online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา.....
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา.....
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา.....
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 13, 14, 15  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 06/03/2012 11:24 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

cherm บันทึก:
สวัสดีค่ะ ลุงคิม



นาข้าว แปลงที่ส่งรูปมาให้ดู ตอนนี้ต้นข้าวสูงประมาณ 15 เซนติเมตร เปิดน้ำเข้านาเรี่ยบร้อยแล้ว จากการเดินลงไปสำรวจในแปลงนา ผลปรากฏว่า หญ้าเยอะมากค่ะ เยอะกว่าข้าวอีก แต่สภาพดินดีมาก โดยปกติแต่ก่อนที่นาข้าวไม่ได้ใส่น้ำหมักระเบิดเทิดเถิง (หมายถึงฤดูกาลที่ผ่านมา) เมื่อเปิดน้ำใส่นาข้าวหลักจากฉีดยาฆ่าหญ้า ดินจะไม่นิ่ม สามารถเดินลงไปได้โดยดินไม่ยุบ แต่จากการสังเกตุครั้งนี้ เมื่อเดินลงไปนาข้าวดินจะยุบตัวลงไปเลยค่ะ (ไม่เกี่ยวกันน้ำหนักต้วนะคะ) ดินนิ่มมากค่ะ
ตอบ :
"หญ้าเยอะมาก" ...... นี่คือผลจากการบริหารจัดการหญ้าผิดพลาดตั้งแต่แรก การบริหารจัดการ หญ็า/วัชพืช ที่ดีทีด คือ การไถกลบ-เปลี่ยนสภาพมาเป็นปุ๋ย แต่เนื่องจากปัญาหาไม่มีน้ำ เพราะต้องรอชลประทานปล่อยน้ำมา กับต้องเร่งทำให้ ทัน/พร้อม กับนาข้างเคียงเพราะต้องเก็บเกี่ยวพร้อมกัน จึงไม่มีน้ำหมักดินก่อนแล้วย่ำเทือกทำลาย หญ้า/วัชพืช การย่ำเทือกคือการทำลาย หญ้า/วัชพืช ที่ดีที่สุด ตรงกับความต้องการทางธรรมชาติของต้นข้าวมากที่สุด

การย่ำเทือกเพื่อทำลาย หญ้า/วัชพืช ต้องย่ำ 3-4 รอบ ห่างกันรอบละ 7-10 วัน หลังจากย่ำรอบแรกแล้ว รอให้ที่เหลืองอกขึ้นมาก่อนแล้วย้ำซ้ำ ทำซ้ำ 3-4 รอบ จะมี หญ้า/วัชพืช เหลือไม่เกิน 10% จากของเดิมที่เคยมี นั่นหมายความว่า ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ในเมื่อไม่มีเวลาเพราะต้องเร่ง หว่าน/ดำ ให้ทันหรือพร้อมกับแปลงข้างเคียง สุดท้ายก็คือ ทำไม่ได้

การใช้ "ยาฆ่า ยาคุม" หญ้า เป็นพียงภาพหลอน เพราะสามารถคุ้มครองได้เพียงช่วงแรกๆ ครั้นต้นข้าวโตถึงระยะ แตกกอ-ออกรวง ก็จะมี หญ้า/วัชพืช ขึ้นแข่งกับต้นข้าวได้เหมือนเดิม บางครั้งหนักกว่าเก่า.....การใช้ ยาฆ่า-ยาคุม นอกจากทำให้ต้นข้าวชะงัก (งัน) การเจริญเติบโต 7-10 วันแล้ว ยังทำลายจุลินทรีย์ ทำให้ดินเป็นกรด ทำลายสัตว์น้ำ ทำลายแหล่งน้ำ/สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อีกด้วย นี่ไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการที่ต้องจ่ายอีกนะ

ในสภาวะจำยอม หากต้องการใช้ "ยาฆ่า-ยาคุม" หญ้า/วัชพืช จริงๆก็ได้ ให้เอาน้ำออกจนหมด ทิ้งดินตากแดดพอน้าดินแห้ง ก่อนผสม ยาฆ่า-ยาคุม ให้ปรับ พีเอช น้ำที่จะใช้ (น้ำสะอาด) ด้วยน้ำส้มสายชูให้น้ำได้ พีเอช 5.0 ก่อน ใช้อัตรา ยาฆ่า-ยาคุม เพียงครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำให้ในสลาก แล้วฉีดพ่นตามวิธีการที่เคยทำ .....หลังฉีดพ่น 3-4 วัน แน่ใจว่า ยาฆ่า-ยาคุม ออกฤทธิ์ดีแล้ว ให้ฉีดพ่น "ไบโออิ + กลูโคส" 2 รอบ ห่างกันรอบละ 3 วัน ก็จะช่วยฟื้นต้นข้าวที่ชงัก (งัน) จากฤทธิ์ ยาฆ่า-ยาคุม แล้วเจริญเติบโตต่อตามปกติได้

งานนี้ต้อง "เลยตามเลย ไหนไหนก็ไหนไหน" บำรุงทั้ง "ข้าวและหญ้า" ไปพร้อมกัน โดยการให้สารอาหารทางใบเป็นหลัก

ไม่ต้องกลัว หญ้า/วัชพืช แย่งอาหารต้นข้าว.....ให้สารอาหารทางใบ ต้น หญ้า/วัชพืช คงไม่โน้มใบตัวองมาแย่งสารอาหารข้าวที่ใบข้าวได้หรอก.....

บำรุงแบบนี้ทั้ง ต้นข้าว ต้นหญ้า/วัชพืช งามทั้งคู่ ก็ให้ปล่อยไป ใจเย็นๆ งวดหน้ารุ่นหน้า ให้เตรียมการไถกลบลงดิน สารอาหารที่ต้น หญ้า/วัชพืช ได้ไปก็จะกลับคืนลงดินเหมือนเดิม ...... ว่าแต่ นาแปลงนี้มีปัญหาเรื่องน้ำชลประทาน ปีหน้ารุ่หน้าก็ปัญหาเดิมอีกนั้นแหละ ว่ามั้ย แล้วจะจัดการยังไงกับปัญหาโลกแตกแบบนี้

ถ้ากังวลว่า ต้นหญ้า/วัชพืช จะได้สารอาหารด้วย ว่าแล้วจึงไม่ให้ ฉนี้แล้ว เราก็จะไม่ได้ข้าวด้วย หรือเท่ากับไม่ได้อะไรเลย

ประสบการณ์ตรง.....หญ้าครึ่งหนี่ง ข้าวครึ่งหนึ่ง บำรุงทางใบตามระยะ สม่ำเสมอ ได้ข้าว 120 ถัง.....


"ดินดีมาก" ...... นี่คือบทพิสูจน์ชัดเจนเรื่องจุลินทรีย์ ในน้ำหมักระเบิดเถิดเทิงมีจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งแล้ว กับมีสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์ลงไปบำรุงจุลินทรีย์ประจำถิ่นในดินให้ช่วยทำงานอีกแรงหนึ่ง ไงล่ะ







นาข้าวแปลงใหญ่ที่ (20 ไร่) หว่านไปเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 55 หว่านข้าวบางมากค่ะ ประมาณ 1 ไร่ ต่อ 2 ถัง เมื่อวาน (วันที่ 4 ก.พ.55) พาแม่ไปดูที่นา แม่บ่นมากเลยค่ะ ว่าหว่านข้าวบาง จะไม่ได้น้ำได้เนื้อ บังเอิญมีชาวนาผ่านมาแวะคุย ถามหนูว่า หว่านข้าวกี่ถัง ต่อไร่ หนูบอกไม่ถึง 2 ถังดี เค้าก้บบอกว่า ทำไมหว่านบาง เดียวหญ้าก็จะขี่ข้าว รับรองไม่ได้ดี แล้วก็ถามหนูต่อว่า จะฉีดยาฆ่าหญ้าเมื่อไหร่ หนูบอกไม่ฉีดค่ะ เค้าบอกรับรองไม่ได้กิน หญ้าขี้ข้าว ข้าวจะไม่โต แม่หนูผสมโรงด้วย โดนไปอีกชุดใหญ่
ตอบ :
เทคนิคการทำนาแบบเดิมๆ คือ ให้แต่สารอาหาร (ปุ๋ย) ทางดิน แบบนี้ต้น หญ้า/วัชพืช ซึ่งธรรมชาติหาอาหารเก่งกว่าต้นข้าวอยู่แล้ว ก็จะแย่งอาหารไปจากต้นข้าวจนหมด แล้วโตกว่าต้นข้าวแน่นอน นี่คือ "หญ้าขี่ข้าว" เป็นธรรมดา

การลบล้างความคิดเก่าๆ ของคนรุ่นเก่าๆ สามารถทำได้ด้วยวิธีเดียว นั่นคือ "หลักวิชาการ" เพราะฉนั้นเราต้อง "แม่นสูตร แม่นหลักการ" จากนั้นรอเวลา สร้างประสบการณ์ ด้วยการทำความจริงให้ปรากฏ ว่าแต่ตัวเองแม่นสูตร แม่นหลัการ ในการทำนาข้าวมากน้อยแค่ไหน เท่านั้นแหละ

เลิกเชื่อข้างบ้าน เลิกเชื่อคนขายปุ๋ย แต่ให้เชื่อตัวเอง.....ว่าแต่ตัวเองมีอะไรให้เชื่อได้บ้าง

อย่าหวังว่าจะต้องได้ผลผลิตมากเท่านั้นเท่านี้ แต่ให้ดูต้นทุนเป็นหลักว่าได้จ่ายลงไปแล้วเท่าไหร่ ..... การได้ข้าว 90 ถัง เท่าข้างบ้าน แต่เงินต้นทุนที่จ่ายไปน้อยกว่า ก็เท่ากับ ได้มากกว่าอยู่แล้ว จากนั้นดู ข้าวลีบ-ข้าวปน-ข้าวป่น-น้ำหนัก ว่าใคร มาก/น้อย กว่ากัน

การกำจัด หญ้า/วัชพืช แบบหนึ่ง คือ เมื่อต้นข้าวสูงประมาณ 1 ฝ่ามือ ให้ปล่อยน้ำเข้าจนท่วมทั้งข้าว และ หญ้า/วัชพืช ทำให้ หญ้า/วัชพืช ส่วนหนึ่งจมน้ำตายแต่ต้นข้าวจะไม่ตาย แล้วจะเหลือ หญ้า/วัชพืช เพียงส่วนหนึ่งที่รอดจากน้ำท่วมได้ นี่เท่ากับลดจำนวน หญ้า/วัชพืช ได้ส่วนหนึ่แล้ว

ถึงวันนี้คงทำอะไร หญ้า/วัชพืช ไม่ได้แล้ว แนะนำให้เดินหน้าต่อด้วยสูตร "เลยตามเลย-ไหนไหนก็ไหนไหน"






ยัยเฉิ่ม พยายามทำใจไม่ให้หวั่นไหว แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ค่ะลุงคิม ขั้นตอนต่อไปหนูต้องทำอย่างไรต่อคะ ?
ตอบ :
ทำตามที่ลุงคิมแนะนำ ในเน็ตนี่แหละ
ทำใจให้มั่นคง แม่นสูตร แม่นหลักการ
ปลูกข้าว ตามใจข้าว ไม่ใช่ตามใจคน




ขอบคูณลุงคิมค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 08/03/2012 10:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


1.
รูปที่ 1 แปลงนาเพื่อนบ้านที่ฉีดยาคุมหญ้า และเอาไม่อยู่ เนื่องจากขาดน้ำช่วงที่ต้องการน้ำให้ท่วมหญ้าที่ฉีดยาฆ่า
หญ้าขึ้นสูงกว่าข้าวมาก และจำนวนหญ้าเยอะมาก

COMMENT :
นี้คือปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่เป็นต้นเหตุแห่งการ "สูญเสีย" เป็นปัญหาหญ้าปากคอก ปัญหาเส้นผมบังภูเขา ชาวนา
ทุกคนรู้ แตไม่ให้ความสนใจที่จะแก้ไข

ไม่มียาฆ่าหญ้าใดในโลกนี้ที่ใช้ตามอัตราข้างฉลากแล้วกำจัดหญ้าหรือทำให้ หญ้า/วัชพืช ตายสนิทได้ ในความเป็นจริงทำ
ได้เพียง "ใบไหม้" เท่านั้น ไม่ช้าไม่นานหรือในชั่วอายุข้าวในแปลงนั้นเท่านั้น หญ้า/วัชพืช เหล่านี้ก็จะเจริญเติบโตสูง
แซงต้นข้าวได้

เรื่องอย่างนี้ชาวนา รู้หรือไม่รู้...........................................ไม่รู้
เรื่องอย่างนี้ชาวนา สนใจหรือไม่สนใจ.................................ไม่รู้
ยาฆ่าหญ้า มีผลเสียมากว่าผลดี ชาวนา รู้หรือไม่รู้.....................ไม่รู้

อุธาหรณ์....
ทำตามคนที่ประสบความล้มเหลว จะประสบความล้มเหลวยิ่งกว่า
ทำตามคนที่ประสบความสำเร็จ จะประสบความสำเร็จยิ่งกว่า

ทำนาปี .............................. ได้หนี้กับฟาง
ทำนาปรัง ............................ ได้ฟางกับหนี้

เหตุปัจจัยที่ชาวนายัง ยากจน/เป็นหนี้ เพราะไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง






2.
รูปที่ 2 ต้นข้าว ถอนมาจากแปลงนาหน้าบ้าน ลุงเคยบอกว่า รากของต้นข้าวจะยาวประมาณครึ่งหนึ่งของต้นข้าว จาก
การวัดรากยาวประมาณครึ่งหนึ่งของต้นข้าว แสดงว่าดีใช่หรือป่าวคะ

COMMENT :
รากยาวดี แต่จำนวนน้อยไปหน่อย
น่าจะเก็บภาพมาให้ดูหลายๆต้นกว่านี้หน่อยนะ

กับเลือกต้นรุ่นเดียวกันที่มีขนาดเล็ก แคระแกร็น มาเปรียบเทียบให้ดูด้วย





3.
รูปที่ 3 แปลงนาข้าวแปลงใหญ่ (20 ไร่) หว่านข้าวบางมากค่ะ ผู้หวังดีบอกว่า อย่างไรคงไม่ได้ข้าวกิน หญ้าจะขึ้นคุมข้าว

COMMENT :
ดูจากภาพ วิเคราะห์ไม่ออกว่า ห่างหรือถี่ มาก/น้อยแค่ไหน....แต่ให้ข้อคิด

นาดำ .......... ระยะห่างระหว่างกอต่อกอ เท่าไหร่ โตขึ้นมาแล้วแตกหน่อแตกกอเท่าไหร่ ได้ผลผลิตเท่าไหร่
นาหว่าน ....... ระยะห่างระหว่างกอต่อกอ เท่าไหร่ โตขึ้นมาแล้วแตกหน่อแตกกอเท่าไหร่ ได้ผลผลิตเท่าไหร่

ข้าวกอห่าง......................... ลำต้นใหญ่ขนาดหลอดดูดเฉาก๊วย
ข้าวกอถี่............................ ลำต้นใหญ่ขนาดหลอดดูยาคูลท์
อย่างไหนดีกว่ากัน





4.
รูปที่ 4 แปลงนาหน้าบ้าน หญ้าเยอะมากเลยคะ ไม่ได้ฉีดยาฆ่าหญ้า ดูจากสายตา มากกว่าข้าวเสียอีก อนาคตคงเหมือน
รูปที่ 1 อย่างนี้แล้ว ทำตามแนวทางลุงจะได้ผลแน่ใช่ไหมคะ

COMMENT :
เป็นความผิดพลาดตั้งแต่ครั้งแรก (.....เหมือนใส่เสื้อ ติดรังดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปก็ผิดทั้งหมด....) เพราะขาดการ
วางแผน การบริหารเวลาทำงาน

ถามว่า..... นาแปลงข้างเคียงเหมือนนาเรา - นาเราเหมือนแปลงข้างเคียง ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ถูกต้องสำหรับข้าว แล้วทำไม
ยังทำตามแบบนาแปลงข้างๆ.....ทำนามาแล้ว 3 ปี ขาดทุนทุกปี เพราะทำแบบนี้ แล้วทำไมปีนี้จึงยังทำแบบเดิมอีก
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดทุน......

