online pharmacy
++kasetloongkim.com++
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - นานาสาระเรื่องเกษตร.
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

นานาสาระเรื่องเกษตร.
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 46, 47, 48 ... 72, 73, 74  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 1:32 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ลำดับเรื่อง...


1,287. วิธีการคัดเลือกและทดสอบเมล็ดพันธุ์ข้าว
1,288. ติดตามพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วม "ข้าวหอมชลสิทธิ์"
1,289. “หงอนไก่” เมล็ดกระตุ้น ความรู้สึกทางเพศ
1,290. เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม ฟาร์มเห็ดท่องเที่ยว

1,291. วิธีเลี้ยงไก่เนื้อผสม น้ำหมักชีวภาพ
1,292. ปลูกขนุนขาย อาชีพชาวสวน
1,293. ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด
1,294. อาชีพเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบแบบพอเพียง
1,295. เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้

1,296. สมุนไพร กวาวเครือ เปลี่ยนเพศกบวิจัยและพัฒนา
1,297. ผักเหมียง สร้างรายได้
1,298. หน่อไม้ฝรั่ง สร้างรายได้
1,299. ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หญ้าพันธุ์เนเปียร์
1,300. ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน

1,301. เทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น
1,302. ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่
1,303. ปลูกฝรั่งแป้นสีทอง รายได้ดี
1,304. ปลูกมะระจีน สร้างรายได้
1,305. เห็ดนางฟ้าภูฏาน รายได้ดี

1,306. เพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม
1,307. ปลูกข่าอ่อน เดือนละหมื่นบาท
1,308. เลี้ยงปลาทับทิม ในกระชังแขวน
1,309. อาชีพเลี้ยงไก่บ้าน รายได้ดี
1,310. ไผ่ในกระถางแก้ว ทำง่าย ขายได้

1,311. ปลูกต้นจาก ทำน้ำตาล

--------------------------------------------------------------------------------------------------






1,287. วิธีการคัดเลือกและทดสอบเมล็ดพันธุ์ข้าว



กำนันเลื่อน สามารถ หนึ่งในเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำนาอินทรีย์จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา ของจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวให้สมบูรณ์ก่อนการนำไปเพาะปลูกได้ดี ด้วยวิธีการดังนี้...


ขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว :
1. คัดเลือกจากแปลงข้าวที่มีต้นข้าว รวงข้าว เมล็ดข้าวที่แก่จัด มีความแข็งแรง สมบูรณ์

2. เมื่อได้เมล็ดพันธุ์แล้วก็ตรวจสอบความสมบูรณ์ของเมล็ดโดยนำเกลือผสมน้ำตรวจเช็คเมล็ดข้าวหากเมล็ดพันธุ์ที่จมน้ำแสดงว่าสามารถนำไปปลูกได้หากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ลอยน้ำแสดงว่าเมล็ดพันธุ์ไม่สมบูรณ์หากนำไปปลูกจะได้ข้าวไม่มีคุณภาพและได้ผลผลิตต่ำ

3. เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้วจะน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อฆ่าเมล็ดพันธุ์หญ้าและข้าวเรื้อที่ปลอมปนมากับเครื่องจักรกลการเกษตรและช่วยในการบำรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวให้สมบูรณ์......(กำนันเลื่อนอธิบายว่าน้ำหมักชีวภาพจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปภายในเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ง่าย แต่เมล็ดพันธุ์หญ้าหรือข้าวเรื้อสามารถแทรกซึมเข้าได้ง่ายกว่าและสามารถกำจัดหญ้าวัชพืชออกไปได้ง่าย

4. นำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้โดยใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่

5. หลังจากข้าวตั้งกอก็นำน้ำหมักจุลินทรีย์สูตรเดิมฉีดพ่นเพื่อกระตุ้นให้เชื้อจุลินทรีย์ในดินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ข้าวแตกกอได้ดีขึ้น มีความแข็งแรง ทนทานต่อแมลงศัตรูข้าว ฉีดพ่นทุกๆ 20 วัน จนถึงเดือนตุลาคมที่ข้าวตั้งท้องจึงหยุดใช้น้ำหมักฉีดพ่นและออกรวงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน




ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี ( idf 3972 )

http://ข้าว.exteen.com/20111123/entry-1


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 27/11/2011 7:21 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 1:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,288. ติดตามพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วม "ข้าวหอมชลสิทธิ์"





เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553 นายสุมน ห้อยมาลา และคณะ เข้าติดตามการปลูกข้าวหอมชลสิทธิ์ที่บ้านไผ่ขุย ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ของนางสาวนงนุช สว่างศรี บัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ผันตัวเองเข้าสู่อาชีพชาวนาอย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาปรับใช้กับการทำนาข้าว จนได้รู้จักกับพันธุ์ข้าว “หอมชลสิทธิ์” จึงนำมาปลูกในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553 บนพื้นที่ 23 ไร่ และข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1 และโอซี 6 บนพื้นที่รวมกว่า 20 ไร่

ในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุกก่อให้เกิดน้ำท่วมนาข้าวของนางสาวนงนุช เป็นระยะเวลา 10 วัน แปลงที่ปลูกข้าวโอซี 6 และข้าวหอมชลสิทธิ์ ต้นข้าวอยู่ใต้น้ำ ส่วนข้าวสุพรรณบุรี 1 ซึ่งต้นข้าวเตรียมที่จะตั้งท้อง และใบโผล่พ้นน้ำประมาณ 15-30 เซนติเมตร อายุข้าวทั้งหมดประมาณ 2 เดือน ลักษณะน้ำใสและไหลช้า ท่วมนาน 10 วันแล้ว ได้ทดลองดึงต้นข้าวจากใต้น้ำผลปรากฏว่า ข้าวสุพรรณบุรี 1 ยังแข็งแรงปกติ เพราะน้ำไม่ได้ท่วมทั้งต้น ข้าวโอซี 6 ใบข้าวมีลักษณะอ่อนนุ่ม ฉีกขาดง่าย แต่ต้นยังไม่เหม็นเน่า ส่วนข้าวหอมชลสิทธิ์ ใบข้าวยังเหนียวและแข็ง ฉีกขาดยากกว่าพันธุ์อื่นลำต้นแข็งแรง หลังจากน้ำลดแล้ว 3 วัน ผลปรากฏว่าต้นข้าวทั้งหมดไม่ตายแต่ใบและต้นข้าวโอซี 6 ไม่ฟื้นตัว เอียงตามทางน้ำไหล ส่วนข้าวหอมชลสิทธิ์ต้นไม่ล้มและใบเริ่มชูตั้งขึ้นใกล้เคียงสภาพปกติ





หลังจากน้ำลดแล้ว 1 สัปดาห์ ข้าวเริ่มออกรวงเกษตรกรคาดการณ์ข้าวโอซี 6 ในแปลงว่าอาจจะไม่ได้ผลผลิตเนื่องจากไม่ฟื้นตัว จึงตัดสินใจไถกลบเพื่อเตรียมการปลูกครั้งต่อไป ส่วนพันธุ์สุพรรณบุรี 1 และหอมชลสิทธิ์ ยังคงปล่อยให้ออกรวงต่อไป จนกระทั่งวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เกษตรเก็บเกี่ยวข้าวสุพรรณบุรี 1 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 290 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนข้าวหอมชลสิทธิ์ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 468 กิโลกรัมต่อไร่ซึ่งในสภาพปกติจะได้ผลผลิตประมาณ 800 กโลกรัมต่อไร่ ส่วนเมล็ดข้าวสารของข้าวหอมชลสิทธิ์มีความใส เรียว ยาว เป็นการยืนยันว่าน้ำที่ท่วมไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้าวสาร

ท้ายสุดเกษตรกรได้กล่าวกับทีมงานว่า "รู้สึกยินดีที่มีข้าวที่ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมฉับพลันอย่าง “ข้าวหอมชลสิทธิ์” ออกมาสู่ชาวนาชาวไร่ที่ทุกวันต้องอยู่กับความเสี่ยงของสิ่งแวดล้อมที่แปร เปลี่ยนคาดการณ์อะไรไม่ได้ แต่ข้าวที่ปลูกก็ได้เก็บเกี่ยวเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่ลงทุนกันไปมากมาย พอกันแต่กลับไม่ได้ข้าวเลย และจะคอยติดตามข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวอีกเรื่อยๆ”


สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมชลสิทธิ์สามารถติดต่อได้ที่
ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 034-355-193 ในวันและเวลาราชการ เว็บไซต์ http://dna.kps.ku.ac.th


สุมน ห้อยมาลา ภาพ/ข่าว


http://dna.kps.ku.ac.th/index.php/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AF-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 3:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,289. “หงอนไก่” เมล็ดกระตุ้น ความรู้สึกทางเพศ





หลายคน รู้จักและชื่นชอบปลูกต้น “หงอนไก่” เป็นไม้ประดับตามบ้าน สำนักงาน และตามสวนสาธารณะ โดยเฉพาะปลูกเป็นกลุ่มจำนวนหลายๆต้น เวลามีดอกจะดูสวยงามมาก ซึ่ง “หงอนไก่” จะมีหลากหลายสายพันธุ์และหลากหลายสีสัน มีต้นวางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ มากมาย สุดแต่ว่าผู้ปลูกจะเลือกซื้อชนิดไหนไปปลูกประดับ

หงอนไก่ นอกจากจะมีดอกสวยงามตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว บางส่วนของต้น “หงอนไก่” ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ โดยเฉพาะเมล็ดของต้น “หงอนไก่” ในตำรายาแผนไทยระบุว่า เป็นยาแก้ท้องร่วง ต้มน้ำกลั้วรักษาแผลในช่องปาก แก้โลหิตเป็นพิษได้แล้ว ยังระบุว่า เมล็ดใช้เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศได้ดีมากอีกชนิดหนึ่ง แต่ในตำราไม่ได้ระบุวิธีใช้และวิธีกิน จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร

ใน ตำรายาแผนไทยยังบอกต่อว่า ราก ของต้น “หงอนไก่” ทุกสายพันธุ์ สามารถนำไปเป็นยาแก้ไข้ แก้หืด บำรุงธาตุได้ ดอก ใช้แก้บิด เลือดลมไม่ปกติ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ด้วย

หงอนไก่ หรือ CELOSIA ARGENTEA LINN. ชื่อสามัญ CHINESE WOOL FLOWER, COCKCOMB อยู่ในวงศ์ AMARANTHACEAE มีลักษณะเป็นไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นเป็นสันเหลื่อม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอก หรือรูปแถบแคบ ปลายและโคนใบแหลม ใบมักมีสีแดงแต้มซอกใบมีใบเล็กๆเป็นรูปเคียว

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ซึ่งช่อดอกของ “หงอนไก่” จะมี 2 แบบ คือ เป็นรูปทรงกระบอก และทรงคล้ายหงอนไก่ บางครั้งพบ 2 แบบในต้นเดียวกัน มีด้วยกันหลายสี เช่น สีชมพูเงิน สีแดง สีม่วง สีเหลือง และ สีส้ม เป็นต้น ลักษณะดอกมีกลีบรวม 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีเกสรตัวผู้ปลายแหลม 5 อัน “ผล” รูปไข่ค่อนข้างกลม เมล็ด เป็นสีดำ และเป็นมัน ซึ่ง เมล็ด มีสรรพคุณ กระตุ้นความรู้สึกทางเพศได้ ตามที่กล่าวข้างต้น ดอกออกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ถิ่นกำเนิดจากอเมริกาเขตร้อน กระจายพันธุ์ปลูกไปทั่วโลก ในประเทศไทยมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกคือ ดอกด้าย (ภาคเหนือ) หงอนไก่ดง, หงอนไก่ดอกกลม, หงอนไก่ไทย, หงอนไก่ฟ้า (ภาคกลาง) ด้ายสร้อย, สร้อยไก่ (เชียงใหม่) และ หงอนไก่ฝรั่ง (ภาคกลาง) ครับ.


“นายเกษตร”
ไทยรัฐออนไลน์



http://www.oknation.net/blog/PRATUCHIANGMAI49/2011/10/03/entry-4
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:14 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,290. เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม ฟาร์มเห็ดท่องเที่ยว





เขาเล่าว่า เมื่อได้โอกาสรู้จักกับเพื่อน 2 คน คนหนึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเห็ด โดยได้ทุนจากมูลนิธิชัยพัฒนาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเห็ด โดยทำโรงเรือนเห็ดโคนญี่ปุ่นระบบปิดแบบราคาถูก เพราะต้องการนำความรู้มาช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งตามปกติใช้โรงเรือนระบบเปิดซึ่งได้ผลผลิตน้อยกว่ากันหลายเท่า ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งมีความรู้เกี่ยวกับเห็ดและการออกแบบสถาปัตยกรรม จึงช่วยกันออกแบบฟาร์มเห็ด เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม แห่งนี้ให้สอดรับกับการท่องเที่ยวที่แตกต่างไปจากเดิมซึ่งส่วนมากเป็นฟาร์มเห็ดแบบบ้านๆ

รูปแบบโรงเรือน เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม ที่ทำไม่ซ้ำใครในสไตล์โมเดิร์น ด้วยการใช้ผนังตาข่าย ใช้หลังคาเป็นเหล็กแผ่น เพื่อให้มีความโปร่งสามารถระบายอากาศได้ดีตามแบบที่เห็ดชอบและเหมาะกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ พื้นที่ที่อยู่เป็นช่องลมยิ่งทำให้อากาศถ่ายเทดี ซึ่งการที่เขาใหญ่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอากาศดี จึงพยายามสื่อสารจุดนี้ออกไปด้วย รวมทั้ง การใช้ราวเหล็ก การจัดวางเพื่อให้สวยงาม ซึ่งผลผลิตที่ได้ไม่มีการส่งไปขายในตลาด เพราะปริมาณไม่พอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวอยู่แล้ว





เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม การออกแบบเป็น “ฟาร์มเห็ดท่องเที่ยว”ซึ่งเป็นการขายประสบการณ์ โดยมีรูปแบบที่เรียกว่า “pick&pay” เพราะนักท่องเที่ยวสามารถเก็บเห็ดสดๆ ที่โรงเพาะ ซึ่งราคาที่ตั้งไว้อยู่ระหว่างตลาดค้าส่งกับซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น ในซูเปอร์มาร์เก็ตเห็ด

