-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 214 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

ฮอร์โมน





เอ็นไซม์


เอมไซม์ คือ สารโปรตีน เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิต ทำให้เซลล์เป็นล้าน ๆ เซลล์, เนื้อเยื่อ ของเหลว และอวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดเอนไซม์หรือปริมาณเอนไซม์ ลดลง จะทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น การย่อยอาหาร การขับถ่าย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การขจัดสารพิษของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ
 
หน้าที่ของเอนไซม์
- ช่วยย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร
- ช่วยดูดซึม และนำพาอาหาร
- ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- ช่วยเผาผลาญพลังงาน และย่อยสลายไขมัน
-  ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
-  ช่วยป้องกันอาการอักเสบ ติดเชื้อ
-  ขจัดสารพิษของร่างกาย/ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
-  ทำให้ฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ และสารอื่น ๆ ทำงานตามคุณสมบัติ
กินไปมากเท่าไหร่ ก็นำไปใช้ไม่ได้ ถ้าเอนไซม์บกพร่อง 
 
คุณสมบัติของเอนไซม์
-  เอนไซม์ที่ร่างกายต้องการมากกว่า 370 ชนิด
-  เอนไซม์ไม่อยู่ในรูปเฉื่อยชา เพียงผสมน้ำอุ่นก็พร้อมทำปฏิกิริยาทันที
-  ทำปฏิกิริยาได้ดีเป็น 3 เท่าที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส
-   สามารถเก็บรักษาได้นานเป็นแรมปี
-  มีสารอาหารครบ 5 หมู่
-  สารอาหารจากธรรมชาติ 100% ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีใด ๆ

เอนไซม์ GENUFOOD
ช่วยแก้ปัญหาการทำงานผิดปกติของระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น
-ระบบหัวใจ/หลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง
-ระบบทางเดินอาหาร การขับถ่าย เช่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร มะเร็งกระเพาะ/ลำไส้ ท้องผูกอาหารไม่ย่อย โรคนิ่ว ถุงน้ำดีอักเสบ โรคไตอักเสบ/ ไตวาย ต่อมลูกหมากโต/มะเร็ง โรคตับ
-ระบบทางเดินหายใจ/ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคไซนัสอักเสบ หลอมลมอักเสบ โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอด ไข้หวัดใหญ่ โรคหัดต่าง ๆ ช่วยขจัดสารพิษ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
-ระบบผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน บำรุงผิวพรรณ สิว ผ้า รักษาจุดด่างดำ ผิวหนังอักเสบ รักษาแผลสด/น้ำร้อนลวก/ไฟไหม้/แผลในปาก สะเก็ดเงิน
-ระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โปลิโอ ปวดเมื่อยลำตัว/ปวดหลัง โรคเก๊าท์ โรคกระดูกพรุน/กระดูกอักเสบ ไขข้ออักเสบ/รูมาติซึม
-ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคเบาหวาน ต่อมไทรอยต์อักเสบ
-ระบบสืบพันธุ์ เช่น ความผิดปกติของประจำเดือน รักษาความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
-ระบบสร้างเม็ดเลือด เช่น โรคโลหิตจาง โรคลูคิเมีย

นอกจากนี้เอนไซม์ ยังช่วยในการ :
n  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือการเสื่อมสภาพของอวัยวะ
n  ย่อยสลายไขมันส่วนเกิน
n  ชลอความชรา 
 
เอนไซม์เรื่องที่ควรรู้
เอนไซม์ แบ่งเป็น 3 ชนิด
1. เอนไซม์จากอาหาร (Food Enzyme) พบในอาหารดิบทุกชนิด ถ้ามากจากพืช เรียกว่า เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme)
2. เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive Enzyme) เป็นเอนไซม์ที่ผลิตโดยร่างกานส่วนใหญ่ผลิตจากตับอ่อน เพื่อใช้ย่อยและดูดซึมอาหารที่กินเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร (Nutrient) ที่มีคุณค่า
3. เอนไซม์ในการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic Enzyme) เมตาบอลิค เอนไซม์ เป็นเอนไซม์ที่ผลิตในเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาชีวเคมี เพื่อการเผาผลาญสารอาหาร และสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโต ตลอดจนซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่าง ๆ  

หน้าที่สำคัญของเอนไซม์ :
ชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์ เอนไซม์ย่อยอาหาร (Food) ให้เป็นสารอาหาร (Nutrient) ขนาดเล็ก ถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้ากระแสโลหิต ไปสร้างกล้ามเนื้อ ผลิตฮอร์โมน สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ เอนไซม์ควรจะถือว่าสำคัญกว่าแก๊สออกซิเจนที่ใช้หายใจ ชีวิตที่ปราศจากเอนไซม์จะไม่สามารถอยู่ได้ แต่อากาศหรือแก๊สออกซิเจนสำหรับหายใจสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ แท้ที่จริงเป็นความสำคัญในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะแก๊สออกซิเจนที่เราต้องใช้หายใจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในพืชใบเขียวซึ่งผลิตเอนไซม์เป็นตัวเร่ง โดยเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้เป็นแก๊สออกซิเจน (O2) โดยมีแสงแดดเป็นตัวช่วย  

ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีมากพอเพียง
มนุษย์จะอายุยืนถึง 120 ปี เพราะเซลล์ในร่างกาย สามารถแบ่งตัวได้ตามกำหนดของโปรแกรมในนาฬิกาชีวิต ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เกิดได้ง่ายมาก หนังสือ “เอนไซม์ในอาหาร” (Food Enzyme) ว่า “สุขภาพ” (Health) คือ ปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ที่บูรณาการ (Integrate) เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จึงทำให้เซลล์ของร่างกายอำเนินไปอย่างปกติสุข  

อายุมากขึ้น เอนไซม์ผลิตได้น้อยลง คุณภาพต่ำ
การขาดเอนไซม์ย่อยอาหารมีได้หลายสาเหตุ แต่การขาดชนิดเดียวที่ตับอ่อนไม่สามารถแก้ไขได้คือ การขาดเอนไซม์เนื่องจากมีอายุมากขึ้น หนุ่มสาวอายุ 21-31 ปี มีเอนไซม์อไมเลสในน้ำลายมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ 69-100 ปี ถึง 30 เท่า อายุมากขึ้นเอนไซม์ผลิตน้อยลงมาก แต่ความต้องการใช้ยังคงเหมือนเดิม การขาดแคลนเมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้  

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ คือ
1.  สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสร้างเอนไซม์ขึ้นมาใช้เองด้วยความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน
2.  เอนไซม์เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพ ถ้าย่อยได้ไม่ดี ถึงกินอาหารแสนดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น
3.  เอนไซม์ควบคุม และเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมี จะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถรอได้
4.   เอนไซม์แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัว และทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้งต้นที่ถูกกำหนดเท่านั้น เอนไซม์ชนิดย่อยแห้งจะไม่ย่อยโปรตีน เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง
5.   เอนไซม์ถูกทำลายโดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 118 องศาฟาเรนไฮต์ หรือเอนไซม์เปราะบางมาก
6.   การแช่แข็ง ไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์
7.  การขาดเอนไซม์ส่วนใหญ่เกิดขึ้น เพราะไม่รักษาสุขภาพของตนเอง บางกรณีเกิดจากปัญหากรรมพันธุ์
8.  เอนไซม์ที่มีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) ในร่างกายสัมพันธ์กับโรคของความเสื่อมต่าง ๆ (ถ้าเอนไซม์ต่ำมาก โรคแห่งความเสื่อมก็เกิดขึ้นมากตาม)  

