online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-ข่าวเกษตร...ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างโลกทัศน์ 6938-24-1800
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ข่าวเกษตร...ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างโลกทัศน์ 6938-24-1800
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ข่าวเกษตร...ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างโลกทัศน์ 6938-24-1800
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 9, 10, 11 ... 16, 17, 18  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 6:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวทช.จับมือ มอ. เวิร์คช็อปสาหร่ายทะเล

โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบาย การจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย(Biodiversity Research and Training Program : BRT) และหน่วยวิจัยสาหร่ายและหญ้าทะเล ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมจัด โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "Seaweed Biodiversity and Reference Collection, using Khanom-Mu Ko Thale Tai National Park, Nakhon Si Thammarat Province, as an area study" ในระหว่างวันที่ 15-20 เม.ย. 2550 โดยภาคการบรรยายจัดที่ ณ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา ส่วนภาคสนาม อบรมที่อุทยานแห่งชาติหาดขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ จ.นครศรีธรรมราช โดยมีค่าลงทะเบียนสำหรับผู้สนใจเข้าอบรมคนละ 1,000 บาท

ทั้งนี้ สำหรับนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมอบรมในโครงการดังกล่าว ทางโครงการ BRT ยินดีให้การสนับสนุนโดยสามารถส่งประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา และเขียนเล่างานวิทยานิพนธ์ที่กำลังดำเนินงานอยู่ความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 มายังฝ่ายเลขานุการโครงการ BRT เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้รับทุนสนับสนุนการเข้าร่วมอบรมฯ ในครั้งนี้ โดยสามารถส่งมาได้ที่ ฝ่ายเลขานุการโครงการ BRT ชั้น 5 อาคาร สวทช. 73/1 ถ.พระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 หรือ โทร.02-6448150-4 ต่อ 552-553


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 6:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


สวทช.จับมือ ม.สุรนารี เจ๋ง เปลี่ยนวิธีรีดนมวัว ชี้เพิ่มเมลาโทนิน.
ชะลอแก่ แถมไขมันต่ำกว่าปกติ


ดร.พงษ์ชัย จิตตะมัย ผู้จัดการเครือข่าย iTAP (Industrial Technology Assistance Program: iTAP) มหาวิทยาลัยสุรนารี เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งร่วมโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย และผู้ประกอบการผลิตนมสด แดรี่โฮม ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยปรับเปลี่ยนวิธีการรีดนมวัว เพื่อเพิ่มเมลาโทนินจากธรรมชาติในน้ำนมพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้หลับสนิทชะลอความแก่ แถมยังมีไขมันต่ำกว่านมทั่วไป นมก่อนนอนหรือเบดไทม์มิลค์ (Bedtime Milk) เป็นนมที่มีระดับเมลาโทนินธรรมชาติสูง ได้จากน้ำนมโคที่ผ่านการคัดเลือกและผ่านการรีดน้ำนมในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงสว่าง ทำให้ได้เมลาโทนินบริสุทธิ์ที่มีคุณภาพ ช่วยผู้มีปัญหาการนอนหลับให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สามารถใช้แทนยานอนหลับโดยไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ขณะนี้ บริษัท แดรี่-โฮม จำกัด ได้จดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตนี้เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการาหารและยา (อย.) ดร.พงษ์ชัยกล่าว


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:01 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวทช.แสดงผลงาน ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี พัฒนาสินค้า"นาโน"

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวถึงความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยี ที่สามารถคิดค้นเป็นผลิตภัณฑ์โลชั่นกันยุงและน้ำปลาผงนาโน ว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยนักวิจัยของศูนย์นาโนเทค เพื่อใช้กู้วิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมูลค่าของตลาดโลชั่นและยาทาป้องกันยุงสูงถึงปีละ 2 พันล้านบาท ทั้งนี้โลชั่นกันยุงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารเคมี เมื่อทาบริเวณผิวหนังจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ขณะที่ยากันยุงที่ผลิตจาก สมุนไพรก็ออกฤทธิ์ไม่ยาวนาน ดังนั้น ศูนย์นาโนเทค จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์โลชั่นกันยุงนาโนขึ้น โดยมีส่วนประกอบจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์ไล่ยุง 3 ชนิด คือ น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันแมงลัก และน้ำมันหญ้าแฝก เมื่อทาแล้วจะมีฤทธิ์ยาวนาน 5 ชั่วโมง ที่สำคัญยังสามารถใช้ในเด็กเล็กและทารกได้โดยไม่มีผลข้างเคียง ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรผลงานดังกล่าวแล้ว และผ่านการทดสอบคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์นาโนเทคยังพัฒนา น้ำปลาผงนาโน โดยใช้น้ำปลาเป็นสารตั้งต้น จากนั้นจึงนำ มาเข้าสู่กระบวนการทำน้ำปลาให้แห้งด้วยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งสามารถรักษาคุณสมบัติดั้งเดิมของน้ำปลาที่ดีได้ คือ ใส สีสวย รสชาติดี น้ำปลาผงนาโนจะมีประโยชน์ในภาค อุตสาหกรรมและการบริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะการขนส่งไปต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าขนส่ง ได้มาก ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้จดสิทธิบัตรแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวจะนำไปจัดแสดงในงานประชุมประจำปีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. วันที่ 13-14 มีนาคมนี้ ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


ภัยแล้งไม่กระทบระยอง "สยุมพร" ชี้บริหารน้ำระบบอ่างพวงช่วยให้มั่นคง-ต้นทุนมีเหลือเฟือ


นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในฤดูแล้งปี 2553 นี้ ว่า ในปีนี้จังหวัดระยองไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ทั้งในส่วนของการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 5 โครงการยังคงมีระดับสูงอยู่ที่ประมาณ 414 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 76 % ของความจุรวม 540 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2552 ปริมาณน้ำรวมของอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งเก็บกักได้ถึง 495 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 80% ของความจุรวม โดยระดับน้ำในแต่ละเดือนของปี 2552 มีปริมาณค่อนข้างคงที่ ยกเว้นในเดือนมิถุนายนที่ต่ำสุด กระนั้นก็ยังมีปริมาณมากถึง 333 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% แต่หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากถึงสิ้นปี ทำให้ปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับฤดูแล้งในปี 2553

สำหรับอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งของจ.ระยอง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำคลองระโอก อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในลักษณะอ่างพวง ซึ่งก่อสร้างระบบผันน้ำเชื่อมต่อระหว่างกัน เช่น อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ อ่างเก็บน้ำประแสร์-คลองใหญ่

"ปัญหาน้ำของจ.ระยอง ลดน้อยลง เพราะอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ บวกกับการเชื่อมต่อแหล่งน้ำแบบอ่างพวงก็ยิ่งมีส่วนช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จ.ระยอง ดีขึ้นกว่าเดิมมาก" นายสยุมพร กล่าว

จังหวัดระยองเคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอย่างรุนแรง ในช่วงปี 2547 ต่อเนื่องถึงปี 2548 แต่หลังจากก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการเชื่อมต่อเป็นอ่างพวงทำให้ปัญหาภัยแล้งลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:14 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ธงชัย พุ่มพวง

ข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่เพื่อการค้า ผลงาน มทร.ล้านนา *

ข้าวโพด เป็นพืชไร่พืชหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการมาก แยกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้มากมาย เช่น ข้าวโพดฝักสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดข้าวเหนียว หรือข้าวโพดลูกผสมต่างๆ ข้าวโพดสองสี ข้าวโพดสามสี พันธุ์ข้าวโพดบางพันธุ์ได้นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศของบ้านเรา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) ได้ให้ความสำคัญของสายพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูกได้ในประเทศไทย จึงได้ศึกษาวิจัยจนประสบผลสำเร็จ มีข้าวโพดสายพันธุ์เชิงการค้า เพื่อใช้ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งเกษตรกรมีทางเลือกปลูกข้าวโพดหลายชนิด ตามแต่สภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด

รศ.ดร.คมสัน อำนวยสิทธิ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่น่าน เล่าว่า ได้ทำการศึกษาวิจัยสายพันธุ์ข้าวโพดเพื่อผลิตพันธุ์ในเชิงการค้าหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดหวานฝักเล็ก พันธุ์เทียนหวานพิษณุโลก และข้าวโพดไร่สีม่วง

ข้าวโพดคั่ว ผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดคั่ว หลายคนต่างนิยมชื่นชอบรับประทานกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก มินิมาร์ท โรงภาพยนตร์ มีทั้งผลิตภัณฑ์ที่คั่วร้อนๆ ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดคั่วปรุงรสสำเร็จรูป แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่างและเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดคั่วนั้นจะต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน จึงเกิดแนวคิดศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวโพดคั่วสายพันธุ์แท้เพื่อใช้ผลิตเป็นข้าวโพดคั่วสายพันธุ์ลูกผสมเชิงการค้า จนประสบผลสำเร็จ การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดคั่วเพื่อใช้เองภายในประเทศ มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวโพดคั่วที่สามารถปรับตัวได้ดี มีผลผลิตสูง คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด ต้านทานต่อโรคและแมลง เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดไร่หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หันมาปลูกข้าวโพดคั่วกันมากขึ้น อีกทั้งเป็นการลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง

จากการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดคั่วเพื่อการค้า ทำให้ได้ต้นข้าวโพดมีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บเกี่ยว 85 วัน ลำต้นตั้งตรงแข็งแรง สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร เกสรตัวผู้มีช่อดอกขนาดใหญ่ เกสรตัวเมียสีชมพูขาว เมล็ดเป็นแบบหยดน้ำ สีของเมล็ดเหลืองเข้ม ความยาวของฝัก ประมาณ 18-20 เซนติเมตร มีจำนวน 14 แถวเมล็ด ต่อฝัก มีจำนวน 30-38 เมล็ด ต่อแถว ให้ผลผลิตเฉลี่ย 450-650 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อนำไปคั่วเป็นข้าวตอกมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ มีการแตกตัวมากกว่า 95%

ข้าวโพดหวานฝักเล็ก "เทียนหวานพิษณุโลก"

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พื้นที่พิษณุโลก ได้รวบรวมเมล็ดข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง ตั้งแต่ ปี 2537 ปลูกคัดเลือกและศึกษาลักษณะทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง จนถึง ปี 2540 ได้คัดเลือกข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง ได้จำนวน 7 พันธุ์ คือ พันธุ์สุโขทัย 1 สุโขทัย 2 พันธุ์อยุธยา พันธุ์บางพระ พันธุ์พิษณุโลก พันธุ์ขาวนครศรีธรรมราช และพันธุ์ขาวสุโขทัย ข้าวโพดเหล่านี้ตั้งชื่อตามแหล่งที่รวบรวมมาปลูก และปลูกเปรียบเทียบทั้ง 7 พันธุ์ ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเทียนด้วยการเพิ่มจำนวนข้าวโพดข้าวเหนียวหวานขอนแก่น พันธุ์นพวรรณ 1 และข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง 7 พันธุ์ จนได้เป็นข้าวโพดหวานฝักเล็กพันธุ์เทียนหวานพิษณุโลก ที่มีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 55 วัน ลำต้นสูง 176 เซนติเมตร รสชาติหวาน กรอบ มีสีสองสีสลับกันคล้ายกับพันธุ์ที่นิยมบริโภคในต่างประเทศ ฝักเล็กเหมาะแก่การบริโภค ความยาวของฝัก 11 เซนติเมตร เส้นรอบวงฝัก 10 เซนติเมตร น้ำหนักสดทั้งเปลือก 165 กรัม ต่อฝัก น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือก 104 กรัม

ข้าวโพดไร่สีม่วง ข้าวโพดไร่สีม่วงเป็นพืชไร่ที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ดเป็นสำคัญ เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์ชนิดใหม่ แต่ยังไม่มีภาครัฐและเอกชนผสมพันธุ์ออกมาเป็นพันธุ์ลูกผสม สารสีม่วงแดงจะมีสารแอนโทไซยานินที่เป็นสารจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อีกทั้งสารสีม่วงนี้ยังนำไปใช้เป็นสีผสมอาหาร หรือใช้ในอุตสาหกรรมสีย้อมผ้า ด้วยความสำคัญดังกล่าว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จึงได้เริ่มศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดไร่สีม่วง จำนวน 9 ชั่ว พบว่าได้รับผลผลิตค่อนข้างสูง 20 อันดับแรก เฉลี่ยประมาณ 787-953 กิโลกรัม ต่อไร่ อายุการออกดอกเร็วกว่าพันธุ์การค้า ขนาดของฝักสม่ำเสมอ

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เลขที่ 59 หมู่ที่ 13 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (054) 710-259, (054) 710-554, (081) 870-8902

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/04/2010 8:39 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นักวิจัย สกว. พัฒนาวิธีการอบแห้งพริก เพื่อควบคุมคุณภาพให้คงที่

พริก เป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจของหลายประเทศ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา โบลิเวีย รวมทั้งประเทศไทย นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการปรุงรสอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติในอาหารแล้ว ยังมีการศึกษาพบว่า พริกมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคและมีสรรพคุณเป็นอาหารเสริมสุขภาพด้วย เช่น ช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากพริกสดยังมีข้อจำกัด เช่น เกิดการเน่าเสีย คุณภาพของพริกไม่สม่ำเสมอ หรือมีปริมาณที่มากเกินความต้องการ จึงทำให้ผู้บริโภคหันไปนิยมใช้พริกแห้งมากขึ้น ซึ่งการทำพริกแห้งที่นิยมกันโดยทั่วไปคือ การตากแดดกลางแจ้ง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศด้วย คุณภาพของพริกแห้งจึงไม่มีความสม่ำเสมอ รวมทั้งเกิดการปนเปื้อนจากแมลง หนู นก และจุลินทรีย์ ส่งผลให้คุณภาพของพริกแห้งไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยของ GMP ที่เพียงพอสำหรับส่วนอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่รับซื้อผลิตภัณฑ์พริกแห้ง เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์พริกชนิดต่างๆ ดังนั้น การใช้เครื่องอบแห้งตู้อบลมร้อนจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผลิตพริกแห้ง

ดร.วิริยา พรมกอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการศึกษาแบบจำลองการทำนายความชื้นของพริกพันธุ์หัวเรือย่นขณะอบแห้ง เปิดเผยว่า กลไกการอบแห้งของพริกถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากระบวนการผลิตพริกแห้งให้มีความเหมาะสม และตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต

ในการศึกษานี้ ดร.วิริยาได้ใช้พริกสดพันธุ์หัวเรือย่นที่ได้จากเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งศึกษาลักษณะทางโครงสร้างของพริกแห้งที่ผ่านการแช่สารเคมีและอบแห้งที่สภาวะต่างๆ แล้วศึกษาค่าทางกายภาพของพริกสดและพริกขณะการอบแห้ง และศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าความร้อนทางกายภาพ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำในพริกขณะอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนเปรียบเทียบกับพริกที่ทำแห้งด้วยวิธีตากแดด รวมทั้งเปรียบเทียบกับพริกที่ผ่านการลวกและไม่ผ่านการลวก ก่อนการหาสมการที่เหมาะสมในการทำนายการเปลี่ยนแปลงความชื้นของพริกขณะการอบแห้งโดยใช้ตู้อบลมร้อน

จากการศึกษาพบว่า การทำแห้งด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ร่วมกับการใช้สารละลายโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ สามารถคงสีของพริกแห้งไว้ได้มากที่สุด ส่วนการใช้สารละลายผสมระหว่างโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์และแคลเซียมคลอไรด์ สามารถรักษาสีของพริกไว้มากที่สุดที่อุณหภูมิการทำแห้งแบบ 2 ระยะ คือที่ 70 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง และ 50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังพบว่าการแช่พริกในสารละลายก่อนการทำแห้งจะทำให้มีการดึงน้ำออกจากพริกได้ดีกว่าไม่ใช้สารละลาย และพบว่าใช้เวลาในการทำแห้งลดลง

สำหรับเวลาที่ใช้ในการทำแห้งพบว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำที่สูงที่สุด โดยจะพบในพริกที่ผ่านการแช่สารละลายผสมระหว่างโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์กับแคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่พบว่าโครงสร้างของพริกมีรูพรุนมากที่สุด

ดร.วิริยา กล่าวว่า การใช้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายการเปลี่ยนแปลงความชื้นของพริกนี้ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายระยะเวลาในการทำแห้ง และนำไปควบคุมสภาวะการอบแห้งพริกที่เหมาะสมได้ โดยพิจารณาควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทั้งทางกายภาพและเคมีของพริก เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการอบแห้งพริกต่อไป ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (045) 353-500 ต่อ 2203


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวนครัวฉบับคนเมือง ปลูกดอกไม้เป็นอาหาร

หากจะกล่าวว่า คนเราจะต้องบริโภคพืชผักเป็นอาหารในทุกๆ วันนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะพืชผักมีส่วนประกอบของสารอาหารที่ร่างกายต้องการหลากหลายชนิด แต่การบริโภคพืชผักในปัจจุบันนั้น แทนที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ กลับได้รับของแถมเป็นสารพิษที่ตกค้างจากสารเคมีแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางออกหนึ่งที่เราจะสามารถเลือกที่จะมีสุขภาพดีอย่างปลอดภัยคือ การปลูกผักกินเอง

นอกจากการปลูกผักกินใบ ผักกินหัว ผักกินผลแล้ว หลายท่านคงมองข้ามพืชใกล้ๆ ตัว อย่างไม้ดอกริมรั้ว ริมสระข้างๆ บ้านของเราเอง ทั้งๆ ที่ดอกไม้เหล่านี้หลายชนิดสามารถกินได้ แถมยังมีรสชาติดีและยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ดอกไม้มีสารเคมีที่ทำให้มีสีต่างๆ ซึ่งสารตัวนี้จะส่งผลดีต่อเซลล์สมอง ช่วยให้สามารถควบคุมจิตใจ มีความจำที่ดีขึ้น และรวมช่วยเสริมในด้านสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย ซึ่งในดอกไม้นั้นมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) เป็นสารที่พบมากบริเวณดอก ช่วยในการสร้างสีที่สวยงาม แถมบางชนิดมีสรรพคุณในการรักษาโรค เช่น ลดอาการอักเสบ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงไม่เปราะแตกง่าย และใช้รักษาความสมดุลด้านอารมณ์และจิตใจ

ทั้งนี้ ในดอกไม้ รวมถึงผักและผลไม้ ยังมีสารสีต่างๆ ที่แตกต่างกัน มีคุณสมบัติดังนี้

