online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-นศ.ฝึกงาน กล้อมแกล้ม-ลาดกระบัง รุ่น 9.......11980
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - นศ.ฝึกงาน กล้อมแกล้ม-ลาดกระบัง รุ่น 9.......11980
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

นศ.ฝึกงาน กล้อมแกล้ม-ลาดกระบัง รุ่น 9.......11980
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 19/03/2011 4:19 pm    ชื่อกระทู้: นศ.ฝึกงาน กล้อมแกล้ม-ลาดกระบัง รุ่น 9.......11980 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.


นศ. คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ฝึกงาน ณ ไร่กล้อมแกล้ม บ้านเขาช่อง ต.เขาสามสิบหาบ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

ตั้งแต่ 14 มีนาคม 2554 ถึง 20 พฤษภาคม 2554



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 19/03/2011 4:21 pm    ชื่อกระทู้: จากแอ๋มมี่ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เมื่อรู้ว่าจะได้มาฝึกงานที่นี่ ซึ่งเป็นครั้งแรกของการฝึกงานสำหรับนักศึกษาปีหนึ่งอย่างแอ๋ม เมื่อทราบว่าต้องมาอยู่กันถึงสองเดือนครึ่ง เราจึงจัดแจงเตรียมข้าวของมากันอย่างเต็มที่เลยทีเดียว แถมยังถูกลุงคิมต้มซะเปื่อยว่าต้องอาบน้ำคลอง กระเสือกกระสนหาผ้าถุงกันซะยกใหญ่ พอมารู้ทีหลัง เเหม๋ลุงทำกันได้ พอมาถึงไร่ทุกคนต้องร้อง "ว้าว" เมื่อได้เจอกับบรรยากาศบ้านไร่

ดอกโป๊ยเซียนยักษ์บานต้อนรับ กับบรรยากาศเย็นชื่นใจ และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเห็นจะเป็นที่พักของเรา ซึ่งเราต้องกางเต้นนอนที่ศาลากลางน้ำ เป็นอะไรๆที่สุดยอดมากสำหรับแอ๋ม

หลังจากนั้นเราก็มีโอกาสเข้าบทเรียนที่เราคาดหวังก่อนจะมาเป็นครั้งแรก คือ การได้ดูลุงคิมทำปุ๋ยสูตร UREGA ที่อาจารย์วิชัย แอบบอกให้เรามาขโมยสูตรลับลุงไปเยอะๆจะได้เก่งๆ แล้วเราก็เดินสำรวจไร่กัน ได้ชิมมะยงชิด รสชาดจัดจ้าน สุโค่ย ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น สมาชิกคนอื่นๆ จะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ

พี่ ป้า น้า อา ที่สนใจในเรื่องของเกษตร หรืออยากให้คำแนะนำเรา ขอเชิญแวะมาเยี่ยมเราที่ไร่กล้อมแกล้มนะคะ


แอ๋มค่ะ...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 19/03/2011 4:22 pm    ชื่อกระทู้: จากบ๋อมแบ๋ม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


ถึงจะเพิ่งมาอยู่แค่ 4 วันนะคะ แต่ที่นี่ก็ทำให้บ๋อมประทับใจอะไร อะไรหลายๆอย่างที่นี่ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลยนะคะ คุณลุงคิมก็ต้อนรับดีมากคะ

พอมาถึงที่นี่นะค่ะ อาหารก็ตามมาเลยค่ะ บ๋อมคิดว่ากลับไปบ๋อมต้องอ้วนแน่ๆ เจอคุณลุงคิมตอนแรกนะคะ บ๋อมคิดว่าคุณลุงต้องดุแน่ๆๆ แต่พอได้อยู่และได้คุยกับคุณลุง คุณลุงก็ไม่ดุนะคะ คุณลุงจะชอบพูดอะไรที่ตลก แต่เวลาทำงานก็ทำจริงค่ะ คุณลุงอยากให้นักศึกษาที่มาฝึกงานได้มีประสบการณ์ทุกคน

คุณลุงบอกว่าการเรียนในตำราอย่างเดียวไม่พอ เราต้องมี วิชาการ + ประสบการณ์+จินตนาการ+ แรงบันดาลใจ + แรงจูงใจ การเรียนรู้ต้องเรียนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน

มาที่นี่เจอธรรมชาติที่สวยงามมากค่ะ อยู่กับไร่ อยู่กับต้นไม้ เจอผลไม้เยอะแยะเลยค่ะ เป็นอะไรที่เห็นแล้วรู้สึกสดชื่นสบายตา

ก่อนที่จะมาถึงบ๋อมคิดว่าจะอยู่ได้ไหมหนอ ตั้งสองเดือนครึ่งแน่ะ เป็นอะไรที่นานมากเพราะคุณลุงพูดตอนแรกว่า ต้องอาบน้ำคลอง แต่พอมาถึงนะคะ บ๋อมว่าน่าอยู่มากค่ะ เพราะได้อยู่กับต้นไม้ และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่ในไร่นี้

บ๋อมคิดว่าถ้าถึงวันกลับแล้ว บ๋อมต้องคิดถึงที่นี่มากแน่ๆเลยค่ะ ถ้าคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา ท่านไหนที่ยังไม่เคยมาที่ไร่กล้อมแกล้ม ก็แวะมาดูนะคะ มีอะไรอะไรเกี่ยวกับเกษตรให้เรียนรู้เยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะการทำปุ๋ยอินทรีย์ค่ะ


บ๋อมค่ะ...
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 19/03/2011 4:24 pm    ชื่อกระทู้: จากกันดั้ม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ผมมาอยู่ที่นี่ได้สี่วันแล้วครับ มีสิ่งที่ประทับใจมากมาย ทั้งลุงคิมและพี่ๆในไร่กล้อมแกล้มเองก็ต้อนรับเราเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

บรรยากาศในไร่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "ดีมาก" ทางด้านอาหารการกินก็ดีไม่แพ้กัน (ตอนนี้ผมคิดว่าผมอ้วนจากเดิมมากทีเดียว)

ผมอยากให้ทุกๆคนลองมาศึกษาดูงานที่ไร่นี้เหมือนกับผมจริงๆ ความรู้ที่ได้มานั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยต่างๆที่ลุงคิมพยายามที่จะสอนพวกเราอย่างเต็มที่ เพื่อที่หวังจะให้เรานั้นสามารถนำมันไปใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดได้

ทั้งสิ่งที่ลุงคิมพูดแต่ละข้อคิด ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้เราฉุกคิดถึงแต่ละสิ่งที่ผิดพลาดและหนทางแก้ไข

ผมต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกสองเดือนครึ่ง ผมคงจะมีอะไรต่างๆกลับไปมากมายเลยทีเดียว ผมอยากให้ทุกๆคนที่สนใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ และเรื่องต่างๆ ลองเข้ามาเยี่ยมชมไร่กล้อมแกล้มดู ผมรับรองได้เลยว่าทุกคนจะได้ทั้งความรู้ และความสนุกสนานกลับไปอย่างแน่นอนครับ


กันดั้มคร้าบบบบ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 9:31 am    ชื่อกระทู้: นัทใต้ค่ะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ

วันนี้เป็นวันที่ 4 กับการอยู่ที่ไร ในไร่มีอะไรมากมายที่เราไม่รู้ Surprised

ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆๆๆ



นัท
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:18 pm    ชื่อกระทู้: เบิร์ด KMITL ครับ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีครับ

ตอนนี้การที่อยู่ที่ไร่กล้อมเเกล้มที่ศึกษาเป็นความรู้นอกห้องเรียนเเห่งใหม่ เป็นความรู้ที่หลากหลายที่ได้จากความรู้นอกสถานที่ ที่มีทั้งคุณลุงคิมเป็นผู้ให้ความรู้ต่างๆมากมายระยะเวลาเป็นการฝึกประสบการณ์คนเรานั้น การเรียนนั้นจะต้องควบคู่กับการฝึกประสบการ์เข้าไปด้วย

เบิร์ดครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:35 pm    ชื่อกระทู้: อ๋อมแอ๋ม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วันนี้เป็นวันที่สดใส อุดมไปด้วยวิตามินดีจากแสงแดด ลุงคิมพาคณะเราออกไปขุดหน่อกล้วยเล็บมือนางและกล้วยหอมเพื่อ
นำมาปลูกระหว่างต้นทุเรียนที่จะนำมาปลูกแทนต้นมะม่วงที่ล้มไปวันนั้น


ส่วนตัวแอ๋มเองได้ลองเปลี่ยนหัวสปริงเกอร์ตัวใหม่แทนตัวเก่าที่พังไป


จากนั้นลุงคิมก็สอนการทำกระโปรงห่อผลกระท้อนจากใบตอง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยก่อน ช่วยทำให้เนื้อกระท้อนอ่อนสามารถกินสดๆ ได้ ใช้เวลาทำเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเที่ยงแต่ก็สามารถทำให้หน้าเปลี่ยนสีได้เลยทีเดียว แสงแดดจ้าทำให้ผิวหนังแสบมากแต่ก็นี่แหละนะสิ่งที่เราได้เลือกแล้ว เมื่อเลือกที่จะเป็นเกษตรกรแล้วเรื่องแค่นี้ย่อมจิ๊บๆ


วันนี้มีลุงๆ ป้าๆ แวะมาเยี่ยมเยียนหลายคน มีของมาฝากเยอะแยะเลย ต้องขอขอบคุณ คุณลุง คุณป้า มา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ คราวหน้าแวะมาเยี่ยมเราอีกนะคะ
แต่เรื่องราวของวันนี้ยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะคะ เพื่อนๆ จะมาบอกเล่าต่อ มีเคล็ดลับดีๆ ที่ลุงคิมสอนเยอะแยะเลย ไว้วันพรุ่งนี้จะมีเรื่องมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ


อ๋อมแอ๋มค่ะ........................
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:37 pm    ชื่อกระทู้: โบ๊ท ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

วันนี้ตื่นแต่เช้าอากาศแจ่มใสผม (โบ๊ท) กับทิวตื่นแต่เช้าพวกเราได้อบอุ่นร่างกาย
และออกกำลังกายยามเช้า จากนั้นได้ฟังลุงคิม On Air ลุงคิมได้กล่าวถึงการแก้โรคมะละกอใบหงิก โดยได้แนะนำการกันเบื้องต้นโดยการเคลือบผิวของผลด้วยตะไคร้

แต่การป้องกันโรคใบหงิกที่ต้นเหตุโดยการฉีดสมุนไพรวันละ 2 รอบเช้า-เย็นฉีดด้วย
ระบบสปริงเกิลรอบละ 5 นาทีเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าซึ่งโรคใบหงิกของมะละกอนั้นเกิดมาจากไวรัสที่ติดมากับแมลงศัตรูพืชปากเจาะปากดูด เช่น เพลี้ยไก่แจ้ ซึ่งแมลงพวกนี้ได้พัฒนามากินน้่ำเลี้ยงจากต้นมะละกอ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ยังมีอีกมากมาย ไว้วันหลังผมจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

ขอบคุณครับ


...........โบ๊ท ครับผม...........
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:41 pm    ชื่อกระทู้: นัทใต้ค่ะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ

วันนี้เป็นอีกวันที่เราได้ฝึกงานกัน ก็มีเกร็ดความรู้เล็กๆๆน้อยๆๆ
ที่สำคัญ เพราะเราไม่อาจมองห้ามไป เช่น การปลูกต้นผักชีฝรั่ง มีเทคนิคง่ายๆๆ อย่าง เช่น ต้นผักชีฝรั่งต้องการแสงเพียง 50% ถ้าต้องการได้ผักชีต้นใหญ่
ควรกำหนดระหว่างใหญ่มาก และเก็บส่วนบน เพื่อให้เหลือส่วนล่างไว้เก็บในครั้งต่อไป



////////////////////////////////////////////นัท ……….ใต้ ……………… จ้า ……….///////////////////////////////////////////////////
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
jibjoy
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 24/02/2011
ตอบ: 16

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:42 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอขั้นรายการนิ๊ดนึง หากจะขอเข้าไปเรียนรู้กับคณะนักศึกษาที่มาฝึกงานด้วยจะได้ไหม แบบไม่ได้ไปทุกวัน เอาแค่วันที่ว่าง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
GUNDAM
หนาวดึ่ง
หนาวดึ่ง


เข้าร่วมเมื่อ: 19/03/2011
ตอบ: 10

ตอบตอบ: 21/03/2011 8:53 pm    ชื่อกระทู้: นศ.ฝึกงาน :") ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


พรุ่งนี้พวกเราจะมีการทำ น้ำระเบิดเถิดเทิงกัน น่าตื่นเต้นมากๆเลยนะครับ
ยังไงผมจะพยายามอัพเดทเรื่องราวสนุกๆของพวกเราให้ทราบ

อย่าลืมติดตามกันนะครับ :")
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 21/03/2011 9:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

jibjoy บันทึก:
ขอขั้นรายการนิ๊ดนึง หากจะขอเข้าไปเรียนรู้กับคณะนักศึกษาที่มาฝึกงานด้วยจะได้ไหม แบบไม่ได้ไปทุกวัน เอาแค่วันที่ว่าง



อย่าไปยุ่งกับเด็กเค้าเลย
รวมกลุ่มกันมา แล้วมีแต่กลุ่มตัวเองจะดีกว่า....

ลุงคิมครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 24/03/2011 2:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สวัสดีค่ะ และนี่ก็เป็นอีกวันกับการฝึกงานของนักศึกษาลาดกระบังอย่างพวกเรา วันนี้คณะเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการห่อผลไม้ว่าผลไม้ชนิดนี้ควรจะห่อแบบใด ผลออกมาถึงจะได้ลูกที่ดูแล้วสวยและน่ารับประทาน อย่างการห่อกระท้อน
คุณลุงคิมจะสอนให้ห่อแบบโบราณ โดยการนำใบตองมาห่อเป็นรูปกระโปรง และการห่อมะม่วงว่าควรจะห่อแบบใด

คุณลุงก็สอนเรื่อง ‘’นาข้าว ‘’
ข้าวแต่ละระยะจะให้ปุ๋ยและสูตรไม่เหมือนกัน จะใช้ปุ๋ยตามความเหมาะสมของต้นข้าวและนาข้าว อย่างนาทางภาคกลางและภาคอีสาน ปุ๋ยที่ใช้อาจจะใช้ไม่เหมือนกันเพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินของแต่ละพื้นที่

ยูเรียจะมีประโยชน์ต่อข้าวระยะเดียวเท่านั้น คือ เปิดตาดอก
ถ้าท่านไหนอยากจะรู้อะไรเพิ่มเติมก็เชิญมาที่ไร่กล้อมแกล้มดูนะค่ะ

จากบ๋อมแบ๋มค่ะ.......
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 24/03/2011 5:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เฮ่ออออ....เด็กปี 1 ก็คือปี 1 ..... สอน 10 เรื่องเก็บรายละเอียดได้ 1 เรื่อง เอ๊า ...แค่นี้ก็ยังดี (วะ...)

