online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-ว่านตอด...ว่านอันตราย
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ว่านตอด...ว่านอันตราย
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ว่านตอด...ว่านอันตราย

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 19/04/2010 6:24 pm    ชื่อกระทู้: ว่านตอด...ว่านอันตราย ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ว่านตอด...ว่านอันตราย

ว่านตอด เป็นว่านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักกันน้อย เพราะคนที่รู้จักก็มักจะปิดบังข้อมูล เพราะต้องการจะให้เป็นความลับ เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์บางอย่าง นั่นคือ เพื่อใช้ในการป้องกันอาณาบริเวณหรือทรัพย์สิน (ส่วนบุคคล) กล่าวว่า เป็นต้นไม้ที่ขนหรือหนามเล็กๆ ของมัน ไม่ว่าจะไปถูกต้องผิวหนังส่วนใด ก็จะปวดแสบปวดร้อน เกิดการอักเสบเป็นแผลลุกลามกินไปถึงกระดูก ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันไม่อาจวิเคราะห์อาการและวางยาให้หายได้ จะแก้ได้ก็ด้วยการใช้สมุนไพรและว่านบางชนิดตามตำรับโบราณเท่านั้น

ผู้เขียนเองไม่เคยปลูกและไม่คัดค้านหากผู้ใดคิดจะปลูกว่านดังกล่าวไว้เพื่อวัตถุประสงค์ดังที่ว่านั้น เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน แต่ท่านก็ควรจะมีความรู้ไว้เพื่อการป้องกันพิษภัยของว่านตอดให้ตนเอง คนในครอบครัว หรือคนดีๆ คนอื่นๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย หากเผลอไผลไปถูกต้องเข้า

ขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้อยู่ ผู้เขียนยังไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับชื่อทางวิทยาศาสตร์ของว่านชนิดนี้ เพราะพจนานุกรมหลายเล่มไม่ได้บันทึกชื่อของ "ว่านตอด" เอาไว้ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย์ท่านบันทึกชื่อต้นไม้ที่มีลักษณะและคุณสมบัติเหมือนว่านตอดเอาไว้คือ คำว่า "ตะรังตังช้าง" รายละเอียดมีว่า

"ตะรังตังช้าง น. ชื่อไม้ต้นขนาดกลางชนิด Dendrocnide sinuata (Blume) Chew ในวงศ์ Urticaceae ใบใหญ่ ขอบจัก ถูกเข้าจะปวดคันและเป็นผื่นตามผิวหนัง"

เนื่องจากตัวของผู้เขียนเองเคยเห็นแต่ต้นของ ว่านตอด แต่ยังไม่เคยเห็นต้นตะรังตังช้าง จึงไม่อาจสรุปว่า พืชทั้ง 2 ชื่อดังกล่าวเป็นพืชชนิดเดียวกันหรือไม่ แต่อาจารย์วิศิษฏ์ ดวงสงค์ ข้าราชการบำนาญของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านบอกว่า ท่านเคยเห็นต้นตะรังตังช้างและเข้าใจว่าน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวกันกับ ว่านตอด (ขอฝากเรื่องนี้ให้เป็น "การบ้าน" สำหรับท่านผู้อ่านด้วยครับ)

ตามตำรา "ชุมนุมว่านยาและไม้มงคล" ของ "บัว ปากช่อง" ได้ให้ความรู้ไว้ว่า ว่านตอดมีด้วยกันถึง 3 ชนิด ได้แก่ 1. ลักษณะเหมือนใบหนาด 2. เหมือนใบขมิ้น และ 3. เหมือนใบยอ คนมักปลูกไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน (ตั้งใจจะ "แกล้งขโมย" โดยเฉพาะ ว่างั้นเถอะ) แต่ตนเองหรือคนในครอบครัวก็อาจจะพลั้งเผลอไปโดนเข้าได้โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น ท่านจึงแนะนำว่า ก่อนจะปลูกว่านตอด จะต้องหาว่านแก้พิษคือ พญาว่าน หรือ จ่าว่าน (คนละชนิดกัน) ให้ได้เสียก่อน เผื่อฉุกเฉินจะได้นำเอาหัวว่านดังกล่าวมาฝนกับน้ำซาวข้าวทาแก้พิษว่านตอด หรือโขลกหัวว่าน (พญาว่าน หรือจ่าว่าน) คั้นเอาน้ำผสมเหล้าโรงดื่ม จะสามารถทำลายพิษของว่านตอดได้ มิฉะนั้น จะต้องเสียชีวิตภายใน 15 วัน

ผู้เขียนเองไปพบต้นว่านตอดเอาด้วยความบังเอิญ ในสวนสมุนไพรของ คุณศุภกร ศรีคำแหง (คุณโต้ง) ที่หมู่ที่ 8 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (ซึ่งมีอยู่เพียงต้นเดียว) เจ้าของปลูกเอาไว้เพื่อศึกษาลักษณะและนิสัยของมัน เพราะเห็นเป็นว่านแปลกที่ได้รับมาจากญาติที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นว่านตอดที่ได้ต้นพันธุ์มาจากป่าแถบชายแดนของประเทศกัมพูชา และเป็นว่านตอดชนิดที่มีลักษณะใบเหมือนกับใบยอ (แต่ใบสาก ไม่เลื่อมเป็นมันเหมือนใบยอ) ลักษณะลำต้นและใบอวบ เติบโตดีมาก สูงราว 1 เมตรเศษ ส่วนว่านตอดชนิดใบหนาดและชนิดใบขมิ้น ยังไม่เคยเห็น