วิตามินหรือเกลือแร่สำคัญ ๆ
ถ้าไม่มีเอนไซม์ วิตามินก็คือ เศษผงธรรมดาเซลล์ทั้ง 60 ล้านล้านเซลล์ ต้องใช้เอนไซม์เพื่อเร่งปฏิกิริยาเคมี ถ้าไม่มีเอนไซม์ ชีวิตจะดำรงอยู่ไม่ได้ วิตามิน เกลือแร่ คือ ตัวร่วมกับเอนไซม์ (Coenzyme) โดยตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่วมด้วย วิตามิน เกลือแร่ก็เปล่าประโยชน์ เอนไซม์เป็นผู้สร้างเซลล์ สร้างอวัยวะ สร้างร่างกาย และสร้างชีวิต  

เอนไซม์คือพลังของชีวิต
Enzyme is the Life Force
ความสำคัญของเอนไซม์ คือ การสร้างเฮโมโกบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงเพื่อนำออกซิเจนไปให้อวัยวะทั่วร่างกาย คนจำนวนมากกระดูกเปราะบางจากการกินอาหารที่ขาดเอนไซม์ ไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ โปรตีนไม่สามารถเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน เพราะไม่มีเอนไซม์ย่อยโปรตีน และร่างกายอาจจะซ่อมแซมตนเอง หรือป้องกันอันตรายอันเกิดจากเชื้อโรค

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่สนใจในวิชาเอนไซม์เริ่มยอมรับว่า เมื่อก่อนเข้าใจผิดคิดว่าเอนไซม์ในร่างกายของเรา มีจำนวนคงที่ตลอดเวลา และมีให้ใช้ไม่รู้จักหมด (Constant and last forever) คิดเอาเองว่าสามารถนำมาใช้แล้ว ใช้ได้อีก จนกระทั่งมีการวิจัยหลายครั้งโดยกลุ่มนักวิชาเคมีจึงรู้ว่า เอนไซม์ในร่างกายคนเรามีจำนวนจำกัด มีวันเสื่อมสภาพ ถ้าใช้มากก็หมดเปลืองเร็ว ถ้าเป็นโรงงานก็จะต้องหาแม่ปั๊มใหม่มาเปลี่ยน แต่ร่างกายคนเราไม่สามารถหาแม่ปั๊มใหม่มาเปลี่ยนได้ ชีวิตจึงสิ้นสภาพ

สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ดินที่ปราศจากเกลือแร่ อาหารที่ปรุงสำเร็จ การใช้ไมโครเวฟทำอาหาร การทำงานหนัก ความเครียดเหล่านี้เป็นตัวทำให้เอนไซม์ โคเอนไซม์ บกพร่องทั้งในอาหาร และในตัวเราเองเป็นอันตรายต่อสุขภาพชีวิตได้

การแก้ปัญหาซึ่งง่านเหมือนเส้นผมบังภูเขา “เมื่อขาดอาหารเสริม” ด้วยการกินอาหารดิบ และสดให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ถ้าทำได้ยากวิธีแก้คือ “กินเอนไซม์เสริม” (To offset this los, we need to supplement our life Force with oral enzyme supplement)  

เอนไซม์มีประโยชน์อะไร
น.พ. Edward Howell ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรักษาโรคด้วยเอนไซม์ กล่าวว่าเอนไซม์เกือบทุกตัวประกอบด้วยโปรตีน เกลือแร่ วิตามิน เอนไซม์เป็นโมเลกุลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเร่งขบวนการทางเคมีที่จำเป็นในการทำงานของร่างกาย เอนไซม์จะทำงานร่วมกับวิตามินซึ่งทำหน้าที่เป็น โค-เอนไซม์ และทำงานร่วมกับเกลือแร่ ถ้าร่างกายขาดสารอาหารพวกนี้ก็จะขาดเอนไซม์ไปด้วย เอนไซม์ทำงานคล้ายกับกรรมกรก่อสร้างร่างกาย ถ้าร่างกายมีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตพร้อม แต่ไม่มีคนก่อสร้างพอก็ไม่สามารถเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงได้ ถ้าไม่มีเอนไซม์ ก็จะไม่มีการย่อยอาหาร ไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีการแข็งตัวของเลือดเวลาเลือดออก และไม่มีการหายใจ เอนไซม์แต่ละตัวจะทำหน้าที่เฉพาะอย่าง

ในภาวะปกติร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์หลายพันชนิดตลอดเวลา แต่เวลาเราเจ็บป่วย หรือรับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ร่างกายจะขาดวัตถุดิบที่จะนำมาสร้างเอนไซม์บางตัวทันที นั่นคือสาเหตุที่ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ติดเชื้อ มึนงง วิงเวียน

เอนไซม์แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ๆ คือ เอนไซม์ย่อยอาหาร และเอนไซม์ระบบทำงานร่างกายเอนไซม์ย่อยอาหารสร้างในร่างกายคนเราประมาณ 22 ชนิด ทำหน้าที่ย่อย น้ำตาล แป้ง ไขมัน โปรตีน โดยเริ่มย่อยจากปากไปจนถึงลำไส้ พืชและเนื้อสัตว์ที่เรารับประทานก็มีเอนไซม์ผสมอยู่ ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้ก็จะทำงานร่วมกันกับเอนไซม์ที่ร่างกานสร้างขึ้น แต่เนื่องจากเอนไซม์สลายตัวตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน อาหารที่เรารับประทานที่ปรุงสุกด้วยความร้อนสูงได้ทำลายเอนไซม์ เมื่อเรารับประทานอาหารเหล่านั้นเป็นประจำ ร่างกายต้องสร้างเอนไซม์อย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับอาหารที่เอนไซม์ตายแล้ว ทำให้กำลังสำรองที่จะไปสร้างเอนไซม์ระบบทำงานร่างกายมีน้อยลง ตับอ่อนต้องทำงานหนักเพื่อสร้างเอนไซม์มากขึ้น ถ้าตับอ่อนสร้างเอนไซม์ได้น้อยกว่าปริมาณอาหารที่กินเข้าไป อาหารบางส่วนก็จะไม่ถูกย่อย และบูดเน่าด้วยเชื้อจูลินทรีย์ในลำไส้ แล้วปล่อยของเสีย (Toxins) เข้าสู่ระบบเลือด ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการสลายสารพิษเหล่านั้น ถ้าสารพิษไม่ถูกขจัดออกหมดที่ตับ ร่างกายก็จะขับออกทางผิวหนัง ทำให้เกิดสิว และภูมิแพ้ต่าง ๆ