โคนญี่ปุ่น 100 กรัม 54-60 บาท ที่นี่ขาย 30 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมองว่าควรจะสร้าง “สินค้าแปรรูป” โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความแตกต่าง” ซึ่งในปัจจุบันมี “ไส้อั่วเห็ด” เป็นจุดขาย จากปกติที่อื่นๆ มีการแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ เช่น แหนมเห็ด น้ำพริกเห็ด น้ำเห็ด ฯลฯ อีกทั้ง ยังศึกษารายละเอียด เช่น แหนมเห็ดที่ทำตามปกติเป็นเห็ดนางฟ้า แต่เพราะที่นี่เน้นเห็ดโคนญี่ปุ่นจึงนำมาทำเป็นแหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น และ มีน้ำเห็ดเจ็ดอย่างเป็น welcome drink เพื่อสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือน เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม ซึ่งการแปรรูปในอนาคตจะพัฒนาเป็นผงเห็ดชงดื่มเพื่อให้สะดวกยิ่งขึ้น ฯลฯ






สำหรับวิธีเลือกคือมีทั้งพันธุ์พื้นๆ ทั่วๆ ไปที่ คุ้นเคย กับพันธุ์ที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะในตอนที่ออกมาเป็นดอกซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็น เห็ดนางรมฮังการี นางฟ้าภูฐาน เห็ดหูหนูดำ มีอยู่ทั่วไป แต่มีเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหูหนูเผือก เห็ดนางนวล เห็ดหลินจือ ซึ่งหายาก นอกจากนี้ ยังมีวิธีการแนะนำหรือสาธิตการรับประทาน เพราะเห็ดแต่ละประเภทเหมาะกับการปรุงที่แตกต่างกัน เช่น เห็ดเป๋าฮื้อย่าง เห็ดนางรมทอด เป็นต้น

นอกจากจะมีเห็ดที่ยืนพื้นอยู่ประจำ 9 ชนิด ยังมีเห็ดชนิดใหม่ๆ ที่เตรียมไว้เพิ่มและหมุนเวียน เช่น เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง เห็ดโต่งฝนที่อยู่ในดินเป็นเห็ดพื้นบ้านของลาว เห็ดตืนแรดเป็นเห็ดพื้นบ้านของโคราชเป็นเห็ดป่า ฯลฯ และมีแผนจะทำโรงก้อนเชื้อเพื่อต่อไปจะทำเป็นเห็ดชุดในแพ็คเพื่อขายให้นำไปเพาะสนุกๆ เพื่อเพิ่มกิจกรรมให้กับการท่องเที่ยว โดย เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม ไม่ได้คิดจะทำในเชิงอุตสาหกรรมเกษตร อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคมปีนี้จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเห็นความสมบูรณ์ของเห็ดที่เตรียมไว้





ส่วนกลุ่มเป้าหมาย เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม เป็นทั้งลูกค้าที่อยู่เขาใหญ่ และนักท่องเที่ยวต่างถิ่น จากการเปิดบริการที่ผ่านมากว่า 1 เดือน เป็นกลุ่มครอบครัว พฤติกรรมคนสูงอายุและเด็กสนุกกับการเก็บ วัยรุ่นชอบถ่ายรูป ขณะที่ กลุ่มผู้ใหญ่ชอบบรรยากาศสบายๆ เช่นกัน โดยมีลูกค้าประมาณหนึ่งร้อยคนต่อวัน สำหรับเห็ดโคนญี่ปุ่น ที่เลือกมาทำเพราะเพื่อนเชี่ยวชาญและต้องรอจังหวะให้ก้อนเชื้อหมดอายุการใช้คือประมาณ 8-9 เดือนซึ่งทำในโรงเรือน นอกจากส่วนที่เป็นระบบเปิดสามารถเข้าไปเก็บได้เอง โดยมีรองเท้าแตะสำหรับเปลี่ยนก่อนเข้าและอ่างล้างมือ ยังมีส่วนที่เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันเชื้อโรคซึ่งหากลุกลามจะรวดเร็วมาก

การประชาสัมพันธ์ในช่วงนี้ใช้การติดป้ายหน้า เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม เพื่อเชิญชวน และมีการถ่ายรูปนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปใส่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งความได้เปรียบคือระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มกลุ่มลูกค้ากรุ๊ปทัวร์ แต่รับในจำนวนไม่มาก เพราะที่ผ่านมาเห็ดซึ่งเพาะอยู่ใน 12 โรงเรือน ไม่พอให้เก็บหากนักท่องเที่ยวเข้ามามากเกินไปในช่วงเวลาเดียวกัน

เขาบอกถึงเป้าหมายในธุรกิจนี้ว่า ไม่คาดหวังความร่ำรวย แต่อยากจะสร้างให้ครอบครัวได้มาอยู่ร่วมกัน เพราะพ่อแม่ส่งลูกไปเรียนไกลๆ สูงๆ ซึ่งในที่สุดลูกก็ไปทำงานในที่ไกลๆ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจเช่นนี้จึงเป็นหนทางที่จะชักชวนให้พี่น้องกลับมาบ้าน เมื่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เพียงพอ และนอกจาก เขาใหญ่พาโนรามาฟาร์ม แล้วยังเตรียมลงทุนธุรกิจรีสอร์ตเพื่อสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ 30 ไร่ จากที่มีอยู่ทั้งหมด 90 ไร่ ซึ่งจะเน้นความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด และคงพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสวนน้อยหน่าและมะม่วงเอาไว้ให้ดีที่สุด



ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-5510
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,291. วิธีเลี้ยงไก่เนื้อผสม น้ำหมักชีวภาพ





วิธีเลี้ยงไก่เนื้อผสม น้ำหมักชีวภาพ ลดต้นทุน เปอร์เซ็นต์รอดตายสูง และมีอัตราแลกเนื้อดี ไม่ต้องพึ่งพายาต่างๆ เพราะสูตรอาหารนี้จะเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างกระบวนการย่อยอาหารให้ดีขึ้น เมื่อไก่มีสุขภาพดี ก็ไม่เครียด จึงไม่เป็นโรค

หลังเกษตรกรประสบผลสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์สารเร่งซุปเปอร์ พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ไปใช้เพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี โดยลดการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร แต่วันนี้มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าได้ริเริ่มนำสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ที่ใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพไปต่อยอดเพิ่ม โดยนำมาใช้กับ วิธีเลี้ยงไก่เนื้อผสม น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจด้วยอัตราแลกเนื้อที่เพิ่มขึ้นและเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงอีกด้วย

เจริญ วัตตา ผู้ใช้ วิธีเลี้ยงไก่เนื้อผสม น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 และในฐานะหมอดินอาสาประจำตำบลสระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งประสบผลสำเร็จในการนำน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 มาใช้ทดลองเลี้ยงไก่ โดยเริ่มจากคัดไก่มาจำนวน 10-15 ตัว แยกเลี้ยงด้วยน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ผสมกับน้ำ ในอัตรา 5 ซีซีต่อน้ำ 5 ลิตร ให้ไก่กิน และค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ขึ้นจนถึง 20 ซีซี ทดลองอยู่ประมาณ 3 รุ่น ปรากฏว่าไก่ที่กินน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 มีอาการเหงาหงอยลดลง อัตราการรอดสูงขึ้น

“จากการสมัครเข้าเป็นหมอดินอาสากับทางสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด.ต่างๆ ในการผลิตสารปรับปรุงบำรุงดิน โดยเฉพาะสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ที่นำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งได้นำมาใช้กับพืชผัก สวนปาล์มน้ำมัน ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือช่วยลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร”




http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4994
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:22 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,292. ปลูกขนุนขาย อาชีพชาวสวน





ขนุนสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกขนุนสามารถเก็บผลขายได้เกือบทั้งปี การ ปลูกขนุนขาย อาชีพชาวสวน จึงเป็นอีกหนึ่ง ช่องทางทำกิน ที่น่าพิจารณา สำหรับผู้ที่พอจะมีที่ดิน และสนใจทำอาชีพชาวสวนผลไม้

ขนุน” เป็นไม้มงคล โบราณเชื่อว่าการปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่องบุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน อุดหนุนจุนเจือ ซึ่งขนุนเป็นไม้ผลยืนต้น ปลูกง่าย เติบโตเร็ว สามารถปลูกได้ในดินทั่วไปทุกประเภท สามารถขึ้นได้ทั้งในดินทราย ดินเหนียว ดินร่วน ดินลูกรัง แต่ถ้าปลูกในดินดี อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหาร ต้นขนุนก็เจริญเติบโตดีให้ผลดก โดยขนุนสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกขนุนสามารถเก็บผลขายได้เกือบทั้งปี การ ปลูกขนุนขาย อาชีพชาวสวน จึงเป็นอีกหนึ่ง ช่องทางทำกิน ที่น่าพิจารณา สำหรับผู้ที่พอจะมีที่ดินและสนใจทำอาชีพชาวสวนผลไม้

สุธรรม ซื่อตรง เกษตรกรผู้ทำสวนขนุน อยู่ที่หมู่บ้านยางงาม เทศบาลตำบลเมืองแกลง จังหวัดระยอง เล่าว่า สมัยก่อนนั้นพ่อทำสวนทุเรียน แต่ต้องเจอกับปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ

จึงมองหาทางออกโดยเปลี่ยนเป็น ปลูกขนุนขาย อาชีพชาวสวน เพราะเนื่องจากมีญาติที่ปลูกขนุนอยู่แล้ว ไปดูก็เห็นว่าดี ก็เลยทดลองนำขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในตลาด ที่ญาติปลูกอยู่ มาทดลองปลูกดู เริ่มขยายพื้นที่การปลูกโดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จนปัจจุบันก็ปลูกมากว่า 22 ปี ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 60 กว่าไร่ พันธุ์ขนุนที่ปลูกอยู่ตอนนี้มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ทองประเสริฐ และ พันธุ์สีทอง

“การทำสวนขนุน เมื่อเทียบแล้วจะใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการทำสวนทุเรียน และที่สำคัญขนุนนั้นสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้นานถึง 9 เดือน ซึ่งต่างจากการทำสวนทุเรียนที่เก็บเกี่ยวได้ปีละ 1 ครั้ง จึงหันมาทำสวนขนุนแทนการทำสวนทุเรียน”

การเพาะกล้าต้นขนุนนั้น จะใช้วิธีการเพาะจากเมล็ดพันธุ์ โดยเริ่มจากการนำเอาเมล็ดขนุนที่แก่จัด เป็นเมล็ดสด ต้องคัดเลือดเอาเฉพาะที่เป็นสายพันธุ์ที่ดีเท่านั้น เมื่อได้เมล็ดมาแล้วก็มาเตรียมดิน ใช้ดินที่ร่วนซุย ผสมกับขี้เถ้าแกลบและปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ผสมดินให้เข้ากันแล้วก็นำดินใส่ลงไปในถุงเพาะจนเกือบเต็มถุง จากนั้นก็นำเมล็ดพันธุ์ขนุนมาใส่ลงไป กดให้จมลงไปในดินประมาณ 2-3 ซม. จากนั้นก็ทำการรดน้ำวันละครั้ง ประมาณ 5 เดือน ต้นกล้าก็จะเริ่มแข็งแรง แต่ต้นกล้าที่ขึ้นมาส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์

จึงต้องนำกิ่งพันธุ์ที่เราต้องการจากต้นมาทำการทาบกิ่งเพื่อให้ได้สายพันธุ์ตามที่เราต้องการ หลังจากทาบกิ่งก็ดูแลรดน้ำอีกประมาณ 45 วัน จากนั้นก็ตัดนำไปเลี้ยงในโรงเรือนอีกประมาณ 15 วัน ให้เนื้อไม้จากกิ่งติดกัน ช่วงนี้ก็ต้องให้พวกอาหารเสริม ให้ปุ๋ย พอยอดเริ่มเปิด แตกใบ ก็สามารถนำไปลงปลูกในแปลงได้



อ่านพิ่มเติม เดลินิวส์
ภาพ ไทยรัฐ

http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4983
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,293. ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด





ดร.นันทิยา อุ่นประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญก็คือ ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด เพราะเนื้อปลามีไขมันน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแถมยังมีแร่ธาตุสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย

กินปลาเยอะ ๆ แล้วจะฉลาด เพราะเนื้อปลาจะมีโอเมก้า 3 ช่วยในการบำรุงสมอง” ความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกต้อง และดีแต่จะต้องเลือกกินปลาชนิดใดที่จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ตามที่ต้องการ ซึ่งความคิดแบบเดิม ๆ ก็คือ ปลาทะเลแต่ในปัจจุบันนี้สามารถทิ้งความคิดนั้นไปได้เลยเพราะตอนนี้ปลาน้ำจืดของไทยโดยเฉพาะ ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด กลายเป็นปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้กับปลาทะเล

ดร.นันทิยา อุ่นประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เพราะเนื้อปลามีไขมันน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแถมยังมีแร่ธาตุสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมากมาย ปัจจุบันผู้บริโภคในประเทศหันมาบริโภค ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด กันมากขึ้นเนื่องจากทราบว่า ในเนื้อปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย

แต่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคก็จะมักนิยมทานปลาทะเลมากกว่าปลาน้ำจืด เพราะคิดว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 จะมีเฉพาะปลาทะเลเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วปลาน้ำจืดบ้านเราก็มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญคือมีสาร DHA ที่จะมีอยู่ในกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยในการบำรุงสมอง สายตา และช่วยลดคอเลสเตอรอลและสารไตรกลีเซอไรด์ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณสูงจะก่อให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัว ระบบประสาททำงานผิดปกติ ฯลฯ

สำหรับปลาน้ำจืดของไทยที่มีโอเมก้า 3 สูงนั่นเป็นเพราะนักวิชาการด้านการประมงของไทยได้มีการสร้างสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงให้มีไขมันปลาทะเลเป็นส่วนประกอบ จึงทำให้ปลาน้ำจืดทุกชนิดที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรเหล่านี้มีปริมาณโอเมก้า 3 เพียงพอที่จะเป็นแหล่งไขมันจำเป็นได้ตัวอย่างปลาน้ำจืดที่เลี้ยง เช่น ปลาสวายแหล่งโอเมก้า 3 ปลาน้ำจืด ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปลาน้ำจืดที่คุณภาพสารอาหารสูงพอ ๆ กับปลาทะเล แต่ราคาถูกกว่า



เดลินิวส์

http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4957
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:29 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,294. อาชีพเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบแบบพอเพียง





ชาวบ้านคำบอน อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ยึด อาชีพเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบ สร้างรายได้ 6-7 พันบาท ต่อเดือน