สีแดง มีสารไซโคปิน (Cycopene) และสารเบต้าไซซิน (Betacycin) เป็นตัวให้สีแดงในพืช สารทั้งสองอย่างนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิดได้

สีส้ม มีสารเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นตัวการก่อมะเร็ง และช่วยให้ผิวพรรณสดใส

สีเหลือง มีสารลูทีน (Lutein) ช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดสี หรือแสงสีของเรตินาในดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนแก่สายตาฝ้าฟาง มองไม่เห็น

สีเขียว มีสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันการเกิดมะเร็ง กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่ และลดกลิ่นเหม็นต่างๆ ในร่างกายได้

สีม่วง พืชสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า สารตัวนี้ช่วยลบล้างสารที่ก่อมะเร็งและขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาต

การเลือกรับประทานดอกไม้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะเติมสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็จะต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่าชนิดไหนรับประทานได้ ชนิดไหนรับประทานไม่ได้ ซึ่งควรจะสอบถามจากผู้รู้ให้ชัดเจน หรืออาจดูข้อมูลจากตำราต่างๆ ที่ออกมาเผยแพร่ ทั้งนี้ เราจะต้องเลือกส่วนบริโภคที่ปลอดภัย เช่น กลีบดอก เกสร ยอดใบ สำหรับกรณีผู้แพ้เกสรดอกไม้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดอกไม้บางชนิดสามารถบริโภคสดได้ แต่บางชนิดควรทำให้สุกก่อน หรือส่วนที่มียาง เช่น โคนดอก ก็ไม่ควรนำมาบริโภคสด หรือหากต้องการทดลองบริโภค ก็ควรเริ่มต้นบริโภคซัก 2-3 กลีบ หรือทำให้สุกก่อน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทดสอบ ซึ่งร่างกายจะมีกลไกขับสารพิษออกมา โดยการขับถ่ายออกมาอยู่แล้ว

ช่วงเวลาของการนำดอกไม้มาเพื่อประกอบอาหาร ให้เลือกช่วงที่ดอกไม้บานเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้า แต่อาจมีบางชนิดที่บานในช่วงบ่าย เช่น โสน บวบ และมะลิ การเก็บนั้นก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากกลีบดอกไม้มีความบอบบาง อาจช้ำหรือฉีกขาดได้ง่าย

ด้านการนำดอกไม้มาประกอบเป็นอาหารนั้นสามารถนำมาทำให้สุก อาจจะปรุงเป็นอาหารจำพวก ต้ม แกง หรือทอด เช่น แกงส้มดอกแค ดอกโสนผัดไข่ สำหรับการบริโภคสดก็สามารถทำเป็นยำ ลาบ กินกับน้ำพริกหรือใส่ในจานสลัดได้ เช่น ดอกอัญชัน ดอกเข็ม ดอกเพื่องฟ้า ดอกดาวกระจาย ดอกคูน ดอกพวงชมพู ดอกผักตบชวา ดอกกล้วย (หัวปลี) ดอกบัว ดอกกุหลาบ เป็นต้น ทั้งนี้ ก็อาจจะนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม เช่น น้ำดอกกระเจี๊ยบ น้ำดอกดาหลา น้ำเกสรบัว น้ำเกสรม่าเหมี่ยว น้ำชาดอกปีบ ก็ได้เช่นกัน

ดอกไม้เป็นพืชใกล้ตัวที่หลายคนมองเห็นเพียงความสวยงาม แต่ไม่ได้มองลึกไปถึงประโยชน์ที่มีมากกว่านั้น ในการช่วยเติมสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งการปลูกดอกไม้ก็สามารถทำได้ง่าย สามารถปลูกได้ทั้งลงดินและใส่กระถางหากมีพื้นที่จำกัด

การปลูกดอกไม้ในกระถางนั้น ขนาดของกระถางต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอต่อความต้องการในการเจริญเติบโต ควรมีความลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ขึ้นไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ที่ปลูกด้วย หรืออาจดัดแปลงใช้กะละมังเก่าที่ก้นแตกแล้ว ลังไม้ หรือภาชนะเหลือใช้มาปลูกก็ได้

สำหรับการเตรียมดินก็ไม่ยาก โดยมีผสมดังนี้

1. ดินร่วนหรือดินถุง 1 ส่วน

2. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน

3. แกลบเผา หรือขุยมะพร้าว หรือใบก้ามปู 1 ส่วน

นำวัสดุทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปบรรจุใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เท่านี้ก็สามารถนำต้นดอกไม้ลงปลูกได้เลย ดูแลรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เท่านี้เราก็จะได้ดอกที่สวยงามไว้ประดับตกแต่งบ้านให้สดชื่น แถมยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารที่สร้างคุณค่าให้แก่ร่างกายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูอาหารที่น่ารับประทานได้ อย่างสลัดรักดอกไม้ อันมีส่วนผสมดังนี้

น้ำสลัด

1. น้ำมันงาสกัดเย็น

2. น้ำส้มสายชู (cyder)

3. ซอสญี่ปุ่น

4. พริกสดสับละเอียด

5. น้ำผึ้ง

6. งาขาวคั่ว

7. สะระแหน่หั่น

ส่วนของผักและดอกไม้ที่ใช้

1. ผักกาดหอม คอส และวอเตอร์เครส

2. มะเขือเทศ

3. ถั่วงอก งางอก

4. ดอกเข็มแดง ลีลาวดีสีชมพู กุหลาบหนู และดอกอัญชัน

เพียงแค่ล้างดอกไม้และผักให้สะอาด จัดลงในจาน และราดด้วยน้ำสลัดที่มีส่วนผสมดังข้างต้น เท่านี้เราก็จะได้รับประทานสลัดรักดอกไม้ที่อร่อยแถมยังได้ประโยชน์

แทบไม่น่าเชื่อว่า ดอกไม้หลากชนิดใกล้ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความสดชื่น ประดับตกแต่งให้สถานที่สวยงามแล้ว ยังสามารถนำมารับประทานได้ แถมยังมีสารอาหารอีกมากมาย ยามว่างของคุณอาจใช้เวลาเล็กน้อยหันมาปลูกดอกไม้ ไว้เป็นอาหารปลอดสารพิษ ที่มีสีสันสะดุดตา และสะดุดลิ้นได้แน่นอน

ที่มา : นคร ลิมปคุปตถาวร สุณัฐลินี สินพรม. 2552. สวนครัวคนเมืองปลูกความสุขในบ้านคุณ. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย). โรงพิมพ์เดือนตุลา. กรุงเทพมหานคร


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:29 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาวิณี สุดาปัน

มะพร้าวแกงซุปเปอร์แชมป์ ตระกูลเต็กสงวน กวาดรางวัลมาแล้วทั่วฟ้าเมืองไทย ใครมีของดี ส่งประชันได้

มะพร้าวใหญ่ หรือมะพร้าวแกง ของตระกูล "เต็กสงวน" แห่งคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม *

ประกวดคราใดไม่เป็นสองรองใคร สมกับฉายา ซุปเปอร์แชมป์! ปลูกแล้วสร้างรายได้เสริมอีกหนึ่งช่องทาง
ใครที่เป็นแฟนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านอย่าพลาดเรื่องนี้เป็นอันขาด ถ้าไม่ได้อ่านแล้วท่านจะเสียใจที่ไม่ได้รู้ว่ามะพร้าวใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็รู้จักถึงคุณประโยชน์ที่หลากหลาย โดยส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์เริ่มตั้งแต่รากนำมาปรุงเป็นยา ลำต้นนำมาทำเป็นโต๊ะนั่ง เรือพายก็ดี กาบใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ใบนำมาสานเป็นตั๊กแตน ทำไว้ประดับบ้าน หากทำขายก็เสริมรายได้อีกทางหรือนำมาใช้ทำขันหมากเบ็งเพื่อใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญก็ได้ ก้านใบทำเป็นไม้กวาดทางมะพร้าวหรืองานจักสาน

ส่วนผลมะพร้าว เริ่มจากเปลือกมะพร้าว ชาวบ้านในแถบชนบทนิยมใช้สุมไฟเพื่อป้องกันยุงให้วัว ควาย กะลาใช้ทำเป็นของเล่น แปรรูปเป็นเครื่องประดับสวยงาม เนื้อในหรือชาวสวนนิยมเรียกกันว่า ก้าม ใช้ทำกะทิ (คำว่า "ก้าม" เป็นศัพท์ที่ชาวสวนใช้กัน) น้ำมะพร้าวก็สามารถนำมาดื่มกินได้โดยเฉพาะสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ มีความเชื่อเรื่องการดื่มน้ำมะพร้าวทำให้เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาเวลาคลอดออกมาตัวเด็กจะไม่เป็นไขมาก

ที่สำคัญประเพณีไทยแต่โบราณกาลจะนำน้ำมะพร้าวมาล้างหน้าศพก่อนที่จะเผาเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหลายทั้งปวง

นอกจากนี้ ลูกมะพร้าวทั้งผลยังสามารถนำมาซึ่งความสนุก เพลิดเพลินใจ และท้าทายบรรดาชาวสวนมะพร้าวเหมือนกับเป็นการสร้างแรงกระตุ้นเพื่อพัฒนาสายพันธุ์มะพร้าวใหม่ๆ ขึ้นอีกทาง โดยจัดการประกวดมะพร้าวผลใหญ่ที่มีลักษณะผลใหญ่สวยงาม ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาสายพันธุ์มะพร้าวใหญ่นั้นเอง เฉกเช่น คุณพรสินธุ์ เต็กสงวน ผู้ซึ่งมีความชื่นชอบ รักการประกวดมะพร้าวเป็นชีวิตจิตใจ แม้ปัจจุบันจะมีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 64 แล้วก็ตาม แต่ด้วยสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรงสมกับเป็นลูกชาวสวน

คุณพรสินธุ์ก็ยังมีความสนใจที่เข้าร่วมงานประกวดมะพร้าวใหญ่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งในอดีตจวบจนปัจจุบัน

มะพร้าวใหญ่ของคุณพรสินธุ์ ก็ยังเป็นที่ต้องตา ตรึงใจคณะกรรมการอยู่เสมอๆ เนื่องด้วยว่ามะพร้าวของคุณพรสินธุ์ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์อยู่ทุกสมัย

เริ่มสะสมจากงานประกวด
ในปี พ.ศ. 2520 คุณพรสินธุ์ ได้ไปดูการประกวดมะพร้าวที่วัดปรีดาราม ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นละแวกเดียวกันกับที่ตนอาศัยอยู่ โดยพักอาศัยบ้านเลขที่ 52/2 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เช่นกัน ตนรู้สึกชอบการประกวดมะพร้าว เพราะมันสนุกดี เลยซื้อพันธุ์ที่ประกวดได้อันดับที่ 1, 2 และ 3 มาปลูกที่สวน ตั้งแต่นั้นมาอีกประมาณ 7-8 ปี ก็เริ่มออกผล มะพร้าวที่ตนปลูกก็สามารถส่งเข้าประกวดได้ ซึ่งมะพร้าวใหญ่ 1 ต้น จะมี 2 ทะลาย ทะลายหนึ่งมี 5-12 ลูก หากเป็นมะพร้าวขนาดกลาง ทะลายหนึ่งจะมีประมาณ 10 ลูก

คุณพรสินธุ์บอกว่า บริเวณสวนของตนก็ปลูกมะพร้าวใหญ่เหมือนกันแต่เป็นสายพันธุ์เก่า เวลาประกวดสู้คู่แข่งไม่ได้ เลยต้องโค่นทิ้งแล้วปลูกสายพันธุ์ใหม่ ตนจำไม่ได้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ไม่แน่อาจจะกลายเป็นสายพันธุ์เต็กสงวนไปแล้วก็เป็นได้

ที่นำมาแซมตามคันล้อมสวน ปลูกทั้งมะพร้าวใหญ่ และมะพร้าวน้ำหอม แต่รายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำสวนมะนาวบนพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ การปลูกมะพร้าวจึงต้องปลูกบนพื้นที่เหลือของสวนแห่งนี้ พันธุ์มะนาวที่ปลูกคือ พันธุ์แป้น เก็บขายทุกเดือน ส่งขาย 100 ลัง บรรจุลังละ 500 ลูก ช่วงนี้จะเป็นปีทองของผู้ปลูกมะนาว ผลผลิตจากการขายมะนาวได้ราคาดี

สำหรับพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมนั้น คุณพรสินธุ์ บอกว่า เป็นพันธุ์ดั้งเดิมของรุ่นพ่อแม่ของตน

คุณพรสินธุ์เล่าต่อไปว่า พ่อชื่อ ตี๋ แม่ของตนมีชื่อว่า สาย เต็กสงวน พักอาศัยอยู่ละแวกเดียวกันแถวคลองจินดา ตนคัดพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมมาจากสวนของพ่อและแม่ ซึ่งคุณสมบัติของพันธุ์น้ำหอมตูดจีบ

น้ำมะพร้าวพันธุ์ตูดจีบ จะมีรสชาติ หวาน และกลิ่นหอม รุ่นแรกที่นำมาปลูกอายุต้น 20 ปีแล้ว พันธุ์ที่ตนคัดมานี้จะแตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป คือในช่วงหน้าแล้งจะให้ผลดกกว่าพันธุ์อื่นๆ ทะลายหนึ่งมีมะพร้าว 10-15 ลูก การดูแลรักษาไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ปล่อยไปตามธรรมชาติ ในแต่ละปีทาง อบต. จะเข้ามาลอกเลนให้ฟรี ต้นมะพร้าวก็จะได้รับปุ๋ยจากเลนที่ลอกขึ้นมา และจากการหว่านปุ๋ยให้มะนาวด้วย

ในส่วนเรื่องราคามะพร้าวนั้น คุณพรสินธุ์เล่าว่า ตนปลูกมะพร้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม ตนจะมีรายได้จากการขายมะพร้าวใหญ่และมะพร้าวน้ำหอม เฉลี่ยเดือนละ 2,000 บาท ถ้าใช้แบบพอเพียงก็พออยู่ได้ ตนใช้เงินที่ได้จากการขายมะพร้าวเพื่อสำหรับไว้ใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์บ้าง ตนจะเก็บมะพร้าวน้ำหอมเดือนละครั้งโดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อที่สวน ส่วนมะพร้าวใหญ่เก็บทุก 2 เดือน

ราคาดีกว่ามะพร้าวทั่วไป 2 บาท
มะพร้าวใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ จะขายลูกละ 7 บาท ลูกค้าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดมารับซื้อที่สวนเอง ถ้าเป็นมะพร้าวของคนอื่น จะขายในราคาลูกละ 5 บาท หากเป็นมะพร้าวใหญ่ลูกเล็ก จะขายในราคา ลูกละ 3.50 บาท มะพร้าวน้ำหอมก็ขายในราคาเดียวกัน

มาดูขนาดกันดีกว่าว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าใหญ่จริง!
มะพร้าวใหญ่ที่มีขนาดใหญ่สุด วัดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 25 นิ้ว ส่วนมะพร้าวขนาดกลางวัดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 25 นิ้ว ส่วนเรื่องน้ำหนัก มะพร้าวขนาดใหญ่ของสวนคุณพรสินธุ์ จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 3 กิโลกรัมครึ่ง

มะพร้าวผลดกโดยทั่วไปน้ำหนักจะอยู่ที่ 3 กิโลกรัม หากขูดเนื้อมะพร้าวมาชั่งน้ำหนักได้ประมาณ 1 กิโลกรัม มะพร้าวขนาดกลางมีน้ำหนักเฉลี่ย 2 กิโลกรัม ขูดเนื้อมะพร้าวได้น้ำหนัก 7 ขีด

มะพร้าวใหญ่เขาประกวดกันยังไงหว่า!
คุณลักษณะที่ดีของมะพร้าวใหญ่ที่จะส่งเข้าประกวดคือ ผลใหญ่ กลมแป้น เปลือกบาง ก้ามหนาหรือเนื้อในหนา คุณสมบัติข้อที่สำคัญซึ่งเป็นเทคนิคในการสังเกตว่ามะพร้าวลูกไหนใหญ่จริง ให้นำมะพร้าวไปลอยน้ำ ลูกมะพร้าวที่จมน้ำลงไปค่อนลูกจะเป็นมะพร้าวที่มีขนาดใหญ่เนื้อหนาหรือเรียกได้ว่ามีลักษณะดี เป็นมะพร้าวที่มีขนาดใหญ่

หากนำลูกมะพร้าวไปลอยน้ำแล้วตะแคงข้างหนึ่ง แสดงว่ามะพร้าวลูกนั้นมีขนาดเล็กไม่เหมาะสำหรับเวทีประกวด

มะพร้าวที่คุณพรสินธุ์ส่งเข้าประกวด ลักษณะสีผลมีสีก้ามปูหรือสีเหลืองนิดๆ เหมาะที่จะขึ้นเวทีที่สุด เพราะเป็นมะพร้าวที่แก่จัด ถ้าหากเป็นผลแห้ง เนื้อในมะพร้าวจะมีลักษณะเหี่ยว ถ้าเป็นผลตอนไม่แก่ ผลจะมีสีเขียวใบตอง สีไม่เข้ม ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะหลังนี้ไม่เหมาะที่จะส่งเข้าประกวด ถ้าส่งเข้าประกวดรู้เลยว่าตกรอบตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที

หากพูดถึงเรื่องความมันแล้วละก็ มะพร้าวใหญ่ของเต็กสงวนก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน มีลูกค้าโทร.มาสั่งจองล่วงหน้าก่อนที่จะมารับที่สวน เพราะมะพร้าวมีจำนวนไม่มากนัก แหม! ทั้งใหญ่ทั้งมันขนาดนี้คงต้องขายดีเป็นแน่ คุณพรสินธุ์บอกว่า มะพร้าวที่มีความมันมากๆ สังเกตได้ความเข้มข้นของน้ำกะทิที่ได้จากการคั้นกะทิ น้ำที่คั้นจะมีความเข้มข้นมาก แต่กะทิที่มีความมันน้อย น้ำที่คั้นจะมีสีใสจาง

เล่ามาตั้งนานยังไม่เข้าเรื่องการประกวดเลย
ทั้งที่เรื่องก็บอกอยู่แล้วว่าซุปเปอร์แชมป์ ทีนี้มาเข้าเรื่องกันดีกว่า คุณพรสินธุ์กล่าวว่า ก่อนที่จะส่งมะพร้าวเข้าประกวด ตนไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย หากเป็นมะพร้าวน้ำหอม ตนจะนำผ้าไปผูกที่ต้นไว้เป็นการทำตำหนิว่าไม่ให้ตัดมะพร้าวต้นนี้ เพื่อเก็บไว้ส่งไปประกวดในวันงาน ส่วนเรื่องการดูแล บำรุงรักษา ตนไม่ได้ดูแลอะไรมาก ปล่อยไปตามธรรมชาติมากกว่า มะพร้าวใหญ่ก็เช่นกัน ตนจะคัดเลือกต้นไว้ก่อนที่จะถึงเวลาประกวด

