online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-ทำน้ำหยดในไร่มันสำปะหลัง
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ทำน้ำหยดในไร่มันสำปะหลัง
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ทำน้ำหยดในไร่มันสำปะหลัง

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10886

ตอบตอบ: 07/11/2010 9:06 pm    ชื่อกระทู้: ทำน้ำหยดในไร่มันสำปะหลัง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

สมัย ลิ้มวัชราภรณ์ ทำน้ำหยดในไร่มัน ที่โนนสุวรรณ เพิ่มผลผลิต หยุดเพลี้ยแป้ง

เพราะได้แรงบันดาลใจจากผู้เป็นบิดา คือ คุณประกอบ ลิ้มวัชราภรณ์ ที่ได้นำระบบน้ำหยดเข้ามาใช้กับการปลูกแตงกวา และข้าวโพด จนได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี จึงทำให้ คุณสมัย ลิ้มวัชราภรณ์ ผู้เป็นลูกชาย และเป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จำกัด เลขทะเบียน 936 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 บ้านหนองตาเฮียง ตำบลดงอีจาน อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้นำระบบน้ำหยดเข้ามาในแปลงปลูกมันสำปะหลังจนประสบความสำเร็จ

ในวันนี้ บนพื้นที่ 20 ไร่ ในครอบครองของคุณสมัย ที่เน้นการปลูกมันสำปะหลังด้วยระบบน้ำหยด จึงกลายเป็นแปลงสาธิตการผลิตมันสำปะหลังระบบน้ำหยด เปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่สนใจ ได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ

คุณสมัย บอกว่า ได้ปลูกมันสำปะหลังมาเป็นเวลาประมาณ 13 ปีแล้ว โดยในครั้งที่ยังปลูกมันสำปะหลัง แบบเดิมจะได้ผลผลิตเพียง 3-4 ตัน ต่อไร่ มีรายได้จากการขายหัวมันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเท่าไรนัก

แต่ในวันนี้ เมื่อปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบการปลูกแบบน้ำหยด ทำให้ ได้ผลผลิตหัวมันสดที่ดีขึ้นมาก โดยเฉลี่ยที่ไร่ละประมาณ 7-8 ตัน ทีเดียว

"สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้จากการนำระบบน้ำหยดมาใช้ในการปลูกมันสำปะหลังนั้น มีด้วยกันหลายประการ ทั้งประหยัดเวลาในการดูแล ผลิตมันได้มากขึ้น ลดการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้ และมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย" คุณสมัย กล่าว

"อย่างเพลี้ยแป้งนั้นเห็นได้ชัดเลยว่า มีอัตราการระบาดลดลงอย่างมาก ตั้งแต่มีระบบน้ำหยด โดยจากเดิมนั้น ไร่มันสำปะหลังจะต้องได้รับความเสียหาย จากการระบาดของเพลี้ยแป้ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 แต่เมื่อนำระบบน้ำหยดมาใช้แล้ว การระบาดลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 10 เท่านั้น"

คุณสมัย ยังกล่าวถึงรายได้ที่ได้รับว่า ในช่วงที่ผ่านมา ขายมันสำปะหลังได้ กิโลกรัมละ 2.50-3 บาท เฉลี่ยไร่ละ 24,000 บาท หากรวมทั้ง 20 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 480,000 บาท นอกจากนี้ ยังสามารถขายท่อนพันธุ์ได้อีก ต้นละ 2 บาท เฉลี่ยแล้วไร่หนึ่งจะมีรายได้จากการขายท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ประมาณ 3,000 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมองหนึ่งของคุณสมัยที่ทำให้ระบบการปลูกมันสำปะหลังด้วยระบบน้ำหยดยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ทั้งที่มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเข้ามาดูงานอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ปัญหาการขาดเงินลงทุน การขาดแคลนแหล่งน้ำและปัญหาระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึงพื้นที่ปลูก

"สำหรับระบบการทำน้ำหยดในไร่มันนั้น จะต้องใช้ต้นทุนประมาณ 7,000 บาท ต่อไร่" คุณสมัย บอกกล่าวถึงต้นทุนที่ต้องเตรียมการไว้

ในไร่มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ทั้ง 20 ไร่ ในวันนี้ของคุณสมัย จึงมีระบบน้ำหยดวางอยู่ทั่วทั้งแปลง ซึ่งหมายถึงว่าต้องใช้เงินทุนสำหรับการนี้ประมาณ 140,000 บาท

"ทั้งนี้ จะเป็นการลงทุนในครั้งแรกมากที่สุด เพราะต้องซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าเครื่องสูบน้ำ ท่อน้ำ และอื่นๆ แต่หลังจากนั้นจะลงทุนน้อยลง โดยเฉพาะอยู่ที่ไร่ละ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะมีค่าไฟฟ้าอีกปีละ 6,000 บาท และค่าปุ๋ยหมักชีวภาพที่ให้ไปพร้อมกับระบบน้ำอีก เฉลี่ยไร่ละ 1,500 บาท"