นายเสลียว ร่มจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านคำบอน หมู่ที่ 10 ตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า หมู่บ้านคำบอนเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก มี 38 ครัวเรือน ชาวบ้านในหมู่บ้านนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและใช้พื้นที่ภายในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยการปลูกพืชผักสวนครัว และ อาชีพเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาภายในบ้าน ซึ่งเริ่มแรกศูนย์ศิลปะชีพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หรือฟาร์มตัวอย่างตำบลกำพี้ ได้สนับสนุนพ่อพันธ์ แม่พันธ์กบ จำนวน 10 คู่ พร้อมให้ความรู้ด้านต่างๆ ทั้งวิธีเลี้ยงกบที่ถูกต้อง การทำให้ฝนตกนอกฤดู และการผสมพันธ์เทียม โดยตนได้ทดลองเลี้ยงจากพ่อพันธ์แม่พันธ์ 10 คู่ จนปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันตัว และสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองทุกเดือนประมาณเดือนละ 6,000 – 7,000 บาท

ซึ่งราคาจำหน่ายกบมีราคาแตกต่างกันไปตามขนาดตัวกบ ตั้งแต่เริ่มเป็นลูกออด เป็นกบเล็ก และกบขนาดใหญ่ ส่วนทางด้านการตลาดก็ไม่มีปัญหาเรียกได้ว่าไม่พอสำหรับความต้องการ ขณะนี้ตนกำลังขยายพ่อพันธุ์แม่พันธ์ เพื่อให้ชาวบ้านคำบอนทั้ง 38 ครัวเรือนได้ อาชีพเลี้ยงกบ การเลี้ยงกบ ให้ครบทุกครัวเรือน เพื่อให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริงและยั่งยืนปล่อยเสียงสัมภาษณ์…นายเฉลียว ร่มจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10

ด้านนายกรธวัช ยุงรัมย์ เจ้าพนักงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวัง กล่าวว่า ศูนย์ศิลปะชีพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีหน้าที่สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่รู้จักการนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ อาทิ การสนับสนุนการปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์เล็กภายในบริเวณบ้านตนเอง หรือที่สวนที่นา จนเกิดเป็นอาชีพเสริมรายได้จากการทำนา และสนับสนุนความรู้ด้านต่างๆ แก่ประชาชน

การสนับสนุนพันธุ์กบก็เป็นส่วนหนึ่งในโครงการฯ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน สามารถใช้เป็นอาหาร และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้ ทำให้ชาวบ้านคำบอน ตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ มีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ จนได้รับคัดเลือกจากจังหวัดมหาสารคาม ให้เป็น 1 ใน 84 หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในปี 2554




ที่มา กรมประชาสัมพันธ์

http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=posting&sid=dc591518d80d41e175e059da161ddcba
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:36 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,295. เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้





ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุงส่งเสริมให้เกษตรกรมีการ เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้ ในลักษณะปลอดสารพิษให้เป็นอาชีพเสริม อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมีลักษณะเด่น คือ มีการเจริญเติบโตเร็ว เนื้อแน่น มาก

นายไพโรจน์ อินทรศรี ปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ทางปศุสัตว์ได้มีการแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกร เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้ ในลักษณะปลอดสารพิษให้เป็นอาชีพเสริมอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมีลักษณะเด่น คือ มีการเจริญเติบโตเร็ว เนื้อแน่น มาก และล่อนนุ่มกว่าไก่พื้นเมือง น้ำหนักตัวดี ทนทานต่อโรค เลี้ยงง่าย และขณะนี้เป็นที่ต้องการของตลาด

โดยเมื่อเกษตรกรมีการ เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้ กันมากก็จะมีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย หรือกลุ่มสหกรณ์ ซึ่งในอนาคตสิ่งที่ทางปศุสัตว์ จ.พัทลุง ต้องการให้เกิดขึ้น คือ การทำโรงเชือดไก่คอล่อนเพื่อจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยง และสร้างความเชื่อมั่นทางด้านสุขลักษณะให้กับผู้บริโภค ซึ่งเชื่อว่าหากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไก่คอล่อนพัทลุงจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของ จ.พัทลุง

นายสมจิต ชูเลื่อน ประธานกลุ่มเลี้ยงไก่พื้นเมือง ม.14 ต.ควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง กล่าวว่า การผสมพันธุ์ ไก่คอล่อนแม่พันธุ์สามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 5 เดือน – 5 เดือนครึ่ง ส่วนตัวผู้จะใช้เป็นพ่อพันธุ์ได้เมื่ออายุ 7 – 8 เดือน โดยพ่อพันธุ์ 1 ตัว สามารถคุมแม่พันธุ์ได้ 5 ตัว

ทั้งนี้ ลักษณะเด่นของไก่คอล่อนพัทลุง คือเจริญเติบโตเร็ว เนื้อแน่น น้ำหนักตัวดี ทนทานต่อโรค ให้เนื้อมากและนุ่มกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไป เนื้อล่อนไม่ติดกระดูก ตลาดมีความต้องการมาก โดยเฉพาะการนำไปทำข้าวมันไก่ ขนที่คอและลำตัวมีน้อย ทำให้การชำแหละใช้เวลาไม่มาก เลี้ยงลูกเก่ง อารมณ์ดี ไม่ดุร้าย เหมาะที่จะเลี้ยงรวมเป็นฝูง ในที่โล่งกว้าง

นายสมจิต ยังกล่าวอีกว่า เลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง สร้างรายได้ เลี้ยงง่ายได้กำไรดี และมีความต้องการของตลาดสูง ซึ่งการขายจะไม่ชั่งขายน้ำหนักแบบไก่ทั่วไป แต่จะขายเป็นอายุ โดยลูกไก่อายุ 1 สัปดาห์ ราคาตัวละ 25 บาท บวกราคาเพิ่ม 5 บาท จนถึง 6 สัปดาห์ ขนาดตัวเต็มวัย น้ำหนัก 2.6 – 3 กิโลกรัม โดยราคาอยู่ที่ตัวละ 350 บาท

โดยที่ผ่านมาการเลี้ยงไก่คอล่อนพัทลุง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมที่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมภายในครัวเรือน มีสมาชิกของกลุ่ม10 ราย ฟักลูกไก่ขายเดือนหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท

สำหรับไก่คอล่อนพัทลุง เป็นไก่เนื้อ มีลักษณะคล้ายไก่พื้นเมือง (ไก่ชน) โดยบริเวณกระเพาะพักจนถึงปากไม่มีขน หรือมีขนแต่หนาไม่เกิน 1.5 นิ้ว จึงเรียกว่า คอล่อน มีสายพันธุ์มาจากไก่ของฝรั่งเศสที่นำมาเลี้ยงในประเทศเวียดนามและกัมพูชา เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยทหารญี่ปุ่นได้นำไก่คอล่อนจากประเทศเวียดนามและกัมพูชามาเป็นอาหารในกองทัพ และยกพลขึ้นบกที่ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา มีการจัดสร้างถนนยุทธศาสตร์สายสงขลา-พัทลุง ทำให้ไก่คอล่อนแพร่หลายในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะ จ.พัทลุงและภาคใต้ตอนล่าง โดยได้มีการคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์เรื่อยมา จนเรียกว่า “ไก่คอล่อนพัทลุง” ในปัจจุบัน



ที่มา ผู้จัดการ
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4805
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,296. สมุนไพร กวาวเครือ เปลี่ยนเพศกบวิจัยและพัฒนา





มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ ได้ทำการวิจัย สมุนไพร กวาวเครือ เปลี่ยนเพศกบวิจัยและพัฒนา ด้วยฮอร์โมนและสารสกัดจากสมุนไพรกวาวเครือขาว

กบเป็นเมนูอาหาร ซึ่งแปรรูปได้หลากหลาย และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ส่งผลให้เกษตรกรหันมาสนใจเลี้ยงเพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มนักเปิบ เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งอาชีพหลักและเสริม กบจึงเป็นสัตว์ที่ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน และนักวิชาการ

ผศ.ดร.บัญญัติ มนเทียรอาสน์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนา สมุนไพร กวาวเครือ เปลี่ยนเพศกบวิจัยและพัฒนา ด้วยฮอร์โมนและสารสกัดจากสมุนไพรกวาวเครือขาว จนได้รับความสำเร็จ บอกกับทีมงาน “หลายชีวิต” ว่า

กบเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ซึ่งในแง่พฤติกรรมและลักษณะนิสัย เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนน้อย โดยเฉพาะกบนา [Common lowland Frog (Ranarugulosa)] เป็นที่ต้อง การของตลาด ค่อนข้างจะกว้างกว่าบูลฟร็อก

กบนา…..หรือ กบพื้นเมือง พบอาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติของทุกภาคในประเทศไทย ลักษณะ ผิวด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวหนังขรุขระมีรอยย่น ที่ริมฝีปากมีแถบดำ ใต้คางมีจุดดำ หรือแถบลายดำ การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงกันยายน หลังจับคู่กันแล้วตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ 1,500 ถึง 3,000 ฟอง

กบนามีน้ำหนักประมาณ 150 กรัม ถึง 250 กรัม ตัวเมียมีขนาดโตกว่าตัวผู้ เมื่อพร้อมที่จะผสมพันธุ์ท้องตัวเมียจะมีลักษณะอูม เคลื่อนไหวช้า และข้างลำตัวมีตุ่ม คลำดูมีลักษณะสากมือ ส่วนตัวผู้ลำตัวจะมีสีเหลือง ถุงเสียง (vocal sac) เป็นรอยย่นสีดำที่ใต้คางเห็นอย่างชัดเจน….ซึ่งจะใช้ ส่งเสียงร้องเรียกตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์

ปัจจุบันพบว่า…..กบในธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลงเป็นจำนวนมากด้วยหลายสาเหตุ จากการขยายตัวของชุมชน มนุษย์มีการจับอย่างต่อเนื่อง การใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ…ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบทั้งนั้น

ด้วยฉะนี้จึงเกิดแรงบันดาลใจให้ทำการวิจัย สมุนไพร กวาวเครือ เปลี่ยนเพศกบวิจัยและพัฒนา ด้วยการใช้สารคล้ายฮอร์โมนเพศเมียจากธรรมชาติเข้ามาใช้เปรียบเทียบกับการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ 3 ชนิดคือ Estradiol 17 beta (E2), Diethyl Stilbestrol (DES), โดยสกัดจากสมุนไพรกวาวเครือขาวที่ระดับความเข้มข้นอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้วแช่และใช้ผสมในอาหารให้ลูกกบนากินโดยตรง กรรมวิธีนี้พบว่าลูกกบได้กลายเพศเป็นเพศเมียมากกว่าเพศผู้ และเมื่อเจริญเติบโตเพศเมียจะเติบโตดีกว่าเพศผู้ประมาณ 20 ถึง 40%

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นหนึ่งในจำนวนหลายหลากในงาน Thailand Research Expo : 2011 ซึ่งแสดง ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ หากสนใจตามไปดูรายละเอียดได้ รีบๆ เพราะวันนี้ (30 สิงหาคม) เป็นวันสุดท้าย.




ที่มา ไทยรัฐ
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4797
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,297. ผักเหมียง สร้างรายได้





พืชกินยอดชื่อดังของภาคใต้ ผักเหมียง สร้างรายได้ จนกลายมาเป็นอาชีพหลัก สำหรับครอบครัว เพราะบางเดือนสร้างรายได้ให้ถึง 15,000 บาท

นายสมบูรณ์ ช่วยทอง อายุ 50 ปี ชาวหมู่ที่ 5 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตนได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง ให้เป็นแกนนำบุกเบิกพื้นที่ว่างในสวนยางพารา 9 ไร่ เพื่อปลูก “ผักเหมียง” พืชกินยอดชื่อดังของภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2537 โดยเริ่มซื้อต้นพันธุ์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง 350 ต้น แล้วค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ต้นในปี 2546 และมีปริมาณมากถึง 300,000 ต้น ในปัจจุบัน จนกลายมาเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัวในขณะนี้ เพราะบางเดือนสร้างรายได้ให้ถึง 15,000 บาท

ทั้งนี้ การปลูก ผักเหมียง สร้างรายได้ ในระยะเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น ยังไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากนัก โดยเก็บยอดไปขายในตลาด วันละ 10-20 ยอดก็ยังขายไม่หมด ต้องใช้ความเพียรพยายามอดทนอยู่ถึง 2 ปี จนกระทั่งผู้คนเริ่มรู้จักและหันมาบริโภคกันมากขึ้น เนื่องจากสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งต้มกะทิ ผัดไข่ ลวกจิ้มน้ำพริก หรือกินแบบสดๆ ที่สำคัญก็คือ ปลอดภัยไร้สารพิษ 100% นั่นจึงเป็นช่องทางให้เกิดการขยายตลาดออกไปมากขึ้น และปลูกต้นพันธุ์จนเต็มพื้นที่ เมื่อปี 2543

ปัจจุบัน นายสมบูรณ์ และครอบครัวช่วยทอง ไม่ต้องนำ ผักเหมียง สร้างรายได้ ส่งไปขายเองที่ตลาดแล้ว เพราะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวนยางพารา ในราคาส่งกรัมละ (มัดละ) 5 บาท หรือกิโลกรัมละ (10 มัด) 50 บาท เนื่องจากพืชชนิดนี้สามารถให้ผลผลิตได้ทุกวันและตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการส่งเสริมให้ชาว ต.นาชุมเห็ด ปลูกผักชนิดนี้ รวมเป็นเนื้อที่ถึง 300 ไร่แล้ว แต่ผลผลิตที่ออกมาก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

นายสมบูรณ์ยังกล่าวอีกว่า การปลูกผักเหมียง ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ในครั้งแรก กว่าที่ต้นพันธุ์จะใหญ่โตจนสามารถเก็บยอดไปขายได้ ต้องใช้เวลา 5-6 ปี หลังจากนั้น ก็เพียงแค่บำรุงรักษาทั่วไป เช่น ใส่ปุ๋ย ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งก็คือ ปุ๋ยตัวเดียวกับที่ใส่ให้ต้นยางพารา ในสูตร 15-7-18 ส่วนน้ำก็ไม่ต้องรด เพราะภาคใต้ฝนชุ่มฉ่ำทั้งปี หรือถ้าแล้งก็ไม่รุนแรง ขณะที่วัชพืชแทบไม่มีเลย เพราะหากผักเหมียงมีต้นใหญ่เต็มที่ หญ้าจะตายไปเองทั้งหมด ส่วนยอดที่เก็บไปขาย หากพรมน้ำแล้วห่อด้วยใบตองก็จะสามารถเก็บไว้ให้สดได้นานถึง 7 วัน