แหล่งข่าวจะบอกว่ามีการจัดงานประกวดที่ไหน
จะทราบข่าวจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เข้ามาบอกที่บ้านเลยว่าจะมีงานประกวดมะพร้าวที่ไหน ตนก็จะนำมะพร้าวที่เตรียมไว้ขึ้นรถกระบะไป พอไปถึงงานก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ก็จะให้หมายเลขมา ตนก็จะนำไปติดไว้กับมะพร้าวของตนเอง เรื่องการประกวดไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย ต่อจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะคัดเลือกต่อไป

เรื่องรางวัล ท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านคงต้องดูที่รูปภาพกันเอง ผู้เขียนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไรดี มะพร้าวใหญ่ "เต็กสงวน" ไปประกวดที่ไหนไม่เคยตกอันดับเลย อยู่ที่อันดับต้นๆ ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ก็ไปคว้ารางวัลมาหมดแล้ว รางวัลที่ได้รับพระราชทานก็มี รวมทั้งโล่ ถ้วยรางวัล และเกียรติบัตร เยอะมากๆ นับกันไม่ถ้วน

ผู้เขียนเองเมื่อเห็นครั้งแรกก็ทึ่งในความสามารถของคุณพรสินธุ์เช่นกัน นอกจากมะพร้าวที่ส่งเข้าประกวดแล้ว ยังมีผลไม้ชนิดอื่นอีก อาทิ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง ฯลฯ

ปัจจุบัน การประกวดมะพร้าวใหญ่ไม่ค่อยมีกันแล้ว สาเหตุเนื่องจากพันธุ์ที่จะส่งเข้าประกวดหายาก อีกเรื่องคือลำบากในเรื่องการเลื่อยมะพร้าวผลใหญ่ จะเลื่อยยาก ส่วนในเรื่องการสืบทอดการประกวดมะพร้าวใหญ่สวยงาม "เต็กสงวน" นั้น คุณพรสินธุ์ กล่าวว่า ลูกๆ ของตนไม่สนใจเรื่องนี้ ลูกผู้หญิงก็แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ส่วนลูกชายก็ช่วยตนทำสวนมะนาวแต่ไม่ได้ชื่นชอบการประกวดมะพร้าวแต่อย่างใด สำหรับตนเองสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงอยู่ สามารถส่งมะพร้าวเข้าประกวดได้ หากทราบข่าวว่ามีการจัดงานที่ไหน ทางผู้จัดบอกรายละเอียดมา ตนก็ไปเข้าร่วมงานประกวดมะพร้าวเช่นกัน

ผลไม้ไทยหลายอย่างก็สามารถส่งผลผลิตเข้าประกวดได้ สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังเช่น มะพร้าวใหญ่ของ "เต็กสงวน" ซุปเปอร์แชมป์ หากใครสนใจอยากสอบถามรายละเอียดการประกวดมะพร้าว ต้องการพันธุ์มะพร้าวใหญ่หรือมะพร้าวน้ำหอม สามารถโทร.ไปสั่งจองได้ที่เบอร์ (089) 412-0806, (034) 307-937


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/04/2010 8:56 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

มะละกอปากช่อง 2 งานเด่น...ใช้เวลาวิจัยนานกว่าทศวรรษ *

มะละกอ เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานผลสุกทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ในต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอที่มีผลขนาดเล็ก มีน้ำหนักต่อผลไม่เกิน 600 กรัม จากมูลค่าการค้ามะละกอในปี 2543 มูลค่าการค้ารวมของโลกอยู่ที่ 3,816 ล้านบาท ปี 2547 มูลค่าการค้ามะละกอได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,348 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการเพิ่มขึ้นแต่ละปีประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีการส่งออกมะละกออันดับหนึ่งคือ เม็กซิโก มีมูลค่าการค้า 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด อันดับสองคือ มาเลเซีย 25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ประเทศอื่นๆ ได้แก่ บราซิล และสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยมีการผลิตมะละกอเพื่อส่งออกโดยตรงยังมีน้อย และพันธุ์ที่ปลูกส่วนมากเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่ จึงไม่เหมาะสำหรับตลาดต่างประเทศ

มะละกอ นอกจากใช้บริโภคเป็นอาหารในชีวิตประจำวันแล้ว ผลของมะละกอดิบและสุก และส่วนของยางยังใช้เป็นประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมได้อีกหลายๆ ด้าน เช่น เมื่อมะละกอดิบ สามารถไปทำมะละกอเชื่อม แช่อิ่ม ดองเค็ม หรือใช้ในโรงงานปลากระป๋อง ผลมะละกอสุกสามารถใช้ทำน้ำผลไม้ ซอส ผลไม้กระป๋อง แยม ลูกกวาด และมะละกอผล เปลือกมะละกอใช้ทำอาหารสัตว์ หรือสีผสมอาหาร ยางมะละกอใช้ในโรงงานผลิตเบียร์ ผลิตน้ำปลา อาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมเคมีและเครื่องสำอาง เป็นต้น

สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงพัฒนาพันธุ์มะละกอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เริ่มต้นจากการนำมะละกอสายพันธุ์ซันไลท์ จากประเทศไต้หวัน มาปลูกและคัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ทำการผสมตัวเองและปลูกคัดเลือกอยู่ 5 ชั่วอายุ จนได้สายพันธุ์ที่ไม่กระจายตัว แล้วปลูกขยายเมล็ดโดยวิธีผสมเปิดในหมู่เดียวกันอีก 2 ครั้ง

ได้สายพันธุ์ค่อนข้างบริสุทธิ์และมีลักษณะตามที่ต้องการ เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมให้ปลูกเป็นการค้า ให้ชื่อว่า มะละกอพันธุ์ ?ปากช่อง 1?

ลักษณะประจำพันธุ์ มีลำต้นสีเขียวปนม่วงเล็กน้อย ใบมี 7 แฉกใหญ่ กว้าง 50-60 เซนติเมตร ยาว 45-50 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวปนม่วงยาว 70-75 เซนติเมตร อายุ 8 เดือน ก็เริ่มเก็บผลได้ มีน้ำหนักผล 350 กรัม เนื้อสีส้มหนา 1.8 เซนติเมตร เมื่อสุกเนื้อไม่เละ มีรสหวาน กลิ่นหอม เปอร์เซ็นต์ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ ในระยะเวลา 18 เดือน จะให้ผลผลิตต้นละ 30-40 กิโลกรัม ค่อนข้างทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เริ่มผสมมะละกอพันธุ์แขกดำ+พันธุ์ปากช่อง 1 คัดเลือกลักษณะดีไว้ 3 สายพันธุ์ ที่มีขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์ปากช่อง 1 เนื้อสีส้มแดง รสชาติดี เนื้อไม่เละ น่าจะเป็นพันธุ์การค้าที่ส่งเสริมการผลิตเพื่อออกสู่ตลาดต่อไป

มะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ได้คือ พันธุ์ปากช่อง 2
วิธีการผสมพันธุ์ (Hybridization)

สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ (พันธุ์แม่) และพันธุ์ปากช่อง 1 (พันธุ์พ่อ) โดยผสมที่สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2540 นำผลมาผ่าเอาเมล็ดเพาะในถุงพลาสติค

วิธีการคัดเลือกพันธุ์ (Selection Trial)
คัดเลือกพันธุ์มะละกอลูกผสมปากช่อง 2 ที่สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2549 ดังนี้

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 1 (Seedling Selection) ทำเมล็ดจากมะละกอที่ผสม เพาะในถุงพลาสติคดำ ขนาด 3" x 5" ปลูกลงแปลงได้ จำนวน 26 แถว แถวละ 21 หลุม ปลูกหลุมละ 3 ต้น โดยปลูกลงแปลง หลังจากเพาะเมล็ดได้ 1 เดือน หลังจากปลูก 8 เดือน เก็บผลผลิต คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2541-2542

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 2 ดำเนินการที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2542-2543 โดยปลูกสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ สายพันธุ์ละ 2 แถว แต่ละแถวมี 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น แล้วคัดเลือกให้เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ต้นเดียว คัดเลือกหลังจากปลูก 8 เดือน นำไปปลูกคัดเลือก โดยการเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้น

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 3 ดำเนินการที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2543-2544 โดยปลูกสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ สายพันธุ์ละ 2 แถว แต่ละแถวมี 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น แล้วคัดเลือกให้เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ต้นเดียว คัดเลือกหลุมจากปลูก 8 เดือน นำเมล็ดไปเพาะปลูกคัดเลือก ในปีที่ 4 เหมือนกับปีที่ 3 ในปี พ.ศ. 2544-2545

การคัดเลือกพันธุ์ในปีที่ 5, 6 และ 7 เป็นการคัดเลือกพันธุ์มาตรฐาน ที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2546-2549 โดยปลูกพันธุ์ละ 2 แถว แถวละ 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น เมื่อออกดอกจะตัดต้น เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ 1 ต้น และปลูกเปรียบเทียบกับมะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 กับสายพันธุ์มะละกอลูกผสมที่คัดเลือกไว้

ทำการศึกษาลักษณะต่างๆ ของมะละกอดังนี้ ลักษณะของใบและก้านใบ วัดความยาวของใบ วัดความกว้างของใบ วัดความยาวของใบ วัดสีของใบ ถ่ายรูป ลักษณะภายนอกและภายในของผลศึกษาน้ำหนักผล รูปร่างผล โดยวัดความกว้างและความยาวของผล สีผิวของผลภายนอก เมื่อดิบและสุก ความหนาเนื้อโดยผ่าตรงส่วนที่กว้างที่สุด น้ำหนักเนื้อ น้ำหนักเปลือก น้ำหนักเมล็ด โดยชั่งเป็นกรัม สีของเนื้อเมื่อสุก เปอร์เซ็นต์ Total Soluble Solids (%TSS) การชิมรส โดยให้คะแนนตามเกณฑ์

ทำการศึกษาที่สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2540-2549

ผลการศึกษา
1. การผสมพันธุ์ สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์พ่อ โดยวิธีการผสมด้วยมือ หลังจากนั้นเก็บผลผลิตเอาเมล็ดมาเพาะในถุงพลาสติคดำ ขนาด 3"x5" คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงได้ 26 แถว แถวละ 21 ต้น จำนวน 3 ต้น ต่อหลุม หลังจากปลูก 4 เดือน คัดต้นที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศเหลือเพียง 1 ต้น ศึกษาลักษณะลูกผสมเพื่อคัดเลือกลักษณะดีได้ตามต้องการ ที่ออกดอกและติดผล หลังจากปลูก 8 เดือน คู่ผสมที่ดีที่คัดไว้คือ 11-19, 12-21 และ 13-19 โดยมีคุณภาพของผลที่ดี มีเนื้อหนา สีส้มและรสชาติดี

2. การคัดเลือกสายพันธุ์ดี หลังจากปลูกทดสอบพันธุ์ในแปลง มีสายพันธุ์ที่ดีให้ผลผลิตมีคุณภาพและผลผลิตสูง คือสายพันธุ์ 11-19, 12-21 และ 13-19 โดยสายพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) ให้ผลผลิตดีที่สุด และทดสอบพันธุ์กับพันธุ์ปากช่อง 1 รวมเวลา 4 ปี พบว่า ผลผลิตของสายพันธุ์ 12-21 (ปากช่อง 2) ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ปากช่อง 1 10 กิโลกรัม ต่อต้น หลังจากปลูก 18 เดือน

จากการศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ของใบและผลของมะละกอลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 และพ่อแม่พันธุ์ของลูกผสม ดังนี้ คือ ความกว้างของใบ พบว่ามะละกอพันธุ์แขกดำและลูกผสมปากช่อง 2 (12-21) มีความกว้างของใบใกล้เคียงกัน คือ 88.00 เซนติเมตร และ 87.50 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์ปากช่อง 1 มีความกว้างของใบ 74.50 เซนติเมตร จึงแตกต่างทางสถิติกับพันธุ์แขกดำ และลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) ความยาวของใบ พบว่ามะละกอพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีความยาวของใบมากที่สุด 67.50 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์แขกดำ 59.00 เซนติเมตร น้อยที่สุดคือ พันธุ์ปากช่อง 1 49.00 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติทั้ง 3 พันธุ์ ความยาวของก้านใบ พบว่ามะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 มีความยาวของก้านใบมากที่สุด 92.00 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์แขกดำ และลูกผสมปากช่อง 2 (12-21) มีความยาวเท่ากัน คือ 85.00 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติกับพันธุ์ปากช่อง 1 สีของใบมะละกอทั้ง 3 พันธุ์ อยู่ในกลุ่มสีเขียว พันธุ์ปากช่อง 1 พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) Green group 139 A พันธุ์แขกดำ Green group 139 A

ลักษณะภายนอกและภายในผล น้ำหนัก พบว่ามะละกอพันธุ์แขกดำมีน้ำหนักมากที่สุด 2,050 กรัม รองลงมาคือพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) 1,100 กรัม และพันธุ์ปากช่อง 1 ตามลำดับ มีความแตกต่างทางสถิติทั้งสามพันธุ์ สีผิวผลภายนอกเมื่อสุก พันธุ์แขกดำ พันธุ์ปากช่อง 1 และพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) อยู่ในกลุ่ม Yellow Orange group มีสีเหลืองส้ม ไม่แตกต่างกันความหนาเนื้อพบว่า พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีความหนาเนื้อมากที่สุด 3.00 เซนติเมตร รองลงมาคือ พันธุ์แขกดำ 2.60 เซนติเมตร พันธุ์ปากช่อง 1 2.45 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติ แต่พันธุ์แขกดำ และพันธุ์ปากช่อง 1 ไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างกัน สีเนื้อสุกทุกพันธุ์อยู่ในกลุ่มสีส้มแดง Orange Red group ไม่มีความแตกต่างกัน เปอร์เซ็นต์ Total soluble solid (%TSS) พบว่า พันธุ์ปากช่อง 1 มีเปอร์เซ็นต์ Total soluble solid (%TSS) มากที่สุด 14.5 Brix พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) 14 Brix และพันธุ์แขกดำ 11 Brix

ลักษณะสายพันธุ์ ปากช่อง 2 (12-21) ใบมี 7 แฉก ใบสีเขียวเข้ม ใบกว้าง 85-70 เซนติเมตร ใบยาว 66-70 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวยาว 80-89 เซนติเมตร น้ำหนักผลดิบ 1,000-1,200 กรัม น้ำหนักผลสุก 900-1,100 กรัม สีผิวผลสุกสีเหลือง สีเนื้อสุกสีส้มแดง ความหนาเนื้อประมาณ 3 เซนติเมตร น้ำหนักเนื้อ 810 กรัม น้ำหนักเปลือก 50 กรัม น้ำหนักเมล็ด 40 กรัม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เนื้อ เปอร์เซ็นต์เปลือก เปอร์เซ็นต์เมล็ด ความหนาเปลือก 0.16 เซนติเมตร ความหวาน 15 องศาบริกซ์ กลิ่นหอมรสชาติดี หลังจากปลูก 8 เดือน ให้น้ำหนักผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ค่อนข้างทนต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน

สรุป
1. สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เป็นลูกผสมของพันธุ์มะละกอแขกดำกับพันธุ์ปากช่อง 1 โดยทำการผสมพันธุ์ที่สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 คัดเลือกและทดสอบจนสิ้นสุดการทดลองเมื่อ พ.ศ. 2549

2. การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ ได้ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ 11-19, ปากช่อง 2 (12-21) และ 13-19

3. พันธุ์ที่มีลักษณะดี คือ พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีลักษณะผลขนาดปานกลาง น้ำหนักผลดี ขนาด 1,000-1,200 กรัม เนื้อสีส้มแดง หนา ความหวานประมาณ 15 องศาบริกซ์ การเก็บเกี่ยวหลังจากปลูก 18 เดือน ได้น้ำหนักผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ค่อนข้างทนต่อโรคใบจุดวงแหวน

คุยกับนักวิจัยมะละกอ
คุณรักเกียรติ ชอบเกื้อ

คุณรักเกียรติ ชอบเกื้อ นักวิชาการเกษตร 8 (ชำนาญการ) นักวิจัยมะละกอ เล่าว่า เมื่อก่อนปากช่องคือแดนมะละกอ เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ผลผลิตที่ได้ส่งไปจำหน่ายภาคอีสาน รวมทั้งภูมิภาคอื่น สายพันธุ์ที่ปลูกมีแขกดำ แขกนวล รวมทั้งพันธุ์ปากช่อง 1 ช่วงที่ปลูกกันมากๆ คือช่วงปี 2530-2535 ราวๆ นี้ ต่อมามีโรคระบาด จึงมีการย้ายถิ่นปลูก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

เมื่อความนิยมปลูกมะละกอลดลง มะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 ก็มีปลูกน้อยลง ขณะเดียวกันก็มีการวิจัยพันธุ์ใหม่ให้มีจุดเด่นกว่าเดิม จนได้มะละกอพันธุ์ปากช่อง 2 ทุกวันนี้ ยังไม่ได้เผยแพร่ แต่ใครสนใจก็โทรศัพท์ไปพุดคุยเป็นกรณีพิเศษได้

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงมะละกอมานาน คุณรักเกียรติให้ความเห็นว่า มะละกอเป็นพืชที่น่าปลูก เพราะหากปัจจัยเหมาะสม จะสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ต่างจากพืชอื่น เช่น ลำไย เก็บผลผลิตได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น แต่งานปลูกมะละกอ ต้องมีทุน มีปัจจัยอื่นๆ แต่ที่สำคัญคือ แหล่งน้ำ

?งานปลูกมะละกอหากมีน้ำราวเดือนมกราคมปลูกลงแปลง ไปเก็บเกี่ยวได้กลางฝนและปลายฝนไปแล้ว หากเป็นมะละกอสุกออกมาช่วงผลไม้อื่นไม่มีแล้ว มะม่วง เงาะ และทุเรียน หมดไปแล้ว แหล่งปลูกที่เหมาะสมหากเป็นที่แห้งแล้งแล้วมีน้ำจะดีมาก อย่างเมืองกาญจน์ หรือที่ปากช่อง ที่แล้งทำให้เนื้อมะละกอแน่น รสชาติหวาน แต่ที่แห้งแล้งมีน้ำหายาก ข้อเสียของที่แล้งอาจจะมีปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ทางเขตฝนชุกอย่างทางใต้ ทางมาเลเซีย มีความชื้นปัญหาเพลี้ยไฟน้อย แต่ก็เจอปัญหาเรื่องโรคเน่า?

