน (ทางดิ่ง) น้อยที่สุด เพื่อให้ปั๊มใช้แรงดูดน้ำน้อยที่สุด แล้วใช้กำลังที่เหลือไปส่งน้ำแทน
- ถ้าระดับน้ำต่ำมากๆ (น้ำในสระลึก) แนะนำให้สร้างแพติดตั้งปั๊มที่ผิวน้ำ
- เส้นทางเดินท่อจากปั๊มเฉียงขึ้นพื้นตลิ่งให้ติด “เชควาวล์” ป้องกันน้ำไหลย้อนตอนหยุดปั๊ม กรองกะโหลก

เข่งพลาสติกใหญ่กว่ากะโหลก 4-5 เท่า ตาข่ายไนล่อน 2 ชั้นหุ้มกะโหลก ป้องกันเศษหญ้าเข้ากะโหลก วันดีคืนดีล้างโคลนที่เกาะตาข่ายออกบ้างให้น้ำไหลเข้าคล่องๆ

เชควาวล์ :
ติดตั้งหน้าปั๊ม (ปั๊มไปหัวสปริงเกอร์) และหลังปั๊ม (ปี๊มไปกะโหลก) ทั้งสองทางเพื่อป้องกันน้ำไหลกลับ เป็นเหตุให้ปั๊มทำงานใหม่ไม่ได้

บาดาล :
ถาม (ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ....ไม่เรียงลำดับ) คนรับจ้าง ....
- เคยทำมานานหรือยัง ? ......................
- มีผลงานที่ไหนบ้าง ? .......................
- อุปกรณ์/เครื่องมือ/แรงงาน อย่างไร ? ...... - ใช้เวลานานเท่าไร ? เหตุผล ?
- ปั๊มน้ำไต้ดิน ยี่ห้อ/ประสิทธิภาพแค่ไหน ? ... - ซื้อ ซ่อม อะไหล่ ได้ที่ไหน ?
- การบริการหลังการขายเป็นอย่างไร ? ........
- น้ำที่ขึ้นมาคุณภาพ ใส/ขุ่น/จืด/เหม็น ? .....
- ผลงานจากที่นี่ ใกล้สุดอยู่ที่ไหน ? ..........
- วันนี้ยังใช้งานได้อยู่หรือไม่ ? ................

- ค่าจ้าง แบ่งจ่าย 3 งวด งวดแรกก่อนเริ่มลงมือ งวด 2 งานเสร็จครึ่งหนึ่ง งวด 3 รับมอบงาน

- รับประกัน สูบน้ำ 3 วัน 3 คืน ไม่สะดุด หยุดชะงัก .......
- คำแนะนำเฉพาะในการใช้งาน ..................

ปล. :
- ปั๊มไฟฟ้า 220 โวลท์ ใช้ไฟบ้านได้เลย กำลังสูงสุด 3 แรงม้า
- ปั๊มไฟฟ้า 220 โวลท์ กำลังสูงกว่า 3 แรงม้า ต้องใช้ไฟฟ้า 3 เฟต (ระดับโรงงาน)
- เลือกใช้ปั๊มแบบท่อ น้ำเข้า/น้ำออก 3 นิ้ว คุ้มค่าที่สุด

แทงค์น้ำ :
วัตถุประสงค์ คุณสมบัติ :

- ใช้สำหรับคน สัตว์ พืช ................ - ความจุ ................. - ชนิด ใต้ดิน/บนดิน
- รูปทรง (กลม/เหลี่ยม/ตั้ง/นอน) ..................... - การนำน้ำไปใช้ (ปั๊ม กาลักน้ำ)
- วัสดุ (เหล็ก/ไฟเบอร์/ซิเมน) ..... - สูงจากพื้น .... - น้ำเติม (บาดาลรถบรรทุกน้ำ)


ระบบ 3ครึ่ง - 3 - 2 - 1 - ครึ่ง ....
กะโหลก 3 ครึ่งนิ้ว, ท่อเมน 3 นิ้ว, ท่อหน้าโซน 2 นิ้ว (ขึงหัว), ท่อวิ่งตามแถวโคนต้น 1 นิ้ว,
ท่อตั้งติดหัวสปริงเกอร์ ครึ่งนิ้ว, ท่อปิดท้ายโซน 1 นิ้ว (ขึงท้าย) เฉพาะโซนแต่ละโซนเป็นแบบ “อนุกรม” (เหมือนไฟฟ้า)