ผลไม้ขณะอยู่บนต้นที่ต้องห่อ ถ้าไม่ห่อละก็ ไม่ได้กินแน่ๆ นอกจากกระท้อนแล้วยังมีอีก 3 ตัว ได้แก่....ฝรั่ง. ชมพู่. พุทรา. อันนี้เท่าที่มีในไร่กล้อมแกล้มเท่านั้นนะ ส่วนที่มีแต่ มีแต่ต้น ยังไม่มีผลให้ห่อ ก็คือ ลำไย. ลิ้นจี่. เจ้าสองไม้นี้มีเทคนิคการห่อเฉพาะตัวของมันอีกต่างหาก ไม่ได้ห่อแบบกระท้อน. ฝรั่ง. ชมพู่. พุทรา. .....ไม้ผลทั้ง 4 ตัวนี้ ถ้าไม่ห่อ เนื้อจะแข็ง รสชาดไม่ดี กินไม่อร่อย สีไม่สวย แถมโดนแมลงวันทองอีกต่างหาก กับมะเหมี่ยวก็ยังไม่มีลูกให้ฝึกห่อกัน....กระท้อน ถ้าไม่ห่อ เนื้อจะแข็ง กินสดไม่ได้ ต้องเอาไปทำกระท้อนดองเท่านั้น

ส่วนมะม่วง ถ้าห่อแบบไต้หวัน เขาใช้กระดาษหนาเป็นถุงห่อ ข้างในสีดำ ข้างนอกสีน้ำตาล ห่อแล้วผิวจะสวย ของเราเอาแค่ถุงก๊อปแก๊ปป้องกันแมลงวันทองก็พอ (ความจริง ป้องกันไม่ได้หรอก) แต่ก็ห่อ เพราะถ้าไม่ห่อ คนมาเห็นเขาจะว่าได้ว่าไม่ห่อ ไงล่ะ....

การห่อกระท้อนควรใช้ถุงปูนซิเมนต์ หรือถุงกระดาษหนาๆ ไม่ควรใช้ถุงก็อปแก๊ปเด็ดขาด เมื่อหากระดาษถุงปูนซิเมนต์ไม่ได้ ก็เลยนึกถึงคนสมัยเก่าที่ไม่มีถุงพลาสติก ไม่มีกระดาษ ท่านใช้ใบตองห่อแทน ที่จริงลุงคิมก็ไม่เคยเห็นของจริงหรอกว่าใช้ใบตองห่อแบบไหน แต่สะกิดใจตรงที่ว่า ทำห่อเหมือนกระโปรง ก็เลยเอาใบตองมาลองทำเดี๋ยวนั้นเลย ทำไปทำมา เอ๊ะ เข้าท่าแฮะ นี่มันเหมือนกระโปรงแล้วนี่นา....เทคนิคการห่อกระท้อนต้องประณีต มือเบาจริงๆ เพราะถ้าทำแรง หรือมือหนัก ขั้วจะหลุด ไม่ได้หลุดเดี๋ยวนั้นหรอก แต่จะหลุดหลังห่อแล้ว 3-4 วัน


ลุงคิม (คนสอนจำได้ แต่คนเรียนจำไม่ได้) ครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 24/03/2011 5:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ส่ง REPORT เรื่องการทำ "ระเบิดเถิดเทิง" ได้แล้ว....

ลุงคิม (สั่ง) ครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 24/03/2011 7:16 pm    ชื่อกระทู้: วิธีทำระเบิดเถิดเทิง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

น้ำหมักชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง...


ส่วนผสม :
ปลาทะเล สับปะรด กากน้ำตาล น้ำส้มสายชู น้ำมะพร้าว Mg Zn ไขกระดูก เลือด มูลค้างคาว นมหมัก ฮิวมิก ธาตุรอง ธาตุเสริม B-1 สาหร่ายทะเล ไคโตซาน อะมิโนโปรตีน


วิธีทำระเบิดเถิดเทิง
อันดับแรกต้องทำน้ำหมักเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของระเบิดเถิดเทิง
1) วิธีการทำน้ำหมัก
- ใส่ปลาทะเล และสับปะรด (เนื่องจากในปลาทะเลมีโปรตีน เมื่อถูกย่อยด้วยสารชื่อ โบมาเรนในสับปะรด โปรตีนในปลาจะกลายเป็น อะมิโนโปรตีน)
- ใส่กากน้ำตาล (เพื่อให้เป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์)
- ใส่น้ำส้มสายชู (เพื่อให้น้ำหมักมีฤทธิ์เป็นกรด เพื่อป้องกันแมลงมาวางไข่)
- ใส่น้ำมะพร้าว (ในน้ำมะพร้าวมี จิบเบอริริน และ ไซโตไคนิน ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช)
- หมักข้ามปี (เมื่อหมักเสร็จแล้ว สิ่งที่ได้ในน้ำหมักคือ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม )
2) นำน้ำหมักที่หมักได้ที่แล้ว มาต้มที่อุณหภูมิ 100 องศา เพื่อให้โปรตีนที่มี แตกตัวเป็น อะมิโนโปรตีน (โอไฮโอ)



การทำระเบิดเถิดเทิง
1) นำโอไฮโอ มาผสมกับ กากน้ำตาล ไขกระดูก เลือด สังกะสี มูลค้างคาว นมหมัก ฮิวมิก (ช่วยปรับสภาพดิน) ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม B-1 (ฮอร์โมนเร่งราก) สาหร่ายทะเล แมกนีเซียม ไคโตซาน และอะมิโนโปรตีน ปั่นให้เข้ากันด้วยมูลิเนค
2) ใส่ธาตุอาหารหลักก่อนใช้งาน*

*ก่อนนำไปใช้ให้พิจารณาธาตุอาหารหลัก และชนิดของพืชก่อนผสม แล้วจึงผสมธาตุอาหารหลักตามที่พืชชนิดนั้นๆต้องการ เช่น
30-10-10 (เรียกใบอ่อน)
8-24-24 (สะสมตาดอก)
21-7-14 (ขยายขนาด)
13-13-21 (เร่งหวาน)
5-10-4 0 (พืชกินหัว)


วิธีใช้ :
5 ลิตร / ไร่ : 20 cc/น้ำ 20 ลิตร

////////นักศึกษาฝึกงาน สจล-ไร่กล้้อมแกล้ม//////////


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/05/2011 10:30 am, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 24/03/2011 7:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เกือบดีแล้วลูก....เอ้า. ลุงจะสอนซ้ำ....



ที่สอนไว้ นึกดีๆ จำได้ไหม ? ลุงสอนว่า......

น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรไทยทำแล้วใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เกษตรกรอเมริการู้จักและทำใช้กันมานานกว่า 60 ปีแล้ว ปัจจุบันเขาพัฒนาไปไกลกว่านี้มาก ซึ่งลุงเองก็พยายามติดตามข้อมูลนี้อยู่ตลอดเวลา....เอาไว้มีเวลาจะเอามาเล่าให้ฟัง วิธีการอาจจะต่างกัน แต่หลักการไม่ได้ต่างกันเลย

ก่อนเริ่มเรียนกันอย่างเป็นการเป็นงาน ลุงขอฝากแง่คิดไว้นิดหนึ่งว่า การทำปุ๋ยทำฮอร์โมนพืช แม้ไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ยากอย่างที่กลัว การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องเรียนตลอดชีวิต ในแต่ละวันจะมีข้อมูลความรู้ทางวิชาการออกมาใหม่ๆเสมอ ที่เรียกว่า UP DATE นั่นแหละ เพราะฉนั้น ระหว่างคนสอน คือลุงคิม กับคนเรียน คือพวกเธอ พบกันครึ่งทางดีไหม ระหว่างที่สอนหรือสอนจบไปแล้ว ไม่เข้าใจ ไม่รู้ หรือสงสัย ก็ขอให้ถาม ขอให้บอก คงไม่มีครูที่ไหนในโลกนี้หรอกที่สอนครั้งเดียวแล้วคนเรียนรู้ครบจบกระบวนการเลย สิ่งที่คนสอนอยากรู้มากๆ คือ สิ่งที่คนเรียนไม่รู้ หรือสิ่งที่คนเรียนอยากรู้ สรุปคือ สิ่งที่คนสอนต้องการ คือ คำถาม ขอให้สังเกตุ ลุงสอนแบบพูดปากเปล่า ไม่มีโผ ไม่อ่านตำรา ย่อมมีบ้างที่บางหัวข้อไม่ได้พูดหรือพูดไม่เคลียร์ไม่กระจ่างหรือสอนข้ามไป เพราะฉนั้น คนเรียนต้องถาม

เคยสังเกตุไหม....นักเรียนในห้องเดียวกัน 50 คน เรียนพร้อมกัน วิชาเดียวกัน คนสอนคนเดียวกัน บอร์ดหน้าชั้นอันเดียวกัน หนังสือเล่มเดียวกัน ระยะเวลาเรียนเท่ากัน แล้วทำไมใน 50 คนจึงสอบได้ที่ 1 คนเดียว แล้วทำไมคนได้ที่ 1 กับคนได้ที่สุดท้าย จึงได้ความรู้ความเข้าใจต่างกันราวฟ้ากับดิน

ทุกมหาวิทยาลัยในโลก อ๊อกฟอร์ด. ฮาวาร์ด. ธรรมศาสตร์. จุฬา. เกษตร. ลาดกระบัง. เน้นย้ำ ทุกมหาวิทยาลัย สอนเหมือนกันหมด นั่นคือ สอนพื้นฐาน สอนให้คิดเป็น เมื่อเรียนจบไปแล้ว รับปริญญาไปแล้วต้องรู้วิธีประยุกต์ใช้หรือต่อยอดจากพื้นฐานที่ร่ำเรียนมานั่นเอง ใบปริญญาเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น การนำกระบวนการคิดไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมจนประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง นั่นคือ คุณค่าอย่างแท้จริง


สิ่งที่ต้นพืชกิน คือ ปุ๋ย .... ปุ๋ยที่ต้นพืชกินมี 2 ชนิด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยสังเคราะห์ .... สิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ เป็นปุ๋ยที่มีทั้งสารอาหารพืช ฮอร์โมนพืช จุลินทรีย์เพื่อการเกษตร และแหล่งพลังงานสำหรับจุลินทรีย์ในดินที่เรียกว่าจุลินทรีย์ประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้จะได้จากวัสดุส่วนผสมภายใต้กระบวนการหมักอย่างเหมาะสม นั่นเอง


ปุ๋ยอินทรีย์ได้มาจากอินทรีย์วัตถุ (เศษซากพืชและสัตว์) .... ปุ๋ยสังเคราะห์ได้มาจากกระบวนการทางเคมี ส่วนใหญ่มาจากปิโตเลียม เรียกว่า ปิโตเลียม ไบโปรดักส์ ประมาณนี้ หรืออาจมาจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เรียกว่า ไบโปรดักส์.

ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยสังเคราะห์ที่พืชกิน ประกอบด้วย
N - P - K - Ca - Mg - S - Fe - Cu - Zn - Mn - Mo - B - Si - Na ....
ต่างกันที่ ประเภทไหน ตัวไหน มีมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น

เมื่อตั้งเป้าประสงค์ว่าต้องการทำปุ๋ย เพราะฉนั้นเมื่อทำเสร็จแล้วก็จะต้องให้ได้ปุ๋ย ไม่ใช่ได้แค่แหล่งพลังงานสำหรับจุลินทรีย์ หรือตัวจุลินทรีย์เท่านั้น


วันนี้เราจะทำปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ ที่เกษตรกรทั่วไปเรียกว่าน้ำหมักชีวภาพนั่นแหละ เมื่อจะทำปุ๋ยก็จะต้องให้ได้ปุ๋ยทั้ง 14 ตัวดังกล่าว ถ้าไม่ครบก็ต้องให้ได้มากตัวที่สุดเท่าที่จะมากได้ และแต่ละตัวต้องมีเปอร์เซ็นต์เข้มข้นที่สุดเท่าที่จะเข้มข้นได้ด้วย นั่นคือ เราจะต้องเลือกสรรค์วัสดุหรืออินทรีย์วัตถุที่จะนำมาทำ.....ในเศษซากสัตว์มีสารอาหารเหล่านี้มากกว่าเศษซากพืช ขณะเดียวกัน ในเศษซากพืชมีฮอร์โมนพืชมากกว่าในเศษซากสัตว์

นอกจากอินทรีย์วัตถุหรือวัสดุส่วนผสมที่นำมาทำแล้ว กรรมวิธิในการทำก็ถือเป็นสิ่งสำคัญหรืออาจจะเรียกว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้

ทั้งวัสดุส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำ แม้จะทำแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ทุกอย่างหรือทุกขั้นตอนต้องมาตรฐานโรงงาน และมีหลักวิชาการรองรับอ้างอิง....




เริ่มที่ส่วนผสมก่อนก็แล้วกัน....
- การเลือกปลาทะเล เพราะในปลาทะเลมีโปรตีนมากที่และราคาถูกที่สุดในบรรดาเนื้อสัตว์ด้วยกัน ในปลาทะเลมีแม็กเนเซียม. แมงกานิส. สังกะสี. ทองแดง. โซเดียม. (ข้อมูล : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ซึ่งปลาน้ำจืดหรือสัตว์น้ำจืดอย่างหอยเชอรี่ไม่มี ส่วนสารอาหารตัวอื่นๆมีเหมือนกันหมด กรณีของเศษซากพืชถือว่ามีสารอาหารพืชน้อยมากเมื่อเทียบกับซากสัตว์ (ข้อมูล : คำเตือนจากแพทย์ คนกินอาหารเจ ระวังร่างกายขาดโปรตีน เพราะในพืชผักมีโปรตีนน้อย)....

- การเลือกใช้สับปะรดสำหรับการหมัก เพราะในสับปะรดมีสารโบมาเลน (ข้อมูล : ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต) สารโบมาเลนมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดีที่สุด.....อยากกินเนื้อย่างหรือเนื้อสะเต๊กนุ่มๆ ให้หมักเนื้อกับเปลือกสับปะรดก่อนแล้วค่อยเอาไปย่าง เนื้อจะนุ่มยังกับสะเต๊กโกเบ-หวากิว เลยเชียวแหละ

- การเลือกใช้น้ำส้มสายชูเพื่อปรับค่า พีเอช ให้ต่ำหรือให้เป็นกรดจัด ในสภาพกรดจัดจะช่วยให้กระบวนการหมักดำเนินไปได้เร็ว (ข้อมูล : ดร.สุริยา ศาสนรักกิจ วว.) และทำให้แมลงวันไม่ตอมจนเกิดเป็นหนอนขึ้นมาได้.....ที่นี่เราใช้น้ำส้มสายชูชนิด 99% (น้ำส้มสายชูอินทรีย์/เมด อิน ไต้หวัน) ใน 1 ถัง 200 ล.ใส่แค่ 200 ซีซี. แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูชนิด 5% ตามร้านก๋วยเตี๋ยวก็อาจจะต้องใส่เยอะหน่อย

- การเลือกใส่กากน้ำตาลแต่น้อยๆ เพียง 5 ล. เพื่อป้องกันกากน้ำตาลมากเกิน เพราะถ้ากากน้ำตาลมากเกินจะหยุดกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์โดยสิ้นเชิง (STOP) เนื้อปลาจะไม่ย่อยสลาย คงสภาพเป็นตัวเหมือนปลาแช่อิ่มอยู่อย่างนั้นตราบนานเท่านาน.....ในกากน้ำตาลใหม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช 18 ตัว (ข้อมูล : ดร.รสสุคนธ์) แก้ไขหรือสลายสารพิษนี้โดยการหมักนานข้ามปี หรือต้มด้วยความร้อน 70 องศา นาน 1 ชม.ก่อนใช้งาน....เคยมีเกษตรกร หมักหอยเชอรี่กับกากน้ำตาล 1:1 ใส่โอ่งมังกร หมักนาน 1-2-3 ปีแล้ว หอยเชอรี่ก็ยังเป็นตัวๆอยู่ อย่างนี้เขาเรียกว่าหอยแช่อิ่ม ไม่มีสารอาหารพืชใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งการเอาพืชผักผลไม้มาหมักกับกากน้ำตาล แม้จะย่อยสลายดีก็จะได้สารอาหารพืชเพียงเล็กน้อยกับแหล่งพลังงาน (อาหาร) ของจุลินทรีย์เท่านั้น....กากน้ำตาลหรือสารรสหวาน คือ แหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ที่ราคาถูกที่สุด

- การเลือกใช้น้ำหมักที่ผ่านกระบวนการหมักมานานจนพร้อมใช้งานแล้ว แทนการใช้จุลินทรีย์จากแหล่งอื่น เพราะความมั่นใจว่าจุลินทรีย์ในน้ำหมักเก่าเป็นจุลินทรีย์ประเภทย่อยสลายส่วนผสมต่างๆ ในกระบวนการหมักแบบนี้ดีที่สุดนั่นเอง




วันนี้จะสาธิตวิธีทำ 2 แบบ คือ
1. แบบไม่บดปลาก่อน แต่หมักลงไปทั้งตัวหรือทั้งดุ้นเลย จากนั้นประมาณ 1 เดือน จะพบว่า ปลาทะเลทั้งตัวได้ถูกแปรสภาพเป็นของเหลวเหมือนน้ำวุ้นได้ ด้วยพลังย่อยสลายของสารโบมาเลนกับจุลินทรีย์ในน้ำหมักเก่า

2. แบบบดด้วยเครื่องบดโมลิเน็กซ์ยักษ์ ขนาด 1 แรงม้า บนจนปลาทั้งตัวเหลวเป็นน้ำวุ้น ตั้งแต่วันแรกของกระบวนการหมัก


การที่สารอาหารหรือธาตุต่างๆในเนื้อปลาจะเกิดขึ้นได้ เนื้อปลาจะต้องผ่านกระบวนการเอ็นไซม์ระดับโมเลกุลลงไปถึงเล็กกว่าโมเลกุล.....หน่วยที่เล็กกว่าโปรตีนก็คือ อะมิโนโปรตีน.