เอนไซม์ ใช้อย่างประหยัด
ธรรมชาติไม่ได้ให้เอนไซม์ฟุ่มเฟือย เอนไซม์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายแต่ละคนมีจำนวนจำกัด ต้องช่วยตัวเองประหยัดเอนไซม์ให้มีใช้นานที่สุด ถ้าต้องการมีอายุยาว และสุขภาพที่ดี

เอนไซม์ที่สำคัญ คือ เมตาบอลิค เอนไซม์ใช้ซ่อมแซม และสร้างเซลล์ต่านทานโรค ป้องกันความเสื่อมโทรม แต่กฎธรรมชาติให้ไว้ว่า ถ้าเอนไซม์ใช้ย่อยอาหารไม่เพียงพอร่างกายต้องดึงเมตาบอลิค เอนไซม์ในเซลล์ต่าง ๆ มาทำงานที่ต่ำชั้นกว่าคือ ย่อยอาหาร ทำให้ “เมตาบอลิค เอนไซม์” หมดเปลือง พลังของชีวิต (Life Force) จึงบกพร่องและไม่เพียงพอ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ง่าย การใช้เอนไซม์เสริมช่วยย่อยอาหารเป็นสิ่งจำเป็นเมื่ออายุมากขึ้น เพื่อประหยัดเมตาบอลิค เอนไซม์ การกินเอนไซม์เสริม และกินอาหารสดจะมีเอนไซม์พอใช้เมื่อแก่ตัวลง ความชราและโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลายก็ไม่มากล้ำกลาย  

ตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์
การกินไข่ข่าวดิบ ๆ จะมีสารชื่อ อไวดิน (Avidin) เป็นตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme inhibitor) โดยจะเข้าไปเบียด และแซงโคเอนไซม์ (Coenzyme) ซึ่งเป็นวิตามินบี (ไบโอติน - Biotin) ทำให้ไม่สามารถจับกับเอนไซม์คู่ของมันได้ตามปกติ ผลก็คือ เกิดขาดวิตามินบีได้ ไข่ขาวดิบ ๆ จึงไม่ควรกินเป็นประจำ การลวดไข่จะทำให้อไวดินถูกทำลายด้วยความร้อนจึงปลอดภัยในการบริโภค

การทำงานหนัก การออกกำลังกายมากเกินไป การออกกำลังกายระบบการเผาผลาญอาหารต้องทำงานเพิ่มขึ้น ถ้าแข่งกีฬาซึ่งต้องเอาแพ้ เอาชนะกัน ยิ่งต้องใช้พลังงานสูงมาก ย่อมหมดเปลืองเอนไซม์

โลกมนุษย์ในยุคสารเคมีใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย หลังจาก ค.ศ.1930 เป็นต้นมา ได้มีการมีการมีการใช้สารเคมีเพื่อการอุตสาหกรรม การปฏิวัติทางเกษตรกรรม และการเร่งผลผลิตเพิ่มมาก ทั้งพืชและสัตว์จึงได้รับสารเคมีต่าง ๆ เข้ามาสะสมในตัวตั้งแต่ลืมตาดูโลก มนุษย์ได้สารเคมีปนเปื้อนผ่านมาทางวงจรอาหาร ทำให้เอนไซม์ในอาหาร และตัวคนเสื่อมคุณภาพ เกิดการขาดแคลนเอนไซม์ขึ้น พวกเราทุกคนกำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยมลพิษ (Polluted World) เอนไซม์ในร่างกายจึงขาดแคลน ปัญหาจะมีมาก ถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ซึ่งสมองกำลังพัฒนา

มนุษย์สมัยใหม่มีรสนิยมในการกินของที่ผ่านการหุงต้ม (Cooked Food) มากกว่าอาหารดิบ (Raw Food) คนส่วนใหญ่พอใจที่จะกินอาหารที่ปรุงแต่ง อาหารที่อาบรังสี อาหารที่ใช้วิธีปิ้ง ย่าง มากกว่าอาหารดิบ เพราะชอบในความปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์ การที่เราปิ้งหรือย่างเนื้อสัตว์ทำให้เราสูญเสียเอนไซม์ในอาหาร และยิ่งถ้ามีอายุมากขึ้นเอนไซม์ในตัวเราก็ลดต่ำลง การย่อยโปรตีนจึงมีอุปสรรค ไม่ได้สารอาหารกรดอะมิโน (Amino Acid) ร่างกายจะขาดกรดอะมิโน ซึ่งจะนำมาใช้ในการผลิตเอนไซม์ของร่างกาย ดังนั้นผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป การใช้เอนไซม์เสริมจึงจะสร้างความมั่นใจว่าจะไม่ขาดเอนไซม์

สภาพเมื่อขาดเอนไซม์
- รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
- อ่อนเพลียเป็นประจำ (Chronic Fatigue Syndrome)
- ท้องผูก ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บางครั้งมีอาการจุกเสียด
- ลมแน่นท้อง ผายลมมีกลิ่นเหม็นมาก มีกลิ่นปาก
- มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่าย บางครั้งถึงขนาดหอบหืด
- เวลาเป็นแผลจะหายช้า
- น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย

อาการที่แพทย์ตรวจพบ (Sign) ว่าท่านกำลังขาดเอนไซม์
- ตับอ่อนบวม
- เม็ดโลหิตขาวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติหลังกินอาหาร 30 นาที
- น้ำลายมีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 7)
- ในปัสสาวะมีสารพิษมาก เกิดการอาหารไม่ย่อยจึงบูดเน่าในลำไส้ใหญ่ ร่างกายจะดูดซึมพร้อมกับนำเข้าไปในกระแสเลือด ตับและไตจะกรองสารพิษเอาไว้ และจะขับสารพิษนี้ออกทางปัสสาวะ
- ระดับเอนไซม์ต่ำกว่าปกติในเลือด
- ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย

เหตุผลที่กินเอนไซม์เสริม
จงทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (Mark it Simple) นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่า มุมมองที่สำคัญของชีวิตคือ จงมองทุกสิ่งที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย และกฎข้อแรกคือ “ถ้าจำเป็นแต่ไม่มี ก็หามา ถ้าไม่พอ ก็เอามาเสริม” ฟังดูธรรมดาดี ท่านจะนำไปใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ผิดระเบียบอะไร 
 
เอนไซม์เสริม
ปู่ ย่า ตา ยายมีอายุยืนยาวอยู่กันมาได้ไม่ต้องกินอาหารเสริม หรือกินเอนไซม์เสริม ถือว่าโชคดี เพราะเกิดมาในขณะที่สิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารสด ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีการเติมสารเคมีให้พืชผัก ถ้าเราไปอ่านรายงานสถิติชีพของกระทรวงสาธารณสุขย้อนหลังกลับไป จะพบว่าโรคหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และมะเร็งในสมัยนั้น แทบจะไม่มีให้เห็น ซึ่งคำว่ามะเร็งในสมัยนั้น จะเป็นคำที่แปลกประหลาดไม่เคยได้ยินมาก่อน

