online pharmacy
++kasetloongkim.com++
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ข่าวเกษตร...ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างโลกทัศน์ 6938-24-1800
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ข่าวเกษตร...ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างโลกทัศน์ 6938-24-1800
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 5, 6, 7 ... 16, 17, 18  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 5:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เขื่อนป่าสักปริมาณน้ำวิกฤติ
ผู้ว่าฯ เตือนพร้อมรับมือแล้ง


ลพบุรี : นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้นำคณะเจ้า
หน้าที่ชลประทานที่ 10 จังหวัดลพบุรี ออกตรวจสภาพน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งพบว่ามีระดับน้ำ
ที่กักเก็บประมาณ 430 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้ทางเขื่อน
ป่าสักชลสิทธิ์ จะต้องมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อช่วยเหลือทางภาคเกษตรอยู่ที่ หรือ 4.38
ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งถือว่าในปีนี้ระดับน้ำของเขื่อนป่าสักอยู่ในขั้นวิกฤต และจะสามารถนำมามา
เก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคได้จนถึงเดือนเมษายนนี้เท่านั้น และจากระดับน้ำดังกล่าวก็ไม่
สามารถนำมาใช้ใสการเกษตรได้อีกแล้ว

ดังนั้นจึงประกาศเตือนเกษตรกรในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ บ้านหมี่ ท่าวุ้ง และเมืองลพบุรี ให้หยุด
ทำนาในรอบสอง เพราะน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ลพบุรีไม่เพียงพอ อีกทั้งจังหวัดได้ประกาศเป็นพื้นที่
ประสบภัยแล้งแล้ว 11 อำเภอ

นายฉัตรชัย เปิดเผยอีกว่า อย่างไรก็ดีขอให้ประชาชนอย่าได้วิตกกังวล เพราะน้ำในส่วนการ
อุปโภค บริโภค นั้นจะมีใช้เพียงพอไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน แต่หากจุดใดขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้
ก็ให้แจ้งมาทางจังหวัดเพื่อจะได้นำรถน้ำส่งเข้าไปแจกจ่ายอย่างเร่งด่วน

ด้านนายนพพร ชัยพิชิต ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า สำหรับ
ปัญหาน้ำท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากมีโรงงานตั้งอยู่เป็นจำนวนมากและมักจะมีการแอบ
ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำป่าสักอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ทางเขื่อนต้องมีการระบายน้ำไปไล่น้ำเสียอยู่บ่อยครั้ง
เพื่อไม่ให้ผู้ที่เลี้ยงปลากระชังได้รับความเดือดร้อน แต่อย่างไรก็ตามทางเขื่อนจะไม่มีการระบายน้ำ
ให้ท้ายเขื่อนในช่วงนี้อย่างแน่นอน


ที่มา : แนวหน้า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 6:04 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ความจริงของสำรอง

ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่ศึกษา ต้นสำรอง (หมากจองหรือพุงทะลาย) โดยศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับการ
เกษตร (เช่นขยายพันธุ์ การออกดอก การติดผล การเจริญของดอกและผล) และแม้ว่าจะไม่ได้
ศึกษาด้านสรรพคุณทางยาหรือการใช้ประโยชน์เป็นอาหาร เนื่องจากสายงานของผมเป็นสายงาน
ด้านเกษตร แต่ก็ติดตามข่าวคราวจากงานวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ศึกษาสรรพคุณทางยาและการ
ใช้ประโยชน์ด้านอาหารอยู่เสมอ ทำให้พอจะรู้เรื่องราวได้บ้างพอสมควร สิ่งที่ผมเป็นห่วงและเห็นใจ
ผู้อยากได้ต้นสำรองไปปลูกคือ การอยากได้ต้นสำรองไปปลูกจนถึงกับยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่
แพงมาก ทราบว่าบางเจ้าขายกันแพงถึงต้นละ 300-500 บาททีเดียว เนื่องจากผู้ซื้อคล้อยตาม
ข้อมูลของผู้ขาย เช่นบอกว่าปลูก 3 ปีมีลูก (ต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยการต่อยอดหรือติดตา) หรือใช้ต้น
จากเมล็ดที่เพาะแล้วตัดยอดให้แตกกิ่งโดยให้ข้อมูลว่าจะเป็นสำรองต้นเตี้ยที่จะออกลูกได้เร็ว
หรือกินลูกสำรองป้องกันโรค..... ....(แล้วแต่จะชวนให้เชื่อ) หรือกินลูกสำรอง แล้วลดความอ้วน
ได้ ฯลฯ สิ่งที่ ผมอยากกล่าวเพื่อแจ้งแก่ผู้สนใจได้ทราบ คือ เท่าที่ผมได้ศึกษาและเฝ้าติดตามเป็น
ดังนี้ครับ

ด้านสรรพคุณทางยา เท่าที่ทราบจากรายงานที่เชื่อถือได้ ระบุว่า การรับประทานวุ้นของเมล็ด
สำรองช่วยแก้อาการร้อนใน ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอและสดชื่นขึ้นได้
วุ้นของสำรองมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงาน ของระบบคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ได้ดี การบริโภคน้ำลูก
สำรองอาจเป็นแนวทางที่ จะช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
ได้ วุ้นจากเมล็ดสำรองสามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียแกรมบวก คือ Staphylococcus
aureus และ Bacillus cereus ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้อง
เดินในมนุษย์ได้, การรับประทานวุ้นของสำรองโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล เพื่อทดแทนปริมาณบาง
ส่วนของอาหารหลัก มีส่วนช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและลดการสะสมไขมันได้, วุ้นของสำรองมี
ส่วนช่วยในการเป็นตัวระบาย จึงเป็นการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่การรับประทาน
วุ้นสำรองติดต่อกันเป็นเวลา นาน ๆ ก็อาจทำให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายถูกดูดซับและระบาย
ออกมากด้วยเช่นเดียวกัน, การใช้ผ้าชุบน้ำวางทับบนตาที่อักเสบแล้วใช้เปลือกเมล็ดสำรองวางลง
บนผ้า เปลือกเมล็ดจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมในผ้า ช่วยบรรเทาอาการตาอักเสบ

ด้านการนำไปใช้เป็นอาหาร ใช้เมล็ดแห้งแช่น้ำแล้วแยกเอาเฉพาะส่วนพองน้ำซึ่งมีลักษณะคล้าย
วุ้น เติมด้วยน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมรับประทานเป็นของว่าง, ใช้วุ้นของเมล็ดทำน้ำสำรองพร้อมดื่มและ
สำรองผง หรือใช้ทำอาหารประเภทยำ ลาบ น้ำ พริกป่นอีสาน หรือใช้แทนสาหร่ายทำแกงจืด ทำวุ้น
รังนก และยังใช้วุ้นทดแทนบางส่วนของไขมันในหมูยอ ขนมเค้กชิฟฟอนและขนมเค้กบราวนี่ ใน
เอกสารบางเล่มยังกล่าวไว้ด้วยว่าใช้วุ้นของสำรองทำเป็นรังนกเทียม

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกต้นสำรองดังนี้ครับ.......ผมปลูกต้น
สำรองที่ได้จาก การต่อยอดและติดตาในแปลงปลูกประมาณ 150 ต้น (ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ต.พลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี) ปรากฏว่า ต้นที่ออก
ดอกได้เร็วที่สุดสามารถออกดอกได้ในปี ที่ 3 แต่ก็ออกดอกในจำนวนที่น้อยต้นและน้อยช่อมาก
ซึ่งเมื่อดอกบานก็ร่วงทั้งหมด (ไม่ติดผล) ในปีที่ 4 ต้นส่วนใหญ่ก็ยังไม่ออกดอก แต่ส่วนใหญ่จะ
ออกดอกในปีที่ 5-6 ซึ่งออกดอกได้ในปริมาณมาก แต่ทั้งหมดก็ร่วงหลังจากดอกบาน (ไม่ติด
ผล) หลายต้นออกดอกมาแล้ว 2 ปีก็ยังคงร่วงทั้งหมดหลังจากดอกบาน ซึ่งต่างจากไม้ผลบาง
ชนิด เช่น เงาะ ส้ม ซึ่งสามารถออกดอกได้ภายในปีที่ 3 (หากไม่ปล่อยให้ต้นแคระแกร็น) และ
สามารถติดผลจากดอก ในปีนั้นได้เลย สาเหตุที่ต้นสำรองออกดอกมาแล้ว 2 ปีแต่ยังไม่สามารถ
ติดผล ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะต้นยังอยู่ในระยะปรับเปลี่ยนจากระยะเยาว์เข้าสู่ระยะเต็มวัย แต่ยัง
ปรับเปลี่ยนได้ไม่สมบูรณ์ (แม้จะปลูกมาแล้ว 5-6 ปี) ทำให้ยังไม่สามารถที่จะติดผลได้ในปีแรก
ๆ ของการออกดอก เช่นเดียวกับต้นสำรองต่อยอดอายุ 5-6 ปีของเกษตรกร (ต่างอำเภอใน
จังหวัดจันทบุรี) ที่ออกดอกแล้ว แต่ก็ไม่ติดผลทั้ง 2 ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงปรับ
เปลี่ยนนี้ก็พบได้กับไม้ผลบางชนิด เช่น มะไฟและลองกอง ซึ่งในปีแรก ๆ ของการออกดอก มัก
พบช่อดอกที่ติดผลได้แต่มีผลแคระแกร็น จำนวนมาก โดยผลลองกองจะมีขนาดเล็ก เนื้อภายใน
ลีบเล็ก และอาจร่วมกับอาการเนื้อเป็นสีน้ำตาล ส่วนมะไฟจะมีแต่เปลือกผลโดยไม่มีเนื้อ ซึ่งชาว
สวน (จันทบุรีและตราด) เรียกอาการของทั้งมะไฟและลองกองนี้ว่า กะเทยหรือกำแพ้ง และเรียก
ผลลองกองนี้ว่า บัวหรือลูกบัว ส่วนผลมะไฟนี้เรียกว่า ทุยหรือแฟบ แต่ผลของทั้งมะไฟและ
ลองกองนี้ก็สามารถติดอยู่ กับช่อจนสุกแก่ได้ ตามปกติในมะพร้าวก็พบว่าในปีแรก ๆ มักมีผลที่
แสดงอาการผิดปกติปะปนอยู่มาก โดยผลอาจไม่มีน้ำ หรือมีน้ำแต่ไม่มีเนื้อ หรือมีเนื้อไม่สมบูรณ์
ซึ่งชาวสวน (จันทบุรีและตราด) เรียกว่า เดือนกิน ในทุเรียนพันธุ์หมอนทองก็พบว่าผลในปีแรกจะ
มีเปลือกหนาและทรงผลยาวกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในมะไฟ
ลองกอง มะพร้าว และในทุเรียนพันธุ์หมอนทองจะเป็นที่ทราบของเกษตรกรทั่วไป แต่เหตุการณ์
ดังกล่าวนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติและไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกร เนื่องจากอาการดังกล่าวจะหาย
ไปได้เองเมื่อผ่านช่วงปีแรก ๆ ของการให้ผลนี้ไปแล้ว

นอกจากนี้ต้นกล้าสำรองที่เพาะจากเมล็ดแล้วตัดยอดเพื่อให้แตกกิ่งใหม่ จะ ไม่ได้ช่วยทำให้ต้น
สำรองออกลูกเร็วขึ้น เพราะระยะเยาว์ของต้นจะยังคงอยู่ โดยกิ่งที่แตกใหม่ก็จะตั้งตรงทดแทนยอด
เดิม ที่หายไปและกลายเป็นทรงสูงชะลูดเหมือนเดิม

ข้อมูลดังกล่าวนี้คงจะเป็นประ โยชน์กับผู้สนใจได้บ้างนะครับ และหากข้อมูลนี้จะไปมีผลกระทบ
ต่อการขายต้นพันธุ์ของท่านใดเข้าบ้างก็ต้องขออภัยไว้ในโอกาสนี้ด้วย.

มาโนชญ์ กูลพฤกษี
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี
Nod2503@hotmail.com มือถือ 08-1982-8084.


ที่มา : เดลินิวส์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 6:11 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ปลาทูไทยเพิ่มปริมาณกว่า 6 หมื่นตันต่อปี

"ปลาทู” เป็นปลาที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณกลางน้ำถึงผิวน้ำ ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งจนถึงระดับ
ความลึกไม่เกิน 80 เมตร ในน่านน้ำไทยพบได้ทั้งหมด 3 ชนิด คือ

1. ชนิดตัวสั้น หรือ ปลาทู ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่นิยมบริโภคมากที่สุด
2. ปลาลัง หรือ ปลาทูโม่ง และ
3. ปลาทูปากจิ้งจก ซึ่งปัจจุบันนี้พบค่อนข้างน้อย

ปลาทู นับเป็นปลาที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นอาหารทะเลหลักของคน
ไทยมาช้านาน ในอดีตเชื่อว่าปลาทูที่จับได้ในทะเลอ่าวไทยมาจากเกาะไหหลำ แต่ปัจจุบันพบว่า
ปลาทูเกิดในอ่าวไทยเป็นปลาผิวน้ำ รวมกันเป็นฝูงบริเวณใกล้ฝั่ง พบเฉพาะบริเวณอุณหภูมิผิวน้ำไม่
ต่ำกว่า 17 องศาเซลเซียส ความเค็มของน้ำไม่เกิน 32.5% แต่ทนความเค็มต่ำได้ถึง 20.4%
จึงพบในบริเวณน้ำกร่อยได้ ปลาทูจะวางไข่แบบไข่ลอยน้ำ ไข่ที่ได้รับการผสมจะลอยน้ำอยู่ได้ ช่วง
ที่วางไข่คือ เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ของทุกปี

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากความนิยมในการ บริโภค ทำให้ปลาทู
ถูกจับขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จำนวนมาก โดยมีการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้จับอย่างต่อเนื่อง จนถึง
ปัจจุบันจากการทำการประมงเพื่อการบริโภคภายในประเทศก็ขยายเป็นการประมงเพื่อการส่งออก
ในหลายรูปแบบนับตั้งแต่การส่งออกปลาสดไปจนถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูป จนกระทั่ง
จำนวนปลาทูในอ่าวไทยเริ่มลดจำนวนลง

ดังนั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์และคงไว้ซึ่งปริมาณปลาทูในทะเลไทยให้มีไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาว
นาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงจึงมีมาตรการภายใต้ประกาศกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ เรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำ การประมงบางชนิดในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยง
ตัวในวัยอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ภายใน
ระยะเวลาที่กำหนด ฉบับลงวันที่ 24 มกราคม 2550 ซึ่งกรมประมงใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการ
ปฏิบัติงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและบริหารจัดการการทำประมงในบริเวณพื้นที่ ดังกล่าว

จากการดำเนินงานในมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยครอบคลุมพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 26,400
ตารางกิโลเมตรนั้น พบว่าทรัพยากร สัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาผิวน้ำได้แก่ ปลาทู. ปลาลัง. ปลาข้าง
เหลือง. ปลาแซ็กหร้า. ปลากะตัก. .... ปลาหน้าดินได้แก่ ปลาตาหวาน. ปลาทรายแดง. ปลาปาก
คม. ได้รับการฟื้นฟู มีการผสมพันธุ์วางไข่ และเลี้ยงลูก ทำให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่เข้ามาทด
แทนทรัพยากรสัตว์ น้ำที่ถูกจับไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องและ สม่ำเสมอ

จนสามารถรักษาระดับผลผลิตปลาทูทุกพื้นที่ในอ่าวไทยให้ยั่งยืนที่ระดับเฉลี่ย 100,000 ตันต่อปี
คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี ส่วนพื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ
สุราษฎร์ธานี มีผลผลิต 60,000 ตันต่อปี มูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาทต่อปี อัตราการจับสัตว์
น้ำของเครื่องมือประมงที่ถูกห้ามทำการประมง เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการใช้มาตรการ
พบว่าอัตราการจับของเครื่องมือทุกประเภทมีค่าสูงขึ้นหลังจากการประกาศใช้มาตรการนี้

จากการศึกษาปริมาณการจับปลาทูจากเครื่องมือประมง อวนลอยปลาทู อวนล้อมจับ อวนลากเดี่ยว
และอวนลากคู่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนกลางโดยวิธีการสำรวจและ
วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ในปี 2551 เครื่องมือประมงกลุ่มอวนล้อมจับประมาณ 44,177 ตัน อวน
ลอยปลาทูประมาณ 23,617 ตัน อวนลากเดี่ยวประมาณ 1.44 ตัน อวนลากคู่ประมาณ 728 ตัน
รวมทั้งปีมีปริมาณปลาทูถูกจับมาใช้ประโยชน์ประมาณ 68,524 ตัน และในปี 2552 เครื่องมือ
ประมงกลุ่มอวนล้อมจับประมาณ 48,347 ตัน อวนลอยปลาทูประมาณ 14,630 ตัน อวนลาก
เดี่ยวประมาณ 2.75 ตัน อวนลากคู่ประมาณ 432 ตัน รวมทั้งปีมีปริมาณปลาทูถูกจับมาใช้
ประโยชน์ประมาณ 63,412 ตัน

“สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นการพิสูจน์ได้ว่ามาตรการห้ามการจับสัตว์น้ำในช่วงฤดูปลา มีไข่ วางไข่ และ
เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ของกรม
ประมงนั้น เป็นการดำเนินงานเพื่อการคงไว้ซึ่งทรัพยากรสัตว์น้ำสำหรับการนำมาใช้ประโยชน์ของผู้
คนในสังคมให้มีอยู่อย่างยั่งยืนและยาวนานนั่นเอง” ดร.สมหญิง กล่าว.

tidtangkaset@dailynews.co.th



ที่มา : เดลินิวส์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 6:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พัฒนาเกษตรชายแดนใต้
ด้วยแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง


แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งภายใต้ กรอบแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (ปี 2553-2555) ของ
รัฐบาลเป็นอีกหนึ่งโครงการฯ ที่กำลังถูกจับจ้องจากบุคคลหลายฝ่าย เนื่องจากเกรงว่าอาจมีปัญหา
ทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น และมีผู้แอบแฝงเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ทำให้
ประชาชนและเกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากงบประมาณที่รัฐบาลทุ่มทุน
สร้างกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย พร้อมสร้างขีดความ
สามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ
วันที่ 18 สิงหาคม 2552 มีมติเห็นชอบแผนงานปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามที่กรมส่งเสริมการ
เกษตรเสนอจำนวน 4 โครงการ โดยปี 2553 ได้รับงบประมาณ 88.97 ล้านบาท เพื่อสร้างความ
มั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน รวมทั้งอนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพ
การผลิตให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มุ่งสร้างอาชีพและรายได้อันจะนำไปสู่การยก
ระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

สำหรับโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จะเร่งดำเนินการ
ในปีนี้ ได้แก่ โครงการส่ง เสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยปีนี้มีพื้นที่ส่งเสริมรวม 22,500 ไร่
เกษตรกร 1,250 ราย พร้อมสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตปาล์มน้ำมัน 45 กลุ่ม ซึ่งจะได้รับ
การพัฒนาทั้งด้านการผลิต การตลาด และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน คาดว่าจะช่วยให้เกษตรกร
มีรายได้จากการผลิตปาล์มน้ำมันไม่น้อยกว่า 10,000 บาท/ไร่

ขณะเดียวกันยังมี โครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อ
ฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพเกษตรกรและเสริมสร้างเศรษฐกิจใน
พื้นที่อย่างยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งพัฒนากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรให้มีความรู้
ความสามารถด้านเคหกิจเกษตร เป้าหมาย 1,250 ราย ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร
สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติได้จริงไม่ต่ำกว่า 70%

อีกทั้งยังมี โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิต/ตลาดลองกอง ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้วย โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพลองกองให้เกษตรกร เป้าหมาย
1,160 ราย คาดว่าจะสามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตลองกองให้มีเกรดสูงขึ้น จากเกรด C เป็น
เกรด A จำนวน 15,000 ตัน/ปี และจากเกรด B เป็นเกรด A จำนวน 20,000 ตัน/ปี พร้อม
พัฒนาศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชนในพื้นที่ จำนวน 58 ศูนย์ ให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตและการ
ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมฯ ยังมีแผนดำเนิน โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตยางพารา ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดน
ใต้ด้วย เน้นถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร จำนวน 4,040 ราย สามารถผสมปุ๋ยใช้ได้อย่างถูกต้อง
ตามหลักวิชาการควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยเป็นมูลค่ากว่า 26 ล้าน
บาท ทั้งยังสามารถกรีดยางได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 287 กิโลกรัม/ไร่/ปี
และหน้ายางไม่เสียหาย สามารถกรีดยางได้ยาวนานไม่น้อยกว่า 7 ปีครึ่ง คาดว่าทุกโครงการฯจะทำ
ให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคง สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างผาสุก ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง มีทัศนคติ
ที่ดีต่อหน่วยงานของรัฐ และเกิดความสงบร่มเย็นแก่แผ่นดิน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นอกจาก 4 โครงการที่มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามแผนปฏิบัติการ
ไทยเข้มแข็งแล้ว จากปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว กรมฯ ยังพิจารณาเห็นว่าควรจะมีการ
ส่งเสริมงานเคหกิจเกษตรในครัวเรือน เพื่อให้มีการรวมตัวของ สตรีเกษตรในชุมชน และเพิ่ม
ประสิทธิภาพการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้พัฒนา
อาชีพและยกระดับมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น โดยจัดให้มีกิจกรรมสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้
ด้านการผลิต การแปรรูปผลผลิตเกษตร ตลอดจนส่งเสริมการรวมกลุ่มต่าง ๆ แก่เกษตรกรเป้า
หมาย 11,095 ราย

...นี่เป็นแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเฟสแรกที่กรมส่งเสริมการเกษตรต้องเร่งดำเนินการ คาดว่า
เกษตรกรจะได้รับประโยชน์ ไม่น้อย ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้และ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดี
ขึ้นอย่างยั่งยืน.


ที่มา : เดลินิวส์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 6:29 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

แผนรับมือผลไม้ภาคตะวันออก

จากการที่สำนักส่งเสริมและพัฒนา การเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง ได้สำรวจข้อมูลการผลิตผล
ไม้ในพื้นที่จังหวัด ระยอง จันทบุรี และ ตราด คาดการณ์ว่า ปี 2553 นี้จะมีผลผลิต ทุเรียน ออกสู่
ตลาด รวม 332,160 ตัน ลดลงจาก ปี 2552 คิดเป็นร้อยละ 3 หรือประมาณ 11,313 ตัน เนื่อง
จากเนื้อที่ให้ผลลดลงเหลือ 262,569 ไร่ เพราะมีการโค่นต้นทุเรียนทิ้งบางส่วน สาเหตุเกิดจาก
ปัญหาโรคโคนเน่า ด้วงเจาะลำต้น ต้นอายุมากทรุดโทรม และราคา ทุเรียนพันธุ์ชะนีที่ไม่จูงใจทำให้
เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น ยาง พารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น โดยผลผลิตจะ
เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมีนาคม-กรกฎาคม แต่จะกระจุกตัวสูงสุดในช่วงเดือน
พฤษภาคม ถ้าอากาศร้อนจัด ทุเรียนอาจแก่และสุกขึ้นเร็วได้

นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับ มังคุด มีเนื้อที่ให้ผลโดยรวม
161,516 ไร่ คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 125,650 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
15,144 ตัน คิดเป็นร้อยละ 14 เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ประกอบกับมังคุดออกดอกติดผล
ดก ทำให้ผลมังคุดที่ได้มีขนาดเล็กและไม่ได้ขนาดเพื่อส่งออกในปริมาณสูง โดยผลผลิตจะออกสู่
ตลาดตั้งแต่เดือนมีนาคม-กรกฎาคม แต่กระจุกตัวมากช่วงเดือนพฤษภาคม

ถึงแม้ปีนี้สวน เงาะ ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก จะมีเนื้อที่ให้ผลลดลงเหลือ 173,893 ไร่ เนื่อง
จากมีการโค่นทิ้งเพราะราคาเงาะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรหัน ไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น
ยางพารา มะปราง ขนุน กล้วยไข่ แต่สภาพอากาศมีความ เหมาะสม เงาะจึงออกดอกมาก ทำให้มี
ผลผลิต เฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็น 1,328 กิโลกรัม/ไร่ คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตรวม 230,846
ตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 6,431 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3 โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน
เมษายน-กรกฎาคม และจะกระจุกตัวสูงในช่วงเดือนพฤษภาคม

ส่วน ลองกอง ระยะนี้อยู่ในช่วงออกดอก ดอกบาน และติดผลเล็กบ้างบางส่วน คาดว่าจะมีปริมาณ
ผลผลิตโดยรวม 63,876 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2,834 ตัน คิดเป็นร้อยละ 5 เนื่องจากเนื้อที่
ให้ผลเพิ่มขึ้น จากขนาดต้นและทรงพุ่มที่โตขึ้นตามอายุ ซึ่ง ผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด
ตั้งแต่เดือนเมษายน-กันยายน แต่จะกระจุกตัวสูงในช่วงเดือนมิถุนายน

นายอนันต์ กล่าวอีก ว่า ปีนี้อาจเกิดปัญหาในเรื่องคุณภาพของผลผลิตโดยเฉพาะ ปัญหาทุเรียน
อ่อน และ มังคุด ผลเล็กตกไซซ์ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา สาเหตุเกิดจากสภาพ
อากาศที่แปรปรวน ต้นทุเรียนจึงออกดอกหลายรุ่น ขณะที่มังคุดออกดอกดกมาก ทั้งยังมีปัญหา
การขาดแคลนน้ำและอากาศร้อนจัดทำให้ผลมังคุดไม่ขยายตัว เกษตรกรมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต
เร็วขึ้นเพื่อหนีภัยแล้ง และบางรายขาดความรับผิดชอบโดยหวังจะได้ราคาสูงจึงเก็บทุเรียนอ่อนส่ง
ขาย นอกจากนั้นยังประสบปัญหาด้านการตลาด เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวมากในช่วงกลาง
ฤดู โดยทุเรียน เงาะ และมังคุด จากภาคตะวันออก จะออกมาชนกับลิ้นจี่ภาคเหนือ ในเดือน
พฤษภาคม และยังมีผลไม้ภาคใต้ออกมาพร้อมกับลำไยภาคเหนือช่วงเดือนกรกฎาคมด้วย

ขณะนี้กรมฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่เร่งรัดประชาสัมพันธ์ เพื่อรณรงค์ให้
เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลไม้ โดยให้คำแนะนำทางวิชาการที่ถูกต้องแก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน
ยังได้เสนอ โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตไม้ผล ปี 2553 เพื่อขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์
เกษตรกร นำมาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ของเกษตรกรก่อนเก็บเกี่ยว พร้อมพัฒนา
ประสิทธิภาพการจัดการผลผลิตและบริหารจัดการธุรกิจของสถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจ
ชุมชนกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลในพื้นที่

ส่วนการป้องกันแก้ไขปัญหาตลาดผลไม้ คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้เน้นให้
จังหวัดเป็นแกนหลักในการจัดทำแผนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยมีส่วนกลางให้การสนับ
สนุน และให้คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับ
จังหวัด เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการและกำกับดูแลการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลไม้ใน
พื้นที่

...โดยดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ
แผนฯ อย่างแท้จริง.


ที่มา : เดลินิวส์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 15/03/2010 6:38 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

'เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง'
ต้องจัดการเร่งด่วน
*

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง” มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่อง
จากสภาพอากาศแห้งแล้งทำให้เหมาะต่อการขยายพันธุ์ของศัตรูพืชชนิดนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมัน
สำปะหลังหลายพื้นที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกับเพลี้ยแป้งที่สามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดย
เฉพาะการติดไปกับท่อนพันธุ์ที่ขนย้ายจากแหล่งที่มีการระบาดไปยังแหล่งปลูกอื่น อย่างไรก็ตาม
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ปลูกมันสำปะหลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึง
ทำ “โครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง” เพื่อเร่งควบคุมพื้นที่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดก่อน
ที่จะแพร่ขยายเป็นวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเสียหายกระทบต่ออุตสาหกรรมมัน
สำปะหลังไทยได้ในอนาคต

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้แพร่
ระบาดรุนแรง ในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สระแก้ว
จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท อุทัยธานี
นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก และ จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมพื้นที่ระบาดประมาณ 600,000 ไร่
ซึ่งคาดว่าการระบาดจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูแล้งนี้และยังคาดว่าจะทำให้ผล
ผลิตมันสำปะหลังของประเทศลดลง คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท

สำหรับ มาตรการเร่งด่วนกำจัดเพลี้ยแป้ง มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดที่พบการระบาด
รุนแรง โดยจัดตั้ง คณะทำงานและหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง 40 หน่วย เพื่อ
จัดการรณรงค์ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งกำจัดเพลี้ยแป้งในทุกพื้นที่พร้อมเพรียงกัน โดยมัน
สำปะหลังอายุ 1-8 เดือน รณรงค์ให้เกษตรกรตัดยอดมันสำปะหลังและฉีดพ่นสารเคมีกำจัด
เพลี้ยแป้งหลังตัดยอด ได้แก่ สารไทอะมีโทแซม 25% WP อัตราการใช้ 8 กรัม/น้ำ 80 ลิตร/
ไร่ หรือ สารไวท์ออยล์ 67% อัตราการใช้ 200 ซีซี/น้ำ 80 ลิตร/ไร่ ส่วนมันสำปะหลังช่วงระยะ
เก็บเกี่ยว คือ อายุ 8 เดือนขึ้นไป รณรงค์ให้เกษตรกรจัดการเศษซากยอด ใบ กิ่ง และต้นมัน
สำปะหลังหรือตัดยอดในกรณีที่ยังไม่เก็บเกี่ยว และฉีดพ่นสารเคมีบนท่อนพันธุ์ที่ยังเก็บรักษาไว้ใน
แปลงด้วย ซึ่งมีเป้าหมายพ่นสารเคมีในแปลงที่ระบาดรุนแรง พื้นที่ประมาณ 400,000 ไร่

นอกจากนั้น ยังมีแผนเร่งรณรงค์ส่งเสริม ให้เกษตรกร เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่สะอาดและปราศจาก
เพลี้ยแป้ง หรือก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารไทอะมีโทแซม 25% WP อัตรา 4 กรัม/น้ำ
20 ลิตร เป็นเวลา 5-10 นาที ซึ่งจะสามารถป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งได้ประมาณ 1
เดือน พื้นที่เป้าหมายไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่

ส่วนมาตรการระยะยาว (เฝ้าระวัง) การระบาดของเพลี้ยแป้ง โครงการฯเน้น ให้มีการสำรวจติดตาม
สถานการณ์อย่าง สม่ำเสมอและใกล้ชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเพลี้ยแป้งในพื้นที่ 45
จังหวัด ที่ปลูกมันสำปะหลัง รวม 7.7 ล้านไร่ ขณะเดียวกันยังจะเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการ
จัดการเพลี้ยแป้งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริหารศัตรูพืช 327 คน และเกษตรกร 17,160 คน พร้อมส่ง
เสริมและสนับสนุนการผลิตและขยาย ศัตรูธรรมชาติควบคุมเพลี้ยแป้ง ได้แก่ แมลงช้างปีกใส
4.4 ล้านตัว และ แตนเบียน (Anagyrus lopezi) จำนวน 2.7 ล้านตัว ปล่อยในพื้นที่ที่มีการ
ระบาด

อีกทั้งยัง จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จำนวน 572 ศูนย์ เพื่อจัดทำแปลงสำรวจสถานการณ์
เพลี้ยแป้งในพื้นที่ ศูนย์ละ 1 แปลง ซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานของเกษตรกรข้างเคียง
ศูนย์ฯ และยังส่งเสริมให้ศูนย์ฯ ผลิตและขยายศัตรูธรรมชาติให้เพียงพอที่จะควบคุมเพลี้ยแป้งใน
พื้นที่ระบาด ที่สำคัญได้เน้นให้เกษตรกรตรวจสอบท่อนพันธุ์ที่มีการเคลื่อนย้าย โดยชุมชน รวมทั้ง
ก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีตามคำแนะนำและยึดหลักวิชาการ ซึ่งคาดว่าทั้ง 2
มาตรการจะสามารถช่วยควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งในแหล่งปลูกมัน
สำปะหลัง 45 จังหวัด พื้นที่ 7.7 ล้านไร่ และยังช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมันสำปะหลังของ
เกษตรกร คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง สามารถขอคำปรึกษาได้
ที่ หน่วยปฏิบัติการพิเศษกำจัดเพลี้ยแป้ง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด
และศูนย์บริหารศัตรูพืช (ใกล้บ้าน).


