-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 193 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

สมรภูมิเลือด




หน้า: 1/2




กองกำลังทหารไทยในสงครามเกาหลี




เหตุการณ์ตอนต้นของสงครามเกาหลี

            เมื่อเวลา ๐๔.๐๐ น. ของวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๓ กองทัพเกาหลีเหนือประกอบด้วย กำลังทหารราบในแนวหน้า ๗ กองพล กองหนุน ๓ กองพล มีกำลังประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ได้เคลื่อนกำลังผ่านเส้นขนานที่ ๓๘ ลงมายังสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) อย่างจู่โจมโดยที่เกาหลีใต้ไม่ทันรู้ตัว และมีกำลังในแนวหน้าน้อยกว่าฝ่ายเกาหลีเหนืออยู่มาก จึงไม่สามารถยับยั้งการรุกรานดังกล่าวได้ ดังนั้นอีกสามวันต่อมา คือในวันที่ ๒๘ เดือนเดียวกัน ฝ่ายเกาหลีเหนือก็ยึดกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีใต้ไว้ได้
            คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้เปิดประชุมเป็นการฉุกเฉิน เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่นครนิวยอร์ค ได้ประณามการกระทำของเกาหลีเหนือ ที่ยกกำลังทหารบุกรุกเกาหลีใต้ ว่าเป็นการทำลายสันติภาพ และได้ลงมติสองประการ คือ
            ๑.  ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบทันที
            ๒.  ให้ฝ่ายเกาหลีเหนือ ถอนกำลังกลับไปอยู่เหนือเส้นขนานที่ ๓๘
            คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้ลงมติด้วยว่า ให้บรรดาประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ สนับสนุนมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในเรื่องนี้ และมิให้ประเทศใดให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือ มติคณะมนตรีความมั่นคงมีผู้ออกเสียงสนับสนุน ๙ ประเทศ ไม่มีประเทศใดคัดค้าน งดออกเสียง ๑ ประเทศ และสหภาพโซเวียตไม่เข้าร่วมประชุม
            ประเทศที่สนับสนุนมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้แก่ จีน คิวบา เอกวาดอร์ อียิปต์ ฝรั่งเศส อินเดีย นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และสหรัฐอเมริกา ผู้แทนสหภาพโซเวียตไม่ได้เข้าประชุมในคณะมนตรีความมั่นคงฯ ตั้งแต่ ๑๐ มกราคม ๒๔๙๓ เนื่องจากมีความเห็นขัดแย้ง จากญัตติที่สหภาพโซเวียตต้องการให้จีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ เป็นผู้แทนจีนในสหประชาชาติ แต่สมาชิกส่วนใหญ่ของสหประชาชาติไม่เห็นด้วย ผู้แทนสหภาพโซเวียตจึงไม่ยอมเข้าร่วมประชุม คณะมนตรีความมั่นคงฯ
            คณะมนตรีความมั่นคงได้ลงมติฉบับที่ ๒ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๓ ขอให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ส่งทหารไปช่วยเกาหลีใต้ต้านทานการรุกรานด้วยอาวุธของกองทัพเกาหลีเหนือ และผลักดันให้กองทัพเกาหลีเหนือออกจากดินแดนเกาหลีใต้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศในบริเวณนั้น นอกจากนั้น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้สั่งการอนุมัติให้ พลเอก ดักลาส แมคอาร์เธอร์ (General of the Army Douglas Mac Arther) ในฐานะผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคตะวันออกไกล ใช้กำลังทางอากาศ และกำลังทางเรือ เพื่อผลักดันข้าศึกใต้เส้นขนานที่ ๓๘
            ต่อมาสหประชาชาติได้ร้องขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ จัดกองบัญชาการร่วม (Unified Command) และให้แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ประธานาธิบดี แฮรี เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) ของสหรัฐฯ จึงได้แต่งตั้งพลเอก แมกอาเธอร์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรในการยึดครองประเทศญี่ปุ่น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองกำลังสหประชาชาติในเกาหลี (Supreme Commander UN.Forces in Korea) เมื่อ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๓ กองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ (UN. Command Headquarters) ตั้งอยู่ที่ตึกไดอิชิในกรุงโตเกียว
>