ในระยะแรก วิตามิน และเกลือแร่ มีเพียง 2 อย่างที่มีการมุ่งให้เป็นอาหารเสริมใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) Dr. Wolfe ชาวเยอรมันได้ค้นพบประโยชน์ และวิธีการใช้เอนไซม์ที่มาจากสัตว์ (Animal Enzyme) และในเวลาไล่เลี่ยกัน Dr. Howell ชาวอเมริกันได้ศึกษาประโยชน์ของเอนไซม์จากพืช ผลการศึกษา และวิจัยของทั้งสองท่านปูทางไปสู่การใช้เอนไซม์มาเป็นอาหารเสริมในปัจจุบัน (Enzyme Supplement)

การวิจัยในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) ได้พิสูจน์ว่า ดี เอ็น เอ (DNA) ในเซลล์ของร่างกายเป็นผู้ควบคุมการผลิตเอนไซม์ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์ และถ้าเราแก่ตัวลงมาเมตาบอลิค เอนไซม์ก็จะผลิตได้น้อย เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แท้ที่จริงเกิดจากพื้นฐานของการขาดเอนไซม์ (Low Enzyme Level) วิชาเอนไซม์ (Enzymology) เป็นวิชาใหม่เอี่ยมเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 2528 และการใช้เอนไซม์เสริม (Enzyme Supplement) เริ่มเป็นที่ยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ราว พ.ศ. 2538 นี้เอง

เอนไซม์ กุญแจดอกสำคัญที่กำหนดชะตาชีวิตทั้งมวล
ทุกชีวิตนับแต่เกิดจนตาย ทุกวินาทีดูดรับสารอาหารบำรุงที่เหมาะสมกับตัวเองไม่ว่างเว้น พร้อมเสริมสร้างร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่หยุดยั้ง และทำลายเซลล์ที่เก่าแก่ (ของเสียเก่า ๆ) ออกไปจากร่างกาย การกระทำเช่นนี้เรียกว่า การขับถ่ายของเก่าออกไป และเสริมสร้างของใหม่ขึ้นมาแทนที่

เอนไซม์เปี่ยมด้วยอานุภาพที่น่าทึ่ง อาหารทั้งหมดที่รับประทานเข้าไปนั้นล้วนอาศัยบทบาทการกระทำของเอนไซม์ในการย่อยสารอาหารที่สลับซับซ้อน ให้กลายเป็นสสารที่ละเอียดอ่อนก่อนที่จะดูดซึมเข้าไปในดลหิตได้ ดังนั้น ถ้าไม่มีเอนไซม์แม้จะกินอิ่มเพียงใดก็ไม่แคล้วจะต้องรับทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหารบำรุงร่างกายของคนเรา คือเรือนร่างที่ประกอบด้วยสารโปรตีน โรคทั้งหมดที่มีต่อร่างกายเรา ยำเว้นโรคกระดูก และฟันแล้วล้วนเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากเซลล์ที่เกิดจากสารโปรตีนทั้งสิ้น การป่วยเป็นโรคคือ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างไม่ปกติแน่นอน เช่น การหลุดล่วงของเซลล์เก่า จะผลัดเปลี่ยนด้วยเซลล์ใหม่เสมอ กลุ่มเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงแล้วจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเซลล์ใหม่จะเข้าแทนที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ โรคทั้งหมดก็จะถูกขจัดไป

โลกวิวัฒนาการตามความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ กุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ปริศนา ของบทบาททุกชีวิตเริ่มแจ่มชัดขึ้นนั่นคือ เอนไซม์

เอนไซม์แบบผสมที่ได้จาก พืชผัก ผลไม้นี้ มิเพียงสามารถปรับรักษาระบบการทำงานของอวัยวะ กระเพาะ ลำไส้ ตับ หัวใจ ปอดในร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังสามารถบรรเทาอาการของโรคมะเร็งให้ผ่อนเบาลงได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ที่มีชีวิตอยู่มากยิ่งขึ้น และจะมีบทบาทในการละลายเซลล์ที่อยู่ในระยะเปลี่ยนแปลงของโรค (Pathological Change) ให้หมดไป  

ท่านใดที่ควรใช้เอนไซม์
-  ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
-  ผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อน และมักติดเชื้อง่าย เช่น วัณโรค โรคเอดส์
-  ผู้ป่วยก่อน – หลังผ่าตัด
-  สตรีก่อน – หลังคลอด
-  ผู้ที่มีประสิทธิภาพตับไม่ดี เหนื่อยง่าย เช่น ตับอักเสบ
-  ผู้ที่มีประสาทอ่อน ไม่ปกติ ตกใจง่าย เบื่ออาหาร
-  ผู้ที่มีกระเพาะลำไส้ไม่ดีแต่กำเนิด ทำให้ผอมแห้ง แรงน้อย
-  ผู้ที่การทำงานของประสาทไม่เต็มที่ มักสลึมสลือ กระปรกกระเปลี้ย
-  ผู้ที่มีร่างกายแก่ก่อนวัย เจ็บป่วยบ่อย
-  ผู้ที่มีอาการติดเชื้อแปลก ๆ ทำให้ร่างกายเจ็บออด ๆ แอด ๆ
-  ผู้ที่อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อโรคกรรมพันธุ์ เช่น มีญาติเป็นเบาหวาน มะเร็ง ปัญญาอ่อน โรคเลือด Thalassemia

วิธีการใช้เอนไซม์

เอนไซม์ต้องดื่มขณะท้องว่าง การกินเอนไซม์เป็นอาหารเสริม เพื่อให้ทำลายโมเลกุลโปรตีนที่แปลกปลอมเข้ามาในเลือด ต้องดื่มเวลาท้องว่างคือ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนอาหาร หรือ 2 ชั่วโมง หลังอาหาร เอนไซม์จะซึมเข้ากระแสเลือดได้ภายใน 5 นาที มิฉะนั้นจะหมดเปลืองไปจากการทำหน้าที่ย่อยอาหารเสียก่อน ถ้ากรณีมีอาหารอยู่ในกระเพาะจนไม่เข้ากระแสเลือดตามต้องการ

การดื่มเอนไซม์เสริม จะเลือกวิธีใดแล้วแต่จุดประสงค์ของการใช้ จะดื่มเอนไซม์เสริมขนาดเท่าใด เมื่อไร ขึ้นอยู่กับสภาวะความรู้สึกไม่ค่อยสบายของท่าน ทางการแพทย์ถือว่า “คนสองคนไม่เหมือนกัน” ถึงแม้จะทำโคลนนิ่งก็ตาม การบกพร่องของเอนไซม์แต่ละคนไม่เท่ากัน ขนาดของเอนไซม์ที่จะใช้เป็นอาหารเสริมจึงไม่สามารถ กำหนดให้เป็นตัวเลขที่ตายตัวได้ โดยความเห็นของเภสัชกร จะกำหนดให้ดื่ม ครั้งละ 1-2 ซอง วันละ 3 ครั้ง จึงต้องสังเกตด้วยตัวท่านเองว่าดื่มเท่าใด จะเหมาะสมกับตนเอง อาการดีขึ้นหรืออาจลดขนาดลง และทุกครั้งที่ดื่มเอนไซม์ ต้องดื่มน้ำตามอย่างน้อย 1 แก้ว

