-
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-กลุ่มบางบาล อยุธยา...นาข้าว-น้ำหมักฯ-สปริงเกอร์.
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - กลุ่มบางบาล อยุธยา...นาข้าว-น้ำหมักฯ-สปริงเกอร์.
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

กลุ่มบางบาล อยุธยา...นาข้าว-น้ำหมักฯ-สปริงเกอร์.

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
somboonyang
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 27/04/2011
ตอบ: 97

ตอบตอบ: 21/02/2013 10:43 am    ชื่อกระทู้: กลุ่มบางบาล อยุธยา...นาข้าว-น้ำหมักฯ-สปริงเกอร์. ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.
.
กลุ่มเกษตรกร อ.บางบาล จ. อยุธยา เรียนรู้ นาข้าว-น้ำหมักฯ-สปริงเกอร์.


กลุ่มเษตรกรจาก อ.บางบาล จ.อยุธยา จำนวน 30 คน นำโดย จนท.เกษตร
อ.บางบาล มาเรียนรู้เรื่องการทำนาข้าวแบบ อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม - ตาม
ความเหมาะสมของนาข้าว, ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง และสปริงเกอร์
โดยเฉพาะ ที่ไร่กล้อมแกล้ม เมื่อ 20 ก.พ. 55


เกริ่น.....ภารกิจงานเขียนกระทู้นี้ เริ่มด้วยคำพูดปากเปล่า ไม่มีวัสดุสื่อการสอน
ใดๆประกอบทั้งสิ้น ย่อมเป็นธรรมดาที่เรื่องราวต่างๆอาจจะไม่ปะติดปะต่อกัน
บางเรื่องราวอาจจะข้ามหรือไม่ได้กล่าวถึง จึงทำให้ขาดรายละเอียดไปบ้าง แนว
แทางแก้ไข คือ นำข้อความ ทุกคำพูด ทุกเรื่องราว ที่เกิดจากการพูดแบบปาก
เปล่านั้นมา เสริม-เติม-เพิ่ม-บวก ด้วยการเขียน เช่น งานวิจัย สถิติ เคล็ดลับ งาน
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ประสบการณ์ตรง เพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น


----------------------------------------------------------------------------------------


-----------------------------------------------------------------
Posted By: tummy พฤศจิกายน 18, 2015

สวัสดีครับ ผม ณัฐวุฒิ บำรุงสรณ์ เจ้าของ Ohozaa.com ครับ

ผมเขียนข้อความตรงนี้ขึ้นมาเนื่องจากผมมีความประสงค์จะขอโทษอย่างเป็นทางการแก่ Sanook.com ซึ่งที่ผ่านมาผมเองยอมรับว่าได้มีการนำเนื้อหาจำนวนหนึ่งมาจากเว็บไซต์ Sanook.com ไปใช้เผยแพร่บนเว็บไซต์ Ohozaa.com โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ต่อมา เมื่อ Sanook.com ได้ตรวจพบ และไม่สามารถติดต่อผมได้ จึงทำให้เกิดการฟ้องร้องคดีไปสู่ชั้นศาล ซึ่งผมยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยผมใคร่ขอให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่กำลังกระทำผิดอยู่ในขณะนี้ ได้นำบทเรียนที่ผมได้รับในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อมิให้ผู้ใดดำเนินการอย่างเช่นที่ผมได้กระทำลงไปซ้ำอีก

จึงขอโทษต่อ Sanook.com อีกครั้งมา ณ ที่นี้ครับ อนึ่ง ผมจะขอชี้แจงเพิ่มเติมให้ทุกคนทราบไว้ ณ ที่นี้ว่า ผมเป็นเจ้าของและผู้ดูแล Ohozaa.com เท่านั้น ซึ่งผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์อื่นใดที่มีชื่อคล้ายกันทั้งสิ้นครับ
-------------------------------------------------------------------

สวัสดีครับลุงคิม และเพื่อนสมาชิกสีสันชีวิตไทยทุกท่าน
เกษตรสัญจร 10 เซ็ง ตอน แถลงการณ์ - รูปในกระทู้ลุงคิมหายไปไหนหมด
เพราะว่า ..... มันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา - เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเรื่องธรรมดา

รายการ สีสันชีวิตไทย เป็นชีวิตที่มีสีสัน....มันจริง ๆ....
อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ.....อ่านแล้วพิจารณาครับ....ขออนุญาตครับลุง....
-------------------------------------------------------------

ลุงคิม บ่นในกระทู้ 3136 เมื่อวันที่ 22 /11 / 2015

เสียดายภาพ (ว่ะ....)
เมื่อมีใครซักคนมา "ให้บริการ" ฝากภาพ เราก็ฝากน่ะซี .... เราผิดเหรอ ?
ก่อนตัดสินใจ "ฝากภาพ" คนฝากจะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ของเว้บที่จะฝากนั้น ได้ยังไง...

http://www.ohozaa.com
/%e0%b9%81%e0%b8%96%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8
%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0
%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b9%87%e0%b8%9a-
ohozaa/

(1) แถลงการณ์จากเว็ป Ohozza.com

พฤศจิกายน 18, 2015

สวัสดีครับ ผม ณัฐวุฒิ บำรุงสรณ์ เจ้าของ Ohozaa.com ครับ
ผมเขียนข้อความตรงนี้ขึ้นมาเนื่องจากผมมีความประสงค์จะขอโทษอย่างเป็นทางการแก่ Sanook.com ซึ่งที่ผ่านมาผมเองยอมรับว่าได้มีการนำเนื้อหาจำนวนหนึ่งมาจากเว็บไซต์ Sanook.com ไปใช้เผยแพร่บนเว็บไซต์ Ohozaa.com โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ต่อมา เมื่อ Sanook.com ได้ตรวจพบ และไม่สามารถติดต่อผมได้ จึงทำให้เกิดการฟ้องร้องคดีไปสู่ชั้นศาล ซึ่งผมยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยผมใคร่ขอให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่กำลังกระทำผิดอยู่ในขณะนี้ ได้นำบทเรียนที่ผมได้รับในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อมิให้ผู้ใดดำเนินการอย่างเช่นที่ผมได้กระทำลงไปซ้ำอีก

จึงขอโทษต่อ Sanook.com อีกครั้งมา ณ ที่นี้ครับ อนึ่ง ผมจะขอชี้แจงเพิ่มเติมให้ทุกคนทราบไว้ ณ ที่นี้ว่า ผมเป็นเจ้าของและผู้ดูแล Ohozaa.com เท่านั้น ซึ่งผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์อื่นใดที่มีชื่อคล้ายกันทั้งสิ้นครับ
---------------------------------------------------------------------

ก็ว่ากันไป...เห็นใจครับ แต่....

รูปของลุงคิมก็เยอะ รูปของผมก็แยะ งานนี้ ผม อ่วม อรทัย แน่ ๆ แก้ไข ลงรูปกันใหม่บานตะกูดเลยก็แล้วกัน...

Mai Pen Rai. เพื่อสมาชิก เพื่อเว็ปลุงคิม สีสันชีวิตไทย มันสนุกแบบนี้แหละ

(2) ใกล้จะถึงวันคริสมาสแล้วเนาะ ฝากคุณซานตาครอสล่วงหน้าเพื่อมาเตรียใของขวัญก่อนละกัน...แต่ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี ซานตาแกเลยตกทุกข์ได้ยาก ต้องหาของขวัญตามที่แบบนี้ ไม่ว่ากันนะครับ

ทีนี้ว่า ใครอยากจะนำรูปมาลงในเว็ปลุงละก็ มีโปรแกรมทำง่าย ๆ ที่ผมใช้ในระยะหลัง ๆ ตั้งแต่รู้ว่า Ohozaa เริ่มจะมีปัญหา ใครที่รู้แล้วก็แล้วกันไป ใครที่ยังไม่รู้ก็ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

(1) Upic.me
(2) Image.gooSiam.com
(3) MX7.com

พิมพ์ลงในช่องที่มีตัวกระพริบ ตามนี้แหละ เมื่อหน้าจอขึ้นมาแล้ว เค้าบอกให้ทำอะไร ทำยังไงก็ทำตามเค้าบอก อย่าไปนอกครูก็แล้วกัน...

เซ็งจริง ๆ อยู่ดี ๆ รูปหาย....มึนไปเลยกรู

---------------------------------------------------------------------


1.
หิรัญญิกา.....ดอกใหญ่กว่าฝาบาตร ลูกใหญ่ขนาดเฟักเขียว




2.
ขอต้อนรับสู่อ้อมใจแห่งไร่กล้อมแกล้มด้วยความจริงใจ ยินดีมากที่เกษตรกรกลุ่มนี้มา
ด้วยใจอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ พลังความคิด และพลังทรัพย์ ทุกดวงใจ
มุ่งมั่นแน่วแน่บนหลักการของการทำการเกษตรที่ถูกต้อง ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
บทเรียนและประสบการณ์ที่แต่ละคนเคยสัมผัสนั้น คือ คำถามที่ต้องค้นหาคำตอบว่า
ใช่หรือไม่ใช่ .... ที่นี่คือหนึ่งในหลายๆที่ ที่มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ จง
วิเคราะห์ให้ออก มองให้เห็น จุดอ่อน/จุดแข็ง-จุดด้อย/จุดเด่น แล้วนำไปปรับ
ประยุกต์ใช้กับตัวเองให้เหมาะสม .... ขอชมเชยจากใจจริง เมื่อรู้ว่า งบประมาณค่า
ใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ ทุกคนออกกันเอง หาใช่งบราชการหรือจากมูลนิธิการกุศล
ใดๆไม่

ขอยืนยันด้วย GENTLE AGREEMENT ทุกวลี ทุกคำพูด ล้วนกลั่นกรองออกมา
จากก้นบึ้งของหัวใจ ที่นี่คือความจริง ที่นี่คือของจริง ที่พิสูจน์ได้ด้วยจิตรและหลัก
วิชาการ.... ลุงคิมจับงานด้านเกษตรมาตั้งแต่ปี มีนาคม 2537 ถึง พ.ศ.นี้ รวมได้
20 ปี รู้และพูดได้เต็มปากว่า “ชาวนารอด ประเทศไทยรอด” ไม่ใช่เฉพาะชาวนา
คือ กลุ่มเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเท่านั้น หากแต่ส่งผลไปถึงประชาชนทั้ง
โลกที่ต้องกินข้าวด้วย




3.
2 ทศวรรษกับงานเกษตรได้พบสัจจธรรมหลายอย่าง เกษตรกรไทยทำการเกษตร
แบบ “กลับหัว กลับหาง” .... ลุงคิมพูดบ่อยๆว่า สมมุติว่าวิชาเกษตรมี 100 บท
เรียน บทที่ 1 สำคัญที่สุด ถ้าสอบผ่านบทที่ 1 ได้แล้ว เหลืออีก 99 บทเรียน ใช้
เวลาเรียนเพียงครึ่งชั่วโมงก็บรรลุ บทเรียนที่ 1 ที่ว่าสำคัญที่สุดนั้นคือ “ทัศนคติ”
หรือ “ใจ” นั่นเอง .... สังเกตุไหม สำนักเรียนไหนๆ มักสอนแต่ความสำเร็จ สอน
แต่สูตรสำเร็จ ราวกับว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาเลย ทั้งๆที่ในโลกแห่งความเป็นจริงมีแต่
ปัญหา ปัญหา และปัญหา จึงไม่สอนให้รู้จักกับปัญหา .... แต่สำนักนี้ สำนักไร่
กล้อมแกล้มกลับสอนว่า หากจะกระทำการสิ่งใด จงศึกษาส่วนที่เป็นปัญหาก่อน แล้ว
จึงศึกษาส่วนที่เป็นความสำเร็จภายหลัง ทั้งนี้เมื่อรู้ว่า อะไรจะเป็นปัญหาก็ให้ป้องกัน
ปัญหานั้นล่วงหน้า ในลักษณะ “กันก่อนแก้” แล้วจึงลงมือทำ เมื่อลงมือทำแล้วไม่
เกิดปัญหา การกระทำนั้นๆ ย่อมประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน หากลงมือ
กระทำการใดๆแล้วมีแต่ปัญหา ปัญหา และปัญหา ปัญหาเรื่องไม่เป็นรื่อง ปัญหา
โลกแตก ปัญหาสภาวะจำยอม ปัญหาไม่คาดคิด การกระทำนั้นย่อมประสบแต่ความ
ล้มเหลว

วันนี้คุณมาที่นี่ คุณได้แค่รู้ว่า "ที่นี่มีอะไร" เท่านั้น เขาเรียนกัน 4 ปี จบปริญญาได้
แค่นกแก้วนกขุนทอง คุณเรียนแค่ 4 ชม.แล้วรู้เรื่องทั้งหมดได้เหรอ วิชาเกษตรมีแต่
ภาษาอังกฤษแล้วจะทำยังไง เอาเถอะ ลุงคิมจะแปลงภาษาวิชาการเป็นภาษาชาว
บ้าน แปลงทฤษฎีเป็นการปฏิบัติ LEARNING BY DOING ไปเลย....วันนี้ ที่นี่
คุณได้ยินอะไร ได้ฟังอะไร ได้รู้อะไร ช่วยกันฟัง ช่วยกันจำ กลับไปแล้วคุยกัน
วันนี้เรื่องนี้ลุงคิมพูดว่าไง เรื่องนั้นลุงชาตรีพูดว่าไง ใครจำได้บ้าง นั่นคือ เราต้อง
รวมกลุ่มกัน เอาความคิดของแต่ละคนมากองรวมกัน เลิกคิดรวยคนเดียว เลือกคิด
รวยกว่าคนข้างบ้าน เพราะมันจะไม่ได้อะไร สุดท้าย เป็นหนี้กันทั้งหมู่บ้าน



4. เจอมุก คิม ดอกสะเดา ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ

ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนถือตะกร้าเข้าป่ากลับมาก็มีผักเต็มตระก้า เดินลงไป
ในน้ำจับปลามือเปล่าได้ อาชีพค้าขายว่ากันเป็นเฟื้องเป็นสลึง แต่ยุคนี้ จะเด็ด
กระถินซักยอด ก็มีเสียงตะโกนออกมา เฮ้ย..กระถินน่ะมีเจ้าของนะ แม้แต่การค้าการ
ขายก็เปลี่ยน เป็นบาท เป็นดอลลาร์ ถึงเวลาที่ชาวนาต้อง ปรับตัว-ปรับใจ ใหม่ ขืน
ทำแบบเดิมๆ คงไม่ได้

ชาวนาทำนาปลูกข้าวมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระเจ้าฟีล่อโก๊ะ โก๊ะล่อฝง ปัญหาทุกปัญหา
ล้วนแต่เป็นปัญหาเดิมๆ เกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งที่เคยเกิดกับตัวเอง เกิดกับ
คนข้างเคียง แต่ชาวนาไม่ใส่ใจ เหมือนไม่จำ เหมือนไม่เข็ดหราบ เจ็บจี๊ดๆ เจ็บไม่
นานเดี๋ยวก็ลืม....


