online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-นานาสาระเรื่องเกษตร.
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - นานาสาระเรื่องเกษตร.
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

นานาสาระเรื่องเกษตร.
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 72, 73, 74  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 29/07/2013 10:34 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,950. การใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน


การใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน (fertigation) หมายถึง การใส่ปุ๋ยเคมีที่ละลายง่ายในระบบชลประทาน เพื่อให้พืชได้รับปุ๋ยพร้อมกับน้ำ สำหรับปุ๋ยที่ใช้ก็กำหนดให้มีชนิดของธาตุอาหารสัดส่วนของแต่ละธาตุและความเข้มข้นของปุ๋ยที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด


การใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำ หรือการใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน ซึ่งวิธีนี้มีข้อดีดังนี้ คือ
1.ประหยัดแรงงานในการขนปุ๋ยและหว่านปุ๋ย

2.กำหนดการให้ปุ๋ยได้สะดวกและสอดคล้องกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต

3. การกระจายของปุ๋ยสม่ำเสมอ เนื่องจากอยู่ในรูปของสารละลายที่เคลื่อนย้ายไปพร้อมกับน้ำแต่ก็สามารถควบคุมการกระจายของปุ๋ยได้ โดยให้ปุ๋ยส่วนมากอยู่ในเขตรากจึงไม่มีปัญหาการปนเปื้อนของน้ำใต้ดิน

4. เป็นการแบ่งใส่ปุ๋ยทีละน้อยจึงมีประสิทธิภาพของการใช้สูงเนื่องจากสูญเสียน้อย

การใช้ปุ๋ยร่วมกับการชลประทานจะได้ผลดีเมื่อเลือกใช้ระบบการให้น้ำแบบไมโครได้แก่ ระบบน้ำหยดและระบบฉีดฝอยซึ่งใช้หัวฉีดฝอยขนาดจิ๋วสำหรับระบบการให้น้ำแบบหยด มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือเครื่องสูบน้ำ ระบบท่อหัวจ่ายน้ำหยด เครื่องกรอง เครื่องให้ปุ๋ยหรืออัดฉีดปุ๋ย และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น มาตรวัดแรงดันน้ำและประตูน้ำ สำหรับระบบที่ใช้หัวจ่ายน้ำแบบฉีดฝอยขนาดจิ๋ว สามารถให้น้ำและปุ๋ยคลุมพื้นที่ใต้ทรงพุ่มได้กว้างกว่าหัวน้ำหยดมาก ส่วนเครื่องกรองที่ใช้ไม่ซับซ้อนเหมือนระบบน้ำหยด เนื่องจากปัญหาการอุดตันมีน้อยกว่า


ปุ๋ยเคมีที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมในระบบชลประทาน มีสมบัติดังนี้
1) สภาพการละลายน้ำได้สูงไม่มีสิ่งเจือปนที่เป็นตะกอน

2) เลือกปุ๋ยที่มีจำนวนธาตุอาหารและสัดส่วนของธาตุเหล่านั้นสอดคล้องกับธาตุที่ดินขาดแคลนและเหมาะกับแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

3) เนื่องจากปุ๋ยประเภทนี้ราคาค่อนข้างแพงจึงต้องเปรียบเทียบราคาของปุ๋ยชนิดเดียวกัน และเลือกซื้อที่มีราคาต่อหน่วยธาตุอาหารต่ำที่สุด

เนื่องจากปุ๋ยเคมีบางชนิดเมื่อนำมาละลายร่วมกันในน้ำชลประทานปุ๋ยอาจจะทำปฏิกิริยากันแล้วเกิดตะกอนซึ่งมีผลเสียดังนี้คือ สูญเสียปุ๋ยเนื่องจากต้องกรองตะกอนนี้ออกไปต้องล้างอุปกรณ์การกรองบ่อยขึ้นกว่าเดิม และหากตะกอนเหล่านี้เล็ดลอดผ่านแผ่นกรองไปได้ก็จะก่อปัญหาการอุดตันของท่อละหัวจ่ายน้ำ จึงควรทดสอบก่อนว่าปุ๋ยที่จะนำมาใช้ร่วมกันมีปัญหาการตกตะกอนเมื่อนำมาผสมในความเข้มข้นที่ใช้จริงหรือไม่

การกำหนดแผนการใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำแก่พืชต้องพิจารณาปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ ชนิดของดิน ความต้องการธาตุอาหารของพืช และปริมาณน้ำที่ให้แต่ละครั้ง ต่อจากนั้นก็พิจารณากำหนด

1. อัตราปุ๋ย หมายถึงจำนวนกรัมของแต่ละธาตุที่พืชควรได้รับในการให้น้ำครั้งหนึ่ง

2. ความเข้มข้นของปุ๋ยอาจกำหนดหน่วยเป็นมิลลิกรัมของแต่ละธาตุในสารละลาย 1 ลิตร (เช่น มก.ธาตุ/ลิตร) หรือความเข้มข้นที่มีหน่วยเป็นน้ำหนักของปุ๋ยที่ใช้ละลายน้ำ เช่น ใช้ปุ๋ย 0.5 กรัม/ลิตร หมายความว่าใช้ปุ๋ยหนัก 0.5 กรัม ละลายในน้ำชลประทาน 1 ลิตร หรือเมื่อพืชได้รับน้ำ 1 ลิตร ก็จะได้ปุ๋ย 0.5 กรัมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้พืชได้รับแต่ละธาตุในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และความเข้มข้นไม่สูงเกินไปจนเป็นอันตรายต่อรากพืช

เพื่อป้องกันมิให้รากพืชเป็นอันตรายเนื่องจากการใช้ปุ๋ยที่มีความเข้มข้นสูงเกินไป จึงควรศึกษาความเข้มข้นของสารละลายปุ๋ยที่ควรใช้ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพื่อให้ได้ความเข้มข้นที่เหมาะสม สำหรับพืชทั่วไปความเข้มข้นของธาตุอาหาร 100 มก./ลิตร นับว่าไม่สูงเกินไป


เนื่องจากความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารที่ใช้ไม่อาจกำหนดให้สูงเกินระดับที่เหมาะสม ดังนั้นปริมาณปุ๋ยซึ่งพืชในพื้นที่จะได้รับจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำชลประทานที่ให้แต่ละครั้ง สำหรับปริมาณน้ำที่ใช้ร่วมกับการจ่ายปุ๋ยขึ้นอยู่กับ

1) อัตราการซาบซึมน้ำของดิน หากให้น้ำในอัตราที่เร็วกว่าความสามารถของดินที่จะซาบซึมลงไปได้ทัน จะมีน้ำบ่าไหลผ่านผิวดินออกไป และ

2) ความจุความชื้นของดิน หากดินมีความจุความชื้นสูงและความชื้นเดิมของดินไม่มากนัก ก็ให้น้ำได้มากและดินก็ได้รับปุ๋ยมากด้วย แต่ถ้าให้น้ำมากเกินความจุที่ดินจะรับไว้ได้ น้ำส่วนเกินจะไหลเลยเขตรากและชะล้างธาตุอาหารลงไปด้วย


สำหรับอัตราปุ๋ยแต่ละธาตุที่ควรใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการคือ
1) ปัจจัยด้านพืชซึ่ง ได้แก่ ชนิด ขนาด และอายุของพืชกับปริมาณของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกไปในแต่ฤดูกาลผลิต

2) ปัจจัยด้านดินซึ่งได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของดินความจุในการตรึงธาตุอาหารของดินจากปุ๋ยที่ใส่ และการสูญเสียธาตุอาหารจากดินโดยกระบวนการธรรมชาติ

หลักการสำคัญของการใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน คือ ให้ทีละน้อยตามความต้องการของพืชเหมือนกับป้อนอาหารให้เด็กด้วยช้อนทีละคำจนอิ่ม การให้ปุ๋ยแบบนี้พืชจึงได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยและสูญหายน้อย อย่างไรก็ตามข้อมูลสำคัญซึ่งใช้ในการพิจารณากำหนดอัตราปุ๋ย ก็คือ ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตพืชต้องการแต่ละธาตุในปริมาณเท่าใด



http://www.sfst.agr.ku.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=64:2010-10-07-03-01-06&catid=35:articles&Itemid=62
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 01/08/2013 11:41 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,951. 10 ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก

