online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-น้ำมันรำข้าว & BIPRODUCT จากข้าว .....
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - น้ำมันรำข้าว & BIPRODUCT จากข้าว .....
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

น้ำมันรำข้าว & BIPRODUCT จากข้าว .....

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 6:31 am    ชื่อกระทู้: น้ำมันรำข้าว & BIPRODUCT จากข้าว ..... ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลำดับเรื่อง..

1. ชูรำข้าวต้านเบาหวาน-ธาลัสซีเมีย นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าข้าวไทย
2. เภสัช มช. วิจัยครีมชะลอแก่จากน้ำมันรำข้าวนาโน
3. น้ำมันรำข้าว
4. ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว
5. น้ำมันรำข้าวมีประโยชน์อย่างไร ?

6. น้ำมันรำข้าว
7.
8. วิธีการสกัดน้ำมันจมูกข้าวและน้ำมันรำข้าว
9. น้ำมันรำข้าวแบบบีบเย็น
10. น้ำมันรำข้าว

11. ข้าวกล้องงอก
12. ผลงานวิจัย-ลูกกลอนรำข้าว ต้านธาลัสซีเมีย-เบาหวาน
13. Smoke Point สูงในน้ำมันรำข้าว
14. เยลลี่น้ำมันรำข้าว ออริซาเน็กซ์
15. มช.โชว์ผลวิจัย "ครีมน้ำมันรำข้าวนาโน" ชะลอแก่

16. น้ำมันรำข้าว จมูกข้าวหอมมะลิ
17. 'เนยขาวน้ำมันรำข้าว' แชมป์นวัตกรรมข้าว
18. น้ำมันรำข้าวในเครื่องสำอาง
19. น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์
20. ขบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว

21. วิจัยเพิ่มมูลค่าน้ำมันรำข้าว แทนเนยขาวทำขนมปังพิซซ่า
22. มก.ต่อยอดผลงานวิจัยเมล็ดข้าว พบสุดยอดน้ำมันรำลดโรคหัวใจ
23. อย่าหลงเชื่อ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว อ้างรักษาสารพัดโรค



-----------------------------------------------------------------------------------



1. ชูรำข้าวต้านเบาหวาน-ธาลัสซีเมีย นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าข้าวไทย


"ข้าวสินเหล็ก-ไรซ์เบอรี" แจ้งเกิดในตลาดข้าวเมื่อหลายปีก่อน และได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
แต่การปรับปรุงพันธุ์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยยังต้องก้าวต่อไปเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นักวิจัยไทย
จึงคิดต่อยอด พัฒนาอาหารเสริมจากรำข้าว เพื่อสุขภาพของคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

"จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเบาหวานได้กินข้าวอย่างมีความสุข และมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกินยาหรือ
ฉีดอินซูลินบ่อยๆ" ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย นักวิจัยฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวใน
งานสัมมนาเรื่อง "นวัตกรรมผลงานวิจัย วช. สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวไทยสู่อาหารเพื่อสุขภาพ" ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ (วช.)


เมื่อหลายปีก่อน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
และคณะ ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเพื่อคนรักสุขภาพและผู้ป่วยเบาหวาน คือ ข้าวสินเหล็ก และ
ไรซ์เบอรี ล่าสุด รศ.ดร.อภิชาติ ได้ร่วมกับ ผศ.ดร.รัชนี พัฒนาอาหารเสริมลูกกลอนรำข้าวจากรำข้าวสินเหล็กและข้าวไรซ์เบอรี


"จากการทดสอบในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แล้วได้รับอาหารเสริมลูกกลอนรำข้าว ผลปรากฏว่า
ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วยเพิ่มระดับอินซูลินในร่างกายด้วย เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
และไม่พบว่ามีความเป็นพิษต่อตับและไต จึงมั่นใจได้ว่าลูกกลอนรำข้าวมีความปลอดภัยหากนำไปใช้กับคน" รศ.ดร.รัชนี
เผยผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยร่วมกับคณะแพทย
ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพต่อเบาหวานชนิดที่ 2 ใน
สัตว์ทดลอง


ขณะเดียวกันนักวิจัยยังได้ศึกษาการออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งของสารสกัดจากรำข้าวสินเหล็กและไรซ์เบอรี โดยทดสอบ
เซลล์มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ในหลอดทดลอง พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง
ดังกล่าวได้ และกำลังขอทุนวิจัยเพื่อทำการศึกษาต่อไปในระดับเนื้อเยื่อของสัตว์ทดลอง


ไม่เพียงเท่านั้น ทีมวิจัยยังได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของน้ำมันรำข้าวในการบำบัดผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยใน
ประชากรไทยและเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย


"ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจะมีความทุกข์ทรมานมาก มีอาการตับโต ม้ามโต เพราะมีธาตุเหล็กในร่างกายสูง และเม็ดเลือดแดงอายุสั้น
แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีอาการดีขึ้น โดยไม่ต้องกินยาขับธาตุเหล็ก และไม่ต้องถ่ายเลือดบ่อย ซึ่งเราก็พบว่าใน
น้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง น่าจะมีศักยภาพช่วยให้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีภาวะดีขึ้น" ผศ.ดร.รัชนี กล่าว

นักวิจัยได้ทดสอบสมมติฐาน โดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นธาลัสซีเมียได้กินน้ำมันรำข้าวติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน พบว่า
หนูกลุ่มนี้มีปริมาณโคเอนไซม์คิวเทน โททัลคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มควบคุม
ซึ่งแสดงให้เห็นน้ำมันรำข้าวช่วยกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้นและเริ่มเป็นปรกติมากขึ้น

นอกจากนั้นยังพบว่าเกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (oxidative stress) ลดลงด้วย จึงมีแนวโน้มว่าน่าจะทำให้เกิดการออกซิเดชัน
ลดลงในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้รับน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น

"ที่สำคัญเราพบว่าม้ามของหนูทดลองที่เป็นธาลัสซีเมียและได้รับน้ำมันรำข้าวมีขนาดลดลง แม้ว่ายังไม่เท่าขนาดปกติ แต่ก็แสดง
ให้เห็นว่าม้ามทำงานหนักน้อยลง เพราะเม็ดเลือดแดงมีอายุยืนยาวขึ้น จึงมีเม็ดเลือดแดงมาให้ม้ามทำลายน้อยลง และช่วยให้ม้าม
ทำงานได้ดีขึ้นด้วย" นักวิจัยเผย และอนาคตจะทำการทดสอบต่อในผู้ป่วยจริง

ผศ.ดร.รัชนี ย้ำว่า ข้าวไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวได้อย่างมาก
พร้อมกับเสนอแนะให้ชาวนาขายรำข้าวควบคู่กับการขายข้าวด้วย

อย่างไรก็ดี รศ.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยคือ การสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรถึง
การเพิ่มมูลค่าข้าวเป็นยาหรืออาหารเพื่อสุขภาพ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการนำไปใช้ใน
ทางการแพทย์ รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค มีต้นทุนการผลิตต่ำและจำหน่ายได้ในราคาสูง



http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000086676


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 10/07/2011 9:27 pm, แก้ไขทั้งหมด 13 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 6:32 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

2. เภสัช มช. วิจัยครีมชะลอแก่จากน้ำมันรำข้าวนาโน


ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากของเหลือในอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าว มีคุณสมบัติต่อต้านริ้วรอยและทำให้ผิวเนียน
ชุ่มชื้น

เวชสำอางจากสารสกัดจากรำข้าวช่วยเพิ่มมูลค่ารำข้าวและของเหลือทิ้งในการผลิตน้ำมันรำข้าว

สาวน้อยสาวใหญ่ยอมควักกระเป๋าจ่ายให้กับครีมชะลอแก่ราคาแพงจากเมืองนอก แต่นักศึกษา ป.เอก จาก มช. พบของดีใน
รำข้าวไทยใช้เป็นสารต้านริ้วรอยได้ผลดี พัฒนา 5 ปี ได้สูตรครีมน้ำมันรำข้าวนาโน พร้อมยื่นจดสิทธิบัตรและรอถ่ายทอดสู่
เอกชน หวังเพิ่มมูลค่ารำข้าวไทยได้กว่า 3,000 เท่า แต่ได้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวถูกกว่านำเข้า 4 เท่า

น.ส.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก
(คปก.) พัฒนาเวชสำอางนาโนจากสารสำคัญที่สกัดจากของเหลือในการผลิตน้ำมันรำข้าว โดยมี ศ.ดร.อรัญญา มโนสร้อย
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และหัวหน้าโครงการวิจัย และมี ศ.ดร.จีรเดช มโนสร้อย และ ศ.ดร.มาซาฮิโกะ อาเบะ มหาวิทยาลัย
วิทยาศาสตร์โตเกียว (Tokyo University of Science: TUS) ร่วมทีมวิจัย

"ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและคนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชีย ในกระบวนการสีข้าวจะเหลือรำข้าว ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำ
ไปผลิตเป็นน้ำมันรำข้าวหรือเป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ แต่ในรำข้าวและของเหลือจากการผลิตน้ำมันรำข้าวยังมีสารสำคัญ
ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและความงามหลายชนิดหลงเหลืออยู่ในปริมาณมาก ได้แก่ แกมมาออไรซานอล กรดไฟติก
และกรดเฟอรูลิก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ จึงสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวช
สำอางเพื่อชะลอความแก่ได้" ศ.ดร.อรัญญา กล่าว

นักวิจัยทดลองสกัดสารสำคัญกึ่งบริสุทธิ์จากกากรำข้าวและของเหลือในการผลิตน้ำมันรำข้าว แล้วนำมาทดสอบฤทธิ์ทาง
ชีวภาพ พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เป็นสาเหตุของ
การเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ทำให้เกิดจุดต่างบนใบหน้าได้ดีเทียบเท่าวิตามินซีและกรดโคจิก

"สารสำคัญจากน้ำมันรำข้าวมีความคงตัวต่ำ จึงต้องกักเก็บไว้ในถุงนีโอโซมขนาดนาโนเพื่อให้มีความคงตัวอยู่นานขึ้นและ
สามารถซึมเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้วิธีซูเปอร์คริติคอลคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่ต้องใช้
ตัวทำละลายอินทรีย์ จึงไม่เพิ่มสารพิษให้สิ่งแวดล้อม ส่วนนีโอโซมก็เป็นสารที่ผลิตได้จากไขมันสัตว์คล้ายไลโปโซม แต่มี
การผสมสารลดแรงตึงผิวเข้าไปด้วย" ศ.ดร.อรัญญา อธิบายต่อสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์
ในงานประชุมวิชาการ คปก. เมื่อวันที่ 1-3 เม.ย. ที่ผ่านมา

เมื่อได้สารสกัดจากของเหลือในการผลิตน้ำมันรำข้าวในรูปอนุภาคนาโนแล้ว นักวิจัยจึงพัฒนาเป็นสูตรเวชสำอางในรูปแบบครีม
และเจล พบว่าถุงนาโนนีโอโซมที่บรรจุสารสำคัญจากรำข้าวเข้ากันได้ดีเป็นเนื้อเดียวกันกับเนื้อครีมและเจลโดยไม่แยกชั้น
และมีความคงตัวอยู่ได้นานกว่า 6 เดือน ที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้นยังพบว่าผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่ได้ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองหลังจากทดสอบกับผิวหนังของกระต่าย
และสามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังของหนูได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชนิดเดียวกันแต่ไม่ได้บรรจุในถุงนาโน