ที่มา : เดลินิวส์


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 9:39 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:03 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


คณะเกษตร กำแพงแสน กับ เทคนิคการผลิตใบและผลมะกรูดเชิงการค้า
*

มะกรูด จัดเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ขนาดทรงพุ่มกว้าง 2-3 เมตร สูง 4-5 เมตร ใบเมื่อโตเต็มที่มีลักษณะเป็น 2 ส่วน คือส่วนแผ่นใบและส่วนก้านใบที่มีปีกที่ขยายออกจนมีขนาดเกือบเท่ากับแผ่นใบ ทำให้มองดูคล้ายกับมีใบ 2 ใบ ต่อเชื่อมกันอยู่ ผลมีรูปร่างแบบผลสาลี่ มีจุก เปลือกผลมีลักษณะขรุขระเป็นลูกคลื่น ทั้งส่วนใบ ดอก และผล จะมีต่อมน้ำมันจำนวนมากที่ให้น้ำมันหอมระเหยอยู่หลายชนิด จัดเป็นพืชท้องถิ่นที่ขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่ของอินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย คาบสมุทรมลายู และฟิลิปปินส์ เป็นต้น มะกรูด มีชื่อเรียกอื่นๆ ในประเทศไทยอีกจำนวนมากของแต่ละพื้นที่ เช่น มะขุน มะขูด มะขู ส้มกรูด ส้มมั่วผี ฯลฯ

ด้วยเมนูอาหาร "ต้มยำกุ้ง" ได้พัฒนาจนกระทั่งกลายเป็นเมนูระดับนานาชาติแล้วนั้น ทำให้ความต้องการของชุดต้มยำ ซึ่งมีใบมะกรูดเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบที่มีคุณภาพ ทั้งขนาด สี และปราศจากศัตรูพืชเข้าทำลายเพิ่มสูงมากขึ้น นอกจากนี้ ส่วนของผลมะกรูดได้มีการนำมาใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในเครื่องสำอางก็มีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นมะกรูดที่ปลูกตามธรรมชาติหรือตามสวนทั่วไปมักมีการออกดอกเป็นฤดูกาล ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จึงเป็นผลพลอยได้มากกว่าการผลิตเพื่อเอาส่วนของผลโดยตรง

เทคนิคการผลิตใบมะกรูดเชิงการค้า :
รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ได้บอกว่า การผลิตใบมะกรูดเชิงการค้า จึงมุ่งเน้นเฉพาะการเจริญเติบโตด้านกิ่งใบเป็นหลัก การตัดแต่งเป็นการกระตุ้นให้มีการผลิตและยังส่งเสริมในด้านการเจริญเติบโตทางกิ่งใบ รวมทั้งระยะปลูกและจำนวนต้นที่ปลูกจะต้องมีความเหมาะสม ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

1. พื้นที่ สภาพพื้นที่ต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง มีระดับ pH 5.5-7.0 ดินมีอินทรียวัตถุสูง หรือปรับแต่งได้ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสดได้ ควรมีการไถพรวนก่อนเพื่อช่วยไม่ให้ดินแน่นแข็งเกินไป

2. การเตรียมแปลงปลูกและระยะปลูก เนื่องจากระยะปลูกมีความสัมพันธ์กับการเตรียมแปลงและจำนวนต้นปลูก ความกว้างของแปลง 1 เมตร ยกระดับความสูงของแปลง ประมาณ 20-25 เซนติเมตร ความห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของแปลง 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา การใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่านี้ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากการผลิตใบมะกรูดต้องอาศัยกรรมวิธีในการตัดแต่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นพร้อมกันด้วย

3. กิ่งพันธุ์ สามารถใช้ต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด กิ่งปักชำ หรือกิ่งตอนก็ได้ กิ่งที่ได้จากการเพาะเมล็ดมีการเติบโตที่ช้ากว่าในช่วงระยะแรก อย่างไรก็ตาม ต้นพันธุ์ที่จะนำมาใช้ปลูกจะต้องปลอดจากโรคแคงเกอร์ส้ม ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุของข้อจำกัดหลักที่ทำให้ไม่สามารถส่งใบมะกรูดไปยังกลุ่มประเทศของสหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศได้ หากแพร่ระบาดเข้าไปในแปลงปลูกแล้ว ก็ยากที่จะกำจัดได้ ดังนั้น จึงควรป้องกันมิให้โรคนี้เข้าไปตั้งแต่เริ่มแรกกับต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูก โดยใช้วิธีการคัดเลือกกิ่ง และตัดแต่งกิ่ง/ใบ ส่วนที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาไฟ จากนั้นนำไปแช่ในสารปฏิชีวนะ สเตรปโตมัยซิน ความเข้มข้น 500 ppm เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ก่อนนำไปปลูก

4. อายุที่เริ่มให้ผลผลิต สามารถเริ่มตัดแต่งกิ่งเพื่อจำหน่ายได้หลังจากปลูกประมาณ 4-6 เดือน หากมีการดูแลรักษาที่ดีแล้ว ก็จะสามารถอยู่ได้หลายปี

ต้นทุนในการผลิตมะกรูดเพื่อตัดใบภาคเกษตรกร :
ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกมะกรูดในระบบชิด คือใช้ระยะปลูก 2x2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ราคากิ่งพันธุ์มะกรูดเสียบยอด ราคาต้นละ 25 บาท พื้นที่ 1 ไร่ คิดเป็นค่ากิ่งพันธุ์ 10,000 บาท เมื่อคิดรวมค่าปุ๋ย ค่าสารปราบศัตรูพืช ค่าระบบน้ำ และค่าจัดการอื่นๆ อีกประมาณไร่ละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินลงทุนในปีแรกประมาณ 15,000 บาท ต่อไร่ ต้นมะกรูดจะเริ่มตัดใบขายได้ในเชิงพาณิชย์เมื่อต้นมีอายุเข้าปีที่ 3 และจะตัดขายได้ปีละ 4 รุ่น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ต้นมะกรูดที่มีการดูแลรักษาที่ดีพอประมาณจะมีอายุได้ยืนยาวกว่า 10 ปี



เทคนิคและเทคโนโลยีในการผลิตใบมะกรูดในแปลงปลูกมะกรูด :
อาจารย์รวี บอกว่า เทคนิคสำคัญในการจัดการในแปลงปลูกมะกรูดมีดังนี้ จะใช้ผ้าพลาสติคคลุมแปลงปลูกหรือใช้ฟางข้าวคลุมแปลง เพื่อป้องกันวัชพืชและช่วยรักษาความชื้นด้วย หากมีการใช้ผ้าพลาสติคคลุมแปลงแล้ว ระบบการให้น้ำจำเป็นต้องใช้เป็นแบบน้ำหยดที่มีการให้ปุ๋ยไปกับน้ำพร้อมกันด้วย สำหรับแปลงปลูกที่ไม่ได้มีการใช้ผ้าพลาสติคแล้ว ก็สามารถเลือกใช้การให้น้ำระบบต่างๆ ที่มีอยู่ตามความเหมาะสมได้ การให้ปุ๋ย ผลจากการตัดใบมะกรูดนั้นเป็นการนำเอาแร่ธาตุอาหารออกไปจากดินอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นที่จะต้องให้ปุ๋ยชดเชยกลับคืนให้กับต้นดังเดิม ระดับของปริมาณธาตุอาหาร N-P-K ควรมีสัดส่วนประมาณ 5:1:3 หรือ 5:1:4 หรือใกล้เคียงกัน ส่วนธาตุอื่นๆ ก็จำเป็นต้องเสริมให้ไปเป็นระยะด้วย การป้องกันกำจัดศัตรูพืช นอกจากโรคแคงเกอร์แล้ว มักไม่พบโรคอื่นๆ ที่มีความรุนแรงแต่อย่างใด การเก็บเกี่ยวใบมะกรูดเมื่อปลูกไป ประมาณ 4-6 เดือน จะเริ่มตัดแต่งกิ่งโดยตัดให้อยู่ในระดับความสูง 60-80 เซนติเมตร จากผิวดิน กำจัดกิ่งที่อยู่ในแนวนอนออกไป ภายหลังการตัดแต่ง ตาจะเริ่มผลิ ผลจากการศึกษา การผลิตใบมะกรูดควรปฏิบัติดังนี้

1. กิ่งควรอยู่ในแนวตั้งฉากหรือเกือบตั้งฉาก จะให้จำนวนกิ่ง จำนวนใบต่อกิ่งและขนาดใบที่ใหญ่

2. ระดับของการตัดแต่ง ไม่ควรตัดแต่งเกินครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง หากตัดเหลือตอกิ่งมีผลทำให้การผลิตตายืดเวลาออกไป

3. ขนาดของกิ่งที่เหมาะสม ควรเป็นกิ่งที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร



มะกรูดที่ปลูกในบ้านเราแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์หลัก :
สายพันธุ์มะกรูดที่ปลูกอยู่ในบ้านเราในขณะนี้จะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือสายพันธุ์ที่ให้ผลมะกรูดดกตลอดปี ผิวผลค่อนข้างเรียบ และผลมีขนาดเล็ก อีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นพันธุ์ผลใหญ่ และติดผลเป็นพวง ลักษณะของผลมีตะปุ่มตะป่ำคล้ายหูด และมีใบขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะที่จะปลูกเพื่อผลิตใบและผลขายส่งโรงงานแปรรูปน้ำมันหอมระเหย เครื่องอุปโภคหลายชนิด อาทิ สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน เครื่องสำอาง ฯลฯ ล้วนแต่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากใบและผลมะกรูด ยังมีข้อมูลบริษัทบางแห่งมีการนำเอาใบมะกรูดไปตากแห้งและบดให้ละเอียดปั้นเป็นลูกกลอนเพื่อส่งออก บ้างก็นำเอาไปเป็นส่วนผสมในอาหารไก่เพื่อช่วยต้านทานโรค ในทางการแพทย์แผนไทยมีการใช้มะกรูดเป็นยาหรือส่วนผสมของยาต่างๆ อาทิ น้ำในผลมะกรูดแก้อาหารท้องอืด ช่วยให้เจริญอาหาร น้ำมะกรูดใช้ดองยาเพื่อใช้ฟอกเลือด และบำรุงโลหิตในสตรี ส่วนของเนื้อนำมาใช้เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนของใบมะกรูดใช้เป็นยาขับลมในลำไส้แก้อาการจุกเสียด

หลายคนคิดเพียงว่า "มะกรูด" เป็นไม้ยืนต้นสวนครัวเพื่อนำใบและผลมาใช้ประกอบเพื่อเป็นเครื่องแกงชนิดต่างๆ หรือใช้ปรุงแต่งรสชาติของอาหารเท่านั้น ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกมะกรูดเพื่อผลิตใบและผลส่งขายโรงงานผลิตน้ำมันหอมระเหย สร้างรายได้ดีไม่แพ้เกษตรกรรมประเภทอื่น ส่งเสริมให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่การปลูกมะกรูดเพียงครอบครัวละ 1-3 ไร่เท่านั้น ผลิตใบขายได้กิโลกรัมละ 7 บาท (ขายใบพร้อมกิ่ง โดยตัดที่ความยาว 50 เซนติเมตร-1 เมตร)



เทคนิคการผลิตผลมะกรูดเชิงการค้า :
ถึงแม้ว่าส่วนของผลมะกรูดมีส่วนประกอบที่ไม่ชวนให้บริโภค เนื่องจากมีรสเปรี้ยว รสขมและขื่นแล้ว ยังมีสารน้ำมันที่ก่อให้เกิดอาการเผ็ดร้อนด้วย อย่างไรก็ตาม จากการที่ส่วนใบและผิวผลมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่สูงนี่เอง จึงได้มีการนำทั้งสองส่วนนี้มาใช้ทั้งในรูปที่เป็นเครื่องเทศ และสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคโบราณเป็นต้นมา โดยใช้ในการประกอบอาหารและสรรพคุณช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ไอ เจ็บคอ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเครื่องสำอาง ทำแชมพูแก้รังแคแล้วยังมีคุณสมบัติออกฤทธิ์เป็นสารฆ่าแมลงกำจัดเหาบนศีรษะได้ หรือใช้เป็นสารดับกลิ่นในห้องน้ำเหล่านี้ เป็นต้น

สำหรับการผลิตผลมะกรูดนั้นจำเป็นต้องใช้หลักการในด้านสรีรวิทยาของการออกดอก จึงมีผลตรงข้ามกับการผลิตใบโดยสิ้นเชิง มีขั้นตอนที่ควรปฏิบัติในหลายส่วนที่ใกล้เคียงกัน เช่น การเตรียมพื้นที่ ต้นพันธุ์ และระบบน้ำ เป็นต้น สำหรับส่วนที่ต่างกันนั้นมีด้านต่างๆ ดังนี้

1. ระยะปลูก ระยะห่างระหว่างต้นต้องไม่น้อยกว่า 1 เมตร ในแถวเดี่ยว โดยอาจใช้ระยะ 1x1.5 เมตร (ปลูกได้ 1,067 ต้น ต่อไร่) หรือระยะ 1.5x2 เมตร (ปลูกได้ 533 ต้น ต่อไร่) กิ่งที่ตัดแต่งออกอาจใช้เพื่อการผลิตใบได้บ้าง เหตุผลที่ต้องใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่า เพราะกิ่งที่จะออกดอกได้ดีต้องเป็นกิ่งในแนวมุมกว้าง หรือเกือบขนานกับพื้น

2. การบังคับการออกดอก หากปลูกให้ออกดอกตามธรรมชาติแล้ว ก็จะได้ดอกในช่วงฤดูหนาว อายุผลยังไม่ทราบแน่นอน แต่คาดว่าจะใกล้เคียงกับมะนาว คือจากดอกบานถึงเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 4 เดือนครึ่ง อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองใช้สารชะลอการเจริญเติบโตพาโคลบิวทราโซล ร่วมกับการตัดปลายยอดพบว่าสามารถชักนำให้ต้นมะกรูดมีการออกดอกได้ดีมาก โดยต้นมะกรูดเริ่มออกดอกภายหลังการตัดยอด ประมาณ 90 วัน และมีดอกมากที่สุดในช่วงระหว่าง 100-120 วัน

จากผลการศึกษาทั้งในด้านการผลิตใบและการผลิตผลมะกรูดที่ผ่านมานั้น ควรจะแยกแปลงปลูกออกจากกัน ทั้งนี้ เพราะสรีรวิทยาของสองส่วนนี้มีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลถึงระยะปลูก การจัดการด้านการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปด้วย



หนังสือ "อาชีพเกษตรกรรม ทำง่ายรายได้งาม เล่ม 4" พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ "ไม้ผลแปลกและหายาก" รวม 124 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 50 บาท (ระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 9:49 pm, แก้ไขทั้งหมด 6 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:05 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มะพร้าวลูกผสมน้ำหอม-พวงร้อย "รบ.3" น้ำหอมหวาน
ผศ.ประสงค์ ทองยงค์...ภูมิใจนำเสนอ
*

จริงๆ แล้ว อาจารย์ประสงค์ หรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ มีบ้านพักอยู่กรุงเทพฯ แต่อาจารย์ประสงค์ทำสวนมะพร้าวน้ำหอมอยู่ที่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่ 55 ไร่ ทั้งนี้เพราะอาจารย์ประสงค์เป็นคนดั้งเดิมที่นั่น การนัดหมายเพื่อพูดคุยจึงต้องมีความชัดเจน

"เวลาแปดโมงครึ่ง ผมรออยู่ที่อุโมงค์รถไฟนะ แล้วเจอกัน" อาจารย์ประสงค์ นัดทางโทรศัพท์

อาจารย์ประสงค์ วัย 73 ปี แต่ยังดูแข็งแรง อาจารย์ประสงค์ออกจากบ้านที่บางกะปิ นั่งเรือไปตามคลองแสนแสบ ไปต่อรถเมล์ที่ผ่านฟ้า ไปขึ้นรถทัวร์ที่สายใต้ ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงราชบุรี

"ผมมารถทัวร์ เลิกขับรถทางไกลเมื่ออายุ 65 ปี" อาจารย์ประสงค์บอก พร้อมกับนำทางไปยังบ้านดั้งเดิม ถนนที่ไปยังวัดเพลง คู่ขนานไปกับแม่น้ำอ้อม

เมื่อถึงปากทางก่อนเข้าบ้าน อาจารย์ประสงค์ให้รถของทีมเทคโนฯ ไปจอดรออยู่ที่บ้านก่อน ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำอ้อม เจ้าถิ่นชวนให้เดินจากหน้าสวนซึ่งเป็นถนนใหญ่ พร้อมกับชวนให้ดูป่ามะพร้าว และพืชที่ปลูกผสมผสาน พืชหลักมี มะพร้าวแกง ที่เสริมเข้ามามีลิ้นจี่ กล้วย ส้มโอ ก่อนที่จะไปพูดคุยบนเรือนไทยประยุกต์สุดสวย เจ้าของท้องที่พาไปดูมะปรางหวานอายุกว่า 100 ปี ละมุดสีดาอายุกว่า 100 ปี

"ยายชวดปลูกไว้" อาจารย์ประสงค์บอก

สวนอายุเกือบ 200 ปี......สืบทอดมา 3 ชั่วอายุคน
อาจารย์ประสงค์ เกิดที่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี อาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษคือ ทำนา ทำสวนมะพร้าวแกง

"อยู่ที่นี่เลย ยังชีพด้วยการทำนา ทำสวน นาอยู่หลังบ้าน สวนมีมะพร้าวเป็นหลัก ลิ้นจี่และส้มโอมาทีหลัง ตั้งแต่เล็กจนโต ยังชีพด้วยมะพร้าว ชาวสวนที่นี่ ปลูกครั้งแรกต้นไม่สูงทำตาลกัน เมื่อต้นสูงขึ้นก็เก็บผลผลิตจำหน่าย สมัยก่อน มะพร้าวผลละ 3 บาท ผมว่าราคาดีนะ 60 ปีที่แล้ว มะพร้าวถือว่าเป็นสินค้าสำคัญ ครอบครัวมีพี่น้อง 9 คน ปัจจุบันเหลือ 4 คน แม่น้ำตรงนี้เรียกว่าแม่น้ำอ้อม เป็นแม่น้ำที่มาจากน้ำแม่กลองที่ตัวเมืองราชบุรี ไปโผล่ออกที่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม" อาจารย์ประสงค์เล่า

อาจารย์ประสงค์เล่าว่า คุณพ่อของอาจารย์ชื่อ ชั้ว บ้านอยู่สมุทรสงคราม มีอาชีพเป็นชาวประมงมาก่อน ส่วนคุณแม่ชื่อ ฮวย เป็นคนท้องถิ่นวัดเพลง มีฝีมือทำขนมไทย

"คุณยายชื่อ ไล้ สุคนธมาน เป็นคนมีที่ดินค่อนข้างมาก อาชีพคุณแม่ทำสวน ปลูกพลู เอาไปจำหน่าย คุณพ่อเป็นชาวประมงแม่กลอง เอาปลาทะเลมาแปรรูปขาย เมื่อก่อนไม่ได้ซื้อขายเป็นเงินสด แต่นำไปแลกข้าวมาใส่ยุ้งฉางไว้ ไกลออกจากนี่ไปพอสมควร มีชุมชนที่มาจากเขมร สมัยรัชกาลที่ 1 ทำนา เขาจะนำข้าวเปลือกบรรทุกเกวียนมาแลกกับอาหารการกิน คุณพ่อคุณแม่ก็เก็บไว้ ขายไปบ้าง" อาจารย์ประสงค์ เล่า

สวนมะพร้าวที่มีอยู่ ได้รับการบอกเล่าว่า บรรพบุรุษแบ่งให้ลูกๆ หลานๆ ซึ่งไม่ได้ขายเปลี่ยนมือ แต่สืบทอดกันมา 3 ชั่วอายุคนแล้ว พืชพรรณในยุคเก่าก่อนที่ยังหลงเหลืออยู่ คือมะปรางหวาน ละมุดสีดา ส่วนมะพร้าวก็ปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ อาจารย์ประสงค์ได้ที่ดินมรดก 2 ไร่ ริมแม่น้ำอ้อม ส่วนแปลงปลูกมะพร้าว 55 ไร่ อาจารย์ประสงค์บอกว่า เก็บออมจากอาชีพราชการ ซื้อที่ในกรุงเทพฯ จากนั้นขายต่อ พอมีกำไร จึงซื้อที่แปลงใหญ่ที่ต่างจังหวัดได้

อาจารย์ประสงค์บอกว่า ตนเองแต่งงานตอนอายุ 31 ปี ไม่มีวี่แววว่าจะมีบุตร จึงทำงานเก็บเงิน ส่วนหนึ่งส่งหลานเรียนจบปริญญาตรี 2 คน จนกระทั่งอาจารย์อายุได้ 55 ปี ภรรยาอายุ ได้ 42 ปี จึงมีบุตรชาย 1 คน ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

เรื่องการศึกษา อาจารย์เรียนจบปริญญาตรี ที่ประสานมิตร จากนั้นรับราชการครูอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทากว่า 40 ปี

คนที่อายุ 73 ปี และเป็นคนชนบท ได้เรียนจบปริญญาตรีสมัยก่อนไม่ธรรมดา เรื่องนี้อาจารย์ประสงค์เล่าว่า คุณย่าของอาจารย์ มีน้องชายได้เรียนหนังสือ ได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าเมืองชื่อ หลวงวุธ จึงให้พี่สาวคนโตไปอยู่บ้านหลวงวุธ จากนั้นเรียนหนังสือจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วได้ทุนโคลัมโบไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ปัจจุบันพี่สาวคนโตของอาจารย์อายุ 83 ปี

"ผมเองหากพี่สาวไม่ได้เรียนหนังสือ พวกผมคงไม่ได้เรียน ใจผมอยากเล่าเรียนหนังสือ แต่ก่อนที่จะออกจากบ้าน เป็นเรื่องเศร้ามาก ผมห่วงเป็ด ห่วงไก่ ห่วงเตาตาล" อาจารย์ประสงค์บอก

สนใจงานเกษตรมานาน.....เพราะพื้นฐานเดิมก็เกษตร

อาจารย์ประสงค์ เล่าว่า ตนเองออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ เมื่อทำงานก็กลับมาเยี่ยมบ้านอยู่เป็นประจำ ระยะเวลาที่ผ่านมา อาจารย์ประสงค์บอกว่า สภาพพื้นที่ไม่เปลี่ยนไปนัก สิ่งก่อสร้างบ้านเรือนไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรื่องความอุดมสมบูรณ์ เมื่อก่อนจะทำอาหาร ต้มน้ำไว้แล้วลงไปงมปลาในแม่น้ำ มาทำกินได้เลย ปัจจุบันหายาก ส่วนการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ มีราว 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เช่น การสัญจรไป-มา

อาจารย์ประสงค์มีความผูกพันกับมะพร้าว ทั้งนี้เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่ส่งให้อาจารย์ประสงค์ได้เรียนหนังสือ ยุคก่อนโน้น ใครมีมะพร้าว 20 ไร่ ถือว่าเป็นผู้มีอันจะกิน

"มะพร้าวที่ปลูก เมื่อต้นต่ำๆ ทำน้ำตาลกัน เมื่อต้นสูงเก็บผลผลิตขาย ถึงช่วงเก็บ คุณยายจะให้หลานๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ มาช่วยกัน เมื่อขายได้เงินก็ได้รับส่วนแบ่งไปเรียนหนังสือ ผมนึกถึงบุญคุณบรรพบุรุษตรงนี้ จึงสนใจมะพร้าว จริงๆ แล้วผมสนใจงานเกษตรมาตั้งแต่อายุได้ 23 ปี ผมทำมะพร้าวจริงจังมา 33 ปีแล้ว เป็นมะพร้าวน้ำหอม ทั้งนี้เพราะพบมะพร้าวน้ำหอมผลใหญ่ ที่เป็นพืชพรรณดีของท้องถิ่น" อาจารย์ประสงค์ ให้ข้อมูล

รบ.1 พืชพรรณล้ำค่า.....ตามด้วย รบ.2

งานปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์ เริ่มจริงจังโดยซื้อมะพร้าวน้ำหอม จากฟาร์มอ่างทองมาปลูกจำนวน 40 ต้น โดยผสมผสานกับมะพร้าวหมูสีในท้องถิ่น ต่อมาได้มีการเก็บพันธุ์มะพร้าวจากต้นน้ำหอมไปเพาะ เพื่อขยายพันธุ์ต่อ ปรากฏว่า พบลักษณะของมะพร้าวที่เปลี่ยนไป อาจารย์ประสงค์เฝ้าสังเกตมะพร้าวที่ได้อยู่นาน จนสุดท้ายพบว่า มะพร้าวต้นใหม่ มีลักษณะนิ่ง มีความโดดเด่น จึงขยายปลูกเต็มที่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 1,250 ต้น อาจารย์ประสงค์ตั้งชื่อมะพร้าวที่ได้ว่า "รบ.1" คือ "ราชบุรี 1" นั่นเอง

จุดเด่นของมะพร้าวพันธุ์ รบ.1 คือต้นเตี้ยเหมือนมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป ต้นมีขนาดใหญ่คล้ายหมูสี ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะพร้าวน้ำหอม รสชาติและกลิ่นเหมือนมะพร้าวน้ำหอม จุดเด่นอย่างหนึ่งที่พบอยู่ มีนิสัยออกผลอย่างต่อเนื่องแทบไม่ขาดคอ เป็นนิสัยของมะพร้าวหมูสี

หากเป็นมะพร้าวน้ำหอมทั่วไปมักขาดคอเป็นบางช่วง
มะพร้าว รบ.1 ให้ผลผลิต 10-12 ทะลาย ต่อต้น ต่อปี แต่ละทะลายผลผลิตเฉลี่ย 10-12 ผล การจำหน่ายมะพร้าวในยุคเริ่มแรก อาจารย์ประสงค์บอกว่า ราคาผลละ 2 บาท ปัจจุบันผลละ 5 บาท

สำหรับมะพร้าว รบ.2 หรือราชบุรี 2 เป็นมะพร้าวหมูสีกลายพันธุ์ ลักษณะต้นเตี้ย คุณสมบัติทั่วไปคล้ายหมูสี แต่โดดเด่นกว่า

รบ.3 พืชพรรณล้ำค่า.....ท้องถิ่นแถบวัดเพลง เป็นแหล่งพันธุกรรมมะพร้าวที่สำคัญไม่น้อย รวมไปถึงมะแพร้ว .....แต่หากเป็นมะพร้าวน้ำหอมแล้ว ถือว่า อาจารย์ประสงค์เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญ เพราะเวลาผ่านมา 33 ปีแล้ว

ที่วัดเพลง และบริเวณใกล้เคียง เช่น ที่บางคนที สมุทรสงคราม มีมะพร้าวพวงร้อย บางช่วงติดผลทะลายหนึ่งมากกว่า 100 ผล ลักษณะของมะพร้าวพันธุ์นี้ ต้นสูง มีเลือดมะพร้าวป่ามาก มะพร้าวพวงร้อยในรอบปีหนึ่ง จะมี 10-12 ทะลาย เหมือนมะพร้าวอื่น คือ 10-12 ทะลาย ต่อต้น ต่อปี แต่ทะลายจะดกมากเป็น 80-100 ผล ราว 3-4 เดือนเท่านั้น นั่นย่อมหมายถึงมีผลดกในรอบปี 3-4 เดือน.....เพราะอยู่ในวงการมะพร้าวมานาน อาจารย์ประสงค์พบว่า ใกล้ๆ บ้าน มีมะพร้าวลูกผสม เข้าใจว่า เป็นลูกผสมระหว่างมะพร้าวพวงร้อยกับมะพร้าวน้ำหอม จึงไปนำมาปลูก โดยเปรียบเทียบกับของตนเองและของหลาน ปรากฏว่า พบลักษณะที่โดดเด่นอย่างมาก เพื่อเป็นเกียรติแก่จังหวัดราชบุรี อาจารย์จึงขอตั้งชื่อว่า "รบ.3" หรือราชบุรี 3 นั่นเอง

มะพร้าวลูกผสมพวงร้อยกับมะพร้าวน้ำหอม มีคุณสมบัติอย่างไร

อาจารย์ประสงค์อธิบายว่า มะพร้าวลูกผสมพันธุ์ใหม่ ผลดก เคยเก็บได้ 30 ทะลาย ต่อผล ขนาดของผลใหญ่กว่ามะพร้าวพวงร้อย .....หากการติดผลไม่มากนัก ผลมีขนาดเท่ามะพร้าวน้ำหอม สิ่งที่พิเศษสุดนั้น น้ำของมะพร้าวรสชาติหวานมาก มีกลิ่นหอม ต้นไม่สูง ซึ่งได้คุณสมบัตินี้มาจากมะพร้าวน้ำหอม

ปกติหากเป็นมะพร้าวพวงร้อยทั่วไปต้นจะสูง......ความดกของมะพร้าวลูกผสมพวงร้อย คล้ายมะพร้าวพวงร้อยเดิม คือดกเป็นบางช่วง แต่โดยทั่วไปแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้

พื้นที่ปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์มี 2 แปลง แปลงแรก 30 ไร่ แปลงที่สอง จำนวน 25 ไร่ อาจารย์ประสงค์ได้พาไปพิสูจน์มะพร้าวลูกผสมพวงร้อย หรือ รบ.3 ที่แปลงแรก ซึ่งปลูกไว้ 4 ทิศของสวน

"ต้องชิมให้ครบ 4 ทิศ" อาจารย์ประสงค์บอก

มะพร้าวที่อาจารย์ประสงค์ปลูกไว้กว่า 1,000 ต้น มีกระรอกรบกวนบ้าง เหมือนสวนเกษตรกรทั่วๆ ไป แต่มีมะพร้าว รบ.3 อยู่ต้นหนึ่ง มีกระรอกรบกวนอยู่เป็นประจำ แรกๆ เจ้าของก็สงสัย ว่าทำไมต้นนี้ถูกกระรอกเจาะไม่ขาด หลังๆ หลานของอาจารย์ประสงค์ไขข้อสงสัยว่า มะพร้าว รบ.3 ต้นนั้น อร่อยเป็นพิเศษ

หลานของอาจารย์ประสงค์ได้เฉาะมะพร้าว รบ.3 ต้นที่กระรอกชอบให้ชิมดู เพียงแต่ยกมะพร้าวขึ้นจ่อที่ปาก กลิ่นหอมปะทะจมูก จนต้องหายใจเข้าลึกๆ เมื่อกลืนน้ำมะพร้าวลงคอ น้ำมะพร้าวมีความหวานเป็นพิเศษ ซึ่งนานๆ 5-10 ปี จะพบครั้งหนึ่ง