เนื่องจากเอนไซม์รวมจากธรรมชาติ มีพลังการทำงานหลากหลาย การใช้เอนไซม์ชนิดเดียวกัน ก่อนหรือหลังอาหาร จะให้ผลการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ใช้ควรทำความเข้าใจพื้นฐานของการใช้เอนไซม์ สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เอนไซม์เพื่อแก้ปัญหาในระบบการย่อย และดูดซึมอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก โรคกระเพาะ โรคลำไส้ ควรดื่มเอนไซม์หลังอาหาร 30 นาที วันละ 2-4 ครั้ง 
 
วิธีดื่มเอนไซม์
นำผงเอนไซม์ 1-2 ซอง ผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว (250 CC.) แล้วดื่มให้หมดภายใน 30 นาที เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรผสมกับน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส วิธีการใช้เอนไซม์ตามปัญหาสุขภาพต่าง ๆ


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่
http://www.osatthee.com


guru.google.co.th/guru/fhistory?fid... -

[--PAGEBREAK--]

 เอนไซม์ที่ได้จะมีลักษณะและองค์ประกอบดังนี้

1. มีสีน้ำตาลเข้ม รสเปรี้ยว มีความเป็นกรด-ด่างที่ระดับ pH = 4.7
2. มีสารอาหารในรูปของกลุ่มกรดอะมิโน ซึ่งพืชสามารถดูดซึมได้เร็ว
3. มีปริมาณโอโซนอย่างน้อย 0.01 ppm ซึ่งทำให้มีปริมาณออกซิเจนมากพอต่อการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช
4. มีการแลกเปลี่ยนสารอาหารในดิน คือ ไนโตรเจน (Nitrogen2N) เป็นสารอาหารสร้างความเจริญเติบโตโครงสร้างลำต้นพืช,ฟอสฟอรัส
(Phosphorus/P) เป็นสารอาหารสร้างความเจริญเติบโตของโครงสร้างราก การออกดอก และการติดผล , สำหรับโพแทสเซียม
(Potassium/Kalium(K)) เป็นสารอาหารสร้างความเจริญเติบโตต่อโครงสร้างของเซลล์พืชและให้ผลตลอดจนความหวาน
ของผลไม้ทำให้โครงสร้างของต้นพืชมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตสูงและทำให้ต้นไม้มีภูมิคุ้มกันต่อการถูกทำลายของเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช

          ขั้นตอนการผลิตเอนไซม์สำหรับคน

ขั้นตอนในการหมักเอนไซม์สำหรับคนนั้น เราจะใช้ผลไม้ที่มีอยู่มากมายในประเทศซึ่งมีตลอดทั้งปี เราจะปฏิบัติดังนี้

1. จัดเตรียมอุปกรณ์  ซึ่งประกอบไปด้วย น้ำผึ้ง, ผลไม้ที่ต้องการ, น้ำสะอาด, ถ้วยตวง และภาชนะที่มีฝาปิดสนิท
2. นำผลไม้มาทำความสะอาด แล้วนำใส่ภาชนะในอัตราส่วนผลไม้ 3 ส่วน , ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน
    โดยเหลือพื้นที่ของขวดหนึ่งในห้าส่วน เพื่อให้มีพื้นที่ในการหมุนเวียนอากาศในขวด
3. ปิดฝาแล้วทำประวัติติดข้างภาชนะดังนี้
     - ชนิดของผลไม้
     - วัน / เดือน / ปี ที่ผลิต
     แล้วนำเก็บในห้องที่มีอากาศถ่ายเทและมีแสงแดดส่องน้อยที่สุด เก็บนาน 3 เดือนหมั่นเปิดจุกคลายอากาศออกแล้วปิดทันที 
ในช่วงอาทิตย์แรก
4. เมื่อได้ระยะเวลา 3 เดือนแล้วเกิดน้ำใสลอยตัว ให้ดูดออกด้วยสายยาง แล้วนำมาขยายต่ออีกทุกๆ 3 เดือน เป็นเวลา 3 ปีในอัตราส่วน
น้ำใส 1 ส่วน ต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน

          ขั้นตอนการขยายหัวเชื้อเอนไซม์สำหรับคน

          ในการขยายหัวเชื้อเอนไซม์สำหรับคนนั้น เอนไซม์ที่ใช้ควรมีอายุการหมักที่นานๆ ประมาณ 1 ปีขึ้นไป เมื่อขยายแล้ว
ประสิทธิภาพของเอนไซม์จะไม่ลดลง แต่จะเป็นการขยายปริมาณให้มากขึ้นและประหยัดเวลาในการหมักมากขึ้น มีขั้นตอนดังนี้

1. นำหัวเชื้อเอนไซม์สำหรับคน 1 ส่วน ต่อน้ำผึ้ง 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน นำมาผสมใส่ในภาชนะ (ถ้าใช้น้ำผึ้งที่มีความชื้น 20% สามารถทานได้
แต่ถ้าเราใช้น้ำผึ้งธรรมดาจะต้องหมักไว้ 3 เดือน จึงจะนำมาทานได้)
2. ถ้าเราไม่ทาน ถ้าครบ 3 เดือน เราสามารถนำมาขยายในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกได้ คือ
ปริมาณของเอนไซม์ก็จะเพิ่มขึ้น
ทำให้ประหยัดเวลาในการหมัก

          ขั้นตอนการขยายเอนไซม์สำหรับพืชและสัตว์

          การใช้เอนไซม์สำหรับเกษตรนั้นต้องใช้ในปริมาณจำนวนมากและค่อนข้างบ่อย การขยายปริมาณเอนไซม์จะทำให้
ปริมาณในการใช้เพียงพอกับความต้องการ อีกทั้งจะประหยัดเวลา อุปกรณ์และพื้นที่ในการหมัก ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

1. นำหัวเชื้อเอนไซม์อายุ 1 ปี อัตราส่วน 1 ส่วน ต่อน้ำตาลแดงหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน ต่อน้ำ 10 ส่วน บรรจุลงในภาชนะ 
แล้วทำให้เข้ากันโดยการเขย่าหรือคน
2. ถ้าหัวเชื้อที่มีอายุนานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เมื่อเรานำมาขยาย สามารถนำมาใช้ได้เลย แต่ถ้าต้องการเก็บไว้ให้นานขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้

          ขั้นตอนการสลายพิษกากน้ำตาล

          การสลายพิษกากน้ำตาลหรือโมลาส เป็นการสลายคุณสมบัติส่วนประกอบบางตัวของกากน้ำตาล ซึ่งจะทำให้ดินเกิดการจับตัวแข็ง
จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านลงดินได้ และทำให้พืชไม่สามารถดูดซึมน้ำ อาหารและดินไม่สามารถคายความชื้น ทำให้พืชขาดน้ำหรือเป็น
โรครากเน่า โรคโคนเน่า ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาดังกล่าว
ส่วนผสม
- กากน้ำตาลหรือโมลาส 1 กิโลกรัม
- เอนไซม์สำหรับพืช ถ้าหมักด้วยผลไม้รสเปรี้ยวจะดี เช่น มะนาว , สับปะรด ที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป 1 ลิตร
- น้ำ 1 ลิตร
วิธีผสม
- นำกากน้ำตาล เอนไซม์ และน้ำในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 ผสมในภาชนะให้เข้ากัน
- นำส่วนผสมที่ได้ใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ประมาณ 3 เดือน ขึ้นไป ยิ่งอายุการหมักนานยิ่งดี จนน้ำที่ได้มีลักษณะใสไม่ข้นเหมือนตอนแรก