อันที่จริงแล้ว หากพิจารณาถึงประโยชน์หรือโทษที่มีต่อมนุษย์แล้ว ว่านตอด ไม่มีระบุไว้ถึงประโยชน์ในทางเป็นยาสมุนไพรตำรับใดๆ จะมีก็แต่ประโยชน์ในเชิงป้องปรามขโมย คือใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น แต่ในด้านโทษภัยของว่านชนิดนี้ นับว่ามีอยู่มากทีเดียว ทั้งต่อตัวหรือลูกหลาน (ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่) ของผู้ปลูกเอง หรืออาจจะเป็นขโมยขโจรที่เข้ากระทำการลักทรัพย์ของผู้อื่นก็ตาม เรียกว่าผู้ปลูกเองก็อาจจะมีโอกาสพลาดไป เผลอถูกว่านชนิดนี้เข้าได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องราวว่านตอดเอาไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่คิดจะเลี้ยงต้นไม้แปลกๆ ซึ่งประโยชน์ถ้าจะมีก็น่าจะเป็นในด้านของการอนุรักษ์พืชพรรณไม้หายากเอาไว้ หรือเป็นประโยชน์เพื่อการศึกษาเรียนรู้ เพื่อจะได้ไม่ถูกพิษร้ายของต้นไม้ชนิดนี้จนเกิดอันตรายขึ้นได้สำหรับคนที่มีโอกาสจะต้อง "เดินป่า"

สำหรับคนที่ประพฤติตนเป็นหัวขโมยนั้น แม้ว่าจะรอดพ้นจากพิษของว่านตอดไปได้ แต่ไม่ช้าก็เร็ว คงจะหนีคุกหนีตะรางไม่พ้น หรือที่หนักไปกว่านั้น ก็คือ หนีมีดหนีปืนไม่พ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องราวของว่านตอดกันต่อไป เรียกว่า "แสวงหาความรู้เพื่อนำมาป้องกันอันตรายให้แก่สุจริตชน" ว่างั้นเถอะ ส่วนที่จะหวังให้ป้องภัยจากขโมยได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ คงจะหวังได้ยาก

ตามตำราท่านกล่าวว่า ใครคิดจะปลูกว่านตอดเอาไว้ ก็ต้องระมัดระวังให้จงหนัก ต้องบอกกล่าวถึงพิษภัยของว่านดังกล่าวให้คนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องที่มักจะไปมาหาสู่ได้ทราบเป็นข้อมูลเอาไว้ ถ้าจะให้ดีต้องแยกต้นไปปลูกในจุดที่ไม่มีคนเข้า-ออกพลุกพล่าน หรืออาจจะถึงกับต้องล้อมคอกเอาไว้ พร้อมทั้งเขียนป้ายบอกไว้ว่า "ต้นไม้อันตราย" หรือ "ต้นไม้มีพิษ ห้ามจับต้อง" เป็นต้น และสิ่งที่ผู้ปลูกควรจะเตรียมเอาไว้ก็คือ ต้องหาต้นพญาว่าน หรือต้นจ่าว่าน มาไว้ในครอบครองและขยายพันธุ์ให้ได้หลายๆ ต้นเสียก่อน เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิด มีคนไปถูกหรือไปต้องเข้า ก็จะได้ใช้หัวของพญาว่าน หรือหัวของจ่าว่านมาใช้ฝนกับน้ำซาวข้าวทา หรือโขลกคั้นน้ำผสมกับเหล้าโรงกินถอนพิษว่านตอดได้ทันท่วงที เรียกว่า เตรียมการไว้ให้พร้อม ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้น อย่างที่ฝรั่งเขาบอกว่า "เซฟตี้เฟิรสต์" (Safety First) คือ "ปลอดภัยไว้ก่อน" นั่นเอง

ต้นพญาว่าน กับ ต้นจ่าว่าน เป็นว่านคนละชนิดกัน แต่มีสรรพคุณในการแก้พิษเสมอกัน ลักษณะของต้น สีสันคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีส่วนแตกต่างที่พอให้สังเกตได้ ว่านทั้ง 2 ชนิดนี้อยู่ในตระกูลขมิ้น พญาว่าน มีใบเหมือนกับขมิ้น แต่ต้นเล็กกว่า ลำต้นมีกาบสีแดงเข้ม ร่องกลางใบสีแดงเข้ม ใบสีเขียวค่อนข้างเข้ม ขนาดของลำต้นเล็กกว่าขนาดของจ่าว่าน ในขณะที่กาบของจ่าว่านจะมีสีแดงเรื่อๆ ใบสีเขียวแต่จางกว่าพญาว่าน (รูปทรงของใบจะกว้างกว่าพญาว่าน) เนื้อในหัวสีเหลือง ในขณะที่หัวของพญาว่านจะมีขนาดเล็ก แต่มีสีเหลืองเข้มกว่าจ่าว่าน คนที่รักว่านจะต้องหาว่านทั้ง 2 ชนิดนี้มาไว้ในครอบครองให้จงได้

