online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-นานาสาระเรื่องเกษตร.
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - นานาสาระเรื่องเกษตร.
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

นานาสาระเรื่องเกษตร.
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 72, 73, 74  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10888

ตอบตอบ: 02/10/2013 7:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,957. ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ใช้แทนปุ๋ยเคมีได้ดี

Manure Mixed Benefit Bacterial Antagonist Replaces Ammonium Nitrate Fertilizer In Paddy




จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตรสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายรูปแบบ ทั้งเชื้อสด ผงหัวเชื้อ และผงสำเร็จ หรือสูตรที่มีส่วนผสมเฉพาะ โดยใช้ในลักษณะคลุกเมล็ด ผสมดินหรือวัสดุปลูก พ่นใบ จุ่มรากหรือท่อนพันธุ์ รวมถึงการใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพในระบบการผลิตพืช โดยจุลินทรีย์หลายชนิดมีคุณสมบัติเด่นในการควบคุมโรค บางชนิดมีกลไกส่งเสริมการเจริญเติบโตพืช สามารถกระตุ้นการผลิตสารที่เกี่ยวข้องหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบธาตุอาหารให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้ของพืช รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารทางธรรมชาติของพืชให้เต็มศักยภาพ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ รวมทั้งรักษาสภาพนิเวศน์เกษตรในระบบการผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน จุลินทรีย์เหล่านี้ ได้แก่ แบคทีเรีย รา แอคติโนมัยซีส ไวรัส นีมาโทด และจุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น จุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรียที่สร้าง กรดแลคติค ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทำให้พืชได้รับประโยชน์โดยตรงจากธาตุอาหารที่ถูกสลายออกมา

ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยทีมงานวิจัยที่ รศ.ดร.สุดฤดี ประเทืองวงศ์ เป็นหัวหน้าโครงการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากธรรมชาติหลายสายพันธุ์ที่ให้ชื่อว่า จุลินทรีย์สุขภาพพืช ที่มีคุณสมบัติและกลไกในการควบคุมโรคพืช ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และชักนำภูมิต้านทานโรคของพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น Pseudomonas fluorescens SP007s และ Bacillus amyloliquefacien KPS46 ที่แยกได้จากดินบริเวณรากกะหล่ำดอก และถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สุขภาพพืช ที่มีชื่อว่า ไอเอสอาร์-พี และ ไอเอสอาร์-บี ตามลำดับ และได้มีการนำไปทดสอบ ตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนำไปใช้จริงในระดับไร่นากับพืชเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ข้าวโพด ข้าว งา พืชผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญของการแสดงนิทรรศการครั้งนี้คือ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปสูตรปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ (ปุ๋ยคอกเคยู-ทูวี) ที่ง่ายต่อการใช้และมีประสิทธิภาพสูง ในการส่งเสริมการเจริญเติบโต และลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียในนาข้าวได้ 50% โดยปุ๋ยอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่พัฒนานี้เป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้โครงการ 2V-Research Program และได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่จากเทศบาล ต. ทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งดำเนินงาน ระหว่าง 2552-2553 ด้านแนวทางการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ในนาข้าว เป็นวัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารเคมีควบคุมศัตรูพืช โดยการนำจุลินทรีย์ ไอเอสอาร์-พี ผสมปุ๋ยคอก สามารถควบคุมโรคทางราก กระตุ้นภูมิต้านทานข้าวต่อต้านโรคและแมลงทั้งระบบ และเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในปุ๋ยคอกให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จุลินทรีย์ที่ผสมในปุ๋ยคอกจะช่วยย่อยเศษฟางข้าวและตอซัง ให้เป็นอินทรียวัตถุปรับปรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกหนึ่งกลไก

วิธีการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์
สามารถนำปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ไปปรับใช้ในระบบการผลิตพืชในทุกระยะพืชและใช้เช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี โดยใช้ตามอัตราแนะนำ ซึ่งการนำจุลินทรีย์ปรับใช้ในระบบการผลิตพืชเพื่อการควบคุมโรคพืชสามารถทำได้ทุกขั้นตอนการผลิต (ภาพที่ 2) ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรค ประกอบด้วย
1. ชนิด และระดับความรุนแรงของโรค และแหล่งสะสมเชื้อก่อโรค
2. ชนิด คุณสมบัติ และกลไกการควบคุมโรคของจุลินทรีย์
3. ชนิดพืช อายุพืช และส่วนของพืชเป็นโรค
4. สภาพพื้นที่ปลูก ประวัติการปลูกพืช และการระบาดของโรค

นอกจากนี้การที่จะนำจุลินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมาปรับใช้ในระบบการผลิตพืชจะต้องพิจารณาถึงระบบการปลูกตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกและการเตรียมพื้นที่ ระบบการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การเขตกรรม และวิธีการร่วมอื่น ๆ ซึ่งจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกับระบบการผลิตพืชโดยรวม (การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การปฏิบัติดูแลรักษา) ในลักษณะเดียวกับการจัดการโรคและศัตรูพืชแบบผสมผสาน

ประโยชน์และข้อจำกัดของการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์
ในภาพรวมนั้นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ผสมแบคทีเรียไอเอสอาร์มีประโยชน์ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ ตลอดจนช่วยส่งเสริมสุขภาพพืชให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือสารสังเคราะห์เร่งการเจริญเติบโตพืช ซึ่งสามารถแยกพิจารณารายละเอียด ได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ดังนี้

ประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัย
1. ลดความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรจากการใช้สารเคมีผิด และเกินความจำเป็น
2. ลดความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคจากการตกค้างของสารเคมีในผลิตภัณฑ์เกษตร
3. ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคและผู้เกี่ยวข้องในการเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย มีคุณค่า และส่งเสริมความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายโดยไม่มีการสะสมสารพิษเพิ่มเติม

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม
4. ลดการปนเปื้อนและการตกค้างของสารพิษที่สลายตัวช้า
5. ลดปัญหาการเสื่อมสภาพของระบบนิเวศน์เกษตร ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตต่าง และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
6. สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคม
7. ขจัดปัญหาความยากจนของเกษตรกรสามารถขายผลิตผล (food safety) ได้ราคา ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
8. ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ให้แข่งขันกับต่างชาติได้ โดยลดปัญหาการกีดกันทางด้านการค้า และการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
9. ลดปริมาณการใช้สารเคมี และต้นทุนการผลิต และลดการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ ช่วยแก้ไขการเสียดุลทางการค้า
10. เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ต่อระบบการผลิตพืชปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่อผู้บริโภค
11. รองรับการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นของพลวัตรประชากรให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน


เอกสารอ่านเพิ่มเติม
1. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร แบคทีเรียควบคุมโรคและส่งเสริมสุขภาพพืช. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 61 หน้า.
2. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร จุลินทรีย์และสารสกัดพืชเพื่อควบคุมโรคและแมลง. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 46 หน้า.
3. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ในนาข้าวและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 56 หน้า.
4. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์เพื่อการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 60 หน้า.



ภาพที่ 1 ส่วนผสมและขั้นตอนการผสมปุ๋ยคอก เคยู-ทูวี ผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ (ก) การอัดเม็ดปุ๋ย (ข) ผึ่งปุ๋ยคอกผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ ในที่ร่มแห้งอากาศถ่ายเทสะดวก (ค) และบรรจุในกระสอบ (ง)



ภาพที่ 2 การใช้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ หว่านลงแปลงนาก่อนปลูก และหว่านให้กับต้นพืชหลังพืชเจริญเติบโต 3 ครั้ง เมื่อพืชอายุ 21, 35 และ 70 วัน (ก-ง)


ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8349 โทรสาร 02-579-9550

คณะผู้วิจัย
รศ. ดร. สุดฤดี ประเทืองวงศ์ และคณะ
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8349


http://www.rdi.ku.ac.th/kasetresearch54/GroupEconomic/52-Sutruedee-pr/52-Sutruedee-pr.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10888