ถึงยุคสมัยแล้วที่ชาวนาต้องสร้างแนวคิดใหม่
- เลิก....มุ่งแต่เอาปริมาณผลผลิตให้ได้มากๆ แต่ให้ระวังต้นุทน ลดต้นทุนให้ได้ทุกรูปแบบ
– เลิก....ทุ่มทุนซื้อทุกอย่าง แต่ให้ทำเองทั้งหมด หรือทำเองครึ่งหนึ่ง ซื้อครึ่งหนึ่ง

– เลิก....กะรวยคนเดียว แต่ให้กะรวยด้วยกันทั้งกลุ่ม ทั้งหมู่บ้าน
- เลิก....คิดคนเดียว ทำคนเดียว แต่จงระดมแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน

- เลิก....ทำแบบเดิมๆ แต่จงเปลี่ยนมาทำตามแบบคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วต่อยอด
- เลิก....ทำตามคนที่ล้มเหลว แต่จงเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความมั่นใจ มีหลักวิชาการ

- เลิก....กลัวเสียเหลี่ยม เลิกมิจฉาทิฐิ แต่จงยอมรับความจริง แล้วแก้ไข ปรับเปลี่ยน ประยุกต์
- เลิก....ปิดกั้นตัวเอง แต่จงเปิดโลก รับรู้ข้อมูลใหม่ๆ เสมอ

– เลิก....ตามใจคน แต่จงตามใจข้าว ข้าวต้องการอะไรให้อันนั้น ต้องการเท่าไหร่ให้เท่านั้น
- เลิก....ปล่อยวิถีชีวิตไปวันๆ แต่จงมุ่งรุ่นหน้าต้องดีกว่า ยิ่งทำยิ่งดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น

– เลิก....ทำตามประเพณี ทำตามกระแส แต่จง แม่นสูตร-แม่นหลักการ
- เลิก....เชื่อคนขายปุ๋ย-ขายยา แต่จงเชื่อซึ่งกันและกัน



5.
ความล้มเหลวที่ไม่น่าเชื่อว่า “คุณไม่รู้” แต่ไม่ยอมแก้ไข ไม่ปรับเปลี่ยน
– ขี้เทือกลึกครึ่งหน้าแข้ง ต้นข้าวโตดีกว่าขี้เทือกลึกแค่ตาตุ่ม
- ไถกลบฟาง ใส่ปุ่ยอินทรีย์น้ำ ทำให้ได้ดินดีกว่า นาเผาฟาง ไม่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

– ข้าวนาดำ ต้นข้าวสมบูรณ์ แข็งแรง โรคแมลงน้อย ให้ผลผลิตดีกว่าข้าวนาหว่าน
- นาดำจ้างรถดำนา ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์มากกว่านาหว่าน

- ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี อินเดีย บังคลาเทศ อินโดเนเซีย อเมริกา ซึ่งพร้อมด้วย
เครื่องทุ่นแรง (รถดำนา) ยกเว้นเขมร ลาว พม่า ที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรง ต่างปลูก
ข้าวจ้าวด้วยวิธีดำด้วยเครื่องดำนา หรือดำด้วยมือแบบประณีต ..... ไทยทำนาหว่าน
สำรวย นาหว่าน้ำตม แม้แต่นาโยน นัยว่าง่าย สดวก ประหยัดเวลา ประหยัดแรง
งาน แต่ประโยชน์และผลิตที่พึงได้รับต้องสูญเสียอย่างมาก ชาวนาไทยกลับไม่คิด

- ต้นข้าวขึ้นห่าง 20 x 20 ซม. ถึง 30 x 30 ซม. ต้นข้าว 1 กอ แตกกอใหม่ได้
ถึง 40-50-60 ลำ ลำต้นใหญ่ขนาดหลอดดูดเฉาก๊วย ..... ต้นข้าวขึ้นถี่ชิดกัน
พื้นที่ 20 x 20 ซม. มีเมล็ด 20 เมล็ด ได้ต้นข้าวขึ้น 20 กอ แต่ละต้นแตกกอไม่
ได้ ลำต้นใหญ่ขนาดหลอดดูดยาคูลท์.....ข้าวต้นใหญ่ให้ผลผลิตดีกว่าข้าวต้นเล็ก
ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย

- รูปแบบการทำนา จากดีที่สุด ไปหาดีน้อยที่สุด ดังนี้...
นาหยอดเมล็ด - นาดำด้วยมือ - นาดำด้วยเครื่อง - นาโยน - นาหว่านด้วยเครื่องพ่น
เมล็ด - นาหว่านด้วยมือ

- น้ำมากทำให้ข้าวสูง แตกกอน้อย สุดท้ายก็ล้ม....น้ำน้อย เจ๊าะแจ๊ะหน้าดิน ถึงแห้ง
ระดับแตกระแหง ต้นข้าวไม่สูง แตกกอมาก ต้นไม่ล้ม

- ยูเรีย ทำให้ข้าวเขียวตองอ่อน เขียวไม่ทน ใบบาง ต้นหลวม อ่อนแอ โรคแมลง
มาก เมล็ดลีบมาก เป็นท้องปลาซิวมาก ข้าวป่นมาก น้ำหนักไม่ดี ทำพันธุ์ข้าวปลูก
ไม่ดี
- แม็กเนเซียม สร้างคลอโรฟีลด์ ทำให้ข้าวเขียวทน ใบหนา สังเคราะห์แสงดี
สมบูรณ์แข็งแรง ต้นไม่ล้ม โรคแมลงน้อย
- สังกะสี สร้างแป้ง ช่วยให้ข้าวไม่เป็นเมล็ดลีบ ไม่เป็นท้องปลาซิว เมล็ดแกร่งใส
น้ำหนักดี บดแล้วไม่ป่น ทำพันธุ์ข้าวปลูกดี

– ช่วงเวลา เที่ยงต่อบ่าย ใบธงจะอ่อนลู่ลง แสดงว่ายูเรียเกิน แต่ขาด ธาตุรอง/ธาตุ
เสริม อย่างรุนแรง

- ข้าวต้องการสารอาหารทั้งสิ้น 14 ตัว (หลัก/รอง/เสริม) การใส่ยูเรีย 1 กส. (50
กก.) หรือ 2 กส. (100) /ไร่ เท่ากับได้สารอาหาร N. เพียงตัวเดียวเท่านั้น .....
นาข้าวบางแปลงใส่ยูเรีย 2 กส. (100 กก.) + 16-20-0 อีก 1 กส. (50 กก.) รวม
ใส่ปุ๋ย 150 กก./ไร่ แต่ข้าวได้ปุ๋ยเพียง 2 ตัว คือ N. กับ P. เท่านั้น - ข้าวต้อง
การปุ๋ยครบสูตร (N-P-K) อัตราส่วน 3 : 1 : 1 (30-10-10) 2 : 1 : 1 (16-8-
8 ) อัตรา 10-20 กก./ไร่/รุ่น แล้วต้องการ ธาตุรอง/ธาตุเสริม ฮอร์โมน

- ข้าวต้องการและตอบสนองต่อปุ๋ยทางใบกับปุ๋ยทางรากเท่าๆกัน นั่นคือ ควรให้ปุ๋ย
ทางใบมากครั้ง หรือ 7-10/ครั้ง จะได้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยทางรากอย่างเดียว

สรุป : ลดปุ๋ยทางราก เพิ่มปุ๋ยทางใบ – ลดปุ๋ยธาตุหลัก เพิ่มปุ๋ยธาตุรอง/ธาตุเสริม
และฮอร์โมน....ต้นทุนลดลง แต่ประโยชน์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ ยูเรีย + 16-20-0




6. เจอมุก คิม ดอกสะเดา ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ คือความจริง มันเกิดกับชาวนาจนกลายเป็นปัญหาสากล ชาวนาทุก
คนรู้จักมันดี แต่แปลกใจที่ปัญหาเหล่านี้ยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ ทัศนคติชาวนา
ไทยไม่ชอบการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของการเกิดปัญหา แล้วแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่
ชอบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คราใดเมื่อปัญหาไม่เกิดก็จะอยู่เฉยๆ .....ไม่มีพืชใดใน
โลก ไม่มีศัตรูพืชประจำเผ่าพันธุ์ วันนี้ยังไม่มีเพราะยังไม่มา .... ไม่มีสารเคมี หรือ
สารสมุนไพรใดในโลกนี้ ทำให้ส่วนของพืชที่ถูกทำลายไปแล้วดีคืนอย่างเก่าได้....
ข้าวเป็นพืชที่มีศัตรูพืชมากที่สุด มากถึงกว่า 200 รายการ....




7.
ปัญหามีให้แก้ ไม่ใช่มีให้กลุ้ม ทุกปัญหามีช่องทางให้แก้ไขได้เสมอ แม้ในธรรมชาติ
จะไม่มีตัวเลขและสูตสำเร็จ การแก้ปัญหาจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามลำดับหัวข้อทุก
อย่าง ทุกขั้นตอน ขอให้อยู่ภายใต้กรอบ “ตามความเหมาะสม อย่างมีหลักการและ
เหตุผล” เท่านั้น

"คำแนะนำ-คำบอก-บทเรียน-แนวสอน-ฯลฯ" เรื่องนาข้าวของที่นี่ สำหรับเกษตรกร
วันนี้ มีความเป็นอย่างยิ่งต้องเอ่ยชื่อผลิตภัณท์เพื่อการเกษตรสำหรับการปลูกข้าว ที่
เรียกว่า "ปุ๋ย-ฮอร์โมน-จุลินทรีย์-ยาเคมี/ยาสมุนไพร" แบบเอ่ยชื่อหรือยี่ห้อกันตรงๆ
ผลิตภัณท์บางตัวที่เอ่ยซื้อ บางตัวทำเองได้ การเอ่ย ชือ-ยี่ห้อ ผลิตภัณท์จึงไม่ใช่การ
"โฆษณา" เพื่อจูงใจให้ซื้อสินค้า แต่เป็นการเอ่ยเพื่อความเข้าใจในการ "สื่อสาร"
ซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ พืชไม่รู้จักยี่ห้อ ไม่รู้จักโฆษณา ไม่รู้จักเจ้าของสูตรคนปรุง ไม่
รู้จักแม้แต่เจ้าของที่ซื้อมาให้เขาด้วยซ้ำ ต้นพืชรู้จักแต่ "สารอาหาร" ที่อยู่ข้างใน
เท่านั้น

@ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ที่นี่ชื่อ "ระเบิดเถิดเทิง" ส่วนผสม วิธีทำ วิธีใช้อย่างไร จะบอกให้
@ แม็กเนเซียม-สังกะสี อะมิโน คีเลต ที่นี่ชื่อ "ไบโออิ" ส่วนผสม วิธีทำ วิธีใช้ อยากทำเองก็จะบอกให้
@ 13-0-46, 0-52-34-นม-ไข่ ที่นี่เรียก "ไทเป" ส่วนผสม วิธีทำ วิธีใช้ อยากทำเองก็จะบอกให้
@ 21-7-14-ไคโตซาน-อะมิโนโปรตีน ที่นี่เรียก "ยูเรก้า" ส่วนผสม วิธีทำ วิธีใช้ อยากทำเองก็จะบอกให้

คุณพร้อมไหม.... พร้อมทำเอง สอนวิธีทำ - พร้อมซื้อ สอนวิธีซื้อ ....ที่นี่บอกสูตร
ปุ๋ยที่ทำขายให้แก่ทุกคนทั้งๆที่ไม่ได้ถามชื่อ....คุณพร้อมทำเองไหม ทำใช้ ทำขาย ทำแจก ทำเททิ้ง

สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ สมการเกษตร....
ปุ๋ยถูก + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ถูก = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง
ปุ๋ยถูก + ใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังสอง

- ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช่ของวิเศษ
- ทั้งปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ ต่างมี ข้อดี/ข้อเสีย ประจำตัวเองทั้งสิ้น
- การปฏิบัติที่ดีที่สุดต่อต้นพืชหรือต้นข้าว คือ อินทรีย์-เคมี ร่วมกันหรือผสมผสาน
กันอย่างเหมาะสม เรีกว่า "อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม - ตามความเหมาะสมของต้น
ข้าว ภายใต้สภาพ ดิน-น้ำ-อุณหภูมิ-ฯลฯ" นั่นเอง




8. เจอมุก คิม ดอกสะเดา ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ

"เทือก" หัวใจของนาข้าว
ดินคือที่กินที่อยู่ของต้นข้าว ดินดีสำเร็จแล้วกว่าครึ่ง ดินไม่กินปุ๋ย คือ ดินตรึงปุ๋ยเอา
ไว้ แม้จะได้ใส่ปุ๋ยลงไปมากเท่าไร ต้นข้าวก็เอาไปกินไม่ได้ นอกจากนี้ดินเป็นกรด
ดินที่เป็นด่าง ดินที่ไม่มีอากาศ ดินที่ไม่มีจุลินทรีย์ ต้นข้าวก็เอาปุ๋ยในดินไปกินไม่ได้
เช่นกัน ทั้งนี้ ต้นข้าวรับปุ๋ยได้ 2 ทาง ทั้งจากทางรากและทางใบเท่าๆกัน เมื่อดินไม่
ดีรากกินปุ๋ยจากดินไม่ได้ก็ทางใบแทน ถึงกระนั้น ต้นข้าวก็ยังได้ปุ๋ยเพียงครึ่้งเดียว

การใส่ปุ๋ยเคมีลงมากๆ ส่วนหนึ่งต้นข้าวเอาไปกินไม่ได้เนื่องจากดินมีปัญหา ปุ๋ยจึง
เหลือตกค้างอยู่ในดิน ตัวปุ๋ย N. ที่เหลือตกค้างอยู่ในดินจะเปรียบรูปทางเคมีเป็นไน
เตรท์. ไนเตรท. ซึ่งมีสถานะทางเคมีเป็นกรดจัด นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเป็นกรดจัด

ดินที่ดี คือ ดินที่มีอินทรีย์วัตถุ จึงควรมีเศษซากพืชเศษซากสัตว์อัตราส่วน 1 ต่อ 4
เมื่อเทียบกับเนื้อดิน และจุลินทรีย์....ฟางข้าว คือ เศษซากพืช ซึ่งก็คืออินทรีย์วัตถุที่
มีราคาถูกที่สุด นาข้าวที่ได้ข้าวเปลือก 100 ถัง จะมีฟางประมาณ 1,200 กก.เสมอ
ในฟาง 1,200 กก. จะปุ๋ยอินทรีย์ เอ็น-พี-เค 16 กก. กับซิลิก้า.หินภูเขาไฟอีก 6.9
กก. นี่คืองานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฟาง คือ เศษซากพืชที่ช่วยน้ำไว้ใต้ดิน ยามที่น้ำบนดินขาดแคลนเนื่องจากความแห้ง
แล้งทางธรรมชาติ หรือจากการที่เราเจตนาเอาน้ำออก.....ข้าวระยะแตกกอ จะแตก
กอดีมากเมื่อน้ำบนผิวดินน้อยๆ ถึงระดับหน้าดินแตกระแหงก็ตาม คล้ายๆกับต้นข้าว
เขาพยายามช่วยตัวเอง สร้างรากขึ้นมาเพื่อจะยิดยาวไปหาน้ำมาหล่อเลี้ยงต้น นั่น
คือ หากต้องการให้ต้นแตกรากมากๆ ก็จงมีน้ำที่ผิวดินน้อยๆ ระหว่างที่ไม่มีน้ำบนผิว
ดินนี้ รากข้าวจะได้น้ำที่ฟางในดินอุ้มไว้ให้ แล้วต้นข้าวก็จะไม่ชงักการเจริญเติบโต
ตรงกันข้ามจะสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าเก่า

การมีอินทรีย์วัตถุมากๆ มีน้ำน้อยๆ ลักษณะทางธรรมชาตินี้ยังช่วยให้ต้นข้าวแตกกอ
มาก แตกกอดีอีกด้วย ลำต้นที่แตกใหม่จะสมบูรณ์ แข็งแรง ให้ผลผลิตดี ดีกว่าข้าว
ลำต้นเดียวเดี่ยวๆ.....ต้นข้าวลำต้นใหญ่ขนาดหลอดดูดเฉาก๊วย ย่อมดีกว่าต้นข้าวที่
ลำใหญ่ขนาดดูดยาคูลท์