ในถังหมักขนาด 200 ล.นี้ จะต้องคนทุกวัน ๆละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เพื่อเติมอากาศให้แก่จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ


จากนี้ให้เฝ้าสังเกตุ .... สี.เป็นสีน้ำตาลไหม้เหมือนวันแรกที่ทำ. ... กลิ่น.เป็นกลิ่นคาวปลาชัดเจน....กาก.เป็นอย่างที่เห็นเหมือนวันแรกที่ทำ....ฝ้า.ฟอง.จะยังไม่มี


ระหว่างนี้ ถ้ามีกลิ่นเริ่มเน่า หรือกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น แสดงว่าอ่อนกากน้ำตาล แก้ไขโดยการเติมกากน้ำตาลพร้อมกับเติมน้ำหมักเก่าอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์.....ถ้าทุกอย่าง O.K. กลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะหายไปใน 6 ชม. หากกลิ่นยังไม่หาย ให้เติมกากน้ำตาลกับน้ำหมักเก่าเพิ่มอีกเป็นรอบ 2 แล้วสังเกตุต่อ


หมักอย่างนี้นาน 3 เดือน กระทั่งเห็นว่าส่วนผสมทุกอย่างเหลวกลายเป็นน้ำวุ้นแล้ว ค่า พีเอช ประมาณ 3.5 ให้เติมน้ำมะพร้าวจนเต็มถัง 200 ล.....นั่นคือ เติมน้ำมะพร้าวประมาณ 180 ล.


เติมน้ำมะพร้าวแล้วหมักต่อ 1-2 ปี ระหว่างนี้ให้คนเฉพาะผิวหน้า 2-3 วัน/ครั้ง เพื่อเติมอากาศให้แก่จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศเท่านั้น ส่วนก้นถังไม่ต้องคน เพราะที่ก้นถังมีจุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศ ทั้งนี้ จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศ (บาซิลลัสส์) มีพลังในการย่อยสลายสูงกว่าจุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศหลายเท่า (ข้อมูล : อ.วิชัย สจล.)

ทดลองใช้ไม้พายงัดกากส่วนผสมที่ก้นถัง งัดช้าๆขึ้นมาดู จะพบว่ามีเมือกสีขาวใสอยู่กับกากส่วนผสม กากใสๆนี้คือ "ไซโตไคนิน และ ฮิวมัส" ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อพืชทุกชนิด (ข้อมูล : อ.วิชัย สจล.)

ประสิทธิผลที่เกิดจากการหมัก....หมักนาน 3 เดือน (พีเอช 3.5) ได้ธาตุหลัก....หมักนาน 6 เดือน (พีเอช 5.0) ได้ธาตุรอง....หมักนาน 9 เดือน (พีเอช 6.0) ได้ธาตุเสริม. ฮอร์โมน (ข้อมูล : ม.สุรนารี, มช., มข., กรมวิชการเกษตร)


สารอาหารที่ได้เป็นสารอาหารอินทรีย์ นอกจาก ธาตุหลัก-ธาตุรอง-ธาตุเสริม และฮอร์โมน.แล้ว ยังได้สารฟลาโวนอยด์. ควินนอยด์. โพลิตินอล. อะมิโนโปรตีน. ฮิวมัส. ออร์แกนิค แอซิด. ไซโตไคนิน. จุลินทรีย์ (บาซิลลัสส์. แอ็คติโนมัยซิส. คีโตเมียม. ไรโซเบียม. ไมโครไรซ่า. ฟังก์จัย.) แหล่งพลังงานหรืออาหารจุลินทรีย์ และสารท็อกซิก.


สังเกตุ....
1. เมื่อตอนยกถังปลาทะเลขึ้นรถ วิ่งมาจนถึงหน้าโรงงาน จะมีแมลงวันตอมเต็มไปหมด เพราะแมลงวันกับปลาทะเลเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่ครั้นถังปลาทะเลเข้าในโรงงานแล้วกลับไม่มีแมลงวันตามเข้ามาตอมเลยแม้แต่ตัวเดียว แม้แต่ถังที่หมักเก่าก็ไม่มีแมลงวันตอมด้วย แสดงว่าในถังที่หมักน้ำหมักชีวภาพเหล่านี้มีสารท็อกซิก ซึ่งสารนี้เป็นพิษต่อแมลง

2. น้ำหมักเก่า ตักใส่จานให้หมา หมากินจนหมดจาน แม้แต่หนูที่ลงไปกินน้ำหมักในถังหมักแล้วตกลงไปตายในถัง (หมักต่อเลย) หลังจากใส่น้ำมะพร้าวลงไปนานๆแล้ว จะเกิดวุ้นมะพร้าวที่ผิวหน้าเป็นแผ่น เอาแผ่นวุ้นนี้ไปให้ปลาในบ่อ ปลาจะแย่งกันกินจนไม่เหลือ......ทั้งหมา หนู และปลา ต่างก็มีสัญชาติญานในการกิน การที่มันกินก็แสดงว่าน้ำหมักในถังเป็น FOOD GRADE หรือไม่มีอันตรายนั่นเอง

เคยมีนะ ตอนนั้นหมามันไปคาบไก่มาจากไหนไม่รู้ ไก่ทั้งตัวยังสดๆ เลยจับยัดลงไปในถังหมัก ทั้งตัวทั้งขนนั่นแหละ ช่วง 3-5 วันแรกไก่ทั้งตัวลอยอยู่ปากถัง ประมาณ 1 เดือน ไก่ทั้งตัวจมหายไปอยู่ก้นถัง เอาไม้พายคนงดขึ้นมาดู ไก่ทั้งตัวนุ่มนิ่มอ่อนปวกเปียก กระดูกขางอกลับหลังได้ ทิ้งไว้ต่ออีก 2 เดือน เนื้อไก่ทั้งตัวหายไปหมด เหลือแต่ขนลอยขึ้นมาที่ผิวหน้า ทิ้งไว้ต่ออีกราว 6 เดือน คราวนี้ขนไก่กลายเป็นน้ำวุ้นไปแล้ว นี่แสดงถึงพลังจุลินทรีย์ในการย่อยสลายนั่นเอง

3. หมักนานๆ ระดับน้ำมะพร้าวในถังจะยุบ (ประมาณ 10 วัน/1 ฝ่ามือ) แสดงว่าน้ำในน้ำมะพร้าวระเหยหายไป แต่ธาตุอาหารในน้ำมะพร้าวจะไม่ระเหยไปด้วย (ตามหลักวิทยาศาสตร์) แบบนี้เท่ากับสารอาหารในน้ำมะพร้าวมีความเข้มข้นมากขึ้น กรณีน้ำมะพร้าวในถังยุบ แก้ไขโดยเติมน้ำมะพร้าวให้เต็มถังเหมือนเดิม

ระหว่างการหมักข้ามปี ให้สังเกตุการเปลี่ยนแปลง :
- สี..... สีน้ำตาลแก่ ไม่ถึงสีน้ำตาลไหม้ เนื่องจากใส่กากน้ำตาลน้อยนั่นเอง
- กลิ่น.. ไม่มีกลิ่นคาวปลาแต่มีกลิ่นน้ำตาลทรายอ่อน และฉุนเล็กน้อย
- กาก.. ส่วนหนึ่งจมลงก้นถังแล้วอยู่นิ่งอย่างนั้น ส่วนกากที่ผิวหน้าจะไม่จม
- ฝ้า.... สีขาวอมเทา นั่นคือจุลินทรีย์ประเภทเชื้อรา (มีประโยชน์) เมื่อคนแล้วจะจมลงเอง
- ฟอง.. ทดสอบโดยการเติมอ๊อกซิเจน ถ้าฟองใหญ่ยังใช้การไม่ได้ แต่ถ้าฟองละเอียดถือว่าพร้อมใช้แล้ว


เมื่อหมักนานข้าม 1-2 ปีแล้ว (เรียกว่า น้ำหมักชีวภาพดิบ) นำมาต้ม 100 องศา นาน 4 ชม. (เรียกว่าโอไฮโอ/ตั้งชื่อเอง) เพื่อให้โปรตีนแตกตัวเป็นอะมิโนโปรตีน ในการต้มนี้ฮอร์โมนจะหายไป เพราะฮอร์โมนถ้าสัมผัสความร้อนเกิน 40 องศาจะสูญเสีย..... ใช้น้ำหมักชีวภาพดิบ 80 ล. ผสมกับโอไฮโอ 20 ล. แล้วเติมเพิ่ม เลือด-ไขกระดูก-นม-ขี้ค้างคาว หมักข้าม 1-2-3 ปี ปั่นด้วยโมลิเน็กซ์ยักษ์จนเข้ากันดี ได้ "น้ำหมักชีวภาพ" ที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำแท้ๆ


น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้มีส่วนผสมที่เป็นน้ำ คือ เลือด-ขี้ค้างคาว-นม-ไขกระดูก-น้ำมะพร้าวเท่านั้น ไม่มีการเติมน้ำเปล่าแม้แต่หยดเดียว ยังได้สารอาหารเพียง 1-2-3% เท่านั้น แล้วที่ทำกันอยู่ทั่วๆไปนั้นมีการเติมน้ำเปล่า สารอาหารซึ่งมีน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเติมน้ำเปล่าลงไป สารอาหารก็ยิ่งเจือจางหนักลงไปอีก กระทั่งแทบไม่มีสารอาหารพืชเลย

น้ำหมักชีวภาพที่ทำกันอยู่ทั่วไปแล้วเกิดอาการเหม็นเน่าและเกิดหนอนจำนวนมากนั้น สาเหตุมาจากเติมน้ำเปล่า จุลินทรีย์ไม่เหมาะสม ค่ากรดด่างไม่ถูกต้อง แก้ไขไม่ได้นอกจากเททิ้งเท่านั้น....การนำเศษผักในตลาดสดที่ทิ้งแล้ว โดยเฉพาะเศษผักในกองขยะตลาดสด (แหล่งที่มีเชื้อโรคทมากที่สุด คือ กองขยะในตลาดสด) เมื่อนำมาหมักก็เท่ากับเอาเชื้อโรคมาหมักด้วย ในน้ำหมักที่ได้จึงอุดมไปด้วยเชื้อโรค


น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้เคยส่งไปให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบแล้ว ครั้งแรกกรองเอาแต่น้ำใสไปให้ตรวจ ปรากฏว่าไม่ผ่าน เนื่องจากอินทรีย์วัตถุ (กาก/O.M.) น้อย ครั้งที่สองส่งตรวจใหม่ คราวนี้กรองให้มีกากละเอียดติดไปด้วย 30% ปรากฏว่า ผลการตรวจสอบผ่านทุกขั้นตอน ถึงขนาดขอไว้เป็นตัวอย่างเลย....แม้ผลการตรวจจะสอบผ่าน แต่ปริมาณสารอาหารมีเพียง 1-2-3% เท่านั้น สำหรับพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียวอาจจะพอเพียงสำหรับพัฒนาการ แต่ในพืชประเภทไม้ผลอายุยืนนานหลายสิบปี ไม่พอเพียงแน่นอนที่จะพัฒนาให้ได้ผลผลิตระดับเกรด เอ.จัมโบ้. เพราะฉนั้น ก่อนใช้งานจึงจำเป็นต้องเติมเพิ่มปุ๋ยสังเคราะห์ลงไปอีก



จากน้ำหมักชีวภาพ สู่ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง :
ส่วนผสมทุกอย่างดังกล่าว ที่หมักในน้ำมะพร้าวนาน 1-2-3 ปีแล้ว ก่อนใช้งานจริงให้เติมเพิ่ม ....ไขกระดูก-เลือด-ขี้ค้างคาว-นม หมักนาน 1-2-3 ปี และฮิวมิก แอซิด. คนเคล้าให้เข้ากันดีด้วยโมลิเน็กซ์ยักษ์

ใส่ปุ๋ยสังเคราะห์ที่เป็นสารอาหารพื้นฐานสำหรับทุกพืช ได้แก่ ธาตุรอง/ธาตุเสริม. อะมิโนโปรตีน. แม็กเนเซียม. สังกะสี. บี-1. เอ็นเอเอ. สาหร่ายทะเล. คนเคล้าให้เข้ากันดีด้วยโมลิเน็กซ์ยักษ์

ปรุงหรือผสมครั้งสุดท้ายแล้ว ก่อนใช้งานจริงใส่ปุ๋ยสังเคราะห์ที่เป็นสารอาหารธาตุหลัก สูตรที่ตรงกับชนิดและระยะพัฒนาการของพืช เช่น 30-10-10, 8-24-24, 21-7-14, 13-13-21, 5-10-40, ฯลฯ คนเคล้าให้เข้ากันดีด้วยโมลิเน็กซ์ยักษ์ ปั่นนานๆจนแน่ใจว่าปุ๋ยสังเคราะห์ละลายดี

ปุ๋ยสังเคราะห์ทั้งหมดนี้ คือ "ปุ๋ยเคมี" นั่นเอง เมื่อใช้ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ จึงเกิดนิยาม "อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม ตามความเหมาะสม..." นั่นเอง

การที่น้ำหมักชีวภาพมีสารอาหารพืชซึ่งได้จากกระบวนการหมักอินทรีย์วัตถุเพียง 1-2-3% นั้น ทางวิชาการไม่อณุญาตให้เรียกว่า "ปุ๋ย" แต่เมื่อได้ใส่ปุ๋ยสังเคราะห์จนมีเปอร์เซ็นต์เนื้อปุ๋ยมากขึ้นตามต้องการและตรงตามความต้องการใช้จริงของพืชแล้ว ย่อมเรียกว่า "ปุ๋ย" ได้ (ถามเอง ตอบเอง) นอกจากนี้การมีคำว่า "ชีวภาพ" ต่อท้าย ก็เนื่องจากมีจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ผสมอยู่ด้วยนั่นเอง

หลักปฏิบัติของเกษตรกรในการให้ปุ๋ยแก่พืช คือ หว่านปุ๋ยลงดินไปก่อนแล้วรดน้ำตามเพื่อละลายปุ๋ย น้ำที่รดตามไปนี้ ถ้าเป็นน้ำหมักขีวภาพย่อมดีกว่าน้ำเปล่าอย่างแน่นอน แต่หากละลายปุ๋ยใน น้ำ + น้ำหมักชีวภาพ ก่อนแล้วรดให้แก่พืชย่อมดีกว่าขึ้นไปอีก หรือหากใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง ที่มีปุ๋ยผสมอยู่ด้วยแล้วโดยตรง คือ ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด



อัตราใช้และวิธีใช้ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง (น้ำหมักชีวภาพ + ธาตุหลัก/ธาตุรอง/ธาตุเสริม + ฮอร์โมน) :
- ให้ทางดิน 1: 500
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง ก่อนใช้งานควรมีกาก 20-30% ของปริมาตร จะได้ผลดีกว่ากากน้อยๆ
- ไม่แนะนำให้ใช้ทางใบ เพราะโมเลกุลในสารอินทรีย์มีขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านปากใบได้
-


พืชเป้าหมาย :
- ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง............ระเบิดเถิดเทิงฯ 1-2 ล.ผสมน้ำตามความเหมาะสมต่อปุ๋ยอินทรีย์แห้ง 1 ตัน
- นาข้าว ....................ระเบิดเถิดเทิงฯ 2-3 ล.+ 30-10-10 (3:1:1) 10 กก./ไร่/รุ่น

- ผักกินใบ...................ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ 30-10-10 (3:1:1) 1 กก./ไร่/รุ่น
- ผักกินผล...................ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ 8-24-24 (1:3:3) 1 กก./ไร่/เดือน

- ยางพารา (ก่อนเปิดกรีด)...ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ 30-10-10 (3:1:1) 10 กก./10 ต้น/เดือน
- ยางพารา (เปิดกรีดแล้ว)...ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ 21-7-14 (3:1:2) 10 กก./10 ต้น/เดือน
- อ้อยหลังย่ำตอ..............ระเบิดเถิดเทิงฯ 2-3 ล.+ 30-10-10 (3:1:1) 5 กก./ไร่/เดือน
- อ้อยย่างปล้อง..............ระเบิดเถิดเทิงฯ 2-3 ล.+ 8-24-24 (1:3:3) 5 กก./ไร่/เดือน
- ปาล์มน้ำมัน.................ระเบิดเถิดเทิงฯ 2-3 ล.+ 8-24-24 (1:3:3) 5 กก./ไร่/เดือน

- ไม้ผล (บำรุงต้น)..........ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ น้ำ 500 + 30-10-10 (3:1:1) 10 กก./10 ต้น/เดือน
- ไม้ผล (สะสมตาดอก).....ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ น้ำ 500 + 8-24-24 (1:3:3) 10 กก./10 ต้น/เดือน)
- ไม้ผล (ขยายขนาดผล)...ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ น้ำ 500 ล.+ 21-7-14 (3:1:2) 10 กก./10 ต้น/เดือน
- ไม้ผล (เร่งหวาน)..........ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ น้ำ 500 ล.+ 13-13-21 (1:1:1.5) 10 กก./10 ต้น

- พืชไร่.......................ระเบิดเถิดเทิงฯ 2-3 ล.+ ธาตุหลักตามระยะ 2 กก./ไร่/เดือน
- พืชหัว.......................ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ ธาตุหลักตามระยะ 2 กก./ไร่/เดือน
- ไม้ดอก......................ระเบิดเถิดเทิงฯ 1 ล.+ น้ำ 500 ล.+ 8-24-24 (1:3:3) 1 กก./ไร่/เดือน

หมายเหตุ :
- ปริมาณปุ๋ยธาตุหลักสามารถ +/- ได้ ขึ้นอยู่กับ สภาพโครงสร้างดิน ปริมาณผลผลิตบนต้น และตามความเหมาะสม
- ข้อมูลสูตรปุ๋ยธาตุหลักที่กล่าว ได้มาจากประสบการณ์ตรง ดังนั้น ในแต่พื้นที่อาจ ปรับ/เปลี่ยน สูตรได้ตามสภาพโครงสร้างของดิน



อายุใช้งาน และการเก็บรักษา :
- ช่วงที่เป็นน้ำหมักชีวภาพดิบ ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำแท้ๆ ยังไม่ได้ใส่สารสังเคราะห์ใด เก็บได้นานนับปี ระหว่างการเก็บนานนับปีนี้ ให้สังเกตุ สี-กลิ่น-กาก-ฝ้า-ฟอง ถ้ายังคงสภาพเดิม ถือว่ายังใช้การได้ แต่ถ้ากลิ่นเริ่มเหม็นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาล แล้วสังเกตุต่อ ถ้าปริมาณกากน้ำตาลพอดี กลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะหายไปภายใน 6-12 ชม. แล้วเข้าสู่สภาพกลิ่นเดิม แต่ถ้ากลิ่นยังไม่ดีขึ้นอีกก็ให้เติมกากน้ำตาลซ้ำ แล้วสังเกตุต่อ

- ช่วงที่เติมสารสังเคราะห์ (ธาตุรอง/ธาตุเสริม. อะมิโนโปรตีน. แม็กเนเซียม. สังกะสี. บี-1. เอ็นเอเอ. สาหร่ายทะเล. และธาตุหลัก.) แล้ว ไม่ควรเก็บนานเกิน 6 เดือน และระหว่างเก็บนี้ ให้สังเกตุ สี-กลิ่น-กาก-ฝ้า-ฟอง ถ้ายังคงสภาพเดิม ถือว่ายังใช้การได้ แต่ถ้ากลิ่นเริ่มเหม็นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาล แล้วสังเกตุต่อ ถ้าปริมาณกากน้ำตาลพอดี กลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะหายไปภายใน 6-12 ชม. แล้วเข้าสู่สภาพกลิ่นเดิม แต่ถ้ากลิ่นยังไม่ดีขึ้นอีกก็ให้เติมกากน้ำตาลซ้ำ แล้วสังเกตุต่อ



ปัญหาที่เกษตรกรทำเองไม่ได้ :
1. ไม่มีปลาทะเล - เลือด - ไขกระดูก - ขี้ค้างคาว - นม
2. ไม่มีเครื่องปั่นโมลิเน็กซ์ยักษ์
3. ไม่มีเวลาในการหมักนานข้าม 1-2-3 ปี
4. หาสารอาหารพื้นฐานและสารอาหารธาตุหลักสูตรที่ต้องการในท้องถิ่นไม่ได้
5. ขาดประสบการณ์ และความรู้พื้นฐานด้านอินทรีย์ชีวภาพอย่างลึกซึ้งแท้จริง
6. ขาดประสบการณ์ในการสัมผัสกับของจริง
7. ประยุกต์ ทำ/ใช้ ไม่เป็น
8. อ่าน LINE ธรรมชาติไม่กระจ่าง
9. ขาดความมั่นใจ
10. ยึดติดแบบเดียว สูตรเดียว และข้อมูลจากแหล่งเดียว
11. อื่นๆ เฉพาะบุคคล




การเรียนรู้วิธีทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง ให้รู้แจ้งอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นทำ - ขั้นตอนในการทำ - การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงระหว่างหมักแต่ละขั้นตอน - เห็นปัญหาและการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอน - ฯลฯ รวมระยะเวลานานข้ามปี.....กรณีที่ไม่มีเวลาอยู่นานที่ไร่กล้อมแกล้ม ให้ทดลองทำเองที่บ้าน โดยติดต่อสอบถามจากลุงเป็นระยะๆ และเมื่อพบการเปลี่ยนแปลงในถังหมักอย่างผิดปกติจนน่าสงสัยก็ให้สอบถามมา ลุงก็จะแนะนำวิธีการแก้ไขให้


ฝากไว้นะ....ลุงคิมจะไม่สอนทิ้งสอนขว้าง พวกเธอก็จงอย่าเรียนทิ้งเรียนขว้างก็แล้วกัน....เรียนวันนี้ที่นี่ครั้งเดียว ได้ทดลองทำกับมือก็ครั้งเดียว ได้เห็นก็ครั้งเดียว แล้วเธอก็เก่งเลย คงเป็นไปไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ต้องอาศัย วิชาการกับประสบการณ์ ผสมผสานกันจึงจะประสบความสำเร็จ


การทำการใช้ COPY ไม่ได้แต่ APPLY ได้ การทำเกษตรต้อง "แม่นสูตร - แม่นหลักการ" หมายถึง สูตรในการทำและหลักการใช้ ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ เพราะในธรรมชาติไม่มีตัวเลขและไม่มีสูตรสำเร็จ ปัจจัยพื้นฐานที่เกี่ยวกับ ดิน-น้ำ ที่ต่างกันในแต่ละที่แต่ละแหล่งล้วนแต่เป็นตัวแปรไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ทั้งสิ้น ความถูกต้องหรือความไม่ถูกต้อง วัดผล/ประเมินผลที่พืช ไม่ใช่วัดที่คน


จงอย่าหยุดการเรียนรู้เพียงที่ไร่กล้อมแกล้มนี้เท่านั้น เพราะที่นี่ไม่ใช่ดีที่สุด แล้วก็ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ดีที่สุดด้วย แต่ละที่ย่อมมีดีแตกต่างกัน ไม่เช่นนั้นเจ้าของเขาคงไม่ประสบความสำเร็จได้ นั่นคือ เขาต้องมีจุดดีอยู่บ้าง จงไปเรียนรู้และหาประสบการณ์จากแหล่งอื่นๆเพิ่มเติมอีก แล้วเอามาคัดกรอง เลือกแต่ข้อดีจากแต่ละที่ เอามาปรับใช้จนกระทั่งเป็นสูตรของตัวเองให้จงได้


ทุกคำพูดออกจากปากลุงคิม คือ .................................... สูตรของลุงคิม
ทุกตัวอักษรที่ลุงคิมเขียน คือ ....................................... สูตรของลุงคิม
ทุกถังที่ลุงคิมทำให้ดู คือ ............................................ สูตรของลุงคิม
แต่เมื่อเธอทำเองด้วยสูตรที่ลุงคิมให้ นั่นคือ ....................... สูตรของเธอ

เพราะทั้งปัจจัยเสริม/ปัจจัยต้าน ระหว่างการทำ แตกต่างจากที่ลุงคิมทำนั่นเอง


จงอย่ากลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลว คือ ความสำเร็จ ถ้าทำแล้วล้มเหลวจงทำใหม่ เมื่อทำใหม่จะไม่ล้มเหลวอีก เพราะเราได้รู้จักกับความล้มเหลวนั้นแล้ว พร้อมกันนั้น การทำใหม่จะทำให้ได้ค้นพบสิ่งใหม่อีก....โธมัส อัลวา เอดิสัน. ลองผิดกับหลอดไฟฟ้านับ 1,000 ครั้ง กระทั่งประสบความสำเร็จ สร้างหลอดไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่นี้จนได้ จากหลอดไฟฟ้าสมัยเอดิสัน วันนี้มีหลอดไฟฟ้าแบบใหม่เกิดขึ้นมา ซึ่งทุกตัวล้วนพัฒนามาจากพื้นฐานที่เอดิสัน.ค้นพบทั้งนั้น

การมาเรียนกับลุงคราวนี้ เอาไปทดลองทำ ทดลองใช้ ทำหลายๆครั้ง ใช้บ่อยๆ ไม่นานก็จะค้นพบสูตรใหม่เป็นของตัวเอง เรียกว่าต่อยอด ที่เหนือกว่าของลุงได้

ศิษย์ต้องเก่งกว่าครู โลกจึงจะพัฒนา และครูต้องเก่งกว่าศิษย์ 1 ก้าว เพื่อจะได้มีข้อมูลใหม่ๆเติมเพิ่มให้ศิษย์อีก เมื่อศิษย์ที่จบไปแล้วย้อนกลับมาหา



ลุงคิม (สอนอย่างนี้) ครับผม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 12/06/2011 4:11 pm, แก้ไขทั้งหมด 21 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 29/03/2011 11:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ฝึกงานวันนี้.....

งานมอบ :
เขียนรายงาน
1. ไร่กล้อมแกล้ม
2. ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สูตรระเบิดเถิดเทิง
3. ฮอร์โมนไข่ สูตรไทเป
4. สารสกัดสมุนไพร สูตรรวมมิตร
5. เกษตรแบบ อินทรีย์ นำ - เคมี เสริม - ตามความเหมาะสม....
6. ปรัชญาการเกษตร


วัตถุประสงค์ :
- เพื่อเป็นการรายงานผลการฝึกงานประจำวัน
- เพื่อตรวจสอบ ความรู้/ความเข้าใจ ในงานที่ฝึกไปแล้ว
- เพื่อ สร้าง/สะสม ประสบการณ์
- เพื่อฝึก การคิด/การวางแผน ในการทำงานอย่างเป็นระบบ
- เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับพรีเซ็นต์ หลังจบสิ้นการฝึกงาน


แบ่งงาน :
- ทำรายงานสรุปคนละหัวข้อ
- ทำแล้วโพสต์ลงเน็ต
- แก้ไข/เพิ่มเติม ภายหลังเมื่อมีข้อมูลใหม่


ลุงคิมครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 29/03/2011 11:42 pm    ชื่อกระทู้: น้ำหมักชีวภาพ ระเบิดเถิดเทิง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

น้ำหมักชีวภาพ สูตรระเบิดเทิดเทิง....


หลักการและเหตุผล

ในปัจจุบันเกษตรกรไทยต้องประสบกับปัญหาต่างๆมากมายอันเกี่ยวเนื่องกับพืชที่ปลูกหลายอย่างและอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือไม้ผลเศรษฐกิจที่ปลูกให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปทำให้เกิดหนี้สินตามมาการที่พืชให้ผลผลิตน้อยส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่พืชให้ผลผลิตต่ำนั่นเองเนื่องจากเกษตรกรส่วนหนึ่งใช้ปุ๋ยเคมีซะส่วนใหญ่เมื่อได้มีโอกาสเรียนรู้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเทิดเทิง คุณค่าทางอาหารของพืช...ซึ่งสามารถเรียกใบอ่อนบำรุงดินให้มีคุณภาพที่ดีซึ่งนั่นหมายถึงพืชจะสามารถให้ผลผลิตได้มากขึ้นนั่นเองคงเป็นการดีหากสูตรนี้จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นได้

น้ำหมักชีวภาพที่เกษตรกรไทยทำแล้วใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เกษตรกรอเมริกา. รู้จัก ทำแล้วก็ใช้กันมานานกว่า 60 ปีแล้ว ปัจจุบันเขาพัฒนาไปไกลกว่านี้มากสิ่งที่ต้นพืชกิน คือ ปุ๋ย .... ปุ๋ยที่ต้นพืชกินมี 2 ชนิด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยสังเคราะห์ .... สิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำเป็นปุ๋ยที่มีทั้งสารอาหารพืชที่ได้จากวัสดุส่วนผสมและสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมัก ซึ่งก็คือ จุลินทรีย์ นั่นเอง ปุ๋ยอินทรีย์ได้มาจากอินทรีย์วัตถุ (เศษซากพืชและสัตว์)…ปุ๋ยสังเคราะห์ได้มาจากกระบวนการทางเคมีส่วนใหญ่มาจากปิโตเลียม เรียกว่า ปิโตเลียม ไบโปรดักส์ ประมาณนี้ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยสังเคราะห์ที่พืชกิน ประกอบด้วย N - P - K - Ca - Mg - S - Fe - Cu - Zn - Mn - Mo - B - Si - Na .... ต่างกันที่อย่างไหนมีมากหรือน้อยกว่ากันเท่านั้น

วันนี้เราจะทำปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำที่เกษตรกรทั่วไปเรียกว่าน้ำหมักชีวภาพนั่นแหละเมื่อจะทำปุ๋ยก็จะต้องให้ได้ปุ๋ยทั้ง14ถ้าไม่ครบก็ต้องให้ได้มากตัวที่สุดเท่าที่จะมากได้และแต่ละตัวต้องมีเปอร์เซ็นต์เข้มข้นที่สุดเท่าที่จะเข้มข้นได้ด้วยนั่นคือเราจะต้องเลือกสรรค์วัสดุหรืออินทรีย์วัตถุที่จะนำมาทำ.....