ตอบตอบ: 10/10/2013 10:56 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,958. แบคทีเรีย ที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ย ฮอร์โมนพืช และฆ่าเชื้อโรคพืช

เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน



สุดฤดี ประเทืองวงศ์ ชัยสิทธิ์ ปรีชา
สุพจน์ กาเซ็ม และ จารุวัฒน์ เถาธรรมพิทักษ์
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


โรคพืชเป็นปัญหาสำคัญต่อกระบวนการผลิตพืชและเกษตรกรมักใช้สารเคมีควบคุมในปริมาณและอัตราที่สูงขึ้นเป็นลำดับซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนกระตุ้นให้เชื้อโรคเกิดการดื้อสารและเป็นปัญหาของโรคระบาดที่รุนแรงมากกว่าเดิม การเกษตรในปัจจุบันจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องการเกษตรแบบยั่งยืนและการควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี

โดยในเรื่องของโรคพืชนั้น สุดฤดี ประเทืองวงศ์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร และผู้ร่วมงาน ได้ศึกษาวิจัยและคัดเลือกจุลินทรีย์ ที่มีประโยชน์ต่อระบบการผลิตพืชหลายสายพันธุ์ เช่น

1. Bacillus firmus KPS46 และ Lactobacillus sp. SW01/4 จากผิวใบถั่วเหลือง
2. Bacillus sereus SPt245 จากดินปลวก
3. Bacillus sp. KS217 จากเมล็ดงา

ที่สามารถควบคุมโรคและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้มากชนิด เช่น การชักนำให้พืชเจริญเติบโตและควบคุมโรคใบจุดนูน (X. axonopodis pv. glycines), แอนแทรคโนส (C. truncatum), โรคไวรัส (SMV และ SCLV), โรคเน่าคอดิน (Pythium sp. และ R. solani), และโรคที่ระบบรากอื่น ๆ (F. oxysporum, F. solani และ S. rolfsii) ของถั่วเหลือง ; โรคเน่าคอดินของอะคาเซียและสัก (P. aphanidermatum) ; โรคใบจุดแบคทีเรียของงา (P. syringae pv. sesami) ; โรคใบจุดทานตะวัน (Alternaria spp.) ; โรคใบไหม้ข้าวโพด (B. maydis) และ โรคใบไหม้ของหน้าวัว (X. campestris pv. dieffenbachiae) (ภาพที่ 1)



ภาพที่ 1. ความอุดมสมบูรณ์ของพืชที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเป้าหมาย ;
(ก.) ถั่วเหลือง, (ข.) สัก,(ค.) งา, และ (ง ) หน้าวัว ตามลำดับ


โดยแบคทีเรียเหล่านี้ส่งเสริมให้ราก ลำต้น และยอดพืชเจริญยืดยาวอย่างรวดเร็ว (เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช) ขนาดและสีสรรส่วนต่าง ๆ ของพืช ขยายใหญ่และเข้มขึ้นตามลำดับ (เกี่ยวข้องกับธาตุอาหาร/ปุ๋ย) ตลอดจนฆ่าและยับยั้งเชื้อโรคพืชหลายชนิด (เกี่ยวกับสาร secondary metabolites และการเจริญแข่งขันกับเชื้อโรค) วิธีการใช้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวสามารถประยุกต์ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ ใช้คลุกเมล็ด การคลุกเมล็ดร่วมกับการราดดิน ใช้ผสมในดินหรือวัสดุปลูก และการพ่นด้วย cell suspension รวมทั้งการพ่นด้วยสารเหลวที่กรองเอาเซลล์แบคทีเรียออก (cell free culture filtrate) ทั้งนี้การศึกษาประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ คือ KPS46 และ SW01/4

ในการควบคุมโรคสำคัญของถั่วเหลืองน้ำมันในสภาพแปลง ณ ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และแปลงปลูกถั่วเหลืองฝักสดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวิธีคลุกเมล็ดร่วมกับการพ่น cell suspension พบว่าเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการงอกของเมล็ด และส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าถั่วเหลืองได้ดี (PGPR) และสามารถลดความรุนแรงของโรคเป้าหมายได้ทัดเทียมกับการใช้สารเคมี (copper hydroxide และ streptomycin) ตลอดจนเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองได้มากกว่า 20%

นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อแบคทีเรียทั้ง 2 สายพันธุ์นั้น ยังสามารถชักนำให้พืชสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานการเข้าทำลายของเชื้อโรคพืชในสภาพธรรมชาติได้หลายชนิดในลักษณะของ induced systemic resistance (ISR) และจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองฝักสดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าแบคทีเรียสายพันธุ์เป้าหมายมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นให้พืชต้านทานต่อโรคสำคัญหลายชนิด รวมทั้งเพิ่มคุณภาพให้ฝักสมบูรณ์ได้มาตรฐานส่งออก โรคเหล่านั้นได้แก่ ใบจุดนูน ราน้ำค้าง แอนแทรคโนส (ฝักเป็น รอยเปื้อน) เน่าคอ ดินโคนเน่าและโรคเหี่ยว และโดยเฉพาะโรคไวรัส (SMV และ SCLV) ทีสร้างความเสียหายให้ถั่วเหลืองฝักสดป็น อย่างมาก ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณสูงเพื่อควบคุมโรคและแมลงพาหะของไวรัสดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตและถูกระงับการนำเข้าจากประเทศคู่ค้าดังเช่นที่เกิดกับผักแช่แข็งของประเทศจีน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรียเป้าหมายมีความสามารถในการลดการระบาดของพาหะแมลงพาหะ ส่งผลให้ถั่วเหลืองที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเป็นโรคไวรัสน้อยลง

การใช้แบคทีเรียที่อาศัยตามบริเวณรากและดินรอบรากพืช ที่มีความสามารถในการอยู่อาศัยร่วมกัน มาเพิ่มปริมาณและใส่ลงไปในดินปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการใช้ธาตุอาหารของพืช และ/หรือการกระตุ้นให้พืชเติบโตแข็งแรงตลอดจนการผลิตสารต่าง ๆ ออกมายับยั้งการเจริญของเชื้อโรค เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาในการใช้สารเคมี และช่วยส่งเสริมการทำการเกษตรดีที่เหมาะสม โดยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus sereus สายพันธุ์ SPt245 จากดินปลวกมีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชป่าไม้ทั้งกระถินเทพาและสักที่ปลูกภายใต้สภาพโรงเรือนอย่างมีนัยสำคัญ สามารถส่งเสริมความยาวราก ความสูงของพืชดังกล่าวได้ป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพในการควบคุมและลดความรุนแรงของโรคที่ระบบรากได้ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะนำเชื้อแบคทีเรีย PGPR สายพันธุ์ดังกล่าวไปปรับใช้ในการส่งเสริมการเจริญของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอื่น ๆ พืชป่าไม้ พืชอนุรักษ์ และ/หรือพืชโตช้า ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมระบบการปลูกป่าทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรียทุกสายพันธุ์ มีศักยภาพสูงในลักษณะของการเป็นเชื้อปฏิปักษ์ควบคุมโรคพืชได้อย่างครอบคลุมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส สามารถส่งเสริมการใช้ธาตุอาหารและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ตลอดจนชักนำให้พืชเกิดความต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคชนิดต่าง ๆ ได้กว้างขวาง ทั้งนี้สายพันธุ์เชื้อที่มีประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ และการผลิตในระดับเชิงอุตสาหกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดให้นำไปปรับใช้ในระบบการเกษตรแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น


http://www.rdi.ku.ac.th/exhibition/Year2548/01-KasetNational/Project/index_04.htm
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10888

ตอบตอบ: 10/10/2013 11:13 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลำดับเรื่อง ...