การไถกลบฟางแต่ละครั้งให้สังเกตุความลึกของขี้เทือก จากประสบการณ์ตรงบอก
ให้รู้ว่า หากไถกลบฟาง 2 รุ่นติดต่อกันแล้ว ได้ขี้เทือกลึกประมาณตรึ่งหน้าแข้งแล้ว
ความลึกระดับนี้กำลังเหมาะกับต้นข้าวและคนเข้าไปทำงานได้สดวก หากไถกลบ
ฟางต่อเป็นรุ่น 3 ขี้เทือกจะลึกถึงระดับหัวเข่า แม้ต้นข้าวจะอยุู่ได้แต่คนไม่สดวกใน
การทำงาน กับช่วงก่อนเกี่ยวข้าว งดน้ำแล้วแต่ดินจะยังอ่อนจนรถเกี่ยวลงทำงานไม่
ได้ เพราะฉนั้น ควรงดเว้นการไถกลบฟางรุ่น 3 เหลือไว้แค่ตอซังก็พอ


ทำเทือกแบบไถกลบฟาง
วัตถุประสงค์ :
1) เพื่อทำให้เนื้อดินเละเป็นเลนละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้
2) มีอินทรีย์วัตถุ เศษซากพืชและสัตว์ ที่หลากหลาย เทียบปริมาณกับเนื้อดินไม่น้อย 20%
3) เพื่อให้มีจุลินทรีย์
4) เพื่อให้มีสารอาหารทั้งอินทรีย์และเคมี
5) เพื่อให้น้ำและอากาศผ่านสดวก

การปฏิบัติปกติ :
1) ไถดะพร้อมฟาง ให้ขี้ไถใหญ่ๆ ตากแดดทิ้งไว้ 15-20 แดด,
2) ปล่อยน้ำเข้าท่วมขี้ไถ ทิ้งไว้ 3-5 วัน เพื่อให้ดินขี้ไถเปื่อยยุ่ย,
3) ไถด้วยโรตารี 1-2 รอบ,
4) ย่ำด้วยลูกทุบหรืออีขลุบ เพื่อให้เนื้อดินเละเป็นเลน,
5) ปรับเรียบหน้าเทือกให้เสมอกัน,
6) ทำร่องน้ำในแปลง

ทำเทือกแบบเผาฟาง :
เหตุผลที่เผาฟาง :
1) เพราะฟางที่เคยไถกลบมากเกิน จำเป็นต้องเอาออกบ้าง
2) รู้เท่าไม่ถึงการ

วัตถุประสงค์ :
1) ให้ได้ขี้เทือกลึกระดับครึ่งหน้าแข้ง
2) เพื่อกำจัดวัชพืช
3) ใส่จุลินทรีย์ชุดใหม่ลงไปชดเชยจุลินทรีย์เก่าที่ถูกไฟเผา
4) ใส่สารอาหารสำหรับจุลินทรีย์ประจำถิ่น
5) ใส่สารอาหาร ทั้งอินทรีย์และเคมี ตามความเหมาะสมของต้นข้าว

การปฏิบัติ :
1) ทิ้งเถ้าฟางแตกแดด 7-10 แดด
2) เอาน้ำเข้าครึ่งหน้าแข้ง ปล่อยดินแช่น้ำ 5-7 วัน
3) ไถด้วยโรตารี่ 1 รอบ
4) ใส่น้ำหมักระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) + 16-8-8 (10 กก.)/ไร่
5) ย่ำด้วยอีขลุบหรือลูกทุบ ย่ำประณีต 2-3 รอบในแปลง ย่ำ 3 รอบ ห่างกัน
รอบละ 7 วัน เพื่อกำจัดวัชพืช
6) ลงมือหว่านหรือดำ


ทำเทือกสูตร "เลยตามเลย"
นาข้าวบางแปลง เผาฟาง-โรตารี่-อีขลุบ-หว่าน/ดำ-ยูเรีย-ยาฆ่ายาคุม-ฯลฯ ครบ
ถ้วนตามสูตร พลันเกิดอาการเสือสำนึกบาป ในแปลงไม่มีจุลินทรีย์ ไม่มีสารอาหาร
อินทรีย์ สารอาหารเคมีก็มีแต่ N. จากยูเรียเพียงตัวเดียว.... เอาเถอะ ธรรมชาติยัง
ไห้โอกาสเสมอ

หากต้นข้าวยังอยู่ใน ระยะกล้า ถึง ระยะแตกกอ ซึ่งยังมีช่องว่างระหว่างกอให้ฉีดพ่น
สารอาหารต่างๆ แหวกช่องว่างลงไปที่พื้นดินได้ ขอให้ฉีดพ่น "ระเบิดเถิดเทิง 30-
10-10 (2 ล.) +16-8-8 (10 กก.)/ไร่ ทั้งนี้แม้ว่าน้ำหมักระเบิดเถิดเทิงจะถูกใบ
ใบไม่ไหม้เพราะมีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสมน้อยมาก.....วันรุ่งขึ้นให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ
สูตรเร่งการแตกกอ (ไบโออิ + 18-38-12 + ยูเรีย จี. + สารสมุนไพร) ตามไป
แล้วเริ่มเข้าสู่วงรอบการบำรุงตามปกติต่อไปตามลำดับ


ประสบการณ์ตรง :
1) ปล่อยน้ำเข้าลึกครึ่งหน้าแข้ง ทิ้งไว้ 3-5 วัน เพื่อให้ดินเปื่อย,
2) ย่ำเทือกด้วยลูกทุบหรืออีขลุบ รอบที่ 1 ย่ำประณีต 2-3 รอบใน 1 กระทง,
3) ย่ำเทือกด้วยลูกทุบหรืออีขลุบ รอบที่ 2 ย่ำประณีต 2-3 รอบใน 1 กระทง,
4) ใส่น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล./ไร่) + 16-8-8 (10 กก./
ไร่) ย่ำเทือกด้วยลูกทุบหรืออีขลุบ รอบที่ 3 ย่ำประณีต 2-3 รอบใน 1 กระทง,

หมายเหตุ :
- ไม่ไถ ใส่น้ำแช่ 3 วัน แล้วย่ำเลย
- หลังจากย่ำรอบที่ 1 ผ่านไป 7 วัน ก่อนย่ำรอบที่ 2 วัชพืชหายไปกว่า 50%
- ย่ำรอบ 2 และรอบ 3 ห่างกันรอบละ 1 อาทิตย์ วัชพืชหายไป เหลือให้เห็นหลังจาก
ต้นข้าวโตแล้วไม่ถึง 5%
- ก่อนลงมือย่ำแต่ละรอบ ตรวจสอบกลิ่นแก๊สในฟาง เพื่อป้องกันโรคเน่าตอซัง
– ทำนาดำด้วยรถดำนา

สรุป :
@@@ ต้นทุนทำเทือกปกติ : ไถดะพร้อมฟาง, ไถโรตารี่ 2 รอบ, ย่ำเทือก 2
รอบ, วัชพืชไม่ถูกกำจัด
@@@ ต้นทุนทำเทือกจากประสบการณ์ตรง : ย่ำเทือก 3 รอบ, วัชพืชถูกกำจัด

(คนงานที่ทำเล่าให้ฟังภายหลังว่า....ปรึกษากัน ไม่ไถแต่ย่ำเลย จะได้ผลหรือ แต่
ไม่กล้าขัดเพราะเป็นคำสั่ง กระทั่งย่ำ ย่ำประณีตครบ 3 รอบ จึงยอมรับว่าได้เทือกลึก
และเนื้อดินดีกว่าไถก่อน....)


ปุ๋ยไม่ใช่จุลินทรีย์ - จุลินทรีย์ไม่ใช่ปุ๋ย...แต่ไปด้วยกัน
- ปุ๋ย ไม่ใช่สัตว์ ไม่มีชีวิต ขยายพันธุ์ไม่ได้ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแตส
เซียม แคลเซียม แม็กเนเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานิส โม
ลิบดินั่ม โบรอน ซิลิก้า โซเดียม คลอรีน ฯลฯ

- จุลินทรีย์ เป็นสัตว์เซลล์เดียว มีชีวิต ขยายพันธุ์ได้ ได้แก่ คีโตเมียม ไรโซเบียม
ไมโครไรซ่า แอ็คติโนมัยซิส อะโซโตแบ็คเตอร์ บาซิลลัสส์ ซับติลิส. บาซิลลัสส์
ทูรินจิสซิส บีที. เอ็นพีวี. ฯลฯ

- ดินแข็ง ดินแน่น แก้ได้ด้วยจุลินทรีย์เท่านั้น


อเมริกาไม่ผาฟาง...อินทรีย์นำ-เคมีเสริม แท้จริง
หลุยส์เชียร์น่า สหรัฐอเมริกา รัฐเดียวใหญ่กว่าประเทศไทย รัฐนี้ทำนาทั้งรัฐ ข้าว
หอมอเมริกาเกิดที่นั่น มัน COPPY ไปจากข้าวหอมมะลิไทย แต่ทำไม่สำเร็จเพราะ
โซนภูมิศาสตร์โลกไม่เอื้ออำนวย นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ ชาวนาอเมริกาไม่
เผาฟาง แต่เขาไถกลบฟาง แล้วใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีลงไป นี่ใช่อินทรีย์นำ เคมี
เสริม ไหม ? .... คิดดู ถ้าหลุยส์เซียร์น่าเผาฟาง ควันจะลอยตลบอบอวลไปทั่ว
อเมริกาทั้งประเทศไหม ขนาดอินโดเนเซียแค่เผาไร่ ควันยังลอยข้ามมาเลเซียมาถึง
ไทยได้ ทางเหนือของเรา แค่ชาวบ้านเผาป่าเล็กๆในไร่ ควันยังไปทั่วทั้งจังหวัด




9.
"เมล็ดพันธุ์"
ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ :
1) น้ำสอาดใส่ถังทรงสูง ใส่เกลือลงไป คนให้ละลายดี
2) ทดสอบโดยวางไข่สดลงไป 1 ฟอง สังเกตุไข่ส่วนที่ลอยเหนือผิวน้ำ
3) ส่วนที่ลอยเล็กกว่าเหรียญสิบบาทให้เติมเพิ่มเกลือ...ส่วนที่ลอยใหญ่กว่าเหรียญ
สิบบาทให้เติมน้ำ....ส่วนที่ลอยเท่าเหรียญสิบบาทแสงว่าพอดี
4) ใส่เมล็ดพันธุ์ลงไป คนเคล้าให้ทั่วกันดี ทิ้งไว้สักครู่แล้วสังเกตุ
5) เมล็ดลอยคือเมล็ดลีบให้คัดออก เมล็ดกึ่งลอยกึ่งจมคือข้าวนกให้คัดออก เมล็ด
จมคือเมล็ดพันธุืดี เอาไปปลูก

แช่/ห่ม เมล็ดพันธุ์
1) น้ำ 100 ล. + สังกะสี (ไบโออิ) + ไคโตซาน (ยูเรก้า) + โบรอน (แคลเซียม
โบรอน) อย่างละ 50 ซีซี. ..... แช่นาน 24 ชม. แล้วนำขึ้น....สังกะสี-โบรอน ส่ง
เสริมการงอกของเมล็ด....ไคโตซาน กำจัดเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์

2) ใส่กระสอบป่าน เก็บในที่ชื้นเย็น อากาศถ่ายเทสดวก นาน 24-36-48 ชม.

3) เปิดกระสอบตรวจเมล็ดทุกระ ม.ตรวจ ถ้าพบว่าเมล็ดเริ่มงอกแล้วให้นำไปปลูก
ได้....ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่ในสารอาหาร จะงอกเร็วและยาวกว่าการแช่ใน
สารเคมีแล้วห่ม อย่างเห็นได้ชัด....การห่มเมล็ดนานเกินไป รากจะงอกยาวมาก เมื่อ
นำไปหว่าน รากจะเกี่ยวพันกัน ทำให้หว่านไม่ออก เพราะฉนั้น เลือกเมล็ดที่รากเริ่ม
งอกออกมาเป็นตุ่มแล้วก็พอ

หมายเหตุ :
- ทดสอบนำเมล็ดข้าวแช่น้ำเปล่าในแก้ว ใส่น่้ำพอท่วมเมล็ดข้าว ทิ้งไว้ 12-24-
36 ชม. ปริมาณน้ำจะยุบหายไป แสดงว่าน้ำถูกเมล็ดข้าวดูดเข้าไปไว้ในตัวมัน....
การแช่เมล็ดข้าวในสารเคมีซึ่งไม่ใช่สารอาหารแต่เป็นสารพิษ เท่ากับเมล็ดข้าวได้รับ
สารพิษเข้าไปสะสมไว้ในตัวมันเองตั้งแต่ยังไม่งอก

- การงอกของรากของเมล็ดพืช ปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้อง คือ "อ๊อกซิเจน" เกษตรกร
ญี่ปุ่นแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการเติมอ๊อกซิเจนในถังแช่ เช่นเดียวกับชาวนาไทย แช่
เมล็ดพันธุ์ข้าวในน้ำไหล


บำรุงกล้าในแปลงตกกล้า
- เทือกหรือดินตกกล้า ใส่อินทรีย์วัตถุ ยิบซั่ม กระดูกป่น มูลวัวเก่าข้ามปี น้ำหมัก
ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (200 ซีซี.)/น้ำ 100 ล. ราดรดทั่วแปลง....ให้ครั้งเดียว
(อินทรีย์-เคมี ในน้ำหมักฯ จะช่วยให้ต้นกล้าโตเร็ว สมบุูรณ์ แข็งแรง ใบใหญ่ หนา
เขียวเข้ม)

- ก่อนย้าย (ถอน) กล้าไปดำ 5-7 วัน ให้แคลเซียม โบรอน 1 ครั้ง จะช่วยลำต้นของ
ต้นกล้าแข็งดี ไม่ช้ำง่ายขณะขนย้ยหรือปักดำ (มือ/เครื่อง)


ข้าว 9 เมล็ด ปลูกได้ 30 ไร่
"คุณบังอร" อยู่สุพรรณบุรี ได้ข้าวเปลือกไรซ์เบอร์รี่มาจากอาจารย์ที่ ม.เกษตร
กำแพงแสน เจ้าของลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ จำนวนเพียง 9 เมล็ดเท่านั้น ด้วยความอยาก
ได้ข้าวสายพันธุ์เป็นที่้สุด นำมาเพาะลงในแปลงที่เตรียมอย่าง ประคบประหงมอย่าง
ประณีตที่สุด ด้วยแนวทาง อินทรีน์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของต้นข้าว รุ่น
แรกได้เมล็ดพันธุ์มาแล้วขายพันธุ์ต่อเป็นรุ่นที่ 2 จากรุ่นที่ 2 ขยายพันธุ์ต่อเป็นรุ่นที่
3 คราวนี้ได้เนื้อที่ 30 ไร่ จนเต็มเนื้อที่ๆมี

นอกจากนี้ ในเนื้อที่ 30 ไร่ ยังได้จัดแปลงส่วนหนึ่งสำหรับทำเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะ
ด้วยเฉพาะเทคนิคการบำรุง การแยกข้าวปน ทุกขั้นตอนที่ต้องอดทนอย่างที่สุด ซึ่งก็
ไม่ใช่เรื่องยากหากต้องการทำ ..... วันนี้ คุณบังอรฯ ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณ
ธรรม ใครๆขายข้าวปลูกไรซ์เบอร์รี่ ถังละ 1,500-1,700 แต่คุณบังอรฯ ขายถังละ
500 ก็ได้ข้าวเกวียนละ 50,000 แล้ว สบายๆๆ