"แต่เราจะมีรายได้จากการขายหัวมันสำปะหลังและท่อนพันธุ์ เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง โดยอายุของต้นมันที่ขุดได้นั้น อยู่ที่ประมาณ 6-7 เดือน จากที่ผมทำมานั้นเพียงแค่ขุดหัวมันขายในรอบแรก เราก็สามารถคืนทุนได้แล้ว ส่วนรอบ 2 นั้นถือว่าเป็นกำไร" คุณสมัย กล่าว

สำหรับระบบน้ำหยดของคุณสมัยนั้น จะใช้น้ำจากบ่อน้ำที่ขุดไว้ ซึ่งเป็นบ่อน้ำซับ สามารถมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งพื้นที่บ่อมีความจุประมาณ 1,260 ลูกบาศก์

ให้ปุ๋ยทางน้ำไว้ด้วย โดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆ คือ นำปุ๋ยชีวภาพมาผสมกับน้ำและคนให้เข้ากันในถังพลาสติคใบใหญ่ และจะต่อสายยางในรูปแบบของกาลักน้ำ เพื่อนำปุ๋ยที่ผสมแล้วเข้าไปสู่ระบบท่อที่สูบน้ำจากบ่อ ปุ๋ยดังกล่าวจะไหลไปตามท่อเมนที่วางยาวไว้กลางไร่มันสำปะหลัง ซึ่งจะมีการต่อท่อน้ำหยดในลักษณะก้างปลากระจายไปทั่วทุกแถวของต้นมันสำปะหลัง

"ระบบท่อน้ำหยดนี้ สามารถหาซื้อได้จากร้านจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรทั่วไป คุณสมัยจะวางเครื่องสูบน้ำที่จะมีการวางระบบซึ่งเป็นสายสำเร็จรูป เราเพียงนำมาวางในไร่มัน โดยวางไปตามร่องปลูกมันสำปะหลัง ซึ่ง [color=red]ระยะของรูที่เจาะเพื่อปล่อยให้น้ำหยดออกมานั้น จะอยู่ห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร"[/color] คุณสมัย กล่าว

สำหรับท่อน้ำหยดที่วางไปตามร่องปลูกต้นมันสำปะหลังนั้น คุณสมัย บอกว่า จะวางท่อไปพร้อมกับการนำต้นพันธุ์มาปลูก พอเมื่อจะเก็บเกี่ยวขุดหัวมันปะหลังขึ้นมาขาย จะดำเนินการรื้อท่อออกก่อน แล้วจึงเริ่มขุด ส่วนท่อที่รื้อมานั้นจะเก็บไว้ใช้งานในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับท่อน้ำหยดที่วางไว้ในไร่มันสำปะหลังนั้น คุณสมัย บอกว่า จะมีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 3-4 ปี

"โดยจะให้น้ำหยดแก่ต้นมันสำปะหลังที่ปลูก สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง"

ในส่วนของการให้ปุ๋ยนั้น ครั้งแรกคุณสมัยบอกว่า จะให้ปุ๋ยชีวภาพในช่วงก่อนการไถกลบ เมื่อต้นมันสำปะหลังอายุได้ประมาณ 3 เดือน จะให้ปุ๋ยสูตรระเบิดหัว และในเดือนที่ 5 จะให้ปุ๋ยสูตรระบิดหัวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ จะใช้ปุ๋ย 7 กระสอบ และเมื่อต้นมันสำปะหลังอายุได้ประมาณ 7 เดือน จะขุดหัวขึ้นมาขาย

"พอผมมาใช้ระบบน้ำหยดแบบนี้ ในเรื่องของการเก็บเกี่ยวก็เร็วขึ้น จากเดิมหากปลูกตามธรรมชาติ การดูแลจะ ต้องปล่อยให้ต้นเติบโตนาน 12 เดือน จึงขุดหัวมันขึ้นมาได้ แต่พอมาใช้ระบบน้ำหยดสามารถย่นระยะเวลาได้มากขึ้น เหลือเพียง 7 เดือน ก็สามารถขุดหัวมันขายได้แล้ว ที่สำคัญได้หัวมันที่ใหญ่ น้ำหนักดีขึ้นกว่าเดิมมากด้วย" คุณสมัย กล่าว

"ในการทำไร่มันสำปะหลังด้วยระบบน้ำหยดนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าที่อื่นจะมีใครทำหรือไม่ แต่จากที่ผมได้ทำมา รับรองได้เลยว่า สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีมากจริงๆ" คุณสมัย กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้สนใจ ต้องการไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลัง สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ โทร. (044) 607-187 ซึ่งทางสหกรณ์พร้อมที่จะให้คำแนะนำและนำเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกมันสำปะหลังน้ำหยด เพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถนำไปปรับใช้จนประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ คุณสมัย ลิ้มวัชราภรณ์

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036011053&srcday=2010-10-01&search=no