มันเป็น "สภาวะจำยอม" เพราะไม่สามารถรื้อทิ้ง หรือไถทิ้งแล้วเริ่มใหม่ได้ เพราะปัญหาเรื่องน้ำ กับอีกสารพัดปัญหา
แม้แต่ปัญหาที่ไม่น่าเป็นปัญหาก็เป็นปัญหา

บอกแล้วไง งานนี้ "ลุย ! เลยตามเลย ไหนไหนก็ไหนไหน..." บำรุงทั้งข้าว ทั้ง หญ้า/วัชพืช ให้มันงามด้วยกันทั้งคู่นั้น
แหละ ถ้ามัวแต่ห่วงว่า หญ้า/วัชพืช จะได้ปุ๋ยด้วยเลยไม่ให้ ต้นข้าวก็เลยพลอยอดไปด้วย ฉนี้แล้วจะได้ผลผลิตจากข้าวยังไง

ให้ปุ๋ยทางใบเป็นหลัก ดูซิ หญ้า/วัชพืช จะโน้มใบไปแย่งอาหารจากต้นข้าวที่ใบข้าวได้ไหม ใครจะขี่ใคร ใครจะข่มใคร
คงข่มขี่ได้ไม่ทั้งหมดหรอกน่ะ

ประสบการณ์ตรงมีแล้วหลายแปลง ข้าวครึ่งหนึ่ง หญ้า/วัชพืชครึ่งหนึ่ง บำรุงทั้งคู่ได้ 120 ถัง ข้าวน้ำหนักดี ไม่มีข้าวลีบ
เมล็ดแกร่งใส ไม่มีท้องปลาซิว

ทำตามแนวลุงคิม.....ลุงคิมไม่มีแนว ที่แนะนำนั่นเป็นแนวของต้นข้าว เป็นหลักการอย่างมีเหตุมีผล โดยมีต้นข้าวเป็น
ศูนย์กลาง.....ปลูกข้าวตามใจข้าว ไม่ใช่ตามใจคน

ในธรรมชาติไม่มีความลับ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ปรากฏการณ์ แต่ มนุษย์ไม่เคยสังเกตุ กลับเข้าข้างตัวเองอ้างว่า ค้นพบ
เคล็ดลับนั่น เคล็ดลับนี่ มั่วนิ่มทั้งนั้น แม้แต่อ้างตัวเองเป็นเจ้าของสูตรก็โมเม นั่นคือสูตรของธรรมชาติทั้งนั้น เพราะมัน
มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ตัวเองไม่เคยใส่ใจเอง

แม่นสูตร - แม่นหลักการ ...... คิดใหม่ ทำใหม่ ..... เลิกเชื่อข้างบ้าน แต่ให้เชื่อตัวเอง



.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 10/03/2012 5:49 am, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 19/03/2012 10:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะลุงคิม

นาข้าวแปลงใหญ่ หลังจากฉีดยาฆ่าหญ้า (ตามใบสั่ง ผบ.สูงสุด ของบ้าน) โดน เพลี้ยลง แต่ไม่มาก เป็นหย่อมๆๆ
ลักษณะต้นข้าวที่โดน จะเป็นใบขาวๆ ยัยเฉิ่ม ก็เลยฉีดไปโออิ. ผสม กับน้ำต้มสมุนไพร มี ขิง ขา ตะไคร้ พริก และ
ก็พริกแกงเผ็ด ฉีดไปพร้อมกันเลย ไม่ทราบว่าทำถูกหรือเปล่า

ผ่านไปสองวัน ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ต้นที่โดนเพลี้ย ก็ดูจะแข็งแรงขึ้นแต่ไม่มากค่ะ

จากการสังเกตุต้นข้าว จะมีลักษณะ แข็ง ใบตั้งตรง แต่ ใบและลำต้นจะไม่เขียว จะออกเหลือง ต้องแก้ไขอย่างไรคะ

นาข้าวของยัยเฉิ่มมีปัญหาเรืองน้ำ ไม่สมบูรณ์เหมือนแปลงอื่น เราให้ปุ๋ยทางใบ แล้วต้นข้าวจะแข็งแรงได้หรือเปล่า
มีน้ำเพียงแค่แฉะๆๆ ที่ดอนก็ชุ่มๆ

ฉีดไปโออิ.รอบแรกข้าวได้ 19 วัน ต้องฉีดอีกเมื่อไหร่ และใช้โฮโมนตัวไหนบ้างคะ


ขอบคุณลุงคิมค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 19/03/2012 7:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

cherm บันทึก:
สวัสดีค่ะลุงคิม

นาข้าวแปลงใหญ่ หลังจากฉีดยาฆ่าหญ้า (ตามใบสั่ง ผบ.สูงสุด ของบ้าน) โดน เพลี้ยลง แต่ไม่มาก เป็นหย่อมๆๆ
ลักษณะต้นข้าวที่โดน จะเป็นใบขาวๆ ยัยเฉิ่ม ก็เลยฉีดไปโออิ. ผสม กับน้ำต้มสมุนไพร มี ขิง ขา ตะไคร้ พริก และ
ก็พริกแกงเผ็ด ฉีดไปพร้อมกันเลย ไม่ทราบว่าทำถูกหรือเปล่า
ตอบ :
แปลงเล็ก-แปลงกลาง-แปลงใหญ่-แปลงหน้าบ้าน-แปลงหลังบ้าน-แปลงข้างวัด-แปลงหลังเมรุ แมลงมันเลือกลงด้วยเหรอ นาข้าวแถวบ้านลุงคิมเห็นมันลงทุกแปลงนั่นแหละ......บอกแล้วไง ไม่มีพืชใดในโลกนี้ที่ไม่มีศัตรูประจำตระกูล วันนี้ไม่มีเพราะยังไม่มา ถ้ามาเถอะ เอาไม่ทัน แล้วก็ยังบอกอีกว่า ไม่มีสารเคมียาฆ่าแมลงหรือสารสมุนไพรใดในโลกนี้ ที่ทำให้ส่วนของพืชที่ถูกทำลายไปแล้วดีคืนกลับมาอย่างเดิมได้ เรียกว่า เสียแล้วเสียเลย เพราะฉนั้นต้อง "ป้องกัน -กันก่อนแก้" เท่านั้น

บอกว่า "เพลี้ย-เพลี้ย-เพลี้ย" น่ะเพลี้ยอะไร....เพลี้ยไฟ. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล. เพลี้ยกระโดดหลังขาว. กับอีกสารพัดเพลี้ยที่เป็นศัตรูพืชข้าว เพราะตระกูลเพลี้ยมีตั้งหลายเพลี้ย น่าจะบอกมาชัดๆเลยว่า ชื่อเพลี้ย นาสกุลเพลี้ย ว่าอะไร

ลักษณะต้นข้าวที่ว่า "ใบขาว" ก็เดาไม่ออกอีกว่าเป็นโรคประเภทไวรัส (โรคใบขาว) หรือโรคประเภท รา-แบคทีเรีย ทั่วๆไป แต่เมื่อใช้ ขิง ข่า ตะไคร้ พริก ควบกับไบโออิ. แล้วดี ก็จงใช้ต่อไป นี่แหละที่เขาเรียกว่า พบสูตรด้วยตัวเอง...ก. ทำ กับ มือ มึงอย่างเถียง.

ศัตรูพืชนาข้าวที่ฮอตฮิตในปัจจุบันคงไม่พ้น "เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล" เจ้าตัวนี้แนะนำให้ใช้สมุนไพร "รสขม" อย่าง บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร เขียวไข่กา ชิงช้าชาลี กับวิธี ป้องกัน/กำจัดแบบผสมผสาน ก็พอจะได้ผลอยู่บ้าง (ไม่ได้รับประกันได้ผล 100% นะ)





ผ่านไปสองวัน ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ต้นที่โดนเพลี้ย ก็ดูจะแข็งแรงขึ้นแต่ไม่มากค่ะ
ตอบ :
แมลงศัตรูพืชชอบเข้าหาต้นพืชที่อ่อนแอมากกว่าต้นพืชที่สมบูรณ์แข็งแรง และเมื่อเข้าหาพืชแล้ว ในต้นที่อ่อนแอจะแพร่ระบาดและเกิดความเสียหายรุนแรงกว่าต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง...(สารดีดิสคัพเวอรี่...)

บทพิสูจน์ นี่คือผลจากการให้สารอาหาร (ไบโออิ-แม็กเนเซียม + สังกะสี + ฯลฯ) คู่กับยาสมุนไพร (ขิงข่า ตะไคร้ พริก) เหมือนคนเราที่ต้องกินทั้งยาและอาหาร โรคภัยจึงจะหาย





จากการสังเกตุต้นข้าว จะมีลักษณะ แข็ง ใบตั้งตรง แต่ ใบและลำต้นจะไม่เขียว จะออกเหลือง ต้องแก้ไขอย่างไรคะ
ตอบ :
ใช้ "ไบโออิ + ยูเรีย จี.เกรด" หรือ "ไบโออิ + ยูเรก้า" สูตรใดสูตรหนึ่งตามอัทธยาศรัย แล้วใบและต้นข้าวจะเขียวเข้มขึ้นทันตาเห็น




นาข้าวของยัยเฉิ่มมีปัญหาเรืองน้ำ ไม่สมบูรณ์เหมือนแปลงอื่น เราให้ปุ๋ยทางใบ แล้วต้นข้าวจะแข็งแรงได้หรือเปล่า
มีน้ำเพียงแค่แฉะๆๆ ที่ดอนก็ชุ่มๆ
ตอบ :
แค่น้ำเจ๊าะแจ๊ะ น้ำขังรอยตีนวัวตีนควาย ต้นข้าวก็อยู่ได้แล้ว ดีกว่าน้ำขังซะอีก
ในน้ำเจ๊าะแจ๊ะ ต้นข้าวจะไม่สูง แต่จะออกข้าง โตขึ้นจะไม่ล้ม และแตกกอดี
ต้นข้าวในน้ำขังลึก ต้นจะทะลึ่งตัวเองสูงแข่งกับน้ำ ทำให้ต้นสูง แตกกอน้อย

น้ำน้อยหรือไม่มีน้ำที่ผิวดินเลย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมักไม่เข้า เพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชอบเกาะที่ต้นข้าวเหนือผิวน้ำ 1 ข้อนิ้วมือเสมอ เพื่ออาศัยไอน้ำที่ระเหิดขึ้นมาในการดำรงชีวิต

จงให้ปุ๋ยทางใบต่อไป วันนี้เริ่มเห็นชัดแล้วว่า ต้นข้าวตอบสนองต่อปุ๋ยทางใบได้ดีกว่าปุ๋ยทางราก


คลิกไปอ่านเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล....
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2655#20191




ฉีดไปโออิ.รอบแรกข้าวได้ 19 วัน ต้องฉีดอีกเมื่อไหร่ และใช้โฮโมนตัวไหนบ้างคะ
ตอบ :
ระยะกล้า...................ไบโออิ + สารสมุนไพร หรือ ไบโออิ + ยูเรก้า+ สารสมุนไพร
ระยะออกรวง...............ไทเป + สารสมุนไพร
ระยะน้ำนมถึงเกี่ยว......... ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร

แต่ละสูตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน




ขอบคุณลุงคิมค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 20/03/2012 11:34 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้างบ้านเล่าให้ฟังว่า ..........