ชิมทิศแรกผ่านไปแล้ว อาจารย์ประสงค์ได้พาไปชิมอีก 3 ทิศ รวมทั้งต้องชิมมะพร้าวน้ำหอม รบ.1 อีก สรุปแล้ว ชิมไป 6 ผลด้วยกัน ชิมเฉพาะน้ำ ส่วนเนื้อทดลองดูนิดหน่อย ซึ่งอร่อยมาก เรื่องชิมเรื่องกินนี่ไม่ปฏิเสธแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว

หลังชิมมะพร้าว อาจารย์ประสงค์ยังพาไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ปลาช่อนทอด และต้มยำอร่อยมาก รับประทานเข้าไปเต็มที่ เพราะมะพร้าวและอาหารมื้อเที่ยง เมื่อกลับถึงบ้าน ไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารเย็นได้เลย

ร่องกั๊บ.....ภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น

ระบบปลูกมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เป็นระบบยกร่อง คือมีสันร่อง ปลูกมะพร้าวตรงกลาง ระหว่างสันร่อง มีร่องน้ำ.....ร่องน้ำมีไว้เพื่อใช้เรือรดน้ำ หรือลากเรือเข้าไปเก็บผลผลิต

อาจารย์ประสงค์เล่าว่า เมื่อเกษตรกรปลูกมะพร้าวได้ 2-3 ปี ก็จะเริ่มทำ "ร่องกั๊บ" การทำร่องกั๊บนั้น เกษตรกรจะนำทาง (ใบ) มะพร้าว ผลมะพร้าวที่เน่าเสีย รวมทั้งปุ๋ยคอกมาใส่ที่ร่องกั๊บ เพื่อให้เน่าสลายกลายเป็นปุ๋ย ปีแรกที่ทำร่องกั๊บ วัสดุต่างๆ อาจจะไม่มาก เมื่อหลายปีไปแล้วร่องก็จะเต็ม เป็นผืนเดียวกัน ร่องกั๊บที่ทำ เกษตรกรจะทำร่องเว้นร่อง ดังนั้น เรือรดน้ำ รวมทั้งเรือเก็บผลผลิต จะยังคงทำงานได้ตามปกติ

อาจารย์ประสงค์บอกว่า ประโยชน์ของร่องกั๊บ ช่วยให้เกษตรกรใช้วัสดุที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ อย่างทางมะพร้าวแทนที่จะทิ้ง เมื่อนำวางไว้ที่ร่องก็กลายเป็นอินทรียวัตถุได้อย่างดี เมื่อวัสดุที่เหลือใช้ถูกทิ้งเป็นที่เป็นทาง สวนก็สะอาด ลดการระบาดของโรคและแมลงได้

ในวัย 73 ปี อาจารย์ประสงค์ยังแข็งแรง...... "ผมเดิมเป็นเกษตรกร มาทำเกษตรกรได้ยืดเส้นยืดสาย ช่วงเรียนเป็นนักกีฬา สอนอยู่เป็นโค้ชกรีฑา เริ่มวิ่งมาตั้งแต่สมัยเด็ก เขาเรียกวิ่งวัว เข้าแถวที่แปลงนา ใช้เชือกมัดไว้ เมื่อได้สัญญาณกรรมการตัดเชือก ก็ออกวิ่ง ระยะทาง 50-100 เมตร ตอนวิ่งวัวยืนดูอยู่ สวนผมนี่ไม่ได้จ้างประจำ แต่เหมาให้ญาติมาช่วย ผมมาสวนอย่างต่ำอาทิตย์ละครั้ง ผมผลิตแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีนานแล้ว เน้นขี้หมู สารเคมีก็ไม่ใช้ เมื่อเข้าสวนแต่ละครั้งต้องดูแลอย่างน้อย 1 ร่อง ผมกับภรรยายช่วยกัน เพราะปลูกมะพร้าวใกล้นาชาวบ้าน มีหนอนม้วนใบ ต้นเล็กๆ ผมใช้น้ำฉีดเอา หรือเดินเก็บ ต้นใหญ่ไม่ได้ใช้สารอะไร" อาจารย์ประสงค์บอก

มะพร้าวน้ำหอมปลูกเป็นการค้าอยู่ได้......อาจารย์ประสงค์ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกมะพร้าวได้ 25 ต้น ผลผลิตมะพร้าวที่เก็บได้ 10 ผล ต่อต้น ต่อเดือน พื้นที่ 1 ไร่ จึงเก็บมะพร้าวได้ 250 ผล ต่อไร่ ต่อเดือน หากจำหน่ายได้ผลละ 4 บาท จะมีรายได้ 1,000 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน ถ้าพื้นที่ 55 ไร่ อย่างของอาจารย์ประสงค์ จะมีรายได้ 55,000 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน

ต้นทุนการผลิตนั้น :
ปีหนึ่งเสียค่ากำจัดวัชพืช 5,000 บาท
ค่าปุ๋ยคอกและค่าใส่ปุ๋ย 45,000 บาท ต่อปี
ค่าลอกเลน 10,000 บาท (4-5 ปี ลอกครั้งหนึ่ง โดยใช้รถ ครั้งละ 50,000 บาท)

ต้นทุนการผลิตของอาจารย์ประสงค์แต่ละปี ไม่น่าจะเกิน 100,000 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว งานปลูกมะพร้าวยังมีกำไร

อาจารย์ประสงค์บอกว่า สำหรับผู้ที่อยากปลูกมะพร้าวน้ำหอมเป็นการค้า ต้องดูสภาพพื้นที่ก่อน ที่ลุ่มภาคกลางได้เปรียบ โดยเฉพาะจังหวัดนครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร

"เคยมีผู้ซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกที่นครสวรรค์ ริมบึงบอระเพ็ดได้ผล ผมไปซื้อที่ไว้ที่อำเภอผาขาว จังหวัดเลย 60 ไร่ นำมะพร้าวไปปลูก ตรงนั้นมีสระน้ำ ได้ผล ตอนนี้ขายไปหลายปีแล้ว เทียวไปเทียวมาลำบาก อยู่ไกล บริเวณที่มีแหล่งน้ำ มีดินทับถม มีโพแทสเซียมสูง ผมว่าได้ผล อย่างเขตนี้ สำหรับผู้ที่อยากปลูกมะพร้าวไว้กินผล ควรมีพื้นที่พอสมควร ใบมะพร้าวแผ่ออกข้างละ 4 เมตร ต้องคำนวณอย่าให้รบกวนเพื่อนบ้าน และควรปลูกทิศตะวันออก ให้ได้รับแสงเต็มที่" อาจารย์ประสงค์แนะนำ

เรื่องราวงานปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์น่าสนใจไม่น้อย ถามไถ่กันได้ที่ โทร. (02) 378-2620 และ (081) 836-6228

ในงานสัมมนา มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย "พบความหลากหลายของมะพร้าว พืชที่รับใช้คนไทยมานาน" ซึ่งจะจัดขึ้นที่สำนักงาน หนังสือพิมพ์ข่าวสด ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 นี้ อาจารย์ประสงค์ จะมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ในฐานะที่เป็นผู้ปลูกมายาวนาน 33 ปี

พร้อมกับนำพันธุ์มะพร้าวมาโชว์ดังนี้ คือ มะพร้าวน้ำหอม รบ.1, มะพร้าว รบ.2, มะพร้าวน้ำหอมพวงร้อยพันธุ์แท้, มะพร้าวน้ำหอมพวงร้อยลูกผสม (รบ.3), มะพร้าวใหญ่ต้นสูงสีเขียว, มะพร้าวใหญ่ต้นสูงสีเหลือง, มะพร้าวใหญ่ต้นสูงสีแดง และมะแพร้ว รวมแล้วไม่น้อยกว่า 8 ตัวอย่าง จากวัดเพลง

นอกจากฟังอาจารย์ประสงค์บรรยายแล้ว สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนตัวต่อตัวได้ เมื่อมีเวลาว่าง


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 7:00 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:06 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)


แผนปฏิบัติการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน (SALB) ของยางพารา ในประเทศไทย


โรคยางพารา ที่พบระบาดโดยทั่วไป มีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไปตามแหล่งปลูกยาง สภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงพันธุ์ยางที่ใช้ปลูก โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกระยะการเจริญเติบโต และทุกส่วนของต้นยาง มีผลให้ต้นยางตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต และผลผลิตลดลง

สำหรับโรคยางพาราที่สำคัญและพบในประเทศไทยซึ่งเกิดจากเชื้อรา ได้แก่ โรคใบร่วงและฝักเน่า ที่เกิดจากเชื้อไฟทอปทอร่า โรคใบจุด โรคเส้นดำ และโรคราก แมลงศัตรูบางชนิด ได้แก่ ปลวก หนอนทราย ตัวตุ่น และอาการผิดปกติจากการเกิดอาการเปลือกแห้ง เป็นต้น ซึ่งอาการผิดปกติของต้นยางจากสาเหตุดังกล่าว สามารถเฝ้าระวัง ควบคุมการแพร่ระบาดและป้องกันกำจัดมิให้เกิดความเสียหายในระดับเศรษฐกิจได้ แต่ยังมีโรคยางพาราที่สำคัญและร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ที่อาจมีโอกาสแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยได้หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยมีการปลูกยางพารากันทั่วทุกภาคของประเทศ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ก็อาจส่งผลเสียหายในระดับเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมยางธรรมชาติของประเทศ นั่นคือ โรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน (South American Leaf Blight) หรือ SALB ซึ่งระบาดรุนแรง และทำความเสียหายแก่สวนยางพาราในประเทศแถบละตินอเมริกาเขตร้อนของทวีปอเมริกา (Tropical Latin American Countries) ได้แก่ เบลีซ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย คอสตาริกา เอลซัลวาดอร์ เอกวาดอร์ เฟรนช์เกียนา กายอานา กัวเตมาลา เฮติ ฮอนดูรัส เม็กซิโก นิการากัว ปานามา เปรู ซูรินาเม ตรินิแดดและโตเบโก และเวเนซุเอลา และยังไม่สามารถหามาตรการในการป้องกันกำจัดโรคดังกล่าวให้หมดสิ้นได้ ปัจจุบันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันของยางพารายังไม่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากกรมวิชาการเกษตรมีมาตรการและแผนปฏิบัติการป้องกันอย่างเข้มงวด

คุณสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนตั้งอยู่บริเวณเส้นรุ้งเดียวกันกับประเทศแถบละตินอเมริกา ที่เป็นแหล่งระบาดของโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน และมีภูมิอากาศที่คล้ายกัน ดังนั้น โรคใบไหม้ลาตินอเมริกันจึงมีโอกาสแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด กรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งปัจจุบัน คือ "พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกักพืช (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติกักพืช (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551" อันมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันโรคและศัตรูพืชร้ายแรงระบาดจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่งทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรในการดำเนินการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันมิให้แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำมาตรการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันของยางพาราในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นมาตรการรองรับ โดยกำหนดเป็นขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดให้พืชสกุล Hevea spp. และพาหะ ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน ยางเน่า และขี้ยางจากทุกแหล่ง เป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช

2. ในกรณีที่มีสายการบินที่บินตรงจากประเทศที่มีโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันระบาด เพื่อป้องกันโรคมิให้แพร่ระบาดเข้ามาทำความเสียหายต่อการปลูกยางพาราในประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร จึงกำหนดมาตรการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน ดังต่อไปนี้

2.1 ให้สายการบินที่บินตรงจากประเทศที่มีโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันระบาด ยื่นใบแสดงจำนวนผู้โดยสารและใบแสดงรายการสินค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจพืช ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

2.2 ให้ผู้โดยสารที่มากับสายการบินดังกล่าว กรอกแบบฟอร์มกักกันพืช (พ.ก. 11) และยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจพืช ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

2.3 ให้สายการบินดังกล่าวแยกกระเป๋าเดินทางและสัมภาระ หีบห่อของผู้โดยสารที่มาจากแหล่งระบาดโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันจากผู้โดยสารอื่น

2.4 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบการปนเปื้อนของสปอร์ของเชื้อโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันบนเครื่องบินจากเบาะนั่ง พนักพิงศีรษะ ที่วางเท้าและพื้นทางเดิน รวมทั้งกระเป๋าเดินทาง สัมภาระ และภาชนะบรรจุสินค้า

2.5 พนักงานเจ้าหน้าที่จะกำจัดเชื้อซึ่งอาจปนเปื้อน โดยฉีดน้ำสบู่รอบนอกกระเป๋าเดินทาง สัมภาระ และภาชนะบรรจุสินค้า และกำจัดเชื้อซึ่งอาจปนเปื้อนมากับเสื้อผ้า และสัมภาระของผู้ที่เดินทางเข้าไปในสวนยางพาราในช่วง 7 วัน ก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยด้วยแสงอัลตราไวโอเลตนาน 15 นาที

2.6 ในกรณีตรวจพบเชื้อโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันจะต้องรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบทันที เพื่อกำหนดมาตรการเสริมต่อไป

2.7 ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เดินทางไป-กลับ ระหว่างราชอาณาจักรไทยและแหล่งระบาดโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันให้ทราบถึงภัยอันตรายและข้อควรปฏิบัติในการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน โดยแจกแผ่นพับ เรื่องการป้องกันประเทศไทยให้ปลอดจากโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน มหันตภัยของยางพารา ซึ่งมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากแหล่งที่มีโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันระบาด ควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

1. อย่านำส่วนขยายพันธุ์ของยางพารา ตัวอย่างแห้ง รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ซึ่งทำจากยางพาราและพืชชนิดอื่นจากแหล่งที่มีโรคระบาดเข้ามาในราชอาณาจักร

2. กรณีเดินทางเข้าไปในสวนยางพาราที่เป็นแหล่งระบาดโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดเสื้อผ้า และรองเท้า ก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย

3. ก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นเวลา 7 วัน ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในสวนยางพารา ซึ่งเป็นแหล่งระบาดโรคใบไหม้ลาตินอเมริกัน

4. เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ต้องกรอกแบบฟอร์มกักกันพืช (พ.ก.11) ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจพืช

5. เมื่อเดินทางถึงราชอาณาจักรไทยแล้ว ควรงดเดินทางเข้าไปในแหล่งปลูกยางพารา อย่างน้อย 7 วัน

คุณสุขุม กล่าวในตอนท้ายว่า จากมาตรการป้องกันโรคใบไหม้ลาตินอเมริกันของยางพาราในประเทศไทยที่เข้มงวดดังกล่าวนี้ จะทำให้มั่นใจได้ว่าโรคนี้จะไม่สามารถแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยได้โดยง่าย ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือของหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรชาวสวนยางด้วยที่จะช่วยกันสอดส่องดูแล เฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มงวดต่อไป หากท่านผู้ใดอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ คุณสุรพล ยินอัศวพรรณ กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-8516 หรือสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 940-6670 และฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-1576 ต่อ 307 ในวันและเวลาราชการ


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:28 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:07 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นักวิจัย มก. ปรับพันธุ์ถั่วเขียว สู้ด้วงเจาะเมล็ด

ด้วงเจาะเมล็ด เป็นแมลงศัตรูในโรงเก็บที่ทำความเสียหายให้กับเมล็ดถั่วเขียวหลังการเก็บเกี่ยว ด้วงเจาะเมล็ดที่พบทั่วไปในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ด้วงถั่วเขียว (Callosobruchus muculatus) และด้วงถั่วเหลือง (Callosobruchus chinensis) โดยตัวเต็มวัยของด้วงทั้ง 2 ชนิด จะวางไข่ลงบนฝักถั่วเขียวที่อยู่ในระยะใกล้สุกแก่ หลังจากนั้นตัวอ่อนจะออกมาจากไข่แล้วเจาะผ่านเปลือกฝักเข้าไปในเมล็ดเพื่อพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย โดยกินส่วนของเนื้อเมล็ดเป็นอาหาร โดยช่วงเวลาที่ด้วงถั่วอาศัยอยู่ในเมล็ด กินเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ดังนั้น เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวถั่วเขียวมาเก็บรักษาไว้ จึงมีด้วงถั่วอยู่ในเมล็ด และเมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัย ด้วงจะเจาะออกมาจากเมล็ด ผสมพันธุ์และเข้าทำลายเมล็ดถั่วเขียวที่เก็บเกี่ยวไว้ทันที ถ้าหากไม่มีการป้องกัน เมล็ดถั่วเขียวที่เก็บไว้อาจถูกทำลายทั้งหมดในระยะเวลา 1-2 เดือน เมล็ดถั่วเขียวที่ถูกทำลายไม่สามารถนำมาใช้บริโภค ขายหรือปลูกต่อไปได้ เนื่องจากด้วงเจาะเมล็ดอาจขับถ่ายของเสียออกมา การบริโภคถั่วเขียวที่ถูกทำลายอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ นอกจากนี้ ถ้าหากมีการตรวจพบภายหลังว่าเมล็ดถั่วเขียวที่ส่งออกไปมีด้วงเจาะเมล็ดอยู่ (เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นว่ามีด้วงเจาะเมล็ดอยู่ข้างใน) อาจทำให้เสียความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของประเทศได้

โดยทั่วไปเกษตรกรสามารถควบคุมด้วงเจาะเมล็ดได้โดยการอบหรือรมด้วยสารเคมี อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วงถั่วโดยการใช้สารเคมีไม่เป็นที่นิยม เพราะมีราคาแพงและยุ่งยากในการปฏิบัติ อีกทั้งการใช้สารเคมีเป็นอันตรายต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม วิธีการที่ดีที่สุดคือ การใช้พันธุ์ต้านทาน แต่ปัญหาก็คือ ถั่วเขียวพันธุ์การค้าและพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยล้วนแต่อ่อนแอต่อด้วงเจาะเมล็ดทั้งสิ้น

ดังนั้น ศ.ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. นักวิจัยของภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จึงได้ปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวพันธุ์การค้าที่เกษตรกรนิยมปลูกคือ พันธุ์กำแพงแสน 1 ให้มีความต้านทานต่อด้วงเจาะเมล็ด โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

คณะวิจัยได้รวบรวมเชื้อพันธุกรรมถั่วเขียวจากทั้งในและต่างประเทศ จำนวนกว่า 800 พันธุ์ มาทดสอบการเข้าทำลายของด้วงถั่วเขียวและด้วงถั่วเหลืองในห้องปฏิบัติการ เพื่อคัดเลือกหาพันธุ์ถั่วเขียวที่ต้านทาน พบพันธุ์ถั่วเขียวที่ต้านทานต่อด้วงทั้ง 2 ชนิด จำนวน 4 พันธุ์ แต่วิธีการคัดเลือกที่ใช้มีข้อจำกัดคือ ไม่สะดวกในการปฏิบัติงานและใช้เวลานาน กล่าวคือ

1. ต้องเลี้ยงด้วงไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอดเวลา

2. ความแข็งแรงของด้วงอาจลดลง เนื่องจากเกิดการผสมพันธุ์กันเอง (inbreeding) ทำให้ผลการทดสอบไม่เที่ยงตรง และ

3. การทดสอบในแต่ละครั้งใช้เวลานานถึง 4-5 เดือน (ปลูกถั่ว 2-3 เดือน เพื่อเก็บเมล็ด และอีก 2 เดือน ในการทดสอบการเข้าทำลาย)

ด้วยเหตุนี้ คณะวิจัยจึงได้นำเครื่องหมายโมเลกุล (molecular marker หรือ DNA marker) มาช่วยคัดเลือกด้วย โดยเฉพาะเครื่องหมายโมเลกุลแบบเอสเอสอาร์ ซึ่งจากผลจากการวิจัยพบ 1 เครื่องหมาย คือ GBssr-MB87 ที่เชื่อมโยงอยู่กับยีนควบคุมความต้านทาน สามารถนำไปใช้ในการคัดเลือกพันธุ์ต้านทานได้ โดยในขณะนี้ได้สร้างประชากรจากคู่ผสมระหว่างพันธุ์กำแพงแสน 1 กับพันธุ์ V2709 ได้สายพันธุ์ผสมกลับ 4 ครั้ง ชั่วที่ 3 จำนวน 5 สายพันธุ์ ที่ต้านทานอย่างสมบูรณ์ต่อด้วงทั้งถั่วเขียวและด้วงถั่วเหลือง ซึ่งจะได้ผสมกลับอีก 1-2 ครั้ง แล้วคัดเลือกพันธุ์ต้านทานโดยเครื่องหมายโมเลกุลร่วมกับการปลูกทดสอบผลผลิต เพื่อจะได้ถั่วเขียวพันธุ์กำแพงแสน 1 ที่ต้านทานต่อด้วงเจาะเมล็ด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะสามารถแจกจ่ายพันธุ์พืชให้กับเกษตรกรได้

ทั้งนี้ ผู้ใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. (034) 281-267 ในวันและเวลาราชการ


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:29 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:09 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรื่องของชะอม ที่แฟน เดินห่างจากความจน .... ไม่อ่านไม่ได้

กลับมาอีกแล้วครับท่านผู้อ่านที่เคารพอย่างสูง เรื่องของชะอมยังไม่สามารถยุติได้ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้รับแรงใจจากบรรดาแฟน เดินห่าง...จากความจน อย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะเรื่องของการปลูกชะอม

ก่อนอื่นต้องกล่าวคำว่าขอบพระคุณอย่างมากครับท่าน ตอนแรกที่เริ่มเขียนเรื่องของชะอมมาหลายตอน เมื่อมีโอกาสได้สอบถามบรรดาญาติๆ ชะอมที่ผมเขียนถึง ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า มีการตอบรับเยอะพอสมควร จนฉบับหลังๆ ผมแนะนำถึงการปลูกชะอม พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ ปรากฏว่าสนุกสนานไปเลย ยังกับตอบปัญหาหัวใจ เฉลี่ยรับโทรศัพท์วันละ 4-6 ครั้ง จากแฟนเกือบทุกภาคของประเทศ อะไรจะขนาดนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เลยต้องมีต่ออีก ยังเลิกไม่ได้ ไม่แน่นะครับอาจจะนำมารวมเป็นเล่มแล้วให้ชื่อว่า เดินห่าง...จากความจน กับเรื่องของชะอมซะเลย

ผมก็เลยคิดเอาเองนะครับว่า สาเหตุที่ผู้อ่านสนใจการปลูกชะอมต้องมีความคิดเหมือนกับผมอย่างแน่นอน ประการแรก คือ เป็นการลงทุนที่ไม่มาก ทุกคนรับได้ ประการต่อมา คือ เชื่อมั่นในผลผลิตที่ได้ผลเร็วเกินคาด ถูกต้องไหมครับ? ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง

ขอเขียนถึงแฟนที่ไปเยี่ยมเยือนสวนผมซะหน่อย สักเพียงเล็กน้อยเพราะหากไม่เขียนถึงก็จะดูกระไรอยู่ เพราะทุกคนผมถือว่าเป็นสมาชิกของ เดินห่าง...จากความจน พร้อมกับจะปลูกชะอมและทุกคนจะขอสงวนชื่อจริงนะครับ อาทิ ทนายความจากยโสธร สาวสวยทำงานห้างสรรพสินค้าจากนครสวรรค์ คนเกษตรปลูกยางพาราที่จันทบุรี คนหนุ่มไฟแรงจากเพชรบูรณ์ ชายหนุ่มที่นนทบุรีที่มีเนื้อที่ 15x15 เมตร แต่อยากปลูกชะอมมาก คนเกษตรปลูกพริกที่พิษณุโลก พี่น้องชาวเกษตรปลูกมะนาว คนเชียงใหม่และอีกหลายรายต้องขออภัยที่เขียนไม่หมดด้วยความเคารพจริงๆ และสำหรับรายนี้ผมขออนุญาตเอ่ยนาม และบันทึกไว้หน่อย เนื่องจากมีความตั้งใจจริงๆ ไปหาผมตั้งแต่ประมาณ 8 โมงเช้า คือ คุณนพพร โกมุก ข้าราชการบำนาญ พร้อม คุณรำไพ โกมุก ข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร ขับรถจากบางมด เขตจอมทอง ไปหาผมถึงปราจีนบุรี

ที่ผมขอเขียนถึงเพราะผมกับคุณนพพรมีสวนที่เหมือนกัน คือใช้ท้องนาทำสวน ต่างกันแค่ว่าผมอยู่ท้องนาที่ปราจีนบุรี แต่คุณนพพรอยู่ท้องนาที่นครชัยศรี นครปฐม ก็ได้เสวนาพูดคุยกันพอสมควร สุดท้ายคุณนพพรพร้อมทั้งนำกิ่งชะอมติดรถเก๋งกลับไปปลูกด้วย เพราะได้มาเห็นแปลงสาธิตที่ผมปลูก ขอบคุณจริงๆ นะครับ สำหรับรายอื่นๆ ผมจะใช้โอกาสต่อไปบันทึกเป็นเรื่องสั้นถึงสมาชิก เดินห่าง...จากความจน จากจังหวัดต่างๆ ก็อาจเป็นไปได้นะครับ อย่าเพิ่งน้อยใจ ทุกคนที่มามองเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะทำสวนผสมหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยว ระยะเวลาที่รอผลผลิตก็ต้องหาพืชอะไรก็ได้ที่ให้ผลผลิตเร็วมาทดแทนก่อนแล้วทุกคนมาลงเอยที่ชะอม และเมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมดูศึกษาดูเห็นตัวอย่างจริง ผมย้ำเสมอว่าโอกาสเช่นนี้สามารถตัดสินใจได้ง่าย ทำให้มีความมั่นใจขึ้น ไม่แน่นะครับอนาคตต่อไปจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชหลักรายได้ดีของคุณอาจจะเป็นชะอมก็ได้ หากท้องที่หรือบริเวณใกล้เคียงมีความต้องการ เพราะชะอมจะเป็นผักที่สามารถบริโภคกันได้ทุกคน สามารถนำไปประกอบอาหารได้สารพัดเมนู

เมื่อคุณลงมือปลูกชะอมได้ประมาณ 1 ปี ต้นชะอมโตดีแล้วก็กรุณาเลือกดูต้นที่สมบูรณ์หน่อย ก็จัดการตอนกิ่งแล้วนำมาปลูกเพิ่มได้อีกตามต้องการ ก่อนอื่นเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ ต้องให้กิ่งเป็นสีน้ำตาล อย่าเอาที่กิ่งเป็นสีเขียว เลือกได้แล้วก็ควั่นด้วยมีดคมๆ หน่อยให้ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร หรือมีดชนิดตามที่แสดงในรูปที่ชาวบ้านคิดขึ้นเองแล้วกรีดเอาเปลือกนอกออก ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้กิ่งแห้งหน่อย จึงนำขุยมะพร้าวที่อยู่ในถุงพลาสติคกรีดให้ถุงเปิดด้านข้างออกมาหุ้ม สุดท้ายก็ใช้เชือกฟางสีอะไรก็ได้มัดให้แน่น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 กว่าวัน เมื่อเห็นมีรากงอกก็ตัดออกมาพักไว้เพื่อรอปลูกได้เลย ง่ายไหมครับ สรุปก็เหมือนๆ กับการตอนกิ่งไม้ทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ หากว่าแถวนั้นมีคนต้องการปลูกชะอม คุณก็อาจจะมีอาชีพตอนกิ่งชะอมขายเพิ่มอีกอาชีพหนึ่งก็ได้ ผมไม่นำเสนอให้คุณนำกิ่งมาปักชำนะครับ เคยทดลองแล้วได้ผลไม่ค่อยดี ช้า ต้นที่ได้ไม่แข็งแรงอีกต่างหาก

หากขาดความมั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับชะอม ทุกๆ ปัญหาตลอดจนการตอนกิ่งชะอม ก็เรียนเชิญครับที่สวนผม หากติดตามกันทุกฉบับก็คงทราบว่าอยู่ที่ไหน ขอย้ำอีกครั้งก็ได้คือ ที่จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (081) 846-0652 หรือ คุณสมศรี รักพันธุ์ (084) 701-9860 คนนี้จะสาธิตการตอนให้คุณดูได้ทันทีที่ต้องการ

หลายคนที่ไปเยี่ยมดูแปลงที่ผมปลูกชะอม เรียกว่า แปลงสาธิต ประทับจิตประทับใจทุกคนเลยครับ ผมขอย้ำอีกสักครั้ง ไม่ทราบว่ากี่ครั้งแล้ว ว่าหากมีเวลาก่อนตัดสินใจการปลูกชะอม ควรศึกษาก่อน เพราะมีโอกาสที่เห็นของจริงก่อนการตัดสินใจ จะได้ไม่เพ้อฝัน เพราะความมั่นใจจะดีขึ้น เมื่อเห็นรายละเอียดที่ต้องการทราบเกี่ยวกับชะอม จะได้มั่นใจเต็มสี่ห้องหัวใจของคุณ เพราะผมก็เปิดเผยหมดสี่ห้องหัวใจของผมเช่นกัน พร้อมทั้งบริการหากิ่งพันธุ์ชะอมที่ผมเรียกว่า พันธุ์ไม้เค็ด 2009 ที่ยอดโต กลิ่นฉุน กินแล้วมันส์ติดเหงือก ผมเขียนบอกเสมอว่า พี่น้องชาวไม้เค็ดของผม ปลูกชะอมกันมากที่สุดตำบลหนึ่งในประเทศก็ว่าได้ จึงหากิ่งพันธุ์ให้คุณได้ แต่ก่อนไปกรุณาบอกล่วงหน้าไปหน่อยจะได้ไม่ผิดหวัง เผื่อว่าจะอยู่รอต้อนรับไม่ให้เสียชื่อลูกผู้ชายคนไม้เค็ดอย่างแน่นอน มีคนถามเยอะถึงเมื่อได้ผลผลิตแล้วควรดำเนินการต่อไปอย่างไร สำหรับข้อนี้ผมขอเรียนตรงๆ นะครับว่าต้องอยู่ที่คุณคนที่ตกลงปลงใจว่า จะปลูกชะอมนั่นแหละเพราะคุณจะต้องคิดถึงระบบการจัดการก่อนลงมือปลูก และแต่ละท้องที่จะแตกต่างกันไป อยู่ที่ความสามารถในแต่ละคนที่จะจัดการเช่นไร?

ผมขอยกตัวอย่าง เช่น โจทย์เลขที่มีคำตอบเป็น 10 โจทย์ อาจจะเป็น 2 บวก 8 ก็ได้ หรือ 3 บวก 7 หรือ 5 บวก 5 หรือว่าจะเป็น 1 บวก 9 ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ตั้งหลายวิธีทำ ฉะนั้นทุกวิธีทำคุณต้องเป็นคนดำเนินการเองทั้งหมด การมีระบบการจัดการที่ดีเท่ากับว่าประสบผลสำเร็จไปกว่าครึ่ง แล้วแต่ละคนย่อมมีความคิดความอ่านแตกต่างกันไป หวังว่าคงเข้าใจนะครับ โลกเรานี้เป็นเช่นโรงละคร มีทั้งบทของความสุขและความทุกข์ คนที่อ่อนแอเท่านั้นที่ร้องไห้

อย่าท้อแท้ อย่าหมดกำลังใจ ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่มีโอกาสเห็นวันข้างหน้าที่สวยงาม ฟ้าเมืองไทยสวยนะครับท่าน ไม่มีที่ไหนจะอบอุ่นเท่าบ้านเรา ชีวิตใคร...เขาคนนั้นเป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น ไม่ว่าเดินอยู่บนเส้นทางเช่นใด แล้วสุดท้ายคุณเชื่อผมเถอะครับว่าในชีวิตสักครั้งหนึ่งถ้าหากว่าเราได้ทำอะไรอย่างที่ต้องการจะทำก็ถือเสียว่าคุ้มค่ากับการได้มีชีวิตอยู่แล้ว .?.