เมื่อทดสอบผลิตภัณฑ์กับอาสาสมัครจำนวน 30 คน พบว่าสามารถเพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และความเนียนให้แก่
ผิวของอาสาสมัครอย่างมีนัยสำคัญภายใน 28 วัน และยังพบว่าผลิตภัณฑ์สามารถซึมผ่านได้ลึกถึงเซลล์ผิวชั้นใน และทำให้
เซลล์ผิวชั้นในมีสุขภาพดีขึ้นได้ใน 24 วัน จากการศึกษาวิจัยที่สถาบันวิจัยของบริษัท พีแอนด์จี ในเมืองโกเบ ประเทศ
ญี่ปุ่น เป็นเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติแล้ว 2 เรื่อง และกำลังอยู่ระห่างการดำเนินการตีพิมพ์
อีก 3 เรื่อง ซึ่งทีมวิจัยใช้เวลาคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี และอยู่ระหว่างการยื่นขอจดสิทธิบัตร
และคาดว่าหลังจากนั้นจะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เอกชนที่สนใจเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งนักวิจัยได้ศึกษาความเป็น
ไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้รำข้าวได้มากถึง 3,000 เท่า โดยที่ผลิตภัณฑ์มีราคาต่ำกว่าประมาณ
4 เท่า เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีสารสกัดประเภทเดียวกัน

"แนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญ
กับเรื่องนี้มากขึ้น และยินดีจ่ายให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพช่วยชะลอความชราได้" ศ.ดร.อรัญญา กล่าว



http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000046513


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/06/2011 6:51 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 7:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

3. น้ำมันรำข้าว

จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น

- วิตามิน อี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40%
- กลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามิน อี ถึง 6 เท่า
- มีกรดไขมันอิ่มตัว 18%
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45%
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37%

น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการ
สกัดเอาสารสำคัญที่มี

ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสาร
สำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

• กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin)
ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสาร
ที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ

• กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์
ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง
ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการ
สังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้
ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย

• กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล
(Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้ม
กันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

• กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่
เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33%

• กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

• กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด
เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็น
สารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสง ยูวี.ได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความ
ปลอดภัยสูงมาก



http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 7:50 am, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 7:26 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

4. ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว

1. ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบตัน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Gamma-Oryzanol,Phytosterol,Tocopherol,
Tocotrienol,Oleic Acid (Omega 9) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น
- ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)
- ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
- ช่วยเพิ่มระดับของ HDL.(High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกา มีผลทำให้ระบบ
ไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานเป็นปกติ อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ, สมอง, ตับ, ไต ฯลฯ ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกัน
การเกิดโรคหัวใจ และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, หัวใจวาย, อัมพาต, อัมพฤกษ์ เป็นต้น

2. ป้องกันโรคเบาหวาน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี ธาตุโครเมียม ซึ่งธาตุนี้เมื่อร่างกายดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต จะทำหน้าที่
ในการจับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน คงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆของกล้ามเนื้อ ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมี
ประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น

3. ป้องกันโรคมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี กลุ่มวิตามิน อี. (Tocopherol,
Tocotrienol),สเตอรอลจากพืช
(Phytosterol), แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-
Oxidant) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

4. ป้องกันโรคสายตา ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี โปรวิตามิน เอ - เบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการ
ขาดวิตามิน เอ.ได้ โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางามและมีสุขภาพเล็บที่ดี

5. ป้องกันโรคสมองเสื่อม ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Omega 3, กลุ่มวิตามิน อี, แกมม่า-โอโรซานอล, Phospholipid
ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีคุณสมบัติรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมองเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม และ
โรคอัลไซเมอร์

6. บำรุงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Linoleic Acid (Omega 6), Squalene (Ceramide Group)
ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด
และช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ดูขาวกระจ่างใส

7. ทำให้นอนหลับสบาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยทำให้
นอนหลับสบาย , ช่วยลดความเครียด

8. อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี
วิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น โครเมียม,
แมกนีเซียม, แมงกานีส, สังกะสี, ซีลิเนียม, เหล็ก, โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบหัวใจ, ระบบประสาท,
ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ

9. ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี สาร Policosanol (โพลิโคซานอล) ซึ่งสารตัวนี้ ทำหน้าที่
เป็น Anti-platelet agent ซึ่งเป็นสารป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด
มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น




http://www.oknation.net/blog/aimstarnetworkTH/2008/12/31/entry-1


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/06/2011 7:20 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 7:31 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

5. น้ำมันรำข้าวมีประโยชน์อย่างไร ?


น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง ผลิตจากรำข้าว
น้ำมันรำข้าวมีโอริซานอล ซึ่งสารตัวนี้มีแต่ในรำข้าว สารตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ (และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้
ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ถ้าเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มจะหืนเร็ว การจะตั้งวางขายได้นานๆ ต้องใส่ตัวช่วยพวกสาร
กันหืนสังเคราะห์)

นอกจากนี้แล้วน้ำมันรำข้าวยังช่วยลดระดับคอเรสตอรอลในเส้นเลือดด้วย อีกทั้งช่วยเพิ่มหรือคงคอเรสตอรอลตัวดี และน้ำมัน
รำข้าวมีจุดเกิดควันสูง เลยเหมาะกับการทอดด้วย

ปัจจุบันมีผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวเป็นแคปซูล จำหน่ายเป็นอาหารเสริม



สรุปประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว

1. มีวิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล
วิตามินอีทั้งสองกลุ่มเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง แต่วิตามินอีกลุ่มโทโคไตรอีนอลจะ
สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า กลุ่มโทโคฟีรอลและช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย

2. มีโอรีซานอลสูง
โอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการต้าน
อนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีแล้ว ผลการวิจัยทางโภชนาการพบว่า การบริโภคโอรีซานอลสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลใน
เลือด และปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง

3. มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง
ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี LDL-C ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดและเพิ่มหรือคงระดับคอเลสเตอรอลที่ดี
(HDL-C) ให้แก่ร่างกาย

4. มีสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะสม
เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด องค์การอนามัยโลกได้แนะนำสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะสม
กับการบริโภค คือ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
(PUFA) เท่ากับ < 10 : 10-15 : < 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน ซึ่งน้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนกรดไขมันใกล้เคียงที่สุด
เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น

5 ไม่ใส่สารกันหืนสังเคราะห์
เพราะมีสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก คือ วิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล รวมทั้ง
โอรีซานอล

6. ค่ากรดไขมันทรานส์ใกล้เคียง 0%
กรดไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำมันพืชในปริมาณมากน้อยต่างกัน กรดไขมันชนิดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่ม
ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ

8. มีจุดเกิดควันสูง
น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูงถึง 245–257 องศาเซลเซียส หรือ 473-495 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป
ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท ทั้งผัดทอดและทำขนมอบ




ที่มา:
http://www.thaiedibleoil.com/thai/product_m3.php

http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090418051215AAmuLIv


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/06/2011 7:24 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 7:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

6. น้ำมันรำข้าว





รำข้าวเป็นแล่งของน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี, โทโคฟีรอล และ แกมมา ออไรซานอล ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นซึ่ง
แตกต่างจากน้ำมันพืชอื่นๆ คือ การมีส่วนประกอบเป็นสาร สำคัญคือ แกมมา ออไรซานอล และโทโคไตรอีนอล ซึ่งพบว่าสามารถ
ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดและลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยังสามารถใช้ประโยชน์
ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ การใช้กรดไขมันอิสระในการผลิตสบู่ การใช้ไขเป็นส่วนผสมในการขัดเงาต่าง ๆ และ
เครื่องสำอางค์


น้ำมันกับสุขภาพ
การบริโภคไขมันอิ่มตัว มีส่วนทำให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้สูงเมื่อเทียบกับการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
และเชิงซ้อน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์อีกตัวหนึ่งคือ กรดโอเลอิก ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในการลดปริมาณโคเลส
เตอรอลชนิดแอลดีแอลที่ไม่ต้องการในเลือดได้ น้ำมันจากธัญพืชที่มีกรดโอเลอิกปริมาณสูงสามารถทนต่อความร้อนสูงเหมาะ
สำหรับใช้ปรุงอาหารประเภททอดหรือผัดที่ใช้เวลานานๆ เนื่องจากการมีความคงตัวสูง นอกจากนี้กลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัว
เชิงซ้อนจะมีกรดไขมันแบบ n-3 และ n-6 ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถผลิตเอง ต้องได้รับจากสารอาหาร ถือได้ว่าเป็นสารอาหาร
จำเป็นสำหรับร่างกาย กรดลิโนเลอิก และกรดลิโนเลนิก สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเซลล์ของมนุษย์เพื่อ สร้าง arachidonic
acid และ eicosapentaenoic acid ตามลำดับ ซึ่งกรดไขมันทั้ง2ตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของ eicosanoids ที่ประกอบด้วย
prostaglandins, thromboxanes และ leukotrienes ซึ่งก่อให้เกิดผลที่สำคัญต่อกระบวนการทางสรีรศาสตร์ ดังนั้น
การปรับปรุงองค์ประกอบไขมันของน้ำมันที่ใช้เป็นอาหารเพื่อคุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้นนั้นต้องการปริมาณ กรดลิโนเลนิก เพิ่ม
มากขึ้นและ ลดปริมาณ กรดลิโนเลอิก รวมทั้งการลดระดับกรดไขมันอิ่มตัว

คุณภาพของน้ำมันรำข้าวขึ้นอยู่กับคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีของรำข้าวและปัจจัยอื่นนอกจากนี้คือ เอนไซม์ไลเพสและ
ไลพอกซีจีเนส ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการหืนในการใช้รำข้าวสำหรับบริโภคและใช้เป็นอาหารสัตว์เนื่องจากการเกิดไฮโดรไลซิส
และออกซิเดชั่นของไขมันในข้าว




ศูนย์วิทยาศาสาตร์ข้าว Rice science center
http://dna.kps.ku.ac.th

http://dna.kps.ku.ac.th/index.php/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/06/2011 7:29 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 7:55 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

8. วิธีการสกัดน้ำมันจมูกข้าวและน้ำมันรำข้าว

คลิก...

http://primalife.co.th.a18.readyplanet.net/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 10/07/2011 9:29 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 29/06/2011 6:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

9. น้ำมันรำข้าวแบบบีบเย็น





น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง (48%) ช่วยลดคอเรสเตอรอล มีสารอื่น (แกมมา โอรีซานอล Gamma Oryzanol)
ต่อต้านอนุมูลอิสระ

เครื่องสกัดน้ำมัน โดยมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา (02)279-5118, (02)278-4068

บีบเอาน้ำมันจากรำข้าว และจมูกข้าว ด้วยเครื่องบีบแบบเกลียวอัด (Screw Press) จะได้สารต่างๆ ครบถ้วน ได้แกมมา โอรีซานอล
สูงถึง 2% (20,000 ppm)

ใช้เครื่อง 1 แรงม้า (ใช้ไฟบ้าน) กับรำสด (ซึ่งได้มาไม่เกิน 3 ชั่วโมง) ไม่ต้องอบ เพื่อที่จะไม่เพิ่มความเป็นกรด; รำ 100 กก. บีบน้ำมัน
ได้ 3-7 ลิตร ส่วนรำที่เหลือ นำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงหมูได้