ในเศษซากสัตว์มีสารอาหารเหล่านี้มากกว่าเศษซากพืชขณะเดียวกันในเศษซากพืชมีฮอร์โมนพืชมากกว่าในเศษซากสัตว์

นอกจากอินทรีย์วัตถุหรือวัสดุส่วนผสมที่นำมาทำแล้วกรรมวิธิในการทำก็ถือเป็นสิ่งสำคัญหรืออาจจะเรียกว่าสำคัญที่สุดก็ว่าได้ทั้งวัสดุส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำแม้จะทำแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านแต่ทุกอย่างหรือทุกขั้นตอนต้องมาตรฐานโรงงานและมีหลักวิชาการรองรับอ้างอิง....เริ่มที่ส่วนผสมก่อนก็แล้วกัน....


หลักการตามสูตรการปฏิบัติ
อินทรีย์นำ~เคมีเสริม~ตามความเหมาะสม
ปุ๋ยน้ำดำ "ไบโออิ" บำรุงต้น
ส่วนประกอบ : แม็กเนเซียม. สังกะสี. ยูเรีย จี.
ธาตุรอง.ธาตุเสริม.ไคโตซาน.เอ็นเอเอ.สาหร่ายทะเล.
บี-1.แคลเซียม โบรอน.อะมิโนโปรตีน.ฮิวมิคแอซิด.
กลูโคส. เอดีทีเอ.

ปุ๋ยทางใบ "ยูเรก้า" สูตรขยายขนาด
ส่วนประกอบ : 21-7-14 (น้ำ). ธาตุรอง/ธาตุเสริม. เอ็นเอเอ.
อะมิโนโปรตีน. ไคโตซาน. สาหร่ายทะเล. แม็กเนเซียม. บี-1.
สังกะสี. แคลเซียม โบรอน. ฮิวมิค แอซิด. กลูโคส. เอดีทีเอ.


ปุ๋ยน้ำชีวภาพ "ระเบิดเถิดเทิง" สูตรผักกินใบ
ส่วนประกอบ : โอไฮโอ. 25-7-7. ธาตุรอง.
ธาตุเสริม. อะมิโน โปรตีน. แคลเซียม โบรอน. เอ็นเอเอ.
จีเอ-3. บี-1. ไคโตซาน. แม็กเนเซียม. สังกะสี.
ฮิวมิค แอซิด. นม. ไข่. กลูโคส. เอดีทีเอ.

แคลเซียม โบรอน
อะมิโนโปรตีน. 15-0-0 จี. โบรอนพืช. ธาตุรอง.
ธาตุเสริม. กลูโคส. แต่งกลิ่น. แต่งสี.

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ระเบิดเถิดเทิง สูตรบำรุงตามระยะ ปลาทะเล.กากน้ำตาล.จุลินทรีย์.ไขกระดูก.เลือด.มูลค้างคาว.
นม. ฮิวมิก. น้ำมะพร้าว. อะมิโน. ธาตุรอง. ธาตุเสริม. ฮอร์โมน.
บี-1. สาหร่ายทะเล. ไคโตซาน. เอ็นไซม์. โบมาเลน. ท็อกซิก.
หมักนาน 2-3 ปี ............+ ธาตุหลัก ก่อนใช้งาน





ส่วนผสม 1
- ปลาทะเล
- สับปะรด
- กากน้ำตาล
- น้ำส้มสายชู
- น้ำมะพร้าว


เนื้อเรื่อง/ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ส่วนผสมที่มาธาตุอาหารที่สำคัญต่อพืช
- การเลือกปลาทะเล เพราะในปลาทะเลมีโปรตีนมากที่และราคาถูกที่สุดในบรรดาเนื้อสัตว์ด้วยกันในปลาทะเลมีแม็กเนเซียม. แมงกานิส. สังกะสี. ทองแดง. โซเดียม. (ข้อมูล : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ซึ่งปลาน้ำจืดหรือสัตว์น้ำจืดอย่างหอยเชอรี่ไม่มีส่วนสารอาหารตัวอื่นๆมีเหมือนกันหมดกรณีของเศษซากพืชถือว่ามีสารอาหารพืชน้อยมากเมื่อเทียบกับซากสัตว์ (ข้อมูล : คำเตือนจากแพทย์คนกินอาหารเจระวังร่างกายขาดโปรตีนเพราะในพืชผักมีโปรตีนน้อย)..

- การเลือกใช้สับปะรดสำหรับการหมัก เพราะในสับปะรดมีสารโบมาเลน (ข้อมูล : ม.ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต)สารโบมาเลนมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดีที่สุด.....อยากกินเนื้อย่างหรือเนื้อสะเต๊กนุ่มๆให้หมักเนื้อกับเปลือกสับปะรดก่อนแล้วค่อยเอาไปย่างเนื้อจะนุ่มยังกับสะเต๊กโกเบ-หวากิวเลยเชียวแหละ

- การเลือกใช้น้ำส้มสายชู เพื่อปรับค่า พีเอช ให้ต่ำหรือให้เป็นกรดจัด ในภาพกรดจัดจะช่วยให้กระบวนการหมักดำเนินไปได้เร็ว (ข้อมูล : ดร.สุริยา ศาสนรักกิจ วว.) และทำให้แมลงวันไม่ตอมจนเกิดเป็นหนอนขึ้นมาได้.....ที่นี่เราใช้น้ำส้มสายชูชนิด 99% ใน 1 ถัง 200 ล.ใส่แค่ 200 ซีซี. แต่ถ้าเป็นน้ำส้มสายชูชนิด 5% ตามร้านก๋วยเตี๋ยวอาจจะต้องใส่เยอะหน่อย

- การเลือกใส่กากน้ำตาลแต่น้อยๆ เพียง 5 ล. เพื่อป้องกันกากน้ำตาลมากเกิน เพราะถ้ากากน้ำตาลมากเกินจะหยุดกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์โดยสิ้นเชิง เนื้อปลาจะไม่ย่อยสลายคงภาพเป็นตัวเหมือนปลาแช่อิ่มอยู่อย่างนั้นตราบนานเท่านาน.....ในกากน้ำตาลใหม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช 18 ตัว (ข้อมูล : ดร.รสสุคนธ์) แก้ไขหรือสลายสารพิษนี้โดยการหมักนานข้ามปี หรือต้มด้วยความร้อน 70 องศา นาน 1 ชม.ก่อนใช้งาน

- การเลือกใช้น้ำหมักที่ผ่านกระบวนการหมักมานานจนพร้อมใช้งานแล้ว แทนการใช้จุลินทรีย์จากแหล่งอื่นเพราะความมั่นใจว่าจุลินทรีย์ในน้ำหมักเก่าเป็นจุลินทรีย์ประเภทย่อยสลายส่วนผสมต่างๆ ในกระบวนการหมักแบบนี้ดีที่สุดนั่นเอง



วันนี้สาธิตเเละเริ่มทำกันอย่างจริงจิงเเละน่ะ ครับเเบ่งเป็น วิธีทำ 2 แบบ คือ

1. แบบไม่บดปลาก่อน แต่หมักลงไปทั้งตัวหรือทั้งดุ้นเลย จากนั้นประมาณ 1 เดือน จะพบว่าปลาทะเลทั้งตัวได้ถูกแปรสภาพเป็นของเหลวเหมือนน้ำวุ้นได้ด้วยพลังย่อยสลายของสารโบมาเลนกับจุลินทรีย์ในน้ำหมักเก่า

2. แบบบดด้วยเครื่องบดโมลิเน็กซ์ยักษ์ ขนาด 1 แรงม้า บดจนปลาทั้งตัวเหลวเป็นน้ำวุ้น ตั้งแต่วันแรกของกระบวนการหมักการที่สารอาหารหรือธาตุต่างๆในเนื้อปลาจะเกิดขึ้นได้ เนื้อปลาจะต้องกระบวนการเอ็นไซม์ระดับโมเลกุลลงไปถึงเล็กกว่าโมเลกุล.....หน่วยที่เล็กกว่าโปรตีนก็คือ อะมิโนโปรตีน. ในถังหมักขนาด 200 ล.นี้ จะต้องคนทุกวัน ๆละ 2 ครั้ง เช้าเย็นเพื่อเติมอากาศให้แก่จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศจากนี้ให้เฝ้าสังเกตุสี…เป็นสีน้ำตาลไหม้เหมือนวันแรกที่ทำ…กลิ่น.เป็นกลิ่นคาวปลาชัดเจน....กาก.เป็นอย่างที่เห็นเหมือนวันแรกที่ทำ....ฝ้า.ฟอง.จะยังไม่มี ระหว่างนี้ ถ้ามีกลิ่นเริ่มเน่า หรือกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นแสดงว่าอ่อนกากน้ำตาลแก้ไขโดยการเติมกากน้ำตาลพร้อมกับเติมน้ำหมักเก่าอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์.....ถ้าทุกอย่าง O.K. กลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นจะหายไปใน 6 ชม. หากกลิ่นยังไม่หาย ให้เติมกากน้ำตาลกับน้ำหมักเก่าเพิ่มอีกเป็นรอบ 2 แล้วสังเกตุต่อ หมักอย่างนี้นาน 3 เดือน กระทั่งเห็นว่าส่วนผสมทุกอย่างเหลวกลายเป็นน้ำวุ้นแล้ว ค่า พีเอช ประมาณ 3.5 ให้เติมน้ำมะพร้าวจนเต็มถัง 200 ล.....นั่นคือ เติมน้ำมะพร้าวประมาณ 180 ล.

- เติมน้ำมะพร้าวแล้วหมักต่อ 1-2 ปี ระหว่างนี้ ให้คนเฉพาะผิวหน้า 2-3 วัน/ครั้ง เพื่อเติมอากาศให้แก่จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศเท่านั้น ส่วนก้นถังไม่ต้องคน เพราะที่ก้นถังมีจุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศทั้งนี้จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศมีพลังในการย่อยสลายสูงกว่าจุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศหลายเท่า (ข้อมูล : อ.วิชัย สจล.)

ประสิทธิผลที่ได้จากการหมัก....หมักนาน 3 เดือน (พีเอช 3.5) ได้ธาตุหลัก....หมักนาน 6 เดือน (พีเอช 5.0) ได้ธาตุรอง....หมักนาน 9 เดือน (พีเอช 6.0) ได้ธาตุเสริม. ฮอร์โมน (ข้อมูล : ม.สุรนารี, มช., มข., กรมวิชการเกษตร) สารอาหารที่ได้ นอกจาก ธาตุหลัก-ธาตุรอง-ธาตุเสริม และฮอร์โมน.แล้ว ยังได้สารโฟรวานอยด์. ควินนอยด์. โพลิตินอล. อะมิโนโปรตีน. ฮิวมัส. ออร์แกนิค แอซิด. และสารท็อกซิก.


ส่วนผสม 2
- เเมกนีเซียม (Mg)
- สังกะสี (zn)
- ไขกระดูก
- มูลค้างคาว
- น้ำเลือด
- น้ำนม
- ฮิวมิค
ปัญหาเเละการเเก้ปัญหา ครับ.......


สังเกตุ....
1. เมื่อตอนยกถังปลาทะเลขึ้นรถ วิ่งมาจนถึงหน้าโรงงาน จะมีแมลงวันตอมเต็มไปหมด เพราะแมลงวันกับปลาทะเลเป็นของคู่กันอยู่แล้วแต่ครั้นถังปลาทะเลเข้าในโรงงานแล้วกลับไม่มีแมลงวันตามเข้ามาตอมเลยแม้แต่ตัวเดียวแม้แต่ถังที่หมักเก่าก็ไม่มีแมลงวันตอมด้วยแสดงว่าในโรงงานนี้มีสารท็อกซิกซึ่งสารนี้เป็นพิษต่อแมลง

2.น้ำหมักเก่าตักใส่จานให้หมาหมากินจนหมดจานแม้แต่หนูที่ลงไปกินน้ำหมักในถังหมักแล้วตกลงไปตายในถัง(หมักต่อเลย)หลังจากใส่น้ำมะพร้าวลงไปนานๆแล้วจะเกิดวุ้นมะพร้าวที่ผิวหน้าเป็นแผ่นเอาแผ่นวุ้นนี้ไปให้ปลาในบ่อปลาจะแย่งกันกินจนไม่เหลือ......ทั้งหมา หนู และปลา ต่างก็มีสัญชาติญานในการกิน การที่มันกินก็แสดงว่าน้ำหมักในถังเป็น FOODGRADE หรือไม่มีอันตรายนั่นเอง

3. หมักนานๆ ระดับน้ำมะพร้าวในถังจะยุบ (ประมาณ 10 วัน/1 ฝ่ามือ) แสดงว่าน้ำในน้ำมะพร้าวระเหยหายไป แต่ธาตุอาหารในน้ำมะพร้าวจะไม่ระเหยไปด้วย (ตามหลักวิทยาศาสตร์) แบบนี้เท่ากับสารอาหารในน้ำมะพร้าวมีความเข้มข้นมากขึ้น แก้ไขโดยเติมน้ำมะพร้าวให้เต็มถังเหมือนเดิม เมื่อหมักนานข้าม 1-2 ปีแล้ว (เรียกว่า น้ำหมักชีวภาพดิบ) นำมาต้ม 100 องศา นาน 4 ชม. (เรียกว่าโอไฮโอ/ตั้งชื่อเอง) เพื่อให้โปรตีนแตกตัวเป็นอะมิโนโปรตีนในการต้มนี้ฮอร์โมนจะหายไปเพราะฮอร์โมนถ้าสัมผัสความร้อนเกิน 40 องศาจะสูญเสีย..... ใช้น้ำหมักชีวภาพดิบ 80 ล. ผสมกับโอไฮโอ 20ลิตร แล้วเติมเพิ่ม เลือด-ไขกระดูก-นม-ขี้ค้างคาว หมักข้าม 1-2-3 ปี ปั่นด้วยโมลิเน็กซ์ยักษ์จนเข้ากันดี ได้ "น้ำหมักชีวภาพ" ที่มีคุณสมบัติเป็นอินทรีย์แท้ๆ

น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้มีส่วนผสมที่เป็นน้ำ คือ เลือด-ขี้ค้างคาว-นม-ไขกระดูก-น้ำมะพร้าว ไม่มีการเติมน้ำเปล่าแม้แต่หยดเดียว ยังได้สารอาหารเพียง 1-2-3% เท่านั้น แล้วที่ทำกันอยู่ทั่วๆไปนั้นมีการเติมน้ำเปล่าสารอาหารซึ่งมีน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อเติมน้ำเปล่าลงไป สารอาหารก็ยิ่งเจือจางหนักลงไปอีก กระทั่งแทบไม่มีสารอาหารพืชเลย

น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้เคยส่งไปให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบแล้วผลการตรวจสอบผ่านทุกขั้นตอนถึงขนาดขอไว้เป็นตัวอย่างเลย....แม้ผลการตรวจจะสอบผ่านแต่ปริมาณสารอาหารมีเพียง1-2-3%เท่านั้นสำหรับพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียวอาจจะพอเพียงสำหรับพัฒนาการแต่ในพืชประเภทไม้ผลอายุนานหลายสิบปีไม่พอเพียงแน่นอนที่จะพัฒนาให้ได้ผลผลิตระดับเกรด เอ.จัมโบ้.เพราะฉนั้นก่อนใช้งานจำเป็นต้องเติมเพิ่มปุ๋ยสังเคราะห์ลงไปอีก
แคลเซียม โบรอน
อะมิโนโปรตีน. 15-0-0 จี. โบรอนพืช. ธาตุรอง.
ธาตุเสริม. กลูโคส. แต่งกลิ่น. แต่งสี.