การช่วยเหลือของไทย

            เลขาธิการสหประชาชาติได้มีโทรเลขถึงรัฐบาลไทย ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓  ต่อมาเมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๓ เลขาธิการสหประชาชาติ ได้มีโทรเลขถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย เตือนว่าตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ขอให้ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ ให้ความช่วยเหลือสาธารณรัฐเกาหลี ต้านทานการโจมตีด้วยอาวุธนั้น รัฐบาลไทยจะให้ความช่วยเหลือประการใด ขอให้แจ้งให้เลขาธิการสหประชาชาติทราบโดยเร็วว่า จะให้ความช่วยเหลือชนิดใด
            คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม จึงตกลงให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหาร เช่น ส่งข้าวไปช่วยเหลือเป็นต้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงได้มีโทรเลขตอบเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๓ มีใจความว่า รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เฝ้าดูการคลี่คลายของเหตุการณ์ในประเทศเกาหลี ด้วยความห่วงใยที่สุด และประณามการใช้กำลังรุกรานซึ่งได้กระทำต่อ สาธารณรัฐเกาหลีที่เกิดใหม่นี้ ด้วยการทำลายสันติภาพ ซึ่งมิได้นำพาต่อคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และโดยละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ควรจะผ่อนผันได้เลย ฉะนั้นรัฐบาลไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงสนับสนุนมติความมั่นคงฯ อย่างหนักแน่น และพร้อมที่จะสนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่สหประชาชาติเห็นสมควร และพิจารณาให้ความช่วยเหลือเท่าที่สามารถกระทำได้ แก่สาธารณรัฐเกาหลี ในการนี้โดยที่ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม จึงยินดีจะช่วยสาธารณรัฐเกาหลีในทางอาหาร เช่นข้าวเป็นต้น หากมีความต้องการ
            เลขาธิการสหประชาชาติ ได้มีโทรเลขถึงกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๔๙๓ มีใจความว่า ขอแสดงความขอบคุณในการที่รัฐบาลไทย พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติของสหประชาชาติ และการตกลงใจให้ความช่วยเหลือ เรื่องอาหารเช่น ข้าว และรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้อาณัติแห่งมติ ลง ๙ กรกฎาคม ๒๔๙๓ ได้มอบภาระความรับผิดชอบทั้งมวลแก่กองทัพสหประชาชาติ ฉะนั้นจึงขอแนะนำว่า ขอให้รัฐบาลไทยได้พิจารณาหาทางช่วยเหลือในเรื่องกำลังรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังทางภาคพื้นดินเท่าที่อยู่ในวิสัยสามารถ การช่วยเหลือในกรณีนี้ ในหลักการทั่วไปขอให้ติดต่อไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ให้ตกลงกับกองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติต่อไป
            นายกรัฐมนตรีได้บัญชาให้นำเรื่องนี้เสนอต่อ สถาบันป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งได้มีการประชุมปรึกษา เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๙๓ มีมติเป็นเอกฉันท์ รับหลักการที่จะให้ความช่วยเหลือทางการทหาร เฉพาะกำลังทหารทางพื้นดินในกรณีสงครามเกาหลีด้วยกำลัง ๑ กรมผสม (๑ Combat Team) และสภาป้องกันราชอาณาจักร ได้เสนอเรื่องนี้ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตัดสินตกลงใจเป็นการด่วน คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๙๓ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามมติของสภาป้องกันราชอาณาจักร และโดยเหตุที่เรื่องนี้เกี่ยวกับปัญหาราชการแผ่นดินที่สำคัญ สมควรแจ้งให้รัฐสภาอันประกอบด้วยวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรทราบ ตามความในมาตรา ๑๓๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในครั้งนั้น
            นายกรัฐมนตรีได้นำเรื่องนี้เสนอรัฐสภาเมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓ ได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากรัฐสภาด้วยดี ในการนี้ได้นำเสนอโทรเลขที่ได้รับ จากคณะมนตรีความมั่นคง ฉบับที่ ๓ ในการประชุม ครั้งที่ ๔๗๓ เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓ มีความว่า จากมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๒๔๙๒ ซึ่งรับรองว่ารัฐบาลแห่ง สาธารณรัฐเกาหลี เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ได้มีอำนาจควบคุม และอาณาเขตอย่างแท้จริงเหนือดินแดนส่วนของเกาหลี ที่คณะกรรมการชั่วคราวของสหประชาชาติว่าด้วยเกาหลี สามารถเข้าไปสังเกตการณ์ และปรึกษาหารือด้วยได้ และเป็นที่สำนักของประชาชนส่วนมากเกาหลี ฯลฯ และความห่วงใยว่าสถานการณ์ตามที่คณะกรรมการแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยเกาหลีได้พรรณามาในรายงาน จะคุกคามต่อความปลอดภัย และความผาสุกของสาธารณรัฐเกาหลี และอาจจะนำมาซึ่งการขัดกันทางทหารอย่างเปิดเผยขึ้น ณ ที่นั้น โดยที่ได้ทราบด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งว่า ได้มีการโจมตีสาธารณรัฐเกาหลีด้วยกำลังอาวุธจากกองทัพของฝ่ายเกาหลีเหนือ เห็นว่าการกระทำนี้เป็นการทำลายสันติภาพ จึง
            ๑.  เรียกร้องให้ยุติการศึกโดยทันที และให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเกาหลีเหนือถอนกำลังทหารกลับไปอยู่ ภายในเส้นขนานที่ ๓๘ โดยพลัน
            ๒.  ขอให้คณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเกาหลี
                ก.  ส่งข้อแนะนำที่ได้พิเคราะห์แล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วนกับสถานการณ์ ไปยังคณะมนตรีฯ โดยไม่ชักช้า
                ข.  สังเกตการณ์ถอนกำลังทัพของฝ่ายเกาหลีเหนือไปยังเส้นขนานที่ ๓๘ และ
                ค.  รายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบถึงการปฏิบัติตามมตินี้
            ๓.  ขอให้บรรดาประเทศสมาชิก อำนวยความช่วยเหลือทุกทางแก่สหประชาชาติ ในการปฏิบัติตามมตินี้ และละเว้นการให้ความช่วยเหลือแก่ฝ่ายเกาหลีเหนือ
            รัฐบาลได้นำความบังคมทูล เพื่อขอรับพระบรมราชานุวัติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งกำลังไปร่วมรบในประเทศเกาหลีตามคำร้องขอขององค์การสหประชาชาติ เมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓ และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ส่งกำลังทหารภาคพื้นดินไปร่วมรบในสงครามเกาหลี เมื่อ ๒๒ กันยายน ๒๔๙๓ ต่อมาเมื่อ ๒๙ กันยายน ๒๔๙๓ ได้มีพระบรมราชโองการให้ส่งกำลังทางเรือ และทางอากาศไปร่วมรบในสงครามเกาหลีด้วย