เครื่องที่สาธิตอยู่ในรูปนี้ ลงทุนไปห้าหมื่นบาท แต่ขายน้ำมันรำข้าวไปเมื่อวานกับวันนี้อีกครึ่งวัน ได้สองหมื่นบาทแล้ว

น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง (48%) ช่วยลดคอเรสเตอรอล มีสารอื่น (แกมมา โอรีซานอล Gamma Oryzanol)
ต่อต้านอนุมูลอิสระ

เครื่องสกัดน้ำมัน โดยมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา 022795118 022784068

บีบเอาน้ำมันจากรำข้าว และจมูกข้าว ด้วยเครื่องบีบแบบเกลียวอัด (Screw Press) จะได้สารต่างๆ ครบถ้วน ได้แกมมา โอรีซานอล
สูงถึง 2% (20,000 ppm)

ใช้เครื่อง 1 แรงม้า (ใช้ไฟบ้าน) กับรำสด (ซึ่งได้มาไม่เกิน 3 ชั่วโมง) ไม่ต้องอบ เพื่อที่จะไม่เพิ่มความเป็นกรด; รำ 100 กก. บีบน้ำมัน
ได้ 3-7 ลิตร ส่วนรำที่เหลือ นำไปเลี้ยงปลา เลี้ยงหมูได้

เครื่องที่สาธิตอยู่ในรูปนี้ ลงทุนไปห้าหมื่นบาท แต่ขายน้ำมันรำข้าวไปเมื่อวานกับวันนี้อีกครึ่งวัน ได้สองหมื่นบาทแล้ว

ผมเดินดูรอบๆ อยู่หลายรอบ ก็ยังงงอยู่ว่าจะมีต้นทุนในการสร้างห้าหมื่นบาทได้อย่างไร!

มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (www.abhaiherb.org)
บูธนี้ มีผู้ที่ผมนับถือฝากมาหาข้อมูล แต่ไปดูแล้ว แทนที่
จะเป็นเรื่องพันธุ์ข้าวที่สนใจ กลับกลายเป็นเรื่องสมุนไพรเพื่อความงามไปซะมากกว่า

หน้าบูธ มีคิวยาวเหยียด สงสัยว่าเค้ามีอะไรกัน ก็ไปถาม ได้ความว่าแจกหนังสือครับ มีสามเล่มให้เลือกเล่มเดียวคือ

สมุนไพรอภัยภูเบศร
สมุนไพรเพื่อชีวิต
หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว
ไม่เห็นมีหนังสือพันธุ์ข้าว หรือหนังสือสมุนไพรในนา ที่ได้รับการแจ้งชื่อและไหว้วานให้มาเอาเลยครับ (เดินหาทั่วงานก็ไม่เจอครับ) ผมเลยไป
ซื้อหนังสือชื่อ “ข้าว ความลับของ…สุขภาพและความงาม” มาให้แทนครับ หนังสือนี้ พลิกๆ ดู ก็ไม่คล้ายจะเป็นเรื่องความงาม

แต่เป็นเรื่องประโยชน์ของข้าวซะมากกว่า มีอยู่ 13 บทความสั้นๆ คือ

ข้าว พืชศักดิ์สิทธิ์ของคนไทย
ข้าว มิตรกับจิตใจและระบบประสาท
ข้าว มิตรของระบบทางเดินอาหาร
ข้าว เพื่อนของคอ
ขา้ว ยาเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน
ข้าว แก้พิษ และทดสอบความเป็พิษ
ข้าว ยารักษาโรคผิวหนัง
ข้าว เพื่อความงามของเส้นผม
ข้าว บำรุงผิว
ข้าว เป็นลูกประคบ
ข้าว…สารพันประโยชน์จากข้าว
ข้าวหมาก
ข้าว มิใช่เป็นเพียงแค่อาหาร


ชุมนุมพันธุ์ข้าว
“กินข้าวมาทั้งชีวิต ต้องกินให้หลากชนิด ชีวิตจึงสมดุล”

บูธนี้เป็นบูธของหลายมูลนิธิครับ มีการรวบรวมเมล็ดข้าวเปลือกหลากหลายพันธุ์มาแสดง ตั้งแต่เหนือยันใต้ ไม่ขาย ไม่แจก มีข้อมูลแสดงบน
บอร์ดนิทรรศการนิดหน่อยครับ (ไม่ได้บ่นนะ) น่าเสียดายที่เมื่อเห็นแล้ว ไม่สามารถต่อยอดหรือทำอะไรต่อได้





มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก www.sathai.org 025911195-6

มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) www.biothai.net 029853837-8 Fax 029853836

แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร www.food-resources.org 029853837-8 Fax 029853836

มูลนิธิชีวิตไท www.rrafa.org 029352981-4 Fax 029352980
มูลนิธิสายใยแผ่นดิน www.greennet.or.th 022779380-1 Fax 022779654

มูลนิธิข้าวขวัญ 035597193

ศูนย์การเรียนรู้โจโก้ (น่าน) www.jokonan.org 054783262
เว็บไซต์ทั้งหมด ผมเปิดดูแล้ว และคิดว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจ วิธีนี้อาจจะดีสำหรับการค้นคว้ามากกว่าการให้เจ้าหน้าที่คอยอธิบายครับ



http://search.babylon.com/imageres.php?iu=http://lanpanya.com/wash/files/2008/09/dsc00233.jpg&ir=http://lanpanya.com/wash/archives/166&ig=http://images.google.com/images?q=tbn:ANd9GcStDSYoG3kY_rqzFMAzH9W45n4IU9AiIuXVJWaGmKY_Wz0L5os2NThwpMlY:lanpanya.com/wash/files/2008/09/dsc00233.jpg&h=480&w=640&q=เครื่องสัดเย็นน้ำมันรำ&babsrc=HP_ss
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 05/07/2011 7:56 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

10. น้ำมันรำข้าว


บอร์ดนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาสินค้าแต่อย่างใด
ลงไว้เพียงเผยแพร่ความรู้ทางด้านธัญญาหารของไทย
น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง ผลิตจากรำข้าว


น้ำมันรำข้าวมีโอริซานอล ซึ่งสารตัวนี้มีแต่ในรำข้าว สารตัวนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ (และป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง ทำให้
ไม่ต้องใส่สารกันหืนในน้ำมันรำข้าว ถ้าเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มจะหืนเร็ว การจะตั้งวางขายได้นานๆ ต้องใส่ตัวช่วยพวก
สารกันหืนสังเคราะห์)

นอกจากนี้แล้วน้ำมันรำข้าวยังช่วยลดระดับคอเรสตอรอลในเส้นเลือดด้วย อีกทั้งช่วยเพิ่มหรือคงคอเรสตอรอลตัวดี และ
น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูง เลยเหมาะกับการทอดด้วย



สรุปประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว
1. มีวิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล
วิตามินอีทั้งสองกลุ่มเป็นสารต้านอนุมูล
อิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง แต่วิตามินอีกลุ่มโทโคไตรอีนอลจะสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า กลุ่ม
โทโคฟีรอลและช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้อีกด้วย

2. มีโอรีซานอลสูง
โอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการ
ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีแล้ว ผลการวิจัยทางโภชนาการพบว่า การบริโภคโอรีซานอลสามารถลดระดับคอเลส
เตอรอลในเลือด และปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง

3. มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง
ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี LDL-C ซึ่งทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดและเพิ่มหรือคงระดับคอเลสเตอรอล
ที่ดี (HDL-C) ให้แก่ร่างกาย

4. มีสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะสม
เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆเช่นโรคหัวใจและหลอดเลือด องค์การอนามัยโลกได้แนะนำสัดส่วนของกรดไขมันที่เหมาะ
สมกับการบริโภค คือ กรดไขมันอิ่มตัว (SFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) : กรดไขมันไม่อิ่มตัว
เชิงซ้อน (PUFA) เท่ากับ < 10 : 10-15 : < 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน ซึ่งน้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนกรดไขมัน
ใกล้เคียงที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น

5 ไม่ใส่สารกันหืนสังเคราะห์
เพราะมีสารธรรมชาติที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก คือ วิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล รวม
ทั้งโอรีซานอล

6. ค่ากรดไขมันทรานส์ใกล้เคียง 0%
กรดไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำมันพืชในปริมาณมากน้อยต่างกัน กรดไขมันชนิดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้
เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจ

8. มีจุดเกิดควันสูง
น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันสูงถึง 245–257 องศาเซลเซียส หรือ 473-495 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป
ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท ทั้งผัดทอดและทำขนมอบ



http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090418051215AAmuLIv


http://blog.eduzones.com/jybjub/39453


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 08/07/2011 7:09 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 08/07/2011 6:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

11. ข้าวกล้องงอก

ป้องกันโรค-ควบคุมน้ำหนักได้


ข้าว เป็นอาหารหลักของคนไทย และเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศ ที่สามารถนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ปีละ
ไม่น้อยเลยทีเดียว นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาสายพันธุ์ข้าวและพัฒนากรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องงอก
ที่มี GABA สูง เพื่อเพิ่มมูลค่า เพิ่มประโยชน์ของข้าวกล้อง โดยพบว่า ข้าวกล้องมีสารอาหารมากกว่าข้าวทั่ว ๆ ไป
สามารถป้องกันโรค และควบคุมน้ำหนักได้


พัชรี ตั้งตระกูล นักวิจัยจากสถาบัน ค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า
คณะวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ศึกษาเรื่อง
การใช้ ประโยชน์จากคัพภะข้าวและข้าวกล้องงอกเป็นอาหารสุขภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อศึกษาปัจจัยการผลิต สายพันธุ์
ข้าวและสภาวะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม พัฒนากรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องงอกที่มี GABA สูง (GABA enriched-rice)
จากข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ จากผลงานวิจัยพบว่า ในคัพภะข้าวเจ้า มี
GABA สูงสุดในข้าวขาวดอกมะลิ 105 (37.2 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) ส่วนข้าวเหนียวพบ GABA สูงสุดในพันธุ์
R 258 (72.8 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) ข้าว กล้องงอกจากพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จะให้ปริมาณ GABA สูงกว่า
ข้าวพันธุ์อื่น ซึ่งจากการศึกษาประโยชน์ของข้าวกล้องเพื่อการบริโภคที่ได้ประโยชน์สูงสุดทำให้ทราบว่า “ข้าวกล้อง” ซึ่ง
ประกอบด้วยจมูกข้าว มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก อาทิ ใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid)
กรดเฟรูลิก (Ferulic acid) วิตามินบีและอี และ GABA (กรดแกมมา แอมิโนบิวทิริก) ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้
เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว


การบริโภคข้าวกล้องให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอกเสียก่อน ซึ่งข้าวกล้องงอกนี้จะมีสาร
อาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ GABA ที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง GABA เป็นกรดอะมิโน ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากกระบวนการ decar
boxylation ของกรดกลูตามิก กรดชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็น neurotransmitter ในระบบ
ประสาทส่วนกลาง มีการใช้กรดในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ
โรคลมชัก และยังมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตด้วย


คนไทยและผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมักนิยมรับประทานข้าวหุงสุกจากข้าวทั้งเมล็ด และ ผู้ที่รับประทานข้าว
กล้องเป็นประจำก็ยังมีน้อย เนื่องจากข้าวกล้องมีเนื้อสัมผัสที่แข็ง แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคข้าวกล้อง