ที่มา ผู้จัดการ
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4793
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,298. หน่อไม้ฝรั่ง สร้างรายได้





จ.กาญจนบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่รวมกลุ่มผลิต หน่อไม้ฝรั่ง สร้างรายได้ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2534 โดยได้ถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตหน่อไม้ฝรั่ง ที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร

สำนักงานเกษตรอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่รวมกลุ่มผลิต หน่อไม้ฝรั่ง สร้างรายได้ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2534 โดยได้ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร

พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่มีศักยภาพ ทั้งยังส่งเสริมให้จัดตั้งจุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิต ขณะเดียวกันยังส่งเสริมด้านการตลาดโดยผลักดันให้ทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้ากับบริษัทผู้ส่งออก ทำให้สมาชิกไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดเพราะมีผู้รับซื้อหรือตลาดรองรับแน่นอน และขายได้ราคาเป็นที่พอใจ

นายทะนงค์ กาหลง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งด่านมะขามเตี้ย บอกว่า เดิมเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด และปลูกพริกขาย ซึ่งมีความเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งภัยธรรมชาติ โรคและแมลงศัตรูพืช ที่สำคัญยังมีความเสี่ยงเรื่องตลาดและราคาผลผลิตและรายได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงมองหาอาชีพใหม่โดยสังเกตเห็นว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงปลูก หน่อไม้ฝรั่ง สร้างรายได้ มีรายได้ดี จึงสนใจและได้รวมกลุ่มกันปลูกหน่อไม้ฝรั่งป้อนตลาด

ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งด่านมะขามเตี้ยมีสมาชิก จำนวน 200 คน พื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 300-400 ไร่ โดยวิสาหกิจชุมชนฯได้ทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้ากับบริษัทผู้ส่งออกแบบปีต่อปี ก่อนทำสัญญาทุกครั้งกลุ่มฯสามารถต่อรองราคากับบริษัทได้

กลุ่มฯ เน้นให้สมาชิกผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานตามความต้องการของลูกค้า ทุกวันสมาชิกต้องนำ ผลผลิตมาส่งที่จุดรับซื้อไม่เกิน 14.00 น. จากนั้นจะมีการคัดเกรดสินค้าก่อนขนส่งไปยังโรงคัดบรรจุ โดยประมาณ 75% ของผลผลิตทั้งหมด เป็นสินค้าเกรด A อีกประมาณ 15% เป็นเกรด B และเกรด C ซึ่งการปลูกหน่อไม้ฝรั่งพื้นที่ 1 ไร่

ใช้แรงงานภายในครัวเรือน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต 1-2 เดือน พัก 1 เดือน เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ย 50,000-70,000 บาท/ไร่/รอบการเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น



เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4771
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:50 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,299. ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หญ้าพันธุ์เนเปียร์





พันธุ์หญ้าที่คุณสมาน ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หญ้าพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 ซึ่งเป็นหญ้าอาหารสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ที่กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ

“รายได้เฉลี่ยต่อเดือนตอนนี้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ต่อเดือน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วก็อยู่ได้ เพียงพอใช้กันในครอบครัว พ่อ แม่ และลูก ซึ่งเพิ่งมาอยู่บ้านหลังจากไปทำงานที่กรุงเทพฯ” คุณสมาน นารีสา อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 3 ตำบลกุดน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โทร. (080) 728-2560 บอกกล่าวถึงรายได้ที่มาจากการประกอบอาชีพจำหน่ายท่อนพันธุ์และหญ้าหมักให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในพื้นที่

คุณสมาน เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ และ บริษัท คอร์น โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพมาสู่การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค

โดยพันธุ์หญ้าที่คุณสมาน ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หญ้าพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 ซึ่งเป็นหญ้าอาหารสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ที่กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ เป็นพืชอาหารสัตว์สายพันธุ์ใหม่ ที่มีคุณสมบัติดีเด่น ทั้งด้านผลผลิต และความเหมาะสมในการใช้เป็นพืชลด

เมื่อมีการศึกษา วิจัย ขยายพันธุ์ และใช้ประโยชน์ทั้งในหน่วยงานรัฐ เอกชน ฟาร์มเกษตรกร ตลอดจนทดลองแปรรูป ปรับปรุงสภาพ และใช้เลี้ยงสัตว์ ทั้งโคเนื้อ และโคนม ในรูปของหญ้าสด และหญ้าหมัก จนได้ผลยืนยันแล้ว กรมปศุสัตว์ มีความมั่นใจว่าเป็นพืชอาหารสัตว์ที่มีศักยภาพสูง เหมาะสมที่จะส่งเสริมการผลิตและใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ หญ้าพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบประมาณ 10-12% ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

แต่เดิมนั้น คุณสมาน เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพการทำไร่อ้อย และมันสำปะหลัง เป็นหลัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำเสียที่ปล่อยมาจากโรงงาน ของ บริษัท คอร์น โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังและสินค้าอื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบเกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังในช่วงนั้นจึงเรียกได้ว่า เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร โดยรอบโรงงานเป็นอย่างมาก “ประสบปัญหามา 10 กว่าปี อ้อยและมันสำปะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย” คุณสมาน กล่าว




มติชน
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4579
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,300. ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน





ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 7 ปี

โดยปกติแล้วมะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมาก ๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้

มะละกอแขกดำ “เรด แคริเบียน” เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศทางแถบอเมริกากลางและนำมาคัดเลือกพันธุ์นานกว่า 7 ปี ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะดังนี้ ขนาดผลคล้ายกับมะละกอเรดมาลาดอล์แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามาก (ขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว) น้ำหนักผลเฉลี่ย 2-5กิโลกรัม เนื้อหนามาก มีสีแดงส้มและรสชาติหวาน จากการ ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน ในแปลงพบว่าต้นมะละกอแขกดำ “เรด แคริเบียน” มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลำต้นมีความแข็งแรง ติดผลดกและผลมีขนาดใหญ่ เป็นมะละกอที่สามารถบริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ โดยเฉพาะผลสุก มะละกอมีรสชาติหวานจัด เนื้อหนา 3-4 ซม. ทานอร่อยมาก ส่วนผลดิบใช้ตำส้มตำได้เหมือนมะละกอแขกดำ

ปัจจุบันทางชมรมฯ ได้คัดเลือกพันธุ์มะละกอแขกดำ “เรด แคริเบียน” ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ A, B และ C คัดเลือกพันธุ์จนสายพันธุ์เริ่มนิ่ง และในแต่ละกลุ่มที่ลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือ ความใหญ่ของผล อย่างกรณีของกลุ่ม C น้ำหนักผลหนักถึง 4 กิโลกรัม, มีเนื้อสีแดงเหมือนกับมะละกอแขกดำศรีสะเกษ แต่มีสภาพต้นที่แข็งแรงและต้านทานโรคจุดวงแหวนได้ดีกว่า ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน บางต้นเป็นโรคจุดวงแหวน เมื่อได้รับปุ๋ยและน้ำอุดมสมบูรณ์ ต้นมะละกอ “เรด แคริเบียน” เจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่อไปได้

การเตรียมดิน ปลูกมะละกอ เรด แคริเบียน
การเตรียมดินและปลูก แขกดำ “เรด แคริเบียน” ถ้าสภาพดินปลูกมีค่า pH ต่ำกว่า 6.0 ให้หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ในอัตรา 200-300 กก./ไร่ คลุกดินโดยการไถพรวน แล้วตากทิ้งไว้ 10-15 วันหลังจากนั้นไถยกร่อง สูง 20-30 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร เพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณหลุมปลูก ในการเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมกลางร่องปลูกขนาด 50x 50×50 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 2.5-3 เมตรใส่แกลบดิบและแกลบเผาอย่างละครึ่งปี๊บ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 5 กิโลกรัม หินฟอสเฟตบด 1 กิโลกรัม และปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 ประมาณ 150 กรัม ผสมดินในหลุมปลูกกับวัสดุปรับปรุงดิน รดน้ำให้ชื้นและยุบตัวดี หว่านเชื้อไตรโคเดอร์มา 50-100 กรัม/หลุม เพื่อลดการสูญเสียจากโรครากเน่า โคนเน่า คลุมบริเวณหลุมปลูกด้วยฟางข้าว ทิ้งไว้ 7-10 วันจึงปลูกได้.




ที่มา เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4557
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:55 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,301. เทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น





[img]วรรณา พรหมศรี แนะเทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น ทำเป็นอาชีพที่มั่นคงได้

ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในกระเป๋าไม่มั่นคง รายได้น้อย รายจ่ายสูง จนผู้คนส่วนใหญ่ต้องหาทางออกโดยการมองหางาน อาชีพเสริมเข้ามาจุนเจือรายได้ปกติที่ไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไรนัก

งานอาชีพเสริมหลายๆ งานมีคนหันไปทำกันมากมาย เพราะเห็นว่าง่าย สะดวก และน่าจะมีเงินรายได้เข้ามาบ้าง จึงหันไปจับทำกัน ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง อยู่ที่ว่าแต่ละบุคคลจะปฏิบัติเช่นไร ทำถูกต้องตามลักษณะชิ้นงานไหม? และผู้บริโภคให้การยอมรับหรือเปล่า ทุกขั้นตอนมีรายละเอียดในเชิงลึก งานอาชีพเสริมจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่เราเดินไปถูกทางหรือเปล่า รู้เทคนิคและวิธีการอย่างละเอียดแล้วหรือยัง?

อย่างเช่น อาชีพเสริมในภาคเกษตรที่หลายๆ คนมักจะให้ความสนใจเป็นลำดับต้นๆ ก็คืออาชีพ “การเพาะเห็ด” ทุกคนมองเห็นแล้วว่า “เห็ด” นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย ตลาดผู้บริโภคยังไปได้ดี จึงมีผู้ให้ความสนใจ เทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นอาชีพเสริมกันมาก ซึ่งจริงๆ แล้วหากมีการลงทุนถึงขั้นดำเนินการเพาะเห็ดขึ้นมา

การเพาะเห็ดไม่น่าจะเป็นงานเสริมอย่างที่เข้าใจ การเพาะเห็ดน่าจะเป็นงานหลักเสียมากกว่า เพราะการเพาะเห็ดต้องดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ต้องมีเวลาในการเก็บเห็ด ขายเห็ด และปฏิบัติการกับเห็ดในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและจุกจิกพอสมควร ดังนั้น เทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จจึงไม่น่าจะเป็นเพียงแค่งานนอกแถว เสริมรายได้เท่านั้น

เทคนิคเพาะเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้ครอบครัวนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก ถ้าตั้งใจทำจริงและมีเวลาให้กับงานอย่างเพียงพอ “คุณวรรณา พรหมศรี” ผู้ที่หันมายึดอาชีพการเพาะเห็ดทำเป็นธุรกิจจริงจัง เห็ดที่เธอเพาะเป็นงานหลักก็คือ “เห็ดโคนญี่ปุ่น” ทำมา 2 ปี ประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย



มติชน
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-4472
[/img]
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 4:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,302. ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่








จากการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ จากการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยและปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ คือ พันธุ์ขอนแก่น 84-7 หรือ Khon Kaen 84-7 ซึ่งกรมวิชาการเกษตรประกาศเป็น พันธุ์พืชรับรอง ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2554 และเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรในการใช้พืชพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งสามารถช่วยสร้างอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมและเพิ่มรายได้อีกด้วย

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วลิสงพันธุ์ขอน แก่น 84-7 เดิมชื่อ สายพันธุ์ KK4418 เกิดจากการผสมข้ามระหว่าง พันธุ์ China no.1 กับพันธุ์ EC36892 ในปี 2536 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น จากนั้นทีมนักปรับปรุงพันธุ์ได้ทดสอบและคัดเลือกสายพันธุ์ถึง 5 ชั่วรุ่น ซึ่งมีการปลูกเปรียบเทียบกับ พันธุ์ไทนาน9 และ พันธุ์ขอนแก่น 5 โดยเปรียบเทียบเบื้องต้น 4 แปลงทดลอง พร้อมเปรียบเทียบมาตรฐาน 10 แปลงทดลอง อีกทั้งยังปลูกเปรียบเทียบในท้องถิ่น 12 แปลง และแปลงเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี พิษณุโลก เชียงใหม่ สงขลา จำนวน 16 แปลง นอกจากนั้นยังได้ศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ รวมถึงปฏิกิริยาของพันธุ์ต่อโรคโคนเน่าขาว โรคราสนิม โรคใบจุด และโรคยอดไหม้ และยังศึกษาลักษณะการเจริญเติบโต อัตราประชากร และการตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีด้วย

นางสมจินตนา ทุมแสน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 84-7 มี ลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีลำต้นเขียว ใบสีเขียวเข้ม ทรงพุ่มแผ่กว้าง ลักษณะการแตกกิ่งแบบ alternate branching มีดอกสีเหลือง การติดฝักค่อนข้างกระจายรอบโคนต้น เยื่อหุ้มเมล็ดมีสีชมพู เส้นลายบนฝักเห็นได้ชัดเจน อายุถึงวันออกดอก 28-30 วัน อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 98-125 วัน จำนวนฝักต่อหลุม ประมาณ 25-30 ฝัก จำนวนเมล็ดต่อฝัก 1-2 เมล็ด การกะเทาะ 60-64 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดมีโปรตีน 18 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมัน 50 เปอร์เซ็นต์

ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่นี้มี ลักษณะเด่น ที่ให้ผลผลิตฝักแห้งสูงถึง 315 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ไทนาน 9 ประมาณ 15% และสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 5 ประมาณ 10% ทั้งยังมีขนาดเมล็ดโต โดยน้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 54.3 กรัม ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ไทนาน 9 และขอนแก่น 5 ประมาณ 24% และ 13% ตามลำดับ นับว่ามีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดี สามารถปลูกได้โดยทั่วไปของสภาพการผลิตถั่วลิสงในประเทศไทย

สำหรับการปลูกถั่วลิสงพันธุ์ขอน แก่น 84-7 ใช้อัตราปลูก 48,000 ต้น/ไร่ มีระยะระหว่างแถว 40 เซนติเมตร หยอด 3 เมล็ด/หลุม ห่างกัน 25 เซนติเมตร หรือหยอดให้มีจำนวนต้น 15 ต้น/เมตร เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ อย่างไรก็ตาม ถั่วลิสงพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่ต้านทานปานกลางต่อ โรคราสนิมและใบจุดดำ ค่อนข้างทนทานต่อ โรคโคนเน่าขาว แต่อ่อนแอต่อ โรคยอดไหม้ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรหมั่นดูแลแปลงอย่างสม่ำเสมอ