สวัสดีคะ ลุงคิม

ข้างบ้านมาเล่าให้ฟังว่า เรื่อง การแกล้งข้าว คือ การทำให้นาข้าวน้ำแห้ง ดินแตกระแหง เพื่อให้อากาศสามารถแทรก
ไปในพื้นดินได้ รากข้าวจะแข็งแรง แล้วจึงหว่านปุ๋ย หลักจากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้านา ให้ทำช่วงระยะกล้า เค้าบอกต้องทำนาดำ

ลุงเคยได้ยินไหมคะ แล้วมีโอกาศเป็นไปได้ไหม แล้ว นาหว่านจะทำได้หรือไม่

เค้าใช้แหนนแดง คลุ้มพื้นนาด้วยนะคะเค้าบอกว่า จะช่วยทำให้หน้าดินชื้น ไม่แห้ง ใช้กับนาหว่านได้ไหมคะ


ขอบคูณลุง่คิม ค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา

ปล.
ฝากถึงผู้ที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ ช่วยแสดงความคิดเห้นหรือข้อซักถาม เพื่อที่ เราจะได้ความรู้จากลุงคิมเยอะๆ


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 20/03/2012 9:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1. การใช้แหนแดงในนาข้าว

แหนแดง ( Azolla ) เป็นเฟิร์นน้ำเล็กๆ ชนิดหนึ่งเจริญเติบโตลอยอยู่ใต้ผิวน้ำในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยจะดำรงชีวิต
แบบพึ่งพาอาศัยกันกับสาหร่ายสีเขียวแก้มน้ำเงินที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้

แหนแดงถูกใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าว และใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น สุกร เป็ด และห่าน เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน และแร่
ธาตุต่างๆ เป็นองค์ประกอบอยู่มาก และมีกรดอะมิโนจำเป็น ( essential amino acid ) ในปริมาณที่สูงพอเพียงต่อการเจริญ
เติบโตของปลา จึงเหมาะที่จะเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย

ประโยชน์ของแหนแดง :
แหนแดงมีคุณสมบัติเป็นทั้งปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพเนื่องจากในใบของแหนแดงมีสาหร่ายสีเขียวแก้มน้ำเงิน ( blue green
algae ) ชื่อ Anabaena azollae อาศัยอยู่โดยดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันกับแหนแดงแบบพึ่งพาอาศัยกัน สามารถตรึงไนโตรเจน
จากอากาศได้ความสัมพันธ์นี้ ทำให้แหนแดงกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่สำคัญ และมีศักยภาพสูงที่สามารถนำมาใช้ในระบบเกษตร
พอเพียง เพื่อร่วมกับการปลูกข้าวทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน นอกจากนี้ยังสามารถลดการเจริญเติบโตของวัชพืชในนา
ข้าวเป็นอย่างดี

การขยายพันธุ์ทำได้ 2 วิธี คือ
1. การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ เมื่อต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
2. การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างสปอร์สืบพันธุ์เพศผู้ และเพศเมีย

สายพันธุ์ของแหนแดง : ที่ใช้ในนาข้าว
1. Azolla filiculoides
2. Azolla pinnata
3. Azolla critata
4. Azolla rubra
5. Azolla nilotica

วิธีการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์
1. เลี้ยงในบ่อดินโคลน กระถาง และซีเมนต์ (คล้ายกับการเลี้ยงบัว)
2. เลี้ยงในบ่อธรรมชาติ โดยเลี้ยงในกระชัง
3. เลี้ยงในแปลงโดยตรง

การใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์
การเลี้ยงแหนแดงไม่ยุ่งยากมากนักถ้าทำให้ถูกวิธี โดยเริ่มแรกจะทำการเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ก่อนในถังซีเมนต์ หรือกระถางปลูกบัว
ทำการใส่ดินประมาณ1/2 ของกระถาง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกประมาณ 500 กรัมต่อดิน 10 กิโลกรัม แล้วเติมน้ำให้ทั่วผิวดิน
ประมาณ 10 เซนติเมตร วางไว้ที่ร่มรับแสงประมาณ 50% อย่าให้อยู่กลางแดด เมื่อแหนแดงเจริญเติบโตเต็มผิวของกระถาง
สามารถนำไปขยายต่อในบ่อดินที่มีระดับน้ำ 10 – 20 เซนติเมตร เมื่อต้องการใช้ปุ๋ยในนาข้าว จึงนำไปขยายต่อในนาข้าวที่เตรียม
ก่อนปักดำข้าว ปล่อยแหนแดงประมาณ 10% ของพื้นที่ แหนแดงจะเจริญเต็มพื้นที่ภายใน 15 – 30 วัน หลังจากทำการคลาดกลบ
แล้วทำการปักดำข้าวได้ทันที แหนแดงบางส่วนจะลอยอยู่บนผิวน้ำ หลังจากปักดำข้าวควรจะปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไป เพราะแหน
แดงที่เจริญเติบโตในนาข้าวสามารถเป็นอาหารปลาได้ดีมากเนื่องจากมีโปรตีนสูง จึงสามารถนำปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาไน ปลา
ตะเพียน ปล่อยลงไปได้ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม จากปลาที่ปล่อยไป และมูลปลาในนาข้าวก็เป็นปุ๋ยให้แก่ข้าวเช่นกัน จึงทำให้
เกษตรกรได้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น และให้ปลามากกว่าที่เลี้ยงโดยไม่มีแหนแดง

การใช้แหนแดงในนาข้าว :
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงในพื้นที่ 20 -25 ตารางเมตร เพื่อใช้สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในน่าข้าวให้ลึก 5 – 10 เซนติเมตร
3. ใช้แหนแดงในอัตรา 50 – 100 กิโลกรัม/ไร่ ในวันที่ใส่แหนแดงควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (มูลไก่) ที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสอัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยมูลสัตว์อีกครั้งเมื่อแหนแดงมีอายุ 7 – 10 วัน

แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักเหมือนพืชสีเขียวชนิดอื่นๆ ยกเว้นไนโตรเจน รวมทั้งต้องการธาตุอาหารรองในการเจริญเติบโต
ด้วยในดินนาทั่วไปฟอสฟอรัสมีความจำเป็นต่อแหนแดงมาก ถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในดินต่ำเกินไป จะส่งผลให้การเจริญเติบโต
และปริมาณการตรึงไนโตรเจนลดลง

ผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารของแหนแดง (% ต่อกรัมของน้ำหนักแห้ง)
ไนโตรเจน ( % )..........ฟอสฟอรัส ( % )...........โปแตสเซียม ( % )
3.71..........................0.25...........................1.25

ปริมาณไนโตรเจนที่ได้จากแหนแดงแต่ละช่วงอายุ
ลักกษณะการใช้แหนแดง............................................................ปริมาณไนโตรเจน( กิโลกรัม/ไร่)
1. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 20 วัน แล้วทำการไถ่กลบ.............................................9-17
2. เลี้ยงก่อนปักดำข้าว 30 วัน แล้วทำการไถ่กลบ.............................................12-25
3. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าว ให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน......................................7-15
4. เลี้ยงพร้อมการปักดำข้าว ให้เจริญในแปลงข้าว 20 วัน......................................12-20

ข้อสังเกต :
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติ
เมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ

2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออก
จากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก

3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ

4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจน
ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส

โดย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด
สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักงานวิชาเทคโนโลยีการเกษตร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
โทรศัพท์ 0-4421-7006

ที่มา : คลินิกเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

บันทึกข้อมูลโดย : นาย เอกพงศ์ มุสิกะเจริญ, http://www.clinictech.most.go.th, วันที่ 8 สิงหาคม 2551



2. แหนแดง (Azolla)

แหนแดงเป็นพืชน้ำเล็กๆพวกเฟิร์นชนิดหนึ่งเจริญเติบโตลอยอยู่ผิวน้ำในที่มีน้ำขังในเขตร้อนและอบอุ่น ทั่วไปแหนแดงที่พบในประเทศ
ไทยมีเพียงชนิดเดี่ยวคือ Azolla pinnata ต้นแหนแดงประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น (Rhizome) ราก (Root) และใบ (Lafe)
แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ใบบน (dorsal lafe) และ ใบล่าง (ventral
lafe) มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งมีคลอโรฟิลน้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลเป็นองค์ประกอบ ใบบนมีโพรง
ใบและใบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (symbiosis) สาหร่ายชนิดนี้สามารถตรึงไนโตร
เจนจากอากาศแล้วเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียมให้แหนแดงเอาไปใช้ได้ ทำให้แหนแดงมีไนโตรเจนเป็นองค์ประ
กอบสูง 3-5 % ประเทศไทยโดยกรมวิชาการเกษตรได้ให้ความสนใจทำการวิจัยค้นคว้าเรื่องแหนแดง พบว่าการเลี้ยงขยายแหน
แดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้พอๆ กับการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนตามอัตราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ

การขยายปริมาณแหนแดงสำหรับใช้เป็นเชื้อพันธุ์
การจัดการให้ได้ปริมาณของเชื้อพันธุ์แหนแดงตามต้องการและภายในระยะเวลาที่กำหนดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก คือ ปริมาณของเชื้อ
พันธุ์ที่ใช้เริ่มต้น ขนาดพื้นที่เลี้ยงเชื้อพันธุ์ และระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยงขยายเชื้อพันธุ์ สำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วๆไปซึ่งมีพื้นที่ทำ
นาไม่มากนัก พื้นที่ใช้สำหรับการเลี้ยงขยายเชื้อพันธุ์จึงใช้พื้นที่เล็กๆเริ่มต้นใช้ประมาณ 500 กรัม/ตารางเมตร ปริมาณแหน
แดงดังกล่าวจะกระจายคลุนที่ผิวน้ำบางๆและสามารถเจริญเติบโตเต็มพื้นที่ได้ภายในเวลา 4-6 วัน การเลี้ยงขยายแหนแดงวิธีดังกล่าว
เป็นวิธีที่ได้ผลแน่นอน แหนแดงที่ขยายเต็มจะได้น้ำหนักแหนแดงสดประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม/ตารางเมตร ด้วยวิธีดังกล่าวแหนแดง
จะเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการโดยใช้พื้นที่ขยายเชื้อพันธุ์ให้สัมพันธ์บปริมาณที่ต้องการ

การใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว
แหนแดงมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ขั้นตอนการปฎิบัติการใช้

แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว มีดังนี้
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงใช้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 25-50 ตารางเมตรต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในนาข้าวให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร
3. ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง โดยใช้แหนแดงที่ได้เตรียมขยายไว้แล้วอัตรา 50-100กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 3 ก.ก./ไร่ ในวันใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง
5. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตปริมาณเท่าเดิมหลังจากแหนแดงอายุ 7-10 วัน

ในสภาพเหมาะสม คือไม่มีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน สิ่งแวดล้อมเหมาะสมแหนแดงจะเจริญเต็มพื้นที่นา ให้น้ำหนักสด 2-3 ตัน/ไร่
ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ในการปฎิบัติเลี้ยงขยายแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวอาจจะเลี้ยงระยะก่อนปักดำ 3 สัปดาห์แล้ว
ทำการไถกลบพร้อมกับการเตรียมแปลงปักดำข้าว หรือเริ่มเลี้ยงพร้อมปักดำเมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่แล้วปล่อยให้ตายเองตาม
ธรรมชาติ

การใส่ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนใส่ในนาแล้วไถกลบ มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใส่บนผิวดินโดยไม่มีการไถกลบ

ในกรณีแหนแดงก็เช่นเดียวกัน การเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนปักดำแล้วไถกลบในระยะปักดำดีกว่าวิธีไม่ไถกลบ และจากการทดลอง
ของกรมวิชาการเกษตร พบว่าการเลี้ยงแหนแดงหนึ่งชุดก่อนปักดำแล้วไถกลบ ระยะปักดำกับการเลี้ยงปักดำโดยไม่ต้องมีการไถกลบ
แหนแดงสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ไม่แตกต่างกัน และไม่แตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 4.8-6.0 กิโลกรัม N/ไร่

www.doae.go.th/spp/biofertilizer/bio3.htm -



3. แหนแดงใช้ในนาข้าว

ลักษณะ
แหนแดงเป็นเฟิร์นน้ำ ขนาดเล็ก ลอยบนผิวน้ำ ต้นแก่ที่ได้รับแสงเต็มที่จะเป็นสีแดงคล้ำ ต้นอ่อนหรือได้รับแสงไม่เต็มที่จะเป็นสีเขียว
แตกกิ่งแบบขนนก รากเป็นรากพิเศษ ยาวอยู่ทางด้านใต้ของลำต้น ทั้งต้นและกิ่งมีใบขนาดเล็กปกคลุม เรียงสลับซ้อนกัน ใบแต่ละ
ใบแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ส่วนบนหนา สีเขียวหรือสีแดง ส่วนล่างบางอยู่ใต้น้ำ ไม่ค่อยมีสี ใบล่างสุดสร้าง sporocrap 2-4 อัน
ที่แกนของใบด้านใต้ใบ ภายในมีเมกะสปอร์และไมโครสปอร์ในใบของแหนแดงมีโพรงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ Anabenae
ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Anabenaeได้รับสารอาหารจากแหนแดง ส่วนแหนแดงจะได้ไนโตรเจนจากการตรึงไนโตรเจน
ของ Anabenae

องค์ประกอบที่สำคัญ
ได้แก่โปรตีน ไขมัน และเซลลูโลส แร่ธาตุ แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักที่สำคัญได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปตัสเซียม
และจุลธาตุที่สำคัญได้แก่ เหล็ก และ โมลิบดินัม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเอนไซม์ไนโตรจิเนส ในการตรึงไนโตรเจน แหน
แดงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 5 – 45องศาเซลเซียส เจริญได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 20 – 30 องศาเซลเซียส แหนแดงจะ
เจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่มีแสงประมาณ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ของแสงสว่าง พีเอชที่เหมาะสมที่แหนแดงเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ
4.0 – 5.5 ความลึกของน้ำความลึกที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของแหนแดงคือประมาณ 10 เซนติเมตร

ประโยชน์ของแหนแดง
แหนแดงเป็นพืชน้ำมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่หมดสิ้น และแหนแดงมีโปรตีนสูง เน่าสลายปลด
ปล่อยธาตุอาหารออกมาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

- ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจน โดยที่ในโพรงใบแหนแดง สามารถดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับ
การเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ แหนแดงมีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C : N) อยู่ระหว่าง 8–13 หลังถูกไถกลบ จะ
ย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในระยะเวลาที่สั้นประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น ลด
ปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

- แหนแดงสามารถเลี้ยงได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ งานวิจัย (ประยูร สวัสดีและคณะ, 2531) ที่เกี่ยวข้องกับแหนแดงใน
นาข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลา พบว่า มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตข้าวใกล้เคียงกับการเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามปกติ
และยังให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนเพียงอย่างเดีย

การใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว
แหนแดงมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวขั้นตอนการปฎิบัติการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว มีดังนี้

1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงใช้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 25-50 ตารางเมตรต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในนาข้าวให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร
3. ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง โดยใช้แหนแดงที่ได้เตรียมขยายไว้แล้วอัตรา 50-100กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 3 ก.ก./ไร่ ในวันใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง
5. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตปริมาณเท่าเดิมหลังจากแหนแดงอายุ 7-10 วัน

ในสภาพเหมาะสม คือไม่มีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน สิ่งแวดล้อมเหมาะสมแหนแดงจะเจริญเต็มพื้นที่นาให้น้ำหนักสด 2-3 ตัน/ไร่
ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ในการปฎิบัติเลี้ยงขยายแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวอาจจะเลี้ยงระยะก่อนปักดำ 3 สัปดาห์แล้ว
ทำการไถกลบพร้อมกับการเตรียมแปลงปักดำข้าว หรือเริ่มเลี้ยงพร้อมปักดำเมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่แล้วปล่อยให้ตายเองตาม
ธรรมชาติการใส่ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนใส่ในนาแล้วไถกลบ มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใส่บนผิวดินโดยไม่มีการไถกลบ ในกรณีแหนแดงก็
เช่นเดียวกัน

การเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนปักดำแล้วไถกลบในระยะปักดำดีกว่าวิธีไม่ไถกลบ และจากการทดลองของกรมวิชาการเกษตร พบว่า
การเลี้ยงแหนแดงหนึ่งชุดก่อนปักดำแล้วไถกลบ ระยะปักดำกับการเลี้ยงปักดำโดยไม่ต้องมีการไถกลบแหนแดงสามารถเพิ่มผลผลิต
ข้าวได้ไม่แตกต่างกัน และไม่แตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 4.8-6.0 กิโลกรัม N/ไร่

ข้อสังเกต : (โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นันทกร บุญเกิด)
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร
และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ

2.แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจาก
กัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก

3.การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ

4.การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจน
ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส


ข้อมูลจาก doe.go.th,wikipedia,clinictech.most.go.th
ค้นหาบทความเกี่ยวข้อง Tag แหนแดง



4. แหนแดง ผู้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนจากอากาศ

เมื่อเอ่ยคำว่าแหนแดงหลายคนคงจะเข้าใจหรือคิดว่าจำพวกจอกหรือแหนทั่ว ๆ ไปที่ลอยน้ำอยู่ตามหนอง สระ บึง ที่จริงไม่ใช่ แหนแดง
จัดเป็นพืชพวกเฟิร์นชนิดหนึ่ง เป็นเฟิร์นน้ำที่มีขนาดเล็ก ประกอบด้วยลำต้นกลวง ๆ เรียว แตกกิ่งก้านสาขา มีใยเป็นแผ่นแบนๆ 2 แผ่น
ซ้อนกัน แตกออกมาจากสองข้างของกิ่งเป็นคู่ ๆ ลอยอยู่ที่ผิวน้ำ โดยส่วนรากจมอยู่ในน้ำ พบตามแหล่งน้ำจืด ตามท้องนา สระ บึง บ่อ
และตามที่มีน้ำขัง มีทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แถบลุ่มน้ำไนล์ แถบร้อนในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย พบแหนแดงชนิดที่ชื่อว่า
อะโซล่า พินนาตา ( Azolla pinnata) มีขนาดยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร แหนแดงที่เราพบเห็นนั้นมีอยู่ 2 สี คือ

1. พวกที่มีสีเขียว เป็นพวกที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
2. พวกที่มีสีชมพูหรือสีแดง เป็นพวกที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสมขาดธาตุอาหารจำพวกฟอสฟอรัส มีอุณหภูมิสูง มีแสงมากเกินไป
ทำให้แหนแดงมีใบเรียวเล็กมีสีแดง ซึ่งเป็นสาเหตุที่เรียกว่าแหนแดงนั่นเอง

แหนแดงสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ภายในเวลา 2-3 วัน สามารถเจริญเติบโตขยายจำนวนได้เป็น 2 เท่าของจำนวนเดิม แหน
แดงมีโปรตีนและไนโตรเจนสูง เพราะมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน อาศัยอยู่ในช่องว่างระหว่างใบบนและล่างของแหนแดง สามารถตรึง
ไนโตรเจนจากอากาศได้นำมาสร้างสารประกอบพวกไนเตรท ซึ่งแหนแดงนำไปใช้ในการดำรงชีพเจริญเติบโตได้ หรือเรียกว่า แหน
แดงเป็นผู้ผลิตปุ๋ยไนโตรเจนจากอากาศได้

ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ไทย ได้ใช้แหนแดงทำปุ๋ยพืชสดหรือปุ๋ยอินทรีย์ใส่ในนาข้าว มีผลทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 50–60
แหนแดงมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 23.8 ไขมันร้อยละ 6.4 ต่อน้ำหนักแห้ง ในฤดูร้อนแหนแดงเจริญเติบโตช้ากว่าในฤดูอื่น ๆ แต่ถ้าสิ่ง
แวดล้อมไม่เหมาะสม จะทำการขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ (Spores)

การเจริญของแหนแดงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น
1. น้ำ แหนแดงเจริญได้ดีในน้ำหรือในดินที่มีความชื้นสูง

2. แสงสว่าง แหนแดงต้องการแสงสว่างหรืแสงแดดในการสร้างอาหาร โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง

3. อุณหภูมิ แหนแดงจะเจริญได้ดีในที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น มากกว่าที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ถ้าอุณหภูมิสูงมาก ๆ แหนแดงจะตาย
อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 20–25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียสแหนแดงจะตายหมด

4. ความเป็นกรด-เบสของน้ำ แหนแดงจะเจริญได้ดีในสภาพกรด-เบส ประมาณ 4-6

5. แร่ธาตุ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของแหนแดง ได้แก่ ฟอสฟอรัสโพแตสเซี่ยม แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม เหล็ก เป็นต้น ปกติแล้ว
แหนแดงต้องการปุ๋ยไนโตรเจนน้อย เพราะแหนแดงสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้เอง

ประโยชน์ของแหนแดงอีกอย่างหนึ่งคือ ทำให้ดินโปร่งเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช

สุนทร ตรีนันทวัน
สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา สสวท.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 20/03/2012 9:47 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 20/03/2012 9:34 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แหนแดงใช้ในนาข้าว

ลักษณะ
แหนแดงเป็นเฟิร์นน้ำ ขนาดเล็ก ลอยบนผิวน้ำ ต้นแก่ที่ได้รับแสงเต็มที่จะเป็นสีแดงคล้ำ ต้นอ่อนหรือได้รับแสงไม่เต็มที่จะเป็นสีเขียว แตกกิ่งแบบขนนก รากเป็นรากพิเศษ ยาวอยู่ทางด้านใต้ของลำต้น ทั้งต้นและกิ่งมีใบขนาดเล็กปกคลุม เรียงสลับซ้อนกัน ใบแต่ละใบแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆกัน ส่วนบนหนา สีเขียวหรือสีแดง ส่วนล่างบางอยู่ใต้น้ำ ไม่ค่อยมีสี ใบล่างสุดสร้าง sporocrap 2-4 อัน ที่แกนของใบด้านใต้ใบ ภายในมีเมกะสปอร์และไมโครสปอร์ในใบของแหนแดงมีโพรงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อาศัยของ Anabenaeซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Anabenaeได้รับสารอาหารจากแหนแดง ส่วนแหนแดงจะได้ไนโตรเจนจากการตรึงไนโตรเจนของ Anabenae





องค์ประกอบที่สำคัญ
ได้แก่โปรตีน ไขมัน และเซลลูโลส แร่ธาตุ แหนแดงต้องการธาตุอาหารหลักที่สำคัญได้แก่ ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปตัสเซียม และจุลธาตุที่สำคัญได้แก่ เหล็ก และ โมลิบดินัม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเอนไซม์ไนโตรจิเนส ในการตรึงไนโตรเจน แหนแดงสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 5 – 45องศาเซลเซียส เจริญได้ดีที่สุดที่อุณหภูมิ 20 – 30 องศาเซลเซียส แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดที่มีแสงประมาณ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ของแสงสว่าง พีเอชที่เหมาะสมที่แหนแดงเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ 4.0 – 5.5 ความลึกของน้ำความลึกที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของแหนแดงคือประมาณ 10 เซนติเมตร


ประโยชน์ของแหนแดง
แหนแดงเป็นพืชน้ำมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่หมดสิ้น และแหนแดงมีโปรตีนสูง เน่าสลายปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

- ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจน โดยที่ในโพรงใบแหนแดง สามารถดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ แหนแดงมีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C : N) อยู่ระหว่าง 8 – 13 หลังถูกไถกลบ จะย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในระยะเวลาที่สั้นประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น ลดปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

- แหนแดงสามารถเลี้ยงได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ งานวิจัย (ประยูร สวัสดีและคณะ, 2531) ที่เกี่ยวข้องกับแหนแดงในนาข้าวร่วมกับการเลี้ยงปลา พบว่า มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตข้าวใกล้เคียงกับการเลี้ยงปลาในนาข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามปกติ และยังให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนเพียงอย่างเดีย





การใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว
มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวขั้นตอนการปฎิบัติการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว มีดังนี้
1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดงใช้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 25-50 ตารางเมตรต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่
2. รักษาระดับน้ำในนาข้าวให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร
3. ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง โดยใช้แหนแดงที่ได้เตรียมขยายไว้แล้วอัตรา 50-100กิโลกรัม/ไร่
4. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 3 ก.ก./ไร่ ในวันใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง
5. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตปริมาณเท่าเดิมหลังจากแหนแดงอายุ 7-10 วัน

ในสภาพเหมาะสม คือไม่มีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน สิ่งแวดล้อมเหมาะสมแหนแดงจะเจริญเต็มพื้นที่นาให้น้ำหนักสด 2-3 ตัน/ไร่ ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ในการปฎิบัติเลี้ยงขยายแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวอาจจะเลี้ยงระยะก่อนปักดำ 3 สัปดาห์แล้วทำการไถกลบพร้อมกับการเตรียมแปลงปักดำข้าว หรือเริ่มเลี้ยงพร้อมปักดำเมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่แล้วปล่อยให้ตายเองตามธรรมชาติการใส่ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนใส่ในนาแล้วไถกลบ มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใส่บนผิวดินโดยไม่มีการไถกลบ ในกรณีแหนแดงก็เช่นเดียวกัน


การเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนปักดำแล้วไถกลบในระยะปักดำดีกว่าวิธีไม่ไถกลบ และจากการทดลองของกรมวิชาการเกษตร พบว่าการเลี้ยงแหนแดงหนึ่งชุดก่อนปักดำแล้วไถกลบ ระยะปักดำกับการเลี้ยงปักดำโดยไม่ต้องมีการไถกลบแหนแดงสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ไม่แตกต่างกัน และไม่แตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 4.8-6.0 กิโลกรัม N/ไร่

ข้อสังเกต : (โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นันทกร บุญเกิด)
1. น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงแหนแดง ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 10- 30 เซนติเมตร และแหนแดงจะตายเมื่อในนาขาดน้ำ

2. แหนแดงจะเจริญเติบโตได้ดีน้ำนิ่ง หรือมีกระแสน้ำไหลเป็นเวลาอย่างช้าๆ บริเวณคลื่นลมจัดจะทำให้แหนแดงแตกกระจายออกจากกัน ทำให้การเจริญเติบโต และการตรึงไนโตรเจนลดลงอย่างมาก

3. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae สามารถทำได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีไนโตรเจนต่ำ

4. การตรึงไนโตรเจนของ Anabaena azollae จะมีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส และจะหยุดกระบวนการตรึงไนโตรเจนในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส


ข้อมูลจาก doe.go.th,wikipedia,clinictech.most.go.th


http://dna.kps.ku.ac.th/index.php/ข่าว-ข้าว/แหนแดง-|-ปุ๋ยพืชสดในนาข้าว.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 20/03/2012 9:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

cherm บันทึก:
ข้างบ้านเล่าให้ฟังว่า ..........


สวัสดีคะ ลุงคิม

ข้างบ้านมาเล่าให้ฟังว่า เรื่อง การแกล้งข้าว คือ การทำให้นาข้าวน้ำแห้ง ดินแตกระแหง เพื่อให้อากาศสามารถแทรก
ไปในพื้นดินได้ รากข้าวจะแข็งแรง แล้วจึงหว่านปุ๋ย หลักจากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้านา ให้ทำช่วงระยะกล้า เค้าบอกต้องทำนาดำ
ลุงเคยได้ยินไหมคะ แล้วมีโอกาศเป็นไปได้ไหม แล้ว นาหว่านจะทำได้หรือไม่
ตอบ :
จะเรียกว่า "แกล้งข้าว" หรือแกล้งอะไรก็ช่างเถอะ โดยหลักวิชาการแล้ว รากพืชต้องการอากาศ การเอาน้ำออกจึงเป็นการช่วยให้อากาศลงไปถึงรากพืชได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาของรากดีขึ้นตามมาด้วย

ในขณะที่รากได้รับอากาศนั้น รากจะต้องได้รับน้ำหรือความชื้นด้วย เมื่อน้ำบนผิวดินไม่มีก็ควรให้มีน้ำในเนื้อดิน นั่นคือ การไถกลบฟางลงไปในเนื้อดิน ฟางจะช่วยอุ้มน้ำไว้ให้ต้นข้าวได้รับน้ำสม่ำเสมอ

การปรับระดับน้ำทำได้ทั้ง นาดำ-นาหว่าน เพราะเป็นต้ข้างเหมือนกัน เหลือแต่ว่า นาแบบไหนพร้อมให้ทำหรือสดวกกว่ากันเท่านั้น

ธรรมชาติของต้นข้าวต้องการน้ำตื้นๆที่ผิวดิน ประมาณขังรอยตีนวัวตีนควายเท่านั้น ต้นข้าวระยะกล้าน่าจะมีน้ำประมาณ 1/4 ไม่เกิน 1/2 ของความสูงต้นข้าว ต้นข้าวกับปริมาณน้ำระดับนี้จะเจริญเติบโตดีกว่าต้นข้าวที่ระดับน้ำลึกๆ หรือเกือบท่วมยอดต้นข้าว

หลักนิยมในการทำนาของชาวนาลาวในประเทศลาวอย่างหนึ่งคือ ก่อนต้นข้าวถึงระยะแตกกอ เขาจะใช้รถไถย่ำระหว่างแถวเพื่อตัดปลายราก วิธีนี้จะช่วยให้ต้นข้าวแตกรากใหม่จำนวนมากกว่าเดิม การแตกกอดี จำนวนมาก และแข็งแรง.....ชาวนาลาวทำนาดำ ดำด้วยมือ ซึ่งระยะดำห่างกว่าดำด้วยเครื่อง




เค้าใช้แหนนแดง คลุมพื้นนาด้วยนะคะเค้าบอกว่า จะช่วยทำให้หน้าดินชื้น ไม่แห้ง ใช้กับนาหว่านได้ไหมคะ
ตอบ :
"วิชาการ" กับ "การปฏิบัติ" บางครั้งก็สวนทางกัน เพราะปฏิบัติไม่ได้
การจะทำอะไรสักอย่างในแปลงเกษตรต้องพิจารณาถึง "ต้นทุน" หรือค่า "โสหุ้ย" ด้วยว่าคุ้มกันหรือไม่

แหนแดงช่วยคลุมหน้าดิน ฟางก็ช่วยคลุมหน้าดินได้ แถมยังได้สารอาหารตัวอื่นมากกว่าแหนแดงด้วย

นาดำ-นาหว่าน ก็อยู่บนดินเหมือนกัน ต้องการและชอบดินที่มีความชื้นเหมือนๆกัน เอาต้นข้าวเป็นศูนย์กลางในการคิด ไม่ใช่เอาวิธีทำนาเป็นตัวกำหนด

ในแหนแดงมีไนโตรเจน (งานวิจัย) เมื่อไม่สดวกก็หาไนโตรเจนจากแหล่งอื่นแทนได้





ขอบคูณลุง่คิม ค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา

ปล.
ฝากถึงผู้ที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ ช่วยแสดงความคิดเห้นหรือข้อซักถาม เพื่อที่ เราจะได้ความรู้จากลุงคิมเยอะๆ


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 27/03/2012 9:15 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ ลุงคิม

ยัยเฉิ่ม ขอรายงานค่ะ วันนี้ 27 ก.พ. 55 ให้ปู๋ยทางใบ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร ต้นข้าวของยัยเฉิ่มไม่เขียว
เหมือนข้างบ้าน แต่ลำต้นแข็งแรง หลังจากวันนี้อีก 3 วัน ลุงว่าข้าวจะเขียวขึ้นไหมค่ะ

เมื่อวาน แปลงข้างเคียงมาดูแปลงนายัยเฉิ่ม แล้วบอกว่า ข้าวแย่นะ ต้นเหลืองเชียว หญ้าเยอะมาก เค้าบอกยัยเฉิ่มว่า
หลังจากให้ปุ๋ยแล้วต้องฉีดฆ่าหญ้าอีกรอบนะ ไม่งั้นไม่ได้กินแน่นอน หญ้าเยอะขนาดนี้ Sad (ฟังแล้วเศร้าจัง จะได้กินไหมเนี้ย)
แต่ยัยเฉิ่มก็แนวแน่ว่าจะไม่ฉีด

ลุงคิมคะ การทำสารสมนไพร ไว้ฉีดนาข้าว ทำไว้แล้วมันบูดเสีย มีวิธีเก็บรักษาไว้ให้ได้นานๆ ไหมคะ ?