เรียบเรียง: กรวิกา วีระพันธ์เทพา


“ต้นไม้คือสิ่งมีชีวิตอันน่ามหัศจรรย์ มันให้ร่มเงา ให้อาหาร ให้ความอบอุ่น และปกป้องสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ให้แม้กระทั่งร่มเงาแก่คนที่ถือด้ามขวานเพื่อจะตัดมัน” – พระพุทธเจ้า

โลกของเราอาจจะมีต้นไม้ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามอยู่เป็นร้อยต้น แต่ในจำนวนนี้ คือต้นไม้ที่พิเศษจริงๆ




อันดับ 10 “สนไซปรัสเดียวดาย” ที่มอนเตร์เรย์

สนไซปรัสต้นนี้ ตั้งปะทะลมหนาวจากมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ที่ชายหาดเพ็บเบิล ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โตมาก แต่ก็แทนที่ด้วยตำแหน่งที่อยู่อันสวยงามเสมือนรูปปั้น ด้วยการตั้งอยู่โดดเดี่ยวอย่างสง่างาม ล้อมรอบด้วยทัศนียภาพของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีก




อันดับ 9 “ต้นวงแหวน”

แอ็กเซิล เออร์แลนสัน เกษตรกรปลูกถั่ว ได้ดัดแปลงต้นไม้ด้วยการเล็ม บิด และทาบกิ่งจนกลายเป็นรูปทรงอันน่ามหัศจรรย์ ซึ่งเรียกว่า “ต้นวงแหวน” (Circus Trees)
เออร์แลนสันเป็นคนที่เก็บตัวและปฏิเสธที่จะเปิดเผยวิธีการปลูกของเขา อย่างไรก็ตาม ต่อมา ไมเคิล บองแฟงต์ เศรษฐีรายหนึ่งได้ซื้อต้นไม้ต้นนี้ไปปลูกที่สวนสนุกของเขาที่สวนบองแฟงต์ที่เมืองกิลรอยในปี 1985




อันดับ 8 “นายพลเชอร์แมน” ต้นซีคัวยายักษ์

ต้นซีคัวย่ายักษ์ซึ่งเติบโตเฉพาะที่เมืองเซียร์ราเนวาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ในเชิงปริมาณ) ซึ่งต้น ซีคัวยายักษ์ที่ใหญ่ที่สุดคือต้น “นายพลเชอร์แมน” อยู่ในอุทยานแห่งชาติซีคัวยา มีลำต้นสูงถึง 83.8 เมตร และหนักกว่า 6,000 ตัน

“นายพลเชอร์แมน” มีอายุประมาณ 2,200 ปี แต่ละปี ต้นนี้จะมีเนื้อไม้เพิ่มพอจะทำให้มันสูงได้ถึง 60 ฟุต ไม่น่าแปลกใจที่นักธรรมชาติวิทยา จอห์น มิวร์ ได้กล่าวไว้ว่า “ต้นไม้ใหญ่เป็นผลงานชิ้นโบแดงจากป่าของธรรมชาติ และตั้งแต่ผมได้รู้จักมา มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”




อันดับ 7 “เรดวู้ดชายฝั่ง”

ถือเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งในพันธุ์ซีคัวยา ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ ต้นเรดวู้ดถือเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก

นี่ยังไม่ใช่ความน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหมดเกี่ยวกับเรดวู้ดชายฝั่ง เพราะยังมีต้นแคลิฟอร์เนียเรดวู้ดยักษ์ถึง 4 ต้น ซึ่งใหญ่ขนาดที่ว่าเราสามารถขับรถผ่านได้

ต้นไม้ที่รถผ่านได้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือต้น “แชนเดอเลียร์” ที่แคลิฟอร์เนีย มีความสูงกว่า 96 เมตร ซึ่งช่องมีความกว้าง 1.8 เมตร และสูง 2.7 เมตร ซึ่งถูกตัดเป็นช่องเมื่อทศวรรษ 1930




อันดับ 6 “โอ๊คชาเปล” แห่งชุมชนอัลลูวิลล์ แบลฟอซ

ต้นโอ๊คชาเปลเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นทั้งอาคารและสถานที่สำคัญทางศาสนาในหนึ่งเดียว

ในปี 1669 บาทหลวงแห่งเมืองเดอทรัวต์ กับ แซร์โซตัดสินใจสร้างโบสถ์น้อยในต้นไม้ที่มีอายุกว่า 500 ปี (ในขณะนั้น) ซึ่งเป็นโพรงเพราะถูกฟ้าผ่า บาทหลวงได้สร้างแท่นบูชาเล็กๆ หน้าพระแม่มารี ต่อจากนั้นก็ได้มีการสร้างโบสถ์น้อยแห่งที่สองและบันไดเพิ่มขึ้นมา

ปัจจุบันบางส่วนของต้นไม้ได้ตายไปแล้ว และส่วนยอดก็มีขนาดเล็กลงทุกปี และเปลือกของต้นไม้ที่ร่วงโรยตามอายุขัย ก็ถูกปกป้องไว้ด้วยไม้โอ๊คบางๆ มีการใช้เสาและสายเคเบิ้ลช่วยค้ำยันต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้ ซึ่งตามจริงแล้ว อาจจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม ในทางสัญลักษณ์แล้ว ดูเหมือนว่าต้นนี้จะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์




อันดับ 5 “แพนโด” ต้นแอสเพนอันสูงใหญ่

ต้นแพนโดในรัฐยูทาห์ ประกอบไปด้วยกว่า 47,000 กิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ 107 เอเคอร์ (ประมาณ 433,029 ตารางเมตร) หนักประมาณ 6,600 ตัน ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่หนักที่สุด แม้ว่าเฉลี่ยแล้วแต่ละกิ่งก้านนั้นมีอายุประมาณ 130 ปี แต่ถ้านับรวมหมดทั้งต้นแล้วมันมีอายุได้ประมาณ 80,000 ปีเลยทีเดียว




อันดับ 4 “ทูล” ต้นสนมอนเตซูมา

ต้นทูลเป็นต้นไม้ใหญ่ในตระกูลสนมอนเตซูมา ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโออาซากา ประเทศเม็กซิโก มีขนาดลำต้นโดยรอบ 58 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น 11.3 เมตร ซึ่งมีความหนามากเสียจนผู้คนพูดว่าแทนที่คุณจะโอบกอดมัน มันกลับโอบกอดคุณแทน




อันดับ 3 “ศรีมหาโพธิ์” ต้นไทรอันยิ่งใหญ่

ต้นไทรหรือ Banyan ตั้งชื่อตาม “banians” หมายถึงพ่อค้าชาวฮินดูที่ค้าขายของต่างๆ ต้นไม้ต้นนี้มีกระโจมขนาดใหญ่พร้อมกับรากอากาศที่ห้อยลงมาจากกิ่งจรดพื้น

หนึ่งในประเภทของต้นไทรที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือต้นโพธิ์ หรือต้นศรีมหาโพธิ์ที่เมือง อนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา กล่าวกันว่า เป็นต้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตอายุมากที่สุดในโลกที่มนุษย์เป็นผู้ปลูก



อันดับ 2 “สนบริสเซิลโคน" ต้นไม้อายุมากที่สุดในโลก

ต้นเมธทูเซลาห์ ตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 3,353 เมตร และมีอายุถึง 4,838 ปี ต้นไม้ต้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นต้นไม้ที่อายุมากที่สุด แต่ถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อายุมากที่สุดในโลกด้วย



อันดับ 1 “ต้นเบาบับ”

ต้นเบาบับหรือต้นขนมปังลิงอันแสนมหัศจรรย์นี้ สามารถโตได้สูงเกือบ 30 เมตร และกว้าง 11 เมตร รูปทรงอันเป็นลักษณะเฉพาะของเบาบับคือ ลำต้นที่พองโตเป็นส่วนกักเก็บน้ำ ต้นเบาบับสามารถเก็บน้ำได้มากถึง 120,000 ลิตร ไว้รับมือกับสภาวะอากาศแห้งแล้ง

ต้นเบาบับมีถิ่นกำเนิดที่มาดากัสการ์ (ซึ่งถือเป็นต้นไม้ประจำชาติด้วย) บนแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกา และที่ประเทศออสเตรเลีย โดยเราสามารถพบกับ “ทุ่งเบาบับอันยิ่งใหญ่ที่สุด” ได้ที่ “ถนนเบาบับ” ในประเทศมาดากัสการ์

ที่มา www.neatorama.com



http://www.greenworld.or.th/greenworld/foreign/625

คลิก :
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&p=5124&sid=35145b5a2b17416e4ca3c4848e494cd6#5124
มหัศจรรย์ ต้นไม้ยักษ์ "เบาบับ"