ประสิทธิภาพ :
- ทำให้เกิด “แรงดัน-แรงอัด” น้ำในท่อ ส่งผลให้แรงดันน้ำมากขึ้น
- ให้ น้ำ/ปุ๋ย/ฮอร์โมน/ยา ไปพร้อมกับน้ำได้
- ณ เวลานี้ ระยะจากปั๊มถึงโซนสุดท้ายของสวน ระยะ 198 ม. (ตลับเมตรวัด) รัศมีพ่นน้ำหัวสปริงเกอร์ยังปกติ ประมาณการณ์กันว่าการจัดโซน ๆละ 50 ต้น ไม้ผลแบบนี้สามารถเพิ่มระยะปฏิบัติการได้อีก 100 ม.สบายๆ

แบ่งโซน :

.............................


แถวปลูก 7 แถว แถวละ 7 ต้น รวม 49 ต้น คิดเป็น 1โซน :

ทั้ง 7 แถววางท่อวิ่งโคนต้น ที่ทุกหัวท่อวิ่งโคนต้นต่อพ่วงกัน เรียกว่า "ขึงหน้า-ขึงท้าย" ใส่ วาวล์ หม้อปุ๋ยที่ขึงหน้า เปิดวาวล์ตัวเดียวปล่อยน้ำ น้ำจะกระจายไปทั่วตลอดทั้งโซน นักไฟฟ้าบอกว่าต่อแบบนี้เหมือน "อนุกรม" ประมาณนั้น

เปิดโซนเดียว : หัวสปริงเกอร์ “บนทรงพุ่ม” รัศมีพ่นน้ำ 4 ม. (ศก. 8 ม.) เท่ากันทั้ง 49 หัว สามารถลดรัศมี 4 ม. ลงมา 3 ม. ลงมา 2 ม. ลงมา 1 ม.ได้ เท่ากันทุกหัว หัวไหนลดไม่ได้แสดงว่าชำรุด เปลี่ยนใหม่

หัวสปริงเกอร์ “โคนต้น” รัศมีพ่นน้ำ 3 ม. เท่ากันทั้ง 48 หัว สามารถลดรัศมี 3 ม. ลงมา 2 ม. ลงมา 1 ม.ได้ เท่ากันทุกหัว หัวไหนลดไม่ได้แสดงว่าชำรุด เปลี่ยนใหม่ .... เปิดพร้อมกัน ทั้ง “บนทรงพุ่มและโคนต้น” บนทรงพุ่มพ่นน้ำได้รัศมี 2 ม. โคนต้นพ่นน้ำได้รัศมี 1 ม.

เปิด 2 โซน : หัวสปริงเกอร์ “บนทรงพุ่ม” รัศมีพ่นน้ำ 2 ม. (ศก. 4 ม.) เท่ากันทั้ง 98 หัว สามารถลดรัศมี 2 ม. ลดลงมา 1 ม.ได้ เท่ากันทุกหัว หัวไหนลดไม่ได้แสดงว่าชำรุด เปลี่ยนใหม่

หัวสปริงเกอร์ “โคนต้น” รัศมีพ่นน้ำ 1 ม. เท่ากันทั้ง 98 หัว รัศมี 1 ม. ลดลงไม่ได้ เพราะแรงดันไม่พอ เพราะปั๊มแค่ 3 แรงม้าเท่านั้น ระบบสปริงเกอร์แบบนี้ใช้หม้อปุ๋ยได้ เนื้อปุ๋ยจะไปทั่วแปลงเสมอกัน ทดสอบโดยปล่อยยิบซั่มแล้วปล่อยไว้ 2-3 ชม. จนยิบซั่มแห้ง จะเห็นยิบซั่มแห้งจับยอดหญ้าทุกยอดทั่วทั้งโซน