การเตรียมการส่งกำลังทหารไปร่วมรบ

           รัฐบาลไทยตกลงใจที่จะส่งกำลังทหาร ๑ กรมผสม มีกำลังพลประมาณ ๔,๐๐๐ คน ไปร่วมรบกับสหประชาชาติในเกาหลี ตามความเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๙๓ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการ เสนาธิการกลาโหมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งให้ พันเอก บริบูรณ์  จุลละจาริตต์ หัวหน้าแผนกที่ ๓ กรมจเรทหารราบ เป็นผู้บังคับหน่วยทหารที่จะไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศเกาหลี ได้มอบนโยบายในการจัดกำลังของหน่วยเป็นรูปกรมผสม มีส่วนอำนวยการและส่วนกำลังรบ ประกอบด้วยกำลังทหารราบ ๓ กองพัน ทหารปืนใหญ่ ๑ กองพัน พร้อมทั้ง ๑ กองสื่อสาร ๑ กองช่าง และ ๑ กองลาดตระเวณ สำหรับกองพันทหารราบ ให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศให้เตรียมกำลังเหล่าทัพละ ๑ กองพัน เพื่อสนธิกำลังกับกองทัพบก ต่อมาได้มีคำสั่งให้กรมผสมนี้ไปขึ้นกองทัพบก
            การจัดกรมผสม ยึดถือการจัดหน่วย Regimental Combat Team ของกองทัพบกสหรัฐฯ เป็นหลัก อาวุธใช้ของกองทัพสหรัฐฯ กองบังคับการกรมผสมเปิดทำงาน เมื่อ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๙๓ ที่ห้องสมุดกระทรวงกลาโหม (ห้องสุรศักดิ์มนตรี) ต่อมาได้ย้ายไปที่ห้องฉายภาพยนตร์ของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ซึ่งอยู่ที่ระเบียงชั้น ๓ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ไปใช้ตึกสร้างใหม่ของกรมทางหลวงถนนพระราม ๖ แล้วย้ายไปอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ ๒๖ กันยายน ๒๔๙๓ ซึ่งเป็นเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยปิดภาคการศึกษา จากนั้นได้ย้ายไปอยู่บริเวณกรมทหารราบที่ ๑๑ อยู่ที่สะพานแดง บางซื่อ และสุดท้ายได้ย้ายไปอยู่ที่ค่ายทหารตำบลบางเขน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ในปัจจุบัน
            กระทรวงกลาโหมได้ประกาศรับสมัครทหารอาสาไปราชการช่วยสหประชาชาติ เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๙๓ มีผู้มาสมัครทั้งสิ้น ๑๔,๙๙๘ คน
            เนื่องจากต้องรับส่งกำลังไปปฏิบัติการให้ทันกับสถานการณ์ กระทรวงกลาโหมจึงสั่งการให้กองทัพบก จัดกำลังกองบังคับการผสม และหน่วยขึ้นตรงกองพันทหารราบ ๑ กองพัน จากอัตราปกติของกองทัพบก จึงได้จัดกำลังจากหน่วยปกติของกองทัพบก โดยจัดจากกรมทหารราบที่ ๒๑ กองพันละ ๑ กองร้อย ส่วนกองร้อยอาวุธหนักได้สนธิกำลังของหน่วยทหารจากกรมจเรทหารราบ และกองพันต่าง ๆ


            ต่อมาเมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๙๓ กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งพิเศษเรื่องการจัดกำลังทหาร เพื่อไปสงครามเกาหลี โดยให้พลตรี หม่อมเจ้าพิสิฐดิษยพงษ์ ดิสกุล เป็นผู้บัญชาการทหารไทย ทำการรบร่วมกับสหประชาชาติในเกาหลี (ผ.บ.ท.ก.) ให้กองทัพบก จัดกองบังคับการกรมผสมที่ ๒๑ และกำลังทหารราบ ๑ กองพัน ให้พร้อมเคลื่อนที่ได้ใน ๑๙ ตุลาคม ๒๔๙๓ เพื่อล่วงหน้าไปปฏิบัติการรบได้ก่อน กองทัพเรือ จัดการลำเลียงทหารและเรือคุ้มกัน โดยเช่าจากบริษัทเอกชน ๑ ลำ เพื่อลำเลียงกำลังทหารส่วนแรกของกรมผสมที่ ๒๑ จัดเรือรบหลวงสีชัง ลำเลียงส่วนหนึ่งของกำลังพลกรมผสมที่ ๒๑ และหน่วยพยาบาลสภากาชาดไทย จัดเรือรบหลวงประแสกับเรือรบหลวงบางปะกง ทำหน้าที่คุ้มกัน เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ให้เรือรบหลวงทั้งสามลำปฏิบัติการที่ประเทศเกาหลี หรือประเทศญี่ปุ่นต่อไป กองทัพอากาศ เตรียมการในการบินขนส่งตามที่รัฐบาลกำลังเจรจาขอเครื่องบินลำเลียงอยู่


            ส่วนล่วงหน้า มีพันตรี สุรกิจ  มัยลาภ เป็นหัวหน้า เพื่อไปเตรียมรับอาวุธยุทโธปกรณ์ และเตรียมที่พักออกเดินทางโดยเครื่องบินของ P.O.A.S. (Pacitic Oversea Air Services) เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๔๙๓ กำลังส่วนใหญ่เดินทางโดยทางเรือ ออกจากท่าเรือกรุงเทพ ฯ คลองเตย เมื่อ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๓ ถึงเกาหลีขึ้นบกที่เมืองปูซาน เมื่อ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ แล้วขึ้นรถไฟไปยังค่ายพักศูนย์รับทหารของสหประชาชาติ ที่เมืองเตกู อยู่ทางเหนือของเมืองปูซาน ๘๐ ไมล์ ส่วนทหารเรือเดินทางไปประจำ ณ เมืองซาเซโบในประเทศญี่ปุ่น