คุณรักเกียรติเล่า และบอกต่ออีกว่า
มะละกอปากช่อง 2 อาจจะมีข้อด้อยตรงที่การติดผลแรกอยู่เหนือระดับดินสูงเกินไปนิดหนึ่ง ติดผลสูงจากดินราว 1 เมตร อาจจะแก้โดยการใส่ปุ๋ย การติดผลจากดินสูง ทำให้ต้นสูงเร็ว มะละกอปากช่อง 2 เป็นพันธุ์กินสุก ทำส้มตำเนื้อเหนียว โอกาสต่อไปคงผสมให้ได้ผลเล็กลง จะได้ความหวานมากขึ้น มะละกอผลยิ่งเล็กยิ่งหวาน วิธีการบริโภคของคนเราเปลี่ยนไป เมื่อก่อนชอบผลใหญ่ๆ ในเมืองครอบครัวเล็กลง มี 2-3 คน ต่อครอบครัว นิยมมะละกอผลเล็ก ต่างจากสังคมชนบท ที่ครอบครัวหนึ่งอาจจะมีหลายคน มะละกอต้องผลใหญ่ จึงจะแจกจ่ายพอกันกิน?

คุณรักเกียรติ บอกว่า ในประเทศไทยส่วนใหญ่ปลูกมะละกอได้ ยกเว้นพื้นที่ดินเค็ม มะละกอไม่ชอบ ทางนครราชสีมามีหลายอำเภอที่ดินเป็นเกลือ ทางทุ่งกุลาร้องไห้ก็มีหลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม

คุณรักเกียรติ เข้าทำงานที่สถานีวิจัยตั้งแต่ปี 2526 ช่วยงานวิจัยของ อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ มานาน ส่วนมะละกอปากช่อง 2 วิจัยมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน

งานอื่นๆ ที่ถือว่ามีคุณค่ามาก ที่คุณรักเกียรติทำอยู่ คือปรับปรุงพันธุ์อะโวกาโด

สำหรับงานวิจัยพันธุ์มะละกอ คงมีอะไรแปลกใหม่ออกมาให้เห็นเพิ่มเติมอย่างแน่นอน

อนึ่ง ทีมงานวิจัย นอกจากคุณรักเกียรติแล้ว ยังประกอบด้วย อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ อาจารย์องอาจ หาญชาญเลิศ อาจารย์พินิจ กรินท์ธัญญกิจ และ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส

สำหรับผู้สนใจ ถามไถ่ได้ที่ สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 164 หมู่ที่ 3 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130 โทร. (044) 311-796

การใช้มะละกอรักษาโรค
ในต่างประเทศมีการใช้มะละกอรักษาโรคอย่างกว้างขวาง

ที่ชวา ปานามา ศรีลังกาและตุรกี ใช้มะละกอเป็นยารักษาโรคแท้งลูก (Abortifacient)

ญี่ปุ่น ใช้รักษาโรคติดเชื้อ (Amebicide)

เฮติ และชวา ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ และ รูมาติซั่ม (Arthritis and rheumatism)

เกาะมอริเชียส เม็กซิโก และฟิลิปปินส์ ใช้รักษาโรคหืดและโรคระบบหายใจ (Asthma and respiration)

ที่อินเดีย ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย (Bactericide)

อินเดียและเม็กซิโก ใช้รักษาโรคมะเร็ง (Cancer)

ตุรกี ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ (Cardiotonic)

มาเลเซีย ใช้รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ (Colic)

ฮอนดูรัส ปานามา และตรินิแดด ใช้รักษาโรคท้องผูกและเป็นยาระบาย

อินเดีย เกาะมาลากาซี มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ใช้รักษาโรคตุ่มหนังบนนิ้วเท้าและฝี (Corns and boils)

ตรินิแดด ใช้รักษาโรคโลหิตไม่แข็งตัว (Decoagulant) ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) เป็นหวัด (Flu) แก้แมงป่องกัด (Scorpion bite) กามโรค (Venereal)

ฮอนดูรัส ญี่ปุ่น ปานามา และแอฟริกาตะวันตก ใช้รักษาโรคอหิวาต์และโรคบิด (Diarrhea and dynsentery)

ที่จีน สาธารณรัฐโดมินิกา ปานามา และตุรกี ใช้รักษาโรคอาหารไม่ย่อย (Digrstion)

เม็กซิโก ใช้รักษาโรคธาตุพิการ (Dyspepsia) ใช้เพิ่มหน้าอก (Pectoral) วัณโรค (Tuberculosis)

ชวาและเม็กซิโก ใช้รักษาอาการไข้ (Fever )

ฮอนดูรัส และตรินิแดด ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertention )

ปานามา ใช้รักษาโรคติดเชื้อ (Infection )แผลพุพอง (Ulcer)

ฟิลิปปินส์ ใช้รักษาโรคลำไส้ (intestinal disoder)

แคเมอรูน และฮอนดูรัส ใช้รักษาโรคไต (Kidney)

ฮอนดูรัส และตุรกี ใช้รักษาตับ (Liver )

ไอเวอรีโคสต์ ใช้รักษาโรคบ้า (Madness)

อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ใช้เพิ่มน้ำนมมารดา

ไนจีเรีย ช่วยให้การหายใจเป็นปกติ (Smooth Uper Respiratory Tract)

ไอเวอรีโคสต์ และซามัว ใช้แก้ปวดฟัน (Toothache)

อินโดนีเซีย จาเมกา เปรู แอฟริกาใต้ และศรีลังกา ใช้รักษาโรคหูด (Warts)

ประเทศไทย ถือว่ามะละกอเป็นยา ใช้มากเสียด้วย เป็นยาไส้


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/04/2010 8:57 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:45 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้าวและเรื่องราวแห่งชาวนา *

การทำนาด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านแบบอีสาน (2) เทคนิคดั้งเดิม ลืมกันหรือยัง
หลังจากที่ได้กล่าวถึงการเตรียมแปลงตกกล้าและการคัดเลือกพันธุ์ข้าวในการทำนาอินทรีย์ตามแบบภูมิปัญญาภาคอีสานมาแล้ว ครั้งนี้จะมาเรียนรู้เพิ่มเติมในกระบวนการทำนาต่อไปในกรรมวิธีของการตกกล้าของชาวนาในแถบภาคอีสานมักจะทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้

การตกกล้าน้ำ เป็นการตกกล้าในแปลงที่มีน้ำขังอยู่ไม่มากนัก ซึ่งหลังเตรียมแปลงเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำพันธุ์ข้าวหว่านลงในแปลงตกกล้า วิธีการหว่าน จะใช้มือที่ถนัดกำเมล็ดข้าวยกขึ้นอยู่ระหว่างสายตา แล้วหว่านโดยใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว คือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง ดีดเมล็ดข้าวออกไป และอีก 2 นิ้ว กำเมล็ดข้าวที่เหลือไว้ แล้วค่อยๆ ปล่อยเมล็ดข้าวออกไปจนหมดกำ พร้อมกับเดินถอยหลังช้าๆ เพื่อทำให้มองเห็นเมล็ดข้าวที่หว่านไปว่าถี่หรือห่างเกินไป อาจจะให้ห่างกันประมาณ 2 เซนติเมตร หรือมองให้เห็นพื้นดินได้ เพราะหากหว่านข้าวติดกันเกินไปจะทำให้ต้นข้าวต้นเล็ก เมื่อนำมาดำจะเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

การตกกล้าน้ำนั้น หากดินในแปลงนาตกกล้ามีลักษณะเป็นดินเลนหรือดินเละจนเกินไป ควรรอให้ดินแข็งตัวขึ้นประมาณ 15-20 นาที จึงหว่านข้าวลงไป เนื่องจากหากหว่านข้าวในขณะที่ดินยังเละอยู่จะทำให้กล้าถอนยาก แต่ในกรณีที่ในนามีน้ำมากก็อาจนำพันธุ์ข้าวที่เตรียมไว้มาหว่านลงไปในแปลงนาตกกล้าเหมือนเดิม แต่หลังจากหว่านแล้วประมาณ 1-2 คืน รากข้าวจะหยั่งลงดินและจะเริ่มตั้งตัวได้ก็จะปล่อยน้ำออกเพื่อให้เมล็ดข้าวได้รับอากาศและสามารถแทงหน่อได้ เกิดเป็นต้นกล้าต่อไป

ส่วนการตกกล้าผง (การตกกล้าแห้ง) เป็นการตกกล้าในขณะที่แปลงนาไม่มีน้ำ ดังนั้น หลังจากเตรียมแปลงตกกล้าแล้ว หว่านข้าวจะเหมือนกับวิธีตกกล้าน้ำ เพียงแต่พันธุ์ข้าวไม่ต้องแช่น้ำเหมือนการตกกล้าน้ำ เมื่อหว่านข้าวแล้วก็จะเก็บหญ้าไปพร้อมกันด้วย เพราะการเก็บหญ้าจะทำให้ดินถมเมล็ดข้าวด้วย หลังจากที่หว่านข้าวแล้วก็ต้องไถคราดเพื่อให้ดินกลบเมล็ดข้าวอีกครั้ง

เทคนิคการถอนกล้า
การทำนาอินทรีย์อาจประสบกับปัญหาการถอนกล้ายาก เนื่องจากการปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกลงในนาทำให้ดินร่วนซุย ส่งผลให้รากข้าวจะใหญ่ เยอะ และหยั่งลงในดินได้ลึก แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะดินในแต่ละแปลงด้วย ทั้งนี้การถอนกล้าในนาอินทรีย์หากจะให้ถอนง่าย ควรเอาน้ำหมักชีวภาพมาฉีดใส่ในแปลงนาตกกล้าก่อนที่จะถอนกล้าประมาณ 7 วัน จากนั้นจึงค่อยถอนกล้าจะทำให้ต้นกล้าถอนง่ายขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ว่าใช้ได้เฉพาะในการตกกล้าน้ำเท่านั้น นอกจากนี้ พันธุ์ข้าวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะข้าวบางพันธุ์มีลักษณะรากใหญ่ ไม่เหมาะกับการทำนาดำ เช่น ข้าว กข เป็นต้น แต่ข้าวที่มีลักษณะเด่นเรื่องการถอนกล้าง่าย คือ ข้าวนางนวล ซึ่งเป็นข้าวพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปหากไม่มีการอนุรักษ์พันธุ์ไว้

นอกจากนี้ วิธีการถอนกล้าในนาอินทรีย์ให้ง่ายขึ้นจะทำโดยการเปิดน้ำเข้านาให้รากข้าวได้ดูดซับน้ำ รากจะขาวสวย แล้วเวลาจะถอนกล้าก็เปิดน้ำออกจากนาให้น้ำแห้งอยู่หลายวัน แล้วจึงเปิดน้ำใส่นาใหม่อีกครั้งเพื่อจะได้มีน้ำไว้หล่อเลี้ยงรากของต้นกล้าที่ถอนแล้ว จากนั้นรีบถอนกล้าทันที เนื่องจากดินจะแข็ง เวลาถอนกล้าจะทำให้ดินไม่ติดรากข้าวมามากเกินไป

ต้นกล้าที่อยู่ในระยะที่เหมาะสำหรับการถอนกล้า (หลกกล้า) ไปดำนั้น จะเป็นกล้าที่มีอายุประมาณ 20-25 วัน กรณีหากมีน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่หากน้ำในแปลงนาตกกล้าไม่มี ก็สามารถรอจนกระทั่งมีน้ำ แต่ก็ไม่ควรเกิน 30-35 วัน เพราะหากเกินระยะเวลานี้ไปจะทำให้กล้าบั้ง (คือกล้าที่แก่มากแล้ว ต้นข้าวจะมีปล้องเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถนำไปดำได้) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระยะห่างของการหว่านกล้าด้วย ซึ่งหากหว่านกล้าถี่เกินไปจะทำให้กล้าแน่น ต้นกล้าจะแตกกอไม่ได้ ส่งผลให้กล้าแตกปล้องเร็ว กลายเป็นกล้าบั้ง

ลักษณะของต้นกล้าที่เป็นกล้าบั้งแล้ว มีวิธีการแก้ไขอยู่บ้าง แต่มีข้อจำกัดคือใช้ได้สำหรับนาตมเท่านั้น โดยการถอนต้นกล้าที่เป็นกล้าบั้งแล้วไปปักดำในแปลงนาดำ ให้ปล้องต้นข้าวที่เกิดอยู่ใต้ดิน แต่ก็จะมีข้อเสียตามมาคือ ต้นข้าวจะไม่สามารถแตกกอได้ จะมีข้าวเพียงต้นเดียว แต่ในกรณีนี้เกษตรกรบางคนจะชอบ เนื่องจากการดำข้าวต้นเดียวจะทำให้รวงใหญ่ หนัก ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถอนต้นกล้าคือ ช่วงตอนเย็นแดดอ่อนๆ ซึ่งการถอนกล้าก็ต้องมีความระมัดระวังในการถอนเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากเราถอนกล้าไม่เป็นก็จะทำให้กล้าขาดได้

เมื่อถอนกล้าได้ พอกำแล้วบางครั้งต้นกล้าในกำอาจจะมีต้นที่รากขาดติดอยู่ด้วย วิธีการเลือกเอาต้นกล้าที่ขาดออก ทำได้โดยการจับรากข้าวขึ้นข้างบนแล้วให้ยอดข้าวอยู่ข้างล่าง จากนั้นจึงสั่นต้นกล้าเบาๆ ต้นกล้าที่รากขาดก็จะร่วงลงมา เนื่องจากไม่มีรากติดอยู่

เมื่อถอนต้นกล้าประมาณพอมือกำได้แล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในระยะการถอนกล้าก็คือ การเตะกล้า เพื่อทำให้ดินและวัชพืชที่ติดอยู่ที่รากข้าวหลุดออกไป เพราะหากต้นกล้ามีดินติดอยู่จะทำให้เวลาย้ายกล้าไปปักดำจะทำให้มัดกล้าหนักเกินไปรวมทั้งการแยกต้นกล้าไปปักดำก็ทำได้ลำบาก ข้อควรระวังในการเตะต้นกล้าก็คือ อย่าเตะต้นกล้าแรงจนเกินไปเพราะจะทำให้ต้นกล้าช้ำ ลักษณะการเตะ ควรเตะในระยะห่างจากรากกล้าขึ้นมาเล็กน้อยแต่ไม่ควรถึงช่วงกลางต้นกล้า แต่สามารถหลีกเลี่ยงการเตะต้นกล้าได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อแปลงนาตกกล้าอยู่ใกล้คลองน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้วิธีการโยกน้ำ (หยวกกล้า) แทน คือนำต้นกล้าที่ถอนแล้วไปแกว่งในน้ำเพื่อให้ดินหลุดออกจากรากต้นกล้า แต่ถ้าลักษณะแปลงนาตกกล้าเป็นดินเหนียวก็ต้องใช้วิธีโยกน้ำอย่างเดียว เนื่องจากดินเหนียวจะติดอยู่ที่ต้นกล้า ไม่สามารถเตะออกได้

เมื่อดินออกจากรากต้นกล้าแล้ว เราก็จะทอบกล้า คือการรวบต้นกล้าและจัดให้ต้นกล้ามีรากที่สม่ำเสมอกัน เมื่อได้กล้าพอที่จะมัดได้แล้ว จึงมัดกล้าโดยใช้ตอกรวบต้นกล้าเข้าหากัน โดยระยะการมัดตอกนั้นต้องประมาณให้พอดี หากมัดตอกในระยะที่ใกล้กับรากกล้าจนเกินไปจะทำให้รากต้นกล้าบานออกไม่แข็งแรง ซึ่งช่วงการมัดต้นกล้าจะมัดอยู่ประมาณช่วงกลางของต้นกล้าพอดี หรือมัดเลยจากบือกล้า (ช่วงที่ใบของต้นกล้าแยกออกจากกัน) ขึ้นไปเล็กน้อย

วิธีการพักกล้า
เมื่อถอนกล้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องพักกล้าไว้ก่อน เนื่องจากหากมีการพักต้นกล้าไว้ก็จะทำให้ต้นกล้าแข็งตัวขึ้น ทำให้ดำได้ง่าย ไม่อ่อนเหมือนการถอนต้นกล้าแล้วดำเลย ซึ่งวิธีการพักกล้านั้นจะต้องนำเอามัดกล้ามาเบียดกันให้แน่นเพื่อทำให้ลำต้นกล้าแข็งแรง แล้วยังเป็นการกระตุ้นการงอกของรากใหม่ที่จะเป็นตัวดูดซับอาหารและสะสมน้ำ ส่วนรากเก่าก็เป็นที่สะสมอาหารด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ต้นกล้าที่ได้รับการพักตัวจะไม่เหี่ยวเฉา ถึงแม้จะถูกแดดมากก็ตาม ส่วนระยะการพักกล้าควรพักไว้ประมาณ 1-2 คืน และต้องแช่รากกล้าไว้ โดยให้ปริมาณน้ำพอท่วมรากกล้าพอดี หรือประมาณน้ำท่วมหลังเท้าก็ได้

วิธีการเตรียมแปลงนาปักดำ
การเตรียมแปลงนาปักดำจึงไม่แตกต่างไปจากการเตรียมแปลงตกกล้ามากนัก คือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในแปลงนาปักดำแล้วจึงไถดะ (ไถฮุด) กลบปุ๋ย ตอฟาง วัชพืชต่างๆ ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อพร้อมที่จะปักดำก็จะไถพรวน (ไถค่น) แล้วจึงคราดแปลงนาอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพของแปลงนาปักดำด้วย หากแปลงนาเป็นดินทรายก็ไม่ต้องคราดอีกเพราะดินทรายหากพื้นดินเรียบจะทำให้ดินแข็งปักดำได้ยาก แต่หากแปลงนาดินตมก็อาจจะใช้การคราดอีกครั้งเพราะจะทำให้ดินนิ่ม ปักดำได้ง่าย นอกจากนี้ ยังทำให้ดินร่วนซุยและจัดการวัชพืชด้วย

วิธีการใส่ปุ๋ยในการเตรียมแปลงนาปักดำ ควรจะใส่ในช่วงการไถดะ (ไถฮงุด) จะดีกว่าการใส่ปุ๋ยในช่วงไถพรวนแล้วปักดำ เนื่องจากแปลงนาปักดำจะมีน้ำทำให้เดินใส่ปุ๋ยลำบาก ซึ่งหากใส่ตั้งแต่ตอนไถดะให้เพียงพอ เมื่อไถพรวนและคราดเพื่อเตรียมปักดำ ก็จะเป็นการไถเพื่อพลิกดินที่มีปุ๋ย และเศษซากวัชพืชต่างๆ ที่ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยเช่นเดียวกันกลับขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าดิน ทำให้เมื่อปักดำแล้วรากข้าวจะสามารถดูดกินปุ๋ยที่อยู่หน้าดินได้ง่าย เพราะลักษณะของรากข้าวจะไม่แทงรากลงในดินลึกเกินไป