แทนข้าวขาวได้ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ซึ่งการนำข้าวกล้องมาแช่น้ำให้งอก นอกจาก
จะได้ประโยชน์จากปริมาณ GABA ที่สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มรับประทานได้ง่าย สำหรับ
ข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้นั้น จะต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกมาไม่นานเกิน 2
สัปดาห์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะวิจัยสามารถผลิตข้าวกล้องงอกที่ผ่านกรรมวิธีเพิ่ม GABA ให้สูงขึ้น
พร้อมนำมาหุงต้มเพื่อรับประทานได้ทันที และนอกจากนั้นยังสามารถนำมาพัฒนา เป็นแป้งข้าวกล้องงอกและผลิต
ภัณฑ์อาหารสุขภาพ ได้หลายชนิด เช่น อาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ซุป เครื่องดื่ม ฯลฯ


ปริมาณ GABA ที่วิเคราะห์ได้ในข้าว กล้องของข้าวเจ้าพบสูงสุดในข้าวกล้องพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำเมล็ด
ข้าวกล้องขาวดอกมะลิ 105 ที่สมบูรณ์ ผ่านการคัดเลือกและทำความสะอาด นำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกโดยควบคุม
อุณหภูมิ เป็นเวลานาน 36-72 ชั่วโมง โดยมีการเปลี่ยนน้ำเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิดการหมัก และการปนเปื้อน
จากเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นใช้น้ำร้อน เพื่อหยุดปฏิกิริยาการงอก นำมาทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส
เพื่อลดความชื้นของข้าวลงเหลือประมาณ 12-13%
จะได้ข้าวกล้องงอกที่มีปริมาณ
GABA สูงขึ้นเป็น 15.2-19.5 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งสูงกว่าข้าวกล้องปกติ และขณะนี้คณะวิจัยกำลังดำเนิน
การขยายผลงานวิจัยสู่ระดับต้นแบบการผลิตข้าวกล้องงอกโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงาน
คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และกลุ่มธุรกิจข้าวส่งออก เพื่อร่วม
พัฒนาสายการผลิตต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ GABA-Rice โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว
ไทย ยกระดับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยโรงงานและ
เครื่องจักรต้นแบบจะอยู่ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้วางแผน
การผลิตข้าวงอกและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเพื่อการค้าต่อไป

สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8629.




By : BATMAN

http://www.naturezoneathome.com/webboard_479302_20840_th?lang=


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 08/07/2011 7:09 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 08/07/2011 6:42 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

12. ผลงานวิจัย-ลูกกลอนรำข้าว ต้านธาลัสซีเมีย-เบาหวาน


“ข้าวสินเหล็ก-ไรซ์เบอรี” แจ้งเกิดในตลาดข้าวเมื่อหลายปีก่อน และได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
แต่การปรับปรุงพันธุ์และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยยังต้องก้าวต่อไป เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก นักวิจัยไทย
จึงคิดต่อยอด พัฒนาอาหารเสริมน้ำมันรำข้าว เพื่อสุขภาพของคนไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทย วช. จัดงานสัมมนา
เรื่อง “นวัตกรรมผลงานวิจัย วช. สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวไทยสู่อาหารเพื่อสุขภาพ” เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.53 ณ โรงแรมมิราเคิล แกนด์
คอนเวนชั่น “จะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเบาหวานได้กินข้าวอย่างมีความสุข และมีชีวิตอยู่ยืนยาวอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกิน
ยาหรือฉีดอินซูลินบ่อยๆ” ผศ.ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย นักวิจัยฝ่ายเคมีทางอาหาร สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “นวัตกรรมผลงานวิจัย วช. สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวไทยสู่อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่สำนักงานคณะกรรม
การวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

เมื่อหลายปีก่อน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
และคณะ ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเพื่อคนรักสุขภาพและ ผู้ป่วยเบาหวาน คือ ข้าวสินเหล็ก และ
ไรซ์เบอรี ล่าสุด รศ.ดร.อภิชาติ ได้ร่วมกับ ผศ.ดร.รัชนี พัฒนาอาหารเสริมลูกกลอนน้ำมันรำข้าวจากรำข้าวสินเหล็กและข้าวไรซ์เบอรี

“จากการทดสอบในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แล้วได้รับอาหารเสริมลูกกลอนน้ำมันรำข้าว ผลปรากฏ
ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วยเพิ่มระดับอินซูลินในร่างกายด้วย เมื่อเทียบกับกลุ่ม
ควบคุม และไม่พบว่ามีความเป็นพิษต่อตับและไต จึงมั่นใจได้ว่าลูกกลอนน้ำมันรำข้าวมีความปลอดภัยหากนำไปใช้กับคน”
รศ.ดร.รัชนี เผยผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยร่วมกับคณะ
แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพต่อเบาหวานชนิดที่
2 ในสัตว์ทดลอง ขณะเดียวกันนักวิจัยยังได้ศึกษาการออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งของ สารสกัดจากรำข้าวสินเหล็กและ
ไรซ์เบอรี โดยทดสอบเซลล์มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ในหลอดทดลอง พบว่าสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการ
เพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งดังกล่าวได้ และกำลังขอทุนวิจัยเพื่อทำการศึกษาต่อไปในระดับเนื้อเยื่อของสัตว์ทดลอง ไม่เพียง
เท่านั้น ทีมวิจัยยังได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ของน้ำมันรำข้าวในการบำบัดผู้ป่วยโรคธาลัสซี เมีย ซึ่งเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในประชากร
ไทยและเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณ สุขของประเทศไทย “ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจะมีความทุกข์ทรมานมาก มีอาการตับโต
ม้ามโต เพราะมีธาตุเหล็กในร่างกายสูง และเม็ดเลือดแดงอายุสั้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีอาการดีขึ้น โดยไม่ต้อง
กินยาขับธาตุเหล็ก และไม่ต้องถ่ายเลือดบ่อย ซึ่งเราก็พบว่าในน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง น่าจะมีศักยภาพ
ช่วยให้ผู้ป่วยธาลัสซีเมียมีภาวะดีขึ้น” ผศ.ดร.รัชนี กล่าว

นักวิจัยได้ทดสอบสมมติฐาน โดยให้หนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นธาลัสซีเมียได้กินน้ำมันรำข้าวติดต่อกันทุก วันเป็นเวลา 2 เดือน พบ
ว่าหนูกลุ่มนี้มีปริมาณโคเอนไซม์คิวเทน โททัลคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับหนูกลุ่มควบคุม
ซึ่งแสดงให้เห็นน้ำมันรำข้าวช่วยกระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้นและเริ่มเป็นปรกติมากขึ้น

นอกจากนั้นยังพบว่าเกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (oxidative stress) ลดลงด้วย จึงมีแนวโน้มว่าน่าจะทำให้เกิดการออกซิ
เดชันลดลงในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้ รับน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอรีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อแข็งแรงและทำงาน
ได้ดีขึ้น

“ที่สำคัญเราพบว่าม้าม ของหนูทดลองที่เป็นธาลัสซีเมียและได้รับน้ำมันรำข้าวมีขนาดลดลง แม้ว่ายังไม่เท่าขนาดปกติ แต่
ก็แสดงให้เห็นว่าม้ามทำงานหนักน้อยลง เพราะเม็ดเลือดแดงมีอายุยืนยาวขึ้น จึงมีเม็ดเลือดแดงมาให้ม้ามทำลายน้อยลง
และช่วยให้ม้ามทำงานได้ดีขึ้นด้วย” นักวิจัยเผย และอนาคตจะทำการทดสอบต่อในผู้ป่วยจริง

ผศ.ดร.รัชนี ย้ำว่า ข้าวไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และช่วยเพิ่มมูลค่าข้าวได้
อย่างมาก พร้อมกับเสนอแนะให้ชาวนาขายรำข้าวควบคู่กับการขายข้าวด้วย อย่างไรก็ดี รศ.อภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้า
ทายในการเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยคือ การสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรถึงการเพิ่มมูลค่าข้าวเป็นยาหรืออาหารเพื่อ สุขภาพ
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการนำไปใช้ในทางการ แพทย์ รวมทั้งการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มี
คุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค มีต้นทุนการผลิตต่ำและจำหน่ายได้ในราคาสูง




ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000086676


http://www.xn--22c9dn6bb1lza.com/201010/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7/


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 08/07/2011 7:10 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 08/07/2011 6:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

13. Smoke Point สูง ในน้ำมันรำข้าว


น้ำมันรำข้าวมี Smoke Point สูง (Smoke Point) เป็นจุดที่น้ำมันหรือไขมันที่ใช้ทำอาหารถูกทำให้ร้อนจนกระทั่งสลายตัว (Break
down) เป็นควันหรือไหม้ และทำให้อาหารมีรสชาติไม่ดี คือ 490 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 254 องศาเซลเซียส และมีรสชาติ
อ่อนมาก เหมาะสำหรับใช้ทำอาหารที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง เช่น การทอดแบบกวนหรือคนอาหารไปมา หรือการทอดแบบใช้น้ำมันมากจน
อาหารลอย

มีการเปรียบเทียบการทอดมันฝรั่งด้วยน้ำมันรำข้าว และน้ามันถั่วเหลือง จำนวน 12 ถาด ๆละ 200 กรัม ที่อุณหภมิ 180 องศาเซลเซียส
นานถาดละ 5 นาที พบว่าน้ำมันรำข้าวจะมีความเสถียรสูงกว่าและ มีผลต่อสี กลิ่น และรสชาติของมันฝรั่งน้อยกว่า

เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันถั่วลิสงในการทอดแบบ deep frying medium พบว่าน้ำมันรำข้าวจะเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเกิดอนุ
มูลอิสระน้อยกว่า อาหารที่ทอดด้วยน้ำมันรำข้าวจะดูดน้ำมันเข้าไปในอาหารน้อยกว่า และเป็นที่ยอมรับของผู้รับประทานมากกว่า



เอกสารอ้างอิง จุลสารข้อมูลสมุนไพร

http://www.xn--22c9dn6bb1lza.com/201011/smokepoint/


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 3:39 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 08/07/2011 7:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

14. เยลลี่น้ำมันรำข้าว ออริซาเน็กซ์


กัมมี่ เยลลี่น้ำมันรำข้าว ของ ออริซาเน็กซ์
ไอเดียวบรรเิจิดของน้ำมันรำข้าว ยี่ห้อออริซาเน็กซ์ เกิดไอเดียวที่ไม่เหมือนใคร ผู้บริหารณัฐวุฒิ เตชะวณิช บริษัท นูทริซั่น แอนด์
คอสเมติกส์ จำกัด กล่าวว่า มีวิธีการไหนบ้างที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรำข้าวได้ ดังนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรำข้าวที่ขาย
ได้กิโลกรัมละไม่กี่บาท ก็เข้าสู่กระบวนการศึกษาวิจัยทั้งตัวคุณประโยชน์จากรำข้าวว่าสามารถนำไปทำ อะไรบ้าง รวมถึงศึกษา
โอกาสทางการตลาดควบคู่กันไปด้วย ก็ได้น้ำมันรำข้าวที่จัดอยู่ในกลุ่มอาหารเสริมออกมา ภายใต้แบรนด์ ORIZANEX
(ออริซาเน็กซ์) “เราทำตลาด ORIZANEX ที่จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาได้ 2 ปีแล้ว ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี

เนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์นั้นค่อนข้างมีประโยชน์ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มเด็กและคนรุ่นใหม่มีการตอบรับค่อนข้างดี แต่สิ่งที่
เราคิดต่อก็คือ อยากให้เด็ก ๆ สามารถทานได้ง่ายขึ้น จึงพัฒนาต่อโดยการทำน้ำมันรำข้าวในรูปแบบกัมมี่

กัมมี่ก็จะคล้ายเยลลี่ คือ การพัฒนาใช้ เจลาตินไปผสมกับตัวน้ำมันรำข้าวจนทำออกมาเป็นเม็ด ซึ่งเมื่อเด็กเห็นก็จะรู้สึกอยาก
รับประทานเพราะจะตัดความรู้สึกที่เหมือนทานยาออกไป

น้ำมันรำข้าวรูปแบบเดิมนั้นจะเป็นแคปซูลเม็ดใหญ่ๆ แต่สินค้าใหม่ที่เราได้ทุนการพัฒนาจาก สสว.นั้น เราทำเป็น เยลลี่ โดยส่วน
ผสมระหว่างตัวน้ำมันรำข้าวสกัดกับส่วนผสมที่เป็นซอฟต์เจลในการผลิต ให้เป็นเม็ด ๆ จะเป็นเนื้อเดียวกันเลย ซึ่งหยิบง่าย ทานง่าย
และยังให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์เหมือนเดิม

ณัฐวุฒิ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนที่จะเบนเข็มธุรกิจมาทำน้ำมันรำข้าวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เคยทำธุรกิจไบโอดีเซลมาก่อน
ซึ่งพอทำไปได้ระยะหนึ่งก็พบว่า ไบไอเป็นธุรกิจที่ไร้อนาคตสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง เนื่องจากถูกกีดกันจาก
รายใหญ่ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานจนรายเล็กไม่สามารถทำได้

“แต่ก็ถือว่าโชคดีที่คิดถูก ที่บอกลาธุรกิจไบโอดีเซลและหันมาลุยธุรกิจเสริมอาหารจากน้ำมันรำข้าวเต็มตัว เพราะตลาดกว้างมาก
คู่แข่งก็ไม่เยอะ เห็นได้จากการผลิตช่วงที่ผ่านมาสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ สินค้าขายได้และยังพัฒนาต่อได้อีก

โดยในระยะอันใกล้นี้ สินค้าใหม่ที่จะออกมาจะเป็นน้ำมันรำข้าวที่ผลิตจากรำข้าว ออร์แกนิก ซึ่งปัจจุบันสินค้าออร์แกนิกกำลัง
เป็นที่นิยม โดยทางบริษัทได้มีการติดต่อกับทางโรงสีข้าวออร์แกนิกไว้เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างลงเครื่องจักรเพิ่มเพื่อผลิต
ออร์แกนิกอย่างเดียว ซึ่งจะเห็นว่าพอเราขยายเข้าสู่สินค้าน้ำมันรำข้าว ที่มีนวัตกรรม ตลาดไม่มีข้อจำกัดเลย ตรงกันข้ามกลับมี
อนาคตที่สดใสมาก” ณัฐวุฒิกล่าว



ที่มา : http://www.ksmecare.com/News_Popup.aspx?ID=8435

http://www.xn--22c9dn6bb1lza.com/201009/%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b9%89%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2/


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 3:44 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 9:09 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

15. มช.โชว์ผลวิจัย "ครีมน้ำมันรำข้าวนาโน" ชะลอแก่

โดย : วรัทยา ไชยลังกา





นักวิจัย มช. พบสารสกัดน้ำมันรำข้าวชะลอแก่ สร้างผลงาน "ครีมน้ำมันรำข้าวนาโน" เพิ่มความยืนหยุ่นผิวใน 28 วันให้
ผลดีกว่าผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด

ศ.ดร.อรัญญา มโนสร้อย อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันรำข้าว
จะมีการทิ้งกากรำข้าว และของเหลือทั้งที่ยังมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและความงาม ทั้งสารแกมม่าออรี
ซานอล กรดไฟติก และกรดเฟอรูลิก ซึ่งมีสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่จะสามารถนำมาพัฒนา
เป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางเพื่อชะลอความแก่ได้

ทั้งนี้ สารดังกล่าวมีความคงตัวต่ำและมีขนาดโมเลกุลใหญ่ ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังเพื่อการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพทำ
ได้ยาก

จึงได้มีการวิจัยเรื่องการเก็บกักสารสำคัญจากของเหลือในการผลิตน้ำมันรำข้าวในถุงขนาดนาโนเพื่อใช้ทางเครื่องสำอาง
โดยเป็นผลงานของนางสาวรมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ที่มีตนเองเป็นอาจารย์
ที่ปรึกษาหลักและหัวหน้าโครงการวิจัย รวมถึง ศ.ดร.จีรเดช มโนสร้อย และ ศ.ดร.มาซาฮิโกะ อาเบะ มหาวิทยาลัย
วิทยาศาสตร์โตเกียว (Tokyo University of Science: TUS) ร่วมทีมวิจัย

โครงการวิจัยนี้ได้เพิ่มมูลค่าของรำข้าว กากรำข้าวและของเหลือจากโรงงานผลิตน้ำมันรำข้าวในประเทศไทยด้วย
การโดยนำมาสกัดสารสำคัญแล้วนำมาเก็บกักในนีโอโซม เทคโนโลยีนาโนรูปถึงขนาดนาโนเมตร และพัฒนาเป็น
ผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอความแก่ ที่นอกจากมีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและต้านอนุมูลอิสระแล้วยังมีฤทธิ์ยับ
ยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในระดับดี เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน วิตามิน ซี.และกรดโคจิก

ศ.ดร.อรัญญา กล่าวต่ออีกว่า ผลการวิจัยเมื่อนำสารสกัดมาเก็บกักในนีโอโซมโดยวิธีซูเปอร์คริติคอล คาร์บอนไดออก
ไซด์ ซึ่งไม่ใช้ตัวทำละลายอินทรีย์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พบว่านีโอโซมช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญผ่าน
หนังหนูได้มากกว่าสารสำคัญที่ไม่ได้เก็บกักในนีโอโซมประมาณ 2 เท่า เมื่อนำไปเตรียมเป็นครีมและเจล พบว่า ผลิต
ภัณฑ์ที่ได้ไม่ก่อการแพ้และระคายเคืองในกระต่าย และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้น และความเนียนของผิว อาสา
สมัครได้อย่างมีนัยสำคัญภายใน 28 วัน โดยให้ผลดีกว่าผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดอีกด้วย

"หากได้นำผลงานนี้ออกสู่ธุรกิจ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าของของเหลือจากการผลิตข้าวและน้ำมันรำข้าวแล้ว ยัง
ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคาดหวังเพิ่มมูลค่ารำข้าวไทยได้กว่า 3,000 เท่า ช่วยทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบ
เครื่องสำอางที่มีมูลค่าสูง โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกกว่านำเข้า 4 เท่า ช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการนำ
เทคโนโลยีนาโนมาเพิ่มศักยภาพของผลิตภัณฑ์ทางเกษตรของไทยในการแข่งขันกับต่างประเทศ ทั้งนี้ พร้อมยื่นจด
สิทธิบัตรและรอถ่ายทอดสู่เอกชนแล้วเช่นกัน" ศ.ดร.อรัญญา กล่าว

สำหรับงานวิจัยนี้ยังได้ได้รับรางวัล 1 ใน 12 งานวิจัยเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ในงาน
ประชุมวิชาการ PGJ-Ph.D. Congress ครั้งที่ 11 ประจำปี 2553 นอกจากนี้ยังได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ
ปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (สกว.) งบประมาณแผ่นดินจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะเภสัชศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2549-2551 ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโน
โลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Tokyo University of Science (TUS) บริษัท P&G ในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น
และโรงงานที่ให้ตัวอย่างสำหรับการวิจัย บริษัทน้ำมันบริโภคไทย จำกัด และ บริษัทกมลกิจ จำกัด




http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/science/20100714/342984/%E0%B8%A1%E0%B8%8A.%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88.html


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 3:49 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 10:01 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

16. น้ำมันรำข้าว จมูกข้าวหอมมะลิ


น้ำมันรำข้าว คุณค่าที่อยู่ในเมล็ดข้าวที่ผู้คนมองข้ามไปเป็นเวลานานมาก และยังมีที่ไม่ค่อยจะมีคนกล่าวถึง คือ จมูกข้าว เป็นส่วน
ที่จะหายไปเลยหากผ่านการขัดสีข้าวจนเป็นข้าวขาวที่สวย แต่คุณค่าหายไปเป็นอันมาก

น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าว คือ น้ำมันที่ได้จากการสกัดเอาสารสำคัญออกมาจากทั้งตัวรำข้าวเอง โดยเรายังได้สารนี้จากตัวจมูก
ข้าวมาอีกด้วย สารเหล่านี้ได้แก่ วิตามิน อี.ธรรมชาติ สามารถไปใช้ประโยชน์ในด้าน บำรุงผิวหนัง และเซลล์ได้ด้วย เพราะว่า
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นตัวหนึ่งเลยทีเดียว และยังมี แกมม่าออไรซานอล ที่พบปริมาณมากในรำข้าวและจมูกข้าว
ให้ประโยชน์ในการกำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี เพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดี และยังชลอความเสื่อมของเซลในร่างกายได้ด้วย

สารทั้งสองแบบนี้อาจพบได้ด้วยในน้ำนมข้าว แต่จะพบไม่มากนักในน้ำมันพืชชนิดอื่น

นอกจากนี้ก็ยังมีสารวิตามินB ช่วยในการเสริมสร้างระบบประสาทกล้ามเนื้อให้เกิดความผ่อนคลาย สารเซเราไมด์ ช่วยสกัด
การก่อตัวของรอยด่างดำ วิตามิน เอ.ช่วยในการเจริญเติบโตและบำรุงส่วนที่ทรุดโทรมในร่างกาย และยังมีสารประกอบแร่
ธาตุที่มีคุณค่าอีกมาก

ผลจากการวิจัยสรุปได้ว่า น้ำมันที่มีประโยชน์กับผู้คนที่สุดในสมัยนี้ได้แก่ น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว เป็นที่นิยมอย่างสูงมากในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนโตเกียว ได้มีการประชาสัมพันธ์ขนานใหญ่ถึงคุณค่าของการ
นำน้ำมันพืชชนิดนี้ไปบริโภคใน การดูแลและบำรุงสุขภาพ โดยได้บรรยายประโยชน์ถึงสารอาหารมากมาย

ตัวอย่างเช่น ในน้ำมันรำข้าว สดที่ผ่านขั้นตอนการสกัดวิธีบีบเย็นจาก รำข้าวและจมูกข้าว จะมีสารตัวหนึ่งชื่อว่า สารแกมมา ออริซา
นอล โดยมีประโยชน์ในด้านทำให้เลือดในร่างกายเกิดการไหลเวียนดี และยังช่วยให้สมองปลอดโปร่งคลายเครียดดีอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ ได้มีการนำเข้าสินค้าจากไทยที่เป็นผลิตผลจากข้าวหอมมะลิเป็นที่กล่าวขานกันมาก่อน คือ น้ำนมข้าว และทำให้เทรนด์
ในผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องกับข้าวได้รับชื่นชอบเป็นอย่างสูง และน้ำมันพืชทั้งหมดที่มีการบริโภค

