-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 131 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

แก้วมังกร




หน้า: 1/5


แก้วมังกร
ที่มา: http://www.kasetloongkim.com

 



               แก้วมังกร



ลักษณะทางธรรมชาติ :                       

* เป็นพืชอวบน้ำ ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่มากจนแฉะหรือขังค้าง ถ้าได้น้ำน้อยต้นจะเกิดอาการกิ่งก้านเล็กเรียว ยาวเก้งก้าง ไม่สมบูรณ์ ไม่ออกดอกติดผล แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินไปถึงต้นจะสมบูรณ์แต่ก็ไม่ออกดอกติดผล(เฝือใบ) เหมือนกัน                       

* ประเทศเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์แก้วมังกรจนได้พันธุ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดถึง 13 สายพันธุ์  ในจำนวนนี้มีพันธุ์ฟานเทียส. เป็นพันธุ์ดีที่สุด ซึ่งประเทศเวียดนามได้ประกาศห้ามนำสายพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ฟานเทียส.ได้เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยแล้วเรียกว่าพันธุ์ เวียดนาม ก่อนประเทศเวียดนามจะประกาศห้ามนำออกนอกประเทศ                       

* แบ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์เนื้อขาว. เนื้อแดง. เนื้อชมพูอมแดง. เนื้อเหลือง.

* พันธุ์ผิวทอง (เหลือง)จากโคลัมเบียปลูกในเขตภาคกลางได้ผลไม่ดีแต่ปลูกในเขต จ.เพชรบูรณ์ได้ผลผลิตดีมาก
                               
* พันธุ์เนื้อสีแดงและสีเหลืองมีเกสรตัวผู้ไม่ค่อยสมบูรณ์ต้องอาศัยเกสรตัวผู้ของดอกต่างต้น โดยช่วยผสมด้วยมือจึงจะติดผลดกดี                       

* พันธุ์ไร้หนามไม่ใช่ไม่มีหนามเพียงแต่หนามสั้นมาก และเมื่อกิ่งแก่จัดหนามจะหลุดจากกิ่งเอง
                       
* ไม่มีใบเหมือนต้นไม้ผลทั่วๆไป แต่อาศัยเปลือกสีเขียวของกิ่งหรือก้านทำหน้าที่แทนใบ
                       
* ตาดอกอยู่ที่ข้อใต้หนาม ออกดอกได้ทั้งจากตาที่ข้อใต้หนามและจากตาที่ส่วนปลายสุดของกิ่ง
                       
* อายุดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวถึงดอกบาน 15 วัน
                       
* อายุผลตั้งแต่ผสมติดหรือกลีบดอกร่วงถึงเก็บเกี่ยว 30 วัน
                                           
* ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผสมกันเองหรือผสมข้ามดอกข้ามต้นได้
                         
* ดอกบานพร้อมผสมช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 19.00-21.00 น.บานเพียงคืนเดียว  เมื่อถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็โรย
                       
* ออกดอกติดผลดีในฤดูกาลที่ช่วงกลางวันนานกว่ากลางคืน โดยช่วงเดือน เม.ย.- ต.ค. สามารถออกดอกได้ตลอด หลังเก็บเกี่ยวไปแล้วอีก 15–20 วัน จะมีดอกชุดใหม่ตามออกมาอีก ครั้นถึงช่วงเดือนพ.ย.– มี.ค.หรือช่วงอากาศหนาวเย็นจะพักต้นและไม่ออกดอก
           

* เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว                       

* ช่วงอากาศหนาวเย็นแม้จะออกดอกตามธรรมชาติได้แต่จำนวนดอกจะน้อยกว่าช่วงอากาศร้อน
                        
* การใช้สารพาโคลบิวทาโซลบังคับให้ออกดอกนอกฤดูสามารถทำได้แต่ผลที่ออกมาจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง คุณภาพไม่ค่อยดี                       