หากสนใจหรือต้องการเมล็ดพันธุ์ ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 84-7 สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โทร. 0-4320-3506 , 0-4320-3508




ที่มา : เดลินิวส์ .
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3973
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:04 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,303. ปลูกฝรั่งแป้นสีทอง รายได้ดี








จุดเด่นของฝรั่งแป้นสีทองของกลุ่มเกษตรกร ต.ควนเมา ซึ่งทำให้เป็นรู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ นอกจากจะหวาน กรอบ อร่อย ผลโต และสดจากสวนวันต่อวันแล้ว ยังปลอดสารพิษด้วย แม้เกษตรกรส่วนใหญ่ของ จ.ตรัง จะยึด ปลูกยางพารา เป็นอาชีพหลักเช่นเดียวกับเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ ของภาคใต้ แต่สำหรับชาวตำบลควนเมา อ.รัษฎา ไม่ได้ยึดเฉพาะปลูกยางแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อพบว่าพื้นที่ดินย่านนั้น ยังเหมาะที่จะปลูกพืชเกษตรชนิดอื่นได้ โดยเฉพาะไม้ผลอย่าง ฝรั่งแป้นพันธุ์สีทอง หลังได้รับคำแนะนำจากเกษตรจังหวัดฯ กระทั่งเกิดเป็นการรวมกลุ่มปลูกฝรั่งพันธุ์นี้ เน้นปลอดสาร ผลผลิตผลโต รสชาติหวาน กรอบ ซึ่งนอกจากสร้างรายได้ให้แต่ละครอบครัวได้อย่างมั่นคงแล้ว ยังสร้างชื่อให้แก่ชุมชนด้วย

นายสามารถ ลักษณา เกษตรจังหวัดตรัง กล่าวว่า ช่วงก่อนปี 2535 ที่จะมีการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 4 ต.ควนเมา อ.รัษฎา เพื่อปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะยึดประกอบอาชีพทำสวนยาง ต่อมามีเกษตรกรบางรายเห็นว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวเหมาะที่จะปลูกพืชเกษตรชนิดอื่นด้วย เพื่อเป็นอาชีพเสริมและได้ไปปรึกษาที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กระทั่งได้แนะนำให้ปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง เพราะปลูกง่าย ตลาดต้องการ อีกทั้งเป็นไม้ผลที่ทนทานต่อโรค ที่สำคัญการลงทุนแต่ละไร่ไม่มาก

จึงได้เกิดเป็นการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่แรกๆ 4-5 ครัวเรือน ในพื้นที่รวมประมาณ 10 กว่าไร่ ต่อมาได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจนปัจจุบันมีเกษตรกรเข้ารวมกลุ่มกว่า 20 ราย รวมพื้นที่นับร้อยไร่ ที่สำคัญชื่อเสียงผลิตผลของกลุ่มได้รับความนิยมจากท้องตลาดอย่างรวดเร็ว เพราะมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เกษตรจังหวัดตรังกล่าว

พร้อมบอกถึงเทคนิคขั้นตอนการปลูกไม้ผลชนิดนี้ สิ่งสำคัญคือ จะต้องคัดเลือกสายพันธุ์แท้มาปลูกเท่านั้น ส่วนการดูแลรักษาต้นฝรั่งให้ได้ดีนั้น นอกจากจะต้องดายหญ้าอยู่สม่ำเสมอแล้ว ยังต้องใส่ปุ๋ยทุกๆ 3 เดือนด้วย พร้อมทั้งตัดแต่งกิ่งกระโดง และตัดแต่งลูกที่ไม่สมบูรณ์ออก จากนั้นให้ห่อผลที่สมบูรณ์ ซึ่งมีขนาดเท่ากับมะนาว โดยการใช้กระดาษห่อ แล้วสวมทับด้วยถุงพลาสติก หลังจากนั้นประมาณ 60 -75 วัน ก็สามารถเก็บผลไปขายได้

การปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง มีต้นทุนการผลิตไร่ละ 1 หมื่นบาทต่อปี และมีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 33,600 บาทต่อปี สามารถให้ผลผลิตได้ต้นละ 3 กิโลกรัมต่อครั้ง และเก็บผลผลิตได้ 2-3 ครั้งต่อเดือน ในช่วงฤดูฝน โดยให้ปริมาณผลผลิต 2,000 กิโลกรัมต่อเดือน ส่วนช่วงฤดูแล้งประมาณ 3 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม แม้ผลผลิตอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา นายสามารถแจง

สำหรับการตลาดนั้น เกษตรจังหวัดตรัง กล่าวว่า ผลฝรั่งที่นำมาจำหน่ายจะมี 3 เกรด คือ เกรด A ขนาดน้ำหนัก 0.50 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 25 บาท เกรด B ขนาดน้ำหนัก 0.30-4.99 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท และเกรด C ซึ่งผลมีตำหนิ ราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสถานที่ขายจะมีทั้งที่หน้าสวน ที่ร้านค้าริมถนนสายเทศารัษฎา ต.ควนเมา ที่โรงพยาบาลศูนย์ตรัง และในงานเทศกาลต่างๆ นอกจากนั้น ยังได้ต่อยอดผลิตเป็นน้ำฝรั่งสดจำหน่ายในที่ต่างๆดังที่กล่าวด้วย ในราคาขวดละ 10 บาท

จุดเด่นของฝรั่งแป้นสีทองของกลุ่มเกษตรกร ต.ควนเมา ซึ่งทำให้เป็นรู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ นอกจากจะหวาน กรอบ อร่อย ผลโต และสดจากสวนวันต่อวันแล้ว ยังปลอดสารพิษด้วย เพราะชาวบ้านจะใช้วิธีการธรรมชาติในการกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อไปยังที่ทำการกลุ่ม เลขที่ 87 หมู่ 4 ต.ควนเมา อ.รัษฎา จ.ตรัง โทรศัพท์ 08-1083-2309 , 08-1958-0517 ซึ่งสมาชิกทุกคนยินดีให้ทุกรายละเอียดที่ต้องการรู้



ที่มา : คมชัดลึก
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3785
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,304. ปลูกมะระจีน สร้างรายได้





นายบุญเสริม ช่วยชู อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 138 ม.11 ต.ป่าบอน อ.ป่าบอน เกษตรกรกล่าวว่า ใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยางพารามาปลูกมะระจีนขาย สร้างรายได้เสริม ได้เฉลี่ยไร่ละ 1 แสนบาท

นายบุญเสริม ช่วยชู อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 138 ม.11 ต.ป่าบอน อ.ป่าบอน เกษตรกรกล่าวว่า ใช้เวลาว่างหลังจากทำสวนยางพารามาปลูกมะระจีนขาย สร้างรายได้เสริม การปลูกมะระจีน ขุดหลุมกว้าง 20-30 เซนติเมตร ลึก 20-25 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กลบทับด้วยดินบางๆ แล้วจึงหยอดเมล็ดลงในหลุมๆ ละ 3-5 เมล็ด กลบทับด้วยดินหนา ไม่เกิน 1 เซนติเมตร ปักค้างเพื่อให้ต้นเลื้อยขึ้นค้าง หลังจากที่ต้นกล้ามีใบจริงแล้ว ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 3 ต้น พออายุได้1 เดือน เริ่มผลิดอกก็ใช้ฮอร์โมนฉีดเร่ง พร้อมกับใช้ปุ๋ยสูตร15-15-15 หว่านรอบโคนต้น โดยการเก็บเกี่ยวมะระขาย จะใช้เวลาประมาณ 55-60 วัน และจะเก็บวันเว้นวันซึ่งตนปลูกในพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ใช้ทุนในการปลูกไร่ละ 3 หมื่นบาท หากบวกลบคูณหารแล้ว ขณะนี้ราคามะระ อยู่ที่ ก.ก. ละ14 บาท ก็สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยไร่ละ 1 แสนบาท

ส่วนตลาดนั้น จะส่งขายในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีพ่อค้ามารับชื้อถึงที่ สำหรับประโยชน์ทางอาหารมะระจีน แก้เบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ผลดิบ-กินแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้าม อักเสบ ผลสุก-ใช้คั้นน้ำทาหน้าแก้สิว เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาเจริญอาหาร แก้โรคลมเข้าข้อหัวเข่าบวม เป็นยาบำรุงน้ำดี เป็นยาขับพยาธิในท้อง ส่วนน้ำคั้นของผลมะระ-แก้ปากเปื่อย ปากเป็นขุย บำรุงระดูก




ที่มา : innnews
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3736
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,305. เห็ดนางฟ้าภูฏาน รายได้ดี












เห็ดนางฟ้าภูฏาน เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง ยิ่งมีกระแสกินเห็ดเพื่อสุขภาพ ยิ่งทำให้เห็ดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก เพราะมีคุณสมบัติในเชิงสุขภาพ เช่น ต้านสารพิษ

จีระนันท์ พุ่มเรือง หรือ ลูกโป่ง จากฟาร์มเห็ดยายฉิม จ.นครนายก วิทยากรอบรมการเพาะเห็ดในงานตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงที่พิพิธภัณฑ์การเกษตร เฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีช่องทางทำกินจากการเพาะเห็ดขาย เจ้าตัวเล่าว่า เป็นคนกรุงเทพฯ ครอบครัวเป็นลูกชาวนา มีคุณยายชื่อฉิมและเคยทำเห็ดฟางเตี้ยแบบโบราณและทำอาหารจำพวกเห็ดได้เก่งมาก ซึ่งมาถึงรุ่นหลัง ๆ ในครอบครัวก็เรียนจบปริญญาตรีกัน มีหน้าที่การงานประจำ แต่ที่บ้านไม่ลืมอาชีพเกษตร อยากจะคงไว้ซึ่งอาชีพ เป็นความภาคภูมิใจของอาชีพเกษตรกร

เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้ ม.เกษตรฯ ชอบไปเดินงานเกษตรแฟร์ทุกปี และชอบกินเห็ดเป็นชีวิตจิตใจทั้งบ้านเลย ทำอาหารเห็ดพื้นบ้านก็เป็นหมด จึงไปอบรมเรื่องการเพาะเห็ดจากผู้รู้ ทำให้ทราบว่าเห็ดที่กินมีมากมายหลายสายพันธุ์ และนำมาทำเป็นเห็ดเศรษฐกิจได้ไม่ใช่แค่เห็ดฟาง จากนั้นก็เริ่มเพาะเห็ดขาย เริ่มจากเห็ดอากาศร้อน อย่างเห็ดขอน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ แล้วจึงเพาะเห็ดอากาศเย็น อย่างเช่น เห็ดนางฟ้าภูฏาน เปาฮื้อ เพิ่มสายพันธุ์จากสายพันธุ์เดิม

จีระนันท์บอกว่า ใครอยากเพาะเห็ดขาย แนะนำให้ทำเห็ดที่ทำง่ายก่อน เช่น เห็ดนางฟ้าภูฏาน หรือ นางนวล และควรฝึกทำให้ผ่าน 3 ฤดูก่อน จะได้รู้ว่าเห็ดสายพันธุ์นี้เจออากาศแต่ละฤดูแล้วจะเกิดปัญหาอะไร ซึ่งวิธีทำก็เริ่มจากสร้างโรงเรือนกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร และขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่งฟาร์มเห็ดสามารถจะย่อหรือขยายได้ตามจำนวนเห็ดที่ใส่เข้าไป แต่ความสูงต้องเกิน 4 เมตร เพราะเห็ดอากาศเย็นจะต้องมีหลังคาสูง เพื่อจะช่วยลดความร้อนและระบายความร้อนได้ดี และห้ามโดนแดดโดนลม ส่วนวัสดุที่ทำโรงเรือนก็ทำมาจากไม้ไผ่ มุงด้วยแฝก จาก พื้นปูด้วยดินและทราย ทำหน้าต่างซึ่งคลุมด้วยสแลนสีดำเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ติดระบบน้ำสปริงเกิล โดยค่าสร้างโรงเรือนที่บรรจุก้อนเห็ดได้ราว 4,000 ก้อน อยู่ที่ประมาณ 35,000 บาท ส่วนก้อนเชื้อให้ซื้อก้อนเชื้อที่เดินใยเต็มที่แล้ว ราคาก้อนละ 5-10 บาท

เห็ดต้องการความชื้นรอบนอกกับออกซิเจน และในการงอกของก้อนเชื้อจะให้ผลผลิตประมาณ 4-6 เดือนโดยเฉลี่ยต่อ 1 รุ่น บางสายพันธุ์อาจจะดีกว่า ถ้าดูแลดี ถ้าไม่ติดเชื้อจะอยู่ได้นานเกือบปี

วิธีเพาะเห็ดในถุง จีระนันท์เล่าว่า มี 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนเปิดดอก ยกตัวอย่าง เห็ดนางฟ้าภูฏาน ให้นำก้อนเชื้อที่เส้นใยเห็ดเจริญเต็มถุง คัดเฉพาะที่ไม่มีการปนเปื้อน มาเปิดในโรงเรือน เปิดถุงโดยเอาสำลีออก แล้วนำก้อนไปเรียงซ้อนกัน รดน้ำเช้า-เย็น รักษาความชื้นในโรงเรือน 70-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องระวังอย่าให้น้ำเข้าถุง เพราะถุงจะเน่า และเสียเร็ว หลังจากนั้นประมาณ 7 วัน ดอกเห็ดเล็ก ๆ จะเกิดขึ้น จากนั้นจึงเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งจะเก็บประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้น พักก้อน 4-5 วัน คือหยุดให้น้ำ รอให้ดอกเห็ดแทงหน่อใหม่ จากนั้นเริ่มให้น้ำใหม่ และรอเก็บผลผลิตในรอบถัดไป

ต่อมาคือเรื่องการดูแลรักษากล่าวคือ ในฤดูแล้งให้รดน้ำที่พื้นที่วันละ 1-2 ครั้ง แต่สำหรับในฤดูฝน ถ้าฝนตกมากให้งดการให้น้ำ เวลาให้น้ำอย่าให้น้ำถูกดอกเห็ด ภายในโรงเรือนต้องมีอากาศถ่ายเท และมีแสงสว่างส่องเข้าถึง เส้นใยจะพัฒนาเป็นดอกเห็ดขนาดเล็กคล้ายดอกเข็ม หลังจากนั้นไม่เกิน 7 วัน ก็จะเก็บผลผลิตได้