ขอบคุณลุงคิมค่ะ
ยัยเฉิ่มจะเป็นชาวนา




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 28/03/2012 7:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

cherm บันทึก:
สวัสดีค่ะ ลุงคิม

ยัยเฉิ่ม ขอรายงานค่ะ วันนี้ 27 ก.พ. 55 ให้ปู๋ยทางใบ ไบโออิ + ยูเรก้า + สารสมุนไพร ต้นข้าวของยัยเฉิ่มไม่เขียว
เหมือนข้างบ้าน แต่ลำต้นแข็งแรง หลังจากวันนี้อีก 3 วัน ลุงว่าข้าวจะเขียวขึ้นไหมค่ะ
ตอบ :
เกมส์นี้ยังไม่จบ คนทำนา ทำเกษตร มักใจร้อน สาเหตุเพราะ "ยึดติด" ค่านิยมเดิมๆ ค่านิยมข้างบ้าน ว่า ข้าวต้องเขียว-ข้าวต้องเขียว .... ข้าวเขียวแต่อ่อนแอจะมีประโยชน์อะไร

ว่าต้นข้าวเหลือง-เหลือง ลักษณะเหลืองเป็นเหลืองก่อนตาย หรือเหลืองรอฟื้นตัว โดยหลักวิชาการจากนักวิจัยที่ว่า แม็กเนเซียม-สังกะสี-ยูเรีย-ไคโตซาน/อะมิโนโปรตีน คือสารอาหารตัวหลักที่ทำให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง ทำให้มีภูมิต้านทาน ยืนต้นอยู่บนปัจจัยพื้นฐานสำหรับการปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมได้ ไม่ช้าไม่นาน เมื่อสภาพโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานฯ ดีขึ้น ต้นข้าวก็จะโตเขียวเข้มยืนเป็นสง่าขึ้นมาได้

ยูเรีย. ให้วันนี้วันรุ่งขึ้นจะเขียวทันตาเห็น แต่เขียวอยู่ได้แค่ 3 วัน 7 วัน เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเหลืองโทรมอย่างเดิม เผลอๆเหลืองโทรมหนักกว่าเก่าด้วย....ต่างกับแม็กเนเซียม. ที่ให้วันนี้ต้องรออีก 3-5 วัน ต้นข้าวจึงจะเขียว แต่เขียวทน เขียวนาน เขียวถึงวันเกี่ยว

ยูเรีย.ทำให้ต้นข้าวอวบแต่อ่อนแอ ความอวบของต้นข้าวเป็นสิ่งล่อให้เพลี้ยกระโดด แมลงอีกหลายอย่างเข้ามาหา ทำให้ข้าวเป็นเมล็ดลีบมาก ไม่มีน้ำหนัก เป็นท้องปลาซิว แต่แม็กเนเซียม.ทำให้ต้นข้าวแข็งแกร่ง แมลงทุกชนิดไม่ชอบ และสังกะสี.คือปุ๋ยตัวสร้างแป้ง ทำให้ไม่เป็นเมล็ดลีบ น้ำหนักดี เมล็ดใสแกร่ง ไม่เป็นท้องปลาซิว

ขอให้ขยัน (เน้นย้ำ...ขยัน) ฉีดพ่นทางใบบ่อยๆ ทุก 5 วัน, 7 วัน, 10 วัน สม่ำเสมอ อย่าแคร์ลมปากชาวบ้านที่ล้มเหลว (ยึดติด) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วมาบอกว่าเรา "บ้า" ขยันฉีดอะไรปานนั้น

แม่นสูตร แม่นหลักการ....ปลูกข้าวตามใจข้าว ไม่ใช่ตามใจคน
ระวัง ทุนท่วมราคาขาย ทำแล้วจะไม่ได้อะไรเลย
ไม่ต้องสอนใคร ไม่ต้องบอกใคร ทำเองด้วยความมั่นใจ





เมื่อวาน แปลงข้างเคียงมาดูแปลงนายัยเฉิ่ม แล้วบอกว่า ข้าวแย่นะ ต้นเหลืองเชียว หญ้าเยอะมาก เค้าบอกยัยเฉิ่มว่า
หลังจากให้ปุ๋ยแล้วต้องฉีดฆ่าหญ้าอีกรอบนะ ไม่งั้นไม่ได้กินแน่นอน หญ้าเยอะขนาดนี้ Sad (ฟังแล้วเศร้าจัง จะได้กินไหมเนี้ย)
แต่ยัยเฉิ่มก็แนวแน่ว่าจะไม่ฉีด
ตอบ :
ไม่มีการใดในโลกนี้ไม่มีปัญหา ก่อนลงมือกระทำการใดๆ ต้องศึกษาส่วนที่จะเป็นปัญหา (เน้นย้ำ....ปัญหา) ก่อน แล้วเตรียมการป้องกันปัญหานั้นไม่ให้เกิด จากนั้นจึงลงมือทำ .... ถ้า ก่อนทำ-ระหว่างทำ-หลังทำ ไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นเพราะป้องกันไว้ก่อนแล้ว การกระทำนั้นย่อมประสบความสำเร็จ .... ในทางกลับกัน หากไม่ศึกษาปัญหาก่อน มุ่งมองแต่ความสำเร็จ แล้วลงมือทำเลย ก่อนทำ-ระหว่างทำ-หลังทำ จะพบแต่ปัญหา สารพัดปัญหา ปัญหาเรื่องไม่เป็นเรื่อง ปัญหาโลกแตก ปัญหาสภาวะจำยอม นอกจากจะต๊อแต๊แล้ว ยังไม่ประสบความสำเร็จอีกด้วย


ปัญหาหญ้าในนาข้าวกับยาฆ่ายาคุม .... ไม่มียาฆ่าหญ้าใดในโลกนี้ที่ใช้ในอัตราปกติตามฉลากแล้วกำจัดหญ้าได้จนตายสนิท ในความเป็นจริงได้เพียง "ใบไหม้" เท่านั้น ไม่นานก็จะงอกใหม่ โตและงามดีกว่าเก่า เคยสังเกตุไหม ต้นข้าวระยะกล้า ระยแตกกอ ยังไม่มีหญ้าขึ้น แต่ครั้นถึงระยะออกรวง ระยะน้ำนม กลับเห็นต้นหญ้าสูงแซมแทรกต้นข้าวเต็มทั้งแปลง

ยาฆ่ายาคุมหญ้าในนาข้าว นอกจากกำจัดหญ้าได้ไม่ได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังส่งผลเสียต่อต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวชะงัก (งัน) การเจริญเติบโต 7-10 วันเป็นอย่างน้อย ทำลายจุลินทรีย์ ทำให้ดินเป็นกรด และอื่นๆในเชิง "ลบ" อีกหลายอย่าง

การกำจัดหญ้าในนาข้าวที่ดีที่สุด คือ "ไถกลบ + ย่ำ" หญ้าที่ถูกทำลาย ต้น-หัว-เหง้า ไม่อาจงอกขึ้นมาใหม่ได้เลย เมื่อหญ้าในแปลงงอกใหม่ไม่ได้แล้ว ระวังป้องกันไม่ให้เมล็ดพันธุ์จากนอกแปลงเข้ามาเกิดในแปลงด้วย จึงจะเป็นการกำจัดอย่างสิ้นซากอย่างแท้จริง


งานนี้ต้องใช้ยุทธการ "เลยตามเลย-ไหนไหนก็ไหนไหน" เพราะจะย้อนไปกำจัดหญ้าคงไม่ได้แล้ว บำรุงทั้งข้าวทั้งหญ้าไปเลย ตัวอย่างมีมาแล้ว หญ้าครึ่งหนึ่ง ข้าวครึ่งหนึ่ง ได้ 120 ถัง คนที่เคยพูดว่า หญ้าข่มข้าว หญ้าแย่งอาหารข้าว ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง กระนั้นก็ยังไม่ยอมรับความจริง ทั้งๆที่เห็นกับตา จับกับมือ กินกับปาก นี่แหละชาวนาไทย.....นารุ่นนี้ ลุย ! รุ่นหน้าว่ากันใหม่ วางแผนบริหารเวลาสำหรับแต่ละขั้นตอนดีๆ





ลุงคิมคะ การทำสารสมนไพร ไว้ฉีดนาข้าว ทำไว้แล้วมันบูดเสีย มีวิธีเก็บรักษาไว้ให้ได้นานๆ ไหมคะ ?
ตอบ :
สมุนไพร "ต้ม-หมัก" เป็นของสด ย่อมบูดเน่าได้เป็นธรรมดา จึงบอกให้ ทำเช้าใช้เย็น-ทำเย็นใช้เช้า ไงล่ะ ..... แนวทางแก้ปัญหาบูดเน่า คือ น้ำต้มหรือหมักสมุนไพรใหม่ๆ กรองกากเรียบร้อยแล้ว + แอลกอฮอร์ 10% ของน้ำสมุนไพร แล้ว + น้ำส้ม 10% ของแอลกอฮอร์ นอกจากจะเก็บได้นานนับเดือนแล้ว ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพตัวยาอีกด้วย (ข้อมูล : องค์การเภสัชกรรม)

สมมุติ....น้ำสมุนไพร 10 ล. + แอลกอฮอร์ 1 ล.+ น้ำส้มสายชู 100 ซีซี. (แอลกอฮอร์โดยตรงไม่มี ใช้เหล้าขาวแทนได้...)


อย่าลืม อย่าชะล่าใจ อย่าประมาท ต้องกันก่อนแก้ .... ปุ๋ย กับ ยา เป็นคนละตัวกัน แต่ต้องไปด้วยกัน ไปพร้อมกัน ..... ช่วงที่ยังไม่ระบาดให้ ปุ๋ย+ยา พร้อมกัน ช่วงที่แปลงข้างๆเริ่มระเบาด หรือเริ่มเข้ามาในปลงเราแล้ว ให้ ปุ๋ย+ยา 1 รอบ สลับได้ ยาเดี่ยวๆ 2-3 รอบ อาจจะถึงวันเว้นเว้นวัน ก็ต้องทำ มิฉนั้นจะไม่ได้ข้าวเลย....ไม่ได้ข้าวยังพอทน แต่ข้างบ้านหัวเราะเยาะนี่สิ ทนได้เหรอ

สารสมุนไพร แทน สารเคมีได้ ข้อแม้ ต้องใช้ให้เป็นจริงๆเท่านั้น

สมการเกษตร :
ปุ๋ยถูก + ยาถูก + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล.......................(1)
ปุ๋ยผิด + ยาผิด + ใช้ถูก = ไม่ได้ผล.......................(2)

ปุ๋ยผิด + ยาผิด + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง..........(3)
ปุ๋ยถูก + ยาถูก + ใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังสอง.............(4)



ขอบคุณลุงคิมค่ะ
ยัยเฉิ่มจะเป็นชาวนา




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 27/04/2012 10:02 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ

ยัยเฉิ่ม หายไปนาน เนื่องจากเกิดอาการต้อแต๊ หมดแรง ไม่อาจต้านทานกับกระแสที่โถมกระหน้ำเข้ามาได้ ถึงแม้
จะพยายามท่องอย่างขึ้นใจ "ต้องแม่นสูตร-แม่นหลักการ" ก็ยังสั่นคลอนได้ แปลงข้าวยัยเฉิ่ม ยิ่งนานวัน หญ้าสารพัดสาย
พันมาจากไหนไม่รู้มากมาย มากว่าข้าวเสียอีก แล้วนาข้าวของยายเฉิ่มอยู่ข้างทาง ใครผ่านไปผ่านมา ต่างก็จอดรถแวะ
ทักทาย "ทำไมข้าวเป็นอย่างนี้" "จะได้กินไหมเนี้ยหย้าเยอะขนาดนี้" ไม่ได้ฉีดฆ่าหญ้าเหรอ" ทำไม่ไหวก็อย่าทำดีกว่า"
ขาดทุนเห็นๆ ต้องทำอย่างนั้นซิ ต้องทำอย่างนี้ซิ

ยัยเฉิ่ม ก็เลยเกิดอาการต้อแต๊ แล้วก็มาคิดว่า เราหลงทางหรือป่าว สิ่งที่เราคิดมันใช่ไหม เราอยากทำนาแบบใหม่ แบบอินทรีย์
นำ เคมีเสริม อย่างลุง แต่ มันทำได้ไหม หรือเราหนักแน่นไม่พอ เรารู้ว่าสารเคมีที่ประเคนใส่ลงไปในนาข้าว มันต้องมีผลต่อ
ข้าวที่เรากินอยู่แล้ว

และแล้วยายเฉิ่ม ก็พ่ายแพ้ต่อเสียงรอบข้าง ยัยเฉิ่มฉีดยาฆ่าหญ้าอีกครั้ง แต่ฉีดแค่ครึ่้งเดียว ไม่ฉีดหมดแปลง มีเหตุผลสองอย่าง

1. เงินไม่พอซื้อยาฆ่าหญ้ากับจ่ายค่าแรง
2. แปลงที่เหลือหญ้าไม่เยอะเท่าแปลงที่ฉีด


ผลการฉีดยาฆ่าหญ้าปรากฏดังนี้....
1. หญ้าตายไม่ท้ัังหมด หญ้าบางชนิดแค่เฉา ใบไหม้
2. ข้าวเกิดอาการงัน เหลือง
3. จากที่มองไม่เห็นต้นข้าว พอหญ้าเริ่มโทรมก็พอมองเห็นต้นข้าว
4. แปลงที่ไม่ได้ฉีดหญ้าฆ่าหญ้า ข้าวเขียวไปพร้อมกับหญ้า

และจากการฉีดยาฆ่าหญ้า ก็ได้อีักหลายคำตอบที่เกี่ยวเนื่องกัน คนที่บอกให้ฉีดยาฆ่า บอกในเชิงแก้ตัวว่า หญ้ามันใหญ่แล้ว
ตายยาก งวดหน้าให้ฉีดตั้งแต่ข้าวยังเล็ก ข้าวงันให้บำรุงด้วย ยูเรีย (ยัยเฉิ่มก็นึกในใจว่า ที่ตอนนั้นให้ ก... ฉีดทำไมวะ)
แต่ยัยเฉิ่มก็สบายใจขึ้นนะ ที่ได้ฉีดยาฆ่า เหมือนทำให้คนที่แนะนำเราได้รู้ว่า หญ้าตายไม่หมดหรอก เห็นหรือยังละ หมด
เงินไปตั้ง สามสี่พันบาท

ยับเฉิ่ม แอบมองแปลงข้างเคียง เค้าฉีดอะไรไม่รู้ ถามก็ตอบเลียงว่า ยามั่ง โฮโมนมั่ง ฉีดเกือบทุกอาทิตย์ แต่ข้าวเค้าไม่มีหญ้า
เลยนะคะ ยัยเฉิ่ม่ก็มานึกว่า ข้าวแปลงนั้นจะมาอยู่ในหม้อข้าวเราหรือป่าวนะ

ส่วนอีกแปลง เป็นประเทภ ยูเรียบ้าเลือด อย่างที่ลุงเคยพูด เค้าหว่านข้าวหนามาก ต้นข้าวเขียวปัด แต่......