* การใช้ฮอร์โมนจิ๊บเบอเรลลิน.(8 มก.) อัลฟ่า เอ็นเอเอ.(150 มก.) หรือเบทา เอ็นเอเอ.(400 มก.) อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อน้ำ 1 ล. ฉีดพ่นพอเปียกใบ(กิ่ง)ก่อนดอกบาน 11 วัน จะช่วยให้ผลมีน้ำหนัก ความหวาน ความแน่นเนื้อ ความหนาเปลือก สีเนื้อ  สีเปลือก และกลีบผลมีคุณภาพดีขึ้น

* ช่วงผลโตประมาณขนาดเท่าไช่ไก่ บำรุงด้วย "น้ำ 100 ล.+ จิ๊บเบอเรลลิน 100 ซีซี.+ ยูเรีย จี.400 กรัม"  1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 3-5 วัน  จะช่วยให้ผลโดเร็ว และคุณภาพดี
                         
* ตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ และฮอร์โมนธรรมชาติ (ทำเอง)ได้ดีและเร็วมาก
                             
* กิ่งขนาดใหญ่ อวบอ้วน ยาว 50-80 ซม. ออกดอกได้ดีกว่ากิ่งเรียวเล็กยาว
                       
* อาการเฝือใบสังเกตได้จาก จำนวนกิ่งมาก สีเขียวอ่อน แตกยอดใหม่เสมอ กิ่งเรียวเล็ก ยาวเก้งก้าง
                       
* กิ่งเล็กเรียวยาวเขียวอ่อน คือ ลักษณะงามแต่ใบจึงไม่ออกดอก  แก้ไขโดยเมื่อกิ่งนั้นยาว 1-1.20 ม.ให้เด็ดปลายกิ่ง 3-4 ข้อทิ้ง หลังจากถูกเด็ดปลายแล้วกิ่งนั้นจะใหญ่และเขียวเข้มขึ้นซึ่งพร้อมต่อการออกดอกติดผลต่อไป
                       
* เป็นไม้เลื้อยขึ้นสู่ที่สูงโดยมีรากทำหน้าเกาะยึดเหมือนพริกไทย  ดีปลี  พลูฝรั่ง  กล้วยไม้  ตราบใดที่มีความสูงให้เลื้อยขึ้นได้ก็จะเลื้อยขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างกิ่งกำลังเลื้อยขึ้นไปอย่างไม่หยุดนี้โอกาสที่จะออกดอกมีน้อยมากแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ออกดอกติดผลเสียเลย ซึ่งกิ่งหรือยอดที่กำลังเลื้อยขึ้นนี้สามารถออกดอกได้เช่นกัน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง
                       

* อายุต้น 6-8 เดือนขึ้นไป เมื่อกิ่งหรือยอดเลื้อยเกาะหลักขึ้นไปได้สูง 80-120 ซม. จนสุดหัวหลักยอดนั้นจะชี้ลงเองแล้วพัฒนาเป็นกิ่งแก่ ซึ่งกิ่งแก่ชี้ลงนี้ออกดอกติดผลได้ง่ายและดีกว่ากิ่งชี้ขึ้น
                       
* กับต้นไม้ใหญ่ยืนต้นสูง 10-20 ม.แก้วมังกรจะอาศัยเกาะเลื้อยขึ้นไปจนถึงยอดสุดแล้วออกดอกติดผลได้เช่นกัน
                          
* รากที่เกาะหลักเพื่อยึดลำต้นของตัวเองให้ติดกับหลักนั้น ช่วงแรกๆรากจะดูดซับความชื้นหรือธาตุอาหารจากหลักที่เกาะยึด เมื่อรากเจริญยาวจนลงไปถึงดินและแทงลงดินได้แล้วก็จะดูดซับธาตุอาหารจากดินเหมือนไม้พืชทั่วๆไป  ระหว่างที่รากใหญ่หรือรากประธานกำลังเจริญยาวลงสู่พื้นดินนั้นจะมีรากแขนงแตกออกมาเรื่อยๆขึ้นอยู่กับความชื้นหรือธาตุอาหารที่มีอยู่บนหลัก
                             