ขั้นตอนสุดท้ายคือการเก็บดอกเห็ด ควรเก็บดอกเห็ดที่มีอายุปานกลางไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ควรเก็บก่อนดอกเห็ดจะปล่อยสปอร์ ใช้มือจับดอกเห็ดแล้วดึงเบา ๆ ดอกเห็ดจะหลุดออกมา แล้วใช้มีดตัดส่วนที่สกปรกบริเวณโคนเห็ดออก ไม่ควรวางดอกเห็ดซ้อนกันจำนวนมาก เพราะเนื้อเยื่อเห็ดจะช้ำได้ ควรมีผ้าขาวบางวางรองบนภาชนะที่ใช้เก็บ เช่น ตะกร้า กระจาด จะช่วยลดการเสียดสีลงได้ ภาชนะควรจะโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ การเก็บรักษาในถุงพลาสติกควรเจาะรูไว้ หรือไม่ควรปิดปากถุง เพราะเห็ดยังมีขบวนการหายใจ ทำให้มีไอน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาจทำให้ดอกเห็ดเน่าเสียเร็ว ควรเก็บไว้ในที่ร่ม หากเก็บในตู้เย็นต้องบรรจุในถุงพลาสติกปิดปากถุงให้แน่น จะเก็บได้นานประมาณ 7 วัน

“หลังจากเก็บดอกเห็ดแล้ว ให้รดน้ำทุกครั้ง ๆ ละ 1-2 นาที เห็ดในรอบต่อไปจะโตขึ้น วันหนึ่ง ๆ จะเก็บเห็ดได้ 3 ครั้ง อุณหภูมิที่ดีที่สุดคือไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส ที่สำคัญในโรงเรือนต้องมีออกซิเจนให้เห็ดหายใจ” จีระนันท์บอก ก้อนเห็ด 4,000 ก้อน จะเก็บเห็ดได้ครั้งละ 100 กก.ขึ้นไป โดยราคา เห็ดนางฟ้าภูฏาน ตอนนี้จะขายได้ กก.ละประมาณ 50-70 บาท ก้อนเชื้อ 1 ก้อนจะเก็บเห็ดได้ 6-8 เดือน ๆ ละ 4 ครั้ง ส่วนเห็ดนางรม เห็ดนางนวล ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 150 บาทขึ้นไป ซึ่ง ’ช่องทางทำกิน“ เพาะเห็ดขาย ก็นับว่ามีรายได้ที่น่าสน

ใครสนใจเรื่องการเพาะเห็ดอากาศเย็นสายพันธุ์ต่าง ๆ ต้องการติดต่อ จีระนันท์ พุ่มเรือง ฟาร์มเห็ดยายฉิม ติดต่อได้ที่ เลขที่ 545, 577 หมู่ 8 บ้านชะวากยาว ต.บ้านพริก อ.บ้านนา จ.นครนายก โทร. 08-9500-3728, 08-7068-1895.



ที่มา : เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3623
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,306. เพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม





ปัจจุบันคนไทยนิยมบริโภคเห็ดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาไม่แพง และยังสามารถเพาะเห็ดไว้บริโภคในครัวเรือนได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันยังมีการผลิตเห็ดเพื่อการค้าแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เห็ดกลายเป็นสินค้าเกษตรสำคัญ

ปัจจุบันคนไทยนิยมบริโภคเห็ดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาไม่แพงและยังสามารถเพาะเห็ดไว้บริโภคในครัวเรือนได้โดยใช้ต้น ทุนต่ำขณะเดียวกันยังมีการผลิตเห็ดเพื่อการค้าแพร่หลายมากขึ้นทำให้เห็ดกลาย เป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งแต่ละปี ไทยมีกำลังการผลิตเห็ดได้ประมาณ 120,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,014 ล้านบาท โดยเฉพาะเห็ดเพาะถุงนับว่ามีศักยภาพการผลิตสูงมาก ทั้งเห็ดเข็มทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดภูฏาน เห็ดหอม เห็ดนางรม เห็ดนางรมฮังการี เห็ดยานางิ เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดเออเรนจิ และเห็ดหลินจือ ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

นายสุพัฒน์ กลัดเดช นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร (พืชสวน) กล่าวว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การผลิตที่เหมาะสม และการส่งเสริมการฝึกอบรมอาชีพการเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป เป็นภารกิจหนึ่งที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร (พืชสวน) ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี และการจัดฝึกอบรมการเพาะเห็ด ทั้ง หลักสูตรการเพาะเห็ดเพื่อการค้าและหลักสูตรการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เป็น 2 หลักสูตร ที่อยู่ภายใต้โครงการฝึกอาชีพการเกษตรเฉพาะด้าน ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจจากเกษตรกรและผู้สนใจค่อนข้างมาก มีผู้เข้ารับการอบรมปีละกว่า 200 คน

การเริ่มต้นอาชีพการเพาะเห็ดมี 3 ขั้นตอนหลัก คือ การซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอกเอง การทำก้อนเชื้อเห็ด และการทำหัวเชื้อเห็ด เบื้องต้นขอแนะนำให้ทำก้อนเห็ดและทำหัวเชื้อเห็ดไว้ใช้เอง เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่ง ขั้นตอนการทำก้อนเห็ด มีดังนี้

1. ผสมขี้เลื่อย รำข้าว ปูนยิปซัม ปูนขาว และดีเกลือ ตามสัดส่วนที่กำหนด ให้เข้ากัน
2. ฉีดน้ำให้ส่วนผสมชื้นพอเหมาะไม่เปียกจนเกินไป
3. บรรจุส่วนผสมดังกล่าวในถุงพลาสติกบรรจุให้เป็นแผ่นแล้วใส่คอขวดใช้ยางรัดและ อุดปากด้วยสำลีปิดทับด้วยกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว
4. ใส่ในตะแกรงเหล็กที่ใช้สำหรับนึ่งก้อนเชื้อเห็ด แล้วนำไปนึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมงในห้องอบก้อนเชื้อเห็ด
5. นำก้อนเชื้อเห็ดที่นึ่งสุกออกมาพักไว้ 12 ชั่วโมง เพื่อให้ก้อนเชื้อเห็ดเย็น
6. นำสำลีที่อุดปากถุงออกแล้วหยอดเชื้อเห็ด และ
7. อุดสำลีและปิดปากด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ก็จะได้ก้อนเห็ดที่มีคุณภาพ

คุณอ้อมจันทร์ สนบ้านแพ้ว ฝ่ายควบคุมการผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงเห็ดบ้านรางสายบัว ต.คลองตัน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดเพื่อการค้าจากศูนย์ฯ กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเลี้ยงเห็ดบ้านรางสายบัว มีสมาชิก จำนวน 15 ราย ดำเนินการเพาะเห็ดในเชิงพาณิชย์ โดยสมาชิกกลุ่มมีการระดมทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือ เพื่อผลิตก้อนเห็ดที่มีคุณภาพป้อนให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการก้อนเห็ดนำ ไปเปิดดอก โดยจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า มีกำลังการผลิตวันละไม่น้อยกว่า 1,500 ก้อน

ก้อนเห็ดเป๋าฮื้อญี่ปุ่นและเห็ดยานางิ ขายก้อนละ 6 บาท ส่วนก้อนเห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดภูฏาน และเห็ดฮังการี ราคาก้อนละ 4 บาท ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก นอกจากนั้นกลุ่มยังมีการผลิตเห็ด 3 ชนิด ป้อนตลาดด้วยโดยจะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ได้แก่

- เห็ดหูหนู ขายส่งหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 25-30 บาท
- เห็ดภูฏาน กิโลกรัมละ 30-50 บาท
- เห็ดเป๋าฮื้อ กิโลกรัมละ 35-60 บาท

ซึ่งยังผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ขณะที่ราคามีแนวโน้มดีและยังไปได้สวย สามารถสร้างอาชีพและช่วยให้สมาชิกมีรายได้ 7,000-10,000 บาทต่อเดือน

สนใจที่จะฝึกอบรม การเพาะเห็ดเพื่อการค้า หรือ การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า สอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร (พืชสวน) เลขที่ 39 หมู่ 12 ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โทร. 0-2429-1298-9.



ที่มา : เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3619
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:32 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,307. ปลูกข่าอ่อน เดือนละหมื่นบาท





ชาวบ้านห้วยขะยูง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 100 หลังคาเรือน แห่ปลูกข่าเป็นอาชีพเสริมควบคู่กับการทำนา เน้นเก็บข่าอ่อนป้อนตลาดที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรเลี้ยงครอบครัวตลอดทั้งปี

เรื่องราวของเกษตรกรที่บ้านห้วยขะยูง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หันมาปลูกข่า เน้นเก็บเกี่ยวข่าอ่อนเพื่อส่งตลาดนับร้อยๆ ครอบครัวที่ว่านี้ ผู้สื่อข่าว “คม ชัด ลึก” ประจำ จ.อุบลราชธานี ได้ไปดูกิจการของชาวบ้านที่ร่ำลือว่าเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่ไม่มีการอพยพ แรงงานไปต่างถิ่น และหมู่บ้านที่ชาวบ้านไม่เป็นหนี้สินอีกด้วย เพราะแต่ละครอบครัวจะมีรายได้จากการขายข่าอ่อนเดือนละเป็นหลักหมื่นบาท ทุกวันนี้บ้านห้วยขะยูง เป็นแหล่งใหญ่ที่สุดที่มีการปลูกข่าอ่อน ส่งขายภาคอีสาน โดยมีตลาดหลักที่รับซื้อคือที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์ แม้ในพื้นที่จังหวัดอื่นอย่างที่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ แต่ปลูกน้อยกว่า

นางเทียน มังคะรินทร์ เกษตรกรวัย 65 ปี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ปลูกข่าอ่อนเป็นอาชีพเสริมที่บ้านห้วยขะยูง โดยนางเทียน บอกว่า ยึดอาชีพปลูกข่าพันธุ์พื้นเมืองขายสืบทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ โดยแต่ละครอบครัวจะปลูกข่าไม่ น้อยกว่าครอบครัวละ 1 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวไม่ต่ำกว่ารายละ 1 หมื่นบาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยต่อวันอย่างต่ำครอบครัวละ 200-500 บาท ทำให้ชาวบ้านห้วยขะยูงไม่เดือดร้อนและไม่มีหนี้สินเหมือนกับที่อื่น

ที่สำคัญนางเทียนบอกว่า อาชีพการปลูกข่าอ่อนขาย เป็นอาชีพที่ดีเพราะการปลูกข่าไม่ต้องดูแลมาก ไม่มีโรครบกวนเหมือนพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยด้วย รดน้ำเพียงเดือนละ 2 ครั้ง และใส่ปุ๋ยธรรมชาติมูลสัตว์ เจริญเติบโตได้ดี หลังจากปลูกลงดินประมาณ 6 เดือนสามารถเก็บผลผลิตขายได้ โดยขุดข่าอ่อนนำมาลอกเอาลำต้นที่แก่ออกจะเหลือลำต้นข่าข้างใน ซึ่งลำอ่อนหัวข่าอ่อนนำมามัด ขายส่งมัดละ 6 บาท โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้าน ส่วนข่าอ่อนคนอีสานนิยมรับประทานนำไปต้มจิ้มน้ำพริก แกงข่าอ่อน ถือเป็นพืชสมุนไพรปลอดสารพิษรับประทานแล้วมีผลดีต่อร่างกายอีกด้วย

ที่มา : คมชัดลึก
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3561




ปลูก‘ข่า’ ขาย รายได้กว่า 500 บาท/ไร่/วัน



“ข่า” เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและโรคผิวหนังได้ มีประโยชน์ทางโภชนาการ นำมาทำเครื่องปรุงอาหาร ทำน้ำพริก แกงได้หลายชนิด เพราะฉะนั้น ข่าจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถปลูกเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ได้ร่วมกับคณะกรมส่งเสริมการเกษตรไปดูงานการเกษตรที่อีสาน เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีข้อมูลการ “ปลูกข่าขาย” มานำเสนอกัน...

ที่บ้านน้ำเที่ยง ต.ห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีการ “ปลูกข่าขาย” เป็นอาชีพเสริมรองจากการทำไร่นามากว่า 20 ปี ด้วยเพราะข่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกง่ายดูแลไม่ยาก

เทือง บุราเกษ เกษตรกรผู้ปลูกข่าอ่อน บ้านน้ำเที่ยง ซึ่งมีประสบการณ์ปลูกข่าขายมานานนับปีเล่าว่า แต่ก่อนเกษตรกรบ้านน้ำเที่ยงส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำไร่ทำนาเท่านั้น
ส่วนข่านั้นยังไม่มีใครสนใจปลูกจริงจังเท่าไหร่ จนมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนหนึ่งนำพันธุ์ข่ามาปลูก และสามารถขยายพันธุ์ได้มากถึง 5 ไร่ นำไปจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้จากการทำไร่ทำนาได้เป็นอย่างดี และก็ได้แจกพันธุ์ข่าให้กับชาวบ้านไปทดลองปลูกกัน จากนั้นก็มีการปลูกจำหน่ายเป็นรายได้เสริมกันแพร่หลายมาจนทุกวันนี้

“ผมเองแต่ก่อนก็ทำนาอย่างเดียว รายได้ไม่พอ และเห็นว่าการปลูกข่านั้นเป็นรายได้เสริมที่ดี จึงเริ่มมีความคิดหันมาปลูกข่าเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม มาเริ่มปลูกจริงๆ จังๆ ก็ประมาณ ปี 2536 ปลูกมาจนถึงทุกวันนี้”

ข่านั้นปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี...

ข่าที่ปลูกกันที่บ้านน้ำเที่ยง จะเป็นพันธุ์ “ข่ากลาง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข่าแดง”
เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่ายแตกหน่อดี ให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี

“ดินที่เหมาะสมในการปลูกข่านั้น จะต้องเป็นดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย และต้องไม่มีน้ำท่วมขัง”

เกษตรกรรายเดิมให้ข้อมูลต่อไปว่า การเตรียมดินในการปลูกข่านั้นเริ่มจากไถพรวนหรือไถคราดปรับหน้าดิน จากนั้นก็ทำการขุดหลุมปลูกให้ได้ขนาดหลุมละ 50x50 ซม. ให้ได้ระยะห่างประมาณ 1x1 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแห้ง หรือจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำหรือเม็ดก็ได้

จากนั้นก็เป็นการลงต้นพันธุ์ โดยปลูกหลุมละ 3-5 ต้น เมื่อปลูกต้นพันธุ์ลงไปเรียบร้อยก็ทำการกลบดิน จากนั้นก็ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณหลุมละ 1 ช้อนแกง ขั้นตอนต่อมาก็นำเศษวัสดุพวกใบไม้แห้งหรือฟางมาคลุม เพื่อเป็นการรักษาความชื้น

การปลูกข่า 1 ไร่ จะใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 1,600 ต้น ต้นพันธุ์นั้นมีราคาอยู่ที่ต้นละ 2 บาท สำหรับข่าที่จะนำมาทำเป็นแม่พันธุ์ได้นั้น จะต้องมีอายุการปลูกประมาณ 1 ปี...