ต้นกล้าที่จะนำมาปักดำ จะต้องตัดยอดของต้นกล้าออก เพื่อความสะดวกในการนำไปปักดำ เพราะหากดึงต้นกล้าออกมาปักดำ ต้นกล้าจะไม่ติดตอกมัดกล้า ดึงได้สะดวกรวดเร็ว ที่สำคัญการตัดยอดกล้าออกจะทำให้เวลาปักดำต้นกล้าจะตั้งตัวได้ดี ลมพัดจะไม่ล้มและทำให้ต้นกล้าคายน้ำได้ดีอีกด้วย ซึ่งหากในแปลงนาดำมีน้ำน้อยก็ให้ตัดยอดออกห่างจากระยะมัดกล้าประมาณ 10-15 เซนติเมตร หรือระยะ 1 กำมือ แต่หากในแปลงนาดำมีน้ำมาก ก็ให้ตัดขึ้นมาอีก ที่สำคัญต้องไม่ให้น้ำท่วมต้นกล้าที่เอาไปปักดำได้ เพราะจะทำให้ต้นกล้าเน่าตายได้ วิธีการตัดยอดของต้นกล้านี้อาจจะกระทำในช่วงระยะพักกล้าไว้เลยก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของชาวนาในแต่ละพื้นที่

การปักดำ หรือการดำนา
การปักดำจะทำโดยการอุ้มมัดกล้าด้วยมือที่ไม่ถนัดและมืออีกข้างหนึ่งดึงต้นกล้าลงมาปักดำ การดำ 1 ต้น จะใช้ต้นกล้าประมาณ 2-3 ต้น (กีบ) ถ้าต้นกล้าสวยต้นใหญ่จะใช้ต้นกล้าดำแค่ต้นเดียว หรือ 1 ต้น อาจจะแยกเป็น 2-3 ต้นก็ได้ แต่หากต้นกล้ามีน้อย ก็จะปักดำประมาณไม่เกิน 2 ต้น (ต้น) ต่อข้าว 1 ต้น ระยะห่างของการปักดำต้นกล้าอยู่ประมาณ 30-40 เซนติเมตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของดินอีกเช่นกัน ซึ่งหากดินในแปลงปักดำดีก็ปักดำในระยะห่างกว่านี้เพื่อให้ข้าวแตกกอดี แต่ถ้าดินในแปลงปักดำไม่ดีก็ให้ปักดำต้นข้าวให้ถี่ขึ้น ตามคำของชาวนาในอดีตกล่าวไว้ว่า "ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง"

ลักษณะการปักดำจะมีการปักดำถอยหลังเป็นแถวแบบสับหว่างไปเรื่อยๆ และปักดำต้นกล้าลงไปให้ลึกพอที่ต้นข้าวจะสามารถอยู่ได้และรากต้นข้าวไม่ลอยขึ้นมา การปักดำจะใช้นิ้วหัวแม่มือปักลงไปในดินให้อยู่ประมาณข้อของนิ้วหัวแม่มือ และใช้นิ้วก้อยเกี่ยวต้นข้าวไว้ แต่ถ้าแปลงนาไม่มีน้ำ จะใช้ไม้เจาะให้เป็นรูแล้วเอาต้นข้าวลงไปปักดำ จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือกดดินถมลงไปให้แน่น นิ้วก้อยเกี่ยวต้นข้าวเช่นเดียวกับการปักดำนามีน้ำ แต่ต้องระวังว่าอย่าให้รากข้าวอยู่ลึกจนเกินไปเพราะอาจทำให้ต้นข้าวไม่สามารถแตกกอได้

ในช่วงแรกของการปักดำ ภายในแปลงนาปักดำต้องระบายน้ำออกให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโต แตกกอดีและแข็งแรง ซึ่งการรักษาระดับน้ำต้องไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป หรือให้ประมาณพอท่วมหลังเท้า ประมาณ 5 เซนติเมตร พอให้ดินเป็นขี้ตม ข้อควรระวังคือ อย่าให้น้ำในแปลงนาปักดำแห้งเพราะจะทำให้ดินแน่นและแตกเขิบ (ลักษณะดินจะแตกออกจากกันและม้วนขึ้น) ต้นข้าวจะไม่สามารถแตกกอและเจริญเติบโตได้ เมื่อต้นข้าวเกิดและสามารถแตกกอได้แล้วจึงปล่อยน้ำเข้าในแปลงนาปักดำอีกครั้ง

การทำนาแบบอินทรีย์นั้นมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ใส่ใจในรายละเอียดบางขั้นตอน หรือเรียนรู้เทคนิคจากบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมกันมาเป็นระยะเวลานาน เท่านี้เราก็จะสามารถสร้างการพึ่งตนเองให้กับครอบครัวได้แล้ว เป็นเสมือนเกราะคุ้มกันภาวะความเสี่ยงของชาวนาในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน ที่ไม่รู้ว่าราคาข้าวในอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่หากสามารถลดต้นทุนในการผลิตให้น้อยที่สุดก็คงจะสร้างทางเลือกใหม่ให้กับชาวนาได้ โดยการกลับมาทำนาอินทรีย์ เลิกใช้ปุ๋ย ใช้ยาปราบศัตรูพืช อนาคตคงสดใสขึ้นเป็นแน่

เทคนิคการตกกล้าและการดูแล
ไม่ควรหว่านกล้าก่อนฝนตกใหญ่ เพราะเมล็ดจะกระเด็น ทำให้บางจุดมีข้าวฝังลึก ถอนลำบาก

เวลาหว่านกล้า อย่าให้น้ำขังในแปลงนามาก เพราะตรงที่น้ำขัง ข้าวจะงอกช้าหรือเน่า หรือจะทำให้ต้นข้าวมีราก ถอนยาก

กล้า 1 งาน ใช้พันธุ์ข้าวหว่านประมาณ 30-40 กิโลกรัม สามารถดำนาได้ประมาณ 8-10 ไร่ (กล้าที่ใช้ดำ ถ้าเป็นกล้าอ่อนหรืออายุไม่ถึง 1 เดือน จะดำได้พื้นที่น้อย แต่ถ้าเป็นกล้าแก่ จะดำได้พื้นที่มากกว่า)

หลังจากหว่าน ให้ขังน้ำไว้ 1 คืน แล้วค่อยๆ ระบายน้ำออก อย่าให้น้ำไหลแรง เพราะเมล็ดข้าวจะไหลมากองรวมกัน

ใรักษาระดับน้ำในแปลงตกกล้า เพียงระดับน้ำเจือพื้น
การหว่านกล้า อย่าให้น้ำขังเป็นแอ่ง เพราะในกรณีที่ยังไม่ได้แช่ข้าวก่อน แต่มีน้ำในแปลงตกกล้าพอ ให้นำข้าวเปลือกมาแช่น้ำประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นนำมาหว่านและให้ขังน้ำหมักข้าวที่หว่านในแปลงประมาณ 3 วัน จึงค่อยระบายน้ำออก

ต้นข้าวเมื่อเริ่มงอก จะใช้อาหารจากเมล็ด ต่อเมื่อกล้ามีใบ 4 ใบ จึงเริ่มหาอาหารจากดิน ดังนั้น ถ้าตกกล้าอายุไม่เกิน 30 วัน ไม่ควรใส่ปุ๋ย เพราะจะทำให้ต้นกล้าสูง รากน้อยและอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะนำไปดำนา

เมื่อกล้าข้าวงอกได้ 7 วัน สูงประมาณ 7-10 เซนติเมตร และมีใบ 2 ใบ ควรปล่อยน้ำเข้าแปลง ให้ระดับน้ำสูง 5-7 เซนติเมตร (ประมาณเกือบท่วมยอดเพื่อให้ข้าวยืนตัวได้เร็ว)

เมื่อกล้าสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าน้ำในแปลงยังไม่แห้ง ยังไม่ต้องปล่อยน้ำเข้าแปลงเพิ่ม เพราะถ้าให้น้ำมาก กล้าข้าวจะแตกข้อ (กล้าบั้ง) เมื่อนำไปดำ ข้าวจะแตกกอไม่ดี และออกรวงน้อย

ต้นกล้าที่เหมาะนำไปดำ ควรมีอายุประมาณ 40 วัน สูง 40 เซนติเมตร มีสีเขียวตลอดต้น มีใบ 5-6 ใบ มีต้นเตี้ย กาบใบสั้น มีรากมาก รากมีขนาดใหญ่ (ถ้ากล้ามีสีเขียว ซีด-จางเหลือง แสดงว่ากล้านั้นขาดน้ำมากเกินไป หรือดินแน่นเกินไป เมื่อนำไปดำแล้วมีปัญหาฝนแล้ง/ฝนทิ้งช่วง กล้าประเภทนี้จะเหี่ยวและตายก่อน

การตกกล้าหงอก คือการตกกล้าล่าช้าซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ลักษณะของต้นกล้าจะเป็นสีขาวฝอย ต้นน้อย แต่ก็สามารถนำไปปักดำได้ตามปกติ การเจริญเติบโตจะดีเหมือนการตกกล้าธรรมดา


เทคนิคการปักดำ
ต้องมีน้ำพอเพียงในแปลงนาที่จะนำกล้าไปดำ ประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ไม่น้อยกว่า 5-7 เซนติเมตร และไม่เกิน 30 เซนติเมตร หรือสูงเกินต้นกล้า เพราะถ้าน้ำสูงมาก ต้นกล้าที่ปักดำอาจลอยน้ำได้

ระยะห่างของการปักดำคือ 25x25 เซนติเมตร หรือ 30x30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่ดิน ถ้าดินดีควรดำห่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นข้าวล้มทับกัน

ควรปักดำให้รากจมดินประมาณ 2-3 เซนติเมตร ถ้าปักดำลึก จะทำให้ต้นข้าวแตกกอช้า

การจับต้นกล้าสำหรับปักดำ ถ้าเป็นต้นกล้าแก่ ให้จับ 2-3 ต้น แต่ถ้าเป็นกล้าอ่อน ให้จับ 3-4 ต้น เพื่อว่าถ้าต้นบางส่วนตาย จะมีต้นอื่นทดแทน

ควรปักดำให้เป็นแถว เพื่อง่ายต่อการดูแล และการกำจัดวัชพืช

ควรปักดำกล้าเฉียงๆ ให้ปลายหันไปตามทางลม และทำมุมประมาณ 60 องศา จากพื้นดิน


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/04/2010 9:04 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 27/03/2010 7:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ศีล มติธรรม

เกษตรกรดีเด่น-ปราชญ์อีสาน จันทร์ที ประทุมภา แนะเทคนิคปลูกผักหวานป่า

ทุกวันนี้ผู้คนหันมานิยมรับประทานผักหวานป่ากันมากขึ้นเรื่อยๆ แค่เมนูผัดกับน้ำมันหอยแล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็เอร็ดอร่อยยิ่งนัก แต่ใช่จะหารับประทานได้ง่ายๆ ผิดกับผักหวานบ้าน ซึ่งปลูกกันทั่วไป สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ถ้าเลือกได้เชื่อว่าหลายคนคงเลือกผักหวานป่ามากกว่า

วันก่อนสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เชิญเข้าร่วมสื่อมวลชนสัญจรโครงการเฉลิมพระเกียรติ "วิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" โดยพาไปชมไร่นาสวนผสมของ "คุณลุงจันทร์ที ประทุมภา" เกษตรกรดีเด่น ผู้ชนะเลิศการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2550 อยู่ที่บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา และเป็นปราชญ์อีสานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการเกษตรให้แก่ผู้สนใจที่มาศึกษาดูงาน

ทั้งนี้ ที่บ้านของคุณลุงจันทร์ทีได้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎีใหม่ ปีหนึ่งๆ มีผู้คนจากทั่วประเทศมาศึกษาดูงานหลายพันคน และตัวคุณลุงจันทร์ทีเองก็ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องคุณงามความดีจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ

สมัยก่อนคุณลุงจันทร์ทีเป็นคนร่ำรวยคนหนึ่ง มีที่ดินเยอะแยะ แต่เมื่อใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวังฐานะก็ค่อยๆ แย่ลงๆ จนกระทั่งได้ค้นพบเส้นทางชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"เมื่อก่อนผมเป็นคนมีฐานะดีพอสมควร ชาวบ้านนับหน้าถือตา มาช่วงหนึ่งเกิดวิกฤตวิ่งตามกระแสถูกหลอกจนหมดตัว และผมทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดทุนล้มละลาย หลังจากนั้น ได้ศึกษาแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านเน้นว่าต้องพยายามทำให้พอดีกับฐานะตัวเอง ลดรายจ่ายให้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ และศึกษาหาความรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รู้ว่าการทำเกษตร ถ้าจะอยู่รอดต้องพึ่งตนเอง และพึ่งกันเองในชุมชนให้มากที่สุด"

สำหรับหลักการพึ่งตนเองนั้น ฟังดูง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริง และต้องวางแผนให้ดีก่อนลงมือทำ โดยอาจจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนอย่างที่คุณลุงจันทร์ทีแนะนำ "ครั้งแรกไม่มีทุนเลย ต้องปลูกพืชผักสวนครัวไม้ผลไม้ยืนต้นให้ครบวงจร รายจ่ายอยู่ตรงไหนต้องคุมให้ได้ รายจ่ายก็คือ อาหาร เมื่อซื้อผักกินก็ต้องปลูกผัก ซื้อปลาก็ต้องเลี้ยงปลา ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำเอง

ในครอบครัวต้องวางแผนปรึกษาร่วมกัน ผมเริ่มขุดสระด้วยมือ ขนาด 2 งาน แล้วทำบัญชีครัวเรือน ซื้ออะไรก็ปลูกอย่างนั้นเพื่อลดรายจ่าย และทำปุ๋ยใช้เอง การทำปุ๋ยคือการไถกลบตอซังแล้วหว่านปุ๋ยพืชสด พอกำลังงามขึ้นก็ไถกลบแล้วปลูกข้าว ผมทำตรงนี้ได้รูปธรรมชัดเจนมาก ค่อยๆ ลดปุ๋ยเคมีลง จนไม่ต้องใช้เลย หลังๆ แค่ไถกลบตอซังอย่างเดียวข้าวก็งามแล้ว

สอง ลดต้นทุนในการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เก็บเกี่ยว เราต้องศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน ทำได้แล้วก็ขยายผลต่อไป

อย่างผมทำทุกวันนี้ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ สอนเกษตรกรที่จะลดรายจ่ายในการขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง ฯลฯ ถ้าทำตรงนี้ได้จะลดรายจ่ายมาก นอกจากนี้ ก็ปลูกไม้ยืนต้นสารพัดในพื้นที่ไร่นาของเรา

ต่อไปก็ลดรายจ่ายในการเลี้ยงสัตว์ ทำบ่อปลา โดยการขยายพันธุ์ปลา เพาะปลาเอง ขายตัวละ 1 บาท เพาะปลาได้แล้วถ้าเรายังซื้อหัวอาหารอยู่ ก็ลดรายจ่ายไม่ได้ วัตถุดิบนั้นก็มาจากเกษตรกรทั้งนั้น มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ ที่ไปบดเป็นหัวอาหาร"

ในที่ดินของคุณลุงจันทร์ที จำนวน 22 ไร่นั้น มีต้นไม้หลากหลาย จริงๆ ทุกต้นล้วนมีคุณค่ามีคุณประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างเช่นสมุนไพรต่างๆ ซึ่งจะมีป้ายบอกไว้เสร็จสรรพ มีพืชผัก มีผลไม้นานาชนิด มีบ่อปลา 10 บ่อ มีนาข้าว มีคอกเลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ด และเลี้ยงไก่ เรียกว่าถ้ามาบ้านคุณลุงจันทร์ทีแล้วอิ่มท้องได้หลายมื้อ

การปลูกพืชผักผลไม้ทั้งยืนต้นและล้มลุก การเลี้ยงปลาและเลี้ยงสัตว์ เป็นสูตรสำเร็จของการทำไร่นาสวนผสม เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์

จุดเด่นที่สำคัญของสวนคุณลุงจันทร์ทีอีกอย่างคือ ผักหวานป่า ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นปลูกเพาะกล้าขายและเก็บยอดขายจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำนั้น คุณลุงจันทร์ทีก็ลองผิดลองถูกมาพอสมควร กระทั่งได้ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่า

"จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ตรงนี้คือ ผักหวานป่า ทุกคนบอกว่าปลูกยากมาก แต่ก่อนผมปลูกผักหวาน 100 ต้น ตาย 100 ต้น ผมจึงค้นคว้าทำวิจัยเรื่องนี้ เทคนิคคือต้องให้มีเพื่อนมีพืชพี่เลี้ยง ดินต้องมีขยะใบไม้ทับถม ให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย นี่คือหัวใจสำคัญ บางคนพูดว่าที่นี่สกปรก แต่ว่าสกปรกนี่คือของดี

อีกอย่างคือ การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ตอนปลูกใหม่ๆ ต้องให้น้ำสม่ำเสมออย่าให้ขาด ผักหวานจะต้องเพาะแล้วปลูก อย่าให้ข้ามปี เพาะปีนี้ ปลูกปีนี้ วิธีปลูกคือเตรียมหลุมให้ดี นำดินที่อุดมสมบูรณ์ลงในหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ผ่านไป 1 ปี รากผักหวานยาวสามารถเลี้ยงลำต้นได้ หรือเพาะในถุงพลาสติค

ผักหวานใช้เพาะเมล็ด ช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ผลผักหวานจะสุกภายใน 1 สัปดาห์ เก็บมาล้างเอาเปลือกออก เนื้อหุ้มเมล็ดก็ล้างออก แล้วเอามาผึ่งในร่ม 2 วัน จากนั้นนำมาเพาะได้ วิธีเพาะก็ใช้ทรายความชื้น 30% เอาใส่กะละมังครึ่งฟุต เอาเมล็ดผักหวานลงแล้วเอาทรายลงทับ 2 นิ้ว แล้วใช้กระสอบที่ชื้นๆ คลุมไว้ 20 วัน เมล็ดผักหวานจะแตกเป็นรากออกมา ประมาณ 30-40 วัน จะแทงยอด ขึ้นอยู่กับความชื้น