* รากหาอาหารบริเวณหน้าดินตื้นๆ การใช้กาบมะพร้าวใหญ่คลุมโคนหลักหนาๆ กว้างทั่วเขตทรงพุ่ม โรยทับด้วยอินทรีย์วัตถุ รากจะชอนไชอยู่กับกาบมะพร้าว ซึ่งนอกจากมีสารอาหารมากแล้ว ยังมีอากาศถ่ายเทสะดวกอีกด้วย
                                              
* การใช้หลักสำหรับเกาะเป็นวัสดุอุ้มน้ำอย่างท่อคอนกรีตหรือท่อยิบซั่มระบายน้ำขนาด 6 นิ้วปิดปลายท่อด้านล่าง  ฝังลงดินแล้วใส่น้ำเปล่าหรือน้ำผสมธาตุอาหารลงไปในท่อให้เต็มอยู่เสมอ น้ำที่ค่อยๆซึมออกมาตามผิวท่อนอกจากช่วยสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังเป็นสารอาหารอีกด้วย
                       

ข้อดีของหลักท่อระบายน้ำยิบซั่ม คือ น้ำสามารถซึมออกมตามผิวท่อได้ตลอดเวลา แต่มีข้อด้อยที่ไม่คงทน เมื่ออุ้มน้ำเป็นระยะเวลานานๆ (หลายปี) จะผุเปื่อยหรือไม่แข็งแรงจนเป็นเหตุให้หักล้มได้  ต่างจากเสาหลักไม้เนื้อแข็งแม้จะไม่มีน้ำซึมออกมาแต่ก็คงทนกว่าหลายเท่า
                       

การเติมน้ำใส่ลงไปในท่อทำได้แต่ช่วงแรกๆที่ต้นยังเล็ก  ครั้นเมื่อต้นโตขึ้น  แตกกิ่งก้านเต็มหัวเสาแล้วจะไม่สะดวกนักต่อการเติมน้ำลงไปในท่องต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือพิเศษเข้าช่วย
                        

* วิธีสร้างหลักให้ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน 1.20 ม. เป็นความสูงเหมาะที่สุด  ยอดหลักมีไม้เนื้อแข็งทำเป็นสี่แฉกกากบาด  เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ม.  ปลายกากบาดมีไม้เนื้อแข็งยึดทั้งสี่ปลาย  กากบาดหัวเสานี้ใช้เป็นค้างให้กิ่งแก้วมังกรพาดแล้วชี้ปลายลงก่อนออกดอกติดผล
                           

*  เป็นพืชอายุยืนหลายสิบปี   มีอัตราการเจริญเติบโตทางยาวเหมือนไม้ผลยืนต้นทั่วไปที่เจริญเติบโตทางสูง การใช้หลักที่เป็นวัสดุไม่คงทน ผุเปื่อยง่าย เมื่อต้นแก้วมังกรอายุมากขึ้นหรือทรงพุ่มหนา  น้ำหนักมาก  หลักอาจจะพังลงได้  การเลือกใช้หลักคอนกรีตตันประเภทเสารั้ว ขนาด 4 X 4 นิ้ว หรือ 6 X 6 นิ้ว  หรือเสาไม้เนื้อแข็งขนาดเดียวกันจะทนทานกว่า
                       

* เมื่ออายุต้นมากๆ  นอกจากมีน้ำหนักมากแล้วยังต้านลมอีกด้วยนั้น  แนะนำให้ฝังหลักลึก 1-1.20 ม. หรือมากกว่าจะช่วยให้หลักตั้งอยู่ได้นานโดยไม่ล้มเสียก่อน ทั้งนี้ การบำรุงแก้วมังกรตามแนว อินทรีย์ชีวภาพ นำ - เคมีวิทยาศาสตร์ เสริม ประจำและสม่ำเสมอจะทำให้ดินโคนหลักอ่อนส่งผลให้หลักล้มได้ง่าย
                         