แบ่งโซน ใกล้-ไกล :
บางครั้งรูปแปลงยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า แม้จะขึงหน้าขึงหลังแล้ว หัวต้นทางแรงแต่หัวปลายทางค่อย แก้ไขโดยปรับโซนให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แบ่งเป็น 2 โซน โซนใกล้กับโซนไกลมีวาวล์แยก วาวล์แยกระหว่างโซนใกล้โซนไกล จะอยู่ที่หัวแปลงหรือใจกลางแปลง สำหรับเปลี่ยนโซนก็ว่าไป

ระบบรวม ทางใบ/ทางราก ในโซนเดียวกัน :
ในโซนเดียวกัน 50 ต้น เมนวาวล์อันเดียวที่หน้าโซน (หม้อปุ๋ย) แต่มีวาวล์ให้ทางใบกับให้ทางรากแยกกัน.... ให้ทางใบ : เปิดวาวล์ทางใบ-ปิดวาวล์ทางราก ให้ทางราก : เปิดวาวล์ทางราก-ปิดวาวล์ทางใบ.... ให้พร้อมกัน เปิดทั้งสองวาวล์
พร้อมกัน .... เปิดวาวล์เดียว (ใบหรือราก) รัศมีพ่นน้ำเต็มที่ (3 ม.) .... เปิดพร้อม
กัน (ใบ+ราก) รัศมีพ่นน้ำลดลงกึ่งหนึ่ง

ระบบแยกให้ ทางราก/ทางใบ ในต้นเดียวกัน .... วาวล์แยกประจำต้น ให้ ทางใบ/ทางราก ทีละต้น .....

ทำเป็น 2 ระบบ (บนทรงพุ่ม-โคนต้น) ในโซนเดียวกัน ซ้อนกันไปคู่กัน มีวาวล์แยกกัน....วาวล์ตัวหนึ่งสำหรับทางใบ วาวล์อีกตัวหนึ่งสำหรับทางราก

ให้ “ทางราก” เสาสปริงเกอร์เตี้ยระดับครึ่งแข้ง มีวาวล์เฉพาะ..
ให้ “ทางใบ” เสาสปริงเกอร์สูงเหนือยอด มีวาวล์เฉพาะ....

วาวล์แยกหน้าโซนเปิดพร้อมกัน ให้ ทางใบ/ทางราก พร้อมกันทั้งโซนได้

ล้างตัวเอง :
การอุดตันที่ท่อสปริงเกอร์ แก้ไขด้วยการ “ถอดท่อตั้ง” ติดหัวปริงเกอร์ ท่อใดท่อหนึ่งเพียงท่อเดียว น้ำที่วิ่งในเขตโซนนั้นจะมาออกที่รูนี้ หะแรกน้ำขุ่นแสดงว่ามีโคลนในท่อ ปล่อยน้ำพุ่งระยะหนึ่งน้ำจะค่อยๆใสขึ้นเอง กระทั่งใสเป็นที่พอใจก็ให้สวมท่อตั้งที่ถอดออกเข้าที่เดิม

หม้อปุ๋ยเวนจูรี่ (VENTURY) :
หม้อปุ๋ยตัวนี้ สมช.ทำงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทยตั้งชื่อว่า "เวนจูรี่" เพราะทำงานแบบสุญญากาศ .... หม้อปุ๋ยที่นี่ก็อีหร็อบเดียวกัน ถ้าในหม้อปุ๋ยไม่เป็นสุญญากาศ น้ำปุ๋ยในหม้อปุ๋ยก็จะไม่ไปเหมือนกัน

ระบบการทำงาน ระหว่างปล่อย “ปุ๋ย-ยา” แรงดันพ่นน้ำที่หัวสปริงเกอร์ไม่ลด .... แต่หม้อปุ๋ย ประทับตรา MADE IN USA ทำในไทย ระบบการทำงานเวลาปล่อย “ปุ๋ย-ยา” ต้องลดเมนวาวล์เพื่อแบ่งแรงดันน้ำมาดันน้ำที่หม้อปุ๋ย ผลจากการลดเมนวาวล์ทำให้แรงดันพ่นน้ำที่หัวสปริงเกอร์ลดลง

หม้อปุ๋ย RKK ปล่อย “ปุ๋ย/ยา” รัศมีพ่นน้ำที่หัวสปริงเกอร์ 3 ม. (เส้นผ่าศูนย์
กลาง 6 ม.) เท่าเดิม .... หม้อปุ๋ย USA ปล่อย “ปุ๋ย/ยา” รัศมีพ่นน้ำที่หัวสปริงเกอร์ลดลงจากเดิมเหลือแค่ครึ่งเดียว