วิธีใช้
- น้ำที่ได้ในขั้นตอนนี้เรียกว่า "ซูโครส" ใช้ผสมกับอินทรียวัตถุและน้ำแทนการใช้น้ำตาลแดงได้ ช่วยลดต้นทุนในการผลิตเอนไซม์ ในอัตราส่วน อินทรียวัตถุ 3 ส่วน ซูโครส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน
- นำมาขยายเอนไซม์ ในอัตราส่วนน้ำเอนไซม์ 1 ส่วน ซูโครส 1 ส่วน และน้ำ 10 ส่วน การสลายพิษกากน้ำตาลหรือโมลาส 
มีความสำคัญต่อการใช้ทำเอนไซม์สำหรับการเกษตร ซึ่งผลของกากน้ำตาลจะเกิดขึ้นในช่วงระยะ 2-3 ปี หลังการใช้กากน้ำตาล
ในระยะแรกต้นไม้จะเริ่มใบเล็กลง แก่น ผลของผลผลิตลดลงและมีขนาดเล็กลง ต้นไม้มีลักษณะคล้ายขาดน้ำ ไม่ว่าจะรดน้ำเพิ่มขึ้นก็ตาม
ระยะต่อมาใบเหลืองและร่วง ต่อมาก็ยืนต้นตาย
  

          การใช้เอนไซม์ตามลักษณะงานทางการเกษตร

การนำเอนไซม์ไปใช้ในการเกษตร

          ขณะนี้เกษตรกรของไทยเราเสียเปรียบเกษตรกรประเทศคู่แข่งด้านต้นทุนการผลิต เพราะผลิตผลของเราต่ำมาก และสาเหตุ
ที่ผลผลิตต่ำเนื่องจากดินหมดปุ๋ยการข
าดแคลนน้ำซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีในการเกษตรล้นเกิน จนมีการตกค้างอยู่ในดินและน้ำและ
หากว่าการเผยแพร่วิชาการด้านการเพาะปลูก การป้องกัน และการขจัดปัญหาศัตรูพืชแบบธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ
ให้กับเกษตรกรได้ ทำให้ช่วยลดการสูญเสียให้กับเกษตรกรเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติได้ ป็นการพึ่งพาตนเอง
และสามารถพัฒนาตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการของรัฐอย่างเดียว

การนำน้ำเอนไซม์พืชไปใช้ประโยชน์

ทำปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง)

การเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์
- เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ย โดยใช้พื้นเรียบๆ (พื้นซีเมนต์จะดี)
- ผ้ายางสำหรับปูพื้นกันปุ๋ยซึมลงดิน ในกรณีที่ไม่ได้ผสมบนพื้นปูนซีเมนต์
- กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว
- ถังฝักบัวรดน้ำ
- พลั่ว จอบ

ส่วนผสม
- เศษวัสดุจากพืช เช่น เปลือกมัน ฟาง เปลือกถั่ว แกลบเผา ผักตบ 10 ปี๊บ (อาจใช้อย่างเดียวหรือหลายอย่างผสมกัน
โดยรวมแล้วให้ได้ปริมาณเท่ากับอัตราส่วนผสมที่กำหนด)
- แกลบ 10 ปี๊บ
- มูลสัตว์ 10 ปี๊บ
- น้ำหมักพืช และน้ำตาลแดง อย่างละ 2-3 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ถังฝักบัว

วิธีผสม
- นำส่วนผสมแห้งทั้งหมดคลุกให้เข้ากันแล้วนำน้ำที่ผสมน้ำหมักพืชและน้ำตาลแดงหรือซูโครสให้ทั่วๆ
- เพิ่มน้ำรดส่วนผสมปุ๋ยไปเรื่อยๆ (โยผสมน้ำหมักพืช และน้ำตาลแดงหรือซูโครส ตามสัดส่วนที่กำหนดในแต่ละถัง)
พร้อมกับคลุกเพื่อให้น้ำซึมหมาดไปทั่วทั้งกองปุ๋ย
- ตรวจสอบความชื้นของปุ๋ย โดยทดลองกำไว้ในมือ เมื่อปล่อยมือออก จะจับเป็นก้อนหลวมๆ พอแตะก้อนแล้วแตกเป็นใช้ได้
- เกลี่ยกองปุ๋ยให้เสมอกัน ให้สูงจากพื้นพอประมาณ คลุมด้วยกระสอบป่านให้มิดชิด
- ถ้าผสมปุ๋ยในช่วงเช้า ตอนเย็นให้ทดสอบดู โดยสอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยจะร้อนมาก และ
- ในวันรุ่งขึ้นจะเริ่มมีเส้นใยขาวๆ ปรากฏบนผิวกองปุ๋ย แสดงว่าจุลินทรีย์เริ่มทำงาน
- ทิ้งไว้ 3 วัน แล้วเปิดกระสอบป่านออก คลุกกับปุ๋ยให้ทั่วอีกครั้งหนึ่ง แล้วปิดกระสอบไว้ตามเดิม
- อีก 3-4 วันต่อมา ให้ทดสอบดูอีก ถ้าปุ๋ยมีความเย็น ถือว่าใช้ได้ ถ้ายังมีความร้อนอยู่ให้ทิ้งไว้ต่อไปอีกจนกว่าจะเย็น จึงสามารถนำไปใช้ได้


ทำปุ๋ยคอกหมัก ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ ถ้านำไปใช้โดยตรงจะเกิดโรคและแมลงต่อพืชจึงควรหมักเสียก่อน


ส่วนผสม
- มูลสัตว์ 1 ส่วน
- แกลบเผา 1 ส่วน
- น้ำเอนไซม์สำหรับพืชและน้ำเอนไซม์สำหรับคน อย่างละ 5-10 ช้อนโต๊ะ
- น้ำ 10 ลิตร

วิธีผสม
- ผสมมูลสัตว์ แกลบเผา เข้าด้วยกัน
- นำน้ำเอนไซม์และน้ำตาลแดงหรือซูโครสผสมในน้ำ รดกองปุ๋ยที่คลุกแล้วให้ทั่ว ให้มีความชื้นระดับเดียวกับการทำปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง)
- เกลี่ยกองปุ๋ยบนพื้นให้หนาพอประมาณ คลุมด้วยกระสอบป่าน ทิ้งไว้ 3-5 วัน โดยไม่ต้องกลับ เมื่อปุ๋ยเย็นลงนำไปใช้ได้


ทำยาขับไล่แมลง

สูตรนี้จะช่วยป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืช พร้อมทั้งเสริมสร้างความต้านทาน เพื่อป้องกันและกำจัดโรคพืชบางชนิดด้วย
ส่วนผสม
- น้ำเอนไซม์สำหรับคน 1 ขวด
- น้ำเอนไซม์สำหรับพืช 1 ขวด
- น้ำสะอาด 10 ขวด