น้ำมันรำข้าว ถือว่าเป็นน้ำมันที่มาแรงมากในสมัยนี้ ทั้งที่ข้าวเป็นธัญพืชที่ผู้คนได้ใช้เป็นอาหารหลักมาตั้งแต่อดีต แต่ผลของงาน
วิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมีทยอยออกมา คนจึงยิ่งให้ความเชื่อถือมากขึ้น และชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้นำมันไปในการปรุงอาหาร
ผิดกับน้ำนมข้าวที่ชาวญี่ปุ่นนำมันมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อรักษาสุขภาพ ได้มีโพลสำรวจว่าถ้าแม้นประชาชนต้องเลือกน้ำมันชนิดเดียว
เท่านั้นในการนำมาปรุงอาหาร จากผลสำรวจนั้น แน่นอน คือ น้ำมันรำข้าว





http://colordj.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD/


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 11:04 am, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 10:06 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

17. 'เนยขาวน้ำมันรำข้าว' แชมป์นวัตกรรมข้าว

โดย : กานต์ดา บุญเถื่อน





มูลนิธิข้าวไทย ประกาศผลรางวัลนวัตกรรมข้าวประจำปี 53 'เนยขาวจากน้ำมันรำข้าว' ครองแชมป์ตามด้วยเครื่องดื่มให้พลังงานจากข้าว
และน้ำสลัดไร้ไขมัน

นายประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด เปิดเผยถึง "เนยขาวจากน้ำมันรำข้าว" ว่า ผลงานการพัฒนาของ
บริษัท ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก และคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยมากกว่า 3 เท่าของน้ำมันรำข้าวเกรดปกติ

ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้วยการส่งต่อให้อุตสาหกรรมเบเกอรี่นำไปใช้ และตามแผนงานจะวางตลาดในปีหน้า

"โอกาสทางการตลาดของเนยขาวจากน้ำมันรำข้าว ถือว่าสูงมากทั้งในและต่างประเทศ เพราะยังไม่มีคู่แข่งในโลก เนื่องจากที่ผ่านมา
เนยขาวที่จำหน่ายในท้องตลาดมาจากพืช อย่างน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม แต่น้ำมันรำข้าวยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงน่าจะเป็นเหตุ
ผลที่ได้รับชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2553 จากมูลนิธิข้าวไทยฯ"

บริษัทลงทุนไปประมาณ 20 ล้านบาทเพื่อวิจัยเพิ่มมูลค่าให้น้ำมันรำข้าว ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นขึ้นเมื่อปี 2549 และได้รับรางวัลนวัตกรรม
แห่งชาติด้านเศรษฐกิจ มียอดการส่งออกถึง 1.3 หมื่นตันต่อปี โดยต่อยอดในส่วนของกระบวนการผลิตเนย และการปรับกระบวนการ
สกัดน้ำมันรำข้าวให้มีคุณภาพสูงขึ้น เชื่อว่าเนยขาวจะทำตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างน้อย 100 ตันต่อปี

นวัตกรรมเนยขาวจากน้ำมันรำข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำน้ำมันรำข้าว 100% มาผ่านกระบวนการให้ความร้อนและตกผลึก
ภายใต้อุณหภูมิต่ำ แล้วผ่านกระบวนการกรองและบีบอัดไข จากนั้นนำไขที่ได้มาให้ความร้อนและตกผลึกซ้ำ จนได้เป็นเนยขาวที่ปราศ
จากไขมันทรานส์ มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 40%

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการตัดสินรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย
กล่าวว่า รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 มีผลงานเข้าประกวด 34 ผลงาน แม้จะดูน้อยแต่ก็แสดงให้เห็นว่า คนไทยตื่นตัว
ที่จะเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยในตลาดส่งออก ส่วนรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีหน้า จะเปิดโอกาสให้กับผลงานการคิดค้นที่มาจากภูมิปัญญา
ชาวบ้าน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ระดับชุมชน

"การบริโภคของประชากรโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป มีเทคนิคการกินมากขึ้น หากคนไทยยังไม่นำนวัตกรรมมาใช้ มูลค่าของข้าวที่ส่ง
ออกจะไม่มีวันเพิ่มได้เลย"

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
และเงินรางวัล 5 หมื่นบาท ส่วนผลงานอันดับ 2 ได้รับ 3 หมื่นบาท ได้แก่ เครื่องดื่มให้พลังงานจากข้าว บริษัท เจียเม้งอีสาน จำกัด
และน้ำสลัดไร้ไขมัน บริษัท มาลีบางกอก จำกัด

ส่วนนวัตกรรมเคยู โอวาการ์ด สารเคลือบไข่จากสตาร์ชข้าวเจ้า ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอาหาร
ว่างจากข้าว ศูนย์ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้รับอันดับ 3 รางวัลละ 2 หมื่นบาท



http://www.creativeenterprise.in.th/detail/creativeenterprise/innovative-trends/20101001/355707/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 11:04 am, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 10:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

18. น้ำมันรำข้าวในเครื่องสำอาง




วันนี้สาวข้างบ้านจะนำคุณผู้หญิงทั้งหลายมารู้จักกับน้ำมันรำข้าวในเครื่องสำอางกัน เรามาดูกันซิว่าน้ำมันรำข้าวกับเครื่องสำอางมีส่วน
เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าว มีวิตามินอีมากถึง 3 ชนิด โดยเฉพาะสารแกมม่า-ออริซานอล ซึ่งพบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น
ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหน้าอย่างยาวนาน ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ

ปัจจุบัน น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil หรือ Oryza Sativa Bran Oil) เป็นที่นิยมในการใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่อง
สำอางและผลิตภัณฑ์สปา ทั้งในประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย เพราะน้ำมันรำข้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติสูง ซึ่งช่วยต่อ
ต้านการออกซิเดชั่นของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี ทำให้เซลล์เสื่อมช้าลง จึงช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยโดยวิธีธรรมชาติ สารต้านอนุมูล
อิสระธรรมชาติในน้ำมันรำข้าว ได้แก่ วิตามินอี กลุ่มโทโคฟีรอ, วิตามินอี กลุ่มโทโคไตรอีนอล,โอรีซานอล

……….โอรีซานอล นอกจากจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีว่าวิตามินอีแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันแสงยูวีและทำให้
ผิวหนังชุ่มชื้น จึงช่วยเสริมให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีคุณสมบัติในการปกป้องและบำรุงผิว น้ำมันรำข้าวมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถ
ซึมซาบผิวได้รวดเร็วและไม่มีกลิ่น จึงสามารถเป็น Oil Base ที่ดีเมื่อผสมกับ Essential Oil เพื่อใช้เป็นน้ำมันนวดตัว (Massage
Oil) น้ำมันรำข้าวยังสามารถใช้เป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิว แชมพู สบู่ ครีมบำรุงผมหรือเครื่องสำอาง เพื่อให้ทุกผิวสัมผัสได้รับคุณ
ค่าจากธรรมชาติ






ภาพประกอบ : naturalbeautyworkshop.com

http://www.xn--22ck8cd6dr0dcc0ud.com/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1/


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 11:05 am, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 10:28 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

19. น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์

กว่า 10 ปี ที่สกหรณ์กรีนเนท จำกัด ได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตใน จ.ยโสธร ทำการปลูก สี แปรรูป และส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์
ไปยังประเทศในสหภาพยุโรป โดยมีความพยายามในการแปรรูปผลผลิตพลอยได้จากการสีข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่า
เช่น รำข้าว และปลายข้าว จนปี 2552 สกหรณ์กรีนเนท จำกัด และโรงสีข้าว 3 แห่งของกลุ่มผู้ผลิตใน จ.ยโสธร ได้ร่วมกันพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้สำเร็จ คือ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ รายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
สากลจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และได้พัฒนาเป็นเม็ดแคปซูล เพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยได้รับการขึ้น
ทะเบียน อ.ย. แล้ว

ด้วยการผลิตน้ำมันรำข้าวที่สกัดแบบบีบเย็น (Cold press) นั้น จะช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารที่สำคัญไว้ได้มาก จึงมีประโยชน์
ต่อผู้บริโภคมากกว่า และใช้เป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวได้ดีกว่าน้ำมันรำข้าวสำหรับบริโภคที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด ที่ได้มา
จากกระบวนการผลิตที่ใช้สารเคมีและความร้อนสูงในการสกัดน้ำมันออกมาจากรำข้าว


สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
สหกรณ์ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ จำกัด 118/1 ถ.วารีราชเดช อ.เมือง จ.ยโสธร 35000
สกหรณ์กรีนเนท จำกัด 6 ซ.วัฒนานิเวศน์7 ถ.สุทธิสาร แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310



แหล่งที่มา:
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2554. "น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์". องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์
ปี พ.ศ. 2552-2553.

http://www.nia.or.th/organic/books/14_1.pdf. (สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2554).


http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/4855-organic-rice-bran-germ-oils


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 3:51 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 10:44 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

20. ขบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว


วิธีการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

กระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
เนื่องจากน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีคุณค่าอย่างมาก จึงได้รับความนิยมอย่างสูง กระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว
จึงมีความสำคัญต่อคุณภาพของน้ำมันเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่

การเลือกโรงสีที่มีสถานที่เก็บรำข้าวที่สะอาด ไม่มีความชื้นที่จะเป็นแหล่งของเชื้อราในพื้นที่เก็บรำ

การเลือกรำที่มีคุณภาพดี ไม่มีสิ่งปลอมปนจากโรงเก็บรำของโรงสี

การขนส่งรำจากโรงสีข้าวถึงโรงงานบีบน้ำมัน จะต้องไม่ไกลเกินไป ที่ทำให้เสียเวลาในการขนส่งมาก และ

โรงงานบีบน้ำมันจะต้องบีบน้ำมันแบบสดๆ ใหม่ๆ ไม่เก็บรำไว้ค้างคืน

ทั้งหมดมีความสำคัญต่อการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เพราะคุณภาพของน้ำมันที่ดี จะต้องได้มาจากวัตถุดิบที่ดี
การเตรียมวัตถุดิบที่ดี จึงถือว่ามีความสำคัญมาก