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ระเบิดเถิดเทิง สูตรบำรุงตามระยะ ปลาทะเล.กากน้ำตาล.จุลินทรีย์.ไขกระดูก.เลือด.มูลค้างคาว.
นม.ฮิวมิก.น้ำมะพร้าว.อะมิโน.ธาตุรอง.ธาตุเสริม.ฮอร์โมน.
บี-1.สาหร่ายทะเล.ไคโตซาน.เอ็นไซม์.โบมาเลน.ท็อกซิก.
หมักนาน 2-3 ปี ............+ ธาตุหลัก ก่อนใช้งาน
สรุปผล

การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ ระเบิดเถิดเทิงมีอยู่ด้วยกันหลายขั้นตอนเเต่ละขั้นตอนที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยเเละนักศึกษาทุกคนเพื่อเป็นการใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพหลักการที่ว่าด้วย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต (ข้อมูลจาก ลุงคิม )
ขั้นตอนเเละวิธีการติดตามผลโดยใช้หลักการ ต.ส. (ตรวจสอบ)

สี ครับ............. เริ่มตั้งเเต่เมื่ออยู่ในถังหมัก ครับ......... เริ่มสีที่สังเกตเห็นพบว่าคล้ายๆกับน้ำกาเเฟเย็น/น้ำปลาร้าเหมาะกับการทำส้มตำที่เเสนอร่อย เลยครับ.......

กลิ่น ครับ............. ตั้งเเต่เริ่มหมักเเล้วมีการคนทุกวันเวลาเช้า – เย็นทำให้รู้ว่าน้ำหมักที่หมักนั้นไม่เหม็นอย่างที่คิดไว้เลย ครับ ผมรับประกันในคุณภาพครับ.....

กาก ครับ........ การคนทุกวันเวลาเช้า – เย็น สังเกตได้จากเนื้อปลาที่หมัก เนื้อสับปะรด เริ่มย่อยสลายเป็นกากโดยกลายเป็นเชื้อจุลินทรีย์ทำปฎิกิริยากับเอนไซม์กับเนื้อปลาทำให้เนื้อปลาเริ่มนิ่มเเละเละเเละนิ่มเเละเปื่อยรวมไปถึงสับปะรดด้วย ครับ...

ฝ้า ครับ...... ไม่พบฝ้า ครับ............
ฟอง ครับ...... เนื่องจากน้ำหมักทำปฎิกิริยากับก๊าซ ทำให้เกิดเป็นก๊าซมีเทน มองโดยปกติก็เหมือนกับเเกงที่บูดเเล้วเเละมีฟองขึ้นเเต่นั่นก็คือกระบวนการหมักเเละการย่อยสลายเชื้อจุลิทรีย์ชีวภาพ ครับ ......


นายสุวัจน์ อิ่มวิชิต (เบิร์ด) นักศึกษาฝึกงานไร่กล้อมเเกล้ม รุ่นที่ ๙
คณะเทคโนโลยีการเกษตร ปี ๑ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 18/05/2011 8:03 am, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 30/03/2011 10:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

to เบิร์ด.....

งานเข้า :

อ้างถึง....
ปัญหาที่เกษตรกรทำเองไม่ได้ :
1. ไม่มีปลาทะเล - เลือด - ไขกระดูก - ขี้ค้างคาว - นม
2. ไม่มีเครื่องปั่นโมลิเน็กซ์ยักษ์
3. ไม่มีเวลาในการหมักนานข้าม 1-2-3 ปี
4. หาสารอาหารพื้นฐานและสารอาหารธาตุหลักสูตรที่ต้องการในท้องถิ่นไม่ได้
5. ขาดประสบการณ์ และความรู้พื้นฐานด้านอินทรีย์ชีวภาพอย่างลึกซึ้งแท้จริง
6. ขาดประสบการณ์ในการสัมผัสกับของจริง
7. ประยุกต์ ทำ/ใช้ ไม่เป็น
8. อ่าน LINE ธรรมชาติไม่กระจ่าง
9. ขาดความมั่นใจ
10. ยึดติดแบบเดียว สูตรเดียว และข้อมูลจากแหล่งเดียว
11. อื่นๆ เฉพาะบุคคล

โจทย์ :
ถ้าปัญหาเหล่านี้เกิดกับตัวเอง เธอจะแก้ปัญหาอย่างไร ?

หมายเหตุ :
งานนี้ นายเบิร์ตเป็นเจ้าภาพ ที่เหลือทุกคนคือ ทีมงาน ทำงานเป็นทีมเวิร์ค ช่วยกันคิด ช่วยกันออกความคิดเห็น เพราะทุกคนคือ นศ.ฝึกงาน ดังนั้นทุกคนต้องรู้ ต้องคิดเป็นวางแผนเป็น และทำเป็นทุกเรื่อง (เน้นย้า.....ทุกเรื่อง) .........................O.K. ?


ลุงคิมครับผม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 30/03/2011 10:00 pm    ชื่อกระทู้: ปัญหาที่เกษตรกรทำเองไม่ได้ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ปัญหาที่เกษตรกรทำน้ำหมักระเบิดเถิดเทิงเองไม่ได้

ปัญหาเหล่านั้นถ้าเกิดกับเรา (นักศึกษาฝึกงาน) จะมีวิธีการแก้ปัญหาดังนี้


1. ไม่มีปลาทะเล - เลือด - ไขกระดูก - ขี้ค้างคาว – นม

นม มีอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ต้องใช้ในปริมาณมากจึงจำเป็นต้องหาแหล่งที่ผลิตนมโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะได้ราคาถูกกว่าแล้วยังได้นมที่สดกว่า คุณภาพของนมก็ย่อมจะดีกว่าด้วย แต่หากเราอยู่ห่างไกลจากฟาร์มผลิตน้ำนมแล้วปัญหานี้ก็ถือเป็นปัญหายักษ์เลยทีเดียว

หลังจากที่เราได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า การที่จะใช้นมกล่องตามท้องตลาดทั่วไปจะต้องใช้ต้นทุนสูง ส่วนสิ่งที่เราต้องการจากนมนั้นก็คือ "โปรตีน" ที่อยู่ในรูปของอะมิโนโปรตีน ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ได้ก็เลย ลองมองหาสิ่งที่หาได้ง่ายๆ และราคาถูกด้วยที่สำคัญต้องมีอะมิโนโปรตีนที่เราต้องการด้วย

มติเป็นเอกฉันท์ของกลุ่มก็คือ จะใช้นมถั่วเหลืองแทน เพราะในนมถั่วเหลืองมีโปรตีนที่สามารถใช้นมได้ แต่ในนมถั่วเหลืองก็ยังมีสารอาหารน้อยกว่าน้ำนมอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าไม่มี เสมือนกับคนเรากินข้าว แต่ไม่กับแต่ได้กินข้าวเปล่าก็ยังดี (ลุงคิมพูดบ่อยๆ )


ขี้ค้างคาว มีจำหน่ายอยู่ตามร้านเกี่ยวกับการเกษตรทั่วไป (ยกเว้นบ้านคุณ)
เสริม :
ในมูลสัตว์ปีกทุกชนิดมี P. สูง เมื่อไม่มีมูลค้างคาว มูลนกกระทา. มูลไก่. แม้แต่มูลนำพิลาบ.ก็ใช้แทนได้.............(ลุงคิม)



ไขกระดูก ต้องหาซื้อตามโรงฆ่าสัตว์แต่ก็ต้องใช้เวลาในการหมักนานมาก ส่วนกระดูกป่นต้องใช้ปริมาณมากถึง 1 ตัน จึงจะเทียบเท่ากับไขกระดูก 1 กิโลกรัม เราคงไม่มีเวลามากขนาดนั้น ทางออกของก็คือ “ลุงคิมขาาาาา”
เสริม :
ในน้ำต้มกระดูกสดก้นหม้อก๋วยเตี๋ยว นั่นแหละ "น้ำไขกระดูก" พร้อมใช้.... ก้างปลาก็คือกระดูก ในกระดูกย่อมมีไข เพราะฉนั้นในก้างปลา (ปลาสด) ก็ต้องมีไขกระดูกด้วย......(ลุงคิม)




เลือด โรงฆ่าสัตว์ใกล้บ้านคุณ
เสริม :
เชือดคอไก่ซักตัวสองตัว เอาเลือดมาทำปุ๋ยชีวภาพ เนื้อเอาไปแกง หรือจะเป็นเลือดหมูในตลาดที่เอามาผักเต้าหู้-ถั่วงอก นั่นก็ใช้ได้แล้ว สารอาหารพืชที่ต้องการคือ Fe. ซึ่งสารอาหารตัวนี้เฉพาะพืชไร่กลุ่มถั่วเท่านั้นที่ต้องการมาก ส่วนพืชทั่วๆไปต้องการไม่มาก....ที่บางแพ ราชบุรี ใช้เลือดไก่สดๆ 1 ตัว/น้ำ 200 ล.+ ฯลฯ/อาทิตย์ ให้แก่แปลงคะน้า 1 แปลง ส่วนแปลงอื่นๆไม่ได้ให้ ผลรับคือ แปลงที่ให้ เลือด + ฯลฯ ได้ นน.มากกว่าแปลงที่ไม่ได้ให้ถึง 25% (อ.สุวรี จันทร์กระจ่าง/จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)...........(ลุงคิม)




ปลาทะเล ถ้าบ้านที่ห่างไกลจากทะเลคงเป็นการยากในการหาวัตถุดิบนี้ มีอีกหนึ่งทางเลือกคือ สามารถใช้ปลาป่นอาหารสัตว์ ที่มีขายตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไปแทน แต่ข้อควรระวังก็คือไม่ควรใช้ปลาน้ำจืด เพราะในปลาน้ำเค็มจะมีในปลาทะเลมีแม็กเนเซียม. แมงกานิส. สังกะสี. ทองแดง. โซเดียม. (ข้อมูล : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ซึ่งในปลาน้ำจืดไม่มี


2. ไม่มีเครื่องปั่นโมลิเน็กซ์ยักษ์
การใช้แรงงานคนในการสับปลาเป็นชิ้นเล็กๆ ละเอียด จะต้องใช้เวลานานพอสมควรอีกทั้งยังเป็นการยุ่งยากลำบาก การดัดแปลงเครื่องมือเครื่องใช้ที่อยู่รอบๆ ตัวมาทำเป็นเครื่องปั่นก็น่าจะเป็นทางออกที่่ดีกว่าแต่อาจต้องใช้ต้นทุนสูงหน่อย โดยการหามอเตอร์สัก 1-2 แรงม้า กับใบพัดตัดหญ้านำมา Apply ก็จะได้เครื่องปั่นคุณภาพน้องๆ โมลิเน็กซ์ยักษ์เลยทีเดียว
เสริม :
โมลิเนกซ์ยักษ์ที่เห็นมีความจำเป้นอย่างมากในการผสมปุ๋ยในถังขนาดจุ 200 ล. เพราะจะช่วยให้ส่วนผสมที่ก้นถังถูกดันให้ขึ้นมาด้านบนแล้วคลุกเคล้ากันดีทั่วทั้งถัง........กรณีไม่มีโมลิเน็กซ์ยักษ์ (ตัวละ 10,000) ก็สามารถุใช้สว่านไฟฟ้าดัดแปลงได้ (แล้วจะได้ฝึกใช้งานต่อไป) สำหรับการทำใช้เองครั้งละ 15-20 ล. ......(ลุงคิม)




3. ไม่มีเวลาในการหมักนานข้าม 1-2-3 ปี
เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของวิสัยทัศน์ กับการวางแผนแบบเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว ผู้ทำต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซะก่อน สำหรับเราถ้าต้องทำในระยะเวลาอันสั้นวิธีการเดียวที่ดีที่สุดก็คือ “ลุงคิมขาาาา”
เสริม :
ปกติการหมักสามารถทำได้ 3 วิธี คือ หมักในกอง - หมักในถัง - และหมักในดิน....เมื่อไม่มีเวลาหมักในถัง หรือหมักในกอง ก็สามารถหมักในดินได้ เรียกว่า "สูตรปุปปับ" แล้วจะได้ ฝึก/สอน กันต่อไป.......(ลุงคิม)




4. หาสารอาหารพื้นฐานและสารอาหารธาตุหลักสูตรที่ต้องการในท้องถิ่นไม่ได้
การจะสั่งซื้อธาตุอาหารหลัก และสารอาหารพืชจะต้องสั่งซื้อในปริมาณมากๆ ดังนั้นการจะสั่งซื้อวัตถุดิบเหล่านี้จะต้องมีการรวมกลุ่มกัน และกลุ่มนั้นจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งด้วยเพื่อการทำงานจะได้มีความต่อเนื่อง
เสริม :
การซื้อธาตุอาหารพืช (หลัก-รอง-เสริม-ฮอร์โมน) ในราคาถูก ต้องสั่งซื้อจากบริษัทใหญ่ (ผู้นำเข้า) ในราคาส่ง นั่นคือ สั่งซื้อครั้งละมากๆ (100+ ล. หรือ 1+ ตัน) ขึ้นไป กรณีที่ต้องการน้อยๆ เพียง 1-2 ล. หรือ 10-20 กก. ก็ต้องซื้อที่เขาขายปลีกซึ่งต้องแพงกว่าราคาขายส่งแน่ ปัญหานี้ผู้ที่ต้องการทำเองก็ต้องคำนวนต้นทุนว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม อย่างไรก็ตาม แม้จะซื้อวัสดุส่วนผสมในราคาขายปลีก ก็เชื่อว่า ราคาต้นทุนยังต่ำกว่าซื้อแบบสำเร็จรูปแล้วอย่างแน่นอน และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ วัสดุส่วนผสมชนิดขายปลีกนั้น คุณภาพเชื่อถือได้เพียงใด......(ลุงคิม)



5. ขาดประสบการณ์ และความรู้พื้นฐานด้านอินทรีย์ชีวภาพอย่างลึกซึ้งแท้จริง
ขาดความรู้ก็ต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัว ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รักการอ่าน อัพเดทข่าวสารตลอดเวลา สอบถามข้อมูลจากผู้รู้ในด้านนี้โดยเฉพาะ (นักวิชาการ) และหมั่นทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดประสบการณ์เอง



6. ขาดประสบการณ์ในการสัมผัสกับของจริง
ก็ลองทำจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงก็ลองมาดูที่ไร่กล้อมแกล้มของลุงคิม ที่นี่มีให้เรียนรู้หลายอย่างอยู่ที่ว่าจะกล้าเปิดใจหรือเปล่า
เสริม :
การได้สัมผัสกับของจริงโดยตรง นอกจากจะช่วยให้จดจำได้จนตลอดชีวิตแล้ว ยังช่วยให้ได้ค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในอันที่จะนำไปต่อยอดขยายผลได้อีกด้วย......(ลุงคิม)



7. ประยุกต์ ทำ/ใช้ ไม่เป็น
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการเรียน ไม่ยึดติดในตำราสูตรสำเร็จ กล้าประยุกต์ทำสิ่งใหม่


8, อ่าน LINE ธรรมชาติไม่กระจ่าง
ไม่เข้าใจธรรมชาติ เช่น เมืองไทยเป็นเมืองร้อน นำจุลินทรีย์จากเมืองนอกมาใช้จะทำให้ไม่ได้ผล เราควรศึกษาหาความรู้


9. ขาดความมั่นใจ
ขาดความมั่นใจในตัวเองว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เมื่อทำแล้วเกิดความผิดพลาดควรนำความผิดพลาดนั้นมาเป็นประสบการณ์ เพื่อหาทางแก้ไขและทดลองทำใหม่อีกครั้ง......ขาดความมั่นใจในตัวปุ๋ยว่าทำสำเร็จแล้วจะได้ผลตามต้องการ ต้องทำลองใช้และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง



10. ยึดติดแบบเดียว สูตรเดียว และข้อมูลจากแหล่งเดียว

ต้องเปิดใจกว้าง ไม่ยึดติดความคิดเดิมๆ ศึกษาแหล่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมและนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน


11. อื่นๆ เฉพาะบุคคล
ต้องเป็นผู้ริเริ่ม ประสบความสำเร็จมากกว่าใคร แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องเป็นผู้นำ ไม่ยอมเป็นผู้ตามของใคร

“ ยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อที่จะก้าวต่อไปได้ ”
“ทิ้งศักดิ์ศรี ลดทิฐิ”

เมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ควรชื่นชมในความสำเร็จของเขา แล้วศึกษาวิธีการที่เขาทำแล้วเกิดความสำเร็จ แล้วนำมาปรับใช้กับตนเอง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/04/2011 8:48 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 31/03/2011 9:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การทำฮอร์โมนไข่....