10'

ระยะกล้า
วัตถุประสงค์ :
1) เพื่อให้ต้นกล้าชงักการเจริญเติบโตด้วยช่วงระยะเวาที่สั้นที่สุด
2) เพื่อให้ต้นกล้ามีการแตกกอดีที่สุด มากที่สุด
3) เพื่อให้ต้นกล้า "สะสมความสมบูรณ์" เป็นพื้นฐานต่อการออกรวงต่อไป

ปัญหาที่มองข้าม :
เมื่อต้นกล้าอายุ 10-15 วัน หลังดำ/หว่าน ชาวนานิยมฉีดยาฆ่ายาคุมหญ้า เพราะไม่
ได้กำจัดวัชพืชไว้ก่อนเมื่อช่วงทำเทือก สิ่งหนึ่งที่ชาวนาไม่เคยสังเกตุ ไม่เคยถาม
คนขายยาฆ่ายาคุมก็ไม่พูดไม่บอก คือ ยาฆ่ายาคุมหญ้าทำให้ต้นกล้าชงักการเจริญ
เติบโต 7-10-15 วัน แล้วแต่ความเข้มข้นของยาฆ่ายาคุมหญ้า ทั้งนี้เนื่องจาก ต้น
วัชพืชกับต้นข้าวเป็นพืชตระกูลเดียวกัน....ต้นข้าวอายุ 110 วัน หากชงักการเจริญ
เติบโต 10 วัน เท่ากับ 10% ของอายุ กับการเจริญเติบโตแบบต่อเนื่องต้องขาดช่วง
ไป....แนวทางแก้ไข คือ หลังฉีดยาฆ่ายาคุมไปแล้ว 3 วัน ให้ฉีดพ่น แม็กเนเซียม
+ สังกะสี + กลูโคส ทันที ฉีดพ่น 2 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน แล้วต้นข้าวจะหยุด
ชงักการเจริญเติบโต แล้วเจริญเติบโตต่อไปตามปกติ

ไม่มียาฆ่ายาคุมหญ้าใดในขโลกนี้ ที่ใช้ในอัตราปกติตามฉลากข้างขวดแล้วกำจัด
วัชพืชอย่างเด็ดขาดหรือวัชพืชตายสนิทไปเลยได้ ในความเป็นจริง ทำได้เพียงใบ
ไหม้เท่านั้น ช่วงระยะกล้า ระยะแตกกอ อาจจะยังไม่เห็นต้นวัชพืชโตขึ้นมา ครั้นเมื่อ
ต้นข้าวเริ่มออกรวงจึงจะปรากฏต้นวัชพืชโตสูงแซงต้นข้าวขึ้นมา

ไม่มีสารใด ทั้งสารอินทรียน์และสารเคมีและไม่มีจุลินทรีย์ใดๆ ในโลกนี้ กำจัดข้าวนก
ได้ โดยไม่กระทบต่อต้นข้าว เพราะต้นวัชพืชกับต้นข้าว คือ พืชตระกูลเดียวกัน

ปัญหาทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ ชาวนารู้ แต่ไม่ยอมรับความจริง...

บำรุงต้นข้าวระยะกล้า :
- ฉีดพ่น "น้ำ 200 ล. + แม็กเนเซียม/สังกะสี/ฯลฯ (ไบโออิ) 200 ซีซี. + 18-38-
12 (1 กก.) + ยูเรีย จี 500 กรัม + สารสมุนไพร 2 ล." ได้เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ฉีด
พ่น 3 รอบ เมื่อกล้าอายุ 20 วัน, 30 วัน และ 40 วันตามลำดับ

- แม็กเนเซียม. ช่วยสร้างคลอโรฟัลด์ ทำให้ใบหนา เขียวเข้ม เขียวทนนาน เขียวยันวันเกี่ยว
- สังกะสี. เป็นสารอาหารพื้นฐานต่อการออกรวง สร้างแป้ง สร้างภูมิต้านทานสู้อากาศหนาว
- ยูเรีย. ช่วยให้ข้าวเขียวไว ทันใจ (ชาวนาใจร้อน) สารลมเบ่ง
- 18-38-12 ช่วยให้ต้นกล้าแตกกอดี จำนวนกอมาก บำรุง/สร้างราก

หมายเหตุ :
- จากข้าว 1 เมล็ด สามารถแตกกอได้ 40-50-60 ลำ/กอ.....ด้วยหลักการนี้น่าจะ
เป็นเครื่องตัดสินใจสำหรับชาวนาได้ว่า ควรทำ นาดำ หรือ นาหว่าน

- ระยะแตกกอ ให้แคลเซียม โบรอน 1-2 รอบ ห่างกัน 10-15 วัน ให้จังหวะไหนก็
ได้ เพื่อให้ต้นได้สะสมไว้ในตัวเอง จะช่วยให้เมล็ดช่วงที่เป็นรวง (น้ำนม) แล้ว
คุณภาพดี




11.

ระยะต้นกลม ตั้งท้อง
สำรวจ แยกข้าวปน :
- ต้นข้าวมีลักษณะลำต้น กลม เนื้อแน่น ใบเขียวเข้ม ใบหน้า และช่วงเวลา 7-9 โมง
เช้าใบธงไม่โค้งปกดิน แสดงว่า ปริมาณปุ๋ยธาตุหลัก (N-P-K) พอเพียง ให้ใส่น้ำ
หมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.)/ไร่ โดยไม่ +เพิ่ม 16-8-8 เท่ากับ
ใช้ปุ๋ยธาตุหลักเพียง 10 กก. (ใส่ตอนทำเทือก)/ไร่/รุ่น เท่านั้น .... หากต้นข้าวมี
ลักษณะ แบน เนื้อนิ่ม ใบเขียวไม่เข้ม ใบไม่หนา และช่วงเวลา 7-9 โมงเช้าใบธงโค้ง
ลงปกดิน แสดงว่า ปริมาณปุ๋ยธาตุหลัก (N-P-K) ไม่พอเพียง ให้ใส่น้ำหมักชีวภาพ
ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) กับ +เพิ่ม 16-8-8 (10 กก.)/ไร่ .... เท่ากับใช้
ปุ๋ยธาตุหลัก 20 กก./ไร่/รุ่น

- สำรวจข้าวปน โดยสังเกตุลักษณะ ขนาด ความสูง ฯลฯ ที่มีรูปทรงผิดแผกไปจาก
ส่วนใหญ่ ให้ถอนทิ้ง เพราะนั่นคือข้าวต่างสายพันธุ์....หากเป็นข้าวนก ต้นวัชพืช มี
ลักษณะรูปทรงบ่งบอกชัดเจนอยู่ให้ ก็ให้ถอนทิ้ง....กรณีนาดำ การตรวจแปลงจะทำ
ได้ง่าย หากเป็นนาหว่าน ยิ่งต้นข้าวขึ้นเบียดชิดกันมากเท่าไร การตรวจแปลงยิ่งทำ
ได้ยากมากเท่านั้น นี่คือข้อเสียของนาหว่าน....แปลงนาที่ไม่มีข้าวต่างสายพันธุ์ปน ไม่มี
ข้าวนกและวัชพืช โรงสียินดีให้ราคาสูงขึ้น เพื่อทำเป็นข้าวปลูกจำหน่าย หรือหาก
ชาวนาจะขายเป็นข้าวปลูกให้แก่แปลงข้างเคียงก็ยังได้




12.

ระยะออกรวง
การบำรุง, ปัญหา-แก้ปัญหา
- ให้ "น้ำ 200 ล.+ ฮอร์โมนไข่ไทเป 200 ซีซี. + 0-52-34 (1 กก.) + ยูเรีย
จี. 500 กรัม + สารสมุนไพร 2 ล." สำหรับเนื้อที่ 5 ไร่ ฉีดพ่น 2 รอบ ห่างกันรอบ
ละ 5-7 วัน

- 0-52-34 ในไทเป และที่ +เพิ่ม ช่วยให้ต้นข้าวหยุดสูง แล้วขยายขนาดท้างข้าง
ทำให้ต้นข้าวไม่ล้ม
- ยูเรีย จี ทำหน้าที่เสมือนสารลมเบ่ง (โฆษณา) ช่วยให้รวงพุ่ง แล้วออกพร้อมกันดี
ทั้งแปลง
- สามารถช่วยให้ต้นข้าวที่มีอาการอั้น ช่อรวงไม่พุ่ง เนื่องจากอุณหภูมิไม่เหมาะสม
ให้ต้นข้างแทงช่อรวงออกมาดีได้

สารลมเบ่ง (ทำเอง)
- วิธีทำ "น้ำ 100 ล. + อัลคาไรซ์เซอร์ 200 ซีซี. + ยูเรีย จี 12 กก. + สีผสม
อาหาร" คนเคล้าให้เข้ากันได้ "หัวเชื้อเข้มข้น" ..... อัตราใช้ "หัวเชื้อ 20 ซีซี./
น้ำ 20 ล." .... ฉีดพ่นช่วงข้าวต้นกลมตั้งท้อง หรือบางส่วน (ส่วนน้อย) เริ่มแทงช่อ
รวงออกมายาว 1 ข้อนิ้วมือ (หางแย้) จะช่วยกระตุ้นให้แทงช่อรวงดี

- ยูเรีย เป็นปุ๋ยที่ช่วยกระตุ้นให้ข้าวออกรวงดี เร็ว และพร้อมกันทั้งแปลงดี....(ข้อมูล อีรี่)

หมายเหตุ :
- ลักษณะทางธรรมชาติของต้นข้าว จะออกรวงเมื่ออายุ 90-100 วัน ขึ้นกับสาย
พันธุ์ และสภาพอากาศ (อากาศหนาวออกรวงช้ากว่าอากาศร้อน) แก้ปัญหาข้าว
ออกรวงช้าด้วยสารลมบ่ง (ยุเรีย) โดยให้ 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน

- เมื่อเกสรบานพร้อมผสม (ตากเกสร) แล้ว ไม่ควรฉีดพ่นทางใบด้วยสารทุกชนิด
เพราะจะทำให้เกสรผสมไม่ติด
- ช่วงที่ช่อรวง (ดอก) เริ่มโผล่ขึ้นมาประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ (หางแย้) ให้ NAA. 1
ครั้ง จะช่วยบำรุงเกสรให้แข็งแรง ผสมติดดี ส่งผลให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 15-25%

- จังหวะนี้ หากพบข้าวต้นใดออกรวง (ดอก) ผิดแผกไปจากส่วนใหญ่ เช่น ออก
เร็ว ออกช้า รวงยาว รวงสั้น ฯลฯ นั่นคือข้าวปน ให้ถอนทิ้ง




13.

ระยะน้ำนม
การบำรุง :
ให้ "น้ำ 200 ล. + ไบโออิ 200 + ยูเรก้า 200 ซีซี. + สารสมุนไพร 2 ล."
สำหรับเนื้อที่ 5 ไร่ ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน

- แม็กเนเซียม.ในไบโออิ ช่วยสร้างคลอโรฟีลด์ทำให้ต้นข้าวให้ใบเขียวถึงวันเกี่ยว
- สังกะสี. ในไบโออิ ช่วยสร้างแป้ง ทำไม่เป็นเมล็ดลีบ แป้งเต็มเมล็ด ไม่เป็นท้อง
ปลาซิว เมล็ดใสแกร่ง บดและไม่แตกละเอียด น้ำหนักดี
- 21-7-14, ไคโตซาน, อะมิโนโปรตีน. ในยูเรก้า ช่วยขยายขนาดเมล็ด

หมายเหตุ :
- เมล็ดข้าวจะเริ่มแก่จากเมล็ดปลายรวงก่อน แล้วแก่ตามลำดับมาที่โคนรวง จังหวะที่
รวงเริ่มก้มหรือโค้งลง ใบธงซึ่งเป็นใบสุดท้ายจะเริ่มเหลือง เนื่องจากเป็นใบแก่ใกล้
หมดอายุขัย นั่นคือ หยุดสังเคราะห์อาหาร เป็นเหตุให้เมล็ดโคนรวงส่วนหนึ่งไม่ได้รับ
สารอาหาร ..... ปัญหานี้แก้ไขโดยบำรุงด้วย "แม็กเนเซียม" เพื่อใบให้ยังคงเขียว
สด แล้วสังเคราะห์อาหารได้ต่อไปจนเมล็ดสุดท้ายที่โคนรวงเป็นเมล็ดเต็ม หรือเรียก
ว่าใบเขียวจนวันเกี่ยว นั่นเอง

- ระยะพลับพลึงหรือก่อนเกี่ยว หากให้ "แคลเซียม โบรอน" จะทำให้ระแง้คอรวง
เหนียว รถเกี่ยวสลัดไม่หลุด
- ระยะพลับพลึงก่อนเกี่ยว 5-7 วัน ให้ "น้ำ 200 ล. + นมสด 200 ซีซี." 1 รอบ จะ
ช่วยลดความชื้นในข้าวเปลือกได้ 3-5% แต่ต้องไม่มีฝน

- เก็บรวงข้าว 10 รวง ระห่างกันรวงละ 10 ม. แกะเมล็ดทุกรวงรวมกันแล้วนับ นับ
เมล็ดได้เท่าไรหารด้วย 10 (หาค่าเฉลี่ย) ค่าที่ได้คือ ปริมาณข้าวที่จะได้ใน 1 ไร่


บำรุงระยะน้ำนม สูตร "เลยตามเลย"
บ่อยครั้งมากที่ได้รับคำถาม ทำนาแบบเดิมๆ เริ่มจาก เผาฟาง, ขี้เทือกลึกแค่ตาตุ่ม,
หว่านข้าวแน่นมาก, ใส่ยูเรีย, ใส่ 16-20-0, ฉีดยาฆ่ายาคุมหญ้า, สารเคมีฆ่า
แมลง-ฆ่าหอย-ฆ่าปู, น้ำหล่อลึกกว่าครึ่งต้น, ต้นข้าวไม่แตกกอ, ลำต้นเล็กขนาด
หลอดดูดยาคูลท์, ลำต้นแบนอ่อนนิ่ม, รากดำมาก/รากขาวน้อย, ขนาดรากสั้น,
จำนวนรากน้อย, เช้า 7-9 โมงใบธงอ่อนโค้งลง ณ วันนี้เรียกได้ว่า ครบทุกอาการ
ของความไม่สมบูรณ์ .....