วิธีใช้หม้อปุ๋ยหน้าโซนแบบขวดแยก :
ถาม :
หม้อปุ๋ยหน้าโซนที่โชว์ แบบ 2 ขวดร่วมกัน กับแบบ 2 ขวดแยกกัน ใช้งานยังไง ?
ตอบ :
- แบบ 2 ขวด แม้จะทำโดยขวด 2 ใบ แต่ขวดทั้งสองเชื่อมต่อกันจึงเท่ากับ 1 ขวดนั่นเอง เนื้อปุ๋ยในขวดทั้งสองจึงไปมาหากันได้ แบบนี้สำหรับใช้งานใน 1
โซน ที่ใช้ปุ๋ยสูตรเดียวกัน

- แบบ 2 ขวดแยกกัน ระหว่างขวดทั้งสองมีวาวล์แยกของแต่ละขวด แบบนี้เหมาะสำหรับไม้ 2 โซน เมื่อจะให้ปุ๋ยโซนไหนก็เปิดวาวล์ปล่อยจากขวดหนึ่งไปก่อน กับเมื่อจะให้ปุ๋ยกับอีกโซนหนึ่งก็เปิดวาวล์ปล่อยปุ๋ยขวดที่เหลือ

- แบบ 4 ขวดแยกกัน ระหว่างขวดทั้ง 4 มีวาวล์แยกของแต่ละขวด แบบนี้เหมาะสำหรับไม้ 4 โซน....

เมื่อจะให้ปุ๋ยโซนแรก ก็เปิดวาวล์ปล่อยปุ๋ยที่ขวดแรกก่อน ....
เมื่อจะให้ปุ๋ยโซนที่ 2 ก็ปิดวาวล์ขวดแรก แล้วเปิดวาวล์ขวดที่ 2 ....
จะให้ปุ๋ยโซนที่ 3 ก็ปิดวาวล์ขวดที่ 2 แล้วเปิดวาวล์ขวดที่ 3 ....
จะให้ปุ๋ยโซนที่ 4 ก็ปิดวาวล์ขวดที่ 3 แล้วเปิดวาวล์ขวดที่ 4 นั่นเอง

- แบบ 4ขวด 6ขวด 8ขวด 10ขวด แยกกัน ก็ทำได้ด้วยหลักการนี้ จะทำแบบเชื่อมต่อทุกขวดให้ถึงกันแล้วใช้งานเป็นขวดเดียว ด้วยปุ๋ยสูตรเดียวกัน หรือมีวาวล์แยกแต่ละขวดแล้วใช้งานทีละขวดก็ได้ ด้วยปุ๋ยสูตรละขวดๆ

อัตราใช้ปุ๋ยทางใบ ด้วยหม้อปุ๋ยหน้าโซน :
- เรื่องนี้ไม่มีมาตรฐานแต่มีหลักการ เพราะไม้แต่ละต้นแต่ละชนิดพันธุ์ต่างกัน
- ที่ RKK ไม้ผลยืนต้น 1 โซน 50 ต้น ทดสอบอัตราการใช้ปุ๋ยสำหรับ 1 โซน โดยผสมปุ๋ยในเป้สะพาย 20 ล.ใส่ปุ๋ย 20 ซีซี. (อัตราใช้ปกติ) ฉีดพ่นเปียกโชก ไต้ใบบนใบปกติ

1 เป้ (ปุ๋ย 20 ซีซี.) ฉีดพ่นได้ 5 ต้น หรือ 10 เป้ ฉีดพ่นได้ 1 โซน = 200 ซีซี.