3 ปี เก็บผลผลิตได้แล้ว กิโลกรัมละ 150-200 บาท ที่ตลาดขาย ถุงเล็กๆ 1 ขีด 20 บาท ถ้าเราปลูกได้สัก 20-30 ต้น ก็สบายแล้ว ของผมปลูกไม่ต่ำกว่า 2,000 ต้น แต่ก่อนผมวิ่งหาเงิน ตอนนี้เงินวิ่งหาผม"

อย่างที่บอกไว้ ใช่เพียงคุณลุงจันทร์ทีจะเก็บยอดผักหวานป่าขายอย่างเดียว ยังเพาะต้นกล้าขายอีกด้วย ในราคาต้นละ 20 บาท ซึ่งใครไปใครมาที่บ้านคุณลุงจันทร์ทีต่างก็ซื้อคนละหลายต้น เพราะไม่ใช่จะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ที่สำคัญเจ้าของยังอธิบายขั้นตอนการปลูกและวิธีการบำรุงรักษาให้อย่างละเอียด ฉะนั้น ถ้าฟังแล้วอยากจะปลูกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็สามารถทำได้เลย

"ผักหวานออกได้ตลอดถ้าจัดการเป็น การที่จะให้ผักหวานออกยอดจะต้องรูดใบแล้วให้น้ำสม่ำเสมอ พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก ไม่ควรให้ออกยอดเกิน 3 เดือน เก็บแค่ 3 เดือน แล้วปล่อยไว้ แล้วไปเก็บต้นอื่น แต่ถ้าเก็บทั้งปีจะเฉาตาย ต้องให้เวลาพักฟื้นบ้าง

วิธีการคือ เราสร้างป่าขึ้นมาก่อน ถ้ามีที่ว่างเราต้องปลูกไม้โตเร็ว มะรุม มะขามเทศ ปลูกคู่กับผักหวาน ปลูกให้มันคลุมดิน หรือพริก มะเขือ แล้วก็ใช้วัชพืชคลุมไม่ให้แดดส่องดินจนแห้ง เราให้น้ำครั้งหนึ่งอาจอยู่ได้ถึง 1 อาทิตย์ ถ้าไม่มีต้นไม้วันเดียวก็แห้ง

ตอนนี้มีผักหวานประมาณ 2,000-3,000 ต้น เฉพาะยอด ถ้าต้นละ 1 ขีด กิโลละ 200 บาท อีก 3 ปีข้างหน้าผมก็อยู่ได้เพราะผักหวานอย่างเดียว ขณะนี้มีต้นกล้าปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายไปแล้วเหลือ 300 ต้น ขายต้นละ 20 บาท"

นอกจากครอบครัวคุณลุงจะมีรายได้จากต้นผักหวานป่า ผัก ผลไม้ และอื่นๆ ในทุกวันและทุกเดือนแล้ว รายได้อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการนำผลผลิตในสวนมาแปรรูป อาทิ จากกล้วย จากน้ำมะพร้าว และเสาวรส รวมทั้งการเพาะกล้าไม้ขาย ซึ่งมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะรุม ยางนา ฯลฯ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณลุงจันทร์ที ยืนยันว่าเกษตรกรทั่วไปหากใช้หลักปรัชญาพอเพียงของพระองค์ท่าน ก็สามารถอยู่ได้อย่างไม่ต้องเป็นหนี้ใคร

"ถ้าเราน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินมากเลย ผมทำงานวิจัยเกษตรประณีต แค่ที่ไร่เดียวสามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้ เลี้ยงคนในครอบครัว 5 คน อยู่ได้สบายๆ และก็มีเงินเก็บเงินออมจากที่ไร่เดียว เริ่มจากต้องวางแผนพื้นที่ให้ดี อันดับแรกเตรียมดินให้ดีก่อน ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพมาปรับปรุงบำรุงดิน วัตถุดิบในท้องถิ่นมีเยอะแยะ เช่น เศษวัชพืช ใบไม้ ปุ๋ยคอก แค่ 1 งาน สำหรับเพาะกล้าไม้ ปี "51 เพาะผักหวานป่าที่แค่ 1 งาน 12,000 กล้า ขายใน 5 เดือน ได้ 240,000 บาท ปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายได้ 300,000 บาท อีก 1 งาน เลี้ยงปลา สามารถขายได้ 3 ครั้ง ต่อปี ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท เพาะเองเลี้ยงเอง"

อย่างที่บอก บ้านของคุณลุงจันทร์ทีเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎีใหม่ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ตลอด และยังเป็นแหล่งฝึกอบรมเกษตรกรของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหลักสูตรพร้อม โดยรัฐจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้หมดในช่วงที่มาอบรม 4 คืน 5 วัน ถ้าสนใจ โทร.ติดต่อได้ที่ (089) 948-4737 รับรองกลับไปแล้วหากนำวิชาความรู้ที่ได้จากศูนย์นี้ไปใช้ในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาพอเพียงของในหลวง จากที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เชื่อว่าย่อมปลดหนี้ได้แน่นอน


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 4:55 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เกษตรกรแห่ลงทะเบียนประกันรายได้รอบ 2 ทะลุเป้า

ธ.ก.ส.จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างโครงการประกันรายได้แล้ว 34,000 ล้านบาท ระบุเกษตรกรพอใจโครงการมาก พร้อมเดินหน้าทำสัญญารอบ 2 อีก 600,000 ราย ให้เสร็จภายในพ.ค.นี้ คาดราคาข้าวในอนาคตมีแนวโน้มสูงขึ้น...

22 มี.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงผลการดำเนินงานโครงการประกันภัยรายได้เกษตรกรปีการผลิต 52/53 รอบที่ 1 ว่า ขณะนี้มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 4,561,942 ราย แต่ผ่านเกณฑ์การทำประชาคม 4,247,218 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาไปทั้งสิ้น 4,096,608 ราย มีเกษตรกรที่ไม่มาทำสัญญาจำนวน 147,222 ราย

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานตามเงื่อนไข โครงการมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากการใช้สิทธิ์ 3,610,653 ราย จำนวนเงินชดเชยส่วนต่างที่เกษตรกรได้รับ 34,094 ล้านบาท แยกเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3,003,643 ราย จำนวนเงินชดเชยส่วนต่าง 26,970 ล้านบาท เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 369,130 ราย จำนวนเงินชดเชย 5,493 ล้านบาท ผู้ปลูกมันสำปะหลัง 237,880 ราย จำนวนเงินชดเชย 1,631 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีการผลิต 52/53 ในรอบที่ 2 ซึ่งประกันเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกว่า 600,000 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้กำหนดไว้ที่ 480,000 ราย ซึ่งหลักเกณฑ์ก่อนทำสัญญากับธ.ก.ส. เกษตรกรผู้ผ่านการทำประชาคมจะต้องได้รับใบรับรองจากกรมส่งเสริมการเกษตรกรว่า เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจริง จำนวนทั้งหมดกี่ไร่ แล้วจึงนำใบรับรองนั้นมาจัดทำสัญญาเพื่อใช้สิทธิ์ในโครงการประกันรายได้กับธ.ก.ส.ต่อไป

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับใบรับรอง ไม่สามารถติดต่อทำสัญญากับ ธ.ก.ส.ได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการทำสัญญา ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จัดทำหนังสือชี้แจงสาขาทั่วประเทศ ให้สามารถดำเนินการจัดทำสัญญาให้กับเกษตรกรที่ผ่านการทำประชาคมไปก่อน เมื่อเกษตรกรได้รับใบรับรองแล้ว จึงนำมาแนบภายหลัง ซึ่งจะทำให้การทำสัญญาทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ธ.ก.ส.จะเร่งทำสัญญาให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 600,000 คน ภายในเดือน พ.ค.นี้

“จากผลสำรวจและความคิดเห็นของเกษตรกรต่อโครงการประกันรายได้ เทียบกับโครงการรับจำนำผลผลิตเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจ และเห็นว่าโครงการประกันราคาดีกว่า 72.3% และบางส่วนเห็นว่าโครงการรับจำนำดีกว่า 17.2% ที่เหลือ 10.5% ไม่มีความเห็นเนื่องจากไม่เคยเข้าร่วมโครงการรับจำนำ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้” นายลักษณ์กล่าว

นอกจากนั้น แนวโน้มราคาข้าวในอนาคต จากผลการศึกษาศูนย์วิจัยธ.ก.ส. ระบุว่า ราคาข้าวที่อ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นปรากฎการณ์ชั่วคราว ซึ่งในระยะต่อไป คาดว่าราคาน่าจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีปริมาณความต้องการซื้อในต่างประเทศมีเพิ่มขึ้น รวมไปถึงประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทยชะลอการส่งออกข้าว ซึ่งก็จะส่งผลทำให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวดีขึ้น


ที่มา : ไทยรัฐ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 4:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ธกส.โคราชเตรียมงบ 100 ล.ปล่อยกู้เกษตรกรภัยแล้ง

ธกส.โคราชจัดงบ 100 ล้านบาทให้เกษตรกรประสบภัยแล้งกู้ เผยปีนี้แล้งหนักเพียงแค่เดือนมีนาคมมีเกษตรกรยื่นข้อกู้แล้วกว่า 500 ราย วงเกินกว่า 20 ล้านบาท

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 18 มี.ค. นายไพศาล แสนคุ้ม ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา (ธกส.) เปิดเผยว่า ช่วงฤดูแล้งปี2553ทางสำนักงาน ธกส.จังหวัดนครราชสีมาได้เตรียมเงินสินเชื่อจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในส่วนของในภาคเกษตรที่ได้รับผลก ระทบอย่างหนัก ซึ่งคุณสมบัติของเกษตรกรที่ขอกู้จะต้องเป็นลูกค้า ธกส.นครราชสีมาที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง โดยกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ 2 ประเภท คือ เกษตรกรที่กู้รายละไม่เกิน 30,000 บาท ชำระเงินคืนภายในระยะเวลา 3 ปี จะต้องนำเงินสินเชื่อที่กู้ไปลงทุนซื้อน้ำ หรือเกษตรกรที่กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท ชำระเงินคืนภายในระยะเวลา 5 ปี จะต้องนำเงินสินเชื่อที่กู้ไปพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น ขุดสระน้ำ ซื้อเครื่องยนต์ ฯลฯ ซึ่งเกษตรกรที่ขอกู้เงินสินเชื่อแก้ไขภัยแล้งสามารถขอกู้เงินกับทาง ธกส.นครราชสีมาได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 นี้เท่านั้น

"คาดว่าปีนี้เกษตรกรหลายรายต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก เนื่องจากเพียงแค่ช่วงต้นเดือนมีนาคมเท่านั้นมีเกษตรกรมายื่นความจำนงขอกู้ เงินกับ ธกส.นครราชสีมาเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วกว่า 500 ราย รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ต้องมีเกษตรกรมาขอกู้เงินอีกเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน ซึ่งหากงบประมาณสินเชื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เตรียมไว้ 100 ล้านบาทไม่เพียงพอ ทาง ธกส.นครราชสีมาก็เตรียมงบประมาณสำรองไว้อีก 100 ล้านบาทไว้คอยช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว " ผอ.ธกส.นครราชสีมา กล่าว


ที่มา : ไทยรัฐ


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/03/2010 5:43 am, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:11 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภัยแล้งไม่กระทบระยอง "สยุมพร" ชี้บริหารน้ำระบบ
อ่างพวงช่วยให้มั่นคง-ต้นทุนมีเหลือเฟือ


นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในฤดูแล้งปี 2553 นี้ ว่า ในปีนี้จังหวัดระยองไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ทั้งในส่วนของการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 5 โครงการยังคงมีระดับสูงอยู่ที่ประมาณ 414 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 76 % ของความจุรวม 540 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2552 ปริมาณน้ำรวมของอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งเก็บกักได้ถึง 495 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 80% ของความจุรวม โดยระดับน้ำในแต่ละเดือนของปี 2552 มีปริมาณค่อนข้างคงที่ ยกเว้นในเดือนมิถุนายนที่ต่ำสุด กระนั้นก็ยังมีปริมาณมากถึง 333 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% แต่หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากถึงสิ้นปี ทำให้ปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับฤดูแล้งในปี 2553

สำหรับอ่างเก็บน้ำ 5 แห่งของจ.ระยอง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำคลองระโอก อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในลักษณะอ่างพวง ซึ่งก่อสร้างระบบผันน้ำเชื่อมต่อระหว่างกัน เช่น อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ อ่างเก็บน้ำประแสร์-คลองใหญ่

"ปัญหาน้ำของจ.ระยอง ลดน้อยลง เพราะอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำประแสร์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ บวกกับการเชื่อมต่อแหล่งน้ำแบบอ่างพวงก็ยิ่งมีส่วนช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จ.ระยอง ดีขึ้นกว่าเดิมมาก" นายสยุมพร กล่าว

จังหวัดระยองเคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอย่างรุนแรง ในช่วงปี 2547 ต่อเนื่องถึงปี 2548 แต่หลังจากก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการเชื่อมต่อเป็นอ่างพวงทำให้ปัญหาภัยแล้งลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน

ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:13 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จีดีพี เกษตรขยาย 4% รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น
ไตรมาสแรก/สศก.ยังห่วงปัญหาแล้ง-ศัตรูพืช


สศก. เผย จีดีพี ภาคเกษตรไตรมาสแรกขยายตัว 4% แต่ห่วงภาพรวมทั้งปีอาจมีปัจจัยอื่นฉุด เช่น ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืช ภัยแล้ง

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรก ปี 2553 พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร หรือจีดีพี มีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น 4.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น อินเดีย และจีน มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการบริโภคและการผลิตสินค้าต่างๆ ขยายตัวตามไปด้วย ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมทั้งปีน่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3-4% จากการส่งออกและการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

ในส่วนของจีดีพีภาคเกษตรในไตรมาส 2 นั้น คาดว่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก เนื่องจากยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติยังไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการสินค้าอาหารอยู่มาก นอกจากนี้ จากการติดตามสถานการณ์ของตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าที่ชิคาโกยังมีแนวโน้มดี

อย่างไรก็ตาม จีดีพีภาคเกษตรในไตรมาส 3 นั้น ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ เพราะต้องรอดูสถานการณ์ราคาและผลผลิตสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังก่อน เพราะในช่วงนั้นจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอ้อย ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อราคาอ้อยในประเทศ อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น ปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในข้าว ที่ทำให้ผลผลิตลดลงจากที่ตั้งเป้าไว้ ตลอดจนปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออัตรากรขยายตัวทางเศรษฐกิจการเกษตร

ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ไถกลบตอซัง


กระทรวงเกษตรฯวางพื้นที่เป้าหมายกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 3.9 แสนไร่ โดยใช้วิธีไถกลบตอซังฟรี แจกพันธุ์ข้าวฟรี แล้วยังแถมเงินอีกไร่ละ 2,280 บาท

ให้กันขนาดนี้ ยังไม่รู้เกษตรกรชาวนาจะยอมหรือเปล่า?

ผมถามว่า ทำไมไม่บังคับด้วยกฎหมาย ได้รับคำตอบว่า นักการเมืองก็ไม่กล้ากลัวชาวนาไม่พอใจ

นั่งนึกใคร่ครวญอยู่ว่า เอ๊ะ...ทีตอนไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์ขีดเส้นรัศมีอันตรายไว้เลย ใครเลี้ยงไก่ เป็ด ห่าน นก ในรัศมีที่ว่า เป็นต้องบังคับฆ่า ปีนั้นฆ่าไก่เป็ดไม่รู้กี่ล้านตัว จนคุณยุคล ลิ้มแหลมทอง อธิบดีกรมปศุสัตว์ขณะนั้น ปลัดกระทรวงเกษตรฯขณะนี้ ต้องบวชไถ่บาป

แน่นอนไข้หวัดนกระบาดถึงคนก็อันตรายถึงขั้นเด๊ดสะมอเร่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นภัยไหม อันตรายไหม เป็นภัยแน่นอน อันตรายที่ว่าไม่ใช่อันตรายทางกาย แต่เป็นอันตรายต่อกระเป๋าส่วนบุคคล และเศรษฐกิจของส่วนรวม

รัฐอุตส่าห์ลงทุนไถกลบฟรี แจกพันธุ์ข้าวฟรี แถมสะตังค์ไร่ละ 2,280 บาทแล้ว ถ้าเกิดเกษตรกรเอาด้วยบ้าง ไม่เอาด้วยบ้าง เงินงบประมาณที่ถมลงไปก็คงไม่คุ้มค่า เพราะไม่ช้าไม่นานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้องหวนกลับมาเล่นงานในเวลาอันไม่ช้านัก

เป็นการสูญเสียแล้ว สูญเสียอีก ทั้งด้านงบประมาณ และเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เป็นเหตุผลเลย

ที่ผมเสนอใช้กฎหมายบังคับ ใช่ว่าจะไม่เข้าใจชาวนา ไม่ใช่อยากบังคับ แต่เพราะคิดถึงผลเสียระยะยาว ที่เสียหายด้วยกันหลายฝ่ายทั้งเกษตรกรเอง รัฐบาล และประชาชนทั่วไป รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวม

ค่าชดเชย 2,280 บาท/ไร่ บวกกับไถกลบตอซังฟรี แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวฟรี 15กิโลกรัม/ไร่ ถือว่าเป็นความพอควร ไม่น้อยไปจากค่าลงทุนที่แท้จริง อย่าไปเปรียบว่า ถ้าปลูกข้าวได้ผลผลิต 1 ตัน ได้หยิบเงินหมื่นเชียว เพราะการระบาดของเพลี้ยกระโดดปรากฏผลชัดเจน โอกาสจะได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยแทบไม่มี

ในทางกลับกัน การยอมรับการแก้ไขปัญหาชนิดจำเป็นต้องตัดอวัยวะเพื่อสงวนชีวิต มันมีโอกาสช่วยให้ชีวิตในอนาคตไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเพลี้ยกระโดดฯอีก

ผมสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯในแง่วิธีคิด แต่ในแง่วิธีปฏิบัติที่ให้ชาวบ้านเลือกจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ คิดว่าใช้ไม่ได้ หากต้องบังคับให้เข้าร่วม เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของทุกฝ่าย และเป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างแท้จริง

วงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ไม่ใช่แค่ตัวเพลี้ย หากอยู่ที่ไวรัสจากเพลี้ยที่ทำให้เกิดโรคจู๋ และโรคเขียวเตี้ยที่ล้วนสร้างปัญหาแก่ต้นข้าวได้ทั้งสิ้น


พอใจ สะพรั่งเนตร


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วิจัยปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ สร้างรายได้ชาวบ้านเดือนละ 3 หมื่น