หากเป็นแบบนี้ต่อไปก็จะเจอปัญหาใหม่ ออกดอกช้า, ช่อดอกไม่พุ่ง, ออกดอกไม่
พร้อมกัน ปัญหานี้แก้โดยให้สูตร “กระตุ้นการออกดอก” แม็กเนเซียม + สังกะสี +
ธาตุรอง/ธาตุเสริม ก็คือ ไบโออิ ก่อนใช้ให้ +เพิ่ม 0-52-34 + ยูเรีย จี.เกรด เพิ่ม
เข้าไป ให้ 2 รอบ ห่างกันรอบละ 5 วัน ..... 0-52-34 ทำให้ต้นหยุดสูงแล้วออก
ทางข้าง เมื่อโตขึ้นข้าวจะไม่ล้ม .... ยูเรีย จี. ทำหน้าที่เหมือนสารลมเบ่ง กระทุ้งให้
ข้าวออกดอกออกรวง นี่งานวิจัยจาก อีรี่ ไม่ใช่พูดลอยๆ

ดอกกลายเป็นเมล็ดเข้าสู่ระยะพลับพลึงแล้วก็จะ เมล็ดน้อย, เมล็ดลีบ, เมล็ดไม่มี
แป้ง, เมล็ดไม่เต่ง-ไม่ใส่-ไม่แกร่ง บดดูเป็นแป้ง, ไม่มีน้ำหนัก ทำพันธุ์ไม่ได้ ท้าย
ที่สุดไม่ได้ราคา ปัญหานี้การแก้ไขต้องถือหลัก “ไหนไหนก็ไหนไหน-เลยตาม
เลย” ให้ปุ๋ยทางใบไปเลย “แม็กเนเซียม-สังกะสี-ธาตุรอง/ธาตุเสริม” ก็ในไบโออิ
นั่นแหละ จะทำเองหรือซื้อก็ว่าไปตามถนัด ให้สม่ำเสมอทุก 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียก
ใบโชกๆ อะไรๆก็จะดีขึ้น อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ให้อย่างแน่นอน



ประสบการณ์ตรง (1) วันดูข้าว
ก่อนวันเกี่ยวราว 15 วัน ออกอากาศขอเชิญคนมาดูแปลงข้าว "นาข้าวแบบไบโอ
ไดนามิก" ด้วยปุ๋ยทำเองทุกสูตร ทุกขั้นตอน เนื้อที่ 5 ไร่ ท้ายไร่กล้อมแกล้ม....จาก
การสุ่มหาค่าเฉลี่ยทราบว่า ผลฃผลิตได้กว่า 120 ถัง

งานนี้มี สมช.ผู้ฟังให้ความสนใจจากทั่วสารทิศมาดูราว 200 คน ยืนเรียงกันเต็ม
คันนาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ในจำนวนนี้มี จนท.เกษตร ปลอมตัวมาด้วย ราว 4-
5 คน สมช.บางคนรู้จักแล้วมากระซิบบอกว่า คนนั้นเป็นเกษตรอำเภอนั้น คนนี้เป็น
เกษตรจังหวัดนี้ ..... ก็ว่าไป

ลุงคิมพูดผ่านโทรโข่ง เลียบๆเคียงๆโฉบเข้ามาใกล้ๆ จนท.เกษตร เพื่อดูหน้าเท่านั้น
ในเมื่อเขาไม่ประสงค์แสดงตัวก็ไม่ต้องไปวอแวกับเขาให้มะเร็งกินอารมย์....แต่ละคน
เห็นข้าวแล้วร้อง อิอฮิอ ! แสดงว่ายอมรับ แต่ไม่ (แม้แต่คิด) ยอมรับแล้วเอาแนว
ทางไปเผยแพร่



ประสบการณ์ตรง (2) วันเกี่ยวข้าว
วันที่แปลงนาท้ายไร่กล้อมแกล้มพร้อมเกี่ยว รถเกี่ยวมีเด็กหนุ่มเป็นคนขับ ดูมาดแล้ว
บอกว่า "ทำเป็น" แน่นอน จขากนาแปลงข้างเคียงมาถึงแปลงเรา

คนขับ : (มองต้นข้าว) ลุงครับ ข้าวยังเกี่ยวไม่ได้นะครับ
ลุงคิม : เพราะอะไรเหรอ ?

คนขับ : มันยังไม่แก่ครับ
ลุงคิม : รู้ได้ไง ?

คนขับ : (ตอบทันที) ใบยังเขียวอยู่เลยครับ
ลุงคิม : (กวักมือเรียก) มึงลงมานิ

ลุงคิม : (เด็ดรวงข้าวข้างคันนา แล้วเด็ดเมล็ดสุดท้ายโคนรวงส่งให้) พิสูจน์ซิ
คนขับ : (เด็กหนุ่มรับไปแล้วใส่ปากใช้ฟันหน้าขบ ตีหน้าเหรอหรา) แก่แล้วนี่

ลุงคิม : ไหนมึงว่ายังไม่แก่ไงล่ะ ?
คนขับ : ก็ใบยังเขียวอยู่เลย ลุงทำไงน่ะ

ลุงคิม : ไป ชึ้นรถ ทำงาน ไม่ต้องพูดมาก

เด็กหนุ่มท่าทางทำงานแบบสบายๆ เพราะไม่มีข้าวล้มให้ไม่ต้องเลี้ยวรถเกี่ยวเข้า
หาต้นข้าวบ่อย เดินหน้าตรงอย่างเดียว มุมคันนาชนมุมคันนา ต้นข้าวที่เกี่ยวแล้วเหลือ
ตอซังต่ำกว่าหัวเข่า....

งานนี้ได้ 127 ถัง/ไร่ เทออกจากกะบะรถลงกองกับแล้วขายเป็นข้าวปลูกได้ 90
บาท/ถัง (เกวียนละ 9,000 ราคามิตรภาพ) ทันที หากส่งโรงสีจะได้ราคาเพียง 60
บาท/ถัง (เกวียนละ 6,000) เท่านั้น....รุ่งเช้าคนที่รับซื้อไป (อ่างทอง) คุยกลับมา
ว่า ขายต่อได้ถังละ 120 บาท ไม่พอขาย


ประสบการณ์ตรง (3) 2 รุ่น ล้างหนี้ 1 ล้าน เหลือ 2 ล้าน
นาข้าว 200 ไร่ ของชาวนาย่านบ้านแพรก อยุธยา วันนั้นในปี 51 มีหนี้ในธนาคาร
อยู่ 1 ล้าน ด้วยคำพูดในรายวิทยุเพียงคำเดียว “ต้นทุนท่วมราคาขาย” ทำให้ต้อง
คิดหนักค้นหาแนวทางใหม่ เพราะที่ทำมา ทั้งของตัวเองและของเพื่อนบ้านข้าง
เคียงว่า “มันไม่ใช่-มันไม่ใช่” ตัดสินใจสั่งซื้อปุ๋ยจากบริษัทร่มทอง ที่โฆษณาใน
รายการวิทยุ ซื้อทุกตัวแบบครบวงจร ตั้งแต่เตรียมดินจนถึงวันเกี่ยว ..... ปีนั้นแม้จะ
เป็นปีแรก ที่เปลี่ยนวิธีการทำนาข้าวจากแบบเคมีเพียวๆ ทั้งหว่าน ทั้งฉีด มาเป็น
อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหาะสมของต้นข้าว ลดการหว่านปุ๋ยทางดิน มาเป็นฉีด
พ่นปุ๋ยทางใบ ผลที่ออกมาเห็นชัดว่า ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 100 (-) ถัง/ไร่ เหนืออื่น
ใด ผลผลิตที่ได้ เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ กับต้นทุนที่ลดต่ำกว่าเดิม 50-
70% ไม่น่าเชื่อว่า นาข้าว 2 รุ่น สามารถล้างหนี้ธนาคาร 1 ล้านได้ ..... จากรุ่น
แรกเมื่อเริ่มอ่าน LINE ของนาข้าวออก นาข้าวปี 53 ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 100
(+)/ไร่ กับต้นทุนต่ำจากเดิมมาอีก ด้วยนาข้าว 2 รุ่น/ปี ตัวเลขเงินฝากในธนาคาร
เปลี่ยนจากตัวแดงเป็นตัวดำด้วยเงินกว่า 1 ล้าน .... ปี 54 เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ นา
ข้าวแปลงนี้หยุดสนิท ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น นอนกินมาม่าด้วยความสบายใจ .... ปี 55
เริ่มใหม่อีกครั้งด้วยความมั่นใจสูงขึ้น ผลผลิตเพิ่ม-ต้นทุนลด-อนาคตดี วันนี้ครอบ
ครัวนี้มีเงินสดในธนาคารกว่า 2 ล้าน ..... ล้านแล้วจ้า


ประสบการณ์ตรง (4) 100 ไร่ ใส่ N+P 3 แสน ได้ 70 ถัง
เสียงผู้หญิงมาทางโทรศัพท์ ไม่รู้จักตัวกัน ไม่ได้ถามชื่อ เป็นเพียง สมช.ผู้ฟัง
รายการวิทยุเท่านั้น เธอเล่าให้ฟังด้วยเสียงปนสะอื้น .... ทำนาข้าว 100 ไร่ ใส่ยู
เรียไร่ละ 2 กส. ใส่ 16-20-0 อีกไร่ละ 1 กส. รวมเป็น 3 กส./ไร่ ทั้งแปลงรวม
เป็น 300 กส. ราคา กส.ละ 1,000 บาท เป็นค่า เครดิต+ดอกเบี้ย+ส่ง รวมทั้งรุ่น
ตก 300,000 บาท เฉพาะค่าปุ๋ยอย่างเดียว ยังไม่รวม ค่าไถ ทำเทือก หว่าน
เมล็ดพันธุ์ สารเคมีฆ่าหญ้า-ฆ่าแมลง-ฆ่าหอย ค่าจ้างฉีดพ่น ค่าน้ำมันสูบน้ำ ค่า
เกี่ยว กับค่าจ้างอย่างอื่นอีกเท่าที่จำเป็น ได้ข้าว 70 ถัง หักค่าเมล็ดลีบ เมล็ดป่น
เมล็ดท้องปลาซิว แทบไม่เหลืออะไรเลย เป็นอย่างนี้มา 4-5 ปี ติดต่อกันแล้ว วันนี้มี
หนี้ ในระบบ-นอกระบบ เกือบ 2 ล้าน ..... ปล่อยโอกาสให้เธอได้ระบายความอัด
อั้นจนเป็นที่พอใจ

ในฐานะที่คุณ สมช.รายการวิทยุ ทั้งภาคเช้าภาคค่ำมาตลอด ก็พูดมาตลอดว่า....
- ต้นข้าวกินปุ๋ย 14 ตัว ทั้งทางใบทางราก ทำไม่ให้แค่ 2 ตัว ..... ต้นข้าวกินปุ๋ย
10 กก.ธาตุหลัก ครบทั้ง 3 ตัว ถึงคุณจะใส่มากถึง 150 กก. ก็ยังได้ปุ๋ยแค่ 2 ตัว
คือ ตัวหน้ากับตัวกลางเท่านั้น
– ถ้าดินไม่ดี ใส่ปุ๋ยเคมีมากเท่าไหร่ต้นข้าวก็เอาไปกินไม่ได้ ไม่ใช่สิ้นเปลืองเปล่าๆ
แต่ยังทำให้ดินเสียหนักขึ้นไปอีก แถมคุณไม่ปรับปรุงบำรุงดินเลย
- ฯลฯ

แม้จะพยายามอธิบาย ยกเหตุและผล อ้างทั้งหลักวิชาการและประสบการณ์ตรง
ยกแม่น้ำทั้งห้า มหาสมุทรทั้งหกมาบอกแล้ว ดูเหมือนคุณเธอจะยืนยันคำเดียว ต้อง
การซื้อปุ๋ยลุงคิม ขอเครดิตก่อน อ้างว่าไม่มีเงินสด แล้วก็ไม่มีแหล่งเงินกู้ที่ไหนเขา
ให้กู้ยืมด้วย รับรองว่าเกี่ยวข้าวแล้วจะส่งมาให้.....โห ใครจะให้


ประสบการณ์ตรง (5) ขายข้าว 1 แสน เหลือเงิน 40 บาท
“ทิดมั่น” คทาชายนายหนุ่มใหญ่ อายุ 50 ขึ้น นิวาสสถานไม่ห่างจากไร่กล้อมแกล้ม
มากนัก ยึดอาชีพทำนาข้าว 15 ไร่ บนที่เช่ามาตั้งแต่กำเนิด ทำนาอย่างเดียว ปีละ
2 รุ่น มีหนี้ในบ้านเท่าไร ไม่รู้ .... รู้แต่ว่า ตะวันโพล้เพล้วันนั้น ทิดมั่นส่งเสียงดัง
โขมงโฉงเฉงตั้งแต่หน้าวัดได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครสนใจ กระทั่งทิดมั่นเข้าบ้าน เสียง
ทิดมั่นเงียบไป แต่เสียง “ยัยแม้น” ผู้เป็นเมียดังขึ้นมาแทน ถึงไม่ถามก็รู้ว่า ยัยแม้น
โกรธจัด แล้วที่ต้องออกมาด่าผัวนอกบ้านก็เพราะโนผัวเตะนั่นเอง ..... เสียงยัยแม้น
ร้องด่าง ใครๆ ก็ได้ยิน

“.....อั้ยชิบหาย ขายข้าวได้ตั้งแสน เหลือเงินมาให้กูแค่ 40 บาท แล้วทีนี้จะเอา
อะไรแดกกัน....”

เหตุผลก็คือ ทิดแม้นต้องเอาเงินที่ขายข้าวได้ไปจ่ายค่าเครดิต ปุ๋ย-ยา ให้เถ้าแก่เส็ง
ร้านหน้าวด ไม่งั้นรุ่นหน้าจะไปเครดิตอีกไม่ได้นั่นเอง.....งานนี้ ยัยแม้น กลับเข้าบ้าน
ตอนไหม แหล่งข่าวไม่ได้แจ้ง


ประสบการณ์ตรง (6) มรดกชาวนา กระดาษ 1 แผ่น
ค่ำวันหนึ่งนานมาแล้วนานมากจนจำไมได้ ทีวี.ช่องนนทรี รายการ “คนค้นคน” พูด
คุยกับชาวนาสูงอายุ 60-70 แห่งบ้านภาชี อยุธยา

ชาวนา : โฮ้ยยย ทำนาน่ะ มันไม่ได้อะไร อย่างดีก็แค่พอกินไปวันๆ เท่านั้นแหละคุณเอ๊ย
ทีวี. : อ้าว แล้วลุงทำ ทำไม่ล่ะครับ ?

ชาวนา : ก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีใครมาสอนมาส่งเสริม
ทีวี. : วันนี้มีหนี้ซักเท่าไหร่ครับ ?

ชาวนา : ก็มากโขอยู่นะ บางปีก็ได้ส่งดอก บางปีก็ไม่ได้ส่ง แต่ต้นยังอยู่
ทีวี. : ลุง...ขอโทษนะ อย่าหาว่าแช่งเลย...ถ้าลุงตายปุบตายปับไปเลย หนี้สินนี่ จะจัดการให้ลูกหลานยังไง

ชาวนา : (หัวเราะ...) ก็มีกระดาษให้มันแผ่นนึง เป็นมรดกไงล่ะ
ทีวี. : กระดาษอะไรครับ ?

ชาวนา : สัญญาเงินกู้ไงล่ะ
ทีวี : หมายความว่าไงลุง ?

ชาวนา : ก็หมายความว่า ปล่อยให้ลูกหลานมันจัดการของมันเอง
ทีวี : เอางั้นนะลุง.....



14.