ในขณะที่ขวดที่หม้อปุ๋ย 1 ขวดความจุประมาณ 1.5 ล. (1,500 ซีซี.)
- ว่าแล้วก็เติมปุ๋ยลงในหม้อปุ๋ย 200 ซีซี. สำหรับ 1 โซน (50 ต้น)

ปล. :
- นี่คือ การใช้ ปุ๋ย/ยา ทางท่อ หรือไปกับระบบน้ำ
- ปล่อยปุ๋ยช้าๆ เพื่อให้เนื้อปุ๋ยกระจายทั่วถึงเท่ากันตลอดทั้งโซน หากปุ๋ยปุ๋ยเร็ว เนื้อปุ๋ยจะลงที่ต้นแรกๆหน้าโซน มากกว่าต้นท้ายๆ ท้ายโซน

- หลักการให้ปุ๋ยทางใบ คือ ปล่อยน้ำเปล่าไปก่อนเพื่อทำให้พืชตื่นตัว เมื่อใบใกล้แห้งจึงปล่อย ปุ๋ย/ฮอร์โมน ตาม แบบนี้จะทำให้พืชดูดซับปุ๋ยได้เต็มที่มากกว่าการไม่ได้ให้น้ำก่อน

สปริงเกอร์/หม้อปุ๋ย สั่งได้ :
ตี.5 : ........ ล้างน้ำค้าง ป้องกัน/กำจัด ราน้ำค้าง ราแป้ง ราสนิม
เที่ยง : ..... ให้ ปุ๋ย/ฮอร์โมน/ยา ป้องกัน/กำจัด เพลี้ยไฟ ไรแดง
ค่ำ : ........ ป้องกันแม่ผีเสื้อเข้าวางไข่ ไข่แมลงฝ่อ ฆ่าหนอนที่ออกหากินกลางคืน

กลางวันฝนตก : ฝนหยุดแดดออก (ฝนต่อแดด) ล้างน้ำฝนออกจากต้น ป้องกัน/กำจัด
กำจัด แอ็นแทร็คโนส

...............................................

กลางวันฝนตก : ไม้ผลระยะสะสมตาดอก หรือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ก่อนฝน หรือ
หลังฝนหยุด ให้ปุ๋ยทางใบป้องกันการแตกใบอ่อน
ปล. :
ให้สารสมุนไพรบ่อยๆ ทุกวัน วันต่อวัน วันเว้นวัน วันเว้น 2-3-4 วัน โรคแมลงอะไรก็ไม่มาวอแว


.... REUSE REPAIR ....

ซ่อมแคะ
ขั้นตอน 1 : ทากาว จุดไฟ เอียงไปเอียงมาให้ไฟลามทั่วบริเวณทากาว
ขั้นตอน 2 : ดับไฟ ใช้ไขควงปากแบนแทงแคะจนหลุด .... ถ้าปากแบนแคะไม่ออก ให้ทากาวใหม่ จุดไฟอีกครั้ง แล้วแคะด้วยปากแบนซ้ำอีกครั้ง
ขั้นตอน 3 : แคะหลุดแล้วใช้คีมปากจิ้งจกคีบแล้วดึงออก
ขั้นตอน 4 : ระหว่าง ติดไฟ-ปากจิ้งจก แคะ อย่างให้กระทบชิ้นส่วนที่ต้องเก็บไว้ใช้งาน

ซ่อมปะ :
[1]กระดาษทราย, [2]ท่อแตก, [3]แผ่นท่อปะ, [4]ปากนกแก้ว, [5]กาว, [6]ลวด
ขั้นตอน 1 : ใช้แอลกอฮอร์ทำความสะอาดทอแตกบริเวณที่จะปะซ่อม
ขั้นตอน 2 : ตัดท่อปกติ ขนาดเดียวกัน ผ่าครึ่ง ได้ขนาด กว้าง/ยาว กว่ารอยแตกของท่อที่จะปะซ่อม
ขั้นตอน 3 : ทากาว (หนา) บนท่อที่จะปะซ่อม ทั่วพื้นที่แตก
ขั้นตอน 4 : วางแผ่นท่อที่ตัดเตรียมไว้แล้วทับลงบนแผล ขยับไปมาให้
แนบสนิท
ขั้นตอน 5 : ใช้ลวดรัดแผ่นท่อที่ปะ 2 จุดหัวท้าย หรือ 3 จุด ถ้าแผลนั้นยาว
ขั้นตอน 6 : ใช้คีมปากนกแก้วขันปลายลวดรัดให้แน่นๆ

...................................................

.... กาว ....


.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 20/02/2026 7:17 am, แก้ไขทั้งหมด 13 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11973

ตอบตอบ: 20/02/2026 3:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

..
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©