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:30 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:10 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ธนสิทธิ์

พันธุ์ยางพาราของไทย

"ทำไมประเทศไทยถึงไม่ต่อยอด นำสายพันธุ์ยางพาราที่มีเกษตรกรเก่งๆ เขาพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง มาเผยแพร่สู่เกษตรกร เพื่อให้เมืองไทยมีสายพันธุ์ยางพาราที่หลากหลาย"

ประเด็นคำถามที่จุดขึ้น โดย คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายไว้หลังจากการเดินทางไปเยี่ยมชมแปลงพันธุ์ยางพาราพันธุ์ดีที่เกิดจากการคัดเลือกสายพันธุ์ของเกษตรกรในจังหวัดตรัง

สิ่งที่ถาม จึงกลายเป็นมาสิ่งที่ต้องค้นหาคำตอบว่า ในประเทศไทยมียางพันธุ์ดีที่คุณภาพทัดเทียมหรือดีกว่า กับสายพันธุ์ยางพาราของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราและมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตยางพาราได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก มีผลผลิตมากกว่า 3.000 ล้านตัน แต่ในมุมมองของประธานกิตติมศักดิ์สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับสายพันธุ์ยางพาราที่เกษตรกรปลูกกันทั่วประเทศ รวมพื้นที่ 16.74 ล้านไร่นั้น เป็นสายพันธุ์ที่ล้าสมัยและให้ผลผลิตต่ำมาก เหมือนเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สายพันธุ์ยางพาราที่ส่งเสริมในปัจจุบัน จะประกอบด้วย พันธุ์ RRIM 600, RRIT 251, BPM 254 และ RRIT 226

"แม้จะเป็นพันธุ์ยางชั้น 1 ที่ให้ผลผลิตสูง แต่ก็เป็นพันธุ์ที่ส่งเสริมให้ปลูกกันมานาน อย่าง พันธุ์ RRIM 600 มีมาเกือบ 40 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นพันธุ์เดิม ที่ให้ผลผลิตได้ไม่เกิน 270 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ขณะที่มาเลเซียเขาพัฒนาไปเป็นพันธุ์ RRIM 2027 แล้วให้ผลผลิตถึง 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี" คุณอุทัย กล่าว

สิ่งที่ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางพาราแห่งประเทศไทย ต้องการในเวลานี้คือ

"หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ยังไม่มีการพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงเหมือนกับมาเลเซียเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรอย่างเป็นทางการ ทั้งที่มีงบประมาณจากเงิน Cess ที่ได้จากการส่งออกยางพาราไปต่างประเทศ ได้ถูกจัดสรรลงไปในเรื่องการพัฒนาพันธุ์ยาง โดยได้ให้กับสถาบันวิจัยยางตามมาตรา 18 (1) ไปดำเนินการปีละเกือบ 200 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร"

"แต่ที่ผ่านมาผลงานยังมีความล่าช้า ดังนั้น หากเกษตรกรมีความสามารถในการพัฒนาพันธุ์ยางใหม่ขึ้นมาได้ในพื้นที่แปลงปลูกของเกษตรกรเองก็ไม่ควรปิดกั้นโอกาส และที่สำคัญควรมีการต่อยอดและผลักดันนำยางพาราพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเหล่านั้น มาเผยแพร่สู่เกษตรกรในวงกว้าง ทั้งนี้ควรลดข้อจำกัดหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความล่าช้าลงด้วย ซึ่งจะส่งผลดีและเป็นการช่วยพัฒนาพันธุ์ยางพาราไทยให้รุดหน้า เพราะปัจจุบันในต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซียนั้นมีความก้าวหน้าในเรื่องการพัฒนาพันธุ์ยางพาราพันธุ์ใหม่ๆ ล้ำหน้าไปหลายเท่า" คุณอุทัย กล่าว

หากสามารถดำเนินการได้ตามข้อเรียกร้องดังกล่าว สิ่งที่จะตามมานั้น คุณอุทัยบอกว่า หากให้พันธุ์ยางพาราพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ของเกษตรกรที่มีอยู่แล้วได้มีการเผยแพร่ไปสู่เกษตรกรในวงกว้าง เพื่อเป็นพันธุ์การพัฒนาพันธุ์ยางให้โตเร็ว ให้ผลผลิตต่อไร่สูง เกษตรกรไทยจะได้ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกมากนัก และทำให้ยางพาราของประเทศไทย ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของโลกจะได้ไม่ถูกประเทศอื่นแซง และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรไทยด้วย

สำหรับสายพันธุ์ยางพาราที่เป็นพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง มีความต้านทานโรค อันเป็นสายพันธุ์ของเกษตรกร ซึ่งได้มีการเข้าไปเยี่ยมชมนั้น อยู่ที่สวนของ คุณขำ นุชิตศิริภัทรา นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดตรัง และที่สวนของ คุณลุงชิ้ม หรือ คุณเฉลิม ชัยวัฒน์

ซึ่งทั้ง 2 สายพันธุ์ ที่เกษตรกรทั้ง 2 ปลูกนั้น ต่างยืนยันตรงกันว่า เป็นสายพันธุ์ที่โตเร็ว และให้ผลผลิตสูงมากกว่า 500 กิโลกรัม ต่อไร่

โดยสายพันธุ์ยางของคุณลุงขำ นั้นได้เล่าให้ฟังว่า สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกนี้มีชื่อว่า พันธุ์ เคที 311 เกิดจากการผสมคือ อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 เป็นพันธุ์แม่ พีบี 235 เป็นพันธุ์พ่อ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และได้มีการปลูกเพื่อกรีดเอาน้ำยางและทำพันธุ์ขายให้กับเกษตรกรมาโดยตลอด

คุณสมบัติเด่น คือ ไม่มีโรคใบร่วง ให้ผลผลิตสูงกว่าไร่ละ 500 กิโลกรัม ต่อปี และอาจสูงถึงไร่ละ 570 กิโลกรัม ต่อปี ได้ในบางพื้นที่

"ตอนนี้ที่เราขายให้เกษตรกรที่สนใจไปปลูกนั้นอยู่ที่ต้นละ 35 บาท ส่วนยางที่กรีดได้ของเราเองนั้นมีประมาณ 200 ไร่"

ส่วนของคุณลุงชิ้มนั้น ได้เล่าให้ฟังถึงสายพันธุ์ยางพาราของตนเองว่า เป็นสายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเดิมเรียกว่าพันธุ์ตาคล่อม เพราะเป็นคนแรกที่นำมาปลูก และเพื่อนบ้านไปเห็นว่า ให้น้ำยางดี จึงนำมาปลูกต่อกัน และสืบต่อมาถึงลูกหลาน

ซึ่งในปัจจุบันนั้น สำหรับสายพันธุ์ยางพาราดังกล่าวนี้ ในพื้นที่อื่นได้ถูกตัดโค่นลงไปหมด จึงทำให้เหลืออยู่แต่ที่สวนลุงชิ้มที่เดียว สาเหตุเพราะต้องเปลี่ยนไปปลูกยางพันธุ์ใหม่ตามที่ราชการส่งเสริม

"ทุกวันนี้ผมปลูกไว้ 50 ไร่ ให้ผลผลิตไร่ละกว่า 500 กิโลกรัม ต่อปี โดยแปลงปลูกที่มีอายุมากว่า 36 ปี ก็ยังกรีดอยู่ และให้น้ำยางมากเป็นปกติ" คุณลุงชิ้ม กล่าว

ซึ่งสำหรับในส่วนสายพันธุ์ยางพาราของคุณลุงชิ้มนั้น ด้วยมีคุณสมบัติที่เด่นมากในเรื่องของน้ำยาง จึงได้รับการติดต่อจากบริษัทเอกชน นำไปต่อยอด ขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกร ในชื่อ JVP80

จากตัวอย่างของเกษตรกรทั้ง 2 ท่านนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ในประเทศไทยนั้นก็มียางพาราพันธุ์ดีอยู่เช่นกัน ซึ่งในโอกาสที่จะเกิดการพัฒนาต่อยอดนำมาซึ่งพันธุ์ดีๆ ขยายไปสู่เกษตรกรอื่นหรือไม่นั้น คงต้องเป็นการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในอนาคต

แต่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางและคนไทยแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีแน่นอนในวันนี้ คือความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยของเราก็มีสายพันธุ์ยางพาราดีๆ เหมือนกัน...


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:31 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:12 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

ปลานิล อาหารสุขภาพ จรูญ อารมณ์ดี คนบ้านแหลม

เดี๋ยวนี้ ใครๆ ก็หันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น โดยการรับประทานอาหารที่มั่นใจว่าไม่มีสารเคมีเจือปน และมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ผัก และผลไม้นานาชนิด จึงถูกเลือกซื้อเลือกหาจากผู้รักสุขภาพทุกวัน ทั้งจากตลาดสดใกล้บ้านหรือแม้แต่กระทั่งซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีให้เห็นทั่วประเทศราวกับดอกเห็ด แต่โชคดีที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาซื้อผักและผลไม้มารับประทาน อีกทั้งราคาก็ไม่แพงด้วย

นอกจาก ผัก ผลไม้ ที่ผู้ดูแลสุขภาพให้ความสนใจรับประทานเพิ่มมากขึ้น การรับประทานเนื้อสัตว์ก็เช่นเดียวกัน มีไม่น้อยที่หันมารับประทานอาหารที่มีปลาเป็นส่วนประกอบหลัก แทนการรับประทานเนื้อหมู หรือเนื้อวัว เพราะเนื้อปลาย่อยง่าย มีแคลอรีต่ำ นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดี ยังได้บุญอีกด้วย เพราะคนพุทธเชื่อว่าหลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ใหญ่จะได้บุญ

ปลานิล เป็นปลาอีกชนิดหนึ่ง ที่มีผู้นิยมนำมาประกอบอาหารรับประทานกันมาก เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทย

ภูมิปัญญาไทยผนวกกับความขยัน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น แม้แต่การปรับบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ประสบภาวะขาดทุน มาเลี้ยงปลาน้ำจืด อย่าง คุณจรูญ อารมณ์ดี วัย 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 335 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้เลี้ยงปลานิลมากว่า 1 ปี แล้ว

คุณจรูญ บอกว่า ขณะนี้มีบ่อเลี้ยงปลานิลทั้งสิ้น 5 บ่อ ขนาดบ่อละ 5 ไร่ โดยก่อนหน้าที่จะมาเลี้ยงปลานิล ได้เลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก่อน แต่ประสบปัญหากุ้งถูก อาหารกุ้งแพง จึงได้เปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิล ซึ่งกว่าจะเลี้ยงปลานิลได้ต้องมีการปรับค่าดินอยู่หลายเดือน เนื่องจากบ่อดังกล่าวเคยเป็นดินเค็ม เพราะปลานิลเป็นปลาน้ำจืด

สำหรับวิธีการเลี้ยงปลานิล เริ่มจากการเตรียมน้ำ ให้สูบน้ำเข้าบ่อ โดยวัดจากพื้นบ่อให้ระดับน้ำมีความสูง 100 เซนติเมตร แต่ไม่ควรสูงเกิน 150 เซนติเมตร หลังจากนั้น นำไม้รวกมาปักในบ่อ บ่อละ 25 ลำ กระจายให้ทั่วบ่อ แล้วนำขี้ไก่แห้งใส่ถุงตาข่าย ไปผูกไว้กับไม้รวกที่ปักไว้ในบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน เพื่อให้เกิดไรแดงในบ่อ ก่อนที่จะนำลูกปลานิลมาปล่อย โดยไรแดงจะเป็นอาหารอย่างดีให้กับลูกปลานิล โดยลูกปลานิลที่นำมาปล่อยควรมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ราคาตัวละ 35 สตางค์

"ไม่ว่าจะเป็นการปรับสภาพดิน ตลอดจนการนำขี้ไก่แห้งใส่ในบ่อเพื่อให้เกิดไรแดง ล้วนเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งสิ้น เมื่อทดลองทำแล้วได้ผล จึงทำมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงทุนมาก มิหนำซ้ำ ลูกปลานิลยังโตไวอีกด้วย แม้ว่าจะเป็นลูกน้ำเค็ม ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทะเลมาเกือบครึ่งชีวิต แต่เมื่อเกิดวิกฤต ก็ต้องหาหนทางให้ได้ ตนเองเป็นเกษตรกร จึงต้องคิดพัฒนาอาชีพของตนเองให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม" คุณจรูญ กล่าว

หลังจากลูกปลาโตได้ประมาณ 1 เดือน ก็จะให้รำข้าวละเอียดผสมกับอาหารเม็ด โดยให้บ่อละ 5 กิโลกรัม เช้า-เย็น ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดที่กินพืชริมตลิ่งเป็นอาหาร ดังนั้น จึงได้ปลูกผักบุ้งและผักกระเฉดไว้ในน้ำ เพื่อให้ปลาสามารถกินรากเป็นอาหารได้อีก นอกจากนี้ บริเวณรอบบ่อ ยังมีการปลูกกล้วยน้ำว้า เพื่อต้องการใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญระหว่างการเลี้ยงปลานิลนั้น ต้องหมั่นดูระดับน้ำในบ่อ อย่าให้ต่ำกว่าที่กำหนด เพราะจะทำให้ปลานิลขาดออกซิเจนได้ ควรสูบน้ำเข้าบ่ออยู่เสมอ เมื่อเข้าเดือนที่ 2 ก็จะต้องมีการปรับน้ำโดยใช้ อีเอ็ม ส่วนผสมประกอบด้วย หัวเชื้อ อีเอ็ม 1 กิโลกรัม กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม ใส่น้ำ 400 ลิตร หมักทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้น ปล่อยลงบ่อปลา เพื่อป้องกันดินเน่า โดยจะทำเช่นนี้ เดือนละ 2 ครั้ง จะทำให้ปลาแข็งแรง ไม่เป็นโรคง่าย ปลาจะโตไว และน้ำในบ่อจะไม่เน่าเสีย

พอปลานิลอายุครบ 6 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายได้แล้ว โดยปลานิล 2 ตัว มีน้ำหนักเฉลี่ย 1 กิโลกรัม ราคาขาย กิโลกรัมละ 40-50 บาท ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะปัจจุบันมีผู้ที่นิยมรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นจำนวนมาก

ปลานิล หรือ Tilapia nilotica เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ ปี 2508 เป็นต้นมา สามารถเลี้ยงได้ในทุกสภาพ การเพาะเลี้ยง ระยะเวลา 1 ปี มีอัตราการเติบโตถึงขนาด 500 กรัม รสชาติดี มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวางส่วนขนาดปลาที่ตลาดต้องการ จะมีน้ำหนักตัวละ 200-300 กรัม จากคุณสมบัติของปลานิลซึ่งเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว

ปลานิล มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ตามที่พระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่ง ปลานิล จำนวน 50 ตัว ความยาวเฉลี่ยตัวละประมาณ 9 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 14 กรัม มาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2508 นั้น ในระยะแรกได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดิน เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ในบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อเลี้ยงมา 5 เดือนเศษ ปรากฏว่ามีลูกปลาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สวนหลวงขุดบ่อขึ้นใหม่อีก 6 บ่อ มีเนื้อที่เฉลี่ยบ่อละประมาณ 70 ตารางเมตร ซึ่งในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ทรงย้ายพันธุ์ปลาด้วยพระองค์เอง จากบ่อเดิมไป ปล่อยในบ่อใหม่ทั้ง 6 บ่อ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2508 ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงจัดส่งเจ้าหน้าที่วิชาการมาตรวจสอบการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน

โดยพบว่า ปลานิล เป็นปลาจำพวกกินพืช เลี้ยงง่าย มีรสชาติดี ออกลูกดก เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ในเวลา 1 ปี จะมีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 1 ฟุต จึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้ปลาชนิดนี้แพร่ขยายพันธุ์ อันจะเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรของพระองค์ต่อไป ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2509 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลานิล" และได้พระราชทานปลานิล ขนาดยาว 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมง นำไปเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์ ที่แผนทดลอง และเพาะเลี้ยง ในบริเวณเกษตรกลาง บางเขน และที่สถานีประมงต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักรอีกรวม 15 แห่ง เพื่อดำเนินการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์พร้อมกัน ซึ่งเมื่อปลานิลแพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้มากเพียงพอแล้ว จึงได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรนำไปเพาะเลี้ยงตามความต้องการต่อไป

ปลานิล เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลชิคลิดี (Cichlidae) มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกา พบทั่วไปตามหนอง บึง และทะเลสาบ ในประเทศซูดาน ยูกันดา แทนแกนยีกา โดยที่ปลานิลนี้เจริญเติบโตเร็วและเลี้ยงง่าย เหมาะสมที่จะนำมาเพาะเลี้ยงในบ่อได้เป็นอย่างดี จึงได้รับความนิยมและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในภาคพื้นเอเชีย แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็นิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้

รูปร่างลักษณะของปลานิลคล้ายกับปลาหมอเทศ แต่ลักษณะพิเศษของปลานิลคือ ริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน ที่บริเวณแก้มมีเกล็ด 4 แถว ตามลำตัวมีลายพาดขวาง จำนวน 9-10 แถบ นอกจากนั้น ลักษณะทั่วไปคือ มีครีบหลังเพียง 1 ครีบ ประกอบด้วยก้านครีบแข็งและก้านครีบอ่อน เป็นจำนวนมาก ครีบก้นประกอบด้วยก้านครีบแข็งและอ่อนเช่นกัน มีเกล็ดตามแนวเส้นข้างตัว 33 เกล็ด ลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่จุดหนึ่ง บริเวณส่วนอ่อนของครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางนั้นจะมีจุดสีขาวและสีดำตัดขวาง คล้ายลายข้าวตอกอยู่โดยทั่วไป

ปลานิล มีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ยกเว้นช่วงเวลาสืบพันธุ์ มีความอดทนและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี จากการศึกษาพบว่า ปลานิลทนต่อความเค็มได้ถึง 20 ส่วน ในพัน ทนต่อค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ได้ดี ในช่วง 6.5-8.3 และสามารถทนต่ออุณหภูมิได้ถึง 40 องศาเซลเซียส แต่ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส พบว่าปลานิลปรับตัวและเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก ทั้งนี้ เป็นเพราะถิ่นกำเนิดเดิมของปลาชนิดนี้อยู่ในเขตร้อน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจรูญ อารมณ์ดี ที่โทร. (081) 852-0687


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:18 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:14 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

นักวิจัย สกว. พัฒนาวิธีการอบแห้งพริกเพื่อควบคุมคุณภาพให้คงที่

พริก เป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก และเป็นพืชเศรษฐกิจของหลายประเทศ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา โบลิเวีย รวมทั้งประเทศไทย นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการปรุงรสอาหารเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติในอาหารแล้ว ยังมีการศึกษาพบว่า พริกมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคและมีสรรพคุณเป็นอาหารเสริมสุขภาพด้วย เช่น ช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากพริกสดยังมีข้อจำกัด เช่น เกิดการเน่าเสีย คุณภาพของพริกไม่สม่ำเสมอ หรือมีปริมาณที่มากเกินความต้องการ จึงทำให้ผู้บริโภคหันไปนิยมใช้พริกแห้งมากขึ้น ซึ่งการทำพริกแห้งที่นิยมกันโดยทั่วไปคือ การตากแดดกลางแจ้ง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศด้วย คุณภาพของพริกแห้งจึงไม่มีความสม่ำเสมอ รวมทั้งเกิดการปนเปื้อนจากแมลง หนู นก และจุลินทรีย์ ส่งผลให้คุณภาพของพริกแห้งไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยของ GMP ที่เพียงพอสำหรับส่วนอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่รับซื้อผลิตภัณฑ์พริกแห้ง เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์พริกชนิดต่างๆ ดังนั้น การใช้เครื่องอบแห้งตู้อบลมร้อนจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการผลิตพริกแห้ง

ดร.วิริยา พรมกอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการศึกษาแบบจำลองการทำนายความชื้นของพริกพันธุ์หัวเรือย่นขณะอบแห้ง เปิดเผยว่า กลไกการอบแห้งของพริกถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากระบวนการผลิตพริกแห้งให้มีความเหมาะสม และตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิต

ในการศึกษานี้ ดร.วิริยาได้ใช้พริกสดพันธุ์หัวเรือย่นที่ได้จากเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งศึกษาลักษณะทางโครงสร้างของพริกแห้งที่ผ่านการแช่สารเคมีและอบแห้งที่สภาวะต่างๆ แล้วศึกษาค่าทางกายภาพของพริกสดและพริกขณะการอบแห้ง และศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าความร้อนทางกายภาพ ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำในพริกขณะอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนเปรียบเทียบกับพริกที่ทำแห้งด้วยวิธีตากแดด รวมทั้งเปรียบเทียบกับพริกที่ผ่านการลวกและไม่ผ่านการลวก ก่อนการหาสมการที่เหมาะสมในการทำนายการเปลี่ยนแปลงความชื้นของพริกขณะการอบแห้งโดยใช้ตู้อบลมร้อน

จากการศึกษาพบว่า การทำแห้งด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ร่วมกับการใช้สารละลายโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ สามารถคงสีของพริกแห้งไว้ได้มากที่สุด ส่วนการใช้สารละลายผสมระหว่างโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์และแคลเซียมคลอไรด์ สามารถรักษาสีของพริกไว้มากที่สุดที่อุณหภูมิการทำแห้งแบบ 2 ระยะ คือที่ 70 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง และ 50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังพบว่าการแช่พริกในสารละลายก่อนการทำแห้งจะทำให้มีการดึงน้ำออกจากพริกได้ดีกว่าไม่ใช้สารละลาย และพบว่าใช้เวลาในการทำแห้งลดลง

สำหรับเวลาที่ใช้ในการทำแห้งพบว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ของน้ำที่สูงที่สุด โดยจะพบในพริกที่ผ่านการแช่สารละลายผสมระหว่างโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์กับแคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่พบว่าโครงสร้างของพริกมีรูพรุนมากที่สุด

ดร.วิริยา กล่าวว่า การใช้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายการเปลี่ยนแปลงความชื้นของพริกนี้ สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำนายระยะเวลาในการทำแห้ง และนำไปควบคุมสภาวะการอบแห้งพริกที่เหมาะสมได้ โดยพิจารณาควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพทั้งทางกายภาพและเคมีของพริก เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการอบแห้งพริกต่อไป ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (045) 353-500 ต่อ 2203


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:19 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:18 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

มะพร้าวน้ำหอม 50 ไร่ ขอบเมืองบางกรวย รสชาติดี กลิ่นหอม เพราะปลูกเตยในร่องสวน
เจ้าของยืนหยัด สร้างรายได้ดี
*

อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีท่านหนึ่ง พูดไว้ว่า ในเขตขอบเมืองกรุงเทพฯ ท้องที่แถบอำเภอเมืองนนท์ บางใหญ่ บางบัวทอง ไทรน้อย รวมทั้งบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่อาศัยมาก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างอดีตผู้ว่าราชการฯ บอกไว้ เพราะเมื่อถนนนครอินทร์เกิดขึ้น บ้านจัดสรรผุดขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านที่ทำสวนมานาน อย่างเก่งได้เห็นแค่เงินแสน เมื่อคนมาเสนอซื้อที่ดินไร่ละ 8 ล้านบาท มีที่ดินอยู่ 4-5 ไร่ หอบเงินไปซื้อที่ดินต่างจังหวัดสัก 50-60 ไร่ ที่เหลือแบ่งให้ลูก ส่วนหนึ่งฝากไว้กินดอกเบี้ยสบายๆ

ริมถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี หรือถนนกาญจนาภิเษก ช่วงตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย ฝั่งตะวันตก มีซอยอยู่ 2 ซอย

ซอยแรกเรียกกันว่า "ซอยวัดศรีประวัติ" ซอยที่สองเรียกว่า "ซอยวัดส้มเกลี้ยง" เข้าซอยไหนก็ได้ ระยะทางราว 3 กิโลเมตร ขวามือเป็นสวนมะพร้าวน้ำหอม พื้นที่ 50 ไร่ ของ คุณชะออม น้อยปั่น อยู่บ้านเลขที่ 61/3 หมู่ที่ 4 ตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130

ท้องถิ่นแถบนั้น มีหมู่บ้านจัดสรรผุดขึ้นมากมาย เลยบ้านคุณชะออมไป 2-3 กิโลเมตร มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ ห่างจากประตูสวนของคุณชะออม 100 เมตร มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แต่คุณชะออมยังยืนหยัด นำผลผลิตมาวางขายแข่งทุกวัน ที่ขาดไม่ได้มีมะนาว กล้วย มะละกอ รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอม

ปลูกมะพร้าวไม่ตกต่ำ
"ปลูกมะพร้าวไม่ตกต่ำ" คุณสวัสดิ์ เปาทุย เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ว่าไว้ ซึ่งมีความหมายสองนัยด้วยกัน

มะพร้าวที่ปลูกกันนั้น เป็นมะพร้าวน้ำหอม แรกๆ เมื่อติดผล เก็บง่ายมาก เพราะติดผลเมื่อขณะต้นไม่สูง จากนั้นความสูงของต้นจะเพิ่มขึ้น ต้องปีนกันเลยทีเดียว คนที่ปีนต้นมะพร้าว หากไม่ระมัดระวัง อาจจะตกมาจากที่สูงแข้งขาหักได้ ทุกวันนี้ เกษตรกรที่ปลูกมะพร้าวเขามีเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว ส่วนหนึ่งมีผู้ซื้อไปตัดถึงสวน เจ้าของไม่ต้องตัดเอง

เกษตรกรที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม หากมีการวางแผน เริ่มต้นที่เรื่องของสายพันธุ์ การเตรียมพื้นที่ปลูก รวมทั้งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อย่างพื้นที่ภาคกลาง มะพร้าวสามารถให้ผลตอบแทนแก่เจ้าของได้อย่างดี เทคโนโลยีชาวบ้านได้ลงเรื่องของอาจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เมื่อฉบับที่แล้ว เพราะมะพร้าว อาจารย์สามารถส่งลูกชายไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ประเทศออสเตรเลียได้

งานปลูกมะพร้าวน้ำหอม หากพื้นที่ 7-10 ไร่ขึ้นไป เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างสบาย กรณีของคุณชะออม เขาผสมผสานพืชผลเข้าไปหลายอย่าง ทุกอย่างขายได้ เจ้าของสารภาพว่า อย่างต่ำวันหนึ่งมีรายได้ 2,000 บาท จริงๆ แล้วพื้นที่ดินของคุณชะออมมีมากกว่า 50 ไร่ แต่เจ้าตัวนำมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมแค่ 50 ไร่ เท่านั้นเอง

คุณชะออม เป็นหนุ่มเมืองนนท์มาแต่กำเนิด เริ่มต้นอาชีพการเกษตรด้วยการทำนา ต่อมาจึงทำสวนอย่างจริงจัง สำหรับมะพร้าวน้ำหอม เจ้าของปลูกมาได้ 30 ปีแล้ว มะพร้าวส่วนไหนที่ล้มหายตายจากไป ก็ปลูกแทน แต่ส่วนใหญ่แล้ว มะพร้าวรุ่นแรกยังอยู่

มีผลผลิตจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง
ระบบปลูกมะพร้าวของคุณชะออม คล้ายกับเกษตรกรรายอื่น คือมีร่องสวน แล้วปลูกตามสันร่อง สายพันธุ์มะพร้าวที่ปลูกเจ้าของบอกว่า คัดเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ ผลใหญ่ ผลดก สามารถส่งออกต่างประเทศได้ ขายในประเทศดี

หลังปลูกได้ 3 ปี มะพร้าวก็จะเริ่มมีดอกหรือจั่น ปีที่ 4 จึงเก็บผลผลิตได้ เจ้าของบอกว่า ถึง 40 ปี นั่นแหละถึงจะเปลี่ยนต้นใหม่

พื้นที่ 50 ไร่ คุณชะออม มีมะพร้าวทั้งหมด 1,500 ต้น ในรอบปีหนึ่ง มะพร้าวให้ผลผลิต 12 ทะลาย ต่อต้น แต่ละทะลายมีผลผลิต 5-15 ผล แต่โดยเฉลี่ยแล้ว 10 ผล ราคาที่จำหน่าย เมื่อก่อนผลละ 3 บาท ปัจจุบันจำหน่ายได้ผลละ 5 บาท

งานดูแลรักษาต้องมีความเข้าใจพอสมควร
เรื่องปุ๋ย เจ้าของใส่ปุ๋ยให้เดือนละ 2 ครั้ง สูตร 21-0-0 แต่ละครั้งให้จำนวน 1 ตัน หรือ 20 กระสอบ อย่างอื่นที่เป็นผลพลอยได้คือการลอกเลน

ระบบการขายนั้น เจ้าของบอกว่ามีคนเข้าไปซื้อถึงสวน 2 เจ้า ส่วนหนึ่งเจ้าของนำมาวางจำหน่ายที่ประตูสวน ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 6 โมงเย็น ใกล้ๆ กันตรงนั้นมีตลาดนัด ผู้คนพลุกพล่านซื้อหาสิ่งของกัน ใครที่ใช้ทางเส้นนี้สังเกตให้ดี เมื่อเข้าไปในซอยได้ 3 กิโลเมตร ซ้ายมือมีเซเว่นฯ เลยเซเว่นฯ ไป 100 เมตร ขวามือ มีของจากสวนคุณชะออมล้วนๆ วางขาย แต่ต้อง 4 โมงเย็น ไปแล้ว ทางเส้นนี้ หากตรงไปเรื่อยๆ ไปออกศาลายาได้ ช่วงเทศกาลคนใช้เส้นทางนี้ไม่น้อย

คุณชะออม บอกว่า ผลผลิตมะพร้าวของตนเอง มีจำหน่ายทั้งปี อาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ปีที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องโลกร้อน ทางบ้านแพ้วต้องวิ่งมาซื้อมะพร้าวถึงบางกรวย

ผสมผสาน......ขายได้ เตยทำให้มีกลิ่นหอม
เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยจัดเสวนาเกษตรสัญจรไปจังหวัดนนทบุรีกันบ่อย จุดหนึ่งที่แวะกันคือ สวนมะพร้าวคุณชะออม สมาชิกเสวนาชอบสวนคุณชะออมมาก บ้านคุณชะออมอยู่ห่างจากถนนถึง 800 เมตร ตั้งอยู่ริมคลองบางนา คุณชะออมบอกว่า ที่บ้านมีเรือ ใครสนใจเข้าไปท่องเที่ยวก็ยินดี พายเรือให้ชมธรรมชาติฟรี

นานมาแล้ว ที่ทางอำเภอบางกรวยได้จัดให้สวนคุณชะออมเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร ซึ่งก็มีผู้คนแวะเวียนไปมากหน้าหลายตา

สถาบันทางการศึกษา ก็นำนักเรียนไปเรียนรู้เรื่องพืชพรรณ ซึ่งมีปลูกอยู่มากกว่า 60 ชนิด แต่หากเอากันจริงๆ แล้ว มีเป็น 100 ชนิด

คุณชะออมได้ปลูกพืชแซมในสวนมะพร้าว พืชที่สร้างรายได้หลักๆ เลย คือ มะนาว กล้วย สับปะรด ไม้ดอกไม้ประดับ เตย

มะนาว ที่คุณชะออมมีอยู่ เขาปลูกแซมระหว่างต้นมะพร้าวได้อย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับมะนาวที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ๆ แถวท่ายาง เพชรบุรี ผลผลิตสู้ท่ายางไม่ได้แน่ แต่ต้นทุนการผลิตของคุณชะออมต่ำ เมื่อให้ปุ๋ยมะพร้าว มะนาวก็ได้กินด้วย ที่แนะนำไปครั้งละ 1 ตัน จึงไม่มากแต่อย่างใด เพราะทุกพืชได้รับปุ๋ยหมด ผลผลิตมะนาวคุณชะออมมีอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปทีไรก็เห็นมะนาววางขายทุกทีไป ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