1. ข้าวเป้นโรคบ่อย ปลายใบเป็นสีส้ม ยัยเฉิ่มเห็นเค้าเอายามาฉีด สองสามวันก็เอายูเรีย หว่านตาม
2. แก้โรคปลายใบสีส้มเสร็จ หนูก็เห็นว่า ใบที่เขียวปัด เริ่มมีสีขาว น่าจะหนอกอกิัน เอายามาฉีด ตามด้วยยูเรีย

ยัยเฉิ่มเห็นเค้าทำแบบนี้ มาสองสามรอบแล้ว ต้อนนี้ข้าวแปลงข้างเคียง เป็นทั้งปลายใบสีส้ม และบางส่วนก็หนอนกิน และ
ที่น่าแปลกใจอีกอย่าง ข้าวเค้าออกรวงแล้วบางส่วน ทั้งที่ข้าวเพิ่งจะได้ประมาณสามเดือน ที่เค้าเรียกกันว่า "ข้าวไม่เสมอ" น่ะ

ลุงคิดว่าเกิดจากอะไรคะ จากที่เล่ามาทั้งหมด



ขอบคุณลุงค่ะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 27/04/2012 8:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

งานนี้มันพลาดมาตั้งแต่แรก แล้วก็สะสมความผิดพลาดมามาก สะสมมานาน นานกระทั่งพูดได้ว่า พื้นที่นี้ไม่เหมาะต่อการปลูกข้าวก็ว่าได้

เหมือนใส่เสื้อ ติดรังดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ต้องผิดทั้งหมด

คราใดที่มีปัญหา.....
คนไทยชอบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ชอบวิเคราะห์ต้นเหตุของปัญหา....
คนไทยชอบแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไม่ชอบแก้ปัญหาแบบแก้ที่ต้นตอ หรือ กันก่อนแก้ ....
คนไทยชอบสูตรสำเร็จ เหมือนของวิเศษที่ใช้แล้วได้ผลดังใจนึกได้เลย.....

หลักการทำเกษตรแบบ อินทรีย์นำ-เคมีเสริม สำหรับนาข้าว ในความหมายจริงๆ คือ อินทรีย์นำ - เคมีเสริม- ตามความเหมาะสมของนาข้าว (นาหว่าน ต้นข้าวขึ้นแน่น ไม่ได้กำจัดวัชพืช ไม่สามารถควบคุมน้ำได้ และหลากหลายปัญหาที่เป็นสภาวะจำยอม......)

วิธีการนี้ได้มาจาก การใช้ต้นข้าวเป็นศูนย์กลางในการวางแผน ปลูกข้าวตามใจข้าว บำรุงข้าวภายใต้เงื่อนไขที่สร้างปัญหาแก่ต้นข้าว



ในโลกเกษตรไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีตัวเลข.....
ถ้าวิธีทำนาข้าวแบบ "อินทรีย์นำ - เคมีเสริม - ตามความเหมาะสมของต้นข้าว" แล้วไม่ได้ผล ก็น่าจะมีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ ..... ทั้งนี้ ต้องมีเป้าหมาย คือ ต้นทุน-ผลผลิตเป็น "ธง" แล้วไปสู่จุดนั้น ภายใต้หลักเกณท์ ผลผลิตเพิ่ม (คุณภาพ/ปริมาณ)-ต้นทุนลด-อนาคตดี




ทบทวนตัวเอง แล้วหาคำตอบให้กับตัวเอง ซิ .... บอกใบ้ ทุกคำถามมีคำตอบอยู่ที่ตัวเอง...
1. ทำนามาแล้ว 3 รุ่น ได้กำไรน้อย หรือไม่ก็ขาดทุน กระทั่งเป็นหนี้ เพราะอะไร/อะไรคือสาเหตุ

2. ก่อนลงมือทำ เคยคิดหรือวางแผนเกี่ยวกับต้นทุนหรือไม่

3. ทำตามข้างบ้าน ทั้งๆที่ข้างบ้านทำแล้วขาดทุน หรือไม่ก็กำไรน้อย เป็นหนี้เป็นสินเหมือนกัน แล้วทำไมจึงทำตามเขา

4. หญ้า/วัชพืช ที่ขึ้นอยู่ในแปลงนาวันนี้ มากมาย มากว่าต้นข้าว ถามว่า หญ้า/วัชพืช เหล่านี้ สะสมอยู่ในนามานาน ปีแล้วปีเล่า กี่ปี อย่างน้อยก็ 3 ปีที่เราเข้ามาทำ ใช่หรือไม่ ..... 3 ปีที่ผ่านมาใช้ ยาฆ่ายาคุม มาตลอด ทำไม หญ้า/วัชพืช ไม่ลดจำนวนลงแต่กลับเพิ่มขึ้น ..... หญ้า/วัชพืช บางชนิดงอกจากเมล็ดแล้วถูกย่ำทำลายทำให้ตายได้ บางชนิดถูกย่ำทำลายแล้วงอกซ้ำใหม่ได้อีก บางชนิมี หัว/ไหล/เหง้า อยู่ไต้ดิน เมื่องอกขึ้นมาแล้วถูกย่ำทำลายก็จะแยกหน่อใหม่ได้อีก แถมดีกว่าเก่าเพราะไหลมีขนาดใหญ่และยาวขึ้น.....ฉนี้แล้ว ใยจึงคิดทำลาย หญ้า/วัชพืช ด้วย ยาฆ่ายาคุม อีกเล่า

5. ปัจจัยพื้นฐานเพื่อการเพาะปลูกพืช (ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ๋-โรค) ที่ไม่มีพืชใดในโลกนี้หลีกพ้นหรือไม่ต้อการ เหมือนปัจจัยสี่สำหรับมนุษย์เพื่อการดำรงชีวิต ...... การทำนาข้าวบนปัจจัยพื้นฐานนี้ เมื่อแบ่งเป็นขั้นตอนก็พอจะสรุปได้ ดังนี้ ...... 1. เตรียมแปลง (ปรับเรียบสำหรับระดับน้ำ/ช่องทางน้ำเข้าออก--ทำครั้งเดียวอยู่ได้ตลอดไป) ..... 2. เตรียมดิน (ทำเทือก/กำจัดวัชพืช/สร้างสารอาหาร--เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะดินดีเท่ากับสำเร็จแล้วกว่าครึ่ง) ..... 3. เตรียมเมล็ดพันธุ์ ..... 4. บำรุง (ระยะกล้า/แตกกอ/ตั้งท้อง/ออกรวง/น้ำนม/ก่อนเกี่ยว) ...... 5. ป้องกัน/กำจัดศัตรูพืช

6. รู้ธรรมชาติของต้นข้าวและพืชอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นข้าว แล้วเลือกใช้ เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับ เทคโนโลยีชาวบ้าน จัดการแก้ไข โดยต้นข้าวได้รับผลกระทบทาง "ลบ" น้อยที่สุด กับทั้งด้วยต้นทุนที่ต่ำสุด

7. สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ตัวเองและคนข้างเคียง (ถ้ามีโอกาส) โดย ..... 1. พูดคุยด้วยหลักวิชาการที่แท้จริงที่เกี่ยวกับต้นข้าว หรือ.....2. ถาม ต้นทุน-ผลผลิตที่ได้-หนี้สิน กับคนที่รู้ไม่จริงหรือขี้โม้นั้น

8. เปรียบเทียบระหว่างต้นข้าวที่ได้สารอาหารครบ หลัก/รอง/เสริม/ฮอร์โมน และอื่นๆ ครบ สม่ำเสมอ ตั้งแต่เกิดถึงเกี่ยว กับต้นข้าวที่ได้แต่ ไนโตรเจน (46-0-0) + ไนโตรเจน-ฟอสฟอรัส (16-20-0) ตั้งแต่เกิดถึงเกี่ยวเพียง 1-2 ครั้ง อย่างไหนจะดีกว่ากัน ..... ปริมาณผลผลิต (จำนวนถัง/ไร่) จากแปลงที่ไม่มีหญ้า/วัชพืช ได้รับ 46-0-0 กับ 16-20-0 อาจจะมาก แต่ให้ดูคุณภาพ (ลีบ-ปน-ป่น-น้ำหนัก) กับปริมาณผลผลิต (จำนวนถัง/ไร่) จากแปลงที่ หญ้าครึ่งหนึ่งข้าวครึ่งหนึ่ง ได้รับสารอาหาร หลัก/รอง/เสริม/ฮอร์โมนและอื่นๆ ครบทุกตัว อาจจะน้อยกว่า แต่คุณภาพ (ลีบ-ปน-ป่น-น้ำหนัก) น่าจะ (เน้นย้ำ...น่าจะ) เหนือกว่า ..... เมื่อเปรียบเทียบ ปริมาณ/คุณภาพ แล้วมาดู "ต้นทุน กับ อนาคต" ของนาข้าวรุ่นต่อไปที่ได้รับอานิสงค์จากการทำนาแบบ อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม - ตามความเหมาะสมของนาข้าวสารพัดปัญหาสภาวะจำยอม จะออกมาอย่างไร......

9.

10.



งานนี้เดินหน้าแล้วถอยหลังไม่ได้ คงไม่เข้าท่ามั้ง ถ้าจะไถทิ้งทั้งหมดทั้งหญ้าทั้งข้าวแล้วเริ่มใหม่ ณ วันนี้คงต้องใช้สูตร เลยตามเลย-ไหนไหนก็ไหนไหน บำรุงทั้ง หญ้า/วัชพืช ทั้งข้าว ไปพร้อมๆกัน บำรุงเต็มที่ตามความต้องการของต้นข้าว ถ้ามัวห่วงว่า หญ้า/วัชพืช จะได้รับสารอาหารด้วย ต้นข้าวก็จะไม่ได้รับสารอาหาร ต้นข้าวก็ไม่โต ไม่ให้ผลผลิต หญ้า/วัชพืช งามดีก็ปล่อยให้งามไป วางแผนรุ่นหน้าต้องอาเอาสารอาหารที่มันเอาไปกลับคืนมา โดยการไถกลบลงดิน ...... รุ่นหน้าต้องวางแผน "เตรียมดิน-กำจัดวัชพืช" ให้พร้อมสมบูรณ์แบบจริงๆเสียก่อนแล้วจึงค่อยปลูกข้าว.....จะดีไหม







.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/04/2012 4:34 pm, แก้ไขทั้งหมด 14 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Sombutt
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2011
ตอบ: 85

ตอบตอบ: 27/04/2012 9:44 pm    ชื่อกระทู้: ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีครับ ยัยเฉิ่ม


สมบัติ - (ปลูกข้าวหอมที่) เชียงราย ขออนุญาต แจม หน่อยนะครับ

ผมอุตส่าห์ติดตามเอาใจช่วยลุ้น ให้คุณปลดหนี้ใหได้ แล้วก็ Copy คำตอบมุขเด็ด ๆ ที่ลุงคิมตอบปัญหาของคุณ
ซึ่งถือเป็นเคล็ดวิชา ที่นาน ๆ ลุงคิมจะปล่อยมุขเด็ดสักครั้ง ก็เพื่อช่วยคุณทางอ้อม พออ่านมาเจอ คุณทนต่อเสียง
หมูหมากาไก่รอบข้าง เลยทำใจไม่ได้ ฉีดยาฆ่าหญ้าซะฉิบ บอกตามตรงว่าเสียความรู้สึก หมด Mood กลายเป็น
Moody เลยแหละ ...คุณอยากจะปลดหนี้ ลุงคิมก็แนะนำคุณอย่างสุด ๆ แต่คุณไปแคร์กับปากชาวบ้าน ทำไมคุณ
ไม่เป็นตัวของคุณเอง ตั้งปณิธานไว้แล้วต้องทำตามที่ตั้งเอาไว้ ทำให้ได้ ไม่ต้องฟังใคร ทำตามเค้าบอก ผลผลิตเสีย
หาย คุณเป็นคนเสีย ....สุภาษิตว่าไว้ อันว่าทุกคนใครอยากให้เราดี แต่ถ้าเราเด่นขึ้นทุกที เค้าหมั่นไส้ ทำดีแต่อย่าเด่น
จะเป็นภัย ไม่มีใครเค้าอยากเห็นเราเด่นเกิน....แต่งานนี้ไม่ใช้ครับ กูทำดี แต่กูจะทำเด่น กูต้องเด่น กูต้องปลดหนี้ของ
กูให้ได้ ผลจะเสียหายของๆ กู ไม่ใช่ของมึง ได้กินข้าวหรือไม่ได้กินเรื่องของกู ....คราวนี้ถ้าไม่ดี คราวหน้าต้องทำให้
ดีกว่านี้ ดูรูปหญ้าในนาข้าว (นาปรัง ปลูกครั้งที่สอง) ของผมซะมั่ง เห็นแล้วจะหนาว น้ำก็ไม่มี ชลประทานไม่ปล่อยน้ำ
ผมต้องเอาไดรโว่ (2 นิ้ว) ดูดน้ำจากในบ่อ ต่อสายยางไปถึงแปลงนา ระยะทางยาว 100 กว่าเมตร ดูดวันละ 12 ชั่วโมง
.....ผมทำนาครั้งที่สอง เป็นนาปรัง รูปนี้ถ่ายส่งให้พี่ชายที่นครปฐมดูเมื่อ 25 เม.ย.55 .....พี่ชายบอกให้เอาเครื่อง
ตัดหญ้าเดินตัดยอดหญ้า

1-


2-


3-


4-


5-


6-


7-


8-


9-


10-


11-


12-


13-


14-


15-


ลองเสียเวลาซักนิด ใช้เครื่องเดินตัดยอดหญ้า มันมีมอเเตอร์ต่อด้ามใช้ตัดข้าวดีด อันหนึ่งประมาณ 500-600 บาท
ใช้แบตมอเตอร์ไซด์ เบาหน่อย 25 ไร่ เดินตัดครึ่งวันก็หมดแล้ว