การปฏิบัติการในสมรภูมิเกาหลี

            เพื่อปฏิบัติตามนโยบาย ในการส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติงานกับสหประชาชาติ ผู้บัญชาการทหารของไทย ฯ จึงมอบกำลังในส่วนของกองทัพบกคือ กรมผสมที่ ๒๑ ให้กับกองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการขึ้นทางยุทธการและทางเทคนิค ส่วนด้านการปกครอง และการดูแลหน่วยยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการทหารของไทย ฯ
            เนื่องจากทหารยังไม่คุ้นเคยกับอาวุธใหม่ตามแบบทหาร สหรัฐฯ มาก่อน จึงต้องมีการฝึกการใช้อาวุธประจำกาย และอาวุธประจำหน่วยอย่างเร่งด่วนตามแผนการฝึก ไม่น้อยกว่า ๘ สัปดาห์ โดยกำหนดให้นายทหารไปรับการฝึกสอนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในตอนกลางวัน แล้วนำมาสอนนายสิบในเวลากลางคืน จากนั้นนายสิบก็จะไปฝึกสอนพลทหารต่อ โดยมีนายทหารเป็นผู้อำนวยการฝึก นายสิบเป็นครูฝึก
            เมื่อทำการฝึกเบื้องต้นได้ ๑๑ วัน หน่วยทหารไทยก็ได้รับคำสั่งจากกองทัพที่ ๘ ให้เคลื่อนย้ายไปแนวหน้า ณ กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ ซึ่งอยู่ในความยึดครองของฝ่ายสหประชาชาติ เมื่อไปถึงแล้วให้ขึ้นสมทบกับกรมผสมส่งทางอากาศที่ ๑๘๗ (๑๘๗ Airborne) กองพลที่ ๒ กองทัพน้อยที่ ๙ สหรัฐฯ ทั้งนี้เนื่องจาก พลเอก แมค อาเธอร์ ต้องการจะเผด็จศึกให้เสร็จในสิ้นเดือน ธันวาคม ๒๔๙๓


การวางกำลังรักษาจุดสำคัญ

            การเดินทางทั้งทางรถไฟและทางรถยนต์ เมื่อถึงกรุงเปียงยางก็ได้รับมอบภารกิจให้ป้องกัน และรักษาสถานที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณกรุงเปียงยาง แทนหน่วยทหารฟิลิปปินส์ ขณะนั้นอากาศหนาวมากอุณหภูมิ - ๑๒ ํซ กองบังคับการกรมผสมที่ ๒๑ เข้าพักในค่ายทหารแทนทหารตุรกี ซึ่งได้รับคำสั่งให้เข้าประจำแนวรบ สถานที่สำคัญที่ทหารไทยไปรักษาการณ์มี ๑๙ แห่ง มีธนาคาร สถานทูต สหภาพโซเวียต สถานีวิทยุ สถานีเรดาร์ คลังกระสุน โรงพยาบาล สะพาน สนามบิน โดยใช้กำลังแห่งละ ๑ หมู่ ถึง ๑ หมวด
            กองทัพจีนแดงได้เปิดฉากการรุกใหญ่ เมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ เข้าตีแนวรบสหประชาชาติตลอดแนวด้วยกำลังมหาศาล กองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ ต้องถอนตัว เมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ โดยทำการถอนตัวจากแม่น้ำชองชอนมาเป็นขั้น ๆ กำลังที่ถอนผ่านจุดต่าง ๆ ที่ทหารไทยรักษาอยู่ หน่วยทหารไทยที่ต้องทำงานหนัก ได้แก่หน่วยขนส่งที่ไปสนับสนุนการเคลื่อนย้ายของหน่วยต่าง ๆ ในกองทัพที่ ๘
            หน่วยทหารไทยได้ปะทะกับข้าศึกเป็นครั้งแรก เมื่อ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ ข้าศึกมีกำลัง ๑ กองร้อย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเปียงยาง ๓๐ กิโลเมตร และมีการปะทะกับข้าศึกทางตะวันออกของเมืองชินเยอีก


การถอนตัวจากกรุงเปียงยาง

            กองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ ได้กำหนดแผนให้ถอนตัวลงมาทางใต้ทั้งหมด เพราะสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป การเข้าตีเพื่อเผด็จศึกของฝ่ายสหประชาชาติ ได้รับการต้านทานอย่างหนักหน่วงด้วยกำลังทหารสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีกำลังถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน
            หน่วยทหารไทยได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังรักษาการณ์ตามจุดต่าง ๆ เมื่อ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๓ และถอนตัวออกจากกรุงเปียงยาง กรมผสมส่งทางอากาศที่ ๑๘๗  ส่งรถมาสนับสนุนการเคลื่อนย้าย ๓๕ คัน เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเปียงยางส่วนใหญ่เดินทางโดยขบวนรถไฟ ๒ ขบวน ยานพาหนะในอัตรา ๘๐ คัน ในระหว่างการเคลื่อนย้ายหน่วยทหารไทยไม่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการสื่อสาร กับหน่วยใด ๆ ของสหรัฐฯ แต่ฟังคำสั่งของกองทัพที่ ๘ โดยตรง การเดินทางได้กระทำตลอดคืน มาถึงเมืองซาริวอนในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วเคลื่อนทึ่ต่อไปถึงเมืองเคซองที่เส้นขนาน ๓๘
            เมืองเคซองอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโซล ๓๕ ไมล์ หน่วยทหารไทยได้รับมอบภารกิจให้ จัดกำลังไปรักษาสะพาน และสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำอิมจินที่หมู่บ้านมาจองนิ แทนทหารเกาหลีที่ถอนตัวไปปฏิบัติภารกิจอื่น และวางกำลังป้องกันเมืองเคซอง ร่วมกับกองพลน้อยตุรกี และหน่วยทหารสหรัฐฯ
            ต่อมาเมื่อได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับไปเป็นกองหนุนทั่วไปของกองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ ที่เมืองซูวอน เมื่อ ๑๓ ธันวาคม ๒๔๙๓