วัชพืช
ธรรมชาติของวัชพืช :
"วัชพืช" หมายถึง พืชที่ไม่ต้องการ รวมทั้งต้นข้าวที่เกิดเองเนื่องจากเมล็ดร่วง ซึ่ง
เป็นข้าวต่างรุ่นกับรุ่นที่ปลูก....ไม่มียาฆ่าหญ้าชนิดใดในโลก ที่ใช้ตามอัตรากำหนด
ในฉลากแล้วทำให้หญ้าตายอย่างสิ้นซากหรือตายสนิทได้ อย่างดีแค่ใบไหม้เท่านั้น
ไม่ช้าไม่นานก็จะงอกเกิดขึ้นมาใหม่ ในสภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรงกว่าเก่า....การจะ
ใช้ยาฆ่าหญ้าให้หญ้าตายสนิทได้อย่างแท้จริง อาจต้องใช้ในอัตรา 10-20 ล./ไร่
นั่นคือ "ดินตายสนิท" ซึ่งลหมายถึง ข้าวหรือพืชใดๆก็อาจอยู่ได้ เช่นกัน

พืชใดที่งอกขึ้นมาจากเมล็ด ช่วงต้นยังเล็ก เมื่อใบหรือลำต้นถูกทำลายจนเสียหาย ก็
จะไม่สามารถงอกใหม่ซ้ำสองได้เลย....กับพืชใดที่แตกยอดใหม่ขึ้นมาจาก หัว-ไหล-
เหง้า เมื่อใบหรือต้นถูกทำลาย สามารถงอกใหม่ได้ซ้ำได้ แนวทางเอาชนะ คือ ทำ
ลายซ่้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆรอบ ขณะที่ใบหรือต้นที่เกิดใหม่รับแสงแดดสังเคราะห์
อาหารไม่ได้ ใบและต้นใหม่จะใช้สารอาหารที่สะสมไว้ใน หัว-ไหล-เหง้า จนกระทั่ง
สารอาหารที่สะสมไว้หมด หัว-ไหล-เหง้า เน่าเปื่อย วัชพืชต้นนั้นจะตายไปเอง แลฃ้ว
ไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีกเลย


การกำจัดวัชพืชอย่างสร้างสรร
1) ล่อให้งอก แล้วกำจัด โดยการ ไถพรวน ให้น้ำพอหน้าดินชื้น ทิ้งไว้
ระยะหนึ่งกระทั่งแน่ใจว่า ทุกต้น ทุกชนิด ทั้งชนิดที่งอกจากเมล็ดและชนิดที่งอกขึ้น
มาจาก หัว-ไหล-เหง้า งอกขึ้นมา 100% แล้ว ให้ใส่น้ำเข้าลึกเหนือตาต่ำ แล้วย่ำ
ด้วยอีขลุบหรือลูกทุบ ย่ำประณีต 2-3 รอบในแปลง ทิ้งไว้ 7-10 วัน จะพบว่ามีต้น
วัชพืชเกิดใหม่ขึ้นมาได้ไม่เกิน 25% ให้ย่ำซ้ำรอบ 2 ย่ำประณีต 2-3 รอบในแปลง
ทิ้งไว้ 7-10 วันอีกครั้ง จะพบว่ามีต้นวัชพืชเกิดใหม่ไม่เกิน 5-10% ให้ย่ำซ้ำรอบ
3 ย่ำประณีต 2-3 รอบในแปลง ทิ้งไว้ 7-10 วัน จะพบว่ามีต้นวัชพืชเกิดใหม่ไม่
เกิน 1% จากนั้นจึงลงมือทำ "นาดำ" เพื่อเปิดโอกาสกำจัดวัชพืชต่อ

2) ถอนซ้ำ เมื่อต้นข้าวในนาดำโตขึ้น หากพบว่ามีต้นวัชพืชเกิดขึ้นอีก ให้ใช้
วิธีเดินไปถอนด้วยมือ วัชพืชที่ถูกถอนจะไม่มีโอกาสงอกเกิดได้ใหม่ซ้ำได้อย่างแน่
นอน ....ในนาหว้่านไม่สามารถทำได้

3) ป้องกันเกิดใหม่ เมื่อวัชพืชในแปลงนาหมดโอกาสงอกใหม่ได้แล้ว
ให้พิจารณาวัชพืชข้างแปลงนา เช่น บนคันนา กรณีต้นวัชพืชสูงมากๆ ใช้เครื่องตัด
หญ้า ตัดแล้วทิ้งลงแปลงให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ย กรณีที่ต้นวัชพืชไม่สูงมักและไม่
หนาแน่นจนเกินไป ให้ใช้ไม้เรียว (ตีก้นเด็ก) ฟาดที่ก้านดอก เมื่อก้านดอกหัก ดอก
ก็จะไม่เจริญกลายเป็นเมล็ดให้เกิดใหม่ได้

การปฏิบัติ ผลที่ได้รับ
1) วางแผนใช้ระยะเวลา "ล่อให้งอกแล้วกำจัด" 1 เดือน
2) งานหนักครั้งแรกครั้งเดียว ครั้งต่อไป และต่อๆไป งานจะลดลง
3) ไม่ทำให้ดินเสียเพราะยาฆ่าหญ้า แต่กลับทำให้ดินดีขึ้น
4) ได้ข้าวที่ไม่มีเมล็ดวัชพืชปน สามารถขายเป็นพันธุ์ข้าวปลูกได้




15.

"น้ำ"
“น้ำ” ปัญหาซ้ำซาก ก็มีแต่ แล้งกับท่วม-ท่วมกับแล้ง เท่านั้น ประเทศเกษตรอย่าง
ไทยมีระบบชลประทานที่ควบคุมน้ำได้เพียง 23% เท่านั้น ที่เหลือ 77% นี่ต้อง
ปล่อยไปตามเวรตามกรรม พื้นที่บางบาล อยุธยา เป็นก้นกะทะ ทุกปีถึงหน้าน้ำ น้ำ
ต้องต้องท่วม ท่วมมากท่วมน้อยก็สุดแท้แต่พระเจ้า เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สร้างโลก
แล้ว แก้ไขไม่ได้หรอก ยังดีนะที่ทุ่งบางบามีแต่ท่วมไม่มีแล้ง ที่อื่นมีทั้งแล้งทั้ง
ท่วม นั่นหมายความว่า ปีไหนน้ำไม่ท่วม ทำแล้วก็ให้ได้กำไรมากๆ ปีไหนน้ำท่วม
ทำไม่ได้จริงๆก็ปล่อยไป อยู่เฉยๆ หรือจะหาอย่างอื่นทำแทน ให้มีรายได้พออยู่ได้
ก็ได้

เมื่อคิดจะทำนาจริงๆ เรื่องระดับน้ำกับนาข้าวต้องควบคุมให้ได้ ระยะไหนข้าวต้อง
การน้ำแค่ไหนต้องให้ได้เท่านั้น เช่น

- ช่วงทำเทือก ระดับน้ำลึกครึ่งหน้าแข้งก็พอ ย่ำเทือก 3 รอบ ห่างกันรอบละ 7
วัน ครบ 3 รอบ ระดับน้ำก็จะลดลงมาให้พอดีได้เอง

- ช่วง หว่าน/ดำ น้ำเจ๊าะแจ๊ะผิวดิน เรียกว่าน้ำขังรอยตีนวัวตีนควาย
- ข้าวอายุ 10 วันแล้ว ปล่อยน้ำเข้าเหนือตาตุ่ม ไม่ควรลึกมากกว่านี้

- ข้าวอายุ 20 วัน, 30 วัน, 40 วัน (ให้ปุ๋ยทางใบสูตรเร่งการแตกกอ) ควบคุมระดับ
ให้ลดลงอีก จนถึงหน้าดินแห้ง .... นาข้าวที่ไถกลบฟาง ฟางกับจุลินทรีย์ในดินจะ
เป็นตัวช่วยอุ้มน้ำไว้ ช่วยให้ระบบรากดี รากยาว รากมาก แข็งแรง อากาศลงไปหา
รากได้ และช่วยให้ต้นข้าวแตกกอดี ได้หน่อเกิดใหม่จำนวนมาก หน่อใหญ่ สมบูรณ์
แข็งแรง .... ข้าว 1 เมล็ด ดำห่าง สามารถแตกกอได้ถึง 40-50-60 ลำ

- ข้าวต้นกลม ตั้งท้อง ปล่อยน้ำเข้าระดับเหนือตาตุ่ม (ให้ปุ๋ยสูตรเร่งการออกดอก
หยุดความสูง) ถ้าน้ำมากนอกจากจะต้นสูงแล้ว ไม่ขยายขนาดทางข้าง โตขึ้นต้นล้ม
เร่งดอกไม่พุ่ง




16.

"ตลาด"
เทคโนโลยีที่ยากที่สุด คือ “เทคโนโลยีการตลาด” คนไทยเชื้อสายไทยแท้ๆค้าขาย
ไม่เป็น ผิดกับคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งวันนี้ถูกกลืนกลายเป็นไทยไปหมดแล้วนั้น ทำ
อะไรขึ้นมาแล้วคิดแต่ “ขายกับขาย” ก่อนเสมอ .... วันนี้ชาวนาเราคิดแต่เพียง ขาย
ให้โรงสี หรือไม่ก็ จำนอง ธ.ก.ส. เท่านั้น ในเมื่อคนเขาทำได้แล้ว เช่น

– ทำพันธุ์ข้าวปลูกขายให้แปลงข้างๆ
- บางตำบล รวมกลุ่มทำพันธุ์ข้าวปลูกขายทั่วประเทศ สร้างยี่ห้อขึ้นมาเอง

– บางตำบล รวมกลุ่มทำพันธุ์ข้าวปลูกส่งขายให้กรมการข้าวโดยตรง
– สีเป็นข้าวหอมขาวกล้อง (หอมมะลิ หอมปทุม) กก.ละ 70 บาท ขายส่ง ขายปลึก

– สีเป็นข้าวกล้องสีดำ (หอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ สุโขทัย) กก.ละ 100 บาท ขายส่งขายปลีก
– จำหน่ายผลผลิตภัณท์ที่มาจาก BIPRODUCT (แกลบ รำ น้ำมันรำ จมูกข้าว)

หมายเหตุ :
- รวมกลุ่ม ทำแปลงขนาดใหญ่เพื่อให้ได้ปริมาณเพียงต่อ ORDER ของตลาดใหญ่ๆ ได้
- รวมกลุ่ม ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน เพื่อคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
– รวมกลุ่ม ทำ ปุ๋ย/ฮอร์โมน/ยาสมุนไพร ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน และได้ประสิทธิภาพของปุ๋ยแน่นอน
– โฆษณา ประชาสัมพันธ์




17.
ในห้องนี้มีน้ำหมักราว 100 ถัง ไม่มีฝาปิดเพราะฝาราคาแพงอันละ 80 บาท คิดดู
100 ถังราคาเท่าไหร่... ไม่เหม็นเน่า ได้กลิ่นแล้วเวียนหัว ในห้องนี้เคยมี นศ.ฝึกงาน
กางเต๊นท์นอน ทุกคนบอกไม่เหม็น ก็ถ้าเหม็นเขาจะนอนได้ไง....แล้วที่ทำๆกันน่ะ
ต้องปิดฝาตลอดเวลา เปิดเมื่อไหร่ส่งกลิ่นเหม็นไปไกลแปดบ้าน แล้วที่เหม็นน่ะ ปุ๋ย
หรือเชื้อโรค กันแน่....ลุงคิมชื่นชมเกษตรกร ขวนขวายใคร่รู้ แต่สงสัยคยสอน
เอาอะไรไปสอนเกษตร



18.
หลักการทำน้ำหมักที่นี่เป็นแบบ "ภูมิปัญญาชาวบ้าน มาตรฐานโรงงาน มีหลักวิชา
การรองรับ" โมลิเน็กซ์ยักษ์ ฝีมือกะเหรี่ยงแท้ๆ อยู่ชานแดน สวนผึ้ง ราชบุรี แค่เขียน
พิมพ์เขียวให้เท่านั้น สำเร็นรูปออกมาเลย....ใช้งานมาแล้ว 4-5-6 ปี



19.
ส่วนผสมที่เป็นอินทรีย์แท้ๆ ปลาทะเล ขี้ค้างคาว เลือด ไขกระดูก นมสด น้ำมะพร้าว
ใช้จุลินทรีย์ประเภทย่อยสลายโปรตีนเนื้อปลาโดยเฉพาะ.....ส่วนผสมทุกตัวหมักนาน
ข้ามปี ถึง 2 ปี 3 ปี



20.
สารอินทรีย์มีประสิทธิภาพมากในการส่งเสริมกระบวนการจุลินทรีย์ และจุลินทรีย์คือผู้
ปรับสภาพโครงสร้างดินอย่างแท้จริง....ขี้เทือกนาข้าวดีได้เพราะฝีมือจุลินทรีย์เท่า
นั้น หาใช่สารระเบิดดินดานหรือปุ๋ยเคมีใดๆทั้งสิ้นไม่



21.
แม้ว่าในน้ำหมักจะมีปริมาณสารอาหารไม่มาก แต่ตัวสารอาหารที่เป็นสารอินทรีย์
แท้ๆ จะมีประโยชน์ต่อพืชสูงมากกว่าสารอาหารที่เป็นเคมีหลายพันเท่า (ข่อมูล /
เกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ใส่ปุ๋ยเคมีแก่นาข้าวเพียง 10-20 กก./ไร่
แล้วได้ผลลิตเท่ากับใส่ปุ๋ยเคมี 50-100 กก. และนี่คือ นาข้าวอินทรีย์นำ เคมีเสริม
ตามความเหมาะสมของนาข้าว โดยแท้



22.
น้ำหมักชีวภาพด้วยวิธีการหมักปกติ แม้จะหมักนานข้ามปี 2 ปี, 3 ปี, ก็ไม่สารถ
ผ่านปากใบพืชได้ เพราะโมเลกุลยังมีขนาดใหญ่ ที่ให้ทางใบกันแล้วต้นพืชเจริญเติบ
โตได้นั้น เพราะน้ำหมักส่วนหนึ่งตกลงดิน แล้วส่งเสริมผ่านดิน ผ่านราก ไปสู่ต้นพืช
เองต่างหาก โดยเฉพาะช่วงการใช้แรกๆ มีปุ๋ยอินทรีย์เหลือตกค้างอยู่ในดิน แล้ว
จุลินทรีย์เป็นผู้ดึงปุ๋ยเคมีนั้นออกมาให้แก่พืช ครั้นปุ๋ยเคมีหมดมีแต่จุลินทรีย์ พืชจึง
ไม่เจริญเติบโตไงล่ะ



23.
น้ำหมักชีวภาพหลายสำนัก ให้ทางใบแล้วเกิดอาการใบไหม้ นั่นเป็นเพราะใช้กาก
น้ำตาลเป็นส่วนผสมมากเกินไป เช่น หมักหอยเชอร์รี่หรือปลา นัยว่าเป็นซากสัตว์
ต้องใช้กากน้ำตาล อัตราส่วน 1 : 1 ....แต่น้ำหมักปลาทะเลที่นี่ ใช้ปลา 20 กก.
ในถังความจุ 200 ล. มีกากน้ำตาลเพียง 5-7 ล. เท่านั้น จึงไม่เป็นอันตรายต่อใบ
พืช ส่วนผสมที่เห็นเป็นน้ำเต็มถังนี้ คือ น้ำมะพร้าว ล้วนๆ ไม่มีการเติมน้ำเปล่าเด็ด
ขาด ทั้งนี้ ในน้ำหมักปกติมีสารอาหารน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป
สารอาหารมิน้อยหนักไปอีกรึ สุุดท้าย ได้แค่น้ำละลายกากน้ำตาลธรรมดาๆ นี่เอง



24.
ส่วนผสมทุกตัวที่นี่ไม่มีกาก ทุกอย่างละลายเป็นน้ำ หมักนาน 3 เดือนได้ธาตุหลัก
หมักต่ออีก 3 เดือนได้ธาตุรอง หมักต่ออีก 3 เดือนได้ธาตุเสริม หมักต่ออีก 3 เดือน
ได้ฮอร์โมน เบ็ดเสร็จหมักนานข้ามปี....แล้วที่หมักกัน 1 เดือน 2 เดือน ได้ธาตุ
อาหารตัวไหน



25.
สารอาหารที่เป็นสารอินทรีย์ในน้ำหมัก เมื่อไม่แน่ใจว่าจะพอเพียงสำหรับพืชบาง
ชนิด บางระยะเจริญเติบโต หรือไม่ ก็ให้ใส่เพิ่มปุ๋ยเคมีลงไป ธาตุหลัก แม็กเน
เซียม สังกะสี ธาตุรอง ธาตุเสริม นี่คือหลักการ อินทรีย์กับเคมีผสมผสานกันนั่นเอง




ทิ้งท้าย :
น้ำหมักชีวภาพที่นี่ เคยเอาไปตรวจที่กรมวิชาการมาแล้ว 3 ครั้ง ตรวจเฉพาะส่วนที่
เป็นอินทรีย์เพียวๆ ผลการตรวจ "ผ่าน" ทั้ง 3 ครั้ง ขนาด จนท.บอกเลยว่า "โอ้โฮ
เจ้านี้ อะไรเยอะแยะ ขอไว้เป็นตัวอย่างได้ไหม..." ก็เลยบอกไปว่า "เอาใหม่ดีกว่า
มีเป้น พันๆ ลิตร...." ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่เขาทำมาจากผลไม้ ผักสวนครัว หอยเชอร์
รี่ ทำแล้วได้สารอาหารอะไรบ้าง.....