กล้วยคุณชะออมสะสมพันธุ์ไว้มากกว่า 20 สายพันธุ์ แต่ที่ทำเป็นการค้าได้ มี เล็บมือนาง น้ำว้า แล้วก็หักมุก งานปลูกกล้วยไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัด

เตย เจ้าของปลูกไว้ริมร่อง จากนั้นก็แผ่ขยายออกไป เตยที่ปลูกเป็นเตยหอม คนที่ได้ชิมมะพร้าวของคุณชะออมแล้ว บอกว่า มะพร้าวที่สวนนี้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ แตกต่างจากสวนอื่นอย่างชัดเจน เตยนั้นคุณชะออมมัดกำจำหน่าย ผู้ซื้อนำไปกำกับกล้วยไม้เพื่อไหว้พระ ส่วนหนึ่งนำไปเป็นวัตถุดิบทำขนม

ไม้ดอกไม้ประดับที่คุณชะออมปลูกอยู่มีมากมายหลายชนิด เช่น เฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ดาหลา อัญชัน และอื่นๆ

ที่แนะนำมา เป็นพืชพรรณที่สร้างรายได้หลักให้ แต่มีอยู่ไม่น้อยที่ปลูกเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ดี เป็นต้นว่า มังคุด ทุเรียน พืชผักพื้นบ้านและสมุนไพรอื่นๆ

พื้นที่ที่คุณชะออมมีอยู่ แทบไม่มีวัชพืชขึ้นให้กำจัด สิ่งที่เห็นอยู่ เป็นต้นไม้ที่เก็บขายได้ทั้งนั้น


ทำสวน มีกำไร.....ยืนหยัด ไม่ขายที่ดิน
"คนทำสวนส่วนหนึ่งเลิกไปเยอะ เขาบอกทำแล้วขาดทุน แต่ผมทำมีกำไร บางวันได้มากกว่า 5,000 บาท แต่บางวันก็ไม่ถึง ผมไม่ขาย อยากทำอย่างนี้ตลอดไป ช่วยป้องกันโลกร้อน เมื่อวานบ้านจัดสรรก็มาถามซื้อ...ผมไม่ขาย" คุณชะออม บอก

ถามว่า ... "มีคนมาให้หลายร้อยล้านก็ไม่ขาย"

"ไม่ขาย..." คุณชะออมยืนยัน

ใครที่เคยไปเสวนาเกษตรสัญจรที่สวนเกษตรรายนี้ จะได้ชิมมะพร้าวเผา ที่น้ำหวานล้ำลึก

แต่อีกสวนหนึ่ง คุณชะออมจะเฉาะมะพร้าวสดๆ ให้ชิม โดยใช้มีดที่คม สับลงไปที่ก้นผลมะพร้าว 3 ที "...ฉับ...ฉับ...ฉับ..." แล้วเปิดเปลือกให้ดื่มน้ำที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ผู้ที่อ่านตรงนี้ จงใช้วิจารณญาณ อย่าได้ไปทดลองทำโดยไม่มีความรู้ ความชำนาญ เพราะอาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บได้

ที่บ้านคุณชะออม มีมะพร้าวพวงร้อย ที่ทะลายหนึ่งติดผลมากกว่า 60 ผล เพื่อนบ้านคุณชะออมก็มีมะพร้าวไฟผลสีเหลืองและแดงในงานสัมมนา มหัศจรรย์...มะพร้าวไทย "พบความหลากหลายของมะพร้าว พืชที่รับใช้คนไทยมานาน" ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งจัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน คุณชะออม บอกว่า หากกระรอกไม่เจาะเจ้าพวงร้อยเสียก่อน จะให้มะพร้าวพวงร้อยดกๆ แสดงในงาน รวมทั้งมะพร้าวไฟด้วย

ผู้สนใจเรื่องราวมะพร้าวของคุณชะออม หรืออยากเข้าไปท่องเที่ยว ติดต่อได้โดยตรง ที่ โทร. (086) 526-8463 หรือ (02) 903-9298


มีอะไร ในน้ำมะพร้าว
เพราะต้นมะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงบริสุทธิ์มาก และอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย

น้ำมะพร้าวช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์
การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วย

น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวพรรณสดใส
น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

น้ำมะพร้าว "สปอร์ตดริ๊งก์" จากธรรมชาติ

เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งก์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมา หลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

น้ำมะพร้าว เป็นอาหารบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย นอกจากนั้น มะพร้าว ยังเป็นผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูง สามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไป หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณในการขับพยาธิ สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้ในเวลาอันรวดเร็วได้


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 7:09 pm, แก้ไขทั้งหมด 4 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มนตรี แสนสุข

ละมุดมะกอกใหญ่ (หวานสุก) นงลักษณ์ ทองศรีสมบูรณ์ *

อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ต.ดอนไผ่ อ.ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แนะทำละมุดนอกฤดูขาย ได้ราคาดี

ละมุด ผลไม้รสหวานหอม นิยมบริโภคกันทั่วไป พื้นที่ปลูกแหล่งใหญ่อยู่ในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มีแพร่หลายอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์มะกอกใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พันธุ์หวานสุก กับอีกพันธุ์หนึ่งคือ "พันธุ์มาเลย์" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พันธุ์กระสวย" รูปลักษณะทรงผลจะเป็นทรงรีคล้ายไข่ไก่ ส่วนพันธุ์หวานสุกผลจะออกกลมป้อมๆ ละมุดเป็นพืชชอบน้ำ ปลูกได้ทั้งในระบบพื้นที่ราบหรือยกร่องสวน

คุณนงลักษณ์ ทองศรีสมบูรณ์ เกษตรกรหญิงคนเก่งแห่งบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลดอนไผ่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ที่เพิ่งจะวางมือจากการดูแลลูกบ้านเมื่อไม่นานมานี้เอง สืบเนื่องจากหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมา 5 ปี และอายุเกิน 60 ปี จึงหมดสิทธิ์ต่อการเข้ามาแข่งขันเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ อดีตผู้ใหญ่นงลักษณ์จึงอยู่กับบ้านช่วยลูกชายและหลานๆ ทำสวนในที่สวนของตนเอง เนื้อที่ 14 ไร่เศษ

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ปลูกละมุดเต็มพื้นที่ 14 ไร่ มีละมุดอยู่ราว 500 ต้น ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์มะกอกใหญ่ หรือพันธ์หวานสุก ละมุดแต่ละต้นอายุราว 12 ปี ปลูกมาแล้วรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 ทุกต้นให้ผลผลิตดี

"ละมุดที่สวนจะทำให้เก็บผลได้ในช่วงเดือนกันยายน จะได้ราคาดีกว่าละมุดที่ติดตามฤดูกาล เก็บขายในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนั้นจะมีละมุดออกมาพร้อมๆ กันมากมาย ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ซึ่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ราคาขายหน้าสวนถึงกับขาดทุนเลยทีเดียว"

คุณนงลักษณ์ กล่าวและว่า สำหรับที่สวนจะหนีไม่ให้ผลผลิตออกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยทำให้เก็บผลละมุดได้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งทำได้ไม่ยุ่งยากอะไรเลย

คุณนงลักษณ์ แนะนำต่อไปอีกว่า ก่อนอื่นช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศกำลังหนาว เป็นช่วงที่ละมุดพักต้น ระหว่างนี้ต้องทำให้ต้นเบาก่อน คือเก็บผลละมุดผลเล็กผลน้อยออกให้หมด จากนั้นก็บำรุงต้นให้ต้นสะสมอาหารให้เต็มที่ ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้แตกใบอ่อนครั้งหนึ่ง

เตรียมต้นให้สมบูรณ์จนกระทั่งเดือนมีนาคมดูว่าต้นสมบูรณ์เต็มที่ ใบเขียวเข้มเป็นมันดีแล้ว งดการให้น้ำ ตากดินให้แห้ง ให้ต้นอดน้ำไม่เกิน 20 วัน ดูใบจะสลดเพราะขาดน้ำ ถึงตอนนั้นให้ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตรเสมอ อัตราส่วน 1 ต้น ประมาณครึ่งกิโลฯ ไม่ต้องมาก พอหว่านปุ๋ยเสร็จให้ขึ้นน้ำทันทีจนดินชุ่ม แล้วเว้นระยะ 2 วัน ขึ้นน้ำที ใบจะสดใสขึ้นมา ไม่ช้าต้นก็จะแตกใบและติดตาดอกให้เห็น ก่อนดอกบานฉีดยาป้องกันแมลงหวี่ขาว ยาควบคุมหนอน และป้องกันเชื้อรา ผสมฉีดให้ทั่ว ประมาณ 2 ครั้ง หลังดอกบานงดการใช้ยา จนกระทั่งละมุดติดผลเล็กๆ คราวนี้ต้องฉีดยาครอบจักรวาลคุมหนอนคุมแมลงทุก 7 วัน ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งผลใหญ่ขนาดผลมะยม จึงค่อยๆ ห่างยา แต่ก็ต้องคุมเป็นระยะ ป้องกันไม่ให้หนอนหรือแมลงลงเจาะผล จนกระทั่งผลใหญ่ขนาดหัวแม่มือจึงจะปลอดภัย

สำหรับฮอร์โมนบำรุงดอก บำรุงผล ก็ต้องให้ทุกระยะของการเจริญเติบโต ทางดินต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามการเจริญเติบโต พอผลโตก็ให้ปุ๋ยหว่านครั้งหรือสองครั้งก่อนเก็บ หากมีฝนตกฉีดฮอร์โมนไม่สะดวกก็ให้ปุ๋ยเกล็ดบ้าง

"เกษตรกรดำเนินสะดวก เป็นนักเคมีกันทุกคน มีอะไรๆ ผสมปนเปกันไปหมด หากจะถามว่าต้องใช้ยาสูตรอะไรบ้าง คงบอกไม่ได้ เพราะว่าลูกชายฉันเขาเป็นนักเคมี ผสมโน่นผสมนี่ เอายาสูตรนั้นสูตรนี้มาผสมปนเปกัน แล้วฉีดป้องกันแมลงศัตรูทำลายทั้งดอก ทั้งผล แถมด้วยฮอร์โมนสูตรต่างๆ อีก ก็เลยบอกไม่ได้ว่าเป็นสูตรอะไร เพราะมันผสมปนเปกัน"

คุณนงลักษณ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับบอกต่ออีกว่า ลูกชายฉันเขาก็เป็นนักเคมี เที่ยวไปคุยกับเพื่อนบ้านที่ทำสวนด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เกษตรกรย่านนี้ดีหน่อยที่ไม่ปิดบังเรื่องของการใช้ยา ใช้ปุ๋ย เราจึงสามารถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันนำมาใช้ในสวนได้ อีกทั้งตัวเองก็ต้องมีการประยุกต์ใช้กับสวนของเราด้วย

สำหรับการปลูกละมุดนั้นไม่ยุ่งยากเลย ใช้กิ่งตอนปลูกจะเหมาะกว่า คุณนงลักษณ์ บอกว่า ขุดหลุมให้ใหญ่สักหน่อย รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เอากิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำสม่ำเสมอ พอต้นแข็งแรงใส่ปุ๋ยทางดินน้อยๆ ใช้สูตรเสมอก็ได้สะดวกดี ให้ปุ๋ย 3 เดือนครั้ง จนกระทั่งต้นเติบโตเต็มที่

ละมุดถ้าได้น้ำสม่ำเสมอ ได้ปุ๋ยบำรุงเต็มที่ ต้นจะโตเร็วมาก เพียงแค่ 3 ปี ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ยังไม่เต็มที่ เข้าปีที่ 4 ละมุดจะเริ่มติดดกขึ้น จะไปให้ผลผลิตดีก็ช่วงปีที่ 5-6 ถึงคราวนี้ต้องบำรุงต้นก่อนติดดอกออกผล หลังเก็บผลผลิตแล้ว ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย พักต้นให้ต้นสะสมอาหารจนเต็มที่จึงรดน้ำ แล้วก็ขึ้นน้ำอีกที ละมุดก็จะติดดอกออกผลอีกรุ่นหนึ่ง หากจะให้ละมุดติดผลนอกฤดูก็ให้เตรียมต้นช่วงวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

คุณนงลักษณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า พอเก็บผลลงมาจากต้น ก็ยังต้องมาผ่านพิธีการล้างผลกันก่อน โดยการนำผลมาใส่ใน "กร๊อ" ภาชนะทรงกลมทำด้วยตาข่ายหรือไม้ตีแนวขวางโดยรอบ ติดตั้งแช่ไว้ในน้ำครึ่งหนึ่ง เอาผลละมุดใส่ลงไปในกร๊อ ติดเครื่องมอเตอร์ ให้มอร์เตอร์หมุนกร๊อ ละมุดที่อยู่ในกร๊อจะกลิ้งหมุนล้างน้ำจนสะอาด ในกร๊อสามารถใส่ละมุดล้างได้ประมาณ 200 กิโลกรัม หมุนกร๊อในน้ำประมาณ 5 นาที จึงเอาผลละมุดที่ล้างน้ำแล้วออกมา ย้อมสีโดยตักละมุดในกร๊อออกมาด้วยสวิงตาข่ายหนาจุ่มในน้ำผสมสีย้อมละมุด แล้วนำลงในรางไม้เพื่อคัดละมุด

จากนั้นก็ใช้มือคัดแยกละมุดใส่ตระกร้าส่งขาย ละมุดที่เก็บออกมานี้ยังสุกไม่เต็มที่ จะต้องบ่มอีก 2 คืน จึงจะใช้ได้

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ลูกชายอีกคนหนึ่งมีแผงขายผลไม้ที่กรุงเทพฯ เขามีลูกค้ามารับซื้อต่ออีกช่วงหนึ่ง ลูกค้าบางรายก็ต้องการละมุดดิบๆ อย่างนี้ เขาจะเอาไปบ่มเองหรือขาย ก็จะบอกลูกค้าว่าจะต้องบ่มต่อ หรือบางรายก็ต้องการละมุดบ่มสามารถรับประทานได้เลย เราก็จะแยกเอาไว้บ่มก่อน ขายตรงนี้อยู่ที่ผู้ซื้อว่าต้องการละมุดดิบหรือบ่มสุกแล้ว

ละมุดจากสวนจะส่งขายไปทั่วประเทศ ส่วนเรื่องของราคาละมุดนั้น คุณนงลักษณ์ บอกว่า หากทำให้เก็บผลได้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ปีนี้ราคาพอไปได้ แต่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา ละมุดช่วงฤดูกาลคือ เก็บผลตอนเดือน เมษายน-พฤษภาคม ราคาตกถึงกับขาดทุน ละมุดถ้าขายต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท จากหน้าสวน ก็ขาดทุนแล้ว ที่ผ่านๆ มาชาวสวนแย่ไปตามๆ กัน สาเหตุหนึ่งก็คือ ราคาปุ๋ย ราคายาเคมีแพงมาก

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ละมุดสามารถปลูกได้ทั่วไป แต่ต้องมีข้อแม้ว่าดินต้องดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ สามารถบังคับน้ำได้ ก็สามารถปลูกละมุดให้ผลดีได้ ปลูกละมุดต้องใกล้แหล่งน้ำ หากปลูกระบบไร่ผลผลิตที่ออกมาจะต่างไปจากละมุดสวนแถบดำเนินสะดวก ละมุดจากสวนดำเนินฯสะดวกเนื้อจะละเอียดหวานหอม และกรอบ ส่วนละมุดจากพื้นที่ไร่เนื้อจะออกหยาบเป็นเนื้อทราย ทั้งๆ ที่เป็นละมุดพันธุ์เดียวกัน แต่พื้นที่ปลูกต่างกัน เนื้อละมุดจะออกมาไม่เหมือนกัน

คุณนงลักษณ์ กล่าวอีกว่า ใครๆ มักถามว่า ทำไม ต้องย้อมสีละมุดด้วย เกษตรกรชาวสวนละมุดก็สงสัยเหมือนกันว่าผู้บริโภคทำไมไม่ยอมรับละมุดที่ไม่ย้อมสี เกษตรกรเองไม่อยากเสียเงินไปซื้อสีย้อมละมุดมาย้อมหรอก ราคาค่าสีย้อมละมุดหนึ่งกิโลฯ ราคาพันกว่าบาทแล้ว ไม่ใช่ถูกๆ

ละมุดที่ไม่ย้อมสีผิวเปลือก ผลจะออกสีน้ำตาลขาว ดูไม่สวย ถ้านำมาวางคู่กับละมุดย้อมสี ผู้คนร้อยทั้งร้อยจะเลือกละมุดสวยที่ย้อมสี ในเมื่อผู้บริโภคต้องการละมุดสวย ผู้ขายก็ต้องทำละมุดสวยๆ ขายเช่นกัน ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องผลิตละมุดสวยย้อมสีออกขายด้วยเหตุฉะนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจในเรื่องของละมุด หรือจะซื้อไปขาย ไปดูงาน เชิญโทร. คุยกับ คุณนงลักษณ์ ได้ที่ โทร (081) 704-4194 เจ้าตัวบอกยินดีต้อนรับทุกท่าน...เชิญนะ เจ้าคะ


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 7:14 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สันติพงศ์ แซ่ว่อง ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (089) 479-3103

หลักวิชา 5 ธาตุ กับการเกษตรด้านพืช

ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับคำว่า "ธาตุทั้ง 5" ซึ่งประกอบด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และธาตุโลหะ แล้วธาตุทั้ง 5 นี้ไปเกี่ยวข้องกับการเกษตรได้อย่างไร แล้วท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์จะดำรงชีวิตอยู่ได้ต้องมีความสัมพันธ์กับธาตุทั้ง 5 นี้ โดยที่สิ่งมีชีวิตในโลกนี้เกิดมาแล้วก็ต้องตายไปตามอายุขัย แต่ธาตุทั้ง 5 นี้จะยังคงดำรงอยู่ตลอดไป เพียงแต่อาจเปลี่ยนสถานะได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ธาตุน้ำ เป็นได้ทั้งของเหลว ของแข็ง และไอน้ำ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในขณะนั้นว่าสูงหรือต่ำ ฉะนั้น ถ้าเราคิดจะปลูกพืชให้ประสบความสำเร็จ ก็ควรทำความเข้าใจกับธาตุทั้ง 5 ให้ได้เสียก่อน

หลักวิชา 5 ธาตุ กับการเกษตรด้านพืชเป็นมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจากชาวจีน เนื่องจากบิดาของผมได้อพยพมาจากประเทศจีน ซึ่งก็ได้รับการสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษเช่นกัน หลักวิชานี้จะแตกต่างกับทางฝั่งตะวันตก เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับเหมือนของฝั่งตะวันตก ซึ่งทางฝั่งตะวันตกจะมีการบันทึกเป็นตัวอักษรผลของการวิจัยในผลงานนั้นๆ แต่ของชาวจีนจะใช้วิธีถ่ายทอดแบบปากต่อปาก ให้เฉพาะลูกหลานในตระกูลเท่านั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันคนนอกตระกูลขโมยวิชาของตระกูลออกไปใช้ประโยชน์ ขอยกตัวอย่างเรื่องหน้ากากเปลี่ยนหน้าของจีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จะถ่ายทอดให้คนในตระกูลเท่านั้น

สำหรับตัวผมก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณพ่อ ตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งในความเป็นจริง หลักวิชานี้จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสัตว์ด้วย และในขณะนี้ผมก็กำลังศึกษาเรื่องธาตุทั้ง 5 ที่เกี่ยวกับมนุษย์อยู่ ถ้าได้ผลประการใด คงได้มีโอกาสถ่ายทอดเป็นหนังสือให้คนทั่วไปได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป ซึ่งในชั้นนี้ผมจะเขียนเฉพาะด้านพืช เมื่อตอนที่คุณพ่อถ่ายทอดวิชานี้ให้ ก็ใช้วิธีบอกปากเปล่าเป็นภาษาจีน ผมต้องใช้เวลาเกือบ 40 ปี ทดสอบกับเรื่องต่างๆ ที่คุณพ่อถ่ายทอดให้ จนพอเข้าใจว่าพืชไปเกี่ยวข้องอะไรกับธาตุทั้ง 5 เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจง่าย ผมขอแบ่งหลักการปลูกพืชให้ประสบความสำเร็จเป็น 3 ส่วน โดยอาศัยหลักวิชา 5 ธาตุ ดังนี้

ส่วนที่ 1 ธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และธาตุโลหะ

1. ธาตุดิน คือ ธาตุที่เกิดจากหิน สินแร่ และซากพืช ซากสัตว์ต่างๆ ที่ทับถมกันเป็นเวลานานแล้วย่อยสลายเป็นดิน เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย เช่น ไส้เดือน หรือจุลินทรีย์ มีธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช 13 ธาตุ ในการดำรงชีวิต และเป็นธาตุที่รองรับสสารกับวัตถุต่างๆ บนโลก เช่น ยางพาราที่ยืนต้นได้ ไม่โค่นล้ม ก็เพราะอาศัยดินเป็นตัวยึดรากเอาไว้

2. ธาตุน้ำ คือ ธาตุไฮโดรเจน (H) กับธาตุออกซิเจน (O) ดั่งคำที่กล่าวกันว่า "น้ำ คือชีวิต" เพราะไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ถ้าไม่มีน้ำ ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

3. ธาตุลม คือ ธาตุคาร์บอน (C) และธาตุออกซิเจน (O) พืชและสัตว์ก็ต้องหายใจ ถ้าขาดธาตุลม ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ต้นไม้ที่เราเห็นตั้งแต่ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ก็คือองค์ประกอบของธาตุคาร์บอน แม้แต่น้ำยางหรือแผ่นยางพาราก็มีธาตุคาร์บอนปะปนอยู่เช่นกัน

4. ธาตุไฟ คือ อุณหภูมิและแสงแดด โดยเฉพาะพืชที่มีสีเขียว (คลอโรฟิลล์) จำเป็นต้องอาศัยแสงแดดในการปรุงอาหาร หรือสังเคราะห์แสง ถ้าพืชขาดแสงแดดและอุณหภูมิที่เหมาะสมก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

5. ธาตุโลหะ คือ ปัจจัยการผลิตทั้งหมด ได้แก่ พันธุ์พืช ธาตุอาหาร สินแร่ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก เช่น ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ถ้าเป็นพันธุ์พืช ได้แก่ ต้นยางพารา ต้นมะม่วง และพืชชนิดต่างๆ

ส่วนที่ 2 การฝึกอวัยวะทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก และมือ

1. ตา ต้องหมั่นใช้ตาสังเกต หรืออ่านหนังสือวิชาความรู้ต่างๆ ให้มาก เกษตรกรโดยทั่วไปมักขาดการสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น

พืชที่เราปลูก จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามฤดูกาล และอายุของมัน เมื่อเราปลูกทุเรียน เราจะรู้สึกและสนใจก็ต่อเมื่อต้นทุเรียนออกดอกและติดผลแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้น เกษตรกรส่วนใหญ่มักไม่ได้สังเกตกระบวนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุเรียน การสังเกตจะทำให้เราสามารถเห็นความปกติหรือความไม่ปกติได้ และสามารถป้องกันได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

การเพาะเห็ดก้อนในโรงเรือน โดยใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นวัสดุทำก้อน เราต้องฝึกใช้ตาสังเกตสีของขี้เลื่อยว่า ลักษณะสีแบบไหนเหมาะสมที่จะนำมาเพาะเห็ดได้

การสังเกตต้นไม้พื้นเมืองในท้องถิ่น ลักษณะเปลือกหนา เปลือกบาง หยาบหรือเรียบ แข็งหรืออ่อน มีราหรือตะไคร่เกาะอยู่มากน้อยเพียงใด ลักษณะทรงพุ่มใหญ่หรือเล็ก ซึ่งลักษณะโครงสร้างภายนอกเหล่านี้ สามารถประมาณการได้ว่า ในพื้นที่นั้นๆ มีปริมาณน้ำฝนประมาณกี่มิลลิเมตรในแต่ละปี

2. หู ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่อมีผู้รู้ ครู อาจารย์ หรือปราชญ์ ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ ต้องตั้งใจฟัง และนำมาวิเคราะห์ แยกแยะหาเหตุและผล ดังคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า เมื่อเกิดผลในปัจจุบัน ก็ต้องมีเหตุมาจากอดีต เช่น การได้กินผลมะม่วงในวันนี้ เหตุก็เพราะเราปลูกต้นมะม่วงมาก่อน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราปลูกต้นยางพาราแล้วออกลูกมาเป็นผลมะม่วง

3. จมูก โดยทั่วไปคนที่ร่างกายปกติ จมูกจะสามารถแยกแยะกลิ่นต่างๆ ได้ดี เช่น กลิ่นน่ารับประทานของทุเรียน กลิ่นหอมของดอกมะลิ กลิ่นเหม็นของขยะ เป็นต้น ดังนั้น เกษตรกรจึงควรฝึกใช้จมูกแยกแยะกลิ่นให้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการทำการเกษตรได้มาก เช่น ฝึกใช้จมูกแยกแยะกลิ่นปุ๋ยชนิดต่างๆ ปุ๋ยยูเรียมีกลิ่นแบบไหน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีมีกลิ่นแบบไหน การดมกลิ่นขี้เลื่อยเพื่อเพาะเห็ด กลิ่นขี้เลื่อยคุณภาพดี จะต้องไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือการใช้จมูกดมกลิ่นดิน จะสามารถบอกได้ว่า ดินตรงนี้มีอินทรียวัตถุมากหรือน้อย มีสารเคมีฆ่าหญ้ามากหรือน้อย

4. ลิ้น ลิ้นสามารถแยกแยะรสชาติได้ ฉะนั้น ควรรู้จักใช้ลิ้นให้เกิดประโยชน์ เช่น เราปลูกไม้ผลอะไรสักอย่าง เราต้องใช้ลิ้นชิมดูว่าผลไม้ที่เราปลูกมีคุณภาพรสชาติตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้าชิมแล้วคุณภาพไม่ได้ตามที่ต้องการ แสดงว่าอาจเกิดจากการได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในขณะนั้น เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้คุณภาพของผลไม้ด้อยลงได้

5. มือ มือช่วยเราทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย นอกจากเราใช้มือในการจับถือสิ่งของต่างๆ หรือเขียนหนังสือแล้ว เรายังสามารถรับรู้และรู้สึกได้จากการสัมผัสด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นการบีบคลำนวด ในด้านการเกษตรก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

การทำเห็ดก้อน เมื่อเราผสมวัสดุต่างๆ ตามอัตราส่วนแล้ว เราต้องใช้มือกำขี้เลื่อยแล้วแบ เพื่อให้รู้ว่าขี้เลื่อยมีความชื้นพอเหมาะที่จะนำมาบรรจุถุงได้หรือไม่ หรือการหาความชื้นในโรงเปิดดอกเห็ดว่ามีความชื้นพอหรือไม่ ให้ใช้มือโบกสะบัดไปมาในโรงเรือน หลังมือเราก็จะสัมผัสได้ว่ามีความชื้นในขณะนั้นมากน้อยแค่ไหน หรือการใช้มือคลึงหรือบี้ดิน เพื่อให้รู้ลักษณะโครงสร้างเบื้องต้นของดินว่าเป็นดินประเภทไหน เช่น ดินเหนียว ดินร่วน หรือดินทราย เพื่อที่จะได้กำหนดพืชที่เหมาะสมที่จะปลูกกับประเภทของดินนั้นๆ เพราะพืชแต่ละชนิดเหมาะสมกับดินแต่ละประเภทต่างกัน เช่น ข้าว ชอบดินเหนียว พืชผักชอบดินร่วน ยางพารา ชอบดินร่วนเหนียวและดินร่วนทราย

การใช้อวัยวะทั้ง 5 นี้ ผมเพียงยกตัวอย่างขึ้นมาเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรที่สนใจนำไปฝึกฝน เพราะมีพืชมากมายหลายชนิดที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพภูมิประเทศ สภาพดิน และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงทำให้การฝึกใช้อวัยวะทั้ง 5 ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนที่ 3 การเข้าใจองค์ความรู้ 4 เรื่อง ซึ่งเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตนเอง และศึกษาจากตำรา จากครูอาจารย์ องค์ความรู้ 4 ที่ต้องเข้าใจ ได้แก่

1. ดิน เราต้องมีความรู้พื้นฐานลักษณะโครงสร้างดินในพื้นที่การเกษตรของเราก่อนว่าเป็นดินประเภทใด เช่น ดินร่วน ดินเหนียว ดินทราย ดินลูกรัง มีการระบายน้ำดีหรือไม่ มีความลึกของหน้าดินมากน้อยเพียงใด เพื่อสามารถกำหนดพืชที่ปลูกให้เหมาะสม หรือหากจำเป็นก็ต้องปรับปรุงดินให้เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าจะปลูกทุเรียน ซึ่งเป็นพืชยืนต้น ก็ควรต้องมีหน้าดินลึกอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เพราะรากดูดหาอาหารของทุเรียนจะแผ่ขยายที่ระดับ 50 เซนติเมตร จากผิวดิน แต่หากจะปลูกพืชผัก พืชไร่ หรือพืชล้มลุกต่างๆ ควรมีหน้าดินลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร จากผิวดินก็เพียงพอ หรือหากจะปลูกยางพาราในพื้นที่ดินทราย เช่น ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็จะต้องมีการปรับปรุงดินเพื่อให้ปลูกยางได้ประสบผลสำเร็จ เช่น ปลูกปอเทือง หรือถั่วพร้า ให้เต็มพื้นที่ เมื่อออกดอกก็ไถกลบ จากนั้นขุดหลุมให้กว้าง ยาว และลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 7-8 กิโลกรัม ผสมแกลบสด 1-2 กิโลกรัม ผสมกับดินบนแล้วกลบดินลงในหลุมก่อนปลูก ประมาณ 1 เดือน จากนั้นปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว แล้วปลูกยางตาม ในช่วงปีแรกควรมีการให้น้ำต้นยางในช่วงฤดูแล้ง จะช่วยให้ต้นยางรอดตายสูง และมีการปฏิบัติดูแลรักษาตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยาง

2. สภาพแวดล้อม เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช เช่น สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ (แสงแดด) ลม และความชื้นสัมพัทธ์

2.1 สภาพภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ราบ ที่ลุ่ม ที่ดอน พื้นที่ลอนลูกคลื่น พื้นที่สูง ลักษณะต่างๆ ของสภาพพื้นที่จะเป็นตัวกำหนดว่าควรปลูกพืชชนิดไหน จึงจะเหมาะสม เช่น ยางพารา ไม่เหมาะสมปลูกในพื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินสูง หรือพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 600 เมตร ขึ้นไป พื้นที่ลุ่มดังกล่าวควรปลูกข้าวจะเหมาะสมกว่า

2.2 ปริมาณน้ำฝน มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืช พืชแต่ละชนิดมีความต้องการปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน ฉะนั้น เราต้องทราบข้อมูลปริมาณน้ำฝนในพื้นที่การเกษตรของเราด้วย เพื่อสามารถกำหนดพืชปลูกที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีด้วย เช่น ยางพารา ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,250 มิลลิเมตร ต่อปี และมีการกระจายตัวของฝน หรือมีจำนวนวันฝนตก 120-150 วัน ต่อปี และต้องดูเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ลักษณะดิน ลักษณะภูมิประเทศ ประกอบด้วย