การขึ้นสมทบกับกองพลน้อยที่ ๒๘ ของอังกฤษ

            กองบังคับการผสมที่ ๒๑ และกองพันทหารไทยได้รับคำสั่งให้เตรียมการเคลื่อนย้าย และเปลี่ยนการบังคับบัญชาไปขึ้นตรงต่อกองทัพน้อยที่ ๑ สหรัฐฯ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เมืองยองดองโป เมื่อ ๑ มกราคม ๒๔๙๔ ได้รับมอบหมายให้เคลื่อนที่จากเมืองซูวอน และเมืองโอซานไปขึ้นสมทบกับกองพลน้อยที่ ๒๙ อังกฤษ ซึ่งตั้งที่บังคับการอยู่เหนือกรุงโซล ประมาณ ๑๖ ไมล์ ผู้บังชาการพลน้อยที่ ๒๙ อังกฤษ มีแผนที่จะใช้กองพันทหารไทยขึ้นเสริมแนวของปีกขวา ติดกับกองพลสหรัฐฯ ซึ่งระหว่างนั้นกำลังถูกกดดันอย่างรุนแรงจากข้าศึก ฝ่ายสหประชาชาติได้ถอยร่นลงมาตามลำดับ กองพันทหารไทยได้รับมอบภารกิจให้วางกำลังตั้งรับใน แนวหนุนของกองพลน้อยที่ ๒๙ อังกฤษ เตรียมช่วยการถอนตัวของกองพลน้อยที่ ๒๙ ตามเส้นทางกรุงโซล กับเมืองเคซอง ๑๑ ไมล์ ซึ่งทางฝ่ายข้าศึกพยายามเข้าตีทางด้านนี้อย่างรุนแรง
            ทหารเริ่มเข้าประจำแนวตามยอดเขา เมื่อ ๓ มกราคม ๒๔๙๓ ข้าศึกประมาณ ๑ กรม เข้าตีอย่างหนัก สามารถเจาะแนวตั้งรับของกองพลน้อยที่ ๒๙ เข้ามาได้หลายตอน ทหารไทยได้รับคำสั่งให้ถอนตัวจากแนวรบ และเข้าที่รวมพลของกองพัน กรมผสมพักอยู่ที่เมืองซูวอน ๒ คืน ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกำลังลงไปทางใต้อีก ๒๐ ไมล์ เพื่อวางแนวระวังป้องกันให้กับส่วนใหญ่ร่วมกับทหารอังกฤษ ที่เมืองเบียงแต็ก ได้รับมอบภารกิจให้รักษาพื้นที่กว้าง ๘ ไมล์


การเคลื่อนที่เข้าหาเมืองชุนชอน และการเข้าตีเมืองวาซอน

            กองพันทหารไทยปฏิบัติภารกิจรักษาเส้นทางลำเลียงระหว่างเมืองซังจู กับเมืองมังยองเรื่อยมาจนถึง ๖ มีนาคม ๒๔๙๔ จึงมอบภารกิจนี้ให้แก่กองพันเกาหลี กองพันทหารไทยได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นกับกรมทหารม้าที่ ๕ สหรัฐฯ ตามเดิม เพื่อรับภารกิจในแนวรบต่อไป ที่ตั้งของทหารไทยอยู่ห่างจากแนวหน้า ๑๒ ไมล์ เหนือเมืองโยจู ๒๐ ไมล์ ภูมิประเทศกันดาร จากนั้นเมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๔๙๔ กองพันทหารไทย ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนที่ไปประจำแนว ห่างจากแนวรบ ประมาณ ๖ ไมล์ ห่างจากเส้นขนาน ที่ ๓๘ ประมาณ ๑๒ ไมล์ ใต้เมืองชุนชอน
            กองร้อยที่ ๑ ได้เคลื่อนที่เข้าประจำแนวรบเมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๔ ได้ออกทำการลาดตระเวณรบ และปะทะกับข้าศึก วันต่อมา ได้ออกลาดตระเวณรบปะทะกับข้าศึกได้รับบาดเจ็บ ๕ นาย การปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้ได้รับเหรียญบรอนซ์สตาร์ ประดับอักษรวี จำนวน ๓ นาย
            กองพลทหารม้าที่ ๑ สหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้รุกเข้ายึดที่หมายบริเวณเมืองวาชอน เหนือเส้นขนานที่ ๓๘ ประมาณ ๔ ไมล์ เมื่อ ๓ เมษายน ๒๔๙๔ กรมทหารม้าที่ ๘ เป็นกองรบด้านซ้าย กองพันทหารไทยเป็นกองรบปีกซ้าย สามารถยึดที่หมายได้ตามลำดับ ได้ปะทะกับข้าศึก และมีทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย การรุกเคลื่อนที่ตั้งแต่ ๓ - ๗ เมษายน ๒๔๙๔ สามารถรุกคืบหน้าไปได้ ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ทหารสหประชาชาติ อันประกอบด้วยทหารสหรัฐฯ อังกฤษ เกาหลี กรีก และไทย ก็ได้รุกข้ามเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไป และเมื่อยึดที่หมายได้แล้ว กองพันทหารไทยจึงถอนตัวกลับมาเป็นกองหนุนของกองพันที่ ๘ โดยเดินทางมาเข้าที่ตั้งที่เมืองกุมกองนิ อยู่ทางใต้กรุงโซล ๒๒ ไมล์

การปรับปรุงกำลังทหารของไทย

            ได้มีการพิจารณาของสภาป้องกันราชอาณาจักร เมื่อ ๑๗ เมษายน ๒๔๙๔ เรื่องการปรับปรุงกำลังไปร่วมรบสหประชาชาติในสงครามเกาหลี มีสาระที่สำคัญคือ
            ๑  ยุบและถอนกองบัญชาการทหารไทย คงจัดให้มีแต่นายทหารติดต่อประจำ บก.สหประชาชาติ
            ๒  กำลังภาคพื้นดินคงให้จัดเป็นกองพันทหารราบ ๑ กองพัน มีชื่อว่า กรมผสมที่ ๒๑ กองพันทหารราบที่ ๑ (อิสระ)
            ๓  หมู่เรือซึ่งมีเรือรบหลวงประแส เรือรบหลวงบางปะกง และเรือรบหลวงสีชัง คงให้มีเท่าเดิม
            ๔  กองทัพอากาศ จัดเครื่องบินลำเลียง ๑ หมู่ ๓ เครื่อง มีเจ้าหน้าที่ ๑๗ คน และเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ประจำเครื่องบินขนส่งสหประชาชาติ ๓ ชุด
            ๕  สภากาชาดคงจัด ๑ หน่วย มีกำลัง ๒๐ คน
            ๖  ให้มีการผลัดเปลี่ยนหน่วยทหารตามอัตราการจัดใหม่ หลังจากปฏิบัติการในสนามไม่น้อยกว่า ๖ เดือน
            คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สภาป้องกันราชอาณาจักรเสนอ
            กองบังคับการผสมที่ ๒๑ จึงมอบการบังคับบัญชากองพันทหารไทยให้ขึ้นกับกรมทหารม้าที่ ๘ สหรัฐฯ และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๔๙๔