ปลูกมันฯ ด้วยระบบน้ำหยด เพิ่มผลผลิตลดระบาดเพลี้ยแป้ง





ภาวะโลกร้อน...ส่งผลกระทบต่อ...มนุษย์ พืช และ สัตว์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะผลกระทบจากการปลูกพืช เช่น มันสำปะหลัง ที่เกิดการ ระบาดของเพลี้ยแป้งอย่างรุนแรง ต้นมันสำปะหลังแห้งตายถึง ร้อยละ 50

เกษตรกรไม่สามารถควบคุมการระบาด ของเพลี้ยแป้ง ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ จึงหันไป ปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น อ้อยโรงงาน หรือข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น


คาด ว่าปี พ.ศ.2554 พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจะ ลดลงร้อยละ 10-20 ส่วนผลผลิตคาดว่าจะ ลดลงร้อยละ 30-40 ทำให้ราคาหัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน การผลิตอาหารสัตว์ และ เอทานอล

นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เกิด ภาวะโลกร้อนเพิ่มสูงขึ้น จึงเกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ หลังจากนั้นก็เกิดโรคเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลังทั่วประเทศ ทำให้เกิดความสูญเสียแก่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำไร่มันฯ กรมจึงได้ออกสำรวจพื้นที่ของเกษตรกร พร้อมกับวางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

โดยพบว่า เพลี้ยแป้ง...ได้เข้า ทำลายกัดกินยอด มันสำปะหลัง เนื่องจากลำต้นขาดน้ำ ทำให้มีปริมาณน้ำตาล (ของชอบเพลี้ยแป้ง) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็มีเกษตรกรบางรายที่เป็นของสมาชิก สหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จำกัด...ไม่ได้ รับผลกระทบจากการระบาดของเพลี้ยแป้ง เนื่องจากได้ นำระบบน้ำหยดมาใช้ในแปลงปลูก ทางกรมจึงไปเก็บข้อมูลพร้อมกับนำมาเป็น...ต้นแบบการปลูกมันสำปะหลัง โดยใช้ระบบน้ำหยด เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่ เกษตรกรรายอื่นๆ

นายสมัย ลิ้มวัชราภรณ์ อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 บ้านหนองดาวเฮียง ตำบลดงอีจาน อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ บอกว่า ปลูกมันสำปะหลังมาแล้ว 13 ปี ในช่วงแรกได้ ผลผลิตหัวมันฯ 3-4 ตันต่อไร่ รายได้ กับต้นทุนยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ต่อมาได้แนวคิดจาก นายประกอบ ลิ้มวัชราภรณ์ ผู้เป็นบิดา ที่ได้ทำระบบน้ำหยดจากการปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า แตงกวา และ พืชไร่ ยกตัวอย่าง ข้าวโพด แล้วก็มีผลผลิตที่ดี...

"...ผม จึงมาทดลองในไร่มันสำปะหลังบ้าง โดยนำมันสำปะหลัง สายพันธุ์ห้วยบง 60 มาปลูกแทนพันธุ์เดิม แล้วใช้ระบบน้ำหยด ในเนื้อที่ 20 ไร่ โดยลงทุนติดตั้งระบบน้ำหยดประมาณ 7,000 บาทต่อไร่ รวมทั้งสิ้น 140,000 บาท อาศัยแหล่งน้ำจากสระในไร่ขนาด 1,260 ลูกบาศก์ เมตร ภายใน ระยะเวลาเพียง 7-8 เดือน ก็ได้ผลผลิตหัวมันฯ ประมาณ 7-8 ตันต่อไร่ ซึ่งก็เป็นช่วงที่ราคามันฯสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 3 บาท เฉลี่ย 24,000 บาทต่อไร่ รวมรายได้ทั้งหมด 480,000 บาท ทำให้สามารถ ปลดหนี้สินได้เพียงในระยะเวลาไม่นานนัก และยัง สามารถขายท่อนพันธุ์อีกท่อนละ 2 บาท เฉลี่ย 3,000 บาทต่อไร่..." นายสมัยกล่าว

สำหรับในการผลิตโดยใช้ระบบน้ำหยด...ประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจน อันดับแรก ประหยัดระยะเวลาในการดูแล

ผลผลิตหัวมันสำปะหลังสูงขึ้น ลดการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง และ ทำให้ เพิ่มรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ปัญหาก็มีอยู่บ้าง เช่น ขาดแหล่งน้ำ ขาดแคลนเงินลงทุน และระบบไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงแปลงปลูกได้ ฉะนั้น เกษตรกรที่คิดจะทำระบบน้ำหยด ก็ควรพิจารณาความเหมาะสมในพื้นที่ตนเองเสีย
ก่อน...ที่จะตัดสินใจดำเนินการในครั้งนี้...!!



ขอบคุณที่มาข่าว : ไทยรัฐ
http://www.oatthailand.org/index.php/joomla-overview/605-b2
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©