1,959. ปุ๋ยเคมีทำลายผืนดินไทยมหาศาล เร่งวิจัยจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษ

----------------------------------------------------------------------------------------------------



1,959. ปุ๋ยเคมีทำลายผืนดินไทยมหาศาล เร่งวิจัยจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษ


กรมพัฒนาที่ดินระบุผืนดินไทยกว่า 100 ล้านไร่เข้าขั้นเสื่อมโทรม ฉุดผลผลิตต่อไร่ลดฮวบแพ้ประเทศคู่แข่ง เพราะเกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยเคมีมายาวนานกว่า 50 ปี พร้อมเผยผลวิจัยจุลินทรีย์แก้ปัญหาดินเสื่อม ตั้งเป้าพัฒนาจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษสร้างโรงผลิตปุ๋ยในดิน ระบุหากประสบผลสำเร็จเกษตรกรจะไม่ต้องซื้อปุ๋ยอีกต่อไป ลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยเคมีมูลค่ามหาศาล

นับตั้งแต่ประเทศไทยปฏิวัติเขียวเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรพื้นบ้านเป็นการทำเกษตรแบบแยกส่วน เน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยวปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวในพื้นที่ติดต่อกันผืนใหญ่ในลักษณะของเกษตรอุตสาหกรรม ที่เน้นเพิ่มผลผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีการเกษตรต่างๆ เพื่อเพิ่มผลกำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ก่อผลเสียสะสมมาอย่างยาวนานจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 1 เท่าตัว รวมทั้งสุขภาพของเกษตรกร และผู้บริโภคก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ผลสำรวจพบที่ดิน 70% เสื่อมโทรม :
ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตของเกษตรกรมาสู่การพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชปรับเปลี่ยนผืนดินที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนไปสู่ความสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และรักษาผืนดินให้สามารถสร้างผลผลิตได้อีกยาวนาน โดยในขณะนี้พื้นที่ทำการเกษตรของไทยทั้งหมด 150 ล้านไร่ มีพื้นดินที่เข้าขั้นเสื่อมโทรมอยู่ถึง 100 ล้านไร่ หรือเกือบ 70% ของพื้นที่ทั้งประเทศ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่กรมพัฒนาที่ดินจะต้องเร่งเข้าไปแก้ไข

โดย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรมของไทยนับวันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตรเพิ่มขึ้นเพื่อคงระดับของผลผลิตไม่ให้ลดลง แต่การแก้ไขปัญหาตามแนวทางนี้ก็ยิ่งทำให้พื้นดินเสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์ประกอบดินที่อุดมสมบูรณ์จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ สัตว์ขนาดเล็กจำพวกใส้เดือนฝอยไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ใส้เดือน ปลวก มด ที่ทั้งหมดนี้จะมีหน้าที่ทำให้ดินมีความสมบูรณ์ แต่การใช้สารเคมีเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ และสัตว์ต่างๆเหล่านี้ตายลง ทำให้ที่ดินเสื่อมลงเรื่อยๆ

ปุ๋ยเคมีแพง ดันยอดใช้ปุ๋ยชีวภาพพุ่ง :
ดังนั้นในการฟื้นฟูให้ดินกลับขึ้นมาดีอีกครั้งจะต้องเริ่มที่การเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่างๆให้มีปริมาณเพื่มขึ้น และเมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้มีมากขึ้นสัตว์บำรุงดินน้อยใหญ่ก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามมา ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีต้นทางวัตถุดิบมาจากปิโตรเลียมก็มีราคาสูงขึ้น ทำให้มีเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพเพิ่มขึ้นก็ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 25%

ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เร่งวิจัยที่จะพัฒนาพันธุ์จุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงดินเพิ่มสารอาหารในดินให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ออกไปเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในป่าที่อุดมสมบูรณ์มาคัดแยกพันธุ์ให้ได้เชื่อจุลินทรีย์ที่ดีที่สุดนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.ชนิดต่างๆ ซึ่งลักษณะเด่นที่ทำให้จุลินทรีย์ในปุ๋ยชีวภาพต่างจากจุลินทรีย์ในกลุ่มอื่นๆคือความสามารถในการตรึงในโตรเจน เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร และความสามารถในการผลิตฮอโมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ พด.12 ที่สามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศและในพื้นดินให้เกิดประโยชน์กับพืช เพิ่อประสิทธิภาพในการย่อนสลายฟอสฟอรัส และโพแตสเซียมให้พืชนำขึ้นมาใช้ได้ รวมทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างฮอโมนกระตุเนการเจริญเติบโตของพืช