ก่อนจะจบเรื่องราวของว่านตอดในฉบับนี้ ผู้เขียนบังเอิญไปอ่านพบวิธีแก้พิษว่านตอดในหนังสือ "เคล็ดลับตำรับยาสมุนไพรรักษาโรค" ซึ่งเขียนโดย "ลำปาง ปาซิโร" (เจ้าของคอลัมน์ "เล่าขานตำนานว่าน" ใน "นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน") ซึ่งไม่ต้องพึ่งพญาว่าน หรือจ่าว่าน เห็นว่าน่าสนใจ และคงจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยทั่วไป จึงขออนุญาต อาจารย์ลำปาง ปาซิโร คัดลอกมาบันทึกไว้เป็น "วิทยาทาน" ดังต่อไปนี้

"วิธีแก้พิษว่านตอด-ว่านตอด เป็นไม้พุ่มมีพิษที่ใบ ใบหรือทรงพุ่มมองดูเผินๆ จะเหมือนต้นยอบ้าน ที่ใบว่านตอดจะมีขนเล็กๆ เวลาขนสัมผัสหรือถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเราจะทำให้เจ็บปวด ทรมาน ยิ่งถูกความเย็น เช่น อาบน้ำ ไปตรวจกับหมอแผนปัจจุบันก็ไม่มีสาเหตุอะไร วิเคราะห์ไม่ได้ เพราะปกติ แต่ตัวคนป่วยจะตายภายใน 5-7 วัน ต่อไปนี้คือยาแก้ ตัวยาให้เอา ดังนี้

น้ำมะนาว ปูนขาว ยาสูบ ตำผสมกัน ใส่น้ำนิดหน่อย ใช้สำลีชุบทาตรงที่ถูกว่านตอดตำจะหายในทันที

อีกขนาน ให้เอากะปิปั้นเป็นก้อน แล้วเอามาคลึงแผลที่ถูกตอด จะถอนขนพิษว่านตอดออกได้ ขนานนี้พอบรรเทา"

เป็นตำราที่ใช้วัตถุสมุนไพรง่ายๆ ของพื้นบ้าน คือ น้ำมะนาว ปูนขาว ยาสูบ หรืออีกขนานหนึ่งใช้เพื่อการบรรเทา คือกะปิที่เราใช้ตำน้ำพริกนี่เอง ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสจะเข้าป่าเข้าดงควรจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจนะครับ (ถ้าเข้าป่าหลายวัน ก็ควรเตรียมใส่ย่ามไปด้วยแหละดี)

ก่อนจะจบเรื่อง "ว่านตอด" ผู้เขียนอยากจะพูดถึงความหมายของชื่อว่านไว้สักเล็กน้อย คำว่า "ตอด" นั้น ภาษาภาคกลางมีความหมายไม่รุนแรงและไม่ร้ายแรง เพราะท่านหมายความว่า "ตอด 1 ก. เอาปากงับกัดทึ้งโดยเร็ว อย่างปลาตอด, โดยปริยายหมายถึง อาการเหน็บแนม เช่น พูดตอดเล็กตอดน้อย" แต่หากเป็นภาษาลาว หรือภาษาอีสาน จะมีความหมายที่รุนแรงกว่า เพราะหมายถึงทั้งจิก ฮุบ กัด และต่อย ดังที่ว่า

"ตอด ก. จิก นกจิกบ้ง เรียก นกตอดบ้ง ฮุบ ปลาฮุบเหยื่อ เรียก ปลาตอดเหยื่อ ต่อย แตนต่อย เรียก แตนตอด งูกัด เรียก งูตอด อย่างว่า แนวนามเชื้อทำทานปล้องถี่ คัน ได้ตอดพี่น้องบ่ทันได้สั่งไผ (กลอน) เห็นว่าเหวกเหวกฮ้องอย่าฟ้าวว่าเสียงกบ ลางเทื่อเป็นทำทานตอดตายบ่มีฮู้ (กลอน) เห็นว่ากองฝอยน้อยอย่ากลอยใจฟ้าวนั่ง ลางเทื่องูอยู่ลี้ในหั้นชิตอดตาย (ย่า). to peck, swallow (like fish), sting (like bee), bite (like snake)"

ผู้เขียนนำมาจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย์ และสารานุกรม ภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ของ อาจารย์ ดร.ปรีชา พิณทอง เช่นเคย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เห็นว่า ชื่อ "ว่านตอด" นั้น มิใช่เป็นเพียง "ตอดเล็กตอดน้อย" หากแต่ร้ายแรงเทียบได้กับ "พิษของงูเห่าหรืองูจงอาง" เลยทีเดียว

เรื่องราวของ ว่านตอด ก็ขอจบลงแต่เพียงแค่นี้

ไพบูลย์ แพงเงิน โทร. (081) 475-2503


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©