ผศ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร คณะอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตรและอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า การวิจัยการผลิตปุ๋ย หมักระบบกองเติมอากาศ (Aerated Static Pile Commposting System) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) เพื่อให้ได้ระบบการผลิตปุ๋ยหมักในเชิงพาณิชย์ของชุมชนโดยไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ย พบว่า การหมักปุ๋ยระบบกองเติมอากาศสามารถหมักปุ๋ยได้เสร็จ ภายในระยะเวลา 1 เดือน ได้ปุ๋ยคุณภาพดี โดยไม่ต้องพลิกกลับกองปุ๋ยและมีค่าองค์ประกอบธาตุอาหารตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ กำหนดนอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยหมักได้ประมาณมากถึงเดือนละ 10 ตัน

ทั้งนี้ การหมักปุ๋ยทำโดยกองบนพื้นดินกลางแจ้งและไม่ต้องมีโรงเรือน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยได้ทุกฤดูกาล มีการทำงานที่ง่ายและใช้พลังงานต่ำ ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำระบบนี้ไปผลิตปุ๋ยหมักในเชิงพาณิชย์เป็นอาชีพเสริมได้ เป็นอย่างดี โดยการผลิตปุ๋ยหมัก นี้มีค่าการลงทุนขั้นต้นประมาณ 34,000 บาท ประกอบด้วย พัดลม ระบบท่อ และระบบ ไฟฟ้า แต่หากลงทุนชุดใหญ่เต็มรูปแบบใช้เงินลงทุนประมาณ 1 แสนบาท เกษตรกรจะ มีรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยหมักไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักด้วยระบบนี้ไม่ต่ำกว่า 300 แห่งแล้ว

ผศ.ธีระพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรผู้ที่สนใจงานวิจัยดังกล่าว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ ศูนย์สาธิตการผลิตปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตรและอาหาร คณะวิศวกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร.053-875563 หรือ www.compost.mju.ac.th

ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:25 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร (รายงานพิเศษ)

กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจหลักในการศึกษาค้นคว้า วิจัย ทดลองและพัฒนาวิชาการเกษตรด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพืช และให้การวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบ รับรองและให้คำแนะนำเกี่ยวกับดิน น้ำ ปุ๋ย พืช วัสดุการเกษตร ผลผลิตและผลิตภัณฑ์พืช การบริการส่งออดสินค้าเกษตรและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปีหนึ่งๆ ใช้งบประมาณในภาคส่วนนี้ 300 ถึง 400 ล้านบาท มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่งานวิจัยเหล่านั้นกลับอยู่บนหิ้งไม่ค่อยได้นำมาใช้ประโยชน์ให้คุมกับค่าใช้จ่ายที่ลงทุน ลงแรงไปก็ว่าได้ ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 1 ตุลาคม 2515 มาถึงวันนี้ ครบรอบ 37 ปี กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดงาน เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการ เกษตร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ครบรอบ 36 ปี ก้าวสู่ปีปีที่ 37 ของการสถาปนากรมวิชาการเกษตร จึงได้กำหนดจัดนิทรรศการ "เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการ เกษตร" ขึ้นในระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา เพื่อโชว์ศักยภาพการศึกษาวิจัยด้านพืชและผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง สู่สาธารณชน โดยได้เปิดโอกาสให้นักวิชาการและนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาต่างๆ รวมทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนได้เข้ามาเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลงานวิจัยด้านพืช เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือต่อยอดการศึกษาวิจัยในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังเปิดให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เกษตรกร ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วประเทศเข้ามาศึกษาเรียนรู้และเยี่ยมชมผลงานวิจัย และนวัตกรรมใหม่ๆ ของกรมวิชาการเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการเปิดบ้าน หรือ โอเพ่นเฮ้าส์ (Open House) นำร่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกรมวิชาการเกษตรส่วนกลางทั้งหมดจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม

สำหรับจุดเด่นและที่น่าสนใจในการจัดงานครั้งนี้คือ การเปิดพิพิธภัณฑ์พืชสิรินธร ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์พืชของกรมวิชาการเกษตร ที่รวบรวมพันธุ์ไม้แปลกและหายากใกล้สูญพันธุ์ไว้ให้ชมจำนวนมาก พิพิธภัณฑ์แมลง สวนอนุรักษ์สมุนไพร รวมถึงพันธุ์พืชใหม่ที่ได้ความคุ้มครองพันธุ์พืช ขณะเดียวกันยังได้ชมนิทรรศการด้านพืชสวน พืชพลังงานทดแทน และด้านพืชไร่ซึ่งมีทั้งการแสดงพันธุ์พืชไร่ยอดเยี่ยม พันธ์พืชไร่ยอดนิยม พันธุ์พืชไร่ยั่งยืน พร้อมสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร

และได้นำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรมาโชว์ให้ได้ชมกันเช่น เครื่องเกี่ยวข้าวโพด เครื่องขูดมันสัมปะหลัง เครื่องเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแบบนิวเมติกส์ ขลุบหมุดติดท้ายรถแทรกเตอร์และรถไถ ขลุบหมุนติดรถไถเดินตาม เครื่องอัดฟาง เครื่องวัดความชื้น ลำไยอบแห้ง นอกจากนี้ยังได้เปิดหองปฏิบัติการตรวจสอบสารปนเปื้อนและเชื้อจุลินทรีย์ ในสินค้าพืชผักผลไม้เพื่อส่งออก ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์วัตถุมีพิษ ปุ๋ย การออกใบหรับรองสุขอนามัย ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม รวมถึงการแสดงเทคโนโลยีเห็ด คลินิกพืช ตลอดจนผลงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีดารจัดการโรคและศัตรูพืช

นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการ "ยางพารา...คุณค่าผลิตผลเกษตร" นิทรรศการด้านพืชไร่ อาทิ พันธุ์พืชไร่ยอดเยี่ยม พันธุ์พืชไร่ยอดนิยม พันธุ์พืชไร่ยั่งยืน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์พืชไร่ พร้อมจัดแสดง นิทรรศการพืชทดแทนพลังงาน ธนาคารเชื้อพันธุ์พืชและจุลินทรีย์ เทคโนโลยีเห็ด การตรวจสอบพืช GMO สวนอนุรักษ์พืชสมุนไพร ห้องปฏิบัติการ (Lab) ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสินค้าพืชผักและผลไม้ ระบบตรวจสอบจุลินทรีย์ ห้องแล็บ ตรวจวิเคราะห์วัตถุมีพิษ ขั้นตอนการให้การรับรองสินค้า เกษตรเพื่อส่งออก ห้องแล็บกีฏวิทยา เทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช คลินิกพืช

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวปิดท้ายว่า แต่ละปีประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ในส่วนของสินค้าพืชมีมูลค่าประมาณ 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งประมาณ 50-60% เป็นผลงานของกรมวิชาการเกษตรที่ได้เข้าไปช่วยบริหารจัดการ ทั้งการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช โรงคัดบรรจุสินค้า ตรวจสอบผลผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ผลิตภัณฑ์สินค้าก่อนส่งออก และออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อส่งออกด้วย ซึ่งคาดว่า การนำเสนอผลงานวิจัยสู่สาธารณะชนให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยขัยเคลื่อนการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรไทย ให้ก้าวหน้าไปได้มากยิ่งขึ้น


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 29/03/2010 5:31 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผลักดันวิจัยสาขาเกษตร

สภาวิจัยแห่งชาติถกคณะกรรมการบริหาร 12 สาขา วางแนวทางบูรณาการด้านงานวิจัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ หลังรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานและผลักดันให้เกิดแผนงานและโครงการวิจัย ที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ ในการช่วยแก้ปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของประเทศแบบบูรณาการ รวมถึงการวิจัยเร่งด่วนแบบพลวัตโลก ซึ่งกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติมีทั้งสิ้น 12 สาขาวิชาการ ประกอบด้วยสาขาด้านวิทยาศาสตร์ 6 สาขา สังคมศาสตร์ 6 สาขา และมีเป้าหมายมุ่งพัฒนาผลงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัย ทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1 ของ GDP เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดใน 3 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างบุคลากรด้านการวิจัย อุปกรณ์การวิจัย และการสนับสนุนผลการวิจัยอย่างแท้จริง

ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สาขาด้านการเกษตรนับเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาวิจัย เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกกดดันเรื่องราคา การวิจัยจึงมีส่วนสำคัญต่อสินค้าเกษตรเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคาสินค้าให้กับเกษตรกร โดยการแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมศึกษาเรื่องการกระจายรายได้ให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้จำหน่ายสินค้าและผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลแก่สังคม


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 30/03/2010 10:35 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

สีหนาท พริกยักษ์ส่งโรงงานซอส คนสุโขทัยปลูกแล้วมีรายได้ดี *

ถึงแม้ คำว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" จะมีมานานแล้ว แต่ยังใช้ได้ดีอยู่กับจังหวัดสุโขทัย

ช่วงฤดูน้ำหลาก หากมีโอกาสได้นั่งรถที่ตัวถังทำด้วยไม้ จากต่างอำเภอเข้ามายังตัวเมืองสุโขทัย หรือที่เรียกว่า "ธานี" ชาวบ้านจะถือโอกาสนำปลามาจำหน่าย มีปลามากมายจริงๆ สิ่งที่ยืนยันได้ดีอีกอย่างหนึ่ง ที่อำเภอกงไกรลาศ เป็นแหล่งผลิตปลาร้าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในเมืองไทยมีไม่กี่แห่ง ที่เป็นของจริง นอกนั้นเหลือแต่ตำนาน ปลาที่ทำต้องนำเข้ามาจากเขมรกันทั้งนั้น เหตุที่ปลาของจังหวัดสุโขทัยมีมาก อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม ช่วงฤดูฝน น้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง เหมาะแก่การขยายพันธุ์สัตว์น้ำ อาหารในธรรมชาติก็มีมาก

ปูนา ที่จังหวัดสุโขทัย ก็ตัวใหญ่มาก เคยมีเพื่อนฝูงเป็นประมงอำเภอ ต้องการส่งเสริมชาวบ้านให้เลี้ยงปูนา ยังแนะนำเขาให้ไปหาพันธุ์ปูที่จังหวัดนี้

เส้นทางสายสุโขทัย-พิษณุโลก ระยะทางราว 60 กิโลเมตร สองข้างทางมีทุ่งนาพอสมควร หากมีโอกาสเข้าไปตามหมู่บ้านและตำบล ของอำเภอกงไกรลาศ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งข้าวเต็มไปหมด

ด้วยเหตุนี้เอง สุโขทัยจึงยังคงความอุดมสมบูรณ์ บางฤดูกาล ในนาแทนที่จะมีข้าว กลับมีพริก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีกมาก

สีหนาท พริกยักษ์ส่งโรงงาน

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอเรื่องพริกและแตงโมที่สุโขทัยมานานพอสมควรแล้ว

ในครั้งนั้น ผู้ดำเนินงานคือ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุโขทัยการเกษตรภัณฑ์ อยู่เลขที่ 60-2 หมู่ที่ 12 ถนนสุโขทัย-บางระกำ ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย 64000 ทราบข่าวคุณยศวัฒน์หรือคุณต๊อก เป็นช่วงๆ เมื่อไม่นานมานี้ จึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกันจริงจังเสียทีหนึ่ง

แนวทางการทำงานของคุณต๊อกนั้น เขาจะส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตพืชผัก ผลไม้ จากนั้นติดต่อส่งขายให้ในราคาประกัน ที่ผ่านมาแตงโมยังทำอยู่ แต่ไม่เน้นมาก เนื่องจากการตลาดมีความมั่นคงสู้พืชที่ส่งโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้

พืชที่ส่งโรงงาน คือพริก สำหรับส่งไปผลิตซอส

"พริก ทำมา 7 ปีแล้ว เริ่มต้นจากไม่เท่าไหร่ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกมีราว 800 ไร่ ผลผลิตปีละ 5 ล้านกิโลกรัม เกษตรกร 200 ราย เป้าหมายอีก 2-3 ปีข้างหน้า พื้นที่ปลูกที่ตั้งไว้ 1,500 ไร่ ผลผลิตราว 10 ล้านกิโลกรัม พื้นที่ปลูกนอกจากสุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และตากแล้ว ตอนนี้เล็งไปที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา" คุณต๊อก บอก

พริกที่ปลูกเพื่อส่งโรงงาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณต๊อก บอกว่า มีการปรับเปลี่ยนและหาสิ่งดีๆ ให้กับเกษตรกรอยู่เสมอ

อย่างล่าสุดเป็นสายพันธุ์ "สีหนาท" เป็นพริกที่พัฒนาพันธุ์มาจากอินเดีย คุณสมบัติทนแล้งได้ดี จึงเหมาะสำหรับเป็นพริกเพื่ออนาคต ที่ทนต่อสภาวะโลกร้อน

พริกสีหนาท มีขนาด 25 ผล ต่อกิโลกรัม ใน 1 ต้น เก็บผลผลิตได้ราว 4 กิโลกรัม พื้นที่ปลูก 1 ไร่ ปลูกได้ 3,200 ต้น คุณต๊อกบอกว่า อาจจะถี่ไปหน่อย เดิมระยะปลูก 55 เซนติเมตร คูณ 1.20 เมตร หากให้ดีควรเป็น 70 เซนติเมตร คูณ 1.20 เมตร

พริกสีหนาทมีความเผ็ดน้อย จึงเหมาะกับการส่งโรงงานเพื่อทำซอสส่งออก โรงงานที่รับซื้อตอนนี้อยู่ที่ชลบุรี และกรุงเทพฯ

"โดยทั่วไป พริกเผ็ดราว 30,000-40,000 สโควิลล์ แต่สีหนาทเผ็ดราว 10,000 สโควิลล์ โรงงานผลิตน้ำจิ้มส่งออกขายให้ฝรั่ง ข้อดีของสีหนาทคือเมื่อสุกสีแดงสด เนื้อมาก น้ำในเมล็ดน้อย" คุณต๊อก บอก

นอกจากส่งโรงงาน พริกสีหนาท ยังใช้ปรุงอาหารได้ อย่างทำน้ำพริกหนุ่ม รวมทั้งอาหารอื่นๆ

เกษตรกรต่างก็รอคอยการปลูก

ฤดูกาลที่คุณต๊อกส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพริกจะอยู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปเก็บเกี่ยวผลผลิตราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ เกษตรกรสามารถเก็บขายได้ราว 3 เดือน จากนั้นปริมาณก็ลดลง ประจวบเหมาะกับฝนลง ทำให้ต้นพริกมีปัญหา เพราะปลูกกันในนา หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

คุณต๊อก บอกว่า ช่วงฤดูกาลอื่นก็สามารถปลูกได้ แต่ต้องเป็นที่ดอน ดินระบายน้ำดี ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่มีฝน เพราะหากฝนตก มีผลกระทบต่อผลผลิตแน่

พริกที่เก็บส่งโรงงาน สีต้องแดงสด ที่ผ่านมาเคยมีเกษตรกรที่ไม่เข้าใจ เมื่อเขาเข้าร่วมโครงการ เห็นตลาดข้างนอกดี เก็บพริกเขียวขาย หลังๆ ต้องชี้แจง ให้ขายเข้าโรงงาน เพราะต้องสร้างความเชื่อมั่น

โดยทั่วไปแล้ว พริกที่ปลูกจะได้ผลผลิต 8-10 ตัน ต่อไร่ ราคาที่คุณต๊อกซื้อจากเกษตรกรส่งโรงงาน เป็นราคาประกัน กิโลกรัมละ 11.50 บาท เขาบอกว่า เคยประกวดผู้ปลูกพริก พบว่าเกษตรกรรายหนึ่งปลูกพริก 5 ไร่ 3 งาน ได้เงิน 5 แสนบาท โดยทั่วไปแล้วต้นทุนการผลิตอยู่ที่ไร่ละ 2.5 หมื่นบาท ต่อไร่

เกษตรกรแต่ละรายจะผลิตพริกราว 3-5 ไร่ ส่วนใหญ่ทำกันหลังนา

ดูตัวเลขแล้ว เป็นงานเกษตรที่สร้างรายได้ดี ใช้เวลาไม่นานนัก แต่คุณต๊อกบอกว่า ต้องผลิตให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

เรื่องปริมาณสำคัญ หากทางผู้ผลิต มีผลผลิตที่แน่นอน ทางโรงงานสามารถที่จะไปทำสัญญากับต่างประเทศได้ ในทางกลับกันหากปริมาณไม่พอ ความเชื่อถือก็จะไม่มี สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะย้อนมายังเกษตรกร คือไม่มีรายได้

เรื่องของคุณภาพ ทุกวันนี้เกษตรกรที่คุณต๊อกดูแลอยู่ได้การรับรอง GAP จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร เรื่องของ GAP สำคัญ เพราะทางโรงงานจะนำส่วนนี้ไปขอ GMP อีกทีหนึ่ง

"เรามีแปลงทดลองที่เสิงสาง โคราช 30 ไร่ ผลผลิตดีมาก ปีหน้าหากรวมพื้นที่ได้ 300-500 ไร่ จะไปตั้งศูนย์ที่นั่น ศูนย์จะมีนักวิชาการคอยดูแล รวมทั้งซื้อผลผลิต ปัจจุบันเฉพาะพริกส่งโรงงาน ทำเงินให้สุโขทัยปีหนึ่งราว 50-60 ล้านบาท หากทำกันเต็มที่น่าจะได้ 100 ล้านบาท เรื่องของโรคแมลงมีแน่ แต่เรามีนักวิชาการเกษตรคอยดูแลอยู่ หากมีอาการก็รีบป้องกันกำจัด โรคแอนแทรกโนสมีบ้างแต่ไม่มาก 1-2 เปอร์เซ็นต์ สามารถเอาอยู่"

คุณต๊อก บอก และกล่าวอีกว่า

"โรงงานเขาต้องการพริกอีกมาก แต่ไม่ใช่ว่าจะทำส่งได้ง่ายนัก เพราะเกี่ยวกับคนด้วย ต้องคอยสร้างคน เรื่องของคนสำคัญมาก เป็นรองเทคโนโลยี เรื่องพันธุ์เรื่องเทคโนโลยีหาได้ไม่ยาก คนที่อยากเข้าร่วมโครงการต้องอยู่รอบๆ สุโขทัย หรือหากเป็นที่อื่น พื้นที่ปลูกต้อง 300-500 ไร่ ผู้สนใจโทร.มาคุยได้ ตั้งแต่ที่ผมเคยลงเทคโนโลยีชาวบ้าน ผมตกใจ คนจากอเมริกาโทร.มาคุยกับผม บอกว่ากลับมาเมืองไทยจะมาทำเกษตร คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เข้าใจเรื่องการเกษตร รู้จักพัฒนา มีการสื่อสารที่ดี หลักการทำงานของผม หนึ่ง...เกษตรกรต้องมีความสุข สอง...ผู้บริโภคต้องปลอดภัย เมื่อทำได้สองอย่างแล้ว ผลที่ตามมาประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้า มีรายได้ เกษตรกรที่ร่วมงานกับผมตั้งแต่แรก มีรถปิคอัพกันเกือบทุกครัวเรือนแล้ว พวกเขารอกันเมื่อไหร่จะถึงเดือนพฤศจิกายน จะได้ปลูกพริกเสียที"

คุณต๊อก ย้ำว่า เรื่องเทคโนโลยีการผลิตนั้น ทุกวันนี้เป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก แต่เรื่องความเข้าใจของคนเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์ เมื่อทางผู้ส่งเสริมวางแนวอย่างไร เมื่อปฏิบัติตามนั้นงานก็จะไปได้ดี

ผู้สนใจเรื่องราวของพริก ถามได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (055) 621-852 หรือ (089) 961-3423

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 31/03/2010 7:11 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พระราชดำริ "ชาน้ำมัน" ส่งเสริมปลูกในเกษตรพื้นที่สูง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยในเรื่องการพัฒนา "ชาน้ำมัน" ในประเทศไทย จึงมีพระราชดำริให้ มูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและพัฒนาการปลูกบนพื้นที่สูง เพื่อแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรมและสร้างรายได้ให้กับประชาชน

น้ำมันชา...ได้รับสมญาว่า "น้ำมันมะกอกแห่งตะวันออก" เนื่องจากมีสรรพคุณใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอกมาก มีสรรพคุณทางการแพทย์ สามารถช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน และมีสารประกอบหลักที่ช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื้น จึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอาง...