วิธีผสม
- นำเอนไซม์สำหรับคนที่อายุมากกว่า 3 เดือน ผสมน้ำ 1 : 10 หรือ 1 : 100
- ใส่น้ำหมักพืชลงไป คนให้เข้ากันดี
- ปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 90 วัน (ควรหมักในถังพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด)
- ระหว่างการหมัก (ช่วง 90 วันแรก) ให้เปิดฝาคนทุกวันเช้า-เย็น เพื่อไม่ให้เป็นตะกอนนอนก้น และเพื่อระบายก๊าซออก
- ครบกำหนดให้นำไปใช้ได้ หัวเชื้อนี้สามารถเก็บได้นาน 3 เดือนขึ้นไป โดยต้องเปิดฝาระบายก๊าซออกเป็นครั้งคราว

วิธีใช้
- นำหัวเชื้อยาขับไล่แมลงนี้ไปผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 5 ช้อนแกง กากน้ำตาล 5 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 10 ลิตร

การทำฮอร์โมนพืช

ส่วนผสม
- กล้วยน้ำว้าสุก ฟักทองแก่จัด มะละกอสุก อย่างละ 1 กิโลกรัม
- น้ำหมักพืช และกากน้ำตาล (สลายพิษแล้ว) อย่างละ 1 ช้อนแกง
- น้ำสะอาด 5 ลิตร

วิธีผสม
1. สับกล้วย ฟักทองและมะละกอ (ทั้งเปลือกและเมล็ด) ให้สะอาด
2. ผสมน้ำหมักพืช กากน้ำตาล (สลายพิษแล้ว) และน้ำสะอาดให้เข้ากัน
3. นำส่วนผสม ข้อ 1. และข้อ 2. คลุกเข้ากันให้ดี
4. บรรจุลงในถังปุ๋ย หมักไว้ในถังพลาสติก ปิดฝาหมักไว้ 3 เดือนขึ้นไป

วิธีใช้
- นำส่วนที่เป็นน้ำจากการหมัก ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ลิตร ต่อ 100 ลิตร ฉีดพ่น
- ใช้ฉีดพ่นหรือรดต้นไม้ในช่วงติดดอก จะทำให้ติดผลดี
- ส่วนที่เป็นไขมันเหลืองๆ ในถุงปุ๋ย ใช้ทากิ่งตอน กิ่งปักชำ กิ่งทาบ ฯลฯ ช่วยให้แตกรากดี

เร่งดอก เร่งราก

วิธีผสม
- ใช้หินฝุ่นคลุกใส่ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อปุ๋ยชีวภาพและขี้เถ้าแกลบ 1 กก. ใช้เร่งดอก เร่งราก

การประยุกต์ใช้ในการเกษตร

นาข้าว

ในพื้นที่ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (ปุ๋ยแห้ง) 200 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่เป็นระยะดังนี้

1. ไถพรวน
- หว่านปุ๋ยชีวภาพ 100 กก. (ต่อ 1 ไร่) ให้ทั่ว
- ผสมน้ำหมักพืช 2 ลิตร ซูโครส 2 ลิตร ในน้ำ 200 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่
- ฉีดพ่นให้ทั่วไถพรวน ทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ในน้ำเอนไซม์พืชย่อยสลายวัชพืชและเร่งการงอกของเมล็ดข้าว
- นำส่วนผสมไปฉีดพ่นต้นไม้ สัปดาห์ 1-2 ครั้ง หรือตามความจำเป็น (ใช้บ่อยๆ ได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืชและคน)
  โดยฉีดพ่นในช่วงเย็น
- พืชที่กำลังแตกใบอ่อน ให้ใช้อัตราส่วนที่เจือจาง
- หัวเชื้อที่ผสมน้ำแล้ว หากใช้ร่วมกับพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ยาสูบ โดยนำน้ำแช่สมุนไพร
  ใส่เพิ่มลงไปอีก 5 ช้อนแกง (ต่อน้ำ 10 ลิตร) จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ยาขับไล่แมลงสูตรเข้มข้น

วิธีผสม
ใช้ส่วนผสมและวิธีทำเหมือนสูตรธรรมดา แต่เพิ่มปริมาณน้ำเอนไซม์และควรมีอายุของเอนไซม์มากกว่า 1 ปี
วิธีใช้
- ใช้ฉีดพ่นปราบหนอนและแมลงศัตรูพืชที่ปราบยาก เช่น หนอนหลอดหอม หนอนชอนใบ ฯลฯ โดยใช้สัดส่วน หัวเชื้อสูตรเข้มข้น 1 แก้ว
ต่อน้ำ 200 ลิตร (หรือมากน้อยกว่านี้แล้วแต่ความเหมาะสม)
- ใช้กำจัดเห็บ หมัด ในสัตว์เลี้ยง
- ใช้กำจัดเหา ดดยเอาน้ำราดผมให้เปียก แล้วชโลมด้วยหัวเชื้อสูตรเข้มข้นผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 50 หมักทิ้งไว้ 30 นาที
แล้วล้างออกให้สะอาด
- หลังจากไถพรวนแล้ว 15 วัน ให้ฉีดพ่นน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืชและซูโครส ในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง แล้วไถกลบ
เพื่อทำลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยพืชสด
- ทิ้งไว้อีก 15 วัน แล้วจึงไถและคราด เพื่อดำนาต่อไป

2. ไถคราด
- พ่นน้ำเอนไซม์พืชผสมซูโครส และน้ำในอัตราส่วนเท่าเดิมอีกครั้งหนึ่ง
- ไถคราดให้ทั่ว เพื่อเตรียมปักดำ

3. หลังปักดำ 7-15 วัน
- หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 กก. ต่อ ไร่
- ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืช ในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อน้ำเอนไซม์พืช และซูโครสอย่างละ 2 ลิตร

4. ข้าวอายุ 1 เดือน
- หว่านปุ๋ยชีวภาพ 30 กก. ต่อ ไร่
- ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืช ในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อน้ำเอนไซม์พืชและน้ำตาลแดงหรือซูโครส อย่างละ 2 ลิตร

5. ก่อนข้าวตั้งท้องเล็กน้อย
- หว่านปุ๋ยชีวภาพ 40 กก. ต่อ ไร่
- ฉีดพ่นด้วยน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืช ในอัตราส่วน น้ำ 200 ลิตร ต่อน้ำเอนไซม์พืช และน้ำตาลแดงหรือซูโครสอย่างละ 2 ลิตร

6. การป้องกันศัตรูพืช
- ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลงผสมกับน้ำฉีดพ่นทุก 15 วัน โดยฉีดพ่นในช่วงเช้ามืด หรือช่วงเย็น

หมายเหตุ   ต่อพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยชีวภาพเฉลี่ย 200 กิโลกรัม ในปีแรกที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพอาจต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมาก แต่เมื่อ
ดินคืนสภาพสู่ความอุดทสมบูรณ์ดีแล้ว ปีต่อๆไปจะสามารถใช้ปุ๋ยในปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนปริมาณผลผลิตในปีแรก
อาจจะไม่เพิ่มกว่าปกติ แต่ในช่วงปีต่อๆไปปริมาณผลผลิตจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งการลดต้นทุนค่าปุ๋ย
และการเพิ่มปริมาณผลผลิต