2.3 อุณหภูมิ หรือแสงแดด พืชแต่ละชนิดมีความต้องการปริมาณแสงแดดเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตแตกต่างกัน เช่น ยางพารา ต้องการแสงแดด 100% ส่วนดาหลา ต้องการแสงแดด 60-70% หรือเห็ดนางรมภูฏานก้อน จะออกดอกได้ดีที่อุณหภูมิในโรงเรือน 29 องศาเซลเซียส เป็นต้น ฉะนั้น เราจึงต้องเข้าใจพืชที่จะปลูกว่า มีความต้องการแสงแดดหรืออุณหภูมิที่เหมาะสมอย่างไร

2.4 ความชื้นสัมพัทธ์ มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโต การผสมเกสร การออกดอก และการติดผล ตลอดจนคุณภาพของผลผลิต เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการความชื้นสัมพัทธ์แตกต่างกัน เช่น ทุเรียน ที่กำลังติดผล ถ้าได้รับความชื้นสัมพัทธ์สูงเกินไป ก็จะทำให้ไส้ซึม คุณภาพไม่ดี

หรืออีกกรณีผมขอยกตัวอย่างจากการทดลองของผม เรื่อง เปลือกลำต้นลองกองแตกก่อนเก็บเกี่ยว ผมได้ทดลองอยู่ 5 ปี ในแปลงทดลอง 12 ไร่ โดยแบ่งเปรียบเทียบการทดลองแปลงละ 6 ไร่ แปลงหนึ่งกำจัดวัชพืชบริเวณรอบโคนต้นจนสะอาด อีกแปลงไม่มีการกำจัดวัชพืช โดยใช้เครื่องตัดหญ้า ตัดปีละครั้งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อลองกองติดผล ก็จะปล่อยให้วัชพืชขึ้นจนรก การให้น้ำและปุ๋ยก็ไม่มีการกำจัดวัชพืชออก และบันทึกอุณหภูมิบริเวณทรงพุ่มทุกวัน วันละ 2 เวลา คือช่วงเช้าเวลา 08.00 น. และช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. พบว่า แปลงที่ปล่อยให้มีวัชพืชขึ้นรก ต้นลองกองเปลือกไม่แตก ส่วนแปลงที่กำจัดวัชพืชจนโล่งเตียน ต้นลองกองเปลือกแตก แสดงให้เห็นว่า เปลือกลำต้นบริเวณรอบทรงพุ่ม ที่มีวัชพืชปกคลุม มีความชื้นสูง เมื่อฝนตก เปลือกจะไม่แตก ส่วนต้นที่ไม่มีวัชพืชปกคลุม มีความชื้นต่ำเมื่อถูกฝนเปลือกจะแตกหมด เพราะปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากขณะฝนตก อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อปะทะกับอุณหภูมิสูงในทรงพุ่ม จึงทำให้เปลือกแตก

2.5 ลม มีผลต่อการปรุงอาหารของพืช ถ้าลมแรงทำให้ใบพลิกไปมา ก็จะทำให้การปรุงอาหารของพืชไม่ต่อเนื่อง หรือทำให้ต้นไม้หักโค่นล้มเสียหายได้ ยกตัวอย่างเช่น

- การปลูกยางพารา เราควรต้องทราบทิศทางลมในพื้นที่ด้วย ถ้ากระแสลมมาจากทิศใต้ เราต้องปลูกไม้กันลมดักไว้ หรือปลูกยางพันธุ์ต้านทานลมดักไว้ทางทิศใต้ 4-5 แถว ส่วนแถวในใช้พันธุ์ที่ต้องปลูกต่อไป

- โรงเรือนเพาะเห็ด ควรมีฉากกั้นหน้าประตูอีกชั้น เพื่อป้องกันลมพัดเข้าโรงเพาะเห็ด เพราะหากมีลมเข้าโรงเรือน จะทำให้การเดินทางของเส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต

2.6 ฤดูกาล เราต้องทราบฤดูกาล ได้แก่ ฤดูฝน ฤดูร้อน หรือฤดูหนาว ในพื้นที่การเกษตรของเราอยู่ในช่วงเดือนไหน เพื่อสามารถกำหนดการปลูกพืชได้ถูกต้อง โอกาสรอดตายสูง

3. ธาตุอาหารพืช ก็คืออาหารของพืช โดยทั่วไปพืชที่มีใบสีเขียว ต้องการธาตุอาหารทั้งหมด 16 ธาตุ แต่มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไป 3 ธาตุ ได้แก่ ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O) และคาร์บอน (C) ส่วนอีก 13 ธาตุ จะอยู่ในดิน ซึ่งแบ่ง 3 ส่วน ตามความจำเป็นของพืช ได้แก่

3.1 ธาตุที่พืชต้องการมาก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K)

3.2 ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S)

3.3 ธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุ ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) และคลอรีน (Cl)

ถ้าพืชขาดธาตุใดธาตุหนึ่ง ก็มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต ฉะนั้น เราต้องเข้าใจในธาตุอาหารพืชแต่ละตัวด้วยว่ามีคุณสมบัติและหน้าที่แตกต่างกัน ถ้าพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ ก็จะแสดงอาการขาดธาตุอาหารให้เราเห็นได้ ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าพืชขาดธาตุไนโตรเจน (N) ตัวใบจะมีสีเหลืองซีดอย่างสม่ำเสมอทั้งใบ ธาตุไนโตรเจนมีหน้าที่สร้างการเจริญเติบโตให้กับพืช เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ (ส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช) แต่ถ้าพืชได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง และโครงสร้างลำต้นอ่อนแอ ในยางพาราหากได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป ลำต้นจะโค้งโน้มลง ธาตุไนโตรเจนมีคุณสมบัติพืชดูดไปใช้ได้เร็วถ้าอยู่ในรูปสารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) จะละลายน้ำได้ดี เมื่อสัมผัสกับอากาศก็จะระเหยไปในอากาศได้ มีสถานะเป็นกรดและเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลก ประมาณ 78% ของธาตุทั้งหมด

ถ้าพืชขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) จะเกิดอาการใบไหม้ที่ปลายใบแห้งกรอบ ธาตุนี้มีหน้าที่สร้างเซลล์ตาดอก และระบบราก เป็นส่วนองค์ประกอบของเนื้อไม้ให้แข็งแรง เป็นธาตุมีค่าโมเลกุลสูง ละลายช้า ฉะนั้น การใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส ต้องใส่ให้กระจาย อย่าให้เป็นกลุ่ม เพราะทำให้พืชตายได้ เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัสดูดน้ำเลี้ยงจากรากออกมามากเพื่อปรับสภาพบริเวณนั้นให้ค่าสมดุล รากพืชจึงจะดูดซึมกลับเข้าไปได้ แต่ถ้าบริเวณนั้นมีธาตุนี้มากเกินไป จะทำให้พืชสูญเสียน้ำมาก ทำให้ต้นแห้งตายในที่สุด หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ปุ๋ยเค็ม ทำให้พืชตาย

ดังนั้น เราต้องมีความเข้าใจคุณสมบัติและหน้าที่ของธาตุอาหารพืชแต่ละธาตุ และสังเกตลักษณะอาการของพืชที่ขาดธาตุอาหารได้ ก็จะทำให้เราสามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและช่วยลดต้นทุน

4. การจัดการก็คือ การเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมที่จะปลูกและการดูแลรักษา เช่น ถ้าเราจะปลูกยางพาราในพื้นที่มีปัญหาโรคใบร่วงและฝักเน่า หรือโรคเส้นดำ ที่เกิดจากเชื้อไฟทอปทอร่า (Phytophthora) ระบาด เราต้องปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรคแทนพันธุ์ RRIM 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรค ได้แก่ พันธุ์ RRIT 251 หรือ RRIT 226 หรือ BPM 24 เพราะต้านทานต่อโรคได้ดี ส่วนการดูแลรักษาพืชที่ปลูก เราสามารถศึกษาได้จากตำรา ตามคำแนะนำของพืชแต่ละชนิดได้จากเว็บไซต์ของทางราชการ หรือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจากห้องสมุด

กล่าวโดยสรุป การทำการเกษตรด้านพืชให้ประสบผลสำเร็จ เราต้องรู้จักพืชที่จะปลูก รู้จักสภาพพื้นที่ สภาพดิน และรู้จักสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด รู้จักสังเกต ศึกษา เรียนรู้ ทดลองพิสูจน์หาเหตุผล ซึ่งโดยรวมก็คือ การอาศัยหลักวิชาธาตุทั้ง 5 อวัยวะทั้ง 5 และองค์ความรู้ 4 ดังที่ได้กล่าวข้างต้น

บทความที่ผมเขียนข้างต้นนี้ ผมได้สรุปนำส่วนที่สำคัญแยกออกเป็น 3 ส่วน โดยอาศัยการได้รับถ่ายทอดมาจากภาษาจีน ผนวกกับประสบการณ์ของตนเอง เพราะถ้าผมเขียนโดยละเอียดในแต่ละส่วน ต้องใช้เวลานานและต้นทุนสูงเพื่อที่จะเดินทางไปทั่วภูมิภาคของประเทศ โดยการถ่ายภาพลักษณะต่างๆ ในแต่ละท้องที่ เช่น สภาพภูมิประเทศ ลักษณะโครงสร้างดิน ต้นไม้ประจำถิ่น และข้อมูลภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งทำให้ต้องรวบรวมเรื่องเหล่านี้เป็นหมวดหมู่แล้วเขียนอธิบายตามภาพประกอบในแต่ละส่วน แต่ ณ เวลานี้ ผมไม่สามารถทำได้ดังที่คิด จึงจำเป็นต้องเรียบเรียงเอาแต่ส่วนที่เป็นหัวใจของการทำการเกษตรด้านพืชที่ประสบความสำเร็จ เขียนเป็นบทความนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจ บทความนี้เปรียบเสมือนตัวจิ๊กซอว์ 14 ชิ้น ที่ผมใส่ลงในกรอบรูป ส่วนที่เหลือท่านผู้อ่านต้องนำไปต่อยอดเอาเอง เพื่อให้เกิดภาพที่สมบูรณ์ โดยการหมั่นฝึกใช้อวัยวะทั้ง 5 หาประสบการณ์ด้วยตนเอง และศึกษาจากตำราวิชาการต่างๆ ประกอบเข้าด้วยกัน ท่านก็จะประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน รักษาสภาพแวดล้อมและลดต้นทุน โดยปกติเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคจะใช้ภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเอง แต่ขอถามว่าทุกวันนี้เรานำออกมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน

จริงอยู่ภูมิปัญญาเหล่านี้ส่วนมากไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่ก็ใช้ได้ผลในทางปฏิบัติ เหมือนหลักวิชาธาตุทั้ง 5 ของชาวจีนที่ผมได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งไม่มีงานวิจัยรองรับเช่นกัน แต่ก็ได้ผลในทางปฏิบัติเหมือนกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยเรา ผมหวังว่า บทความชิ้นนี้จะสามารถจุดประกายความคิด และเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านที่สนใจในการทำการเกษตรได้บ้าง ซึ่งปัจจุบันพวกเราก็กำลังย้อนกลับไปหาภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่มิใช่หรือ


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:21 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 7:22 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อาธร สิทธิสาร

ยูคาลิปตัส พืชเศรษฐกิจทนเค็ม แม้อาจจะทำลายความสมบูรณ์ของดิน
แต่แก้ได้โดยปลูกพืชหมุนเวียน


การที่น้ำในมหาสมุทรมีปริมาณสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเค็มมากขึ้นตามไปด้วย จึงเกิดผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การแก้ปัญหาดินเค็มนั้นทำได้หลายวิธี ทั้งการปรับสภาพดินให้มีความเค็มน้อยลง หรือจะเลือกปลูกพืชพรรณไม้ที่สามารถปรับตัวและเจริญเติบโตดีในสภาพดินเค็ม ซึ่ง "ยูคาลิปตัส" ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจที่ให้ผลผลิตดีแม้ปลูกในพื้นที่ดินเค็ม

คุณศยามล สิทธิสาร นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการปรับตัวของพืชเพื่อเผชิญหน้ากับสภาวะความเครียดจากความเค็ม ซึ่งจะทำให้พืชสร้างสารเพื่อเป็นกลไกในการต้านทานความเค็มขึ้นได้เอง หนึ่งในสารอินทรีย์ที่สำคัญที่พืชสร้างคือไกลซีนบีเทน (glycinebetaine) ซึ่งเป็นสารหลักที่ยูคาลิปตัสจะสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาและคงสภาพให้เซลล์มีชีวิตอยู่ได้เมื่อเผชิญกับสภาวะความเครียดต่างๆ โดยในการทดลองนี้ความเครียดที่ถูกสร้างขึ้นกับยูคาลิปตัสคือความเค็ม ในพืชหลายชนิดเมื่ออยู่ในสภาวะความเค็มก็มักจะเกิดการสะสมของสารไกลซีนบีเทนเช่นกัน ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาจำเพาะเจาะจงในพืช "ยูคาลิปตัส" เพื่อดูการสะสมของไกลซีนบีเทนในยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซีส ภายใต้สภาวะความเค็ม มีกระบวนการศึกษาวิจัยโดยเริ่มจากการเลี้ยงเนื้อเยื่อยูคาลิปตัสในอาหารที่มีเกลือโซเดียมคลอไรด์ 0 ถึง 500 มิลลิโมลาร์ เพื่อดูการสะสมของไกลซีนบีเทน ศึกษาการทำงานของเอ็นไซม์บีเทนอัลดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส ซึ่งมีหน้าที่ในการสังเคราะห์ไกลซีนบีเทน, บันทึกข้อมูลและสังเกตการเจริญเติบโตของยูคาลิปตัสในระยะเวลา 45 วัน และปริมาณคลอโรฟิลล์ ทั้งในสภาวะภายใต้ความเค็มและสภาวะปกติ ซึ่งการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ รศ.ดร.ปุณฑริกา หะริณสุต อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ผลการทดลองพบว่า การสะสมของไกลซีนบีเทนเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับความเข้มข้นจาก 0 ถึง 500 มิลลิโมลาร์ของโซเดียมคลอไรด์ และการแสดงออกของเอ็นไซม์บีเทนอัลดีไฮด์ดีไฮโดรจีนเนสสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ และสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของไกลซีนบีเทนภายใต้สภาวะความเค็ม และไม่พบการเปลี่ยนแปลงปริมาณคลอโรฟิลล์ที่ความเข้มข้น 200 มิลลิโมลาร์ของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ในช่วง 13 วันแรก อธิบายได้ว่ายูคาลิปตัสสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีด้วยตนเองในสภาวะที่มีความเค็ม ดังนั้น จึงเหมาะที่จะนำไปปลูกในพื้นที่ดินเค็มและยังให้ผลผลิตที่ดีในสภาวะแล้งอีกด้วย และด้วยความที่ยูคาลิปตัสสามารถทนเค็มและทนแล้งได้ดีนี้ เป็นเพราะยูคาลิปตัสได้ดูดสารอาหารและแร่ธาตุในดินเพื่อนำไปใช้ในการสร้างกลไกในการทนสภาวะความเครียดต่างๆ เหล่านี้ จึงทำให้ดินขาดสารอาหารอย่างรวดเร็วและกลายเป็นดินที่มีคุณภาพไม่ดี และต้องใช้ระยะเวลานานกว่าดินจะคืนสภาพสมบูรณ์ จึงมีข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรที่จะปลูกยูคาลิปตัสเป็นพืชเศรษฐกิจว่า ไม่ควรปลูกในปริมาณมาก และควรปลูกสลับหมุนเวียนกับพืชชนิดอื่นๆ บ้างเพื่อปรับความสมดุลให้ดิน อาทิ หญ้า พริก มะเขือ มันสำปะหลัง พืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

นอกจากนั้น ควรมีระบบการกระจายน้ำที่ดี ซึ่งอาจขุดดินให้มีร่องกว้าง 1.0-1.5 เมตร ลึก 0.5-1.0 เมตร ทำคันดินอัดแน่นล้อมรอบ เพื่อป้องกันน้ำท่วมและใช้น้ำล้างเกลือออกไปจากดิน ปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี และปลูกพืชคลุมดิน ระยะปลูกยูคาลิปตัสควรปลูกด้วยระยะห่าง 1x1 ถึง 2x2 เมตร ถ้าเนื้อดินมีลูกรังหรือเศษหินปน ให้ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ซึ่งตามหลักวิชาการด้านการเกษตรแนะนำให้ใส่ปุ๋ยโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ใส่ในอัตรา 55 กรัม ต่อต้น โดยใส่แบบรองก้นหลุมก่อนปลูก ระยะที่ 2 ใส่ในอัตรา 55 กรัม ต่อต้น โดยโรยรอบโคนต้นหลังปลูก 15 วัน และระยะที่ 3 ใส่อัตรา 55 กรัม ต่อต้น โรยรอบโคนต้นตอนปลายฤดูฝน

ผลสรุปที่ได้จากการศึกษาวิจัยการทนเค็มของยูคาลิปตัสในครั้งนี้ ซึ่งผู้วิจัยได้เลือกใช้ปริมาณความเค็มในการทดลองด้วยระดับที่สูงมากคือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 0 ถึง 500 มิลลิโมลาร์ ถือว่าเป็นระดับความเค็มที่สูงกว่าระดับความเค็มของดินเค็มที่มีอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งในพื้นที่ที่พบสภาวะความเค็มส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 350 มิลลิโมลาร์ ดังนั้น แม้ในพื้นที่ที่ดินมีสภาวะความเค็มสูงสุดหรือมีความแห้งแล้งสูง ก็สามารถปลูกยูคาลิปตัสเพื่อเป็นไม้เศรษฐกิจได้ เพราะยูคาลิปตัสจะสร้างกลไกในการปรับตัวให้เจริญเติบโตได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับดินโดยเกิดการสูญเสียแร่ธาตุต่างๆ ทำให้ดินบริเวณนั้นขาดความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็แก้ปัญหาได้โดยการปลูกพืชหมุนเวียนหรือพืชคลุมดินร่วมกับการบำรุงดินด้วยปุ๋ยชนิดต่างๆ ก็จะสามารถฟื้นฟูสภาพดินให้ดีได้


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:22 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 11:58 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

จีนเชิญชวน 4 ชาติดูงาน "เขื่อนจิงหง" แก้ข้ำโขงแห้ง

ช่วงประมาณปลาย มี.ค.นี้ หลังพบ "อภิสิทธิ์" ขณะที่ทางกมธ.แม่น้ำโขง ส่งจม.เรื่องสถานการณ์ฯให้จีนแล้ว ส่วนโครงการฝาย 7 แห่งของรมว.ทรัพย์ฯ ยังอยู่แค่ศึกษาข้อมูล...

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าววานนี้ (9 มี.ค.) ว่า หลังจากที่นายหู เจิ้ง เยว่ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยหารือในประเด็นสถานการณ์วิกฤติภัยแล้งในลุ่มน้ำโขง ที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ระหว่างวันที่ 3-5 เม.ย.นี้ ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผู้แทนจากจีน ได้ติดต่อเป็นการภายในกับกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการของเอ็มอาร์ซี เพื่อสอบถามถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก

อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำฯ กล่าวต่อว่า แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะส่งผู้แทนเข้าประชุมในครั้งนี้หรือไม่ แต่ก็คาดหวังว่าจีนอาจจะส่งผู้แทนระดับสูงมาร่วม เพราะอย่างน้อยจะช่วยให้เกิดถ้อยแถลงระหว่างจีนและพม่า และความร่วมมือกับสมาชิก 4 ชาติในเอ็มอาร์ซีได้บ้าง สำหรับสถานการณ์วิกฤติในแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบกับประเทศท้ายน้ำโขง คือ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ล่าสุดเอ็มอาร์ซี ได้ส่งจดหมายไปยังจีน เพื่อขอเจรจาร่วมกับจีนแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าทางจีนจะว่าอย่างไร ทั้งนี้เป็นคนละส่วนกับที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีของจีนมาพบนายกรัฐมนตรี

นายเกษมสันต์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันยังมีข่าวดีว่า เมื่อช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลจีนได้ส่งจดหมายเชิญมายังกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ไปดูงานเรื่องการบริหารจัดการเขื่อนจิงหง ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เขื่อนที่สร้างกั้นแม่น้ำโขงในเขตจีนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จด้วย โดยจากเดิมจะเป็นการไปดูงานในช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีอากาศหนาวจัด จึงเลื่อนมาเป็นช่วงปลายเดือนมี.ค.นี้ ตนได้ตอบรับคำเชิญที่จะเดินทางไปดูเขื่อนดังกล่าวด้วยตัวเอง เชื่อว่าคงเชิญผู้แทนจากลาว เวียดนาม และกัมพูชา ไปในคราวเดียวกัน

อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำฯ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การที่จีนจะยอมให้เข้าไปดูงานจัดการเขื่อนครั้งนี้จะเป็นทางหนึ่งในการเปิดเผยข้อมูล และสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคี ส่วนกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ กล่าวว่า จะผลักดันสร้างฝายกั้นน้ำ 7 แห่งในแม่น้ำโขงนั้น ขณะนี้ โครงการยังอยู่ระหว่างการศึกษาและหาข้อมูลไปว่ามีความคืบหน้าอะไร และจะเสร็จเมื่อไหร่ รวมทั้งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การใช้ประโยชน์ทางน้ำแ ละการขนส่งอย่างไร โดยเฉพาะเขื่อนปากชม และเขื่อนบ้านกุ่มนั้น เป็นโครงการสมัยรัฐบาลอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ทั้งนี้กำลังให้ติดตามสถานภาพของโครงการ แต่ยังไม่ได้ตกลงที่จะก่อสร้างในขณะนี้ อีกทั้งฝายเหล่านี้อยู่ในแม่น้ำโขง จะต้องมีการเสนอให้กับเอ็มอาร์ซี รับรู้ด้วย


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 16/03/2010 12:23 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 12:09 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

มะพร้าวก็ประดับได้

มะพร้าว เป็นไม้ตระกูลปาล์ม ที่มีปลูกกันอยู่ทั่วไป วัตถุประสงค์ของผู้ปลูกส่วนใหญ่เพื่อเก็บผลผลิต

กระนั้นก็ตาม มะพร้าวสามารถเป็นไม้ประดับได้ ข้อดีของการตกแต่งสถานที่ด้วยมะพร้าวนั้น การดูแลไม่ยุ่งยาก นานๆ จึงเก็บทาง (ใบ) ให้ทีหนึ่ง ผลผลิตมะพร้าวยังเป็นผลพลอยได้ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวแกง มะพร้าวน้ำหอม ก็ล้วนแล้วแต่นำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น

มะพร้าวมีทรงต้นที่สวยงาม บางสายพันธุ์สีแจ่มจ้า ไม่ว่าจะเป็นผล และเส้นกลางใบมะพร้าว สีสันของมะพร้าวที่เห็นอยู่ โดยทั่วไปสีเขียว

แต่ที่เข้าข่ายปลูกประดับได้ดี มีมะพร้าวสีเหลือง สีส้ม สีแดง ท้องถิ่นภาคใต้ เมื่อปลูกมะพร้าวเหล่านี้ สีของมะพร้าวจะเข้มขึ้นมาก เพราะฝนชุกอากาศชื้น

ที่เกาะลอย อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี อาจารย์อำมาตย์ คุณสวัสดิ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ เป็นผู้นำมะพร้าวน้ำหอมเข้าไปปลูก โดยการย้ายต้นใหญ่เข้าไป เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ใครๆ ก็ไม่มั่นใจว่ามะพร้าวจะยืนต้นอยู่ได้ เพราะไม่ค่อยมีใครทำมาก่อน

อาจารย์อำมาตย์บอกไว้ว่า ก่อนลงมือเตรียมการอย่างดี โดยขุดล้อมเตรียมต้นไว้ก่อน จากนั้นวางแผนขนส่ง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน การทำงานก็แล้วเสร็จ

เวลาผ่านไปนานหลายปี มะพร้าวที่ย้ายต้นไปปลูกยังอยู่ดีสบาย บางส่วนก็ปลูกเสริมเข้าไปใหม่

เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ

ยุคก่อนโน้น นักศึกษาที่เข้าเรียนเกษตรบางพระ มักอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย โดยที่ค่าหอ 4 เดือน หรือ 1 เทอม อยู่ที่ 200 บาท ถ้าจำไม่ผิด แต่ไม่เกิน 400 บาท (น้ำ-ไฟพร้อม) แต่ละหอพักจึงมีนักศึกษาอยู่กันอย่างหนาแน่น

สถาบันทางด้านการเกษตรนั้นมีแปลงปลูกผักผลไม้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกล้วย ขนุน มะพร้าว

ยามเย็นหรือมืดค่ำ นักศึกษามักจะไปเสาะหาผลไม้มากินกัน ใครที่มีฝีมือทางด้านตัดกล้วยของมหาวิทยาลัย จะเรียกคนนั้นว่า "เสือกล้วย" หากเชี่ยวชาญเรื่องขนุนก็เรียก "เสือขนุน" ไม่ใช่ผีขนุน

เต๋อ หนุ่มเมืองน่าน ได้รับฉายาว่าเป็น "เสือพร้าว" เพราะรู้เรื่องมะพร้าวดี

เดิมทีเต๋อและแก๊งของเขา หากินกับมะพร้าวมาวา ที่แปลงทดลอง ต้นเตี้ยมาก ต่อมาเมื่อมาวาหมด เขาก็ขยับไปขึ้นมะพร้าวแกง ที่ขึ้นเป็นดง อยู่ข้างๆ สนามบิน

ใกล้มืดค่ำของวันหนึ่ง เต๋อและเพื่อนออกไปล่ามะพร้าวกัน เต๋ออาสาขึ้นต้นมะพร้าวเหมือนเดิม

วิธีการนำมะพร้าวลงมาจากต้น ทำได้โดยการปีนไปให้ใกล้ทะลายมะพร้าวมากที่สุด มือซ้ายกอดต้นมะพร้าวไว้แน่น มือขวาบิดจนขั้วผลขาด มะพร้าวก็จะหลุดลงมายังพื้น

เต๋อเป็นหนุ่มแน่น แข็งแรง เขานำมะพร้าวลงมาจากต้นจนเกือบหมดทะลาย

เหลือมะพร้าวผลสุดท้าย เต๋อเริ่มอ่อนแรงแล้ว เขาใช้มือขวาบิดมะพร้าวให้หมุน เขาพยายามผลักมะพร้าวให้หลุดจากขั้ว แต่ไม่เป็นผล เขาคิดขึ้นมาได้ว่า ดึงเข้าหาตัวจะมีแรงมากกว่า คิดได้ดังนั้น เขาจึงดึงมะพร้าวเข้าหาตัว มะพร้าวหลุดสมใจ...แต่มะพร้าวเจ้ากรรมมาตกกระทบที่ดั้งจมูกเต็มแรง ทำให้เต๋อเห็นดาวและน้ำตาไหล

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นจังหวะที่อาจารย์ผ่านมาพอดี เพื่อนที่อยู่ข้างล่างไหวตัวทัน เผ่นหนีตามระเบียบ ส่วนเต๋อทนเจ็บกอดต้นมะพร้าวอยู่นาน แต่เขาก็โชคดี ที่อาจารย์มองไม่เห็น

ตั้งแต่วันนั้น จนกระทั่งเรียนจบ ไม่มีใครเห็นเต๋อแวะเวียนไปที่ดงมะพร้าวอีกเลย ถึงแม้เพื่อนจะชวน...แต่เต๋อก็สั่นหัว


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 12:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ภาวิณี สุดาปัน sudapun101@hotmail.com

ชวนชมดอกซ้อน นครปฐม สวยงามล้ำลึก

คนไทยรู้จักชวนชมมามากกว่า 70 ปี ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดนำเข้ามา มีแต่ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไม้นำเข้าจากอินโดนีเซียหรือชวา เพราะแต่เดิมเคยเรียกว่า "ลั่นทมยะวา" ชื่อลั่นทม อาจจะเรียกตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น ที่คิดว่าชวนชมอยู่สกุลของลั่นทมเพราะมีดอกคล้ายกัน ส่วนคำว่ายะวา เพี้ยนจากชื่อเมืองชวา ตามความเป็นจริงแล้วชวนชมก็ไม่ใช่พันธุ์ไม้พื้นเมืองของชวา แต่อาจจะนำเข้ามาจากฮอลแลนด์ เพราะครั้งนั้นชวาถูกปกครองโดยชาวดัตช์อยู่ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มของนักสะสมรวบรวมพันธุ์ไม้ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะถิ่นเดิมชวนชมอยู่ในแอฟริกา และต่อมาพระนางเธอลักษมีลาวัณ ในรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อโดยตามความเหมาะสม มีความรู้สึกที่ดีเป็น "ชวนชม" ต้องตามลักษณะของต้นไม้ในสมัยเดียวกันนั้นเอง

ชวนชมเป็นพืชอายุหลายปี ทนแล้ง มีลักษณะเด่นที่เป็นไม้เนื้ออ่อนอวบน้ำ เก็บกักตุนอาหารไว้ที่ลำต้น โขด (cordex, ส่วนต่อของลำต้นกับรากที่ขยายใหญ่ขึ้น) และราก ดอกมี 5 กลีบ สีชมพูอมแดง ส่วนกลางดอกจะเห็นรยางค์ 5 เส้น ยื่นยาวชัดเจนเป็นส่วนปลายของอับเรณูอยู่ภายในกรวยดอกไว้ล่อแมลง ที่ส่วนฐานกลีบดอกเชื่อมติดรวมเป็นกรวย ฐานกรวยเป็นที่ตั้งของรังไข่ 1 คู่ ถ้าได้รับการผสมเกสรสมบูรณ์จะเจริญเป็นฝักยาวคล้ายเขากวางอิมพาลา ภายในฝักมีเมล็ดเรียงเป็นแถวจำนวนเป็นสิบจนถึงร่วมร้อย เมล็ดทรงกระบอกเรียวยาว ขนาด รูปร่าง สี ใกล้เคียงเมล็ดข้าวเปลือกที่มีตอนปลายตัดทั้ง 2 ด้าน พร้อมมีพู่กระจุกขนประดับช่วยพยุงเมล็ดให้ปลิวไปตามลมได้ไกลๆ

ชวนชมจึงเป็นไม้ที่น่าหลงใหล มีความงามต่างรูปแบบ สวยทุกส่วนสัด ทั้งดอก ใบ ต้น โขด และราก ทั้งการเลี้ยงดูก็แสนจะง่าย ตายก็ยาก จะเอามาตกแต่งเป็นไม้พุ่ม ไม้ดัด ไม้ใหญ่ จัดเข้าสวนบ้านไทย ก็ทันสมัยทุกเวลา

คุณสุชาติ ศรีเลอจันทร์ อยู่บ้านเลขที่ 86/30 หมู่ที่ 5 ตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ถนนสายบ้านแพ้ว-นครปฐม เล่าว่า แต่เดิมทำหลายอย่างแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตอนนั้นปลูกไม้ผลจำพวกพุทราจัมโบ้ ช่วงนั้นราคาดี แต่พักหลังราคาผลผลิตซบเซาลง ตนก็หันมาจับอาชีพใหม่โดยหันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับแทน ปลูกโป๊ยเซียนเป็นชนิดแรก ผู้บริโภคนิยมอยู่สักระยะหนึ่ง พอพักหลังความนิยมเริ่มลดลง

เมื่อลีลาวดีเป็นไม้ดอกไม้ประดับตัวใหม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค คุณสุชาติจึงปลูกลีลาวดี ประกอบกับช่วงนั้นลีลาวดีกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้บริโภคนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือน ลีลาวดีเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้ให้ตนเป็นอย่างดี

"ปีนี้ไม่ได้ทำ เพราะฝนมันมาเร็ว ประสบปัญหาในฤดูกาลหน้าฝน ฝนมาโรคก็มาด้วย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง ขายต้นละ 100 บาท ไม่คุ้มทุน สู้ราคาไม่ไหว" คุณสุชาติ กล่าว

ปัจจุบันนี้ไม่ได้ปลูกลีลาวดีในกระถาง แต่นำมาปลูกลงดิน ปลูกประมาณ 10 ไร่ สามารถทำรายได้อยู่เสมอๆ เรียกได้ว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดไม้ดอกไม้ประดับอยู่นั้นเอง

ไม้ดอกไม้ประดับที่มีชื่อเรียกว่า "ชวนชม" เป็นอีกหนึ่งชนิดที่ปลูกอยู่ในสวนของคุณสุชาติ กระแสความนิยมกำลังมาแรงในปัจจุบัน เป็นไม้ดอกตัวใหม่ที่ตลาดผู้บริโภคมีความต้องการ การปลูกชวนชมก็ไปได้ดี แข่งขันกันสูง คุณสุชาติปลูกชวนชมบนพื้นที่ทั้งหมด 5 ไร่ ปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตมีการพัฒนาสายพันธุ์ชวนชมอยู่เสมอ สวนของคุณสุชาติเช่นกัน โดยปกติแล้วตามสวนทั่วไปจะปลูกชวนชมเป็นแบบกลีบเดี่ยว แต่ ณ ปัจจุบันนี้การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จากกลีบเดี่ยวเป็นแบบกลีบซ้อนกำลังมาแรง

"โดยเฉพาะชวนชมดอกซ้อน...แดนซิ่งเลดี้...เป็นที่ฮือฮามาก มีลักษณะกลีบซ้อน สีแดงเหมือนดอกกุหลาบ แต่ชวนชมดอกซ้อนจะประสบปัญหาในช่วงหน้าฝน ดอกจะช้ำง่ายเพราะกลีบดอกต้องรองรับน้ำฝนในปริมาณมาก ทำให้ดอกเสียหาย แต่หากเป็นกลีบเดียวมักจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้" คุณสุชาติ กล่าว

คุณสุชาติ พัฒนาสายพันธุ์ชวนชมเช่นกัน โดยส่ง คุณปกรณ์ ลูกเขย ไปหัดเขี่ยที่สวนเจริญเฟื่องฟ้า โดยมี คุณชาตรี ไทรประเสริฐศรี เป็นเจ้าของสวน เขี่ยเกสรต้นพันธุ์ครั้งแรกได้จำนวน 20 ต้น เกิดเป็นกลีบซ้อนเหมือนกลีบกุหลาบ การเขี่ยติดจะใช้ระยะเวลา 3 เดือน แก่แล้วจะแตกฝักออกมาจะนำไปเพาะ จากวันเพาะอีกประมาณ 5-6 เดือน ก็ออกดอก สังเกตเห็นได้เลยว่าเกิดกลีบซ้อนหรือไม่ ลักษณะต้นพันธุ์ที่มีลักษณะสวย คือ ดอกใหญ่ ดอกกลม กรวยสั้นไม่ยาวเกินไป ไม่ห้อย ชูตั้งรับแสง

ถ้าหากว่ามีผู้สนใจปลูกชวนชมจะต้องทำอย่างไร!