1. วัตถุดิบในการผลิต น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
พันธ์ข้าว สายพันธ์ที่ได้รับความนิยมมาก คือ ข้าวหอมมะลิ ~ นอกจากนั้น อายุของข้าวเปลือกที่จะนำมาสีก็มี
ความสำคัญมาก เพราะข้าวที่เก่า หรือเก็บไว้นานข้ามปี จะทำให้รำไม่มีคุณภาพ เนื่องจากข้าวเก่ามาก จมูกข้าว
จะฝ่อ ไม่มีคุณค่าทางอาหาร จึงไม่เหมาะที่จะนำรำข้าวเก่ามาบีบน้ำมัน ~ โรงสีข้าวก็มีความสำคัญ เพราะโรง
สีข้าวที่ดี จะต้องมีที่เก็บรำที่ไม่มีความชื้น เพราะรำข้าวจะดูดความชื้นได้ดี ทำให้รำเกิดเชื้อรา ก็เป็นรำที่ไม่
เหมาะที่จะนำมาบีบน้ำมัน เพราะจะทำให้น้ำมันรำข้าวมีสีเข็ม และมีกลิ่นหืน ~ อายุของน้ำมันรำข้าวถือเป็นสิ่ง
สำคัญอีกขั้นหนึ่ง เพราะรำข้าวที่เกิน 24 ชั่วโมง ก็ไม่เหมาะที่จะนำมาบีบน้ำมันรำข้าว เพราะคุณภาพของรำจะ
ลดลง ไม่เหมาะที่จะนำมาเข้าเครื่องบีบแบบบีบเย็น ~ การขนส่งรำข้าวจากโรงสี ถึงโรงงานบีบน้ำมันรำข้าว ถ้า
ไกลเกินไป ก็ทำให้รำข้าวไม่ใหม่ เพราะเวลาขนส่งที่นานมาก ก็จะทำให้คุณภาพของรำเปลี่ยนไป ~ การบีบ
น้ำมัน รำข้าวในโรงงานบีบเย็น จะต้องบีบรำให้หมดภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงตั้งแต่ได้รับรำข้าว ถ้าเก็บรำ
ไว้นานกว่านั้นก็ไม่เหมาะที่จะนำมาบีบน้ำมัน หรือถ้าได้นำมาบีบก็จะได้น้ำมันที่ไม่มีคุณภาพดี ~ โรงงานบีบ
น้ำมันรำข้าวแบบบีบเย็น ก็จะต้องได้มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม



2. เอนไซม์ ไลเปส (Lipase) ในรำข้าว
เอนไซม์ ไลเปส คือ เอนไซม์ ที่ทำหน้าที่ย่อยไขมัน เอ็นไซม์ ไลเปส มีอยู่ในกากน้ำมันรำข้าว และเป็น เอนไซม์
ไลเปส นี่เองที่เป็นตัวทำให้น้ำมันรำข้าวมีกลิ่นหืน กากรำในน้ำมันที่เกิดจากการกรองไม่หมด ยังมีเศษรำข้าวติด
อยู่ในน้ำมัน จะทำให้ น้ำมันมีกลิ่นหืน ดังนั้น น้ำมันจะต้องผ่านการกรองที่สะอาด ไม่มีกากรำตกค้างอยู่ในน้ำมัน
รำข้าวและจมูกข้าว การกรองที่มีประสิทธิ์ภาพ นอกจากจะได้น้ำมันที่ใส สะอาด ยังทำให้น้ำมันที่ไม่มีกลิ่นหืน



3. วิธีการการสกัดน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
การผลิตน้ำมันรำข้าว ทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
3.1 วิธีการกลั่นด้วยระบบไอน้ำแรงดันสูง High Pressure Stream Refining System at 230 ~ 240 degree.

การกลั่นน้ำมันรำข้าว ถือเป็นกระบวนการที่นิยมในการผลิตน้ำมันรำข้าวแบบอุตสาหกรรม เพราะจะทำ
ให้ได้น้ำมันจำนวนมาก บีบได้เร็ว แต่ต้องใช้ความร้อนในการสกัดน้ำมันสูงถึง 230 ~ 240 องศาเซลเซียส ซึ่ง
ความร้อนระดับนี้จะทำให้คุณสมบัติ และคุณภาพของสารสำคัญบางอย่างในน้ำมันรำข้าว ถูกทำลายไป เพราะ
ความร้อน ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะนำมาผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร






ข้อดี-ข้อเสีย ของการกลั่นด้วยระบบไอน้ำแรงสูง
ข้อดี: ผลิตได้จำนวนมาก ผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ ไม่ต้องใช้รำใหม่ในการผลิต รำที่มีสิ่งปลอมปนก็
สามารถนำมาผลิตได้ เหมาะแก่การผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือน้ำมันใช้ในการ
ปรุงอาหาร

ข้อเสีย: การผ่านกระบวนการทางเคมี และความร้อนสูง ทำให้สูญเสียธาตุอาหารสำคัญบางอย่างไปกับ
ความร้อน ทำให้คุณภาพและคุณค่าทางอาหารของน้ำมันน้อยมาก ไม่เหมาะที่จะนำมาเป็น
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

3.2 วิธีการสกัดแบบบีบเย็น Screw Press Cold Process at 40 ~ 70 degree.
การบีบเย็น จะมีความร้อนระหว่างการบีบอัดด้วยแรงดัน มากไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส วิธีนี้จะช่วย
รักษาคุณภาพของสารอาหาร และสารสำคัญในรำข้าวและจมูกข้าว อยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และจะได้
น้ำมันที่มีคุณภาพดีที่สุด จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์
เสริมอาหาร และเนื่องจาก การผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ด้วยวิธีการบีบเย็น จะทำได้ช้า และจะได้
น้ำมันปริมาณน้อย ต่อปริมาณรำข้าว จึงไม่นิยมที่จะผลิตในระดับอุตสาหกรรมอาหาร





ข้อดี-ข้อเสีย ของการสกัดแบบบีบเย็น
ข้อดี : ไม่มีการเติมสารเคมี ไม่มีความร้อน จึงทำให้ได้น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ที่มีคุณภาพสูงมาก
คุณค่าของอาหารในรำข้าวและจมูกข้าวยังมีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะแก่การเป็นผลิต
ภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพสูง

ข้อเสีย : ผลิตได้ครั้งละน้อย ต้องใช้รำใหม่ ในกระบวนการผลิตต้องใช้รำในปริมาณมาก ละเสียเวลา
ในการบีบมาก ไม่เหมาะที่จะใช้ในระดับอุตสาหกรรมอาหาร



4. การกรองน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
น้ำมันรำข้าวที่ผ่านการบีบแล้วจะต้องผ่านกระบวนการกรองเอากากของรำข้าวออกจากน้ำมัน เพื่อให้ได้น้ำมันที่ใส
สะอาด บริสุทธิ์ สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน โดยไม่เกิดกลิ่นหืน และจังคงคุณภาพของน้ำมันรำข้าว ที่สมบูรณ์
วิธีการกรอง สามารถทำให้ได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
4.1 การกรองแบบแรงด้น Filter Press
การกรองด้วยวิธีบีบอัด เพื่อแยกน้ำมันออกจากกกากรำข้าว สามารถกรองได้อย่างรวดเร็ว แต่การ
บีบอัดจะทำให้ได้น้ำมันที่มีกากของรำข้าวติดออกมาด้วย ทำให้นำมันไม่บริสุทธิ์ จะทำให้น้ำมันมีกลิ่น
หืน จากกากที่ตกค้างอยู่ในน้ำมัน





จากภาพประกอบ จะเห็นวิธีการกรองด้วยการบีบอัด [ภาพจาก http://www.paintstrip.com/filter.htm ]

4.2 การกรองด้วยกระดาษกรอง Filter Paper
การกรองด้วยกระดาษกรองคือการปล่อยให้น้ำมันไหลตามแรงโน้มถ่วง ผ่านกระดาษกรอง แม้ว่าจะ
กรองได้ช้า แต่เป็นวิธีที่ทำให้ได้น้ำมันที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีกากติดมากับน้ำมัน ได้น้ำมันที่
มีคุณภาพสูงที่สุด





ประเภทและคุณภาพของกระดาษกรอง ที่นำมาใช้ในการกรอง มีหลายระดับความถี่ ที่มีหน่วยเป็น ไมครอน
ตามประเภทของการใช้ เช่น
- ความถี่ 17 ไมครอน : ใช้กรองกำจัดความขุ่นมาก มีความหนืดสูง สำหรับน้ำมันพืช สีทาบ้าน
- ความถี่ 10 ไมครอน : ใช้กรองที่ความใสระดับหนึ่ง ความหนืดปานกลาง สำหรับกรอง ไวน์
สุรา น้ำเชื่อม น้ำมัน ยา สารเคมี
- ความถี่ 1.2 ไมครอน : ใช้กรองความใส และการกำจัดยิสต์ สำหรับ ไวน์ สุราผลไม้ สุรากลั่น
น้ำผลไม้ เครื่องสำอาง ยา
- ความถี่ 0.3 ไมครอน : ใช้กรองกำจัดเชื้อ (Sterilizing) สำหรับไวน์ชนิดไม่หวาน แชมเปญ
เครื่องสำอาง ยาที่ต้องการความบริสุทธิ์สูง
- ความถี่ 0.2 ไมครอน: ใช้กรองสิ่งที่ต้องการความบริสุทธิ์สูงสุด กำจัดแบคทีเรีย สำหรับยา
ไวน์หวาน แชมเปญ

4.3 การกรองแบบแรงเหวี่ยง Centrifugal Filter
การกรองแบบการหมุนเหวี่ยง เพื่อแยกน้ำออกจากกาก เป็นวิธีการอีกแบบหนึ่งที่ใช้ในการกรอง
เพื่อความ รวดเร็ว แต่ไม่ค่อยนิยมในระดับอุตสาหกรรม เพราะไม่สามารถแยกน้ำมันออกจากกาก
ได้หมด


5. สรุปการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
5.1 กระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ที่ดีที่สุด คือ วิธีการสกัดแบบบีบเย็น Cold Screw
Press วัตถุดิบที่ใช้ คือ รำข้าว ต้องใหม่เสมอ การบีบทำได้ช้า ผลิตได้ครั้งละไม่มาก แต่ได้
น้ำมันที่มีคุณค่า ของรำและจมูกข้าวที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด

5.2 กระบวนการกรองที่ดีที่สุด คือการกรองด้วยกระดาษกรอง ไห้ไหลตามแรงโน้มถ่วง กรองได้ช้า
แต่จะทำให้ได้นำมันรำข้าวที่สะอาด ไม่มีกากรำเจือปน เก็บไว้นานไม่ตกตะกอน เพราะในกาก
น้ำมันรำข้าวมี เอนไซม์ ไลเปส ที่ทำให้ย่อยน้ำมัน ก่อให้เกิดการหืน

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ตรา B2E ผลิตด้วยวิธีบีบเย็น และใช้กรองด้วยกระดาษกรอง จึงทำให้ได้น้ำมัน
รำข้าวและจมูกข้าวที่ใส สะอาด ไม่มีตะกอนตกค้างในน้ำมัน ทำให้น้ำมันไม่มีกลิ่นหืน




http://www.b2eoryza.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539193847


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 09/07/2011 3:55 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 8:33 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

21. วิจัยเพิ่มมูลค่าน้ำมันรำข้าว แทนเนยขาวทำขนมปังพิซซ่า

โดย kmag


การนำน้ำมันรำข้าวผสมขนมปัง และพิซซ่า.
ข้าวเปลือก...เมื่อทำการสีจะได้ข้าวเต็มเมล็ด 60% ข้าวหัก 10% รำข้าว 10% และแกลบ 20% โรงสีมักใช้แกลบเป็นแหล่งเชื้อเพลิง
ส่วนรำข้าวจะนำออกจำหน่ายในราคาถูกเพื่อเป็นอาหารสัตว์

รองศาสตราจารย์ ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส และ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะ
อุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้ดำเนินการ วิจัยในการเพิ่มมูลค่าน้ำมันรำข้าว โดยการสนับสนุนด้านครุภัณฑ์ จาก
ศูนย์วิทยาการขั้นสูงเพื่อเกษตรและอาหาร ใช้เงินทุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานคณะกรรม
การการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.)