การย้ายกำลังเข้ากรุงโซล และการเข้าตีเมืองอุยจองบู

            กองพลทหารม้าที่ ๑ สหรัฐฯ ต้องเข้ารับหน้าที่ต้านทานข้าศึก และป้องกันกรุงโซล กองพันทหารไทยได้รับคำสั่งจากกรมทหารม้าที่ ๘ สหรัฐฯ เมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๔๙๔ ให้เคลื่อนกำลังเข้าประจำแนวบริเวณชายเมืองหลวงทางทิศตะวันออก และได้รับมอบหมายให้เป็นกองพันในแนวรบของกรมเข้าตีเขา ๓๓๗ (K๗ ) เมืองอุยจองบู เมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๔ สามารถเข้ายึดที่หมายได้ เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๔๙๔ จากนั้นก็ได้รับคำสั่งให้ถอนตัวลงมาเป็นกองหนุน ในการปฏิบัติการครั้งนี้ กองพันทหารไทยได้รับแถบชมเชยประดับธงชัยเฉลิมพล และกองพลทหารม้าที่ ๑ สหรัฐฯ ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเกียรติประวัติแก่ชาติและทหารไทย ทหารสหรัฐฯ และทหารกรีก และเส้นขนานที่ ๓๘

การเจรจาเพื่อยุติสงคราม และสงบศึก

            นับตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๔ เป็นต้นมา การสู้รบด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่แทบจะไม่มีอีก ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ หลังจากที่สกัดศึกใหญ่แล้ว ก็มิได้มีแผนการที่จะเข้าตีซ้ำเติมเพื่อเผด็จศึกแต่ประการใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเทศภาคีสมาชิกสหประชาชาติว่า จะให้ปฏิบัติการได้เพียงใด การดำเนินการของกองทัพสหประชาชาติอาจจะทำได้ ๒ วิธี คือ
            วิธีที่ ๑ ให้กองทัพสหประชาชาติดำเนินการสงครามต่อไปจนได้ชัยชนะเด็ดขาด วิธีนี้จำเป็นต้องได้รับกำลังรบเพิ่มเติม และกำลังทางอากาศของกองทัพสหประชาชาติ จะต้องได้รับอนุมัติให้ปฏิบัติการผ่านชายแดนเกาหลีเข้าไปในแมนจูเรีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน
            วิธีที่ ๒ ให้กองทัพสหประชาชาติวางแนวป้องกันตรึงอยู่ในแนวเขตแดนเท่าที่ยึดครองได้แล้ว ให้สหประชาชาติเจรจายุติการสงครามเอง
            พลเอก แมก อาเธอร์ เตรียมที่จะปฏิบัติการตามวิธีที่ ๑ แต่บรรดาภาคีสหประชาชาติส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ประธานาธิบดี ทรูแมน และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสหรัฐฯ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าภารกิจของกองทัพสหประชาชาติได้สำเร็จลงแล้ว คือขับกองทัพเกาหลีเหนือผู้รุกรานให้ถอยกลับข้ามเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไปทางเหนือ ตามมติคณะมนตรีความมั่นคง เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔
            เนื่องจากมีอุปสรรค และความขัดแย้งต่าง ๆ ในการที่จะให้กองทัพสหประชาชาติรุกขึ้นไปยังแม่น้ำยาลู ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดน ระหว่างเกาหลีเหนือกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน พลเอก แมทธิว อาร์ ริจเวย์ (Malthew R. Ridgway) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพสหประชาชาติ จึงสั่งให้ พลโท แวนฟลีต แม่ทัพกองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ เป็นผู้บังคับบัญชาทหารบกทั้งหมดของกองทัพสหประชาชาติในเกาหลี วางกำลังป้องกันบริเวณเส้นขนานที่ ๓๘ และเตรียมการจะส่งกำลังข้ามเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไปเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์จำเป็น และได้เปรียบข้าศึก
            นายทริกเว ลี  (Trygve Lie) เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวในเดือน พฤษภาคม ๒๔๙๔ ว่า บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรที่จะได้เจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพในประเทศเกาหลีแล้ว และมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่มีอยู่เดิมก็จะเป็นผลสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๙๔ นายมาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียต ได้กล่าวทางวิทยุกระจายเสียงของสหประชาชาติ เสนอให้มีการเจรจาสงบศึกในเกาหลี และต่อมาทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ประกาศทางวิทยุ สนับสนุนข้อเสนอของสหภาพโซเวียต
            อำนาจหน้าที่ในการเจรจา เพื่อสงบศึกนั้น ที่ปรึกษากฎหมายของเลขาธิการสหประชาชาติ ได้เสนอความเห็นแก่เลขาธิการสหประชาชาติว่า กองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติ มีอำนาจเจรจาโดยตรงกับฝ่ายข้าศึกได้ เฉพาะปัญหาในการทหารเท่านั้น และเมื่อตกลงประการใด จะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบ
            พลเอก ริจเวย์ ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหประชาชาติแทน พลเอก แมคอาร์เธอร์ ซึ่งถูกประธานาธิบดี ทรูแมนของสหรัฐฯ สั่งปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๔๙๔ เพราะเกรงว่าตามแผนของ พลเอก แมค อาร์เธอร์ อาจเป็นชะนวนให้เกิดสงครามโลก พลเอก ริจเวย์ ได้ตอบรับข้อเสนอของนายมาลิก โดยประกาศทางวิทยุกระจายเสียงของสหประชาชาติ เมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ และเสนอว่าควรจะมีการเจรจากันในเรือ จัทแลนเดีย (Jutlandia) ซึ่งเป็นเรือพยาบาลของเดนมาร์กในอ่าววอนซาน แต่ฝ่ายแม่ทัพสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานาธิบดีเกาหลีเหนือเสนอว่าควร เจรจากันที่เมืองเคซอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโซล


            การเจรจาเพื่อสงบศึกได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเคซอง เมื่อ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๔ ต่อมาได้ย้ายไปเจรจากันที่ ตำบลปันมุมจอม (Punmumjom) โดยมีพลเรือโท จอย ผู้บัญชาการทหารเรือสหรัฐฯ ภาคตะวันออกไกล เป็นหัวหน้าฝ่ายกองทัพสหประชาชาติในการเจรจา ฝ่ายตรงข้ามมีพลเอกนัมมิลเสนาธิการทหารบก และรองนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือเป็นหัวหน้าในการเจรจา การเจรจาดำเนินไปอย่างชิงไหวชิงพริบกัน การปะทะกันทั้งทางบก และการโจมตีทางอากาศคงดำเนินการต่อไป
            กองพันทหารไทยผลัดที่ ๕ ไปรับหน้าที่ตั้งแต่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๙๖ ขึ้นบังคับบัญชา ทางยุทธการกับกรมทหารราบที่ ๙ กองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ต้องทำการรบกับข้าศึกหลายครั้งก่อนที่จะได้มีการลงนามในข้อตกลงสงบศึก
            หัวหน้าแผนกนายทหารติดต่อ กองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติ ได้เชิญหัวหน้านายทหารไทยประจำกองทัพสหประชาชาติ (พันเอก ชาญ  อังศุโชติ) เมื่อเดือน มิถุนายน ๒๔๙๔ เพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องการเจรจาเพื่อสงบศึก ในการนี้จะมีนายทหารสหรัฐฯ ๓ คน นายทหารอังกฤษ ๑ คน และนายทหารสาธารณรัฐเกาหลี ๑ คน รวม ๕ คน เป็นผู้แทนฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ แต่เนื่องจากประธานาธิบดี ซิงมันรี ของเกาหลีใต้ต้องการให้เผด็จศึก โดยให้กองทัพสหประชาชาติรุกผ่านเกาหลีเหนือไปจนถึงแม่น้ำยาลู เพื่อจะได้รวมประเทศเกาหลีเป็นประเทศเดียวกัน เห็นว่าการเจรจาสงบศึกเท่ากับเป็นการยอมจำนนแก่ข้าศึก ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ และอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ ประธานาธิบดีซิงมันรี ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อ ๖ มิถุนายน ๒๔๙๖ และแจ้งให้ พลเอก คล๊าค ซึ่งมารับหน้าที่ต่อจาก พลเอก ริจเวย์ เมื่อ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๖ ความโดยสรุปว่า ขอให้ทหารชาติต่าง ๆ ถอนทหารออกจากคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังที่ได้มีการตกลงในสัญญาระหว่าง สหรัฐฯ กับ สาธารณรัฐเกาหลีแล้ว โดยสหรัฐฯ จะต้องรับประกันว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ สาธารณรัฐเกาหลีในทางทหาร ให้การสนับสนุนในกรณีที่ สาธารณรัฐเกาหลีถูกรุกราน และให้สหรัฐฯ มีกำลังทหาร อากาศ และทหารเรือ ส่วนหนึ่งอยู่ในบริเวณตะวันออกไกลด้วย หากไม่ตกลงตามนี้ สาธารณรัฐเกาหลีจะทำการสู้รบต่อไป
            ในการนี้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในกองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติคาดว่า ผู้แทนสาธารณรัฐเกาหลีคงจะไม่ไปร่วมในการลงนามในข้อตกลงสงบศึก จึงพิจารณาเห็นว่าประเทศไทยได้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการกับกองทัพสหประชาชาติอย่างห้าวหาญ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยส่งนายทหารชั้นนายพล ๑ ท่าน มาเป็นกรรมการสงบศึกฝ่ายสหประชาชาติ (U.N. Military Commission) แทนสาธารณรัฐเกาหลี ถ้ารัฐบาลไทยไม่รับ ก็จะได้ขอให้รัฐบาลตุรกี ส่งผู้แทนมาเป็นกรรมการฯ แทน ทางราชการไทยได้ส่ง พลตรี ถนอม  กิตติขจร มาเป็นกรรมการฯ โดยได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นใน ๒๕ กรกฎาคม ๒๔๙๖ และได้กำหนดวันทำพิธีลงนามในข้อตกลงสงบศึกใน ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๖ ซึ่งมีเอกสารอยู่ ๙ ฉบับ มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี และจีน
            ข้อตกลงสงบศึกที่ปันมุมจอมนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อถึง ๒๕๕ ครั้ง ใช้เวลา ๒ ปี ๑๗ วัน
            ต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่ง ลง ๙ กันยายน ๒๔๙๖ ให้พลตรี หม่อมเจ้าชิดชนก  กฤษดากร เจ้ากรมการทหารม้า และรักษาราชการเจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นกรรมการในคณะกรรมการสงบศึกฝ่ายทหารแทน พลตรี ถนอม  กิตติขจร เมื่อ ๙ กันยายน ๒๔๙๖ พลตรีหม่อมเจ้าชิดชนกฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่จนถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ จึงจบภารกิจ