หลักการและเหตุผล :
ในปัจจุบันเกษตรกรไทยต้องประสบกับปัญหาต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพืชที่ปลูกหลายอย่างและอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือไม้ผลเศรษฐกิจที่ปลูกให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปทำให้เกิดหนี้สินตามมา การที่พืชให้ผลผลิตน้อยส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่พืชออกดอกน้อยนั่นเอง เมื่อได้มีโอกาสเรียนรู้ สูตรฮอร์โมนไข่ซึ่งสามารถเปิดตาดอกพืชได้ ซึ่งนั่นหมายถึงพืชจะสามารถให้ผลผลิตได้มากขึ้นนั่นเอง คงเป็นการดีหากสูตรฮอร์โมนไข่นี้จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นได้

หมายเหตุ
ตามหลักวิชาการแล้วสูตรปุ๋ยนี้ไม่ใช่ฮอร์โมน แต่ที่เรียกฮอร์โมนนั้นก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันง่ายๆ




ขั้นตอนที่ 1
ส่วนผสม
1) ไข่ไก่สด 200 ฟอง
2) นมสด 40 ลิตร
3) กลูโคส 2 ลิตร
4) ยีสต์ 250 กรัม
5) น้ำส้มสายชู 99.94% 100 มิลลิลิตร
เสริม :
100 มิลลิลิตร = กี่ ซีซี. .....อืมมม ไม่ได้สอนตัวนี้นะ เอามาจากไหนน่ะ แบบนี้เอาไปสอนชาวบ้าน ลุงป้าน้ายายแกจะรู้เรื่องไหมเนี่ย..... ตวงเป็นช้อนได้ไหม 1 ช้อนโต๊ะ มาตรฐาน = 8 ซีซี. หรือไม่ก็เอาขวดเอ็ม 100 ก็ได้ 1 ขวด = 100 ซีซี. ง่ายกว่ามั้ง.........(ลุงคิม)



วิธีการทำ
1) ตอกไข่ใส่ลงในถัง ใส่เปลือกไข่ลงไปด้วย
2) เติมนมสดลงไป
3) เติมกลูโคส
4) เติมยีสต์
5) เติมน้ำส้มสายชู 99.94 % ลงไป (น้ำส้มสายชูช่วยทำให้ของหมักดองไม่เปลี่ยนสี ข้อมูลจากจุฬาฯ)
6) ปั่นให้ส่วนผสมเข้ากันจนเป็นเนื้อเหลว
7) ใส่ลงในถังพัก ให้ออกซิเจนทุกเช้า - เย็น ครั้งละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 สัปดาห์


ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา
1) การทำฮอร์โมนไข่เมื่อใส่ลงถังหมักแล้วจะต้องมีการเติมออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนให้ออกซิเจนแค่ตอนเช้า – เย็น วันละ 1 ชั่วโมงก็พอ ต้องมีคนคอยเติมออกซิเจนให้ แต่ถ้าเป็นเกษตรกรทั่วไปแล้วอีกปัญหาหนึ่งก็คือ “ไม่มีเครื่องปั๊มลม” ซึ่งอาจจะใช้ไม้พายคน แทนก็ได้
เสริม :
ใช้ไม้พายคนแทน วันละ 2 รอบ (เช้า-เย็น) รอบละ 1 ชม. มีเวลาเหรอ แบบนี้ปวดหลังตายเลยนะลูก เผลอๆมะเร็งกินอารมย์อีกต่างหาก (อ่านคำตอบต่อไป......ลุงคิม)




2) ไม่มีเครื่องปั่นมอเตอร์ หาอุปกรณ์ใกล้ตัวมาใช้แทนอย่างง่ายๆ หรือใช้แรงงานคนนี่แหละ
เสริม :
การใช้เครื่องปั๊มลมมีกำลังอัดสูงสำหรับการทำครั้งละมากๆ (100 ล.ขึ้นไป) เพื่อจำหน่าย แต่หากทำใช้ในสวนตัวเอง แนะนำให้ทำครั้งละ 10-20 ล. แล้วใช้ปั๊มอ๊อกซิเจนตู้ปลาก็ได้ เลือกตัวใหญ่ๆซักหน่อย ปั๊มพวกนี้กินไฟแค่วันละ 1-2 บาทเท่านั้น...............(ลุงคิม)




สรุปผล
การทำฮอร์โมนไข่มีอยู่ด้วยกันหลายขั้นตอน ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้นยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้รู้ ซึ่งแน่นอน ย่อมจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อไหร่เราจะนำมาต่อยอดในทันที
เสริม :
ระหว่างการทำขั้นที่ 1 ต้อง ต.ส. (ตรวจสอบ) ทุกวัน สังเกตุการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ สี. กลิ่น. กาก. ฝ้า. ฟอง.
สี....ต้องขาวนวล หรือขาวอมเหลือง ถ้าสีออกน้ำตาล หรือเริ่มดำคล้ำ แก้ไขด้วยการเติมน้ำส้มสายชู
กลิ่น....ต้องเป็นกลิ่นนมไข่ชัดเจน ถ้ากลิ่นเริ่มออกบูดเปรี้ยว แก้ไขด้วยการเติมกลูโคส
กาก....ไขมันจากนมต้องอ่อนนิ่มเละ เป็นชิ้นล็กๆติดตามผนังถังหมัก แก้ไขด้วยการใช้เขี่ยให้กลับลงไปในถัง กับ ต.ส.เปลือกไข่ที่ก้นถัง ต้องเป็นกากชิ้นเล็กลงหรือนุ่มนิ่ม กำลังจะกลายเป็นของเหลว (วุ้น) ถ้ากากเปลือกไข่ยังแข็งกระด้างแก้ไขโดยการเติมน้ำส้มสายชู (ในเปลือกไข่มีแคลเซียม. กำมะถัน. ย่อยสลายได้ในกรดอะเซติก...และจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายไขมันได้ดี คือ ยิสต์)) ส่วนเยื่อในเปลือกไข่ ตัวนี้ย่อยสลายยากมาก ต้องรอเวลาเท่านั้น.........(ลุงคิม)


น.ส.จิราพร วิทาโน แอ๋ม และคณะ

หมายเหตุ :
นี่คือการเริ่มนับ 1 จงเดินต่อเป็นก้าวที่ 2 แล้วลุงจะสอนให้อีก สอนทีละก้าว ไปทีละก้าว เชื่อว่าไม่ช้าก็ถึงปลายทาง......เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง (วิวัฒน์ ศัลยกำธร)................(ลุงคิม)





ตรวจสอบ :

วันที่.....25/3/2011 สี........เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น.....กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก.....กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า.......ไม่มี
ฟอง.....มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ....ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด




วันที่............26/3/2011

สี...............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า..............ไม่มี
ฟอง........... มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด



วันที่............27/3/2011
สี...............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า.............ไม่มี
ฟอง........... มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด





วันที่............28/3/2011
สี...............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า..............ไม่มี
ฟอง............มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด



วันที่..............29/3/2011
สี.................เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น..............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก..............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า...............ไม่มี
ฟอง............. มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ........ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด



วันที่..............30/3/2011
สี.................เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น.............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก.............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า...............ไม่มี
ฟอง............ มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ.......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด



วันที่............31/3/2011
สี...............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า.............ไม่มี
ฟอง...........มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด



วันที่............1/4/2011
สี...............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น............กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก.............กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า..............ไม่มี
ฟอง........... มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด


วันที่...........2/4/2011
สี..............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น...........กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก...........กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า............ไม่มี
ฟอง.......... มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด


วันที่...........3/4/2011
สี..............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น...........กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก...........กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า.............ไม่มี
ฟอง........... มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด


วันที่..........4/4/2011
สี.............เหลืองอ่อนขุ่น
กลิ่น..........กลิ่นแอลกอฮอล์นำกลิ่นนมไข่
กาก..........กากสีเหลืองละเอียด
ฝ้า............ไม่มี
ฟอง..........มีฟองสีขาวนวลตอนให้ออกซิเจน

หมายเหตุ......ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกลูโคส ถ้าสีเปลี่ยนเป็นสีดำ สาเหตุเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ป้องกันโดยเติมกรดอะซิตริกแอซิด




โปรดติดตามขั้นตอนที่ 2 ด้วยนะคะ

อ๋อมแอ๋ม....ค่าาาาาา


ขั้นตอนที่ 2
-
-


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 01/05/2011 10:35 am, แก้ไขทั้งหมด 15 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 31/03/2011 9:41 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามเหมาะสมของพืช


เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้สารเคมีในการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพของดิน น้ำ สิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย เหล่านักวิชาการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงมีการรณรงค์ ส่งเสริม สนับสนุน ให้มีการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการใช้ให้พอดี ให้เกิดความเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายการเปรียบเทียบกับอินทรีย์ตกขอบ เคมีบ้าเลือด


อย่างในนาข้าวเกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยยูเรียที่มากเกินความต้องการของพืช เช่น ข้าวต้องการปุ๋ย 10 กิโลกรัม/ไร่ แต่เกษตรกรอาจจะใส่ 50 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด การใช้ปุ๋ยยูเรียมากเกินความจำเป็นจะทำให้สารเคมีที่พืชไม่ได้ใช้ตกค้างอยู่ในนาข้าว ทำให้ดินมีฤทธิ์เป็นกรด หรือการใช้สารกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืชมากเกินไปก็ทำให้สารเหล่านั้นตกค้างอยู่ในผลผลิตได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ และสารที่เหลือก็จะสะสมอยู่ในดินทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด นอกจากจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพแล้วยังเป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดที่ชอบสภาพเป็นกรดได้เป็นอย่างดี ทำให้ดินกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ปลูกอะไรๆ ก็ไม่งาม



ดังนั้้นการใช้เกษตรแบบอินทรีย์นำ เคมีเสริมจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด การใช้แบบนี้คือการผสมผสานกันระหว่างการใช้สารอินทรีย์ควบคู่ไปกับการให้ปุ๋ยเคมีที่พืชต้องการอย่างเหมาะสม ส่วนการกำจัด แมลงศัตรูพืชก็ใช้สมุนไพรในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชแทน หาง่ายสามารถทำได้เอง อย่างเช่น การนำน้ำตะไคร้มาฉีดรดต้นข้าวซึ่งเพลียกระโดดจะชอบมาดูดน้ำเลี้ยงของต้นข้าวเพราะมีรสหวาน แต่การนำตะไคร้มาฉีดทำให้ต้นข้าวนั้นมีรสชาติเปลี่ยนไป เพลี้ยก็จะไม่มากินน้ำเลี้ยงอีก (ควรฉีดวันละ 2 รอบทุกวัน) ส่วนการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ก็สามารถทำได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้ธาตุรอง ธาตุเสริมในปริมาณที่เพียงพอตามระยะจากนั้น เราค่อยให้ปุ๋ยเคมีตามระยะของพืชในปริมาณ 1-2 % ให้เพียงพอต่อตามความต้องการ ไม่ต้องให้เผื่อ เพราะสารเคมีจะไปสะสมในดิน



เปรียบเทียบระหว่างอินทรีย์ตกขอบเคมีบ้าเลือดกับอินทรีย์นำเคมีเสริมตามความเหมาะสม

[u]อินทรีย์ตกขอบ เคมีบ้าเลือด

1. ต้นทุนสูง
2. ผลผลิตต่ำ
3. ดินเสื่อมสภาพ
4. มีสารเคมีตกค้างในผลผลิต
5. พืชขาดสารอาหารที่ต้องการ
6. ผลผลิตไม่สมบูรณ์มีลักษณะ ผลเล็กลีบ
7. ผู้ใช้เสียสุขภาพเนื่องจากรับสารเคมีมากเกินไป

[u]อินทรีย์นำ เคมีเสริมตามความเหมาะสม
1. ต้นทุนต่ำ
2. ผลผลิตเพิ่มขึ้น
3. ดินอยู่ในสภาพดี
4. ไร้สารตกค้างในผลผลิต
5. พืชได้รับสารอาหารตามต้องการครบถ้วน
6. ผลผลิตมีลักษณะที่ดี ผลอ้วนใหญ่ได้น้ำหนัก
7. ผู้ใช้ปลอดภัยจากการรับสารเคมีมีสุขภาพที่ดี




สรุป
เมื่อเห็นดังนี้แล้วเรายังใช้ปุ๋ยพืชแบบ อินทรีย์ตกขอบ เคมีบ้าเลือดอยู่หรือ ??
การใช้อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด เป็นผลดีต่อผลผลิตและแปลงปลูกแล้วยังเป็นการลดต้นทุนในสายการผลิต อีกทั้งยังเป็นการรักษาสุขภาพของตัวผู้ใช้เองอีกด้วย


เรื่อง อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของพืช
นายกรวิชญ์ ล้อไพฑูรย์ (โบ๊ท) นักศึกษาฝึกงานไร่กล้อมเเกล้ม รุ่นที่ ๙ เป็นเจ้าภาพ
คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 05/04/2011 8:34 am, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 01/04/2011 1:16 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

รูปแบบและการจัดระบบต่าง ๆ ของไร่กล้อมแกล้ม
ไร่กล้อมแกล้มตั้งอยู่ที่บ้านเขาช่อง ตำบลเขาสาบสิบหาบ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ทำเลที่ตั้งของไร่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาใหญ่น้อยมากมาย ฤดูร้อนก็ร้อนสุดขีด ฤดูหนาวก็หนาวเกินบรรยาย แล้วยังมีอากาศแปรปรวนในบางช่วง ทำให้ต้นไม้ปรับตัวแทบไม่ทันแต่ยังดีที่ที่ไร่กล้อมแกล้มแห่งนี้มีการจัดการกับระบบต่างๆ เป็นอย่างดีจึงเกิดปัญหาขึ้นน้อย ซึ่งส่งผลกระทบไม่มากนัก

ไร่กล้อมแกล้มไม่มีรั้วตายตัว ไม่มีแม้แต่ประตูเปิด – ปิด แต่จะใช้ธรรมชาติเป็นรั้วแทน ทางด้านหน้าจะปลูกต้นมะพร้าวเรียงรายยืนต้นสวยงามและยังสามารถกินแก้กระหายเมื่อเสร็จจากงานไร่งานสวนเหนื่อยๆ มาอีกด้วย ส่วนด้านข้างและด้านหลังจะเป็นส่วนของต้นชะอมซึ่งนอกจากจะเป็นรั้วชั้นเยี่ยมแล้วยังใช้ประกอบเป็นอาหารชั้นเลิศได้ดีทีเดียว สระน้ำจะตั้งอยู่บริเวณกลางๆ ไร่ ค่อนไปทางด้านหน้าซึ่งมีศาลากลางน้ำไว้ใช้ต้อนรับแขกไปไทมาอีกด้วย ใกล้ๆ กันนั้นก็จะเป็นส่วนของที่พักอาศัยและโรงปุ๋ยซึ่งใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆเป็นทั้งที่พักผ่อนยามเหนื่อยล้าและเป็นทั้งห้องเรียนเวลามีนักเรียน บรรยากาศสดชื่น แจ่มใส อยู่แล้วสุขกายสบายใจ ไม่ต้องสงสัยถ้าอยากรู้ต้องมาสัมผัสเอง