น้ำหมักชีวภาพ (อินทรีย์ล้วน) หรือ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ (อินทรีย์+เคมี) เราตั้งชื่อ
ว่า "ระเบิดเถิดเทิง" เพื่อใช้เรียกในการสื่อสารกัน ที่จริง ต้นไม้ต้นพืชเขาไม่รู้จักชื่อ
หรอก ไม่ฟังโฆษณา ไม่รู้จักเจ้าของสูตร คนต่างหากที่โมเมชั่นกันเอาเอง เขารู้จัก
แต่เนื้อสารอาหารเท่านั้น.....หลายคนได้สูตรไปจากที่นี่แล้วไปทำเอง ทำแล้วตั้งชื่อ
ว่า "ระเบิดเถิดเทิง" เหมือนของที่นี่ แต่ว่า วัสดุส่วนผสม กรรมวิธีในการทำ ไม่เหมือน
กับที่นี่ เพราะฉนั้น นอกจากใช้ชื่อนี้เรียกไม่ได้แล้ว คนทำยังเป็นคนละคนด้วย ของคุณ
อาจจะดีกว่าที่นี่ หรือด้อยกว่าที่นี่ก็สุดแท้ ก็ไม่ควรใช้ชื่อนี้ ส่วนจะชื่ออะไรก็ว่าไป....
ชื่อนี้ลุงคิมไม่ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ ถึงคุณจะมีสิทธิ์ใช้ได้ แต่ก็ไม่ควรใช้เพราะมันคือ
การหลอกลวงกันดีๆนี่เอง........ว่ามั้ย




26.
ยูเรีย จี.เกรด, 18-38-12, 0-52-34, 25-5-5, 0-21-74, 5-10-40 ชุดทำ
แคลเซียม โบรอน (15-0-0 จี - โบรอนพืช เกรด 10 โมเลกุลน้ำ) ชาตรีฯ คาราวาน
มีขาย




27.
ทำแคลเซียม โบรอน LEARNING BY DOING ทำตามคำบอก ใส่ทีละตัวตาม
ลำดับ ใส่แล้วตรวจ สี-กลิ่น-กาก-ฝ้่า-ฟอง ก็แค่นี้แหละ .... เชื่อมั้ย คนอ้วนกับ
แคลเซียม โบรอน ถูกกันดีนะ



28.
ทำครั้งแรกในชีวิต แม้แต่เคยเห็นก็ยังครั้งแรก.....ยังทำได้ แล้วใครว่ายาก



29.
แคลเซียม โบรอน กับต้นข้าวต้องให้ช่วงระยะกล้า ระยะแตกกอ ตั้งท้อง ต้นกลม
ระยะไหนก็ได้ ซัก 1-2 ครั้ง จะช่วยให้คุณภาพเมล็ดดีมากๆ....ไม่ควรให้ช่วงระยะ
พลับพลึง ก่อนเกี่ยว เพราะจะทำให้ระแง้เหนียว รถเกี่ยวสลัดไม่หลุด คนขับมันจะ
ด่าเอา เพราะต้องแล่นรถช้า เปลืองน้ำมัน เสียเวลา



30.
ฉีดพ่นน้ำทางใบ 10 ต้น 10 นาที เปียกใบดีกว่าฉีดด้วยมือไหม ประหยัดเวลา
ประหยัดแรงงานกว่าฉีดด้วยมือมั้ย.....สปริงเกอร์ที่นี่ ฉีดปุ๋ย ฮอร์โมน ยาสมุนไพร
ค่ำรอบเช้ารอบ-เช้ารอบค่ำรอบ คนเดียวทำได้สบาย



31.
แรงดันปั๊มดันขวดระเบิด....ซ่อมได้ เดี๋ยวนั้นเลย



32.
ทำนาข้าวแล้วดูสปริงเกอร์ จะไปใช้กับนาข้าวเหรอ...คำตอบคือ บางคนก็ทำสวน
ไม้ผล สวนผัก ก็มี



33.
สปริงเกอร์ที่นี่แบบกะเหรี่ยง ยาวตัด-สั้นต่อ-ไม่พอซื้อ-ไม่ดีรื้อทำใหม่ คิดเองทำเอง
ไม่มีใครเหมือน เพราะไม่เหมือนใคร....ของเก่าใช้แล้ว เสียแล้ว ไม่มีทิ้ง REUSE
ได้.....แล้วท่อน้ำไทยมันจะขายออกมั้ยน่ะ



34.
โซนละ 50 ต้น ค่าอุปกรณ์ (ไม่รวมปั๊ม) โซนละ 5,000 แต่ค่าแรง 10,000 ไม้
20 โซนเป็นเงินเท่าไหร่ เลยเลิกจ้าง ..... ก.ทำเองดีกว่า



35.
ใช้งานมาแล้วขึ้นปี 6 นี่ใช่ต่ออีก 10 ปียังได้....ติดสปริงเกอร์ มีแต่คนหาว่า "ตาคิม
บ้า" กันทั้งนั้น....เฮอะ เฮ้ย คนบ้าทำงาน 2 ชม.เสร็จ กลับมาอ่านหนังสือคู่สร้าง
คู่สมแล้ว แต่คนดียังลากสายยางเดินฉีดทีละต้นๆ ๆๆ หัวแดงหน้าดำ เช้ายันค่ำต่อวัน
รุ่งขึ้นอีก .... เนื้อที่เท่ากัน สปริงเกอร์ 2 ชม.เท่ากับไฟฟ้า 2 ชม. ลากสายยาง 2
วัน เช้ายันค่ำ ค่าไฟฟ้า 2 วัน ..... งั้นขอบ้าดีกว่า ว่ามั้ย



36.
สมช.สาธิตตัดขวดด้วยนิ้วมือ ออกมาเป็นปากฉลามเลย....บรื๋ออออ เสียวนิ้วขาด (ว่ะ....)



37.
อันนี้ชัวร์กว่า ตัดขวดด้วยไฟ เตาแก๊สในครัวนี่แหละ



38.
ขวดที่ใช้ทำหม้อปุ๋ยหน้าโซนต้องเลือกขนาดด้วยนะ วันนี้รู้ว่า ขวดน้ำปลาตราคน
แบกกุ้ง คนแบกเป็นตุ๊ด นั่นแหละพอดีเป๊ะเลย...ไซส์ที่ใช้อยู่ตอนนี้ คือ 2.5 นิ้ว ไซส์
นี้ พีวีซี.เขามาตรฐานแน่นอน แต่ขวดน้ำปลาสิเอาแน่ไม่ได้ +/- 1 มิล.อยู่เสมอ ถ้า
ไซส์ผิดขนาดนี้ก็ใช้ไม่ได้ วันนั้นไปเจอขวดน้ำปลา ทดสอบเอา พีวีซี. 2.5 นิ้ว ลอง
สวมเห็นว่าพอดีเป๊ะ สั่งซื้อยก 6 ลังเลย ซาเล้งงง ซื้อไปทำไมเยอะแยะ (วะ)



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 239

ตอบตอบ: 22/02/2013 4:12 pm    ชื่อกระทู้: ขอความกระจ่างค่ะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ ลุงคิม
สวัสดีค่ะทิดแดง

ยัยเฉิ่ม อ่านกระทู้นี้แล้ว รู้สึกถูกอกถูกใจ ได้ความกระจ่าง ชัดแจ้ง แต่มีข้อความตอนหนึ่งว่า

"- ข้าวต้องการและตอบสนองต่อปุ๋ยทางใบกับปุ๋ยทางรากเท่าๆกัน นั่นคือ ควรให้ปุ๋ยทาง ใบมากครั้ง หรือ 7-10/ครั้ง จะได้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยทางรากอย่างเดียว "

อย่างให้ลุงคิมให้ความกระจ่างตรงนี้อีกนิดหนึ่งค่ะ ให้ลุงช่วยเปรียบเทียมการใช้ปุ่ยระเบิดเทิดเทิง กับปุ่ยเคมีทางราก n p k

การใช้ ยูเรก้า ใบโออิ ไทเป กับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม ในท้องตลาด เช่น มัสดิแชมป์


ขอบคูณค่ะ
ยัยเฉิ่ม เจ้าค่ะ


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 157

ตอบตอบ: 24/02/2013 1:46 pm    ชื่อกระทู้: Re: ขอความกระจ่างค่ะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

cherm บันทึก:
สวัสดีค่ะ ลุงคิม
สวัสดีค่ะทิดแดง

ยัยเฉิ่ม อ่านกระทู้นี้แล้ว รู้สึกถูกอกถูกใจ ได้ความกระจ่าง ชัดแจ้ง แต่มีข้อความตอนหนึ่งว่า

"- ข้าวต้องการและตอบสนองต่อปุ๋ยทางใบกับปุ๋ยทางรากเท่าๆกัน นั่นคือ ควรให้ปุ๋ยทาง ใบมากครั้ง หรือ 7-10/ครั้ง จะได้ผลดีกว่าการใส่ปุ๋ยทางรากอย่างเดียว "

อยากให้ลุงคิมให้ความกระจ่างตรงนี้อีกนิดหนึ่งค่ะ ให้ลุงช่วยเปรียบเทียมการใช้ปุ่ยระเบิดเทิดเทิง กับปุ่ยเคมีทางราก n p k
ตอบ :
เป็นเรื่องธรรมชาติสรีระวิทยาพืชเกี่ยวกับข้าว หรือพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว ที่ตอบสนองต่อปุ๋ยทางใบดี ชนิด 1 : 1 เลยเชียวแหละ ..... ผิดกับมะม่วง ทุเรียน อายุยืนนับนาน 100 ปี พวกนี้ตอบสนองต่อปุ๋ยทางราก 6-7 ส่วน ตอบสนองต่อปุ๋ยทาง 3-4 ส่วนใน 10 ส่วน......O.K. ?

ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปาก (กล้วยสุกนะ ไม่ใช่กล้วยดิบ)..... ก็ลดปุ๋ยทางรากแล้วมาเพิ่มปุ๋ยทางใบแทนซี่......อั้ยที่หว่าน หว่าน แล้วก็หว่านกันไร่ละ กส.น่ะ กี่ กก., เป็นเงินเท่าไหร่, ได้ปุ๋ยกี่ตัว, เม็ดปุ๋ยที่ว่านลงไป ไปถึงโคนข้าวทุกกอ กอละ 1-2-3 เม็ดเท่ากันไหม บางกอได้ตั้งกำมือ บางกอไม่ได้ซักกะเม็ดรึเปล่า หรือต้นข้าวมันเดินไปกินปุ๋ยที่ต้นข้างๆได้

- นาข้าว 1 ไร่ หว่านยูเรีย 1 กส. ราคา 1,000 (เครดิต+ดอกเบี้ย) ได้ปุ๋ย N. ตัวเดียว....N. ทำให้ต้นข้าวอ่อนแอ โรคแมลงมาก ใบขียวตองอ่อน เขียวได้ไม่กี่วัน ใบบาง ต้นสูงล้ม เมล็ดลีบ เป็นท้องไข่ปลาซิว ข้าวป่น น้ำหนักน้อย ทำพันธุ์ไม่ได้ ฯลฯ นี่คือ "ข้อดี" ของยูเรีย กระนั้นรึ ?.... ยูเรีย กส.เดียวไม่พอใจ ข้าวเขียวไม่ทน เขียวแพ้ข้างบ้าน ต้องใส่เพิ่มอีก 1 กส. ยังไม่สะใจใส่ 16-20-0 อีก 1 กส. เพราะบ้านกูก็รวย รวยกว่้าบ้านมึง.... เบ็ดเสร็จ นาข้าว 1 ไร่ใส่ปุ๋ย 3 กส. รวมสุทธิเป็นเงิน 3,000 ได้ปุ๋ยแค่ 2 ตัว N กับ P .... งานนี้ กะเหรี่ยงปากะญอ ไปดูถูกเขาว่า คนป่าคนดอย กะเหรี่ยงตกดอยบ้างละ กะเหรี่ยงหลงกรุงบ้างละ ที่ไหนได้ ทั้งสวย ทั้งฉลาด แต่คนเมือง สวยแต่โง่.....ว่ามั้ย

ต้นข้าว คือ พืช พืช คือต้นข้าว....ต้องการกินปุ๋ย 14 ตัว (N. P. K. Ca. Mg. S. Fe. Cu. Zn. Mn. B. Na. Si. Cl.) คำตอบแบบนี้ต้อง "แปลไทยเป็นไทย" อีกหรือ ?

หว่านเม็ดปุ๋ย สาด สาด สาด สาดกันสุดแรงเกิด แล้วเม็ดปุ๋ยลงไปที่โคนกอข้าวเท่ากันทุกกอไหม .... คิดใหม่ทำใหม่ เอาปุ๋ยมาละลายน้ำก่อน แล้วฉีดพ่น ปรับหัวฉีดให้เม็ดน้ำใหญ่ๆ บรรจงฉีดลงที่โคนต้นข้าว ทุกกอ ทุกกอ ต้นข้าวจะได้กินเนื้อปุ๋ยเท่ากัน เหมือนกัน ทุกต้นทุกกอไหม

อั้ยที่ว่า ง่าย แท้จริงคือ มักง่าย ใช่ไหม ?
อั้ยที่ว่า สดวก แท้จริงคือ ขี้เกียจ ใช่ไหม ?
อั้ยที่ว่า ถูกต้อง แท้จริงคือ คิดเองถามเองตอบเอง ใช่ไหม ?
อั้ยที่ว่า นาข้าวไม่ใส่ยูเรีย ไม่ได้ "แดก" หร็อก....ไกหกคนอื่น ไกหกตัวเอง ใช่ไหม ?

ไม่อยากเชื่อ.......ทำนาข้าว "ต้นทุนท่วมราคาขาย" แล้วไม่รู้
ไม่อยากเชื่อ.......ทำนาข้าว "ไม่ขาดทุนก็กำไรน้อย" แล้วไม่รู้


นาข้าว 25 ไร่ ต่อ 1 รุ่น :
@@@ ทำเทือก : ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (50 ล.) = 5,000 บาท, (ซื้อ 5,000 / ทำเอง 4,500 บาท) 16-8- 8 (250 กก.) = 2,500 บาท.....รวมราคาซื้อ 7,500 บาท.....ได้สารอาหารอินทรีย์ (ปลาทะเล ไขกระดูก เลือด ขี้ค้่างคาว นม น้ำมะพร้าว กากน้ำตาล) ได้สาอาหารเคมี (30-10-10, Mg., Zn., TE., 16-8- 8 ) จุลินทรีย์, อาหารสำหรับจุลินทรีย์ประจำถิ่น.....เปรียบเทียบกับ ยูเรีย 1 กส. อย่าไหนได้อะไร ? เท่าไร ?