คุณสุชาติ กล่าวว่า ตนยินดีให้คำแนะนำ พร้อมกับสอนวิธีการเสียบยอดด้วย "มาเรียนหัดเสียบยอดได้ที่นี้ได้เลย ใช้ต้นพันธุ์ที่ดีและไม่ดีก็สามารถเสียบติดกันได้" คุณสุชาติ บอก

คุณสุชาติอธิบายว่า เมื่อเริ่มปลูกครั้งแรกควรจะซื้อต้นตอเล็กๆ ไปเพาะสักประมาณ 200 ต้น หรืออาจจะซื้อเมล็ดไปเพาะก็ได้จะเป็นการประหยัดต้นทุน พร้อมกับเรียนรู้ไปในตัวด้วย เพราะการที่จะเริ่มต้นทำอาชีพสักอย่างต้องเริ่มจากการทำธุรกิจขนาดเล็กก่อน แล้วค่อยเรียนรู้และพัฒนาไปเรื่อยๆ จนสามารถเติบโตขึ้นมาได้เหมือนคุณสุชาติ แต่ก่อนก็เริ่มจับธุรกิจขนาดเล็กมาก่อน

ปัจจุบันนี้ถือว่าสวนคุณสุชาติเป็นสวนชวนชมขนาดกลางของเมืองไทย

การขยายพันธุ์ชวนชมทำได้หลายวิธี ทั้งการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การชำกิ่ง การเสียบยอด เป็นต้น สำหรับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านปักษ์นี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงวิธีการขยายพันธุ์ของชวนชม เพียง 2 วิธี ดังต่อไปนี้

วิธีการเขี่ยเกสรดอกชวนชม เมื่อได้เมล็ด จึงนำไปเพาะ

ดอกชวนชมเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ภายในดอกบานจะเห็นรยางค์ของเกสรตัวผู้ 5 เส้น ยื่นออกมา ถ้าเด็ดกลีบดอกออกจะเห็นรยางค์ได้ชัด เกสรตัวผู้จะอยู่ตรงโคนรยางค์ เกสรทั้ง 5 จะห่อรวมกันเป็นรูปโดม ส่วนเกสรตัวเมียจะถูกเกสรตัวผู้หุ้มไว้ด้านใน โดยปกติแล้วชวนชมจะติดฝักยากเพราะเกสรตัวเมียถูกหุ้มอยู่ด้านใน ต้องมีแมลงคลานเข้าไปถึงจึงจะมีการผสมเกสรเกิดขึ้น ก่อนที่จะผสมเกสรให้ฉีกกลีบดอกพ่อพันธุ์ออก จะได้เขี่ยเกสรง่ายๆ ดอกพ่อแม่พันธุ์ควรจะบานแล้ว 2-3 วัน และควรมีดอกคนละสี หรือมีลักษณะกลีบดอกต่างกัน จะทำให้ได้ลูกผสมที่ต่างจากพ่อแม่ออกไป จากนั้นดึงเกสรตัวผู้ออก แล้วบีบโคนดอกเบาๆ เพื่อที่จะทำให้โดมเกสรตัวผู้แยกออกได้เหมือนกัน โดยใช้พู่กันเล็กๆ มาเขี่ยเอาละอองเกสรตัวผู้ ก่อนที่จะเอาไปป้ายที่ดอกแม่พันธุ์ให้ฉีกกลีบดอกออกนิดหนึ่งเพื่อที่จะง่ายต่อการป้ายเกสร ดึงเกสรตัวผู้ออกมาแล้วเด็ดเอาเกสรตัวผู้ออก แล้วบีบให้โดมเกสรตัวผู้ที่มีตัวเมียอยู่ด้านในเปิดออก จากนั้นเอาพู่กันที่มีละอองเกสรตัวผู้มาป้ายที่เกสรตัวเมียเลย หรือจะทำแบบเด็ดกลีบดอกออกก็ได้ เมื่อเกสรผสมติดแล้วกลีบดอกจะร่วงหล่นไป เหลือกลีบเลี้ยงและรังไข่ที่จะเจริญต่อไปเป็นเมล็ด แต่ถ้าผสมไม่ติด ดอกจะร่วงรวมทั้งกลีบเลี้ยงด้วย เมื่อผสมติดแล้วจากนั้นจะค่อยๆ เจริญเป็น 2 แฉก จะเห็นฝักชวนชมเป็น 2 แฉก รอจนฝักแก่และแตกออกก็สามารถเอาเมล็ดมาเพาะได้

วิธีการขยายพันธุ์แบบนี้ เหมาะสำหรับการหาสายพันธุ์ที่แปลกใหม่ การเพาะเมล็ดจากต้นที่ผสมพันธุ์ อาจจะได้ต้นที่ดีกว่าพ่อแม่ หรืออาจจะได้ต้นที่คุณสมบัติที่ไม่ดีเท่า

ขั้นตอนและวิธีการขยายพันธุ์ชวนชมโดยวิธีเสียบยอด เหมาะสำหรับต้นพันธุ์ที่นิ่งแล้ว ขยายพันธุ์เพื่อให้ได้จำนวนต้นเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นด้วยการเลือกชวนชมสายพันธุ์ฮอลแลนด์ที่แข็งแรง และปลอดจากการติดโรค ขนาดลำต้นประมาณ 1.5 นิ้ว จากนั้นเลือกกิ่งเสียบที่ดูแข็งแรง ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร หรืออย่างน้อยต้องมีตาสำหรับให้แตกกิ่ง โดยตัดปลายให้ตรงกับตำแหน่งที่มีตา เพราะชวนชมจะแตกกิ่งใหม่ที่ตา โดยให้มีขนาดเล็กกว่าต้นที่ใช้เป็นหัว โดยใช้มีดที่คม บาง และปลอดเชื้อตัดให้ตรงกับตำแหน่งตา ตัดลำต้นแนวราบให้สูงขึ้น จากพื้นดินพอประมาณ แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน ในที่แห้ง เพื่อป้องกันการเน่า ต่อไปก็บากลำต้นเป็นรูปตัววี (V) ลึก 1.5-2 เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม จากนั้นนำกิ่งพันธุ์มาตัดปลายกิ่งให้เป็นลิ่มพอดีกับรอยบากรูปตัววี ริดใบออกให้เกือบหมด เหลือไว้ 1-2 ใบ ก็พอ โดยใช้กรรไกรตัดออกห่างจากข้อกิ่งครึ่งเซนติเมตร แล้วปล่อยให้ขั้วใบหลุดร่วงลงไปเอง เพื่อป้องกันการคายน้ำ จากนั้นหุ้มโดยรอบด้วยพลาสติคใสหรือเทป เพื่อป้องกันการติดเชื้อและกันน้ำซึมเข้าไปในรอยต่อ เสร็จแล้วใช้ปูนแดงทาปิดที่ส่วนบนของยอดรอยตัดของกิ่งพันธุ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ใช้ถุงพลาสติคหุ้มที่ปลายกิ่งให้คลุมทั้งรอยต่อ หรือคลุมทั้งกระถางเพื่อรักษาความชื้นให้คงที่ และรดน้ำวันละครั้งตามปกติ วางต้นชวนชมดอกซ้อนในที่ที่แดดไม่จัด จะเปิดถุงออกเมื่อครบ 7-10 วัน จากนั้นอีกประมาณ 20-30 วัน รอยต่อจะประสานกันพอดีให้แกะพลาสติคใสหรือเทปใสออก หลังจากนั้นก็สามารถนำไปขายได้

เทคนิคการผสมเกสร

ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการจะผสมเกสร (เขี่ยเกสร) ได้ตั้งแต่ 07.00-10.00 น. เป็นช่วงที่น้ำค้างเริ่มแห้งจากดอกหมดพอดี ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่าเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจะสุกไม่พร้อมกัน โดย 1-3 วันแรก ตั้งแต่ดอกเริ่มบาน เกสรตัวผู้จะพร้อมผสมพันธุ์ และมีให้เห็นเยอะมาก ถ้าใช้สายโทรศัพท์เขี่ยดู หลังจากวันที่ 3 ผ่านไปแล้ว เกสรตัวผู้จะน้อยลงและไม่ค่อยสมบูรณ์ ถ้าเขี่ยได้ เปอร์เซ็นต์ติดฝักจะน้อยมาก จึงควรเขี่ยช่วง 1-3 วันแรก ส่วนเกสรตัวเมียจะพร้อมและสมบูรณ์ ช่วงวันที่ 3-5 นับตั้งแต่ดอกเริ่มบาน ถ้านานวันเกินไป เกสรตัวเมียจะฟ่อไม่ติดฝัก (ไม่ต้องเด็ดดอกออกมาฉีกหาเกสรตัวผู้หรอกครับ เด็ดหมดแล้วจะเอาดอกไหนเป็นแม่พันธุ์ละครับ) ถ้าเป็นดอกซ้อนอาจจะต้องฉีกกันบ้างเพราะมีหลายชั้น นี่เป็นเคล็ดลับของอาจารย์คนแรกผมเลยครับ คุณชาตรี ไทรประเสริฐศรี "สวนเจริญเฟื่องฟ้า" เปอร์เซ็นต์ติด 90%

เริ่มขั้นตอนที่ 1 เลยครับ ผมจะใช้สายโทรศัพท์ ดัดปลายงอเหมือนไม้แคะหู 2 อันเลย

ขั้นตอนที่ 2 ใช้ปลายลวดเขี่ยเข้าไป แล้วค่อยๆ ดึงขึ้นมา

ดังขั้นตอนที่ 3 จะพบเกสรตัวผู้เป็นสีขาวปุยๆ ต้องหาให้เจอนะครับ ไม่ได้มีทุกดอก ไม่เจอก็พยายามต่อไปครับ

ขั้นตอนที่ 4 สำคัญมากครับ เป็นเทคนิคของผมเองได้ผลดีมาก "ใช้ปลายลวดอีกอันหนึ่ง เขี่ยเข้าไปในช่องอับของตัวเมีย เพื่อนำร่องก่อน ตามภาพเลยครับ เพราะถ้าเราไม่นำร่องก่อน จะเกิดปัญหาคือ เวลาจะเอาเกสรตัวผู้ที่ได้มา ใส่เข้าไปในอับเกสรตัวเมีย ก็จะติดอยู่ภายนอกไม่ยอมเข้าไป แต่ถ้าเราใช้ปลายลวดอันที่ 1 (ที่ไม่มีเกสรตัวผู้) นำร่องเข้าไปก่อน อับเกสรตัวเมียจะเปิดออกเป็นช่อง คราวนี้ก็ง่ายแล้ว ให้เอาปลายลวดอันที่ 2 (ที่มีเกสรตัวผู้ติดอยู่) ใส่เข้าไปในช่องที่มีรอยแยกแล้วดึงขึ้นเบาๆ ดึงขึ้นให้สุด "รยางค์" ที่เราเห็นเป็นเส้นๆ สีชมพู นั่นแหล่ะครับอีกครั้ง เกสรตัวผู้จะติดและร่วงหล่นอยู่ภายใน และจะผสมกลับเกสรตัวเมียเอง (เกสรตัวเมียจะอยู่ล่างสุดของโคนดอก)

ขั้นตอนที่ 5 เขียนชื่อว่า ผสมอะไรกับอะไรไว้กันลืม

ขั้นตอนที่ 6 ทุกอย่างโอเค ติดฝักแน่นอน รอเวลาฝักแก่ก็นำมาเพาะได้ ที่สำคัญ เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียต้องเป็นคนละดอกกัน ดอกเดียวกันผสมกันเองจะไม่ติดน่ะครับ เพราะช่วงเวลาไม่ตรงกัน

ไม่เข้าใจโทร. (086) 629-7880 ได้ทุกวัน หรือแวะมาเที่ยวที่ "สวนสุชาติ" ก็ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ

ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 1:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ธงชัย พุ่มพวง

วิธีการผสมเกสรอินทผลัมให้ได้ผลผลิตสูง ที่ไชยปราการ

จากที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นนิตยสารเกษตรฉบับแรกที่ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของอินทผลัมรับประทานผลสดรายแรกของเมืองไทย ประมาณปี 2549 ของ คุณศักดิ์ ลำจวน หรือบ้านสวนโกหลัก ที่ได้ค้นพบและผสมพันธุ์จนได้ลักษณะประจำพันธุ์ที่แน่นอน พร้อมทั้งตั้งชื่อพันธุ์ใหม่นี้ว่า KL.1 (แม่โจ้ 36) ลำต้นเล็กคือปลูกเพียง 3 ปี ก็ให้ผลผลิต ผลดกโต รสชาติกรอบหวานมัน เนื้อมาก เมล็ดเล็ก รับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสด เก็บไว้รับประทานได้นาน ไม่ต้องนำไปแปรรูป เพียงแต่วางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ ผลอินทผลัมจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลด้วยตัวเอง หรือสามารถปลูกเป็นไม้ประดับหรือเป็นไม้มงคลได้

ตั้งแต่นั้นจนถึงบัดนี้ มีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก สั่งซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมไปปลูกหลายจังหวัดทั่วประเทศ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกอินทผลัมทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่นำมาจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปมารับประทาน ตลอดจนประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย สั่งซื้อพันธุ์อินทผลัมเข้าไปปลูกเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่เนื่องจากการปลูกอินทผลัมนั้น จำเป็นต้องปลูกหลายต้น เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่มีเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้นกัน ต้นเพศเมียจะต้องได้รับการผสมเกสร โดยธรรมชาติจะผสมจากการถูกลมพัดเกสรตัวผู้ไปหาเกสรตัวเมีย หรือเกิดจากเกสรตัวผู้ติดไปกับขาและปีกของผึ้งไปผสมตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยการผสมเกสรตัวเมียด้วย

ด้วยความเป็นห่วงต่อเกษตรกรที่ซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมไปปลูกแล้วได้ผลผลิตน้อย คุณศักดิ์ ลำจวน จึงใคร่ขอแนะนำการช่วยผสมเกสรคือ เมื่อเกสรตัวผู้ออกช่อและแก่เต็มที่แล้ว ควรใช้ถุงพลาสติคครอบที่จั่นเกสรตัวผู้ทั้งหมด แล้วเขย่าให้เกสรหล่นลงในถุงพลาสติค ละอองเกสรตัวผู้จะมีสีขาวออกเหลือง ลักษณะเป็นผงคล้ายแป้งมัน จากนั้นจึงนำไปผสมกับช่อเกสรตัวเมีย หากในช่วงนั้นเกสรตัวเมียยังไม่แก่จัดหรือยังไม่ออก เราสามารถเก็บละอองเกสรตัวผู้นี้ไว้ในตู้เย็นได้นานหลายเดือน ในการผสมเกสรตัวผู้ให้กับช่อดอกตัวเมีย ทำได้โดยใช้ช้อนชาตักเกสรตัวผู้ประมาณครึ่งช้อนชา เทลงในถุงพลาสติคขนาดเล็กที่สามารถครอบจั่นของช่อดอกตัวเมียได้ จากนั้นจึงนำถุงพลาสติคเล็กที่มีละอองเกสรตัวผู้นั้น ครอบทั้งจั่นช่อดอกเพศเมีย เขย่าถุงไปมา จะทำให้ละอองเกสรเพศผู้ปลิวไปติดละอองเกสรเพศเมีย ซึ่งจะมีเมือกเหนียวที่บริเวณเกสรเพศเมีย ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการช่วยผสมเกสรนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จะเกิดเป็นตุ่มเล็กๆ สีเขียว หลังจากช่วยการผสมพันธุ์แล้ว ระยะต่อไปจะเจริญเติบโตเป็นผลอินทผลัมรับประทานได้ภายใน 5-7 เดือน ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละต้น ควรช่วยผสมเกสรตัวเมียแบบนี้ทุกๆ จั่น รับรองว่าได้ผลผลิตที่ดกจำนวนมาก แต่หากปล่อยให้ติดผลมากเกินไป จะได้ผลที่เล็ก ควรตัดแต่งผลบ้าง เพื่อจะได้ผลที่ใหญ่มากขึ้น

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บ้านสวนโกหลัก เลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 50320 โทรศัพท์ (053) 457-081, (089) 855-9569 หรือ www.intapalum.com


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 1:04 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

มะละกอปากช่อง 2 งานเด่น...ใช้เวลาวิจัยนานกว่าทศวรรษ *

มะละกอ เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานผลสุกทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ในต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอที่มีผลขนาดเล็ก มีน้ำหนักต่อผลไม่เกิน 600 กรัม จากมูลค่าการค้ามะละกอในปี 2543 มูลค่าการค้ารวมของโลกอยู่ที่ 3,816 ล้านบาท ปี 2547 มูลค่าการค้ามะละกอได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,348 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการเพิ่มขึ้นแต่ละปีประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีการส่งออกมะละกออันดับหนึ่งคือ เม็กซิโก มีมูลค่าการค้า 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด อันดับสองคือ มาเลเซีย 25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ประเทศอื่นๆ ได้แก่ บราซิล และสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยมีการผลิตมะละกอเพื่อส่งออกโดยตรงยังมีน้อย และพันธุ์ที่ปลูกส่วนมากเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่ จึงไม่เหมาะสำหรับตลาดต่างประเทศ

มะละกอ นอกจากใช้บริโภคเป็นอาหารในชีวิตประจำวันแล้ว ผลของมะละกอดิบและสุก และส่วนของยางยังใช้เป็นประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมได้อีกหลายๆ ด้าน เช่น เมื่อมะละกอดิบ สามารถไปทำมะละกอเชื่อม แช่อิ่ม ดองเค็ม หรือใช้ในโรงงานปลากระป๋อง ผลมะละกอสุกสามารถใช้ทำน้ำผลไม้ ซอส ผลไม้กระป๋อง แยม ลูกกวาด และมะละกอผล เปลือกมะละกอใช้ทำอาหารสัตว์ หรือสีผสมอาหาร ยางมะละกอใช้ในโรงงานผลิตเบียร์ ผลิตน้ำปลา อาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมเคมีและเครื่องสำอาง เป็นต้น

สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงพัฒนาพันธุ์มะละกอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เริ่มต้นจากการนำมะละกอสายพันธุ์ซันไลท์ จากประเทศไต้หวัน มาปลูกและคัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ต้องการ ทำการผสมตัวเองและปลูกคัดเลือกอยู่ 5 ชั่วอายุ จนได้สายพันธุ์ที่ไม่กระจายตัว แล้วปลูกขยายเมล็ดโดยวิธีผสมเปิดในหมู่เดียวกันอีก 2 ครั้ง

ได้สายพันธุ์ค่อนข้างบริสุทธิ์และมีลักษณะตามที่ต้องการ เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมให้ปลูกเป็นการค้า ให้ชื่อว่า มะละกอพันธุ์ ?ปากช่อง 1?

ลักษณะประจำพันธุ์ มีลำต้นสีเขียวปนม่วงเล็กน้อย ใบมี 7 แฉกใหญ่ กว้าง 50-60 เซนติเมตร ยาว 45-50 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวปนม่วงยาว 70-75 เซนติเมตร อายุ 8 เดือน ก็เริ่มเก็บผลได้ มีน้ำหนักผล 350 กรัม เนื้อสีส้มหนา 1.8 เซนติเมตร เมื่อสุกเนื้อไม่เละ มีรสหวาน กลิ่นหอม เปอร์เซ็นต์ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ ในระยะเวลา 18 เดือน จะให้ผลผลิตต้นละ 30-40 กิโลกรัม ค่อนข้างทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 เริ่มผสมมะละกอพันธุ์แขกดำ+พันธุ์ปากช่อง 1 คัดเลือกลักษณะดีไว้ 3 สายพันธุ์ ที่มีขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์ปากช่อง 1 เนื้อสีส้มแดง รสชาติดี เนื้อไม่เละ น่าจะเป็นพันธุ์การค้าที่ส่งเสริมการผลิตเพื่อออกสู่ตลาดต่อไป

มะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ได้คือ พันธุ์ปากช่อง 2

วิธีการผสมพันธุ์ (Hybridization)
สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ (พันธุ์แม่) และพันธุ์ปากช่อง 1 (พันธุ์พ่อ) โดยผสมที่สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2540 นำผลมาผ่าเอาเมล็ดเพาะในถุงพลาสติค

วิธีการคัดเลือกพันธุ์ (Selection Trial)
คัดเลือกพันธุ์มะละกอลูกผสมปากช่อง 2 ที่สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2549 ดังนี้

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 1 (Seedling Selection) ทำเมล็ดจากมะละกอที่ผสม เพาะในถุงพลาสติคดำ ขนาด 3" x 5" ปลูกลงแปลงได้ จำนวน 26 แถว แถวละ 21 หลุม ปลูกหลุมละ 3 ต้น โดยปลูกลงแปลง หลังจากเพาะเมล็ดได้ 1 เดือน หลังจากปลูก 8 เดือน เก็บผลผลิต คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2541-2542

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 2 ดำเนินการที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2542-2543 โดยปลูกสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ สายพันธุ์ละ 2 แถว แต่ละแถวมี 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น แล้วคัดเลือกให้เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ต้นเดียว คัดเลือกหลังจากปลูก 8 เดือน นำไปปลูกคัดเลือก โดยการเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้น

การคัดเลือกพันธุ์ปีที่ 3 ดำเนินการที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2543-2544 โดยปลูกสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้ 3 สายพันธุ์ สายพันธุ์ละ 2 แถว แต่ละแถวมี 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น แล้วคัดเลือกให้เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ต้นเดียว คัดเลือกหลุมจากปลูก 8 เดือน นำเมล็ดไปเพาะปลูกคัดเลือก ในปีที่ 4 เหมือนกับปีที่ 3 ในปี พ.ศ. 2544-2545

การคัดเลือกพันธุ์ในปีที่ 5, 6 และ 7 เป็นการคัดเลือกพันธุ์มาตรฐาน ที่สถานีวิจัยปากช่อง ในปี พ.ศ. 2546-2549 โดยปลูกพันธุ์ละ 2 แถว แถวละ 20 หลุม หลุมละ 3 ต้น เมื่อออกดอกจะตัดต้น เหลือต้นสมบูรณ์เพศไว้ 1 ต้น และปลูกเปรียบเทียบกับมะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 กับสายพันธุ์มะละกอลูกผสมที่คัดเลือกไว้

ทำการศึกษาลักษณะต่างๆ ของมะละกอดังนี้ ลักษณะของใบและก้านใบ วัดความยาวของใบ วัดความกว้างของใบ วัดความยาวของใบ วัดสีของใบ ถ่ายรูป ลักษณะภายนอกและภายในของผลศึกษาน้ำหนักผล รูปร่างผล โดยวัดความกว้างและความยาวของผล สีผิวของผลภายนอก เมื่อดิบและสุก ความหนาเนื้อโดยผ่าตรงส่วนที่กว้างที่สุด น้ำหนักเนื้อ น้ำหนักเปลือก น้ำหนักเมล็ด โดยชั่งเป็นกรัม สีของเนื้อเมื่อสุก เปอร์เซ็นต์ Total Soluble Solids (%TSS) การชิมรส โดยให้คะแนนตามเกณฑ์

ทำการศึกษาที่สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2540-2549

ผลการศึกษา
1. การผสมพันธุ์ สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์พ่อ โดยวิธีการผสมด้วยมือ หลังจากนั้นเก็บผลผลิตเอาเมล็ดมาเพาะในถุงพลาสติคดำ ขนาด 3"x5" คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงได้ 26 แถว แถวละ 21 ต้น จำนวน 3 ต้น ต่อหลุม หลังจากปลูก 4 เดือน คัดต้นที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศเหลือเพียง 1 ต้น ศึกษาลักษณะลูกผสมเพื่อคัดเลือกลักษณะดีได้ตามต้องการ ที่ออกดอกและติดผล หลังจากปลูก 8 เดือน คู่ผสมที่ดีที่คัดไว้คือ 11-19, 12-21 และ 13-19 โดยมีคุณภาพของผลที่ดี มีเนื้อหนา สีส้มและรสชาติดี

2. การคัดเลือกสายพันธุ์ดี หลังจากปลูกทดสอบพันธุ์ในแปลง มีสายพันธุ์ที่ดีให้ผลผลิตมีคุณภาพและผลผลิตสูง คือสายพันธุ์ 11-19, 12-21 และ 13-19 โดยสายพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) ให้ผลผลิตดีที่สุด และทดสอบพันธุ์กับพันธุ์ปากช่อง 1 รวมเวลา 4 ปี พบว่า ผลผลิตของสายพันธุ์ 12-21 (ปากช่อง 2) ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ปากช่อง 1 10 กิโลกรัม ต่อต้น หลังจากปลูก 18 เดือน

จากการศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ของใบและผลของมะละกอลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 และพ่อแม่พันธุ์ของลูกผสม ดังนี้ คือ ความกว้างของใบ พบว่ามะละกอพันธุ์แขกดำและลูกผสมปากช่อง 2 (12-21) มีความกว้างของใบใกล้เคียงกัน คือ 88.00 เซนติเมตร และ 87.50 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์ปากช่อง 1 มีความกว้างของใบ 74.50 เซนติเมตร จึงแตกต่างทางสถิติกับพันธุ์แขกดำ และลูกผสมพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) ความยาวของใบ พบว่ามะละกอพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีความยาวของใบมากที่สุด 67.50 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์แขกดำ 59.00 เซนติเมตร น้อยที่สุดคือ พันธุ์ปากช่อง 1 49.00 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติทั้ง 3 พันธุ์ ความยาวของก้านใบ พบว่ามะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 มีความยาวของก้านใบมากที่สุด 92.00 เซนติเมตร รองลงมาคือพันธุ์แขกดำ และลูกผสมปากช่อง 2 (12-21) มีความยาวเท่ากัน คือ 85.00 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติกับพันธุ์ปากช่อง 1 สีของใบมะละกอทั้ง 3 พันธุ์ อยู่ในกลุ่มสีเขียว พันธุ์ปากช่อง 1 พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) Green group 139 A พันธุ์แขกดำ Green group 139 A

ลักษณะภายนอกและภายในผล น้ำหนัก พบว่ามะละกอพันธุ์แขกดำมีน้ำหนักมากที่สุด 2,050 กรัม รองลงมาคือพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) 1,100 กรัม และพันธุ์ปากช่อง 1 ตามลำดับ มีความแตกต่างทางสถิติทั้งสามพันธุ์ สีผิวผลภายนอกเมื่อสุก พันธุ์แขกดำ พันธุ์ปากช่อง 1 และพันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) อยู่ในกลุ่ม Yellow Orange group มีสีเหลืองส้ม ไม่แตกต่างกันความหนาเนื้อพบว่า พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีความหนาเนื้อมากที่สุด 3.00 เซนติเมตร รองลงมาคือ พันธุ์แขกดำ 2.60 เซนติเมตร พันธุ์ปากช่อง 1 2.45 เซนติเมตร มีความแตกต่างทางสถิติ แต่พันธุ์แขกดำ และพันธุ์ปากช่อง 1 ไม่มีความแตกต่างทางสถิติระหว่างกัน สีเนื้อสุกทุกพันธุ์อยู่ในกลุ่มสีส้มแดง Orange Red group ไม่มีความแตกต่างกัน เปอร์เซ็นต์ Total soluble solid (%TSS) พบว่า พันธุ์ปากช่อง 1 มีเปอร์เซ็นต์ Total soluble solid (%TSS) มากที่สุด 14.5 Brix พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) 14 Brix และพันธุ์แขกดำ 11 Brix

ลักษณะสายพันธุ์ ปากช่อง 2 (12-21) ใบมี 7 แฉก ใบสีเขียวเข้ม ใบกว้าง 85-70 เซนติเมตร ใบยาว 66-70 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวยาว 80-89 เซนติเมตร น้ำหนักผลดิบ 1,000-1,200 กรัม น้ำหนักผลสุก 900-1,100 กรัม สีผิวผลสุกสีเหลือง สีเนื้อสุกสีส้มแดง ความหนาเนื้อประมาณ 3 เซนติเมตร น้ำหนักเนื้อ 810 กรัม น้ำหนักเปลือก 50 กรัม น้ำหนักเมล็ด 40 กรัม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เนื้อ เปอร์เซ็นต์เปลือก เปอร์เซ็นต์เมล็ด ความหนาเปลือก 0.16 เซนติเมตร ความหวาน 15 องศาบริกซ์ กลิ่นหอมรสชาติดี หลังจากปลูก 8 เดือน ให้น้ำหนักผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ค่อนข้างทนต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน



สรุป

1. สายพันธุ์มะละกอปากช่อง 2 เป็นลูกผสมของพันธุ์มะละกอแขกดำกับพันธุ์ปากช่อง 1 โดยทำการผสมพันธุ์ที่สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 คัดเลือกและทดสอบจนสิ้นสุดการทดลองเมื่อ พ.ศ. 2549

2. การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ ได้ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ 11-19, ปากช่อง 2 (12-21) และ 13-19

3. พันธุ์ที่มีลักษณะดี คือ พันธุ์ปากช่อง 2 (12-21) มีลักษณะผลขนาดปานกลาง น้ำหนักผลดี ขนาด 1,000-1,200 กรัม เนื้อสีส้มแดง หนา ความหวานประมาณ 15 องศาบริกซ์ การเก็บเกี่ยวหลังจากปลูก 18 เดือน ได้น้ำหนักผลผลิต 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น ค่อนข้างทนต่อโรคใบจุดวงแหวน

คุยกับนักวิจัยมะละกอ......คุณรักเกียรติ ชอบเกื้อ
คุณรักเกียรติ ชอบเกื้อ นักวิชาการเกษตร 8 (ชำนาญการ) นักวิจัยมะละกอ เล่าว่า เมื่อก่อนปากช่องคือแดนมะละกอ เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ผลผลิตที่ได้ส่งไปจำหน่ายภาคอีสาน รวมทั้งภูมิภาคอื่น สายพันธุ์ที่ปลูกมีแขกดำ แขกนวล รวมทั้งพันธุ์ปากช่อง 1 ช่วงที่ปลูกกันมากๆ คือช่วงปี 2530-2535 ราวๆ นี้ ต่อมามีโรคระบาด จึงมีการย้ายถิ่นปลูก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

เมื่อความนิยมปลูกมะละกอลดลง มะละกอพันธุ์ปากช่อง 1 ก็มีปลูกน้อยลง ขณะเดียวกันก็มีการวิจัยพันธุ์ใหม่ให้มีจุดเด่นกว่าเดิม จนได้มะละกอพันธุ์ปากช่อง 2 ทุกวันนี้ ยังไม่ได้เผยแพร่ แต่ใครสนใจก็โทรศัพท์ไปพุดคุยเป็นกรณีพิเศษได้

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงมะละกอมานาน คุณรักเกียรติให้ความเห็นว่า มะละกอเป็นพืชที่น่าปลูก เพราะหากปัจจัยเหมาะสม จะสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ต่างจากพืชอื่น เช่น ลำไย เก็บผลผลิตได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น แต่งานปลูกมะละกอ ต้องมีทุน มีปัจจัยอื่นๆ แต่ที่สำคัญคือ แหล่งน้ำ

?งานปลูกมะละกอหากมีน้ำราวเดือนมกราคมปลูกลงแปลง ไปเก็บเกี่ยวได้กลางฝนและปลายฝนไปแล้ว หากเป็นมะละกอสุกออกมาช่วงผลไม้อื่นไม่มีแล้ว มะม่วง เงาะ และทุเรียน หมดไปแล้ว แหล่งปลูกที่เหมาะสมหากเป็นที่แห้งแล้งแล้วมีน้ำจะดีมาก อย่างเมืองกาญจน์ หรือที่ปากช่อง ที่แล้งทำให้เนื้อมะละกอแน่น รสชาติหวาน แต่ที่แห้งแล้งมีน้ำหายาก ข้อเสียของที่แล้งอาจจะมีปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ทางเขตฝนชุกอย่างทางใต้ ทางมาเลเซีย มีความชื้นปัญหาเพลี้ยไฟน้อย แต่ก็เจอปัญหาเรื่องโรคเน่า?