.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 03/08/2013 4:38 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,952. สารอินทรีย์สกัด ต้านไวรัสมะละกอ

















ประเทศไทย มะละกอเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกร เนื่องจากมะละกอเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็ว มีตลาดรองรับค่อนข้างกว้าง ตัวอย่าง เช่น เกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรีที่ปลูกมะละกอในพื้นที่ 8 ไร่จะมีรายได้ถึงประมาณ 1,000,000 บาทต่อปี ทั้งตลาดมะละกอดิบ มะละกอสุก มะละกอส่งโรงงาน และผลิตภัณฑ์มะละกอเพื่อตลาดส่งออก

ซึ่งในปี 2551-2553 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตมะละกอถึง 201,099-211,594 เมตริกตัน และจัดเป็น 1 ใน 10 ประเทศในโลกที่มีการส่งออกมะละกอจำนวนมาก แต่ก็ยังมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 1.95%ของตลาด การปลูกมะละกอเพื่อการค้าในบ้านเราก็มีความหลากหลายของสายพันธุ์มากขึ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากโรคใบด่างจุดวงแหวน ที่เป็นอุปสรรคในการผลิตมะละกอ

โรคใบด่างจุดวงแหวน หรือไวรัสวงแหวน ถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากที่สุดเป็นมหันตภัยร้ายของการปลูกมะละกอทั่วโลก โดยโรคนี้เคยมีการระบาดรุนแรงครั้งแรกเมื่อปี 2492 ที่หมู่เกาะฮาวาย หลังจากนั้นก็ระบาดไปทั่วโลก สำหรับประเทศไทยได้พบการระบาดครั้งแรกในปี 2518 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขยายความรุนแรงขึ้นทุกปีจนทำลายล้างมะละกอในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างสิ้นเชิงในปี 2524 ต่อมาการระบาดได้ลุกลามไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยในปี 2545 โรคนี้ระบาดไปทั่วประเทศไทย สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ปลูกมะละกอกว่า 80% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด และในปัจจุบันก็ยังไม่มีหน่วยงานใดให้คำตอบในการแก้ปัญหานี้ได้

แม้จะมีความพยายามนำมะละกอ จีเอ็มโอ เข้ามาเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่วางใจจากสังคมว่าจะไม่ก่อผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เกษตรกรจำนวนมากจะเสียโอกาสในการสร้างรายได้ และอุตสาหกรรมของประเทศที่ใช้มะละกอเป็นวัตถุดิบจะได้รับผลกระทบ

จากประสบการณ์ในภาคสนามที่ผ่านมา ของคุณพิสุทธิ์ ศุภนาค นักวิชาการอิสระมีข้อสังเกตว่า โรคใบด่างจุดวงแหวนในมะละกอมีความเชื่อมโยงกับการผสมข้ามสายพันธุ์ ที่มุ่งเพิ่มผลผลิตและการสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว การดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้เกิดการกดทับภูมิต้านทานที่มีอยู่ในพันธุกรรมดั่งเดิม ประกอบกับการที่มะละกอถูกเร่งผลผลิตอย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มะละกอดูดกินแร่ธาตุในดินต่อเนื่องจนดินในแปลงหมดความอุดมสมบูรณ์ แต่เกษตรกรเติมแร่ธาตุให้ไม่เพียงพอและไม่ทันความต้องการของพืช ความสมบูรณ์จึงถดถอยลงเรื่อยๆ จนง่ายต่อการถูกโจมตีจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วในธรรมชาติ โดยเฉพาะโรคไวรัสวงแหวน

แนวทางแก้ปัญหา คือ การส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยเติม ธาตุอาหาร ให้แก่มะละกอ ทั้งยังควรมี จุลินทรีย์ ที่มาร่วมกันปรับโครงสร้างธาตุอาหารจากดินมาเพิ่มเติม และสิ่งธาตุอาหารที่เหมาะสมกับมะละกอ ซึ่งในขณะนี้เปรียบเหมือนคนป่วยไข้ จะต้องเป็นธาตุอาหารที่มี โมเลกุลเล็กกว่าปกติ ที่ทำให้พืชสามารถดูดกินได้ง่าย ได้มีการนำสารสกัดไปใช้แก้ปัญหาในสวนมะละกอที่ถูกไวรัสวงแหวนโจมตีใน 2 ระดับอาการ คือ

สวนที่ถูกคุกคามขั้นเริ่มต้น คือ ยอดหรือใบอ่อนของมะละกอส่วนใหญ่แสดงอาการเหลืองซีด มีลักษณะเป็นรอยบุ๋มไม่เรียบ มีอาการด่าง มีขนาดใบเรียวเล็กลง ลูกและดอกใหม่ร่วง สวนนี้ใช้ สารอินทรีย์สกัดต้านไวรัสมะละกอ จำนวน 800 ซีซี ฉีดพ่นทุก 3 วัน ในอัตราส่วน 2 ฝา ต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับสารบำรุงดิน ในอัตราส่วนเดียวกัน ในการรักษา 24 วัน โดยในเวลา 10 วัน เริ่มเห็นการแตกยอดอ่อนขึ้นใหม่ ยอดที่แตกใหม่จะอวบใหญ่กว่าเดิม และในสัปดาห์ต่อมาก็เริ่มมีดอกเกิดขึ้น

สวนที่ถูกคุกคามขั้นรุนแรง คือ บนก้านใบ ก้านดอก และตรงส่วนครึ่งบนของลำต้นของมะละกอส่วนใหญ่ พบรอยช้ำเป็นขีด ๆ มีสีเขียวเข้มทั้งลำต้น ลูกและดอกใหม่ร่วง การติดผลไม่มีให้เห็น บางต้นมีอาการถึงขนาดที่ผลของมะละกอมีเนื้อแข็งกระด้าง เนื้อผลสุก มีลักษณะเป็นไต มีรสขม และมีรอยช้ำเป็นจุด ต้นเตี้ยแคระแกร็น ใบแคบหยิกงอไม่สมส่วน บางครั้งจะเล็กเรียวชะลูดแหลม และเมื่อเชื้อลามถึงยอด ยอดจะเหลือง มีขนาดเล็กลงและตายในที่สุด

สวนนี้ใช้ สารอินทรีย์สกัดต้านไวรัสมะละกอ จำนวน 1,400 ซีซี ฉีดพ่นทุก 3 วัน ในอัตราส่วน 5 ฝา ร่วมกับสารบำรุงดินในอัตราส่วน 2 ฝา ต่อน้ำ 20 ลิตร การรักษา ใช้เวลาประมาณ 35 วัน จากวันที่เริ่มจนถึงวันที่ 25 วัน ก็เริ่มเห็นการแตกยอดอ่อนขึ้นใหม่อย่างประปราย และในสัปดาห์ต่อมายอดที่แตกใหม่เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น มีดอกเกิดขึ้น.


http://www.dailynews.co.th/agriculture/207895
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 16/08/2013 2:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,953. สารช่วยเร่งอัตราการสังเคราะห์แสงในพืช


สูตรโครงสร้างทางเคมีที่เห็นนี้ มีชื่อเรียกทางเคมีว่า

2-Hydroxyethyl trimethylammonium chloride; Choline chloride, FCC Grade; 2-hydroxy-N,N,N-trimethylethanaminium chloride; 2-hydroxy-N,N,N-trimethylethanaminium chloride hydrochloride (ชื่อยาวเฟื้อยจริงเจียว)

แต่ชื่อเคมีในภาษาจีนนั้นสั้นๆแค่อักษร 4 ตัวเท่านั้นเอง 氯化胆碱 อ่านว่า ลวี่ฮว่าต่านเจี่ยน เป็นสารประกอบคลอไรด์ชนิดหนึ่ง (หนึ่งในไวตามินบีคอมเพลกซ์) ใช้เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์ จากผลงานวิจัยเพิ่มเติมพบว่า สาร ลวี่ฮว่าต่านเจี่ยน ยังมีคุณสมบัติในการเพิ่มอัตราเร่งของขบวนการ แสงสังเคราะห์ (หรือสังเคราะห์ด้วยแสง) ในพืชได้ดียิ่ง ช่วยเพิ่มผลผลิตของพรรณพืชนานาชนิดที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน

ข้าวสาลี ข้าว ที่ได้รับสารชนิดนี้ในช่วงตกรวง จะช่วยการแตกรวงเพิ่มขึ้น ติดเมล็ดมากขึ้น หรือฉีดพ่นในช่วงเป็นน้ำนม ก็จะเร่งน้ำนมเร็วขึ้น เมล็ดข้าวจะเต่งตึง ได้น้ำหนัก เมล็ดลีบแทบจะไม่มีให้เห็น ในหนึ่งพันเมล็ดจะได้น้ำหนักเพิ่ม 2 ถึง กรัม ทั้งยังสามารถได้กับ ข้าวโพด อ้อย มันฝรั่ง ผักกาดหัว หอมใหญ่ ฝ้าย ยาสูบ พืชผักทุกชนิด รวมทั้งไม้ผลที่ ให้ผลชัดเจน แม้สภาพแวดล้อมจะไม่เป็นใจก็ตาม โดยเฉพาะพืชหัวใต้ดิน ใช้ฉีดพ่น 2–3 ครั้งในช่วงเริ่มลงหัว จะทำให้หัวขยายใหญ่กว่าปกติ เนื้อแน่น ได้น้ำหนักมาก พืชจำพวกไม้ดอก ไม้ประดับก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน

ปัจจุบันได้มีการผลิตออกจำหน่ายในรูปของสารละลาย ซองละ 20 CC. ผสมกับน้ำ 30 ลิตร ฉีดพ่นให้ทางใบ ควรฉีดพ่นในช่วงเช้า ก่อน 10 โมง หรือ ช่วงบ่าย หลัง 4 โมงเย็นไปแล้ว หากคล้อยหลังไปแล้ว เกิดเจอฝนภายใน 6 ชั่วโมง ต้องทำการฉีดพ่นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง





http://www.eco-agrotech.com
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 19/08/2013 7:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,954. 'ทุเรียนกางแขน' ตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนการผลิต














ช่วงนี้ผลไม้จากภาคตะวันออก ได้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะทุเรียน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ซึ่งทุเรียนมีอยู่ด้วยกันหลากหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมบริโภคและเป็นพันธุ์การค้าในประเทศไทยมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง ก้านยาว และชะนี ถึงแม้ว่าราคาจำหน่ายทุเรียนนั้นค่อนข้างสูง แต่ผู้บริโภคทราบหรือไม่ว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนก็สูงเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีปัญหาหลายด้านที่อาจกระทบต่อการผลิตทุเรียนในอนาคต

นายสมบัติ ตงเต๊า ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก มักประสบปัญหากับต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากทุเรียนเมื่อปลูกไปหลายปีทรงพุ่มของต้นทุเรียนจะสูงมาก โดยมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 เมตร นอกจากนี้ระยะการปลูกแบบเก่าที่นิยมอยู่ที่ 10x10 เมตร ทำให้ทรงพุ่มหนาแน่น แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านมายังกิ่งข้างล่างได้ทั่วถึง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืชและยังก่อให้เกิดปัญหาโรคและแมลงด้วย เพราะการจัดการดูแลต้นทุเรียนกระทำได้ค่อนข้างยากลำบาก ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากค่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ที่สำคัญเมื่อต้นทุเรียนมีความสูงมากต้องอาศัยแรงงานในการเก็บเกี่ยวซึ่งปัจจุบันค่อนข้างขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร

ดังนั้นศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงได้ทำการศึกษาวิจัยในการออกแบบสวนทุเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุเรียน เรียกว่า การทำทุเรียนกางแขนโดยดำเนินการในทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวมุ่งเน้นตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาของเกษตรกร 3 อย่าง ได้แก่ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต และเพิ่มความสะดวกในการนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าไปในพื้นที่

วิธีการดำเนินการใช้เทคโนโลยีในการจัดระบบการปลูกทุเรียนแบบใหม่ที่มีการควบคุมและสร้างทรงพุ่มของทุเรียน โดยกำหนดระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 3x13 เมตร เนื่องจากจะบังคับทรงพุ่ม

ให้กิ่งของทุเรียนกางออกด้านข้าง ข้างละ 5 เมตร ซึ่งจะเหลือพื้นที่ตรงกลางระหว่างแถวอีก 3 เมตร สำหรับนำเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาดูแลพื้นที่ได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้จะจำกัดความสูงของต้นไม่เกิน 5 เมตรเท่านั้น เพื่อง่ายต่อการจัดการสวนทุเรียน

การจัดสวนทุเรียนรูปแบบใหม่ จะส่งผลให้ต้นทุเรียนมีความโปร่งมากขึ้น เพราะจะเน้นจำนวนกิ่งที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตมากในต้น โดยจะมีกิ่งประมาณ 12-14 กิ่งต่อต้น เมื่อทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดจะส่องผ่านอย่างทั่วถึง อากาศถ่ายเทสะดวกเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืช และเมื่อควบคุมความสูงให้มีขนาดต้นเตี้ยจึงเหมาะสมต่อการผสมเกสรเพื่อชักนำการออกดอกของต้นทุเรียน รวมทั้งสามารถควบคุมดูแลปัญหาโรคและแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย

ถึงแม้ว่าการจัดสวนทุเรียนแบบที่ไม่เน้นจำนวนกิ่งจะทำให้ผลผลิตต่อต้นลดลง แต่การปลูกระยะชิดขึ้นจะทำให้ได้ต้นทุเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณ 16-20 ต้นต่อไร่ เป็น 30-40 ต้นต่อไร่ ก็จะทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญผลผลิตจะมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องด้วยระบบการจัดการที่ดีขึ้น ขณะที่การตัดแต่งกิ่งสามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักที่สูงกว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตอื่นทั้งหมด ถ้าลดต้นทุนการใช้สารเคมีลงได้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนได้มากทีเดียว โดยมีเกษตรกรบางรายได้ทดลองตัดแต่งให้ทุเรียนมีความสูงไม่เกิน 3.5 เมตร สามารถลดการใช้สารเคมีได้ถึง 4 เท่า ขณะที่ต้นทุเรียนให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีในปริมาณที่เท่ากับต้นสูง

เกษตรกรท่านใดสนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าไปศึกษาดูงานวิจัยทุเรียนกางแขนได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ต.ตะปอน อ.เมือง จ.จันทบุรี โทร. 0-3939-7030.



http://www.dailynews.co.th/agriculture/119267



แต่งกิ่งทุเรียน |
vdo.wholeclip.com/?w=l0PUIJE4VPo


.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 22/08/2013 7:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,955. รู้จัก “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีนาโน” มีทุกอย่างในกระสอบเดียว


ใครๆ ก็รู้ว่า “ปุ๋ยอินทรีย์” นั้นดีต่อดินแค่ไหน แต่กว่าจะให้ผลผลิตที่ดีต้องใช้เวลานาน ต่างจากปุ๋ยเคมีที่เห็นผลได้ชัดและเร็วกว่า หากก็ต้องยอมรับถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และการสูญเสียปุ๋ยได้ง่ายตามสภาพแวดล้อม จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาปุ๋ยที่ผสมผสานข้อดีของปุ๋ยทั้งสองชนิดไว้ด้วยกัน

“เดิมชาวบ้านใช้ปุ๋ยเคมี 100% ซึ่งแพงมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว ใช้เพียงปุ๋ยเคมีแค่ 20% ผสมกับปุ๋ยคอกอีก 80% ก็เพียงพอ และ ประสิทธิภาพยังใกล้เคียงกัน แต่ลดค่าใช้จ่ายลงถึง 50%” ดร.สุริยา สาสนรักกิจ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และหัวหน้าโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงปุ๋ย

จุดเริ่มต้นของการพัฒนาปุ๋ยที่เหมาะสมต่อพืชและดินในการเพาะปลูกนั้น ดร.สุริยา เล่าว่า เริ่มจากเห็นปัญหาดินเสื่อมจากการใช้ปุ๋ยเคมี และไทยยังปุ๋ยเคมีใช้เองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และต้นทุนยังแพงขึ้นทุกปี อีกทั้งยังมีงานวิจัยชี้ว่าปุ๋ยเคมีทำให้ดินแข็งและมีการสูญเสียอย่างรวดเร็วจนพืชนำไปใช้ไม่ทัน จึงมองหาทางแก้ดินเสื่อมและลดค่าใช้จ่าย

“สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือการนำสิ่งของเหลือใช้ในชุมชนมาผลิตปุ๋ย ทำให้ดินร่วนซุย จากนั้นพืชก็จะดูดซับอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งตามชุมชนเขาก็เลี้ยง เป็ด ไก่ วัว ควาย ซึ่งมูลที่ได้เขาก็รู้ว่าเอามาทำปุ๋ยได้ แต่ปัญหาถ้านำปุ๋ยคอกไปใช้เลยนั้นจะเกิดวัชพืช เพราะในมูลสัตว์มีเมล็ดวัชพืชอยู่ และยังมีพยาธิ มีเชื้อโรคอยู่ด้วย เราจึงนำความรู้ไปช่วยให้เขาทำปุ๋ยหมักจากปุ๋ยคอก” ดร.สุริยา กล่าว

เมื่อได้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว จึงนำไปผสมกับปุ๋ยเคมี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ปุ๋ยเคมี เมื่อปุ๋ยเคมีถูกใช้หรือละลายไปหมดแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงดินทำให้พืชดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น โดยการผสมปุ๋ยนั้นจะตามสัดส่วนความต้องการของพืช รวมถึงสภาพดินในแต่ละพื้นที่ เรียกว่าเป็น “ปุ๋ยสั่งตัด” ที่นำสารอาหารไปให้พืชอย่างตรงตามความต้องการ

โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยงบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 278 ล้านบาท และสร้างโรงปุ๋ยทั่วประเทศทั้งหมด 317 โรง ซึ่ง วว.จะสนับสนุนในเรื่องการฝึกอบรมและทดสอบประสิทธิภาพปุ๋ย ส่วนวัตถุดิบและแรงงานในการผสมปุ๋ยเป็นสิ่งที่ทางชุมชนต้องลงทุนเอง โดยปัจจุบันมีสูตรปุ๋ยพื้นฐานสำหรับพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมันและไม้ผลต่างๆ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่ปุ๋ยสั่งตัด วว.จึงได้ร่วมมือกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) นำเทคโนโลยีการเคลือบมาใช้กับปุ๋ยยูเรีย เพื่อช่วยควบคุมในการปลดปล่อยปุ๋ยแก่พืช เนื่องจากปุ๋ยเคมีส่วนหนึ่งที่หว่านให้แก่พืชนั้นจะถูกชะล้างไปตามธรรมชาติ และพืชไม่สามารถดูดซึมได้ทัน ทำให้เกษตรต้องหว่านปุ๋ยบ่อยๆ และมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

ที่สุดจึงได้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีนาโน ที่รวมคุณสมบัติของปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์และนาโนเทคโนโลยีด้วยกัน ซึ่ง ดร.สุริยา กล่าวว่า เมื่อใช้ปุ๋ยนี้ไปเรื่อยๆ จนดินดีขึ้นแล้ว การปรับให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 100% ก็จะง่าย เพราะหากเปลี่ยนให้เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เลยนั้น ไม่อาจประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ด้าน นางพัชรี กุลปวีณ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เสริมว่าเทคโนโลยีการเคลือบเป็นองค์ความรู้ที่เนคเทคมีอยู่แล้ว แต่นำมาปรับใช้ปุ๋ยเคมี โดยเบื้องต้นเน้นที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีการสูญเสียง่ายก่อน โดยสารเคลือบที่ใช้เป็นพอลิเมอร์ที่มีรูพรุนขนาดเล็ก ซึ่งจะห่อหุ้มปุ๋ยยูเรียและค่อยๆ ปลดปล่อย ซึ่งการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้นี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยสั่งตัดที่ วว.ได้ถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรด้วย


http://www.manager.co.th/science/viewnews.aspx?NewsID=9560000037767
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 22/08/2013 12:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,956. ลดค่าปุ๋ยในไม้ผล


งานวิจัยเรื่องการใช้ปุ๋ยในนาข้าวและพืชไร่สำคัญบางชนิดก็ประสบความสำเร็จไปแล้วในระดับหนึ่ง และถ่ายทอดขยายผลไปยังเกษตรกรทั้งหลายทำให้ประหยัดปุ๋ยลงไปได้มาก ความจริงแล้วการใช้ปุ๋ยกับไม้ผลก็มีงานวิจัยมากมายหลายเรื่องรองรับไว้แล้วเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนี้ราคาปุ๋ยยังไม่ได้สูงมากเหมือนวันนี้ ก็เลยทำให้หลายคนยังไม่ค่อยสนใจเพราะยังถือว่ารายได้จากการขายผลไม้ค่อนข้างสูง จึงไม่ค่อยกังวลเรื่องการหาปุ๋ยมาใส่ต้นไม้ แต่เมื่อราคาผลไม้ตกต่ำลงประกอบกับราคาปุ๋ยแพงขึ้น หากไม่คิดจะลดต้นทุนก็คงไม่สามารถอยู่ได้แน่นอน

ในการทำสวนไม้ผลค่าใช้จ่ายมากกว่า 25% เป็นค่าปุ๋ย แต่ที่ผ่านมาการให้ปุ๋ยสำหรับไม้ผลในดินทุกชนิดของไทยยังไม่ค่อยได้ใช้หลักวิชาการมากเท่าที่ควร ส่วนใหญ่จะแนะนำสูตรปุ๋ยที่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปริมาณเท่าๆ กัน เช่นสูตร 15-15-15 เพียงแต่ว่าอัตราการใส่แตกต่างกันไปบ้าง ทั้งๆ ที่ความต้องการธาตุอาหารของไม้ผลแต่ละอย่างในดินแต่ละชนิด ไม่ได้เท่ากันหรือเหมือนกัน ทำให้การใช้ปุ๋ยไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หมายความว่าหลายกรณีเราใส่ปุ๋ยเกินความต้องการหรือไม่เป็นไปตามที่ต้นไม้อยากได้ จึงเสียเงินโดยใช่เหตุ

สกว. สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยในไม้ผลหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน มังคุด และอื่นๆ อีกมาก จนได้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น จากการศึกษาวิจัยภายใต้ชุดโครงการ “ศึกษาความต้องการธาตุอาหาร การจัดการธาตุอาหาร และการวิเคราะห์ดินและพืช ในสวนมังคุด และสวนทุเรียน” ที่ได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 โดยมีหัวหน้าโครงการคือ รศ.ดร.สุมิตรา ภู่วโรดม ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

โครงการนี้ทำในสวนมังคุดและสวนทุเรียนใน จ.จันทบุรี ระยอง และตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการใช้ปุ๋ยในปริมาณสูงเกินความจำเป็นและเป็นพื้นที่ที่ผลิตไม้ผลเป็นการค้าแหล่งใหญ่ โดยเก็บตัวอย่างดินจำนวนมากกว่า 1,500 ตัวอย่าง มาวิเคราะห์ธาตุอาหาร ผลก็คือ พบว่าตัวอย่างดินในสวนต่างๆ จำนวนมากกว่า 60% มีปริมาณธาตุฟอสฟอรัส (P) สะสมในดินอยู่เป็นจำนวนมากเกินความจำเป็น โดยสวนบางแห่งมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสสูงถึง 2,000 ส่วนต่อล้าน ในขณะที่ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเติบโตของต้นไม้อยู่ระหว่าง 20-30 ส่วนต่อล้าน เท่านั้น

ทั้งนี้เพราะความเชื่อเดิมของชาวสวนที่เชื่อสืบทอดต่อๆ กันมาช้านานว่าปุ๋ยฟอสฟอรัส เป็นปุ๋ยสำหรับเร่งดอก หากใส่ในปริมาณมากๆ จะทำให้พืชออกดอกมากขึ้นและเร็วขึ้น ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น จริงอยู่ที่ว่าปริมาณธาตุฟอสฟอรัสที่สะสมมากมายอยู่ในดินถึงแม้จะไม่มีผลเสียโดยตรงกับพืช แต่มีผลในทางอ้อม คือ ทำให้พืชขาดจุลธาตุอื่นๆ เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังกะสี (Zn) ผลก็คือการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชไม่ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญที่สุด คือ เสียเงินค่าปุ๋ยไปโดยเปล่าประโยชน์ แถมยังต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเพิ่มปริมาณการใช้จุลธาตุเหล่านี้ตามมา