มาถึงขั้นตอนในการดูแลรักษา
การให้น้ำ ก็ไม่ยุ่งยากมาก ถ้าเป็นในหน้าฝน การให้น้ำก็ไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ ส่วนถ้าเป็นในหน้าแล้งก็จะให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

การให้น้ำในแปลงปลูกข่านั้น ก็จะใช้วิธีการปล่อยระบายน้ำลงในแปลงปลูกให้ทั่วและต้องให้ชุ่ม

ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้น ก็จะใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราประมาณ 50 กก. ต่อ 1 ไร่ ใส่ปีละ 2 ครั้ง และอีกสูตรหนึ่งก็คือ สูตร 13-13-21 เป็นปุ๋ยบำรุงหัวข่าให้สมบูรณ์ จะใส่ทุกเดือนๆ ละครั้ง เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากที่ลงแปลงปลูกข่าได้ประมาณ 3 เดือน ก็เริ่มเก็บหน่อข่าอ่อนได้แล้วแต่ข่าจะให้หน่ออ่อนเต็มที่เมื่อข่าอายุได้ประมาณ 6 เดือน และสามารถเก็บได้ยาวไปจนถึง 10 ปี

“การสังเกตข่าอ่อนที่สามารถเก็บขายได้แล้วนั้น ต้องเลือกเก็บต้นที่มีใบออกมาประมาณ 3-5 ใบ ถึงจะได้ข่าอ่อนที่ไม่แก่เกินไป” เกษตรกรผู้ปลูกข่าขายบอก

ทั้งนี้ การปลูกข่า 1 ไร่ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 14,000 บาท ซึ่งเป็นค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย และค่าเตรียมดิน ส่วนรายได้ในการเก็บข่าอ่อนจำหน่ายก็จะอยู่ที่ประมาณวันละ 500-700 บาท/ไร่

สำหรับ เทือง บุราเกษ นั้น ทั้งปลูกข่าเพื่อขาย และมีต้นพันธุ์ข่าขายด้วย ซึ่งผู้ที่สนใจผลิตผล สนใจจะซื้อพันธุ์ข่าเพื่อนำไปปลูกขายเป็นอาชีพเสริมบ้าง หรือต้องการจะสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ติดต่อไปได้ที่ 160 หมู่ 4 บ้านน้ำเที่ยง ต.ห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านคือ 0-4543-1290


บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน
ข้อมูลโดย เดลินิวส์
ที่มา : http://library.dip.go.th

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_02_1.htm
ที่มา : http://www.rakbankerd.com
http://howjob.blogspot.com/2011/01/500.html


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 29/11/2011 5:16 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,308. เลี้ยงปลาทับทิม ในกระชังแขวน








อาชีพการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังแขวนในบ่อ ทีมงานของซีพีเอฟได้แนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีและยั่งยืน

ในปี 2553 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีทองของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมซีพี-ปลานิลซีพี ในกระชังแขวนในบ่อ เนื่องจากราคาจำหน่ายดีเกือบตลอดทั้งปี เพราะกระแสความนิยมบริโภคเนื้อปลานั้นมีมากขึ้น แต่ปลาทะเลกลับลดปริมาณลงเรื่อยๆ

หลังกลุ่มธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มวางโครงการพัฒนาสายพันธุ์ปลา ด้วยการนำปลานิลจิตรลดาพระราชทาน มาเป็นต้นตระกูลเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ตามแนวพระราชดำริ พร้อมกับคัดเลือกสายพันธุ์ปลาที่มีลักษณะเด่นมากในด้านต่างๆ ทั้งจากอังกฤษ อเมริกา อิสราเอล และไต้หวัน มาผสมข้ามพันธุ์กัน และปรับปรุงสายพันธุ์ทางด้านคุณภาพให้ดีขึ้นโดยวิธีตามธรรมชาติ กระทั่งได้ปลาเนื้อพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะภายนอกอันโดดเด่น คือสีของเกล็ดและตัวปลามีสีแดงอมชมพูดูเป็นมงคล

สำหรับการเลี้ยงปลาชนิดดังกล่าว ยังมีหน่วยงานราชการที่คอยส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปลาชนิดนี้เป็นอาชีพในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใสสะอาด ปราศจากมลพิษ ไม่มีการใช้ยาและสารเคมีที่ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในตัวปลา และได้วางมาตรฐานการปฏิบัติทางการประมงที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ (Good Aquaculture Practice : GAP) ที่เป็นเหมือนเครื่องหมายยืนยันคุณภาพของสินค้า ซึ่งจะทำให้ปลาที่เลี้ยงออกมามีมาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นิคม นักคุ่ย กำนันบ้านหัวบ้าน ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี เกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงปลาในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปลาทับทิมครบวงจร เล่าว่า เมื่อ 20 ปีก่อน ตนและครอบครัวทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก แต่การทำนาก็พบปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งศัตรูในนาข้าวและโรคระบาด ที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องปุ๋ยราคาแพง ต้นทุนสูง และราคาข้าวตกต่ำ ทำให้ต้องหันมามองอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่า ซึ่งการทำประมงเป็นอาชีพที่น่าสนใจ

กระทั่งปี 2544 มีการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ดี ภายใต้การจัดการมาตรฐานของซีพีเอฟ หลังจากที่ได้ศึกษาดูก็เห็นโอกาสในอาชีพ จึงตัดสินใจที่จะทำอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซีพี โดยเลี้ยงในบ่อดินและประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ จนเมื่อปี 2553 ทีมงานของซีพีเอฟได้แนะนำการเลี้ยงปลาทับทิมกระชังแขวนในบ่อซึ่งน่าสนใจมาก ยิ่งเมื่อศึกษาดูงานจากในหลายๆ ที่ ก็ทำให้มั่นใจจึงตกลงเลี้ยง และผลการเลี้ยงก็ดีเกินคาดเพราะมีกำไรเพิ่มขึ้น อย่างชัดเจนแน่นอน

ปัจจุบันจึงได้เลี้ยงทั้งปลานิล ปลาทับทิม และกุ้งก้ามกราม ในส่วนของปลาที่เลี้ยงกระชังแขวนในบ่อทั้งหมด 100% จากผลการเลี้ยงที่ดีกำไรที่น่าพอใจทำให้มั่นใจในอาชีพนี้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันจึงมีแผนจะเพิ่มกระชังจาก 30 กระชัง เป็น 60 กระชัง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น

กำนันนิคมบอกว่า ตนเชื่อและมั่นใจว่าอาชีพนี้จะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีและยั่งยืนให้แก่ครอบครัวของตน และที่สำคัญอาชีพนี้จะกลายเป็นมรดกที่จะมอบให้แก่ลูกๆ ทั้งยังเชื่ออีกว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ลูกๆ ของตนได้อย่างแน่นอน

สำหรับเกษตรกรที่สนใจในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำกับซีพีเอฟ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใส่ใจ และตั้งใจจริง เพราะทางซีพีเอฟจะส่งนักวิชาการมาคอยให้ความรู้เป็นประจำ อีกทั้งยังจัดหาตลาดรองรับผลผลิตให้ทั้งหมดอีกด้วย และเชื่อว่าเกษตรกรทุกท่านจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้อย่างแน่นอน กำนันนิคมกล่าวทิ้งท้าย



ที่มา : คมชัดลึก
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3549
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,309. อาชีพเลี้ยงไก่บ้าน รายได้ดี





อาชีพเลี้ยงไก่บ้าน ภายใต้การส่งเสริมของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก็เป็นอีกรูปแบบของการทำอาชีพนี้ ที่สำคัญเลี้ยงไม่ยาก และตลาดต้องการสูง

ไก่บ้านหรือไก่พื้นเมือง เป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย ผู้บริโภคนิยมรับประทานไก่ประเภทนี้เพราะว่าเป็นไก่ที่มีเนื้อเหนียว นุ่มแน่น รสชาติดี ที่สำคัญปริมาณไก่บ้านที่ออกมาสู่ตลาดยังมีไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้ไก่บ้านมีราคาที่สูง ซึ่งผู้บริโภคก็ยังมีความต้องการอีกมาก อาชีพ เลี้ยงไก่บ้าน จึงเป็นอีก ช่องทางทำกิน ที่น่าสนใจ และการทำอาชีพนี้ภายใต้การส่งเสริมของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก็เป็นอีกรูปแบบของการทำอาชีพเลี้ยงไก่บ้าน

สมนิต และอารีย์ แก้วเกษ สองสามีภรรยา ทำอาชีพเลี้ยงไก่บ้าน เลี้ยงไก่บ้านมากว่า 4 ปี โดยสมนิตเล่าว่า เดิมนั้นทำอาชีพขับรถสิบล้อขนส่ง ทำอยู่ได้ระยะหนึ่งก็พอที่จะมีเงินเก็บอยู่บ้าง จึงตัดสินใจเลิกขับสิบล้อ และพาภรรยากลับไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิดของภรรยา นำเงินที่มีเก็บทั้งหมดไปลงทุนค้าขาย ขายของอยู่ที่เชียงใหม่อยู่หลายปี พอถึงช่วงปี 2540 ก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ตนเองก็โดนพิษเศรษฐกิจไปด้วย ทำให้ขาดทุนจนต้องเลิกกิจการ

หลังจากเลิกค้าขายก็พาภรรยาไปอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งตอนนั้นเพื่อนของลูกชายเลี้ยงไก่อยู่ ก็รับจ้างเพื่อนลูกชายเลี้ยงไก่ ซึ่งก็เป็นการหาประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ไปด้วย เลี้ยงไก่มานานจนพอจะมีเงินเก็บจึงตัดสินใจลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงเองบ้าง เนื่องจากเห็นว่าอาชีพเลี้ยงไก่มีรายได้ที่ดี เป็นอาชีพที่มั่นคงได้ โดยได้ไปสมัครเข้าโครงการเลี้ยง ไก่พันธุ์สีทอง กับทางซีพีเอฟ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง หลังจากได้รับคัดเลือกแล้ว ก็ต้องเข้าไปฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติการเลี้ยงไก่ในฟาร์มของบริษัทก่อน โดยพนักงานจะให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพในการเลี้ยงมากขึ้น

การเลี้ยงไก่บ้านนั้นจะเลี้ยงแบบ ฟาร์มระบบปิดด้วยโรงเรือนเปิด คือการสร้างโรงเรือนที่มั่นคง มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง จะไม่ใช้อิฐก่อเป็นกำแพงปิดมิดชิด แต่ใช้ตาข่ายขึงปิดรอบด้าน และมีม่านที่ใช้ถุงกระสอบหรือสแลนอีกชั้นหนึ่ง โดยจะต้องเปิด-ปิดได้รอบโรงเรือน เพื่อไว้สำหรับปิดกันฝนให้ไก่ ปิดช่วงเวลากลางคืนให้ไก่นอน ส่วนบนหลังคาโรงเรือนนั้นก็ทำการเดินระบบสปริงเกอร์น้ำไว้สำหรับเปิดให้ไก่ ในช่วงที่อากาศร้อน

ส่วนพื้นของโรงเรือนเป็นพื้นดินเกลี่ยให้เรียบ และภายในก็ใส่ถังใส่น้ำและรางอาหารเข้าไป โดยถังน้ำไก่นั้นจะวางห่างกันประมาณ 1-2 เมตรต่อถัง รางอาหารก็วางคั่นอยู่ตรงกลาง อัตราส่วนของโรงเรือนในการนำไก่เข้าเลี้ยงนั้นจะอยู่ที่ประมาณ ไก่ 10 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตร อย่างโรงเรือนของสมนิตนั้น กว้าง 10 เมตร ยาว 80 เมตร เลี้ยงไก่ได้ทั้งหมด 8,000 ตัว ทุนในการสร้างโรงเรือนขนาดเท่านี้ก็อยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท

การเตรียมโรงเรือนก่อนที่จะนำไก่เข้าเลี้ยง ต้องใช้แกลบใหม่โรยปูลงพื้นของโรงเรือนให้มีความหนาประมาณ 3-5 นิ้ว จากนั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำการฉีดให้ทั่วโรงเรือน ก่อนที่จะนำลูกไก่เข้าเลี้ยงตามปกติก็ต้องทำการอบลูกไก่เหล่านั้นก่อน เพื่อให้ลูกไก่แข็งแรง โดยเตรียม หัวกก แบบใช้แก๊ส เปิดให้มีอุณหภูมิประมาณ 34-35 องศาเซลเซียส เป็นการกกให้ความอบอุ่นไก่ ซึ่งไก่ที่นำเข้ามาจะเพลีย เพราะฉะนั้นน้ำที่ให้ไก่นั้นจะต้องผสมกลูโคสเข้าไปด้วยเพื่อให้ไก่แข็งแรง ขึ้น ซึ่งในช่วงที่อบไก่จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน จากนั้นก็ปล่อยเลี้ยงตามปกติ

การดูแลให้อาหารในช่วงแรก ให้น้อย ๆ แต่ให้บ่อยครั้ง เพื่อกระตุ้นการกินของลูกไก่ หลังจากนั้นก็ให้อาหารปกติ 3 ครั้งต่อวัน เช้า-กลางวัน-เย็น ส่วนน้ำต้องให้ตลอดอย่าให้ขาด ที่สำคัญจะต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวันเพื่อความสะอาด

ส่วนการดูแลทั่วไป ถ้าอากาศร้อนก็จะต้องมีพัดลมมาเปิดให้ไก่และเปิดสปริงเกอร์น้ำบนหลังคาเพื่อ ลดความร้อน ถ้าฝนตกหรืออากาศเย็นก็ทำการปิดม่านเพื่อให้ความอบอุ่นกับไก่ การเลี้ยงไก่แบบโรงเรือนเปิดผู้เลี้ยงจะต้องใส่ใจดูแลพฤติกรรมของไก่อยู่ เสมอว่าอยู่สบายหรือไม่ ต้องไม่ให้ร้อนหรือหนาวเกินไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงไก่นั่นก็คือเรื่องของความสะอาดภายในโรงเรือน ต้องทำความสะอาดโรงเรือน และอุปกรณ์ พวกถังใส่น้ำ รางอาหาร วันละ 2-3 ครั้ง ต้องให้สะอาดอยู่เสมอ และดูแลการเข้า-ออกฟาร์มเป็นพิเศษ ก่อนเข้าฟาร์มควรเปลี่ยนชุด สวมรองเท้าบู๊ตยาง ใช้หน้ากากอนามัยปิดปาก-จมูก สวมหมวกให้เรียบร้อย และที่สำคัญต้องผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนด้วย เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาเรื่องสุขภาพไก่