ลองดู ขอเป็นกำลังใจให้สู้ต่อ อย่าต๊อแต๊ครับ เสียชื่อ ยัยเฉิ่ม ตายโหงเลย ..ของผมคราวนี้หว่านข้าวไปไร่ละ 5 ถัง ลุงคิม
เคยบอกว่า ไอ้แปลงที่หญ้าขึ้นปนแยะๆ นี่น่ะนะ เผลอๆ เกี่ยวแล้วอาจได้ข้าวถึงไร่ละ 120 ถัง ก็เป็นไปได้ เค้าเรียกว่า
ข้าวหลบใน แต่ถ้าขี้หักในละก็ตัวใครตัวมันเถอะครับ





.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Sombutt
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2011
ตอบ: 85

ตอบตอบ: 27/04/2012 10:36 pm    ชื่อกระทู้: ยัยเฉิ่มจะเป็นชาวนา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอสาระแนอีกนิดเถอะครับ

กระทู้ของคุณมีคนอ่านเกือบจะครึ่งหมื่นคนแล้วนะ แสดงว่ามีคนสนใจไม่น้อยทีเดียวเจียว แล้วคุณจะตกม้าตายซะกลางคัน
ด้วยคำบอกว่า ต๊อแต๊ ยังงี้แล้ว คนที่เค้าแอบลุ้นคุณอยู่ก็หมดกำลังใจแย่ซีครับ...ไม่สงสารลุงคิมหรือครับ อุตส่าห์บอกซะ
ปากจะฉีกถึงใบหู คุณดันไปฟังไอ้ขี้ครอกข้างบ้าน เผาฟาง ยูเรีย 46-0-0 ฉีดยาฆ่าหญ้า แล้วไอ้คนบอกคุณน่ะ ทำข้าวได้
ถึง 100 ถัง/ไร่หรือเปล่า ยังงี้แล้วใครจะกล้าซื้อข้าวยัยเฉิ่มเอาไปกิน คุณก็ไม่กล้ากินของคุณเอง ...หรือว่า แม่ค้าเค้าเก่ง
แต่ปาก แต่ใจจิ้งหรีดจังเลย

ของคุณแค่คนนอกเห่าหอน ของผมปลูกข้าวครั้งแรกที่ผ่านมากว่าจะได้ข้าวแม่ภรรเมีย ทั้งสับทั้งโขลก ผมเอาที่เสียบหู
ฟังพระเทศน์บ้าง ฟังเสียงลุงคิมบ้าง (พี่ชายอัดเสียงส่งเมล์ไปให้) จำไม่ได้ว่าแกบ่นอะไรบ้าง พอเกี่ยวข้าวได้ ผมยกให้แก
หมดเลย ไม่หักทุนคืนซักบาท ขอข้าวเปลือก (หอม) แค่สองกระสอบสีได้ข้าวแล้ว 1 ส่งให้พ่อที่กรุงเทพ อีก 1 ส่งให้พี่ชาย
ที่นครปฐม อีกจ๊อย (ถุง) ฝากพี่ชายมาไหว้สาบูชาครูบาอาจารย์ ....ไม่ได้ อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสม คงไม่ได้
กินข้าวแน่ ๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต กระดาน White Board แผ่นนี้คือครูครับ




ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ แกเงียบเป็นเป่าครก เพียงแต่ชายหางตาแหล่ๆ แล้วก็เปรยๆ กับหลานสาวตัวแสบว่า ....หญ้านาป้อมึง
นักแต๊นักบอด เตื้อนี้จะได้ข้าวซักเต้าฮือ...หญ้านาพ่อมึงแยะเหลือเกิน คราวนี้จะได้ข้าวซักเท่าไหร่กัน....ผมก็ตั้งใจไว้แล้ว
เหมือนกันว่า ก็จะยกให้แกทั้งหมดอีกตามเคย ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ปลาเล็กตกปลาใหญ่ แกจะได้รวบรวมปัจจัยทั้งนา
ส่วนของแกและส่วนของ ผบ.ทบ.ตั้งแต่คราวก่อน ถึงคราวนี้ เพื่อจะไปถ่ายโฉนดจาก ธรณีกรรแสง เฒ่าแก่เส็ง หรือ ธ.ก.ส.
เอาออกมาแบ่ง ๆ กันให้จบ ๆ กันไปซะที ...... บาปมั๊ยเนี่ย

ผมปลูกข้าวหอมที่เชียงราย แต่พี่ชายของผม เอาข้าวหอมดอย จากชาวมูเซอ ที่เรียกว่า "ข้าวดอยมูเซอ" ปลูกบนเขาสูง
ไปทดลองปลูกแบบนาแห้งที่นครปฐม จากยอดดอยสู่แดนดิน เห็นบอกว่า ออกรวงแล้วเว๊ย (ทำเป็นคุย มีเมล็ดหรือเปล่า
ยังไม่รู้ กลัวจะเป็นข้าวลีบซะมากกว่า) นี่ก็เห็นบอกว่า ได้ข้าว Rice Berry จากอาจารย์ใหญ่ฝ่ายบู๊ มา 7.5 กก. มีบอก
ว่า กูกั๊กไว้ครึ่งโล จะลองปลูกแข่งกับมึง (ผม) ฝากรถขนส่งมาให้ผม 7 กก. ผมจะปลูกเป็นข้าวนาปีคราวหน้า ใช้ข้าวเปลือก
ไร่ละ 3.5 กก. มันสุด ๆ คงต้องใช้วิธีหยอดเมล็ด แล้วก็คงเดือดร้อนถึงปรมาจารย์ ไรซ์เบอรรี่ คุณชัชวาลย์ เวียร่า รับโทรศัพท์
หูชาแน่ ๆ ละครับไต้ซือ



ท้ายที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้ อย่าท้อแท้ครับ คราใดที่เหนื่อยล้า ท้อแท้หมดกำลังใจ นึกถึง (คำด่าของ) ลุงคิม ตาคิม หรือ E-Kim
(ย่อมาจาก Effective - Klomklam Intelligence Micro-organisms)

- ผมเรียกของผมเองครับ



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 30/04/2012 12:13 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ คุณสมบัติ


ยัยเฉิ่ม ต้องขอขอบคุณนะคะ สำหรับกำลังใจที่มีให้และการติดตามข้อมูลของยัยเฉิ่ม

ยัยเฉิ่ม รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่เป็นแบบนี้ แต่ยัยเฉิ่มก็พยายามที่จะทำให้ดีที่สุด จนปากครั้งยัยเฉิ่ม ก็เครีัยสกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ลุงคิมมั่งบอกเสมอว่า ปลุกข้าวตามใจข้าว ถ้าทำไม่ได้ให้ไปต่อรองกับข้าวเอาเอง(ฟังที่ไรเจ็บปวดทุกที่) ปัญหาของยัยเฉิ่ม ไม่ได้อยู่
ที่ต้นข้าวอย่างเดียว มันมีปัญจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ทำให้เป้นแบบนี้ แต่ยัยเฉิ่ม ไม่กล้วบ่นในนี้ เพราะแค่นี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรืองเรา
เสียเลย เวลาที่อ่านกระทู้ตอบของลุง



ยัยเฉิ่มพยายามแก้ปัญหาเท่าที่หัวสมองและสองมือ(จริงๆ) จะทำได้ แต่ยิ่งแก้มันเหมือนยิ่งยุ่ง อย่างวันนี้(แค่ตัวเอย่างเล็กน้อย)
เอาเครื่องสูบน้ำไปซ๋อม จะใช้รถไถ ขึ้นน้ำแทนใช้เครื่องเบนซิน เพราะสู้ค่าน้ำมันไม่ไหว ขึ้นน้ำไปเมือ วันที่21- 24 หมดค่าน้ำมันไป
เกือบสามพันบาืท หมดค่าหมอรักษาตัวเองที่เกิดจาก การเฝ้าน้ำนอนตากน้ำค้าง ไปอีก 300 กว่าบาท

ยัยเฉิ่ม หาคนงานที่จะเอารถไถจากบ้านไปที่นา ห่างประมาณ 1 กม.(ตัวยั้ยเฉิ่ม ควงรถไถ ไม่ไหว แรงไม่พอ ลูกชายก็ยังเล็ก
เกินไปแรงก็ไม่พอ

แรงงานหายากมาก แต่วันนี้ก็หาได้ ปัญหายังไม่จบ ยัยเฉิ่มยังหาเงินที่จะเอาไปจ่ายค่าซ่อมเครื่องสูบน้ำยังไม่ได้เลย ยัยเฉิ่ม
ไม่่ยอมแพ้หรอก "ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม แต่เครียสเลยแหละ)


อันนี้เป็นปัญหาเล็กน้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ลุงบอกมันเป็นปัญหา โลกแตก ซึ่งไม่เกี่ยวกับการปลุกข้าว แต่สำหรับยัยเฉิ่ม ปัญหา
พวกนี้มันเป้ฯปัญหาใหญ่สำหรับยัยเฉิ่ม ซึ่งมันมีผลทำให้ยัยเฉิ่มต้อแต้


คุณอ่านแล้วคงจะว่ามันเกี่ยวอย่างไรกัน
ความเกี่ยวเนีอง คือ
1. คนที่บอกให้เราทำอย่างนี้นอย่างนี้ ใส่ปุ็ย ฉีดยาฆ่าหญ็า คือคนที่ หาคนงานให้เรา เมื่อเราไม่ทำตามเค้า ก็ไม่กล้าที่จะให้เค้า
หาคนงานให้

2. คนพวกนี้คือคนที่ มาไถนาให้เรา

3. คนพวกนี้ คือคนที่ค่อย มาตอกย้ำให้เราสู้สึกว่า อย่าคิดเปลี่ยนแปลงเลย เคยทำมาแล้วมันไม่ดี

4. น้ำที่จะใส่นายัยเฉิ่ม ต้องไปขึ้น ห่างจากนาประมาณ 100 เมตร ใช้ท่อสายยาง ขนาด 8 นิ้ว ขอบอกหนักมาก เวลา
ใช้เวลาเก็บ

ลูกชายบอกว่า แม่ กลับไปทำอย่างเดิมเหอะแม่ คนงานก็ไม่ต้องวิ่งหา นาข้าวเราไม่เคยรกหญ้าขนาดนี้

นี้เป็นแค่ปัญจัยเล็กน้อยที่บอกให้ฟัง


ยัยเฉิ่ม ต้องขอบคูณ มากๆเลยค่ะ ที่ให้กำลังใจ และยัยเฉิ่ม ขอบอกว่า "ยัยเฉิ่ม จะ แม่นสูตร แม่นหลักการ และจะทำใจให้
หนักแน่น ไม่หวั่้นไหว ต่อเสียงรอบข้าง"

ยัยเฉิ่มได้อ่าน กระทู้ตอบของคุณแล้ว มีกำลังใจขึ้นมากเลยค่ะ ยัยเฉิมขอสัญญาว่าจะเดินหน้าต่อไป จะไม่ทำให้ลุงคิม ผู้ปาก
เปียกปากแฉะ ผิดหวัง ค่ะ


ขอบคุณมากนะคะ
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Sombutt
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2011
ตอบ: 85

ตอบตอบ: 30/04/2012 1:31 pm    ชื่อกระทู้: ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีครับ ยัยเฉิ่ม

กรุณาดูข้อมูลใน PM ครับ



สมบัติ-เชียงราย





.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Sombutt
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2011
ตอบ: 85

ตอบตอบ: 30/04/2012 1:41 pm    ชื่อกระทู้: ยัยเฉิ่มจะเป็นชาวนา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แถมอีกนิดนึงครับ


ลุงคิมตอบคุณในตอนท้ายว่า

"งานนี้เดินหน้าแล้วถอยหลังไม่ได้ คงไม่เข้าท่ามั้ง ถ้าจะไถทิ้งทั้งหมดทั้งหญ้าทั้งข้าวแล้วเริ่มใหม่ ณ วันนี้คงต้องใช้สูตร
เลยตามเลย-ไหนไหนก็ไหนไหน บำรุงทั้ง หญ้า/วัชพืช ทั้งข้าว ไปพร้อมๆกัน บำรุงเต็มที่ตามความต้องการของต้นข้าว ถ้ามัว
ห่วงว่า หญ้า/วัชพืช จะได้รับสารอาหารด้วย ต้นข้าวก็จะไม่ได้รับสารอาหาร ต้นข้าวก็ไม่โต ไม่ให้ผลผลิต หญ้า/วัชพืช งามดีก็
ปล่อยให้งามไป วางแผนรุ่นหน้าต้องอาเอาสารอาหารที่มันเอาไปกลับคืนมา โดยการไถกลบลงดิน ...... รุ่นหน้าต้องวางแผน
"เตรียมดิน-กำจัดวัชพืช" ให้พร้อมสมบูรณ์แบบจริงๆเสียก่อนแล้วจึงค่อยปลูกข้าว.....จะดีไหม "

ลุงคิมให้กำลังใจแล้วนะครับ


สู้ครับ......




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 30/04/2012 3:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดี ค่ะ คุณสมบัติ

ขออนุญาติ ถามโง่ๆนะคะ ข้อมูลใน PM คืออะไรค่ะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Sombutt
สาวดอง
สาวดอง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/05/2011
ตอบ: 85

ตอบตอบ: 30/04/2012 7:50 pm    ชื่อกระทู้: ยัยเฉิ่มจะเป็นชาวนา ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีครับ ยัยเฉิ่ม


คำถามที่คุณถามว่า ข้อมูลใน PM คืออะไรนั้น ไม่ใช่คำถามที่โง่เลย เป็นคำถามของคนฉลาดที่ (แกล้งโง่) อยากจะรู้ว่ามันคืออะไร
ถามสั้น ๆ แต่ต้องตอบยาวววววว ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่เว็ปของ เกษตรลุงคิม ออกนอกเรื่องการเกษตรซักนิดนึงนะครับ ซึ่งน่าจะมี
ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย เพราะคิดว่า คงมีสมาชิกบางท่านที่อาจจะยังไม่รู้ถึงคุณประโยชน์ของข้อมูลใน PM จะได้ใช้งาน PM เป็น
(ใช้ติดตามทวงหนี้ยังได้เลย)

คำว่า PM ย่อมาจาก Personal Massage หมายความว่าเป็นข้อมูลส่วนตัว ที่ส่งข้อความถึงใครคนหนึ่งซึ่งในระบบอินเตอร์เน็ทเค้ามี
เอาไว้ให้(วัยรุ่น วัยโจ๋ เค้าใช้ FaceBook แต่วัยกุ๊ก วัยกิ๊ก อย่างเรา ๆ ต้องใช้ส่งข้อมูลส่วนตัว โดยใช้ PM) ซึ่งถ้าเราใช้หน้าต่างตรงนี้
ก็จะมีคนสองคนเท่านั้นที่รู้ว่าใครส่งข้อมูลนี้มาให้เรา มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้าพอใจเราก็ตอบ ถ้าไม่พอใจเราก็ไม่ตอบ คือจะรู้กันแค่สอง
คน คนอื่นจะไม่รู้ เช่นผมให้ E-mail หรือเบอร์โทรศัพท์กับคุณ หรือคุณให้ E-Mail กับเบอร์โทรศัพท์กับผม ก็ส่งฝากใน PM ก็มีคุณกับผม
เท่านั้นที่รู้ คนอื่นจะไม่รู้ กรณีนี้ ผมต้องการคุยเรื่องปลูกข้าวแบบท้อแท้ กับคุณเป็นการส่วนตัว ผมก็ส่งข้อความใน PM โดยบอก E-Mail
ให้คุณ ถ้าคุณหรือลูกมี E-mail ก็ติดต่อกันทาง E-mail ก็จะคุยในเรื่องหลากหลายมากกว่าที่จะมาลงในเว็ปลุงคิม (ไม่อยากได้ยิน ไม่อยาก
อ่านคำว่า ท้อแท้ เล๊ย ฟังแล้วมันหดหู่จริง ๆ) นอกจากว่า ปัญหามันหนักอกนักหนาก็ว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นก็จำเป็นที่ต้องให้ลุงคิมเป็นผู้
วินิจฉัย พอเข้าใจนะครับ

แล้วข้อมูลใน PM มันอยู่ตรงไหน ดูในกรอบแต่ละข้อความที่คุณฝากในเว็ป มุมซ้ายมือจะมีรูปคน ๆ เดียวและมีคำว่า ข้อมูล ..ถ้าคุณเอาเมาส์
จิ้มที่ตรงนี้ก็จะมีคำว่า แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ในช่องชื่อใครก็เป็นข้อมูลย่อย ๆ ของสมาชิกคนนั้น คุณลอง กิ๊กดูก็ได้ ...