จากผลการศึกษาและการถ่ายทอดแนวทางการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินดังกล่าว โดยผ่านการแนะนำและอบรมให้แก่เกษตรกรผู้ทำสวนมังคุด ทุเรียน และสวนสละใน จ.จันทบุรี พบว่าในทุกสวนมีการให้ผลผลิตที่ดีขึ้นถึงแม้จะลดการใช้ปุ๋ยลงมากก็ตาม ทำให้ชาวสวนประหยัดค่าปุ๋ยเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทต่อปี เพียงแค่ให้มีการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดินภายในสวนก่อน ก็จะสามารถจัดการปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และปริมาณของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งทำให้ชาวสวนสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้อย่างมาก โดยที่ผลผลิตไม่ลดลง



http://www.phtnet.org/news51/view-news.asp?nID=463
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 02/10/2013 7:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,957. ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ใช้แทนปุ๋ยเคมีได้ดี

Manure Mixed Benefit Bacterial Antagonist Replaces Ammonium Nitrate Fertilizer In Paddy




จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ทางการเกษตรสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายรูปแบบ ทั้งเชื้อสด ผงหัวเชื้อ และผงสำเร็จ หรือสูตรที่มีส่วนผสมเฉพาะ โดยใช้ในลักษณะคลุกเมล็ด ผสมดินหรือวัสดุปลูก พ่นใบ จุ่มรากหรือท่อนพันธุ์ รวมถึงการใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพในระบบการผลิตพืช โดยจุลินทรีย์หลายชนิดมีคุณสมบัติเด่นในการควบคุมโรค บางชนิดมีกลไกส่งเสริมการเจริญเติบโตพืช สามารถกระตุ้นการผลิตสารที่เกี่ยวข้องหรือ เปลี่ยนแปลงรูปแบบธาตุอาหารให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้ของพืช รวมทั้งเสริมประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารทางธรรมชาติของพืชให้เต็มศักยภาพ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ รวมทั้งรักษาสภาพนิเวศน์เกษตรในระบบการผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน จุลินทรีย์เหล่านี้ ได้แก่ แบคทีเรีย รา แอคติโนมัยซีส ไวรัส นีมาโทด และจุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น จุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรียที่สร้าง กรดแลคติค ย่อยสลายอินทรีย์สาร ทำให้พืชได้รับประโยชน์โดยตรงจากธาตุอาหารที่ถูกสลายออกมา

ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยทีมงานวิจัยที่ รศ.ดร.สุดฤดี ประเทืองวงศ์ เป็นหัวหน้าโครงการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากธรรมชาติหลายสายพันธุ์ที่ให้ชื่อว่า จุลินทรีย์สุขภาพพืช ที่มีคุณสมบัติและกลไกในการควบคุมโรคพืช ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และชักนำภูมิต้านทานโรคของพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น Pseudomonas fluorescens SP007s และ Bacillus amyloliquefacien KPS46 ที่แยกได้จากดินบริเวณรากกะหล่ำดอก และถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สุขภาพพืช ที่มีชื่อว่า ไอเอสอาร์-พี และ ไอเอสอาร์-บี ตามลำดับ และได้มีการนำไปทดสอบ ตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และนำไปใช้จริงในระดับไร่นากับพืชเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ข้าวโพด ข้าว งา พืชผักตระกูลกะหล่ำ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญของการแสดงนิทรรศการครั้งนี้คือ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปสูตรปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ (ปุ๋ยคอกเคยู-ทูวี) ที่ง่ายต่อการใช้และมีประสิทธิภาพสูง ในการส่งเสริมการเจริญเติบโต และลดการใช้ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียในนาข้าวได้ 50% โดยปุ๋ยอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่พัฒนานี้เป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้โครงการ 2V-Research Program และได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่จากเทศบาล ต. ทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งดำเนินงาน ระหว่าง 2552-2553 ด้านแนวทางการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ในนาข้าว เป็นวัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี และส่งเสริมการผลิตข้าวปลอดสารเคมีควบคุมศัตรูพืช โดยการนำจุลินทรีย์ ไอเอสอาร์-พี ผสมปุ๋ยคอก สามารถควบคุมโรคทางราก กระตุ้นภูมิต้านทานข้าวต่อต้านโรคและแมลงทั้งระบบ และเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในปุ๋ยคอกให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ จุลินทรีย์ที่ผสมในปุ๋ยคอกจะช่วยย่อยเศษฟางข้าวและตอซัง ให้เป็นอินทรียวัตถุปรับปรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกหนึ่งกลไก

วิธีการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์
สามารถนำปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ไปปรับใช้ในระบบการผลิตพืชในทุกระยะพืชและใช้เช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี โดยใช้ตามอัตราแนะนำ ซึ่งการนำจุลินทรีย์ปรับใช้ในระบบการผลิตพืชเพื่อการควบคุมโรคพืชสามารถทำได้ทุกขั้นตอนการผลิต (ภาพที่ 2) ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรค ประกอบด้วย
1. ชนิด และระดับความรุนแรงของโรค และแหล่งสะสมเชื้อก่อโรค
2. ชนิด คุณสมบัติ และกลไกการควบคุมโรคของจุลินทรีย์
3. ชนิดพืช อายุพืช และส่วนของพืชเป็นโรค
4. สภาพพื้นที่ปลูก ประวัติการปลูกพืช และการระบาดของโรค

นอกจากนี้การที่จะนำจุลินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมาปรับใช้ในระบบการผลิตพืชจะต้องพิจารณาถึงระบบการปลูกตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกและการเตรียมพื้นที่ ระบบการให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การเขตกรรม และวิธีการร่วมอื่น ๆ ซึ่งจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกับระบบการผลิตพืชโดยรวม (การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การปฏิบัติดูแลรักษา) ในลักษณะเดียวกับการจัดการโรคและศัตรูพืชแบบผสมผสาน

ประโยชน์และข้อจำกัดของการใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์
ในภาพรวมนั้นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ผสมแบคทีเรียไอเอสอาร์มีประโยชน์ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ ตลอดจนช่วยส่งเสริมสุขภาพพืชให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือสารสังเคราะห์เร่งการเจริญเติบโตพืช ซึ่งสามารถแยกพิจารณารายละเอียด ได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ดังนี้

ประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัย
1. ลดความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรจากการใช้สารเคมีผิด และเกินความจำเป็น
2. ลดความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคจากการตกค้างของสารเคมีในผลิตภัณฑ์เกษตร
3. ทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคและผู้เกี่ยวข้องในการเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย มีคุณค่า และส่งเสริมความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายโดยไม่มีการสะสมสารพิษเพิ่มเติม

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม
4. ลดการปนเปื้อนและการตกค้างของสารพิษที่สลายตัวช้า
5. ลดปัญหาการเสื่อมสภาพของระบบนิเวศน์เกษตร ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตต่าง และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
6. สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคม
7. ขจัดปัญหาความยากจนของเกษตรกรสามารถขายผลิตผล (food safety) ได้ราคา ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
8. ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ให้แข่งขันกับต่างชาติได้ โดยลดปัญหาการกีดกันทางด้านการค้า และการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
9. ลดปริมาณการใช้สารเคมี และต้นทุนการผลิต และลดการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ ช่วยแก้ไขการเสียดุลทางการค้า
10. เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ต่อระบบการผลิตพืชปลอดภัยและเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่อผู้บริโภค
11. รองรับการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นของพลวัตรประชากรให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน


เอกสารอ่านเพิ่มเติม
1. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร แบคทีเรียควบคุมโรคและส่งเสริมสุขภาพพืช. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 61 หน้า.
2. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร จุลินทรีย์และสารสกัดพืชเพื่อควบคุมโรคและแมลง. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 46 หน้า.
3. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์ในนาข้าวและการส่งเสริมผลิตภัณฑ์. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 56 หน้า.
4. สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอกผสมจุลินทรีย์เพื่อการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 60 หน้า.