รศ.ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส (คนที่สองจากซ้ายมือ) กับคณะวิจัย.
รศ.ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส บอกว่า น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง เพราะมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวต่อกรดไขมันไม่อิ่มตัวหนึ่ง
ตำแหน่ง ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับอัตราส่วนของน้ำมันบริโภคที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) American Heart Association
(AHA) และ Japan's Ministry of Health and Welfare ที่แนะนำให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับรู้ นอกจากนี้ น้ำมันรำข้าวยังทน
ต่ออุณหภูมิสูง...!!

จากการศึกษาคุณสมบัติ ทนความร้อนของน้ำมันรำข้าว คณะผู้วิจัยยังพบว่า สามารถนำ น้ำมันรำข้าวไปใช้ทดแทนเนยขาวหรือชอร์ทเทนนิง
ในการทำขนมปังจืดและขนมปังหวาน เพื่อลดไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการใช้น้ำมันรำข้าว แทนไขมันนมในผลิตภัณฑ์มอสซา
เรลลา-ชีสเทียม ที่ใช้ใน พิซซ่าและพาสตา ซึ่งเป็น ธุรกิจอาหารที่มีการขยายตัวสูงในประเทศไทย การใช้น้ำมันรำข้าวทดแทนเนยขาว
และไขมันนม จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้เพราะเป็นการลดการ บริโภคไขมัน ทรานส์และ
คอเลสเทอรอล เพราะน้ำมันรำข้าวมี สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติและมีไฟโตสเตอรอลสูง รศ.ดร.ปาริฉัตร บอกอีกว่า คณะผู้วิจัย
ยังศึกษาแนวทาง...การใช้ประโยชน์

จากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรม ทำให้น้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์ โดยการพัฒนาการสกัดและการใช้ ประโยชน์จาก สารลดแรงตึงผิวใน
กลุ่มของโมโนและไดกลีเซอไรด์ เพื่อควบคุมขนาดของผลึกไขมันในน้ำมัน การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตและการใช้ประโยชน์จาก
สารโภชนเภสัชจากน้ำมันรำข้าวให้อยู่ในรูปที่กระจายตัวในน้ำได้ดี และ มีความเสถียร เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารที่มีความ
ร้อนและความดันสูง เพื่อขยายไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไขมันแข็งจากน้ำมันรำข้าว โดยไม่ผ่าน กระบวน
การเติมไฮโดรเจน...

ผลงานนี้เกิดจาก โครงการมหาวิทยาลัยแห่ง ชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สนับสนุนทุนวิจัยใน ด้านนวัตกรรมกระบวนการ
แปรรูปและผลิตภัณฑ์จากข้าว และ ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมระบบนำส่งสารผสมอาหารสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพ และ ยังก่อให้เ
กิดกลไกการถ่ายโอน ความรู้ประสบการณ์จาก นักวิจัยรุ่นอาวุโสไปให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ในการ แปรรูปข้าวและรำข้าว เพื่อเป็นการ
สร้างคุณค่าตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าวอย่างยั่งยืน...!!


"ไชยรัตน์ ส้มฉุน"



ที่มา: http://www.thairath.co.thkmag
http://kmag.ku.ac.th/phpbb3/viewtopic.php?f=4&t=1077


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 10/07/2011 9:25 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 09/07/2011 8:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

22. มก.ต่อยอดผลงานวิจัยเมล็ดข้าว พบสุดยอดน้ำมันรำลดโรคหัวใจ

โดย kmag



การยกระดับก้าวสู่มหาวิทยาลัยวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ไม่เพียงการต่อยอดองค์ความรู้สู่ภาคประชาชนเท่านั้น
แต่ยังรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการเกษตร ที่นับวันจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น อย่าง "ข้าว" ซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตร
ของไทยที่ได้รับการวิจัยต่อยอดเพิ่มมูลค่าสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ

งานวิจัยในกลุ่มวิจัยด้านการเพิ่มมูลค่าข้าวที่ศูนย์วิทยาการชั้นสูงเพื่อเกษตรและอาหาร โดย รศ.ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส
จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร ศูนย์วิทยาการชั้นสูงเพื่อเกษตรและอาหาร มหา
วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากโครงการมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 นั้น ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของแอมิโลสและแอมิโลเปคตินในข้าวเจ้าและข้าวเหนียวกับคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของ
แป้งและสตาร์ชข้าว ซึ่งจะมีผลต่อการนำข้าวในรูปเมล็ดข้าวและแป้งข้าวไปใช้ประโยชน์ต่อไป

รศ.ดร.ปาริฉัตร บอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว
ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเส้นที่ผ่านการอบแห้งที่ต้องนำมาคืนรูปก่อนการบริโภค การผลิต
ข้าวกล้องกึ่งสำเร็จรูปประเภทต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากข้าวแช่เยือกแข็งและผลิตภัณฑ์จากข้าวในรูปแบบต่างๆ

เมื่อพิจารณาว่า ภายหลังการสีข้าวเปลือก เราจะได้ข้าวเต็มเมล็ด 60% ข้าวหัก 10% รำข้าว 10% ที่เหลือคือแกลบ 20%
ซึ่งโรงสีมักใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำของโรงสีเอง ทางศูนย์วิทยาการชั้นสูงเพื่อเกษตรและอาหาร

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงให้ความสำคัญงานวิจัยในการเพิ่มมูลค่าของรำข้าว นอกเหนือจากงานวิจัยด้านการแปรรูปเมล็ด
ข้าวและแป้งข้าว เพราะรำข้าวที่มีคุณภาพสูงพอจะถูกนำไปสกัดน้ำมันรำข้าวและอีกหลายอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง
และอุตสาหกรรมเคมี

นักวิจัยคนเดิมเผยต่อว่า น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวต่อกรดไขมันไม่อิ่ม
ตัวหนึ่งตำแหน่งต่อกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งในอัตราส่วนที่ไม่ใกล้เคียงกับอัตราส่วนของน้ำมันบริโภคที่องค์การ
อนามัยโลก (ฮู) แนะนำ นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยังทนต่ออุณหภูมิสูงเหมาะสำหรับการทอดเพื่อให้อาหารกรอบและไม่อม
น้ำมัน อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่แล้วตามธรรมชาติ ได้แก่ แกมมาออไรชานอลและวิตามินอี ทั้งโทโคเฟอรอล
และโทโคไตรอีนอล น้ำมันรำข้าวจึงจัดเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่น

"ขณะนี้งานวิจัยที่เกี่ยวกับการแปรรูปรำข้าวของศูนย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การขยายการใช้ประโยชน์จากน้ำมันรำข้าว
นอกเหนือจากการใช้ผัดหรือทอด เช่น การใช้น้ำมันรำข้าวแทนไขมันนมในผลิตภัณฑ์มอสซาเรลลาชีสเทียมที่ใช้ในพิซซ่า
และพาสต้า ซึ่งเป็นธุรกิจอาหารที่มีการขยายตัวสูงในประเทศและการใช้น้ำมันรำข้าวในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุและ
ผู้ป่วยเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์"

รศ.ดร.ปาริฉัตรย้ำด้วยว่า นอกจากนี้งานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ การใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้ของอุตสาห
กรรมทำให้น้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์ โดยการพัฒนาการสกัดและการใช้ประโยชน์จากสารลดแรงตึงผิวในกลุ่มของโมโนและได
กลีเซอไรด์ในการควบคุมขนาดของผลึกไขมันในน้ำมัน การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตและการใช้ประโยชน์จากสารโภชนาเภสัช
จากน้ำมันรำข้าวที่มีคุณสมบัติลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดให้อยู่ในรูปที่กระจายตัวในน้ำได้ดีและมี
ความเสถียร เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปอาหารที่ความร้อนและความดันสูง

นับเป็นอีกก้าวของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยที่เน้นขยายการใช้ประโยชน์จากแป้งข้าวที่มีแกมมาแอมิโนจบิวทีริกและสาร
ต้านอนุมูลอิสระสูง ตลอดจนการควบคุมคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ข้าวสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากข้าวสาลีและการสกัดและ
การใช้ประโยชน์จากโปรตีนและใยอาหารจากรำข้าวเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยในอนาคต

"สุรัตน์ อัตตะ"



ที่มา: http://www.komchadluek.netkmag
http://kmag.ku.ac.th/phpbb3/viewtopic.php?f=4&t=1078


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 10/07/2011 9:26 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 11074

ตอบตอบ: 10/07/2011 9:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

23. อย่าหลงเชื่อ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว อ้างรักษาสารพัดโรค





น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวรักษาโรคได้ ช่างมหัศจรรย์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคร้ายต่างๆ เช่น มะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ อัมพฤกษ์ อัมพาต
เรียกได้ว่ารักษากันได้สารพัดโรคเลยทีเดียว แล้วคุณจะเชื่อเขาไหม ? หากเคลิ้มๆ ไปบ้าง ขอให้ฟังทางนี้ อาหารก็คือ อาหารไม่ใช่ยา
คงไม่สารถรักษาโรคได้อย่างแน่นอน และ อย. ก็ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงในลักษณะเช่นนี้ จึงขอให้ผู้บริโภค
โปรดใช้วิจารณญาณให้ดี ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ... ยังมีคนจำนวนมากหลงเชื่อซื้อมารับประทานเพื่อหวังผลในการรักษา

อย. ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการโฆษณาน้ำมันรำข้าว โดยได้รับการร้องเรียนจากสมาคมขายตรงเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริม
อาหารน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยระบุสรรพคุณว่าสามารถ รักษาโรคมะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างผลการทดสอบจากผู้รับประทาน และประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ซึ่ง
จากการตรวจสอบไม่มีข้อเท็จจริงทางวิชาการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือ และเอกสารที่ปรากฏน่าจะเป็นการตัดต่อข้อมูลของกลุ่มสมาชิกผู้
จำหน่ายสินค้า อย. จึงได้แจ้งเตือนไปยังผู้ทำการโฆษณาให้ระงับการโฆษณาและดำเนินการตามกฎหมาย

แท้จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเสริมนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติเท่านั้น
จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะมุ่งหวังรักษาโรคโดยเด็ดขาด อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง
เช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจต้องตัดเท้า ผู้ป่วยมะเร็งมีอาการทรุดหนัก เป็นต้น

หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และไม่ควรหลงเชื่อ
โฆษณาที่หวังผลทางการค้ามากเกินไป ทั้งนี้ โฆษณาส่วนใหญ่ เป็นการจำหน่ายในลักษณะขายตรง ซึ่งบางรายบางเครือข่ายอาจหา
ประโยชน์ที่ผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม

อยากฝากไว้ตรงนี้ว่า ....ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อโดยอ่านข้อมูลของอาหารนั้นบนฉลากทุก
ครั้งว่ามีสารอาหารอะไรตามที่ร่างกายขาดหรือต้องการเสริม แต่หากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่าสามารถ
รักษาโรคได้ หรือโฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยการขายตรง ขอให้แจ้งเบาะแสโดยละเอียดผ่าน สายด่วน อย. 1556
สำหรับในส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดต่อไป




ติดตามข้อมูลวารสาร อย. REPORT ได้ที่ www.oryor.com

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ อย. ได้ที่นี่
Facebook : Fda Thai_pr
Twitter : FDA thai

http://www.oknation.net/blog/FDAthai/2011/02/22/entry-1
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©