* ต้นที่มีกิ่งน้อยๆ (30-50 เปอร์เซ็นต์) หัวหลักโปร่ง แสงแดดส่องทั่วทุกกิ่ง จะออกดอกติดผลดีกว่าต้นที่มีกิ่งมากๆจนหัวหลักแน่นทึบ แก้ไขด้วยการหมั่นตัดแต่งกิ่ง โดยตัดโคนกิ่งชิดหัวหลักและหมั่นตัดกิ่งแขนงที่งอกออกมาจากกิ่งประธานอยู่เสมอ                       

กิ่งแขนงไม่ค่อยออกดอกติดผลหรือออกดอกติดผลได้น้อยกว่ากิ่งประธาน การเหลือกิ่งน้อยๆจนหัวหลักโปร่งนอกจากช่วยลดน้ำหนักที่หัวหลักแล้วยังทำให้ลดการสูญเสียน้ำเลี้ยงอีกด้วย
                       

* ต้นอายุมากๆหรือแก่จัด เริ่มให้ผลผลิตน้อยลง แก้ไขด้วยวิธีตัดแต่งกิ่งแบบทำสาว โดยตัดทิ้งกิ่งส่วนที่อยู่เหนือค้างออกทั้งหมด หรือตัดต้นที่เสาต่ำกว่าค้างให้เหลือส่วนตอเกาะเสาหรือหลัก 1 ม.  จากนั้นบำรุงเรียกกิ่ง (ใบ)อ่อนใหม่ เมื่อกิ่งอ่อนใหม่เจริญเติบโตขึ้นก็จะออกดอกติดผลเหมือนการปลูกด้วยต้นตอครั้งแรก
                                                     
* เทคนิคการบำรุงแบบให้มีธาตุอาหารกินตลอด 24 ชม.ต่อเนื่องทั้งปีหรือหลายๆปีติดต่อกันโดยฝังซากสัตว์ (หอยเชอรี่  หัวปลา  พุงปลา  ซี่โครงไก่  กระดูกป่น) จะช่วยให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ
                       
ซากสัตว์ผุเปื่อยใหม่ๆมีความเป็นกรดจัดมาก จึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในระหว่างการพัฒนาของต้นช่วงสำคัญๆ (สะสมอาหาร-เปิดตาดอก-บำรุงดอก-บำรุงผล.) แต่ให้ฝังก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ได้สลายฤทธิ์ความเป็นกรดจัดของซากสัตว์สดๆที่เริ่มผุเปื่อย  จนกลายเป็นอินทรีย์สารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง
                       

การใช้ซากสัตว์ผ่านกระบวนการหมักจนเป็นปุ๋ยน้ำชีวภาพพร้อมใช้ และปรับค่ากรดด่างแล้วแทนการฝังซากสัตว์สดๆ จะได้ผลดีกว่า                        

* เทคนิคล่อรากด้วยการใช้กาบมะพร้าวคลุมโคนต้นหนา 20-30 ซม.ทั่วพื้นที่ทรงพุ่ม  หว่านทับด้วยปุ๋ยคอก  เสริมด้วยยิบซั่มธรรมชาติ กระดูกป่นและจุลินทรีย์ จะช่วยให้รากขึ้นมาหาอาหารบนกาบมะพร้าวที่มีอากาศถ่ายสะดวกส่งผลให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าการปล่อยรากเดินอิสระใต้ผิวดิน
                          

* ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสำหรับแก้วมังกรอายุต้นให้ผลผลิตแล้วควรประกอบส่วน  ดังนี้ “มูลวัวเนื้อ/วัวนม 10 ส่วน,  มูลไก่ไข่/ไก่เนื้อ/นกกระทา 3 ส่วน, มูลค้างคาว 1 ส่วน, ยิบซั่มธรรมชาติ 2 ส่วน,  กระดูกป่น 1 ส่วน”  คลุกเคล้าเข้ากันดีรวมเป็น 1 ส่วน นำมาผสมกับกาบมะพร้าวใหญ่ 1 ส่วน ใช้คลุมโคนหลัก
                         
* ตอบสนองต่อมูลค้างคาวดีมาก  ควรใส่มูลค้างคาวประจำ 1 กำมือ/ต้น/3 เดือน  ด้วยการหว่านทั่วทรงพุ่มหรือละลายน้ำรด                       

* ต้องการให้แก้วมังกรที่เลื้อยขึ้นถึงค้างบนหัวเสาแล้วแตกยอดใหม่เร็วและจำนวนมากๆ ให้ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมหัวเสาหนาๆ                       

* เริ่มห่อผลเมื่ออายุผล 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์หลังกลีบดอกร่วง
                                   
* ตรวจสอบอาการอั้นตาดอกด้วยการใช้ปลายเล็บขูดผิวเปลือกบริเวณตุ่มตา (ใต้หนาม) ดูเนื้อในไต้เปลือก  ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลแสดงว่าอั้นตาดอกดี เมื่อเปิดตาดอกจะออกเป็นดอก แต่ถ้าเนื้อในใต้หนามเป็นเขียวแสดงว่ายังอั้นตาดอกไม่ดี  เปิดตาดอกไม่ออก
                          

* ห่อผลแก้วมังกรด้วยถุงใยสังเคราะห์จะช่วยรักษาผิวและสีเปลือกได้ดีกว่าถุงห่ออย่างอื่น

* อายุผลครบกำหนดเก็บเกี่ยวหรือ 30 วันหลังกลีบดอกร่วง  สีเปลือกแดงดีแล้วสามารถปล่อยฝากต้นต่อไปได้อีก 15 วัน  โดยสีเปลือกที่เคยแดงเข้มจะลดลงมาเป็นแดงอมชมพู   แต่ขนาดผลจะใหญ่ขึ้นรส  ชาติและน้ำหนักดีขึ้นไปอีก

* ช่วงที่ผลกำลังพัฒนาแล้วมีฝนตกชุก ให้บำรุงด้วย  "ธาตุรอง/ธาตุเสริม"  ถี่ขึ้นระดับวันเว้นวันจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้คุณภาพผลดี  รสหวาน  เนื้อแน่น  เปลือกบาง  แต่ถ้าบำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมไม่ถึงจะทำให้รสเปรี้ยวหรือจืดชืด  เนื้อเหลว  เปลือกหนา

* ช่วงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวแล้วมีฝนตกชุก  สีเปลือกจะไม่แดงแต่ยังคงเขียว  ให้บำรุงด้วยธาตุรอง/ธาตุเสริมถี่ๆ ระดับวันเว้นวันต่อไป จนกระทั่งครบกำหนดวันเก็บซึ่งสีเปลือกยังเขียวอยู่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งให้ลืมต้น 2-3 วัน สีเปลือกจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดงเอง ส่วนรสชาติก็จะยังคงดีเหมือนเดิม

* ผลแก้วมังกรที่ได้รับธาตุรอง/ธาตุเสริมเต็มที่  เมื่อแกะผลด้วยมือ (ไม่ใช้มีดผ่า) เนื้อจะจับเหมือนวุ้นก้อนเล็กๆรสชาติดีมาก
                                                 
* ยืดอายุผลหลังเก็บเกี่ยวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องสาเซลเซียส.  ออกซิเจนผ่านได้ 4 ล./ตร.ม./ชม.  จะสดอยู่ได้นาน 30-35 วัน                         

* กลีบดอกสดใหม่ปรุงอาหารประเภทยำหรือผัดน้ำมันหอยรสชาติอร่อยดี 





หน้าถัดไป (2/5) หน้าถัดไป


Content ©