ภาพที่ 1 ส่วนผสมและขั้นตอนการผสมปุ๋ยคอก เคยู-ทูวี ผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ (ก) การอัดเม็ดปุ๋ย (ข) ผึ่งปุ๋ยคอกผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ ในที่ร่มแห้งอากาศถ่ายเทสะดวก (ค) และบรรจุในกระสอบ (ง)



ภาพที่ 2 การใช้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ผสมแบคทีเรีย ไอเอสอาร์ หว่านลงแปลงนาก่อนปลูก และหว่านให้กับต้นพืชหลังพืชเจริญเติบโต 3 ครั้ง เมื่อพืชอายุ 21, 35 และ 70 วัน (ก-ง)


ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8349 โทรสาร 02-579-9550

คณะผู้วิจัย
รศ. ดร. สุดฤดี ประเทืองวงศ์ และคณะ
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8349


http://www.rdi.ku.ac.th/kasetresearch54/GroupEconomic/52-Sutruedee-pr/52-Sutruedee-pr.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 10/10/2013 10:56 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,958. แบคทีเรีย ที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ย ฮอร์โมนพืช และฆ่าเชื้อโรคพืช

เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน



สุดฤดี ประเทืองวงศ์ ชัยสิทธิ์ ปรีชา
สุพจน์ กาเซ็ม และ จารุวัฒน์ เถาธรรมพิทักษ์
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


โรคพืชเป็นปัญหาสำคัญต่อกระบวนการผลิตพืชและเกษตรกรมักใช้สารเคมีควบคุมในปริมาณและอัตราที่สูงขึ้นเป็นลำดับซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนกระตุ้นให้เชื้อโรคเกิดการดื้อสารและเป็นปัญหาของโรคระบาดที่รุนแรงมากกว่าเดิม การเกษตรในปัจจุบันจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องการเกษตรแบบยั่งยืนและการควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี

โดยในเรื่องของโรคพืชนั้น สุดฤดี ประเทืองวงศ์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร และผู้ร่วมงาน ได้ศึกษาวิจัยและคัดเลือกจุลินทรีย์ ที่มีประโยชน์ต่อระบบการผลิตพืชหลายสายพันธุ์ เช่น

1. Bacillus firmus KPS46 และ Lactobacillus sp. SW01/4 จากผิวใบถั่วเหลือง
2. Bacillus sereus SPt245 จากดินปลวก
3. Bacillus sp. KS217 จากเมล็ดงา

ที่สามารถควบคุมโรคและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้มากชนิด เช่น การชักนำให้พืชเจริญเติบโตและควบคุมโรคใบจุดนูน (X. axonopodis pv. glycines), แอนแทรคโนส (C. truncatum), โรคไวรัส (SMV และ SCLV), โรคเน่าคอดิน (Pythium sp. และ R. solani), และโรคที่ระบบรากอื่น ๆ (F. oxysporum, F. solani และ S. rolfsii) ของถั่วเหลือง ; โรคเน่าคอดินของอะคาเซียและสัก (P. aphanidermatum) ; โรคใบจุดแบคทีเรียของงา (P. syringae pv. sesami) ; โรคใบจุดทานตะวัน (Alternaria spp.) ; โรคใบไหม้ข้าวโพด (B. maydis) และ โรคใบไหม้ของหน้าวัว (X. campestris pv. dieffenbachiae) (ภาพที่ 1)



ภาพที่ 1. ความอุดมสมบูรณ์ของพืชที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเป้าหมาย ;
(ก.) ถั่วเหลือง, (ข.) สัก,(ค.) งา, และ (ง ) หน้าวัว ตามลำดับ


โดยแบคทีเรียเหล่านี้ส่งเสริมให้ราก ลำต้น และยอดพืชเจริญยืดยาวอย่างรวดเร็ว (เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช) ขนาดและสีสรรส่วนต่าง ๆ ของพืช ขยายใหญ่และเข้มขึ้นตามลำดับ (เกี่ยวข้องกับธาตุอาหาร/ปุ๋ย) ตลอดจนฆ่าและยับยั้งเชื้อโรคพืชหลายชนิด (เกี่ยวกับสาร secondary metabolites และการเจริญแข่งขันกับเชื้อโรค) วิธีการใช้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวสามารถประยุกต์ได้หลายรูปแบบ ได้แก่ ใช้คลุกเมล็ด การคลุกเมล็ดร่วมกับการราดดิน ใช้ผสมในดินหรือวัสดุปลูก และการพ่นด้วย cell suspension รวมทั้งการพ่นด้วยสารเหลวที่กรองเอาเซลล์แบคทีเรียออก (cell free culture filtrate) ทั้งนี้การศึกษาประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ คือ KPS46 และ SW01/4

ในการควบคุมโรคสำคัญของถั่วเหลืองน้ำมันในสภาพแปลง ณ ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และแปลงปลูกถั่วเหลืองฝักสดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวิธีคลุกเมล็ดร่วมกับการพ่น cell suspension พบว่าเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการงอกของเมล็ด และส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าถั่วเหลืองได้ดี (PGPR) และสามารถลดความรุนแรงของโรคเป้าหมายได้ทัดเทียมกับการใช้สารเคมี (copper hydroxide และ streptomycin) ตลอดจนเพิ่มปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองได้มากกว่า 20%

นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อแบคทีเรียทั้ง 2 สายพันธุ์นั้น ยังสามารถชักนำให้พืชสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานการเข้าทำลายของเชื้อโรคพืชในสภาพธรรมชาติได้หลายชนิดในลักษณะของ induced systemic resistance (ISR) และจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองฝักสดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าแบคทีเรียสายพันธุ์เป้าหมายมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นให้พืชต้านทานต่อโรคสำคัญหลายชนิด รวมทั้งเพิ่มคุณภาพให้ฝักสมบูรณ์ได้มาตรฐานส่งออก โรคเหล่านั้นได้แก่ ใบจุดนูน ราน้ำค้าง แอนแทรคโนส (ฝักเป็น รอยเปื้อน) เน่าคอ ดินโคนเน่าและโรคเหี่ยว และโดยเฉพาะโรคไวรัส (SMV และ SCLV) ทีสร้างความเสียหายให้ถั่วเหลืองฝักสดป็น อย่างมาก ซึ่งแต่เดิมเกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณสูงเพื่อควบคุมโรคและแมลงพาหะของไวรัสดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตและถูกระงับการนำเข้าจากประเทศคู่ค้าดังเช่นที่เกิดกับผักแช่แข็งของประเทศจีน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรียเป้าหมายมีความสามารถในการลดการระบาดของพาหะแมลงพาหะ ส่งผลให้ถั่วเหลืองที่ได้รับเชื้อแบคทีเรียเป็นโรคไวรัสน้อยลง

การใช้แบคทีเรียที่อาศัยตามบริเวณรากและดินรอบรากพืช ที่มีความสามารถในการอยู่อาศัยร่วมกัน มาเพิ่มปริมาณและใส่ลงไปในดินปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการใช้ธาตุอาหารของพืช และ/หรือการกระตุ้นให้พืชเติบโตแข็งแรงตลอดจนการผลิตสารต่าง ๆ ออกมายับยั้งการเจริญของเชื้อโรค เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาในการใช้สารเคมี และช่วยส่งเสริมการทำการเกษตรดีที่เหมาะสม โดยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus sereus สายพันธุ์ SPt245 จากดินปลวกมีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชป่าไม้ทั้งกระถินเทพาและสักที่ปลูกภายใต้สภาพโรงเรือนอย่างมีนัยสำคัญ สามารถส่งเสริมความยาวราก ความสูงของพืชดังกล่าวได้ป็นอย่างดี และมีประสิทธิภาพในการควบคุมและลดความรุนแรงของโรคที่ระบบรากได้ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะนำเชื้อแบคทีเรีย PGPR สายพันธุ์ดังกล่าวไปปรับใช้ในการส่งเสริมการเจริญของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอื่น ๆ พืชป่าไม้ พืชอนุรักษ์ และ/หรือพืชโตช้า ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมระบบการปลูกป่าทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรียทุกสายพันธุ์ มีศักยภาพสูงในลักษณะของการเป็นเชื้อปฏิปักษ์ควบคุมโรคพืชได้อย่างครอบคลุมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส สามารถส่งเสริมการใช้ธาตุอาหารและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ตลอดจนชักนำให้พืชเกิดความต้านทานต่อการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคชนิดต่าง ๆ ได้กว้างขวาง ทั้งนี้สายพันธุ์เชื้อที่มีประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้ และการผลิตในระดับเชิงอุตสาหกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดให้นำไปปรับใช้ในระบบการเกษตรแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น


http://www.rdi.ku.ac.th/exhibition/Year2548/01-KasetNational/Project/index_04.htm
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10789

ตอบตอบ: 10/10/2013 11:13 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลำดับเรื่อง ...


