online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-วิกฤติราคายางในทศวรรษหน้า
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - วิกฤติราคายางในทศวรรษหน้า
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

วิกฤติราคายางในทศวรรษหน้า

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10998

ตอบตอบ: 19/04/2010 7:55 pm    ชื่อกระทู้: วิกฤติราคายางในทศวรรษหน้า ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

โดยคุณ kritsadalampang
-------------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2553

จับตาวิกฤติราคายางในทศวรรษหน้าเมื่อจีนใช้เพื่อนบ้านเป็นฐานปลูกเอง

[img]http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2010/01/25/b5a9ai75ige5e
dag6ak7f.jpg[/img]

คมชัดลึก :
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการประมูลซื้อขายยางในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่
จ.สงขลา กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากราคายางพาราพุ่งขึ้นกิโลกรัมละ 93.99 บาท สำหรับอย่าง
ดิบ ส่วนยางแผ่นรมควันกิโลกรัมละ 99.62 บาท ขณะที่น้ำยางสดกิโลกรัมละ 94 บาท นายสม
จิตต์ ศิขรินมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ปัจจัย
พื้นฐานที่มีผลต่อราคายางในระดับพื้นที่อย่างน้อยมี 3 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก ..... เกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ใน
ประเทศจีน ทำให้มีออเดอร์ยางเพิ่มขึ้น

ปัจจัยที่สอง.... เกิดจากภาวะธรรมชาติที่มีความผันผวนมีผลมาจากสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ฝน
ตกหนัก ผลผลิตยางจึงมีน้อย และปัจจัยสุดท้าย มาจากจีนต้องซื้อยางพาราเพิ่ม เพราะเป็นช่วงใกล้
เทศกาลตรุษจีน ซึ่งจีนจะหยุดงานยาว จึงต้องเร่งซื้อก่อนวันหยุด หากปล่อยไปพ้นตรุษจีนจะเข้าสู่
หน้าแล้งยางจะเริ่มผลัดใบ ผลผลิตน้ำยางน้อยลง

ปัจจุบันประเทศไทยผลิตยางพาราเป็นอันดับหนึ่งของโลก มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 16.74 ล้านไร่ มีผล
ผลิตกว่า 3,000 ล้านตัน ล่าสุด นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาหัวข้อ "สวนยาง สร้างชุมชนภาคอีสานให้เข้มแข็งได้จริง
หรือ" ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จ.ขอนแก่น ว่า เดิมโครงการ
ขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่นั้น จะเพิ่มเป็น 4 ล้านไร่ เพราะมีพื้นที่เหมาะสมที่ปลูก โดย
เฉพาะภาคอีสานมีถึง 9 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม หากมองปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราสูงในช่วงนี้ เกิด
จากปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยด้วยกัน คือ ความต้องการของตลาดจีนที่กำลังขยายอุตสาหกรมยานยนต์
และอีกปัจจัยหนึ่งเกิดความขาดแคลนผลผลิตยางพาราเนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติ และเป็นฤดูกาล
ยางพาราผลัดใบ ทำให้เกษตรกรหยุดการกรีดยางชั่วคราว ฉะนั้นการที่ราคายางพาราสูงขึ้นในขณะ
นี้ น่าจะเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่ถึงฤดูกาลที่เกษตรกรกรีดยางพร้อมกันอาจทำให้ราคาตกต่ำลง ที่
น่าเป็นห่วงยิ่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้แนวโน้มราคายางพาราตกต่ำลงอย่างยาว นาน คือ การขยายพื้นที่
ปลูกยางพารา ทั้งในประเทศไทยเอง และประเทศคู่ค้ารายสำคัญอย่างประเทศจีน และประเทศ
เพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันจีนปลูกยางพาราในมณฑลยูนนาน โดยเฉพาะที่แคว้นสิบสองปันนามีถึง 6.8
ล้านไร่ กรีดได้แล้วราว 4 ล้านไร่ และยังมีการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ส.ป.ป.ลาว ที่
ปลูกขนาบเส้นทางถนนสาย อาร์ 3 บี ตั้งแต่เมืองห้วยทรายตรงกันข้ามกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย
ในรัศมี 10 กิโลเมตร ของสองฟากถนน จนถึงเมืองบ่อเตน จ.หลวงน้ำทา ติดชายแดนระยะทาง
กว่า 250 กิโลเมตร ประมาณการว่าลาวปลูกยางพาราถึงหลักล้านไร่ โดยจีนจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด
นายเพ้อเอิน แซ่ฉือ ผู้จัดการบริษัท หม่อนไหม ชิน เหมียน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจแปรรูปยางพารา
ในรูปแบบยางแท่น ที่เมืองหล้า แคว้นสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวระว่างที่ยนาเพิก
เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย นำคณะที่เป็นสมาชิกชุมนุมสหกรณ์
ชาวสวนยาง จ.จันทบุรี-ตราด กว่า 80 คน ไปศึกษาดูงานด้านการปลูกและการแปรรูปยางพารา ที่
แคว้นสิบสองปันนา ระหว่างวันที่ 10-14 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันจีนปลูกยางพาราทั้ง
หมด 6.8 ล้านไร่ อีกสวนหนึ่งเป็นปลูกใหม่ที่ยังไม่กรีด มีโรงงานทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน
11 แห่ง อย่างโรงงานของบริษัท หม่อนไหม ชิน เหมียน ถือเป็นของเอกชนรายใหญ่ มีกำลังผลิต
ยางแท่นวันละ 20 ตัน และกำลังขยายให้มีความสามารถผลิตได้วันละ 50 ตัน "ตอนนี้จีนจะไม่
ขยายการปลูกยางพาราอีก เพราะต้นยางพาราดูดน้ำในปริมาณที่มาก ส่งผลให้น้ำใต้ดินลดลง และ
การปลูกยางพาราทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยด้วย หากเทียบกับป่าธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน
ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเป็นอย่างมาก แต่จีนจะสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว โดยจีน
จะเป็นผู้รับซื้อ" นายเพ้อเอิน กล่าว