คุณรักเกียรติเล่า และบอกต่ออีกว่า
มะละกอปากช่อง 2 อาจจะมีข้อด้อยตรงที่การติดผลแรกอยู่เหนือระดับดินสูงเกินไปนิดหนึ่ง ติดผลสูงจากดินราว 1 เมตร อาจจะแก้โดยการใส่ปุ๋ย การติดผลจากดินสูง ทำให้ต้นสูงเร็ว มะละกอปากช่อง 2 เป็นพันธุ์กินสุก ทำส้มตำเนื้อเหนียว โอกาสต่อไปคงผสมให้ได้ผลเล็กลง จะได้ความหวานมากขึ้น มะละกอผลยิ่งเล็กยิ่งหวาน วิธีการบริโภคของคนเราเปลี่ยนไป เมื่อก่อนชอบผลใหญ่ๆ ในเมืองครอบครัวเล็กลง มี 2-3 คน ต่อครอบครัว นิยมมะละกอผลเล็ก ต่างจากสังคมชนบท ที่ครอบครัวหนึ่งอาจจะมีหลายคน มะละกอต้องผลใหญ่ จึงจะแจกจ่ายพอกันกิน?

คุณรักเกียรติ บอกว่า ในประเทศไทยส่วนใหญ่ปลูกมะละกอได้ ยกเว้นพื้นที่ดินเค็ม มะละกอไม่ชอบ ทางนครราชสีมามีหลายอำเภอที่ดินเป็นเกลือ ทางทุ่งกุลาร้องไห้ก็มีหลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม

คุณรักเกียรติ เข้าทำงานที่สถานีวิจัยตั้งแต่ปี 2526 ช่วยงานวิจัยของ อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ มานาน ส่วนมะละกอปากช่อง 2 วิจัยมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน

งานอื่นๆ ที่ถือว่ามีคุณค่ามาก ที่คุณรักเกียรติทำอยู่ คือปรับปรุงพันธุ์อะโวกาโด

สำหรับงานวิจัยพันธุ์มะละกอ คงมีอะไรแปลกใหม่ออกมาให้เห็นเพิ่มเติมอย่างแน่นอน


อนึ่ง ทีมงานวิจัย นอกจากคุณรักเกียรติแล้ว ยังประกอบด้วย อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ อาจารย์องอาจ หาญชาญเลิศ อาจารย์พินิจ กรินท์ธัญญกิจ และ อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส

สำหรับผู้สนใจ ถามไถ่ได้ที่ สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 164 หมู่ที่ 3 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130 โทร. (044) 311-796


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 28/03/2010 7:23 pm, แก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 3:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เกษตรกรดีเด่น.....ศีล มติธรรม

เกษตรกรดีเด่น-ปราชญ์อีสาน จันทร์ที ประทุมภา แนะเทคนิคปลูกผักหวานป่า

ทุกวันนี้ผู้คนหันมานิยมรับประทานผักหวานป่ากันมากขึ้นเรื่อยๆ แค่เมนูผัดกับน้ำมันหอยแล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็เอร็ดอร่อยยิ่งนัก แต่ใช่จะหารับประทานได้ง่ายๆ ผิดกับผักหวานบ้าน ซึ่งปลูกกันทั่วไป สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ถ้าเลือกได้เชื่อว่าหลายคนคงเลือกผักหวานป่ามากกว่า

วันก่อนสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เชิญเข้าร่วมสื่อมวลชนสัญจรโครงการเฉลิมพระเกียรติ "วิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" โดยพาไปชมไร่นาสวนผสมของ "คุณลุงจันทร์ที ประทุมภา" เกษตรกรดีเด่น ผู้ชนะเลิศการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2550 อยู่ที่บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา และเป็นปราชญ์อีสานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการเกษตรให้แก่ผู้สนใจที่มาศึกษาดูงาน

ทั้งนี้ ที่บ้านของคุณลุงจันทร์ทีได้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎีใหม่ ปีหนึ่งๆ มีผู้คนจากทั่วประเทศมาศึกษาดูงานหลายพันคน และตัวคุณลุงจันทร์ทีเองก็ได้รับประกาศนียบัตรยกย่องคุณงามความดีจากหลายหน่วยงานของภาครัฐ

สมัยก่อนคุณลุงจันทร์ทีเป็นคนร่ำรวยคนหนึ่ง มีที่ดินเยอะแยะ แต่เมื่อใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวังฐานะก็ค่อยๆ แย่ลงๆ จนกระทั่งได้ค้นพบเส้นทางชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"เมื่อก่อนผมเป็นคนมีฐานะดีพอสมควร ชาวบ้านนับหน้าถือตา มาช่วงหนึ่งเกิดวิกฤตวิ่งตามกระแสถูกหลอกจนหมดตัว และผมทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดทุนล้มละลาย หลังจากนั้น ได้ศึกษาแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง ซึ่งพระองค์ท่านเน้นว่าต้องพยายามทำให้พอดีกับฐานะตัวเอง ลดรายจ่ายให้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ และศึกษาหาความรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้รู้ว่าการทำเกษตร ถ้าจะอยู่รอดต้องพึ่งตนเอง และพึ่งกันเองในชุมชนให้มากที่สุด"

สำหรับหลักการพึ่งตนเองนั้น ฟังดูง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริง และต้องวางแผนให้ดีก่อนลงมือทำ โดยอาจจะต้องทำเป็นขั้นเป็นตอนอย่างที่คุณลุงจันทร์ทีแนะนำ "ครั้งแรกไม่มีทุนเลย ต้องปลูกพืชผักสวนครัวไม้ผลไม้ยืนต้นให้ครบวงจร รายจ่ายอยู่ตรงไหนต้องคุมให้ได้ รายจ่ายก็คือ อาหาร เมื่อซื้อผักกินก็ต้องปลูกผัก ซื้อปลาก็ต้องเลี้ยงปลา ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำเอง

ในครอบครัวต้องวางแผนปรึกษาร่วมกัน ผมเริ่มขุดสระด้วยมือ ขนาด 2 งาน แล้วทำบัญชีครัวเรือน ซื้ออะไรก็ปลูกอย่างนั้นเพื่อลดรายจ่าย และทำปุ๋ยใช้เอง การทำปุ๋ยคือการไถกลบตอซังแล้วหว่านปุ๋ยพืชสด พอกำลังงามขึ้นก็ไถกลบแล้วปลูกข้าว ผมทำตรงนี้ได้รูปธรรมชัดเจนมาก ค่อยๆลดปุ๋ยเคมีลง จนไม่ต้องใช้เลย หลังๆ แค่ไถกลบตอซังอย่างเดียวข้าวก็งามแล้ว

สอง ลดต้นทุนในการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เก็บเกี่ยว เราต้องศึกษาหาความรู้ให้ชัดเจน ทำได้แล้วก็ขยายผลต่อไป

อย่างผมทำทุกวันนี้ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ สอนเกษตรกรที่จะลดรายจ่ายในการขยายพันธุ์พืช เพาะเมล็ด ติดตา ทาบกิ่ง ฯลฯ ถ้าทำตรงนี้ได้จะลดรายจ่ายมาก นอกจากนี้ ก็ปลูกไม้ยืนต้นสารพัดในพื้นที่ไร่นาของเรา

ต่อไปก็ลดรายจ่ายในการเลี้ยงสัตว์ ทำบ่อปลา โดยการขยายพันธุ์ปลา เพาะปลาเอง ขายตัวละ 1 บาท เพาะปลาได้แล้วถ้าเรายังซื้อหัวอาหารอยู่ ก็ลดรายจ่ายไม่ได้ วัตถุดิบนั้นก็มาจากเกษตรกรทั้งนั้น มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ ที่ไปบดเป็นหัวอาหาร"

ในที่ดินของคุณลุงจันทร์ที จำนวน 22 ไร่นั้น มีต้นไม้หลากหลาย จริงๆ ทุกต้นล้วนมีคุณค่ามีคุณประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างเช่นสมุนไพรต่างๆ ซึ่งจะมีป้ายบอกไว้เสร็จสรรพ มีพืชผัก มีผลไม้นานาชนิด มีบ่อปลา 10 บ่อ มีนาข้าว มีคอกเลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ด และเลี้ยงไก่ เรียกว่าถ้ามาบ้านคุณลุงจันทร์ทีแล้วอิ่มท้องได้หลายมื้อ

การปลูกพืชผักผลไม้ทั้งยืนต้นและล้มลุก การเลี้ยงปลาและเลี้ยงสัตว์ เป็นสูตรสำเร็จของการทำไร่นาสวนผสม เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์

จุดเด่นที่สำคัญของสวนคุณลุงจันทร์ทีอีกอย่างคือ ผักหวานป่า ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นปลูกเพาะกล้าขายและเก็บยอดขายจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำนั้น คุณลุงจันทร์ทีก็ลองผิดลองถูกมาพอสมควร กระทั่งได้ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่า

"จุดเด่นของศูนย์เรียนรู้ตรงนี้คือ ผักหวานป่า ทุกคนบอกว่าปลูกยากมาก แต่ก่อนผมปลูกผักหวาน 100 ต้น ตาย 100 ต้น ผมจึงค้นคว้าทำวิจัยเรื่องนี้ เทคนิคคือต้องให้มีเพื่อนมีพืชพี่เลี้ยง ดินต้องมีขยะใบไม้ทับถม ให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย นี่คือหัวใจสำคัญ บางคนพูดว่าที่นี่สกปรก แต่ว่าสกปรกนี่คือของดี

อีกอย่างคือ การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ตอนปลูกใหม่ๆ ต้องให้น้ำสม่ำเสมออย่าให้ขาด ผักหวานจะต้องเพาะแล้วปลูก อย่าให้ข้ามปี เพาะปีนี้ ปลูกปีนี้ วิธีปลูกคือเตรียมหลุมให้ดี นำดินที่อุดมสมบูรณ์ลงในหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ผ่านไป 1 ปี รากผักหวานยาวสามารถเลี้ยงลำต้นได้ หรือเพาะในถุงพลาสติค

ผักหวานใช้เพาะเมล็ด ช่วงปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ผลผักหวานจะสุกภายใน 1 สัปดาห์ เก็บมาล้างเอาเปลือกออก เนื้อหุ้มเมล็ดก็ล้างออก แล้วเอามาผึ่งในร่ม 2 วัน จากนั้นนำมาเพาะได้ วิธีเพาะก็ใช้ทรายความชื้น 30% เอาใส่กะละมังครึ่งฟุต เอาเมล็ดผักหวานลงแล้วเอาทรายลงทับ 2 นิ้ว แล้วใช้กระสอบที่ชื้นๆ คลุมไว้ 20 วัน เมล็ดผักหวานจะแตกเป็นรากออกมา ประมาณ 30-40 วัน จะแทงยอด ขึ้นอยู่กับความชื้น

3 ปี เก็บผลผลิตได้แล้ว กิโลกรัมละ 150-200 บาท ที่ตลาดขาย ถุงเล็กๆ 1 ขีด 20 บาท ถ้าเราปลูกได้สัก 20-30 ต้น ก็สบายแล้ว ของผมปลูกไม่ต่ำกว่า 2,000 ต้น แต่ก่อนผมวิ่งหาเงิน ตอนนี้เงินวิ่งหาผม"

อย่างที่บอกไว้ ใช่เพียงคุณลุงจันทร์ทีจะเก็บยอดผักหวานป่าขายอย่างเดียว ยังเพาะต้นกล้าขายอีกด้วย ในราคาต้นละ 20 บาท ซึ่งใครไปใครมาที่บ้านคุณลุงจันทร์ทีต่างก็ซื้อคนละหลายต้น เพราะไม่ใช่จะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ที่สำคัญเจ้าของยังอธิบายขั้นตอนการปลูกและวิธีการบำรุงรักษาให้อย่างละเอียด ฉะนั้น ถ้าฟังแล้วอยากจะปลูกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็สามารถทำได้เลย

"ผักหวานออกได้ตลอดถ้าจัดการเป็น การที่จะให้ผักหวานออกยอดจะต้องรูดใบแล้วให้น้ำสม่ำเสมอ พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก ไม่ควรให้ออกยอดเกิน 3 เดือน เก็บแค่ 3 เดือน แล้วปล่อยไว้ แล้วไปเก็บต้นอื่น แต่ถ้าเก็บทั้งปีจะเฉาตาย ต้องให้เวลาพักฟื้นบ้าง

วิธีการคือ เราสร้างป่าขึ้นมาก่อน ถ้ามีที่ว่างเราต้องปลูกไม้โตเร็ว มะรุม มะขามเทศ ปลูกคู่กับผักหวาน ปลูกให้มันคลุมดิน หรือพริก มะเขือ แล้วก็ใช้วัชพืชคลุมไม่ให้แดดส่องดินจนแห้ง เราให้น้ำครั้งหนึ่งอาจอยู่ได้ถึง 1 อาทิตย์ ถ้าไม่มีต้นไม้วันเดียวก็แห้ง

ตอนนี้มีผักหวานประมาณ 2,000-3,000 ต้น เฉพาะยอด ถ้าต้นละ 1 ขีด กิโลละ 200 บาท อีก 3 ปีข้างหน้าผมก็อยู่ได้เพราะผักหวานอย่างเดียว ขณะนี้มีต้นกล้าปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายไปแล้วเหลือ 300 ต้น ขายต้นละ 20 บาท"

นอกจากครอบครัวคุณลุงจะมีรายได้จากต้นผักหวานป่า ผัก ผลไม้ และอื่นๆ ในทุกวันและทุกเดือนแล้ว รายได้อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการนำผลผลิตในสวนมาแปรรูป อาทิ จากกล้วย จากน้ำมะพร้าว และเสาวรส รวมทั้งการเพาะกล้าไม้ขาย ซึ่งมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะรุม ยางนา ฯลฯ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณลุงจันทร์ที ยืนยันว่าเกษตรกรทั่วไปหากใช้หลักปรัชญาพอเพียงของพระองค์ท่าน ก็สามารถอยู่ได้อย่างไม่ต้องเป็นหนี้ใคร

"ถ้าเราน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินมากเลย ผมทำงานวิจัยเกษตรประณีต แค่ที่ไร่เดียวสามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้ เลี้ยงคนในครอบครัว 5 คน อยู่ได้สบายๆ และก็มีเงินเก็บเงินออมจากที่ไร่เดียว เริ่มจากต้องวางแผนพื้นที่ให้ดี อันดับแรกเตรียมดินให้ดีก่อน ทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพมาปรับปรุงบำรุงดิน วัตถุดิบในท้องถิ่นมีเยอะแยะ เช่น เศษวัชพืช ใบไม้ ปุ๋ยคอก แค่ 1 งาน สำหรับเพาะกล้าไม้ ปี "51 เพาะผักหวานป่าที่แค่ 1 งาน 12,000 กล้า ขายใน 5 เดือน ได้ 240,000 บาท ปีนี้เพาะ 15,000 กล้า ขายได้ 300,000 บาท อีก 1 งาน เลี้ยงปลา สามารถขายได้ 3 ครั้ง ต่อปี ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท เพาะเองเลี้ยงเอง"

อย่างที่บอก บ้านของคุณลุงจันทร์ทีเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดทฤษฎีใหม่ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ตลอด และยังเป็นแหล่งฝึกอบรมเกษตรกรของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหลักสูตรพร้อม โดยรัฐจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้หมดในช่วงที่มาอบรม 4 คืน 5 วัน ถ้าสนใจ โทร.ติดต่อได้ที่ (089) 948-4737 รับรองกลับไปแล้วหากนำวิชาความรู้ที่ได้จากศูนย์นี้ไปใช้ในการทำเกษตรตามหลักปรัชญาพอเพียงของในหลวง จากที่เคยเป็นหนี้เป็นสิน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เชื่อว่าย่อมปลดหนี้ได้แน่นอน



ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10564

ตอบตอบ: 16/03/2010 4:32 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การุณย์ มะโนใจ

ข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ข้าว เป็นธัญพืชหลักเพื่อการบริโภคของคนไทยทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้า ในอดีตคนไทยนิยมบริโภคข้าวที่ผ่านการสีด้วยวิธีโบราณ เช่น การใช้ครกไม้ ใช้ครกกระเดื่อง จะได้ข้าวสารที่มีสีธรรมชาติ มีจมูกข้าวที่ให้ธาตุอาหารและช่วยป้องกันรักษาโรคบางชนิด ปัจจุบัน ข้าวสาร ที่รับประทานจะได้จากการสีของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งสีข้าวได้รวดเร็วและปริมาณมาก ข้าวสารที่ได้เป็นสีขาว แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หายไปกับเปลือกข้าว รำข้าว แม้แต่จมูกข้าวต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของปลายข้าว จะเห็นได้ว่าขณะนี้เริ่มให้ความสำคัญของข้าวจากธรรมชาติ นิยมบริโภคข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี แต่ยังมีข้าวอีกชนิดหนึ่งที่บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เป็นข้าวที่ให้สีออกแดงหรือแดงก่ำ หรือสีม่วงจากธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมนำไปประกอบเป็นขนมหวาน ข้าวหลาม ขนมเทียน มากกว่าการบริโภคโดยตรง นั่นคือ ข้าวก่ำ หรือข้าวเหนียวดำ ความเชื่อแต่โบราณว่า เป็นข้าวประกอบพิธีกรรมในการบำบัดรักษา สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง เป็นธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในการป้องกันโรคและแมลง โดยถือว่าข้าวก่ำเป็นพญาข้าวที่สามารถสังเคราะห์และปล่อยสารที่ช่วยป้องกันแมลงและโรคให้แก่ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกใกล้เคียงกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการปลูกข้าวก่ำแทรกในการปลูกข้าวอื่นๆ ข้าวก่ำมีหลายชื่อ ชื่อที่ภาคกลางรู้จักกันดีคือ ข้าวเหนียวดำ ภาคใต้เรียก เหนียวดำ บางที่ก็เรียกข้าวนิล ที่เอามาทำขนม ข้าวหลาม นั่นแหละ

ส่วน ข้าวก่ำ เป็นชื่อเรียกของทางภาคเหนือและทางอีสาน ข้าวก่ำน่าจะมาจากคำว่า แดงก่ำ จากการค้นหาข้อมูล พบว่า ข้าวก่ำ (Purple Rice) เป็นข้าวพื้นเมืองของเอเชีย มีชื่อเรียกหลายหลากชื่อมาก ทั้งข้าวเหนียวดำ (Black Sticky Rice) ที่บ้านเรารู้จักกันดี ข้าวที่ถูกลืม (Forbidden Rice) ซึ่งหมายถึงข้าวที่ไม่ใช่ข้าวเศรษฐกิจ ไม่นิยมปลูกกัน ข้าวป่า (Wild Rice) ข้าวดำจีน (Chinese Black Rice) โดยในประเทศไทยมีอยู่กว่า 42 สายพันธุ์ ในยุโรปและอเมริกาก็มีข้าวก่ำที่ตั้งวางขายตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนใหญ่ก็ไปจากไทย อินโดนีเซีย สำหรับบ้านเราก็มีขายบนห้างเหมือนกัน โดยเอกชนหลายบริษัทที่ผลิตออกมาจำหน่าย จากชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Glutinousrice น่าจะแปลว่า ข้าวเหนียวสีดำ อันเป็นคุณสมบัติของข้าวก่ำคือ หุงแล้วมันจะเหนียวๆ เป็นยางติดมือ สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง ด้วยคุณค่าทางอาหารของข้าวก่ำ นอกจาก ไขมัน 4.6 คาร์โบไฮเดรต 25.5 ไฟเบอร์ 16.6 วิตามินเอ 0.38 วิตามินบี 1 36.67 วิตามินบี 2 17.1 แคลเซียม 3.25 เหล็ก 15.33 รวมทั้ง โปรตีน และวิตามินอีอีกเล็กน้อย แต่ที่สำคัญคือสารสีม่วงแดงของเปลือกหุ้มเมล็ด คือแอนโทไซยานิน และแกมมาโอไรซานอล โดยแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน ชนิดพบในข้าวสีม่วงกลุ่มอินดิก้า ซึ่งก็รวมข้าวก่ำไทย คือไซยานินไซด์สาม ก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอด ส่วนสารแกมมาโอไรซานอล นอกจากจะมีคุณสมบัติเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดียวกันแล้ว ยังสามารถลด คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับของ high density lipoprotien (HDL) หรือไขมันที่มีประโยชน์ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลินของคนเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าว และของนมผงไขมันเต็ม รวมทั้งกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในคนด้วย

ข้าวก่ำ นอกจากการเอาไปทำขนมและข้าวหลามอย่างที่เรารู้ๆ กันแล้ว สามารถนำข้าวก่ำไปทำเป็นข้าวต้มและข้าวสวยด้วย วิธีแรกใช้ข้าวก่ำผสมกับข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 เมื่อนำไปต้มจะทำให้ข้าวต้มที่ได้มีความเหนียวนุ่ม อร่อย และรสชาติดี วิธีที่ 2 นำ ข้าวก่ำ (ข้าวเหนียว) หนึ่งหยิบมือ ผสมกับข้าวสาร (ข้าวเจ้า) ประมาณ 2 กระป๋อง เอามาหุง เวลาหุงแล้ว ข้าวสวยทั้งหมดจะมีสีคล้ายๆ ข้าวกล้อง ออกม่วงๆ หน่อย มียางเล็กน้อย ข้าวจะหอม น้องๆ ข้าวหอมมะลิเลย กินอร่อยดี แต่เก็บไว้ได้ไม่นานจะบูดเร็ว เวลาหุงต้องพอดี คนเห็นอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมกินข้าวก่ำเป็นประจำนะครับ

ดร. ดำเนิน กาละดี หัวหน้าหน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยข้าวก่ำ ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทยมาตั้งแต่ปี 2539 ปฏิบัติงานด้านการรวบรวมและวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด คณะผู้วิจัยได้เพียรพยายามรวบรวมพันธุ์ข้าวก่ำพื้นเมืองจากแหล่งปลูกข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 42 พันธุ์ จากการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้การยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่คือ ข้าวเหนียวดำ พันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด และพันธุ์ก่ำอมก๋อย ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากผลงานวิจัยข้าวก่ำ ในชื่อผลิตภัณฑ์ว่า กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์ กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์เฟลก ข้าวก่ำมอลล์เอกแพน หรือเอกซ์ทรูด และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549

หัวหน้าวิจัยข้าวก่ำ เล่าต่อว่า ผลงานวิจัยสำคัญได้นำเสนอเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ คือคุณประโยชน์เชิงโภชนาการศาสตร์เกษตร คือข้าวก่ำมีสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน และแกมมาโอซานอล ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีผลที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ในด้านการเป็นสมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือคือ ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับหญิงที่ตกเลือดในขณะคลอดบุตร ใช้ทำเป็นข้าวหลามรักษาโรคท้องร่วง ใช้ข้าวก่ำผสมกับดินประสิวช่วยรักษาโรคหิด ฯลฯ

ในอนาคต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะสามารถผลิตข้าวก่ำที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านโภชนาการศาสตร์เกษตร ด้านโภชนาการสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการอนุรักษ์ข้าวก่ำ ข้าวพื้นเมืองของไทยที่มีคุณภาพ เป็นการพัฒนาข้าวก่ำให้สามารถแข่งขันในตลาดเสรีได้อย่างภาคภูมิใจ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (053) 944-045 งานประชาสัมพันธ์ (084) 043-3806

ในส่วนของจังหวัดพะเยาถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวก่ำแห่งหนึ่งของประเทศไทย ยืนยันได้จากมีตำบลหนึ่งในอำเภอจุน ชื่อว่าตำบลห้วยข้าวก่ำ อันแสดงให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวได้ปลูกข้าวก่ำมาเนินนานแล้ว ตัวแทนเกษตรกรข้าวก่ำพะเยา ซึ่งเข้าร่วมประชุมการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ร่วมกับกรมการข้าว เพื่อร่วมหาแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรมการข้าว โดยสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว จัดประชุมแสดงความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าวขึ้น เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดประชุมไปใช้เป็นกรอบและแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ให้มีความทัดเทียมกับมาตรฐานนานาชาติและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยา ของจังหวัดพะเยาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

โดย คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความสำคัญของมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมการข้าว ตลอดจนได้ระดมความคิดเห็นในการปรับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เตรียมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาให้ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดพะเยา เพื่อรักษาพันธุ์ข้าวของจังหวัดให้คงอยู่ต่อไป ผ่านการแนะแนวความรู้เรื่องของการเพาะปลูกข้าวและการเกษตรแบบอินทรีย์ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมแปลงปลูกข้าวก่ำอินทรีย์ ตลอดจนร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการทำนาข้าวอินทรีย์ได้ที่ คุณบุญรอง ปิยวรรณหงษ์ ประธานกลุ่มข้าวก่ำพะเยา เลขที่ 59 หมู่ที่ 8 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา 56150 โทร. (054) 896-062 หรือ (086) 115-7131 และเว็บไซต์ http://blackricephayao.co.c

ก่อนหน้านี้ทางกรีนพีซได้จัดกิจกรรม "ปลูกรักให้ต้นข้าว" ในวันแห่งความรัก เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดราชบุรี โดยปลูกข้าวในนาข้าว 2 สี (ข้าวสีทองกับข้าวก่ำสีดำ) ขนาด 10 ไร่ เพื่อสร้างศิลปะอันสวยงาม ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งได้มีการร่วมหารือเกี่ยวกับเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์กับปราชญ์ข้าวไทย การสอนการทำสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวนาผลิตขึ้นเพื่อใช้ไล่แมลงในนาข้าว โดยศิลปะบนนาข้าวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นศิลปะที่เกิดจากต้นข้าวในพื้นที่ 10 ไร่ คือ ข้าวสายพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเจ้า ชนิดไม่ไวแสง ลำต้นและกาบใบมีลักษณะสีเขียว เมื่อนำมาปักดำจะให้สีเขียวเป็นพื้นหลังของภาพ และพันธุ์ก่ำพะเยา ซึ่งให้สีดำจนสามารถสร้างสรรค์เป็นภาพชาวนาและลวดลายต่างๆ บนผืนนา และรอเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในราวเดือนพฤศจิกายน 2552

คุณบุญรอง กล่าวว่า ข้าว ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อคนไทยและประชาชนทั่วโลก หากชาวไทยทุกคนร่วมกันรักษาสายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของประเทศ เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านการเพาะปลูกข้าวด้วยวิธีเกษตรกรรมยั่งยืน วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การปกป้องข้าวไทยให้พ้นจากเทคโนโลยีที่เสี่ยงอย่าง จีเอ็มโอ และมุ่งสู่การทำเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะให้ผลผลิตที่ดีแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย

คุณบุญรอง บอกว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมากรีนพีซนำความภาคภูมิใจในข้าวไทยมาสู่คนไทยทั้งประเทศ เมื่อกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดส์ได้ออกประกาศนียบัตรยกย่องให้ประเทศไทยเป็น ประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก พร้อมเรียกร้องให้ชาวไทยร่วมปกป้องข้าวไทยให้ปลอดจากการดัดแปลงพันธุกรรม ประธานกลุ่มผู้ปลูกข้าวก่ำ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ให้ความสนใจข้าวก่ำสายพันธุ์พะเยาเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะบนนาข้าวร่วมกับทางกรีนพีซ ที่ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ประกอบกับคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของข้าวก่ำเอง ยิ่งทำให้กลายเป็นที่น่าสนใจของสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคจากต่างจังหวัดมากกว่าคนในพื้นที่ที่ยังพบว่าได้รับความสนใจที่น้อย โดยได้รับการประสานงานติดต่อขอซื้อพันธุ์ข้าวดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการจำหน่าย ซึ่งต้องการอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสิ่งสำคัญเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดพะเยา

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มเครือข่ายเกษตรผู้ปลูกข้าวก่ำสายพันธุ์พื้นเมืองพะเยา ยังไม่หยุดนิ่งในการพัฒนากระบวนการด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าอบรมและศึกษาดูงานร่วมกับสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ที่โรงเรียนชาวนาเกษตรอินทรีย์บ้านดอนหมู ตำบลขามเตี้ย อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการผลิตข้าวอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารอินทรีย์ รวมถึงพัฒนาข้าวอินทรีย์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างครบวงจรต่อไป


ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้าน
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 5, 6, 7 ... 16, 17, 18  ถัดไป
หน้า 6 จากทั้งหมด 18

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©