ถัดมาอีกอันใกล้ๆ กัน ก็จะมีรูปคนสองคน แล้วก็มีคำว่า PM ..ถ้าคุณเอาเมาส์ จิ้มที่ตรงนี้ก็จะมีคำว่า ส่งข่าวสารส่วนตัว ขึ้นมา ตรงนี้แหละครับ
ถ้าคุณต้องการส่งข่าวสารส่วนตัวถึงใคร คุณก็กิ๊กในกรอบข้อมูลของคน ๆ นั้น เช่นคุณจะส่งข่าวถึงผม คุณก็กิ๊ก คำว่า PM ในกรอบ sombutt
กิ๊กเลยครับ พอกิ๊กแล้วมันก็จะมีหน้าต่างใหม่ขึ้นมา จะมีคำว่า ส่งข่าวสารส่วนตัว ในช่องชื่อเรียกก็จะมีคำว่า sombutt ในช่องชื่อกระทู้ คุณก็
พิมพ์ให้มันตรงกับเรื่องกระทู้นั้น ๆ จากนั้นก็มากิ๊กที่ช่องสีขาวใหญ่ จะฝากข้อความส่วนตัวอะไรก็พิมพ์ลงไป จะด่าก็ได้ แต่ขอให้ด่าแบบสุภาพๆ
หน่อยก็แล้วกัน จะฝากรูปก็ทำแบบเดียวกับที่ฝากรูปลงในเว็ป แต่ให้ใช้แบบ BBCode (ยังไงๆ ก็ต้องใช้อันนี้เพราะเว็ปเค้าบังคับเอาไว้)
ถ้าอยากดูว่าพิมพ์ผิดหรือด่ายังไม่สะใจก็กิ๊กที่ดูตัวอย่างก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็กิ๊กที่ช่อง ส่ง แล้วถ้าอยากรู้ว่ามีใครส่ง PM มาให้หรือเปล่า ทำไงล่ะ ....

เขียนไปเขียนมาชักงงเหมือนกัน ไอ้ผมมันก็เก่ง คอมซะด้วย ทำอะไรแต่ละทีต้องถามลูกจนมันบ่น ...ต้องให้เก่งไว้บ้างครับ เอาไว้จับผิดเวลา
มันแช๊ตกับหนุ่มหรือสาวใน FaceBook ปิดบังยังไง ซ่อนยังไง กรูหาเจอก็แล้วกัน แต่อะไรไม่ว่า ลูกมันเอาแฟลชไดร้อันเก่าให้ 2 กิ๊ก มัน
ว่าเก็บข้อมูลได้น้อยไปเปลี่ยนอันใหม่ 16 หรือ 32 กิ๊ก มันว่าของพ่อข้อมูลจิ๊ดเดียว สองกิ๊กก็พอ ได้ยินคำว่า กิ๊ก เสียงแว๊ดจากในครัวออกมาเลย
อีพู่ กะพ่อมึงอู้อิหยังกั๋น กิ๊ก ๆ แก็ก ๆ สองกิ๊ก สามกิ๊ก ฟังบ่ถี่ (ฟังไม่ชัด) ...ลูกมันก็เลยอธิบายให้ฟัง... โฮ แม่ยอดขมองนิ่ม แค่กิ๊กเดียวกรูก็
จะแย่แล้ว ขืนมากกว่านี้กรูไม่แก่ตายแน่ ๆ

ทีนี้ถ้าอยากรู้ว่ามีใครส่ง PM มาให้ คุณก็ย้อนกลับมาที่ต้นหน้ากระดานข่าว ข้างบน จะมีคำว่า คุณไม่มีข่าวสารใหม่ ถ้าคุณมีข่าวสาร มันก็จะมี
เลขบอกที่ตรงนี้ว่า คุณมีกี่ข่าวสาร คุณก็กิ๊กที่ตรงนี้ครับ กิ๊กเลย มันก็จะมาที่อีกหน้าต่างนึง เลื่อนเมาส์ลงไปข้างล่าง ก็จะมีคำว่า ตู้รับ ตู้ส่ง
ตู้ออก ตู้บันทึก ถ้าช่องไหนมีรูปมือขึ้นมาคุณก็กิ๊กดูเลยว่ามันมีอะไรบ้าง ...อย่างวันนี้ผมส่ง PM ให้คุณ เมื่อคุณเปิดหน้าต่างนี้ขึ้นมา เมื่อกิ๊ก
ในช่องตู้รับก็จะมีชื่อ sombutt ว่าได้ส่งข่าวสารส่วนตัวถึงคุณ ๆ ก็กิ๊กขึ้นมาดู ก็จะรู้ว่าผมเขียนข้อความอะไรถึงคุณ ยังไง ๆ ก็เชิญ ผบ.ทบ. มา
ดูด้วย ผมกลัวครับ กลัวจะไม่ได้กินข้าวนาปรังในดงหญ้า ถ้าคุณมี E-mail ก็ติดต่อไปเลย จะได้ส่งรูปให้ดู น่าจะพอทำได้นะครับ ยังไงถ้ายัง
ทำไมได้ละก็ บอกให้รู้ด้วย ไม่ต้องกลัวครับว่าเว็ปลุงจะพัง ถ้าพังก็ของลุงไม่ใช่ของผม 555 ผมเอามะพร้าวแห้งมาขายสวนหรือเปล่าก็ไม่รู้ กลัว
จังเลย แกล้งโง่ แกล้งจน

ขอบคุณอีกครั้งที่คุณ (ตีลูกเซ่อ) ถามลุงคิม จนลุงคิมเปิดอกตอบแทบจะหมดเปลือก แม้จะได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกเพียบ แต่ยังมีซ่อนมุขเด็ดๆ
ไว้อีกแยะครับ ยังดีว่ามีแต่หญ้า ถ้าเจอเพลี้ยกระโดดด้วยละก็จะร้อนหนักเลย



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 08/05/2012 1:29 pm    ชื่อกระทู้: สู้โว้ย................. ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สู้โว้ยยยยย............

สวัสดี ค่ะ ลุงคิม

มีคนเค้าบอกว่า ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม ยัยเฉิ่ม ลืมไปเสียสนิท เลยออกอาการต๊อแต๊อย่างที่เห็น

แต่ต่อจากนี้ จะมีคำว่า "สู้โว้ย" ให้มันรู้ไปซิ ว่ายัยเฉิ่ม จะพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา เพราะยัยเฉิ่ม มานั่งคิด นอนคิดว่าเหตุ ตามหลักศาสนา ว่า
รู้ต้นเหตุแห่งทุกข์ แล้วหาสิ่งดับทุกข์นั้นเสีย

ยัยเฉิ่ม คิดถึงเหตุต่างๆที่ทำให้ข้าวของยัยเฉิ่ม ออกมาเป็นเช่นนี้เพราะ





.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 08/05/2012 1:45 pm    ชื่อกระทู้: ติดกระดุมผิดเสียแต่เม็ดแรก ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ติดกระดุมผิด


ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อย่างที่ลุงคิมบอก ติดกระดุมผิดเสียแต่เม็ดแรก เม็ดต่อไปก็ผิดอีก

1. การเตรียมตินก่อนการเพาะปลูก ยัยเฉิ่มจ้างเค้าหว่านน้ำหมักระเบิดเทิดเทิงก่อนการไถ ผลปราฏกตอนหลัง ดินบางที่นิ่ม
บางที่ไม่นิ่ม บางที่เลนเยอะ บางที่เลนน้อย แสดงว่าคนรับจ้าง ทำงานแบบไม่ปรานีต หว่านไม่ทั่วถึง

2. เมื่อทำการย่ำเถือก ยัยเฉิ่มย่ำเพียงรอบเดียว แล้วหว่านเลย (น้ำเยอะ ย่ำไม่ได้ ตอนที่เค้าไม่เอาน้ำกันก็จะปล่อยมาปลาย
คลอง ล้นเข้านายัยเฉิ่ม ระบายไม่ทัน ตอนเขา เอาน้ำกัน ไม่มีถึงยัยเฉิ่ม สักหยด Crying or Very sad

3. ความไม่แน่นอน ความโลเลของตัวยัยเฉิ่ม เรื่องการฉีดยาฆ่าหญ้า จะฉีด ไม่ฉีด ผลสุดท้ายฉีด แล้วมันก็เลยเวลาหญ้าโต
เกินไป กำจัดไม่ได้

4. ฟังเสียงข้างบ้าน ซึ่งก็เห็นอยู่ว่า บางปีเค้าก็ได้ข้าวดี บางปี ก็เอาไม่อยู่ ทั้งหญ้า หนอน และเชื้อรา

5. ช่วงให้ปุ๋ยทางใบ ถ้ายัยเฉิ่มฉีดกับลูกชาย นา 20 ไร่ จะฉีดประมาณ 1200- 1400 ลิตร แต่จ้างเค้า 20 ไร่ ฉีด
แค่ 800 ลิตร (กำลังหาหนทางแก้ไขอยู่ ว่าจะทำไงดี)



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 08/05/2012 1:58 pm    ชื่อกระทู้: เหตุการณ์วันนี้ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เหตุการณ์วันนี้ 8 พ.ค. 55

ยัยเิฉิ่ม ให้ปุ๋ยทางใบไปเมือ 6 พ.ค. 55 แล้วไม่ได้ใช้สารสมุันไพรร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากความชะล่าใจ เห็นข้างบ้านเค้าฉีดหนอน
ฉีดเชื้อรา ฉีดๆๆๆๆ อะไรไม่รู้ แต่ข้าวยัยเฉิ่มยังไม่เป็นอะไร แค่มันแกร็นๆๆ หนอนไม่มา เชื้อราไม่มี เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา ฉีดสาร
สมุนไพรด้วยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ฉีด แล้วหมอนผีเสื้อ ก็ระบาดแถวบ้านรวมทั้งเชื้อราด้วย เลยเป็นเรื่อง

มันมาแล้ว หนอนผีเสื้อ แต่ยังไม่เยอะ พรุึ่งนี้จะฉีด สารสมุนไพร คงต้องบวกเคมีไปด้วย เนื่อง่จาก มันมาแล้ว คงต้องใช้ เพราะ
กลัวเอาไม่อยู่ หรือ ลุงคิมว่าไงค่ะ

สวัสดีค่ะ ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10947

ตอบตอบ: 08/05/2012 3:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ระวัง ! ! !

อินทรีย์ตกขอบ - เคมีบ้าเลือด ...... แล้วจะไม่เหลืออะไรเลย


รู้ไหม.....น้ำ (pH 6.0) + สารสมุนไพร + สารเคมียาฆ่าแมลง + ปุ๋ย + ฮอร์โมน .....รวมกันได้



คลิก...
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=2474
ปฏิทิน ลด-ละ-เลิก สารเคมี





.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 10/05/2012 2:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ

ยัยเฉิ่ม ฉีดสารสมุนไพร ไปเมื่อว้นที่ 9 พ.ค. 2555 ฉีดเช้า บ่ายฝนตกหนัก (เอ้าเข้าไป) ยัยเฉิ่มฉีดสารสมุนไพรไล่หนอนผีเสื้อตัวขาว
สมุนไพร ยัยเฉิ่มใช้ ใบสะเดา ขิ่ง ขา ตะไคร้ พริกแห้ง พริกแกงเผ็ด แล้วก็กลอย ค่ะ ต้มเคียว จนเหลือน้ำประมาณครึ้งหนึ่งของน้ำที่ต้มทั้งหมด ตอนใช้ ยัยเฉิ่มบวกเหล้าข้าวไปด้วย 500 ซีซ๊ แล้วก็ น้ำส้มสายชู 500 ซีซี ไม่รู้ทำถูกหรือผิด่ค่ะ (เหล้าขาวคุณแม่เป็นคนบอกให้ใส่ เค้าบอกเค้าดูทีวี ยัยเฉิ่มเห็นว่าไม่เสียหายอะไรมั่ง ก็เลยใส่ไป)
ไม่ทราบว่า ยัยเฉิ่ม ทำถูกหรือเปล่า ถึงแม้คุณลุง จะบอกว่า ธรรมชาติไม่มีตัวเลข แต่ก้อยากรู้ว่า สารสมุนไพร ร่วมทั้งเหล้าขาวและน้ำส้มสายชูนั้นถูกต้องหรือเปล่า

ยัยเฉิ่ม ฉีดสานสมุนไพร บวกกับยูเรก้า และไบโออิ ฉีดเช้า บ่ายฝนตก ไม่ทราบว่าจะได้ผลหรือเปล่าค่ะลุง

ขอบคูณ ค่ะ ลุงคิม
ยัยเฉิ่ม จะเป็นชาวนา
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
cherm
สาวดาม
สาวดาม


เข้าร่วมเมื่อ: 17/11/2011
ตอบ: 208

ตอบตอบ: 10/05/2012 2:15 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลืมอีกนิดหนึ่ง

ยัยเฉิ่มไม่ได้บวกสารเคมีหรอกค่ะ เพราะเห็นว่า หนอนผีเสื้อมีไม่เยอะ สมุนไพรนาจะเอาอยู่
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 13, 14, 15  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 15

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©