การเลี้ยงไก่บ้านจะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 56-60 วัน หรือประมาณ 8-9 สัปดาห์ ไก่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม ก็สามารถจับขายได้ ค่าอาหารในการเลี้ยงไก่ต่อ 1 รุ่น อยู่ที่ประมาณ 20 กว่าบาทต่อตัว หลังจากที่เลี้ยงรุ่นแรกแล้วควรจะพักเล้าไว้ประมาณ 21 วัน เพื่อทำความสะอาด ฉีดยาฆ่าเชื้อโรคในเล้า ก่อนจะนำไก่รุ่นใหม่มาเลี้ยง

สำหรับการเข้าโครงการเลี้ยงไก่ของซีพีเอฟ ทางบริษัทจะจัดส่งอาหารให้ตั้งแต่เริ่มเลี้ยง และจะมีสัตวแพทย์เข้ามาดูแลให้คำแนะนำปรึกษาอยู่ตลอด เลี้ยงครบอายุขาย ทางบริษัทก็จะเข้ามาจับส่งตลาด ซึ่งผู้เลี้ยงจะได้ราคาตัวละ 6 บาท เลี้ยง 8,000 ตัว ก็จะได้ 48,000 บาท ต่อ 8-9 สัปดาห์ เกษตรกรผู้เลี้ยงก็จะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 24,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรือนในการเลี้ยง ถ้าโรงเรือนใหญ่หรือมีหลายโรงเรือน เลี้ยงไก่ได้เยอะ รายได้ก็เพิ่มสูงขึ้น

สมนิตฟาร์ม ตั้งอยู่ที่เลขที่ 100/4 หมู่ 6 ต.หนองบัวน้อย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่วนใครที่สนใจอาชีพ เลี้ยงไก่บ้าน ต้องการเข้าโครงการของซีพีเอฟ ก็สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานของซีพีเอฟ โทร.08-3988-0987, หรือที่ สมบัติ ปิยะพันธุ์ โทร. 08-3797-9973, บุญช่วย การะเกตุ โทร.08-9190-6190, ประสิทธิ์ หนองขุ่นสาร โทร. 08-3461-0188.



ที่มา : เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3503
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:46 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,310. ไผ่ในกระถางแก้ว ทำง่าย ขายได้





ไผ่กวนอิม ไม้ชื่อมงคลที่สวยงาม นำมาดัดตกแต่งรูปทรงลงภาชนะเครื่องแก้ว รูปทรงสวยงาม แปลกตา มีหลากหลายแบบ ความคิดสร้างสรรค์-การต่อยอด ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของทุก ๆ อาชีพ เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีกับการเพิ่มจุดขายให้กับสินค้า จากสินค้าธรรมดาเมื่อนำมาประยุกต์ดัดแปลงก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่าง น่าสนใจ อย่างเช่นงาน ไผ่ในกระถางแก้ว ที่ทีม ช่องทางทำกิน มีข้อมูลมานำเสนอให้พิจารณากันในวันนี้

จักรพันธ์ วรรณพุฒ เจ้าของไอเดีย ไผ่ในกระถางแก้ว เล่าว่า มีอาชีพขายต้นไม้จำพวกไม้ประดับอยู่ที่สวนจตุจักร โดยตอนแรกเน้นจำหน่ายต้นอโกลนีมา ต่อมากระแสความนิยมลดลง อีกทั้งตลาดต่างประเทศซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ซบเซาลง จึงหันมาสนใจไม้ประดับอย่าง ไผ่กวนอิม ไม้ชื่อมงคลที่สวยงาม และสามารถดัดตกแต่งรูปทรงได้มากมายหลายแบบ โดยแรก ๆ ก็จำหน่ายต้นไผ่ให้กับลูกค้าเฉย ๆ ต่อมามองว่าสามารถนำมาต่อยอดโดยเพิ่มลูกเล่นและการประดับตกแต่งเข้าไป น่าจะทำให้สินค้าขายได้ราคาสูงขึ้น จึงมองไปที่การจัดวางไผ่กวนอิม ลงภาชนะเครื่องแก้ว เพราะรูปทรงสวยงาม แปลกตา มีหลากหลายแบบ จึงทดลองจำหน่ายที่หน้าร้าน ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับ จึงต่อยอดโดยใช้หินสีมาเพิ่มสีสันเข้าไปอีก

ที่เลือกทำต้นไม้ในกระถางแก้ว เพราะอยากทำอะไรที่แปลกใหม่ออกไปจากตลาดที่มีอยู่ โดยต้นไผ่กวนอิมแต่ละต้นจะดีไซน์และตกแต่งไม่เหมือนกัน แต่หลัก ๆ จะเน้นความน่ารักสวยงาม เช่นปลูกต้นไผ่ให้เป็นแนวกำแพง ส่วนที่เลือกใช้หินและกรวดสีนั้น ตอนแรกคิดจะใช้ดินวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ปรากฏว่าต้นไผ่มีอายุสั้น เพราะรากไม่มีที่ยึดเกาะ จึงเปลี่ยนมาใช้หินและกรวดสีแทน เพื่อให้รากไผ่มีที่ยึดเกาะ ทำให้ลำต้นแข็งแรง และมีอายุยาวนานขึ้น เจ้าของงานกล่าว





สำหรับเหตุที่เลือกไผ่กวนอิมมาใช้เป็นพืชหลักในการผลิตชิ้นงาน จักรพันธ์บอกว่าไผ่กวนอิมอยู่ได้นานกว่าไม้ชนิดอื่น ถ้าหมั่นบำรุงรักษา รดน้ำไปเรื่อย ๆ ก็จะอยู่ได้ยาวนาน ลำต้นก็จะสูงใหญ่ และแตกยอดออกมาเรื่อย ๆ อีกทั้งยังสามารถนำมาดัดหรือเปลี่ยนรูปทรงได้หลากหลาย จึงไม่ค่อยมีปัญหากับการจัดวางลงในภาชนะแก้วหลากหลายรูปทรง

แต่ที่สำคัญ และถือว่าเป็นจุดเด่นก็คือ เรื่อง ชื่อเป็นมงคล ซึ่งเหมาะกับการให้เป็นของขวัญในโอกาสต่าง ๆ เช่น วันเปิดร้านค้า ขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด วันขึ้นปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน รวมถึงมอบเป็นของที่ระลึกในโอกาสสำคัญ ๆ ต่าง ๆ จึงสามารถทำขายได้ตลอดทั้งปี โดยไผ่นั้นราคาในตลาดจะขายส่งอยู่ที่ประมาณ 12-18 บาท ต่อหนึ่งกอ แต่ถ้าซื้อปลีกราคาจะสูงขึ้น อยู่ที่ประมาณต้นละ 25-30 บาท สำหรับภาชนะกระถางและขวดแก้วที่นำมาใช้นั้น ราคาอยู่ที่ประมาณ 15 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรง ส่วนหินและกรวดสีราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 20 บาทขึ้นไป

ไผ่ที่เหมาะจะนำมาปลูก สามารถใช้ได้ทั้งขนาดลำต้นอ้วนและลำต้นผอม ตามแต่ชอบ ซึ่งชนิดของไผ่กวนอิมที่ตลาดนิยมจะประกอบไปด้วย ไผ่เงิน ซึ่งจะมีสีเขียวอ่อนมากถึงขาว ลำต้นจะเล็ก ไผ่หยก ลำต้นจะมีสีเขียวเข้ม และ ไผ่ทอง ลำต้นจะมีสีเหลืองนวล ๆ หรือออกเขียวอ่อน ๆ

นอกจากไผ่กวนอิมแล้ว การเลือกภาชนะจัดวางก็ถือว่าสำคัญ ต้องเน้นรูปแบบสวยงาม สามารถเลือกใช้ได้ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ในส่วนของหินและกรวดสี ก็ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับภาชนะและการจัดวาง โดยในส่วนหินและกรวดสีนี้ จะมีหลากหลายสีสันเพื่อให้ลูกค้าเลือก เพราะบางคนอาจต้องการสีที่ถูกต้องหรือเหมาะกับโฉลกตนเอง

ทุนเบื้องต้น ใช้ประมาณ 5,000 บาทในการลงทุนครั้งแรก ส่วนทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ซึ่งเมื่อจัดเป็นชุดแล้ว ราคาขายเริ่มต้นที่ 69 บาท จนถึง 500 บาท ขึ้นกับขนาดของต้นไผ่และภาชนะแก้วที่ใช้

วัสดุอุปกรณ์การทำหลัก ๆ ประกอบด้วย ไผ่กวนอิม, กระถางและขวดแก้ว, หินและกรวดสี อุปกรณ์ทั้งหมดหาซื้อได้ไม่ยาก มีจำหน่ายตามร้านขายของตกแต่งสวนทั่วไป




ขั้นตอนการทำไผ่ในกระถางแก้ว
เริ่มจากนำไผ่กวนอิมที่จะนำมาจัด มาแช่น้ำจนกว่าต้นไผ่จะแทงรากออกมา เหตุที่ต้องนำไปแช่น้ำเพื่อให้ต้นไผ่แทงรากเพิ่ม เพราะจะทำให้ได้ต้นไผ่ที่แข็งแรง และมีรูปทรงที่คงทนและตั้งต้นได้ดี เมื่อได้ต้นไผ่มาแล้วก็นำมาจัดวางลงในภาชนะแก้ว จากนั้นนำหินหรือกรวดสีที่เตรียมไว้ค่อย ๆ เทใส่ลงไป ซึ่งขั้นตอนนี้ค่อนข้างยาก ใช้เวลา และต้องพิถี พิถันเป็นพิเศษ เพราะต้องจัดเรียงให้หินหรือกรวดสีอยู่ในแนวเดียวกัน โดยขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการ

จากราคาขายที่ไม่แพงมาก ประกอบกับรูปแบบที่ดูสวยงาม ทำให้มีลูกค้าหลายกลุ่ม เหมาะสำหรับเป็นของฝาก ของขวัญในเทศกาลต่าง ๆ หรือจะนำไปตั้งโชว์ประดับในที่ทำงานหรือที่บ้านก็ได้ ต้นไม้ในกระถางแก้วทำได้ไม่ยาก หลาย ๆ คนสามารถทำเป็นงานอดิเรกได้ในยามว่าง จักรพันธ์ เจ้าของผลงาน กล่าว

สนใจชิ้นงาน ไผ่ในกระถางแก้ว ของจักรพันธ์ ไปดูได้ที่ ร้านอุษาไม้ประดับ โครงการ 15 ตลาดนัดสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี โทร.08-1900-2706 หรืออีเมล jackyja71@gmail.com ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่ง ช่องทางทำกิน ที่ทำไม่ยาก.



ที่มา : เดลินิวส์
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3468
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10566

ตอบตอบ: 27/11/2011 5:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

1,311. ปลูกต้นจาก ทำน้ำตาล








จากการวิจัยครั้งนี้ได้รับ ความสนใจจาก บริษัท คันไซ อิเล็คทริก คัมปานี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมมือในการศึกษาเพื่อใช้ต้นจากเป็นพลังงานทดแทน

รศ.ดร.นพรัตน์ บำรุงรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า สถาบันได้ศึกษาการทำประโยชน์จาก ‘ต้นจาก’ ซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน เพื่อนำไปผลิตน้ำตาลและแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถใช้เป็นพลังงานทางเลือกยามขาด แคลน โดยใช้พื้นที่ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาเทคนิคการปลูก กระบวนการกระตุ้นน้ำหวาน ฤดูกาลกับความสัมพันธ์ของน้ำตาลที่ได้ รวมถึงศึกษาความสามารถในการจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการให้ผลผลิต

ทั้งนี้ จากการทดลองปลูกต้นจากในนากุ้งร้าง พบว่า เจริญเติบโตได้ดี โดยต้นจากที่ มีอายุ 4-7 ปี ให้ผลผลิตเป็นน้ำตาลได้วันละ 25 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูก 2 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้วันละ 1,000 บาท แต่หากนำน้ำตาลที่ได้จากต้นจากไปกลั่นเป็นแอลกอฮอล์จะทำรายได้มากกว่านี้ อีกทั้งต้นจากยังแก้ปัญหาดินเค็มที่เกิดจากการทำนากุ้งให้กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชชนิดอื่นได้

“เราใช้นากุ้งร้างที่อยู่ใน จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากต้นจาก เพื่อให้เกษตรกรนำนากุ้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชชนิดอื่นได้ให้มาทดลองปลูก โดยให้การอบรมเกี่ยวกับการปลูก การคัดเลือกสายพันธุ์ ระยะเวลาในการเพาะปลูก เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดินให้กลับมาเพาะปลูกพืชชนิดอื่นได้ อีกทั้งยังมีรายได้จากการนำผลผลิตไปทำเป็นน้ำตาล และสามารถนำแอลกอฮอล์ที่เป็นอีกผลผลิตของต้นจากไปผลิตเป็นพลังงานได้อีกด้วย” รศ.ดร.นพรัตน์กล่าว

พร้อมระบุอีกว่า จากการวิจัยครั้งนี้ได้รับความสนใจจาก บริษัท คันไซ อิเล็คทริก คัมปานี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมมือในการศึกษาเพื่อใช้ต้นจากเป็น พลังงานทดแทน โดยญี่ปุ่นทำวิจัยเรื่องมวลชีวภาพ หรือการดูดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การวิเคราะห์น้ำตาล ความสามารถในการผลิตแอลกอฮอล์ ระยะต่อไปจะศึกษาหากลไกที่ทำให้ต้นจากผลิตน้ำหวานได้มากขึ้น และปรับปรุงคุณภาพน้ำตาล ทำให้อนาคต “ต้นจาก” จะเป็นพืชพลังงานที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกเหมือนกับการปลูกต้นปาล์มได้



ที่มา : คมชัดลึก
http://www.อาชีพเสริม.th/jobs-make-earning-3161
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 46, 47, 48 ... 72, 73, 74  ถัดไป
หน้า 47 จากทั้งหมด 74

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©