การจัดการและระบบต่าง ๆ ของไร่กล้อมแกล้ม มีรายละเอียด ดังนี้

ระบบการจัดการน้ำ

- น้ำจากเขื่อนศรีนครินท์ ที่ไร่กล้อมแกล้มอยู่ใกล้กับเขื่อนศรีนครินทร์ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี จึงสามารถดึงน้ำจากคลองที่มาจากเขื่อนศรีนครินทร์มากักเก็บไว้ในบ่อที่ขุดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อใช้ประโยชน์ภายในไร่ต่อไป

-บ่อน้ำ / สระเลี้ยงปลา บ่อน้ำขุดขึ้นขนาด 15 x 20 เมตร สำหรับเป็นบ่อกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ภายในไร่ บ่อน้ำถูกออกแบบเป็นอย่างดีให้มีการถ่ายเทน้ำอยู่ตลอดเวลาทำให้ได้น้ำที่มีคุณภาพดี มีความเป็นกลาง pH 7.0 และมีการเลี้ยงปลาไว้ในบ่อด้วยซึ่งเป็นปลากินพืช ช่วยให้น้ำดูมีชีวิตชีวาขึ้น

- น้ำบาดาล น้ำบาดาลถูกขุดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในหน้าแล้ง และสำหรับใช้อุปโภคภายในไร่ ซึ่งเป็นน้ำใต้ดินที่มีคุณภาพดีสามารถดื่มกินได้

- ระบบการให้น้ำของไร่กล้อมแกล้ม ที่ไร่กล้อมแกล้มนี้จะมีความโดดเด่นในเรื่องของระบบน้ำ ซึ่งจะให้น้ำพืชโดยใช้ระบบสปริงเกอร์ มีทั้งให้ทางรากและทางใบ ในการให้ปุ๋ยก็สามารถให้ไปกับระบบน้ำได้เลยโดยเติมลงในหม้อที่ดัดเเปลงไว้สำหรับปุ๋ยโดยเฉพาะแล้วเปิดให้ไปกับน้ำ



รูปแบบการปลูกต้นไม้
- ปลูกระยะชิด ขนาด 4 x 4 เมตร ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มอยู่ในขนาดที่พอเหมาะไม่กว้างหรือสูงจนเกินไป ถ้าต้องการขยายขนาดต้นก็โค่นต้นเว้นต้นให้มีขนาด 8 x 8 เมตร แต่สำหรับที่ไร่นี้คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะให้ต้นสูงใหญ่จนเกินไปเพราะจะทำให้ดูแลและเก็บเกี่ยวผลผลิตยากขึ้น

- ปลูกระยะชิดพิเศษ ขนาด 1 x 1.5 เมตร ใช้วิธีการจัดการเดียวกับระยะชิดข้างต้น



ที่พักอาศัยและโรงเรือนทำปุ๋ย
-ที่พักอาศัยถูกสร้างขึ้นในขนาดกะทัดรัด ประกอบด้วยห้องนอน ห้องเก็บของ ที่รับแขก และห้องครัว ห้องครัวจะมีขนาดใหญ่หน่อยมีอุปกรณ์การทำครัวครบครันเพื่อเตรียมพร้อมรับแขกไปไทมาที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมไร่กล้อมแกล้ม

- โรงเรือนทำปุ๋ย ที่นี่มีโรงเรือนขนาดใหญ่สำหรับเป็นที่ทำปุ๋ยสูตรต่างๆ มีถังหมักส่วนผสมต่างๆตั้งเรียงรายมากมาย ซึ่งประกอบด้วยวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหลายๆ อย่าง ที่นำมาหมักไว้ชนิดข้ามปี เพื่อให้เกิดสารอาหารที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน เมื่อต้องการใช้ปุ๋ยก็นำส่วนผสมต่างๆ เหล่านั้น ออกมาทำเป็นปุ๋ยสูตรที่ต้องการ นอกจากจะเป็นโรงปุ๋ยแล้วที่นี่ยังใช้เป็นห้องเรียนเกษตรได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะมีนักเรียนเกษตรแวะเวียนมาเยี่ยมชมเรียนรู้อยู่ตลอดทั้งปี


ความสุขของชีวิตที่แท้จริง คือ อะไร ? แล้วเราจะหาความสุขนั้นได้จากไหน ? การอยู่กับธรรมชาติก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ลองปล่อยวางจากเรื่องวุ่นวายน่าปวดหัวแล้วอยู่กับตัวเอง ใช้บรรยากาศดีๆ จากธรรมชาติเป็นอโรมาช่วยผ่อนคลาย บางทีความสุขที่แท้จริงอาจอยู่ใกล้ตัวของเรานี่แหละ ห่างไกลจากการเบียดเบียน หลอกลวงซึ่งกันและกัน ใช้ชีวิตแบบพอเพียง พึ่งพาอาศัย รู้จักให้มากกว่ารับ แล้วจะรู้ว่าชีวิตที่มีคุณค่าเป็นอย่างไร ?


แอ๋ม (ลูกสาวผู้พัน) ค่าาาา.......
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10916

ตอบตอบ: 04/04/2011 1:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


ส่ ว น ลึ ก ข อ ง ใ จ (1) . . . . . . .




บ่นคนเดียว....

เขียนกระทู้นี้เพื่อเป็นอุธาหรณ์ให้ลูกๆ นศ. ชาย 6 หญิง 3 ที่มาฝึกงาน ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นก่อน (ถ้ามีใจเข้ามาอ่าน) ให้รู้ว่าการที่จะมีความรู้ด้านเกษตรได้นั้นมิใช่ต้องเรียนเฉพาะในสถานศึกษาเท่านั้น แปลงเกษตรของตัวเอง ของบ้านข้างเคียง หรือแปลงข้างถนนก็เรียนและให้ความรู้ได้เช่นกัน

การเรียนในสถานศึกษาเพื่อให้ได้พื้นฐาน แต่การเรียนในแปลงจริงเพื่อให้ได้ประสบการณ์ ความสำเร็จจากการเรียนรู้จะสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงได้ควรต้องมีองค์ประกอบ "วิชาการ - ประสบการณ์ - จินตนาการ - แรงบันดาลใจ - แรงจูงใจ" เป็นตัวกระตุ้นให้ไปสู่ธงที่ปักไว้เป็นเป้าหมายชีวิต.....

ทฤษฎี กับ การปฏิบัติ แม้จะไม่ใช่ตัวเดียวกันแต่ต้องไปด้วยกัน เคียงคู่กัน เสมือนรางรถไฟ ระหว่างรางทางซ้ายกับรางทางขวา ต่างก็ถึงปลายทางทั้งคู่ แต่ระหว่างทางไม่เคยเจอกันเลย ฉันใด.....แม้เธอหรือใครก็ตาม ที่ร่ำเรียนแต่ทฤษฎีจนได้เกียรตินิยม แต่ไม่เคยสัมผัสของจริงหรือได้ปฏิบัติกับมือเลย โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นค่อนข้างยาก ในขณะเดียวกัน คนที่เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีสูง ฉันนั้น....

คุยกับ อ.วิชัยฯ แห่ง สจล. (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง/ปริญญาเอก เยอรมัน) ถึงแนวทางหรือเป้าประสงค์ในการฝึก นศ. แล้วได้ทราบว่า ทาง สจล.ต้องการความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรง (เรียน) 75% และต้องการความรู้จากการปฏิบัติ (ทำงาน) 25% เหนืออื่นใด ที่ต้องการอย่างมาก คือ "วิธีคิดนอกกรอบ" ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตเมื่อเรียนจบออกไปแล้ว

ลูกๆ รุ่นนี้ ชาย 6 หญิง 3 ไม่ต่างจากรุ่นก่อนๆ หนุ่มสาววัยนี้แม้จะเรียนถึงระดับมหาลัยแล้วก็ยัง เรียนเรียน-เล่นเล่น เหมือนก่อนเข้ามหาลัย นี่เป็นช่วงชีวิตยังรักสนุก ไม่ชอบชีวิตที่จริงจัง จนบางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ เห็นแล้ว ออกจะขวางหูขวางตาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องปล่อย ทำใจ ยอมรับ แต่ก็เฝ้าจับดูอยู่ว่า สิ่งที่อยู่ลึกกว่าเล่นนั้นมีอะไรเป็นแก่นสารหรือไม่ เมื่อห้ามไม่ได้ก็ต้องส่งเสริมให้เล่น แต่การเล่นนั้นต้องมีแก่นสาร ประมาณนี้

พร่ำบอกครั้งแล้วครั้งเล่า เรียนที่นี่-ฝึกงานที่นี่-ที่ไหนๆก็สุดแท้ จบเล้วเก็บเข้าลิ้นชักตู้เซฟ แล้วย้อนไปเรียนของมหาลัยต่อ เรียนเอาใบปริญญาบัตรมาให้ได้เพื่อเป็นศักดิ์ศรี เมื่อทุกอย่างที่มหาลัยจบ จงเปิดลิ้นชักตู้เซฟ แล้วย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง มาผสมผสานระหว่าง "วิชาการ กับ ประสบการณ์" ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงออกสู่โลกเกษตร

จุดขายที่ไร่กล้อมแกล้ม สอบถามจาก นศ.ทุกรุ่นถึงโจทย์ที่ อ.วิชัยฯ กำหนดให้มา ทราบว่ามี 3 โจทย์ คือ สูตรปุ๋ย, ระบบสปริงเกอร์ และรูปแบบการจัดแปลงระยะชิด แล้วทราบภายหลังจาก นศ.ที่ผ่านการฝึกงานไปแล้วอีกว่า เมื่อกลับไปมหาลัยแล้ว อ.วิชัยฯ มีงานมอบบางรุ่นให้ทำ "ฮอร์โมนไข่" ก่อนอันดับแรก บางรุ่นให้งานมอบ "ติดตั้งระบบสปริงเกอร์" ผลปรากฏว่าทั้ง 2 งานมอบล้มเหลว ทำไม่ได้และแก้ปัญหาไม่เป็น

คิดอยู่เหมือนกัน คนที่มาเรียน คือ คนที่ยังไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะมาเรียนทำไม เพราะฉนั้นงานนี้ต้องกล่าวโทษ "คนสอน" จึงจะถูกต้อง นัยว่า สอนให้คนเรียนไม่รู้เรื่องหรือสอนให้นักเรียนสอบตก สอนอย่างไรก็ได้ สอนไปเถอะ แต่ถ้าถามว่า สอนให้คนเรียนรู้เรื่อง สอนให้นักเรียนสอบผ่านสอบได้ จะสอนอย่างไร.....โถ โถ โถ ลูกครูยังสอบตก

เรื่องเกษตรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด เรียนวิศวะง่ายกว่า เพราะมีตัวเลขเป็นสเป็คกำหนดให้ ทุกอย่างมีมาตรวัด เรียนแพทย์ก็ง่าย รักษาคนไข้ เพราะคนไข้พูดได้ วิเคราะห์สมุหฐานของโรคตามคำบอกของคนไข้ แล้วก็จ่ายยาได้ แต่เกษตรด้านพืช อยู่กับต้นไม้ ต้นไม้พูดไม่ได้ เป็นอะไรหรือต้องการอะไรก็บอกไม่ได้ทั้งนั้น ช่างเหมือน "คนบ้า กับ คนใบ้" เสียจริงๆ คนกับต้นไม้ต้องสื่อสารกันด้วยความรู้สึกเท่านั้น ไม่มีตัวเลขอย่างวิศวะ ไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนยารักษาโรค เพราะฉนั้น คนที่จะอยู่กับต้นไม้ต้นพืชได้ ต้อง "คาดเดา หรือ เสี่ยงโชค" เท่านั้น

รุ่นที่แล้ว นศ.สาว ถึงกับหลั่งน้ำตาอาบแก้มบนโต๊ะเรียน เมื่อเธอพูดว่า

"....คุณลุงคะ....ทำไมเกษตร ยากจังเลย...."

เพื่อนั่งข้างๆถึงกับอึ้ง มองหน้าเพื่อนสาวแล้วเหลียวมามองหน้าลุงคิมเป็นตาเดียว ลึกๆในแววตานั้นบอก ยอมรับ เกษตรนี้ยากจริงๆ

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า....ที่ไหนๆเขาก็สอน "ทฤษฎี" ก่อนแล้วสอน "ปฏิบัติ" ทีหลัง ตามหลักสากล

นี่คือ ของจริง เป้าประสงค์ของการสอนที่คิดไว้ เมื่อเรียนไปแล้วต้อง "ทำเป็น" สะท้อนออกให้เห็นไม่ใช่เพียง นศ.รุ่นนี้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง ตาสียายสาลุงมีป้ามา ที่เคยสอนไปแล้ว เขาเหล่านั้นทำไม่ได้เพราะอะไร.....?

แว้บหนึ่งชั่วแมลงหวี่กระพือปีก ก็คิดขึ้นมาได้....

".... งั้นเอางี้....เปลี่ยนจากเรียนแบบ "ทฤษฎีนำ-ปฏิบัติตาม" มาเป็น "ปฏิบัตินำ-ทฤษฎีตาม" ทั้งสองอย่างควบคู่กันหรือพร้อมกันแล้ว แทรก/เสริม/เติม/เพิ่ม/บวก ไปเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ แล้วแต่เพลงจะพาไป.....ดีไหม ?

เสียงใสๆที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง บอกเหมือนกันว่า "ดี...ลอง"

แล้วทั้งคนสอนและคนเรียนต่างพากันเดินเข้าโรงงาน งานสอนแนวใหม่เริ่มขึ้นทันที...... ด้วยระยะเวลาราว 7 วัน การ เรียน/สอน แบบ ปฎิบัตินำ-ทฤษฎีตาม" โดย นศ.ฝึกงานมีโอกาสได้ทำกับมือถึง 6 ครั้ง ตามออร์เดอร์ ภายใต้การกำกับพร้อมสอดแทรกหลักวิชาการอย่างใกล้ชิด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อ นศ.สาว ที่เคยหลั่งน้ำตากับความยากของวิชาเกษตร ถึงกับชูกำปั้นขึ้นเหนือหัว แล้วพูดว่า ".....คุณลุง....หนูต้องเก่งกว่าคุณลุงให้ได้....



นศ.ฝึกงานรุ่นนี้ สบายใจผู้ฝึกสอนมากเพราะระยะเวลาฝึกสอนไม่รีบเร่ง ต่างจากรุ่นก่อนๆที่มีเวลาเพียง 200 ชม. หรือ 22 วันเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างต้องทำอย่างรีบเร่ง สอนทำปุ๋ยบางสูตรได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีเวลาให้ผู้สอนตรวจสอบผลการสอนซ้ำ ไม่มีเวลาให้ผู้เรียนซักถามเพิ่ม.....การทำนั้นไม่ยาก แต่การใช้นี่สิ ยากกว่าหลายเท่า ปุ๋ยแต่ละสูตรไม่ใช่ของวิเศษ เมื่อให้แก่พืชใดแล้วเห็นผล จนสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ก็หาไม่ เมื่อสอนวิธีทำแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอนวิธีใช้ด้วย ครั้นเมื่อผู้เรียนไม่มีเวลาอยู่เรียน จึงเป็นสิ่งน่าเสียดาย



...................................ยังไงๆ ก็ไม่จบ.............................................


Kim Za Gass


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 22/05/2011 7:13 pm, แก้ไขทั้งหมด 10 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 5

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©