1,959. ปุ๋ยเคมีทำลายผืนดินไทยมหาศาล เร่งวิจัยจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษ

----------------------------------------------------------------------------------------------------



1,959. ปุ๋ยเคมีทำลายผืนดินไทยมหาศาล เร่งวิจัยจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษ


กรมพัฒนาที่ดินระบุผืนดินไทยกว่า 100 ล้านไร่เข้าขั้นเสื่อมโทรม ฉุดผลผลิตต่อไร่ลดฮวบแพ้ประเทศคู่แข่ง เพราะเกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยเคมีมายาวนานกว่า 50 ปี พร้อมเผยผลวิจัยจุลินทรีย์แก้ปัญหาดินเสื่อม ตั้งเป้าพัฒนาจุลินทรีย์พันธุ์พิเศษสร้างโรงผลิตปุ๋ยในดิน ระบุหากประสบผลสำเร็จเกษตรกรจะไม่ต้องซื้อปุ๋ยอีกต่อไป ลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยเคมีมูลค่ามหาศาล

นับตั้งแต่ประเทศไทยปฏิวัติเขียวเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรพื้นบ้านเป็นการทำเกษตรแบบแยกส่วน เน้นการผลิตแบบเชิงเดี่ยวปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดเดียวในพื้นที่ติดต่อกันผืนใหญ่ในลักษณะของเกษตรอุตสาหกรรม ที่เน้นเพิ่มผลผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีการเกษตรต่างๆ เพื่อเพิ่มผลกำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ก่อผลเสียสะสมมาอย่างยาวนานจะทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 1 เท่าตัว รวมทั้งสุขภาพของเกษตรกร และผู้บริโภคก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ผลสำรวจพบที่ดิน 70% เสื่อมโทรม :
ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตของเกษตรกรมาสู่การพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชปรับเปลี่ยนผืนดินที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนไปสู่ความสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และรักษาผืนดินให้สามารถสร้างผลผลิตได้อีกยาวนาน โดยในขณะนี้พื้นที่ทำการเกษตรของไทยทั้งหมด 150 ล้านไร่ มีพื้นดินที่เข้าขั้นเสื่อมโทรมอยู่ถึง 100 ล้านไร่ หรือเกือบ 70% ของพื้นที่ทั้งประเทศ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่กรมพัฒนาที่ดินจะต้องเร่งเข้าไปแก้ไข

โดย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรมของไทยนับวันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพื่อนำไปซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตรเพิ่มขึ้นเพื่อคงระดับของผลผลิตไม่ให้ลดลง แต่การแก้ไขปัญหาตามแนวทางนี้ก็ยิ่งทำให้พื้นดินเสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะองค์ประกอบดินที่อุดมสมบูรณ์จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ สัตว์ขนาดเล็กจำพวกใส้เดือนฝอยไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ใส้เดือน ปลวก มด ที่ทั้งหมดนี้จะมีหน้าที่ทำให้ดินมีความสมบูรณ์ แต่การใช้สารเคมีเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ และสัตว์ต่างๆเหล่านี้ตายลง ทำให้ที่ดินเสื่อมลงเรื่อยๆ

ปุ๋ยเคมีแพง ดันยอดใช้ปุ๋ยชีวภาพพุ่ง :
ดังนั้นในการฟื้นฟูให้ดินกลับขึ้นมาดีอีกครั้งจะต้องเริ่มที่การเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่างๆให้มีปริมาณเพื่มขึ้น และเมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้มีมากขึ้นสัตว์บำรุงดินน้อยใหญ่ก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามมา ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีต้นทางวัตถุดิบมาจากปิโตรเลียมก็มีราคาสูงขึ้น ทำให้มีเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพเพิ่มขึ้นก็ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 25%

ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดินได้เร่งวิจัยที่จะพัฒนาพันธุ์จุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงดินเพิ่มสารอาหารในดินให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ออกไปเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์ในป่าที่อุดมสมบูรณ์มาคัดแยกพันธุ์ให้ได้เชื่อจุลินทรีย์ที่ดีที่สุดนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.ชนิดต่างๆ ซึ่งลักษณะเด่นที่ทำให้จุลินทรีย์ในปุ๋ยชีวภาพต่างจากจุลินทรีย์ในกลุ่มอื่นๆคือความสามารถในการตรึงในโตรเจน เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร และความสามารถในการผลิตฮอโมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ พด.12 ที่สามารถตรึงในโตรเจนจากอากาศและในพื้นดินให้เกิดประโยชน์กับพืช เพิ่อประสิทธิภาพในการย่อนสลายฟอสฟอรัส และโพแตสเซียมให้พืชนำขึ้นมาใช้ได้ รวมทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างฮอโมนกระตุเนการเจริญเติบโตของพืช

เร่งวิจัยตั้งโรงผลิตปุ๋ยในดิน :
อย่างไรก็ตามแม้ว่า พด.12 จะมีประสิทธิภาพที่ครบถ้วนในการบำรุงพืช แต่กรมฯยังได้ทุ่มวิจัยพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยได้วางเป้าว่าจะผลิตจุลินทรีย์เพื่อสร้างโรงปุ๋ยในดิน ทำให้เกษตรกรแทบไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่ม ซึ่งได้พยายามปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ตรึงในโตรเจนที่ในปัจจุบันตรึงในโตรเจนได้เฉลี่ย 3 กิโลกรับต่อไร่ต่อปี เป็นเงินเฉลี่ย 97 บาทต่อไร่ ให้เพิ่มปริมาณการตรึงไนโตรเจนให้ได้ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งจะประหยัดค่าปุ๋ยในโตรเจนเป็นเงิน 440 บาทต่อไร่ ถ้าทำได้จะไม่ต้องพึ่งปุ๋ยในโตรเจนเลยในอนาคต

นอกจากนี้จะปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต ที่ในปัจจุบันละลายหินฟอสเฟตได้ 435 มิลกรัมต่อกิโลกรัม ให้เพิ่มขึ้นอีก 30-45% รวมทั้งปรับปรุงพันธุ์จุลินทรีย์ละลายโพแตสเซียมให้ละลายเพิ่มขึ้นจากสูตรเดิมอีก 30% และปรับปรุงจุลินทรีย์ให้เพิ่มฮอโมนออกซิน จากในขณะนี้ 56.17 ppm เพิ่มขึ้นเป็น 297 ppm ซึ่งจะทำให้ในอนาคตเพียงหว่านหินฟอสเฟต พืชก็สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยม่ต้องซื้อปุ๋ย และมีฮอโมนที่มากพอในการกระตุนการเจริญเติบโตให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผืนดินมีโรงงานสร้างปุ๋ยในดินได้เองโดยพึ่งพาปุ๋ยจากภายนอกน้อยมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง ลดการพึ่งพาสารเคมีมีสุขภาพดีขึ้น และยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

สำหรับเป้าหมายการเตรียมพื้นที่ที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์จะจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2554 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะลงไปจัดตั้งกลุ่มให้ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมี ฝึกปฏิบัติในพื้นที่ สอนการบริหารกลุ่มให้เข้มแข็ง และมีการตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้เกษตรกรทั้งประเทศให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะค่านิยมในการใช้ปุ๋ยเคมีฝั่งแน่นในเกษตรกรไทยมายาวนานกว่า 50 ปี และการใช้ปุ๋ยเคมีก็มีความสะดวกสบายเห็นผลได้เร็วกว่า ต่างจากปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้องลงมือผลิตเอง และใช้เวลาการในการหมักให้ได้คุณภาพ

ดันจุลินทรีย์ปราบศัตรูพืชทดแทนสารเคมี :
ไม่เพียงเท่านั้น กรมพัฒนาที่ดินยังได้วิจัยจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการปราบศัตรูพืชและรักษาโรคพืชด้วย เช่น ซุปเปอร์ พด.3 มีจุลินทรีย์ควบคุมเชื่อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช ซึ่งจุลินทรีย์นี้สามารถสร้างสารปฏิชีวนะออกมายับยั้งเชื่อที่ก่อให้เกิดโรคพืช หรือจุลินทรีย์ที่สามารถขับเอนไซม์ออกมาทำลายผนังเซลทำให้เส้นใยเชื้อโรคพืชแตกสลาย นอกจากนี้ยังมีสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ที่มีจุลินทรีย์ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งกรมพัฒนาที่จะจะพย่ายามผลิตจุลินทรีย์ชนิดใหม่ๆเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรให้มากที่สุด โดยผลผลิตที่ได้ก็จะปลอดจากจากเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งยังทำให้พื้นดินมีความสมบูรณ์เหมาะกับการขยายผลผลิตรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจชาติในอนาคต



http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9530000104645
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 72, 73, 74  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 74

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©