นายเผิก กล่าวว่า การพาผู้นำเกษตรกรภาคตะวันออกมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการให้
เกษตรกรเห็นถึงกระบวนการปลูกยางพาราและแปรรูปยางพาราของ จีนว่าได้พัฒนาไปถึงไหน
เพราะแม้วันนี้ไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แต่อย่าลืมว่าปัจจุบันยังมี
ประเทศใกล้เคียงอย่างประเทศจีน ก็ปลูกยางพาราจำนวนมาก และอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งจีน ส.ป.ป.
ลาว จะมีโอกาสขายยางแผ่น ขี้ยาง เหมือนกับประเทศไทย ดังนั้นเกษตรกรไทยถึงเวลาแล้วที่จะ
ต้องพัฒนาระบบต่างๆ ให้ดีขึ้น "เท่าที่ไปดูงานด้านการปลูกและแปรรูปยางพารา ของจีนดีกว่าของ
ไทยในเรื่องการดูแลรักษาต้นยางค่อนข้างมีความเข้มงวด มีระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่จะกรีดยาง เช่น
เมื่อไรมีอากาศร้อนเกินไป อากาศหนาวเกินไป เกษตรกรชาวจีนจะหยุดกรีดยางทันที เมื่อมีโรค
ระบาดรัฐบาลจีนจะเข้ามาดูแลทันที แต่ถ้าในพื้นที่การปลูกไม่น่าห่วง เพราะจีนมีพื้นที่มีจำกัด แต่
เรื่องผลผลิตต่างหากที่น่ากลัวมากกว่า จีนอาสาพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีมีผลผลิตสูง ขณะที่รัฐบาลของ
เราเน้นในเรื่องการปลูก โดยไม่มีอะไรรองรับว่า อีก 5 ปี หรือ 7 ปี ยางพาราที่ปลูกจะนำไปแปรรูป
ทำอะไรบ้าง เมื่อจีนกรีดยางได้หมด พร้อมลาวด้วย ในอนาคตราคายางพาราอาจมีปัญหาล้นตลาด
ยิ่งหากรายอื่นหรือประเทศที่ปลูกยางจับมือร่วมกันอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไทยไม่ปรับตัวตั้งแต่วันนี้ อีก
5 ปีข้างหน้าผลผลิตยางที่กำลังออกมาในโลกกว่า 20 ประเทศ ก็จะสร้างปัญหาให้แก่เกษตรกร
ไทยอย่างแน่นอน" นายเผิก กล่าว

ด้าน นายนิพนธ์ เลาห์กิติกูล เหรัญญิกชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.จันทบุรี กล่าวว่า เท่าที่ฟัง
ข้อมูลแล้ว จีนไม่ใช่คู่แข่งในการปลูกยางของไทย เพราะมีพื้นที่จำกัด แต่จีนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะ
ให้ราคายางพาราของไทยตกต่ำ เพราะตลาดหลักของยางไทยนั้น จีนถือเป็นแหล่งสำคัญอีกแห่ง
หนึ่ง เมื่อจีนปลูกเอง และสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว และพม่า แน่นอนจีนจะซื้ยางพารา
จากประเทศเหล่านี้ก่อน ถึงเวลานั้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกของไทยอย่างแน่นอน ส่วน
การแปรรูปนั้น ตอนนี้ของไทยทันสมัยกว่า แต่อย่าลืมว่าจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีเร็วมาก และโรง
งานบางแห่งที่เป็นของรัฐบาลอาจทันสมัยกว่าของไทยก็ได้ ดังนั้นหากประเมินแล้ว ในอีก 5 ปี
หรืออีก 1 ทศวรรษข้างหน้า จีนถือเป็นประเทศที่น่ากลัวที่จะให้ราคายางพาราในตลาดโลกผันผวน
ได้ หากไทยไม่รีบปรับตัวแต่เนินๆ ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน ดลมนัส กาเจ

ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20100125/45840/%E0%B8%88%
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©