ผลที่ประเทศไทยได้รับจากสงครามเกาหลี

            ประเทศไทยได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ไทยได้ปฏิบัติตามความมุ่งหมายของสหประชาชาติ ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ และเพื่อปราบปรามการรุกรานหรือการล่วงละเมิดต่อสันติภาพ
            ในสงครามครั้งนี้ ทหารไทยทั้งสามเหล่าทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ในยุทธภูมิภายใต้ธงสหประชาชาติ ร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติ อย่างสมเกียรติศักดิ์นักรบไทย เป็นที่เลื่องลือในบรรดาพันธมิตรที่ร่วมรบ รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้ส่งสาส์น แสดงความยกย่องและสดุดีวีรกรรมต่าง ๆ ในหลายวาระหลายโอกาสด้วยกัน ทหารไทยได้รับความรู้ บทเรียน และประสบการณ์ในการรบในสภาวะการณ์ต่าง ๆ ทั้งในแบบ และนอกแบบ
            เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย หน่วยพยาบาลของทั้งสามเหล่าทัพ ได้รับความรู้ และประสบการณ์เพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง และได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้น มาปฏิบัติงานให้เกิดคุณประโยชน์ ต่อสาธารณชนของไทย
            คณะกรรมการสงบศึกฝ่ายทหารของไทยได้ปฏิบัติงานเป็นผลสำเร็จ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เป็นที่ประจักษ์ในขีดความสามารถของนายทหารไทย
            บรรดาผู้ที่ไปราชการสงครามในเกาหลี ได้นำเอาคุณลักษณะที่ดีของความเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะอุปนิสัยขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไปเผยแพร่แก่ชาวต่างประเทศ นับว่าเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
            ในประการสุดท้าย การไปราชการสงครามในครั้งนี้ของไทย เป็นผลให้คณะมนตรี สนธิสัญญา ซีอาโต (SEATO) มาประชุมกันเป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพ ฯ และประเทศไทยได้รับเกียรติและความไว้วางใจ คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้ลงมติให้ตั้งสำนักงานเลขาธิการประจำ ณ กรุงเทพ ฯ เป็นการถาวร


คำสดุดี แด่ทหารผู้เสียชีวิตในกรณีสงครามเกาหลี

            จำเดิมแต่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกแห่งองค์การสหประชาชาติมาแต่เบื้องต้น  ซึ่งภายในกรอบแห่งกฎบัตรขององค์การนี้ ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะทะนุบำรุง และส่งเสริมสันติสุข ตลอดจนความมั่นคงระหว่างประเทศร่วมกัน โดยดำเนินตามจุดประสงค์และหลักการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในอันที่จะผดุงไว้ซึ่งอิสระเสรี พร้อมด้วยความสงบสุขของโลกเป็นประการสำคัญ ฉะนั้น เมื่อสงคราม ณ ประเทศเกาหลีได้อุบัติขึ้นโดยฝ่ายสหประชาชาติ จึงได้จัดส่งกำลังทหาร ไปร่วมทำการรบขับไล่ผู้รุกราน ณ สมรภูมิดังกล่าวตามคำเรียกร้องขององค์การสหประชาชาติ กำลังผลัดแรกได้เริ่มเดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๙๓ และได้ส่งกำลังไปผลัดเปลี่ยนตามกำหนดเวลาเรื่อยมา ผลัดสุดท้ายส่งไปเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๗ รวมกำลังที่ส่งไป ๖ ผลัด มีจำนวนนายทหาร นายสิบ และพลทหารทั้ง ๓ กองทัพ เป็นจำนวน ๑๐,๓๑๕ คน ในการรบแต่ละครั้งคราวนั้น ปรากฎว่าทหารไทยได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ทรหดอดทน ได้ผลดีเด่น จนเป็นที่ระบือลือเลื่องในความกล้าหาญโดยทั่วไป และโดยเกียรติคุณอันนี้ได้ทำให้ทหารไทยและกองทัพไทยได้รับความยกย่อง สรรเสริญจากนานาชาติดังที่ได้ทราบกันอยู่แล้ว ซึ่งนับว่าได้ประกอบกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และก็ตามปกติวิสัยสำหรับการสู้รบ ซึ่งต้องใช้กำลังและอาวุธเข้าประหัตประหารกัน ก็ย่อมจะต้องมีผู้ประสบเคราะห์กรรมถึงบาดเจ็บ และล้มตายลงบ้าง ดังนั้นทหารไทยผู้กล้าหาญของเราจึงต้องมีผู้เสียชีวิตในการนี้ นับแต่เริ่มเข้าทำการรบ จนถึงวาระสุดท้ายที่มีการสงบศึก ได้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น ๑๒๗ นาย นอกจากนี้ยังมีทหาร ตำรวจและพลเรือน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเสียสละและกล้าหาญ เพื่อรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ และวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ กับในระหว่างสงครามมหาเอเซียบูรพา จนต้องประสบอันตรายถึงชีวิตอีก ๓๓ นาย
            พฤติการณ์ที่ท่านทั้งหลายได้กระทำไปนั้นได้แสดงให้เห็นว่า เป็นผู้มีความเสียสละอย่างสูง มุ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความองอาจกล้าหาญ เพื่อปรารถนาให้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ และสันติสุขของประชาชนทั้งชาติได้ดำรงคงสืบไป แม้ตนจะต้องเสียชีวิตก็มิได้ย่นย่อท้อถอย ซึ่งการกระทำนี้ ย่อมจะจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และจะตรึงตราอยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ อย่างไม่รู้ลืม นับเป็นวีรกรรมอันสูงส่งควรแก่การยกย่องสรรเสริญ และเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีสำหรับพี่น้องทหารและประชาชนชาวไทย ตลอดจนอนุชนคนรุ่นหลังจะพึงยึดถือเป็นทางปฏิบัติต่อไป






หน้าถัดไป (2/2) หน้าถัดไป


Content ©