ต้นชาน้ำมัน

ชาน้ำมัน...เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ THEACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia oleifera Abel เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 10-20 ฟุต มีมากในจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูง 500-1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขยายพันธุ์โดยเมล็ดหรือตอนกิ่ง ผลชาน้ำมันนั้น มีรูปทรงกลม และมีเมล็ดที่เต็มไปด้วยน้ำมัน...

มูลนิธิชัยพัฒนา ได้สนองพระราชดำริ โดยจัดทำ "โครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน" ตั้งแต่เมื่อปี 2546 โดยประสานกับ สถาบันพฤกษศาสตร์มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นำเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าชาน้ำมันมาวิจัยและทดลองปลูกในพื้นที่ทดลองวิจัยตามโครงการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และพื้นที่ของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

พื้นที่ปลูกชาน้ำมันตามเชิงเขา

พอถึงปี 2549 ทาง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้น้อมเกล้าฯถวายเมล็ดพันธุ์ จำนวน 2,500 กิโลกรัม และ ต้นกล้าชาน้ำมันอีก 40,000 ต้น ปัจจุบันโครงการฯได้ขยายการปลูกในพื้นที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ และ นครราชสีมา แล้ว 954,378 ต้น รวมพื้นที่ กว่า 3,683 ไร่ อาทิ โครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงราย พื้นที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (โป่งน้อย) พื้นที่แปลงชาน้ำมันบ้านโปง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ พื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา พื้นที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จ.เชียงใหม่ พื้นที่บ้านปางมะหัน บ้านปูนะ และพื้นที่ใกล้เคียง ต.เทอดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ขณะนี้ต้นชาน้ำมันมี อายุระหว่าง 3-4 ปี คาดว่าจะให้ผลผลิตและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงหีบน้ำมันได้ใน ช่วงปลายปี 2554 โดย ชาน้ำมันจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่น่าจับตา ขณะนี้เร่งศึกษาและป้องกันศัตรูพืช รวมถึงโรคต่างๆ เพื่อเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกลุ่มงาน โครงการพระราชดำริ กองพัฒนาการเกษตรพื้นที่เฉพาะ ได้เตรียมแผนให้ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงหัวแม่คำ จ.เชียงราย เข้าไปสนองพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อสานต่อและขยายผลการส่งเสริมการปลูกชาน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร...!!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ที่มา : ไทยรัฐ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 31/03/2010 7:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เร่งยกเครื่อง "หอมมะลิ" *

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสูง โดยปี 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวหอมมะลิ รวมกว่า 2.63 ล้านตันข้าวสาร คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 68,577.7 ล้านบาท และปี 2553 นี้ ได้ส่งออกไปแล้วทั้งสิ้น 2.10 แสนตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,776.8 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการแข่งขันทางการค้า เช่น สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่เรียกว่า “แจสแมน” (JAZZMAN) ซึ่งมีคุณสมบัติและมีกลิ่นหอมใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย และยังให้ผลผลิตสูงกว่าถึง 3 เท่า จึงอาจเป็นคู่แข่งสำคัญที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ อาทิ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ และสาธารณรัฐเบนิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวหอมมะลิไทยเอาไว้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยให้แข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกที่มีแนวโน้มการแข่งขันรุนแรงขึ้น.


ที่มา : ไทยรัฐ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 31/03/2010 7:34 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้าวฮาง...อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร *

เมื่อครั้งไปเยือนจังหวัดอุบลราชธานี เมืองคนดี เมืองนักปราชญ์ เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งตั้งอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำมูล เพื่อนคนหนึ่งเล่าถึง “ข้าวฮาง” ให้ฟัง จึงตั้งใจฟังด้วยไม่เคยได้ยินมาก่อน ครั้นกลับมาที่กรุงเทพฯ จึงสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับข้าวฮางทางอินเทอร์เน็ตแต่ก็ไม่มี ด้วยขณะนั้นยังไม่มีการผลิตเพื่อเป็นการค้า ชาวบ้านผลิตเพียงเพื่อรับประทานในครัวเรือนเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ไม่ต้องห่วง เพราะข้าวฮางมีจำหน่ายโดยทั่วไป แม้กระทั่งศูนย์การค้าใหญ่ก็มีจำหน่ายเช่นกัน

ข้าวฮาง... อำพน ศิริคำ สำนักเกษตรจังหวัดขอนแก่น (http://khonkaen. doae.go.th/ Data/Agristory/ข้าวฮาง.doc) กล่าวว่า หากไปสอบถามคนเฒ่าคนแก่ในชนบท ก็จะได้รับคำตอบว่าเป็นการนำเอาข้าวในนาที่รวงยังไม่แก่ถึงระยะเก็บเกี่ยวมารับประทาน ซึ่งมีที่มาคือ คนในชนบทสมัยก่อนมีลูกมาก ทำนาอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ปีใดฝนดีก็ได้ข้าวมาก สามารถเก็บไว้รับประทานจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว แต่ถ้าหากปีใดฝนแล้งได้รับผลผลิตน้อย ข้าวที่เก็บในยุ้งฉางหมดก่อนที่จะมีข้าวใหม่ออกมา แต่ก็หาวิธีที่จะนำเอาข้าวมารับประทานให้ได้ ก็ได้นำเอาข้าวที่อยู่ในระยะติดเมล็ดแล้วแต่ยังไม่ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว หรือยังไม่ถึงระยะพลับพลึง นำมาแช่น้ำ และนึ่งก่อนที่จะนำมาสีเป็นข้าวสาร และนำข้าวสารมาแช่น้ำและนึ่งรับประทานต่อไป ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนข้าวได้

…เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดของชาวชนบทที่ไม่มีปัจจัยให้เอื้อแก่การแก้ปัญหามากนัก...

โสมฉาย จุ่นหัวโทน สำนักงานเกษตรอำเภอแวงใหญ่ จ.ขอนแก่น (http:// gotoknow.org/ blog/ agext23/169414) กล่าวว่า การสีข้าวฮางเป็นการเอาเปลือกหรือเอาแกลบออกโดยที่จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดไม่แตกหักไปไหน เส้นใยและโปรตีนที่มีคุณค่าจึงอยู่ในเมล็ดครบเนื่องจากการนึ่งข้าวให้สุก เมล็ดข้าวจะเหนียวไม่มีเมล็ดแตกร้าว เมื่อนำไปสีจึงทำให้ข้าวฮางมีสีเหลือง สำหรับประเภทของข้าวฮาง 3 ชนิด คือ 1.ข้าวฮางระยะน้ำนม 2.ข้าวฮางที่นำข้าวเปลือกไปแช่น้ำ 24 ชั่วโมงแล้วนำไปนึ่ง และ 3. ข้าวฮางที่นำข้าวเปลือกไปแช่น้ำ 24 ชั่วโมงแล้วนำมาบ่ม 48 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนึ่งเรียกว่า ข้าวฮางงอก

ข้าวฮาง เป็นข้าวที่เอาเปลือกหรือแกลบออกโดยที่จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดไม่แตกหักไปไหนเพราะจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดนี้ คือส่วนที่สะสมโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหาร

ข้าวกล้อง คือ ข้าวเปลือกที่ผ่านการ ขัดสีเพียงครั้งเดียวเพื่อเอาเปลือก (แกลบ) ออก โดยที่ยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด ข้าว (รำ) อยู่ ข้าวที่ได้จึงมีสีน้ำตาลขุ่น จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้เป็นส่วนที่อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร จึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าข้าวขัดขาว เมื่อหุงจะมีกลิ่นหอมมาก แต่เนื้อสัมผัสนุ่มนวลสู้ข้าวขาวไม่ได้

ข้าวซ้อมมือ เป็นชื่อเรียกข้าวที่เอาเปลือกออกโดยการตำ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในสมัยโบราณ ชาวบ้านโดยทั่วไปจะ ใช้วิธีตำข้าวกินกันเองจึงเรียกข้าวที่ตำว่า “ข้าวซ้อมมือ” เริ่มจากการนำข้าวเปลือกมาสีเอาเปลือกออก จากนั้น นำมาตำเพื่อขจัดเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวออกไปบางส่วน แล้วใช้กระด้งฝัดแยกเปลือกและรำออก ข้าวซ้อมมือหุงง่าย และเมื่อสุกจะนุ่มกว่าข้าวกล้อง (จาก www. neutron. rmutphysics.com/)

มีคนบอกว่าข้าวกล้องกับข้าวซ้อมมือเป็นข้าวอย่างเดียวกัน เพียงแต่ข้าวกล้อง ผ่านกระบวนการจากโรงสี ส่วนข้าวซ้อมมือผ่านกระบวนการจากครก... เท่านั้นเอง

ข้าวฮางมีโปรตีนประมาณร้อยละ 6-12 และยังมีวิตามินและเกลือแร่ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 ไนอะซิน (ช่วยรักษาระบบผิวหนังและระบบประสาทไว) ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก ส่วนข้าวสารนั้นโปรตีนหลุดหายไปแล้วกว่าร้อยละ 30

เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ ถ้ากินข้าวฮางสุก 1 กรัม จะได้โปรตีน 7.60 ส่วนข้าวสวยธรรมดามีโปรตีน 6.40 คิดแล้วข้าวฮางมีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 19 เป็นต้น (ข้อมูลจาก www.baanmaha.com)

ฉะนั้น ข้าวฮางจึงอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปัจจุบัน ไม่ใช่ผลิตข้าวฮางธรรมดา แต่เป็นข้าวฮางสมุนไพร...อินทรีย์ อีกต่างหาก...ข้าวฮางนี้สามารถผลิตได้ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ฉะนั้น เวลาจะซื้อควรดูก่อนว่าจะรับประทานข้าวอะไร

มีหลายกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตข้าวฮางจำหน่าย เช่น …ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอน แก่น ที่ผลิตข้าวฮางสมุนไพรหอมมะลิอินทรีย์ออกจำหน่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมากและก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น กลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกสะอาด ต.นิคมพัฒนา อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู ที่ผลิตข้าวฮาง พร้อมด้วยแปรรูปสิ่งที่เหลือจากการผลิตข้าวฮางเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและเป็นการนำสิ่งที่เหลือมาทำให้เกิดประโยชน์อีก, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านกุดเชียง ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ผลิตข้าวฮางสมุนไพร

…และมีกลุ่มอื่น ๆ อีกที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างบน...รับประทานข้าวปกติยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากรับประทานข้าวฮางก็ยิ่งมี ประโยชน์มากขึ้น ยิ่งรับประทานข้าวฮางงอกยิ่งมีประโยชน์ไปกันใหญ่.

จีร์ ศรชัย

ที่มา : ไทยรัฐ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 31/03/2010 7:53 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้าวบัสมาติ

คนไทยคุ้นชินกับข้าวหอมมะลิ จนนึกว่าเป็นข้าวหอมพันธุ์เดียวของโลก ทั้งที่ความจริงว่า พันธุ์ข้าวหอมมีหลากหลาย ปลูกกันในหลายประเทศ และเป็นคู่แข่งหอมมะลิไทยอีกด้วย

บัสมาติ เป็นพันธุ์ข้าวหอม เมล็ดยาว ปลูกในอินเดีย ปากีสถาน แตกหน่อเป็นพันธุ์ข้าวหอมอย่างอื่น เช่น เท็กซ์มาติ แวฮานิ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างบัสมาติกับข้าวพันธุ์อเมริกัน และมีปลูกในอเมริกาด้วย

หยิบเรื่องบัสมาติมาเขียน เพราะเห็น ดร.อภิชาต วรรณวิจิตร ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กำลังปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงหรือดีกว่าข้าวหอมบัสมาติ

ทำไมต้องบัสมาติ

ง่ายนิดเดียว ราคาหอมมะลิกิโลละ 30-40 บาท ในขณะบัสมาติ กิโลละ 300 บาท

ผมเองเคยรับรู้ว่า บัสมาติราคาแพง พอยุ่งอยู่กับแจ๊สแมน พันธุ์ข้าวหอมน้องใหม่ของอเมริกาก็ลืมประเด็นราคาของบัสมาติ พอเห็นดร.อภิชาตพูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณ

ไม่เพียงแต่บัสมาติ หากยังมีเรื่องข้าวแจ๊สแมนของอเมริกาพ่วงด้วย โดยดร.อภิชาตจะขอเมล็ดพันธุ์แจ๊สแมนจากอเมริกาทดลองมาปลูกในบ้านเรา เพื่อตรวจสอบค่าความหอม ความทนทานต่อโรค และแมลง และผลผลิตที่ว่าสูงถึงไร่ละ 1 ตันขึ้นไป

จริงๆ เรื่องการนำพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศมาทดลองปลูกในไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราทำมามากมาย รวมทั้งบัสมาติก็เคยทดลองปลูกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมาแล้ว ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศ และที่สำคัญหน่วยงานเกี่ยวข้องของไทยตระหนักดีหรือไม่ว่า มันสำคัญมากน้อยเพียงใด

ผมประหลาดใจ และอดรู้สึกขุ่นข้องใจไม่น้อย ว่าด้วยเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เห็นแต่ผลงานของดร.อภิชาตแทบทั้งนั้น ผลงานของหน่วยงานอื่นแทบไม่มี.....มันเป็นไปได้อย่างไร

หน่วยงานอย่างกรมการข้าวที่ทำเรื่องข้าวเป็นการเฉพาะไปอยู่เสียตรงไหน ท่านอธิบดีประเสริฐ โกศัลวิตร มัวทำอะไรอยู่ละ ถ้าภารกิจครอบคลุมกว้างขวางจะไม่ติดใจนัก แต่นี่กรอบงานของกรมมันก็แคบว่าด้วยเรื่องข้าวอย่างเดียว ไม่ทำเรื่องข้าว แล้วทำอะไรล่ะ ยังเป็นอย่างนี้ ให้ดร.อภิชาตมาเป็นอธิบดีกรมการข้าวให้รู้แล้วรู้รอด ดีกว่าไหม?

ตลาดข้าวหอมเป็นตลาดเล็ก แต่มูลค่ามหาศาล เศรษฐีคนมีกะตังค์เท่านั้นถึงมีโอกาสกินข้าวหอม ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ

หน่วยงานบ้านเราหลงใหลอยู่แต่ความภาคภูมิใจของข้าวหอมมะลิ ในขณะความจริงกำลังไล่บดขยี้ ไม่เพียงอเมริกาผลิตแจ๊สแมนออกมาขายเป็นล่ำเป็นสัน จีน เวียดนาม ลาว เขมร พม่า กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอม ทั้งเพื่อบริโภคเอง และส่งออกแข่งกับไทย

ในขณะกรมการข้าวมะงุมมะงาหราแทบทุกด้าน ภาคเอกชนอย่างสมาคมผู้ส่งข้าวออกเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดข้าวหอมมะลิ แทนที่จะมีหอมมะลิ 90% (หมายความว่าผสมข้าวอื่น 10%) เพียงอย่างเดียว ก็ขอให้เพิ่มเป็นหอมมะลิ 80% และ 70 % เหตุผลคือหอมมะลิแพงอยู่แล้ว ยิ่งเงินบาทไทยแข็งค่า ราคาก็แพงยิ่งขึ้น ทำการตลาดได้ยากยิ่งขึ้น

เห็นไหมว่า มัวแต่หลงใหลได้ปลื้มโดยไม่คิดทำอะไร สุดท้ายก็เหนื่อย และอาจถึงขั้นสูญเสียตลาดอย่างน่าเสียดาย

พอใจ สะพรั่งเนตร


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10927

ตอบตอบ: 31/03/2010 7:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เกษตรฯยึด"ระยอง" เปิดโรงงานต้นแบบ ผลิตภัณฑ์ยางแห่งที่2

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้สร้างโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสำหรับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ที่มีผลผลิตยางพาราเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เป็นโรงงานแปรรูปยางดิบเป็นผลิตภัณฑ์ยางรูปแบบต่างๆ ตลอดจนเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ที่สนใจ

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการ สกย. กล่าวว่า สกย.มีแผนสร้างโรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางสำหรับเกษตรกร 4 แห่ง ที่ จ.ขอนแก่น ระยอง สุราษฎร์ธานี และปัตตานี โดยได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคระยอง วิทยาลัยเทคนิคน้ำพอง วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมดำเนินการออกแบบและจัดสร้าง ตลอดจนดูแลบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยโรงงานต้นแบบที่ จ.ระยอง ถือเป็นโรงงานแห่งที่ 2 ที่พร้อมเปิดดำเนินการ ส่วนอีก 2 แห่งจะทยอยเปิดต่อไป เพื่อให้เป็นทั้งโรงงานผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ และเป็นโรงเรียนผลิตบุคลากร ให้มีความรู้และทักษะด้านผลิตภัณฑ์ยาง โดยมอบให้สถาบันเกษตรกรร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ร่วมบริหารจัดการ


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 9, 10, 11 ... 16, 17, 18  ถัดไป
หน้า 10 จากทั้งหมด 18

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©