เร่งวิจัยตั้งโรงผลิตปุ๋ยในดิน :
อย่างไรก็ตามแม้ว่า พด.12 จะมีประสิทธิภาพที่ครบถ้วนในการบำรุงพืช แต่กรมฯยังได้ทุ่มวิจัยพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยได้วางเป้าว่าจะผลิตจุลินทรีย์เพื่อสร้างโรงปุ๋ยในดิน ทำให้เกษตรกรแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม ซึ่งได้พยายามปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ตรึงในโตรเจนที่ในปัจจุบันตรึงในโตรเจนได้เฉลี่ย 3 กิโลกรับต่อไร่ต่อปี เป็นเงินเฉลี่ย 97 บาทต่อไร่ ให้เพิ่มปริมาณการตรึงไนโตรเจนให้ได้ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งจะประหยัดค่าปุ๋ยในโตรเจนเป็นเงิน 440 บาทต่อไร่ ถ้าทำได้จะไม่ต้องพึ่งปุ๋ยในโตรเจนเลยในอนาคต

นอกจากนี้จะปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต ที่ในปัจจุบันละลายหินฟอสเฟตได้ 435 มิลกรัมต่อกิโลกรัม ให้เพิ่มขึ้นอีก 30-45% รวมทั้งปรับปรุงพันธุ์จุลินทรีย์ละลายโพแตสเซียมให้ละลายเพิ่มขึ้นจากสูตรเดิมอีก 30% และปรับปรุงจุลินทรีย์ให้เพิ่มฮอโมนออกซิน จากในขณะนี้ 56.17 ppm เพิ่มขึ้นเป็น 297 ppm ซึ่งจะทำให้ในอนาคตเพียงหว่านหินฟอสเฟต พืชก็สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยม่ต้องซื้อปุ๋ย และมีฮอโมนที่มากพอในการกระตุนการเจริญเติบโตให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผืนดินมีโรงงานสร้างปุ๋ยในดินได้เองโดยพึ่งพาปุ๋ยจากภายนอกน้อยมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง ลดการพึ่งพาสารเคมีมีสุขภาพดีขึ้น และยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับเป้าหมายการเตรียมพื้นที่ที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์จะจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2554 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะลงไปจัดตั้งกลุ่มให้ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมี ฝึกปฏิบัติในพื้นที่ สอนการบริหารกลุ่มให้เข้มแข็ง และมีการตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้เกษตรกรทั้งประเทศให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะค่านิยมในการใช้ปุ๋ยเคมีฝั่งแน่นในเกษตรกรไทยมายาวนานกว่า 50 ปี และการใช้ปุ๋ยเคมีก็มีความสะดวกสบายเห็นผลได้เร็วกว่า ต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้องลงมือผลิตเอง และใช้เวลาการในการหมักให้ได้คุณภาพ

ดันจุลินทรีย์ปราบศัตรูพืชทดแทนสารเคมี :
ไม่เพียงเท่านั้น กรมพัฒนาที่ดินยังได้วิจัยจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการปราบศัตรูพืชและรักษาโรคพืชด้วย เช่น ซุปเปอร์ พด.3 มีจุลินทรีย์ควบคุมเชื่อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช ซึ่งจุลินทรีย์นี้สามารถสร้างสารปฏิชีวนะออกมายับยั้งเชื่อที่ก่อให้เกิดโรคพืช หรือจุลินทรีย์ที่สามารถขับเอนไซม์ออกมาทำลายผนังเซลทำให้เส้นใยเชื้อโรคพืชแตกสลาย นอกจากนี้ยังมีสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ที่มีจุลินทรีย์ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งกรมพัฒนาที่จะจะพย่ายามผลิตจุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรให้มากที่สุด โดยผลผลิตที่ได้ก็จะปลอดจากจากเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งยังทำให้พื้นดินมีความสมบูรณ์เหมาะกับการขยายผลผลิตรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจชาติในอนาคต



http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104645
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 72, 73, 74  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 74

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©