@@@ บำรุง ระยะกล้า : ให้ 3 รอบ (ข้าวอายุ 20 วัน, 30 วัน, 40 วัน, .... ไบโออิ 3 ล. = 450 บาท (450 ซื้อ / ทำเอง 400), 18-38-12 = 3 กก. = 360 บาท ..... รวมราคาซื้อ 450+360 = 810 บาท .....ได้ข้าวแตกกอ 40-70 ลำ/กอ

@@@ บำรุง ระยะออกรวง : ให้ 2 รอบ..... ไทเป 2 ล. = 300 บาท, (ซื้อ 300 / ทำเอง 250), 0-52-34 (2 กก.) = 200 บาท, ยูเรีย จี 1 กก. = 100 บาท....รวมราคาซื้อ 300+200+100 = 700 บาท.....ได้ 0-52-34 ทำให้ต้นข้าวเตี้ย ขยายขนาดต้นทางข้าง, ยูเรีย จี. ช่วยออกรวงพุ่ง เหมือนสารลมเบ่ง

@@@ บำรุง ระยะน้ำนม : ให้ 4 รอบ....ไบโออิ 2 ล. = 300 (ซื้อ 300 / ทำเอง 250), ยูเรก้า 2 ล. = 600 (ซื้อ 300 / ทำเอง 500) .... รวมราคาซื้อ = 900 บาท....ได้ข้าวเมล็ดเต็ม เป็นเป็นเมล็ดลีบ ไม่เป็นท้องปลาซิว เมล็ดแกร่งใส่ บดแล้วไม่ป่น น้ำหนักดี ทำพันธุ์ได้

@@@ TOTAL :
ทำเทือก ระเบิดเถิดเทิง + ปุ๋ยเพิ่ม รวมราคาซื้อ = 7,500 บาท
ระยะกล้า ไบโออิ + ปุ๋ยเพิ่ม รวมราคาซื้อ = 810 บาท
ระยะออกรวง ไทเป + ปุ๋ยเพิ่ม รวมราคาซื้อ = 700 บาท
ระยะน้ำนม ไบโออิ + ยูเรก้า รวมราคาซื้อ = 900 บาท

นี่คือ 7,500 + 810 + 700 + 900 = 9,910 .... ต่อ 25 ไร่

นาข้าว 25 ไร่
ใช้ระเบิดเถิดเทิง, ไบโออิ, ไทเป, ยูเรก้า ..... เป็นเงิน 9,910.........ได้ปุ่ยครบสูตร 14 ตัว +ฮอร์โมน +จุลินทรีย์
ใส่ยูเรีน 25 กส. ............................... เป็นเงิน 25,000 ........ได้ N ตัวเดียว -ฮอร์โมน -จุลินทรีย์
ใส่ยูเรีย 50 กส. ............................... เป็นเงิน 50,000 ........ได้ N ตัวเดียว -ฮอร์โมน -จุลินทรีย์
ใส่ยูเรีย 50 กส.+ 16-20-0 ................. เป็นเงิน 75,000....... ได้ N กับ P -ฮอร์โมน -จุลินทรีย์

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ คิดเฉพาะ "ค่าปุ๋ย" เพียงอย่างเดียว....ส่วนค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าไถ ค่าาทำเทือก ค่าหว่าน/ดำ ค่าฉีดพ่น ค่าสูบน้ำ ค่าสารเคมี/สารสมุนไพร ค่าเช่าที่ ฯลฯ นอกนั้นยังคงเดิม.....แนวทางลดต้นทุน คือ ทำเองแทนจ้าง



หมายเหตุ :
หลังจากบำรุงระยะแตกกอครบ 3 รอบแล้ว ให้สำรวจต้นข้าว....
- ต้นข้าว กลม-แน่น-ใบธงเขียวข้ม-ช่วง 7 ถึง 9 โมงเช้า ใบธงไม่โค้งปกดิน....อาจให้เพิ่มระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 อีกครั้ง อัตรา 2 ล./ไร่ โดยไม่ต้อง +เพิ่ม 16-8-8 .... เท่ากับพิ่มต้นทุนอีก 5,000

- ต้นข้าว แบน-นิ่ม-ใบเขียวจาง-ช่วง 7 ถึง 9 โมงเช้า ใบธงโค้งปกดิน....ให้เพิ่มระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 อีกครั้ง อัตรา 2 ล./ไร่ กับ +เพิ่ม 16-8-8 .... เท่ากับเพิ่มต้นทุน 7,500

- ระยะแตกกอ ถึง ออกรวง ให้แคลเซียม โบรอน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน จะทำให้เมล็ดข้าวสมบูรณ์ดียิ่งขึ้น....แคลเซียม โบรอน อัตราใช้ "น้ำ 200 ล. + แคลเซียม โบรอน 200 ซีซี. ต่อเนื้อที่ 5 ไร่ .... แคลเซียม โบรอน ทำเอง 40 ล. ราคา 300 บาท



การใช้ ยูเรก้า ใบโออิ ไทเป กับ ธาตุรอง/ธาตุเสริม ในท้องตลาด เช่น มัสดิแชมป์
ตอบ :
คุณภาพเท่ากัน........ดูที่ราคา
ราคาเท่ากัน...........ดูที่คุณภาพ

นอกจากนี้อาจมี "ค่าโสหุ้ย" เข้ามาเอี่ยว


.



ชาวนาทำข้าวขาย ค้าขาย แต่ไม่คิดเรื่องต้นทุน....
ทำแบบเดิมๆ ๆๆ ๆๆ ที่ได้ ไม่กำไรน้อยก็ขาดทุน....

ใครรังแกชาวนา....ชาวนาทำร้ายตัวเอง ใช่หรือไม่....
ใครทำได้ ต้นทุนลด-ผลผลิตเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพ กลับถูกมองว่าบ้า....

เช่าที่ทำนามาตั้งแต่เกิด จนถึงวันนี้ใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว ไม่เคยได้กำไรพอเอาไปซื้อที่ดินตัวเอง ใส่ชื่อตัวเองในโฉนด แค่ไร่สองไร่ ยังไม่ได้ ก็ยังไม่คิด "ปรับ/เปลี่ยน" วีธีทำ

ทำตามแม้แต่คนที่ล้มเหลว....
คนที่มาบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างหนี้น่ะ หนี้สินเต็มบ้าน เชื่อเขาได้ไง....

มีความรู้ รู้แค่โฆษณา ..... ซื้อทุกอย่างสากกะเบือยันเรือบรบ
ฉลาดแต่ไม่เฉลียว ..... นักส่งเสริมอุดมการณ์ V.S. นักส่งเสริมเชิงพานิช

ไม่เป็นตัวของตัวเอง....
ไม่รู้ต้องเรียน ไม่เป็นต้องหัด รู้แล้วเป็นแล้ว อยู่ติดตัวไปตลอดชีวิต สึบต่อให้ลูกหลานได้ ไม่มีใครรู้ใครเป็นมาตั้งแต่เกิด.....

สอนให้ทำเอง ทำไม่ได้แล้ว "ด่า" ... ด่าตาคิม ด่าให้จบ ก.จะดูลูกหลาน ม.
ไม่ขจัดปัญหา "ต้นทุนที่สูญเปล่า" ทำไปอีก 100 ชาติ 1,000 ชาติ ก็ไม่ได้กำไร

ยิ่งหนีความจริง ยิ่งเจอแต่ความเท็จ....
ยิ่งหนีคนพูดตรง ยิ่งเจอแต่คนอ้อล้อตอแหล....


ว่ามั้ยล่ะ....วันนี้คุณหัวเราะ สังคมจะหัวเราะกับคุณ....
วันนี้คุณร้องไห้ สังคมจะปล่อยให้คุณร้องไห้คนเดียว...
(กระจกฝ้า/พล.ท.อุทาน สนิทวงศ์)


.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/05/2013 1:41 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 157

ตอบตอบ: 17/03/2013 6:38 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

........... สรุปสุดท้าย .........


ทำเทือก........ ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) +16-8-8 (10 กก.) / ไร่

ระยะกล้า ..... น้ำ 200 ล.+ไบโออิ+ 18-38-12 (1 กก.)+ยูเรีย จี. 500 กรัม+สมุนไพร 1 ล.
ระยะต้นกลม... ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) + 16-8-8 (10 กก.) / ไร่

ระยะออกรวง... น้ำ 200 ล.+ ไทเป 200 ซีซี.+ ยูเรีย จี 500 กรัม + สมุนไพร 1 ล.

ระยะน้ำนม...... น้ำ 200 ล. + ไบโออิ 100 ซีซี. + ยูเรก้า 100 ซีซี. + สมุนไพร 1 ล.



ส่วนประกอบเนื้อสารอาหาร :
- ระเบิดเถิดเทิง.... กุ้งหอยปูปลาทะเล, เลือด, ไขกระดูก, นม, ขี้ค้างคาว, น้ำมะพร้าว (อินทรีย์)....ธาตุหลัก, ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แม็กเนเซียม, สังกะสี (เคมี)

- ไบโออิ..แม็กเนเซียม, สังกะสีอะมิโนคีเลต, ยูเรีย จี. ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แคลเซียม โบรอน (เคมี)

- ไทเป..ไข่, นม, กลูโคส, น้ำมะพร้าว (อินทรีย์)...13-0-46, 0-52-34, ธาตุรอง, ธาตุเสริม (เคมี)

- ยูเรก้า..21-7-14, ไคโตซาน, อะมิโนโปรตีน, ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แคลเซียม โบรอน (เคมี)



หมายเหตุ :
ต้นไม้ต้นพืช ไม่รู้จักยี่ห้อ ไม่รู้จักสี/กลิ่น/รส ไม่ฟังโฆษณา....รู้จักแต่ "เนื้อสารอาหาร" เท่านั้น




.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 21/04/2013 6:12 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 157

ตอบตอบ: 18/03/2013 6:47 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มี.ค. เดือนนี้ กลุ่มชาวนาบางบาล กำลังเกี่ยวข้าว ระหว่างนี้ฝากให้ให้ทุกคน
หันหน้าเข้าหากัน คุยกัน ปรึกษากัน เล่าสู่กันฟัง ภายใต้หัวข้อ....


- "ต้นทุน" ทุกรายการที่ต้องจ่ายเป็นเงิน
- "ต้นทุน" ทุกรายการที่ไม่ต้องจ่าย เช่น แรงงาน (จ้างตัวเอง) เนื้อที่ เวลา
- "ต้นทุน" ถาวร ทำ/สร้าง ครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป
- "ต้นทุน" สูญเปล่า จ่ายมาก แต่ ได้น้อย
- "ต้นทุน" เปรียบเทียบ แปลงเขา กับ แปลงเรา
- "ต้นทุน" ทำเอง 100%, ซื้อ 100%, ทำเอง 50% + ซื้อ 50%
- "ต้นทุน" รวมกลุ่มสั่งซื้อตรง
- "ต้นทุน" ฯลฯ



- "ตลาด" ขายให้โรงสี จำนอง ธ.ก.ส.
- "ตลาด" ขายเป็นพันธุ์ข้าวปลูกให้แปลงข้างเคียง ขายให้โรงสี ขายให้เอเย่นต์
- "ตลาด" สีเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ขายปลีก ขายส่ง
- "ตลาด" ฯลฯ


- "รวมกลุ่ม" ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและปริมาณ
- "รวมกลุ่ม" สร้างปริมาณและคุณภาพ สำหรับการขายแบบพันธะสัญญา
- "รวมกลุ่ม" ป้องกันปัญหา และแก้ปัญหา
- "รวมกลุ่ม" ต่อยอด ขยายผล สร้างโอกาส
- "รวมกลุ่ม" เป็นตัวอย่าง เป็นกรณีศึกษา แก่ชาวนาข้างเคียง
- "รวมกลุ่ม" ฯลฯ



- "ฯลฯ"


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
toodtoo
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/10/2012
ตอบ: 100

ตอบตอบ: 19/03/2013 11:15 am    ชื่อกระทู้: ขอบพระคุณอย่างสูงครับ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

kimzagass บันทึก:
........... สรุปสุดท้าย .........


ทำเทือก......... ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) +16-8-8 (10 กก.) / ไร่

ระยะกล้า ....... น้ำ 200 ล.+ไบโออิ+ 18-38-12 (1 กก.)+ยูเรีย จี. 500 กรัม+สมุนไพร 1-2 ล.
ระยะต้นกลม.... ระเบิดเถิดเทิง 30-10-10 (2 ล.) + 16-8-8 (10 กก.) / ไร่

ระยะออกรวง.... น้ำ 200 ล. + ไทเป 200 ซีซี. + 0-52-34 (1 กก.) + ยูเรีย จี 500 กรัม + สมุนไพร 1-2

ระยะน้ำนม...... น้ำ 200 ล. + ไบโออิ 100 ซีซี. + ยูเรก้า 100 ซีซี. + สมุนไพร 1-2 ล.



ส่วนประกอบเนื้อสารอาหาร :
- ระเบิดเถิดเทิง.... กุ้งหอยปูปลาทะเล, เลือด, ไขกระดูก, นม, ขี้ค้างคาว, น้ำมะพร้าว (อินทรีย์)....ธาตุหลัก, ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แม็กเนเซียม, สังกะสี (เคมี)

- ไบโออิ..แม็กเนเซียม, สังกะสีอะมิโนคีเลต, ยูเรีย จี. ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แคลเซียม โบรอน (เคมี)

- ไทเป..ไข่, นม, กลูโคส, น้ำมะพร้าว (อินทรีย์)...13-0-46, 0-52-34, ธาตุรอง, ธาตุเสริม (เคมี)

- ยูเรก้า..21-7-14, ไคโตซาน, อะมิโนโปรตีน, ธาตุรอง, ธาตุเสริม, แคลเซียม โบรอน (เคมี)



หมายเหตุ :
ต้นไม้ต้นพืช ไม่รู้จักยี่ห้อ ไม่รู้จักสี/กลิ่น/รส ไม่ฟังโฆษณา....รู้จักแต่ "เนื้อสารอาหาร" เท่านั้น




.


สวัสดีครับลุง

สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นแต่โคลนตม
คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว....


ขอบคุณครับ ขอบคุณอย่างที่สุด แค่นี้ก็ทำให้ผม มองเห็นทางโล่ง สดใส....ไกลสุดขอบฟ้า ...ผมบอกพ่อแล้ว พ่อยังไม่เอาด้วย แต่แม่เอา 100 % ....ยื่นคำขาด ปีนี้แกไม่ต้องยุ่ง ชั้นกะไอ้หมาทำเอง.....เข้าทำนอง พี่ไม่ต้องน้องทำเอง....

แต่ 16-8-8 แถวบ้านมันไม่มีขาย ได้ถามทิดบัติ - เฃียงรายแล้ว เค้าบอกว่า ...."ให้เอ็งเอา 16-16-16 ...1 กระสอบ + 46-0-0 ...ครึ่งกระสอบ ผสมให้เข้ากัน... จะออกมาเป็น 18-8-8 โดยประมาณ ใช้ตามปริมาณที่ลุงบอก อาจจะมากกว่า 10 กก./ไร่ นิดหน่อยไม่เป็นไร (ตามความเหมาะสม) ส่วนผสมที่เหลือ เก็บใส่กระสอบ เอาสารดูดความชื้นใส่ลงไปกันปุ๋ยละลาย จะเก็บไว้ได้เป็นปี ๆ "....ว๊าว......

ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ ...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©