ผักสวนครัว

- โรยปุ๋ยชีวภาพ 1 กก. ต่อพื้นที่ 1ตารางเมตร เอาหญ้าหรือฟางแห้งคลุมทับ
- รดด้วยน้ำผสมกับน้ำเอนไซม์พืช ต้องอายุมากกว่า 3 เดือน อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ลงมือปลูก
- โรยปุ๋ยชีวภาพซ้ำรอบๆทรงพุ่ม (อย่าให้โดนใบหรือโคนต้น) เดือนละ 1-2 ครั้ง
- รดน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืช อัตราส่วน 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ถังฝักบัว สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
- ใช้หัวเชื้อยาขับไล่แมลง ผสมน้ำฉีดพ่นเมื่อมีแมลงศัตรูพืชระบาด

ไม้ผลและไม้ยืนต้น

- ใช้ปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุม โดยใช้ปุ๋ย 2 กำมือ คลุกกับดินก้นหลุมให้เข้ากัน รดด้วยน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืช
  (น้ำเอนไซม์พืช 1 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร) เมื่อลงมือปลูก คลุมโคนต้นด้วยเศษใบไม้แห้ง
- เมื่อต้นไม้ตั้งตัวได้แล้ว ให้พรวนดินและโรยปุ๋ยซ้ำรอบทรงพุ่มต้นละ 2 กก. ต่อปี โดยใส่ครั้งเดียวหรือแบ่งใส่ก็ได้
  พร้อมกับรดด้วยน้ำผสมน้ำเอนไซม์พืชเป็นระยะๆ


การแก้ปัญหาวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี สำหรับการทำนาข้าว และพืชไร่ หลังจากใช้น้ำเอนไซม์พืชและปุ๋ยชีวภาพแล้ว
จะทำให้เมล็ดหญ้าที่พักตัวอยู่ เร่งงอกขึ้นมาทั้งหมด ทำให้เราสามารถกำจัดวัชพืชได้ทั้งหมดด้วยการไถพรวน เป็นการ
ตัดวงจรชีวิตของวัชพืชไม่ให้งอกขึ้นมาอีกต่อไป

วิธีทำลายวัชพืช

- ตัดหรือล้มวัชพืชต่างๆให้เกิดรอยช้ำ แล้วโรยปุ๋ยชีวภาพทับลงไป
- ฉีดพ่นซ้ำ ด้วยน้ำผสมน้ำหมักพืชปริมาณเข้มข้น (น้ำ 1 ส่วนต่อน้ำเอนไซม์พืช 1 ส่วน)
- ใช้วิธีนี้ก่อนการไถพื้นที่ เพื่อทำนาหรือทำไร่ ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน และหลังเก็บเกี่ยว ไม่นานักปัญหาวัชพืชจะหมดไป

หมายเหตุ   น้ำเอนไซม์พืชที่ใช้ในกิจกรรมทางการเกษตรทุกประเภทจะต้องหมักเกิน 3 เดือนขึ้นไป

ดินร่วนซุย และปลูกได้โดยไม่ต้องไถพรวน ตามปกติดินจะจับแน่นเป็นก้อนแข็ง ทำให้ระบายน้ำไม่ดี น้ำจะไหลผ่านบนผิวหน้าดินส่วนการใช้ปุ๋ย
เคมีจะยิ่งทำให้ดินจับตัวแข็งยิ่งขึ้น ส่วนการใช้ปุ๋ยคอกจากสัตว์ เป็นเพียงการทำให้ดินมีปุ๋ยมากขึ้น แต่ไม่ได้ปรับสภาพของโครงสร้างดิน
ให้เหมาะสมสำหรับการเกษตร จากการทดลองในพื้นที่นาข้าวที่ใช้ปุ๋ยมูลไก่ติดต่อกันซ้ำถึง 5 ปี พบว่าข้าวจะออกใบมาก ส่วนรวงข้าว
มีปริมาณเมล็ดข้าวน้อยลงและมีเมล็ดลีบมากกว่าเดิมแต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยชีวภาพและน้ำเอนไซม์พืช เอนไซม์และส่วนผสมในปุ๋ย
(โดยเฉพาะแกลบ) จะทำให้โครงสร้างดินเริ่มปรับตัวเกิดเป็นโพรงและมีช่องอากาศมากขึ้น ดินจึงร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
เมื่อใช้ไปนานๆดินจะค่อยๆคืนสภาพสู่ความ อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ในการทดลองบางพื้นที่ พบว่าเมื่อใช้ปุ๋ยชีวภาพ และน้ำหมักพืชติดต่อกัน 3 ปี
สภาพดินจะยิ่งร่วนซุยจนไม่จำเป็นต้องไถพรวนอีกต่อไป

น้ำเอนไซม์พืชกับการปศุสัตว์

การเลี้ยงสุกร ผสมน้ำเอนไซม์พืช 1 ลิตร (ควรมีอายุการหมักมากกว่า 1 ปี) น้ำตาลแดงหรือซูโครส 1 ลิตร น้ำสะอาด 100 ลิตร
ในภาชนะแล้วปิดฝาให้สนิท

วิธีใช้ทำ
1. ทำความสะอาด
- นำไปฉีดล้างให้ทั่วคอก จะกำจัดกลิ่นมูลเก่าและก๊าซแอมโมเนียได้ภายใน 24 ชม.
- ทำซ้ำทุกสัปดาห์ น้ำล้างคอกนี้จะช่วยบำบัดน้ำเสียตามท่าและบ่อพักให้สะอาดขึ้นด้วย
- ผสมน้ำเอนไซม์พื 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 100 ลิตร ฉีดพ่นตามบ่อน้ำ เพื่อกำจัดหนอนแมลงวัน จะเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์

2. ผสมอาหาร
- ผสมน้ำหมักพืช 1 ลิตร ต่อน้ำสะอาด 500-1,000 ลิตร (โดยประมาณ) ให้สุกรกินทุกวัน จะช่วยให้แข็งแรง
  มีความต้านทานโรค และป้องกันกลิ่นก๊าซแอมโมเนียจากมูลสุกรที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย
- ลูกสุกรที่มีอาการท้องเสีย ใช้น้ำเอนไซม์พืช (หัวเชื้อ) 5 ซีซี หยอดเข้าทางปาก จะรักษาอาการได้

หมายเหตุ   กรณีเลี้ยงวัว ควาย ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดยผสมน้ำเอนไซม์พืช น้ำตาลแดงหรือซูโครสกับน้ำ
แล้วรดฟางหรือหัวอาหารให้กิน รวมทั้งใช้ผสมในน้ำให้กินทุกวัน

การเลี้ยงไก่ และสัตว์ปีกอื่นๆ

- ใช้น้ำเอนไซม์พืชผสมน้ำสะอาดให้กินทุกวัน จะช่วยให้สัตว์แข็งแรง ไข่ดกและคลอเลตเตอรอล น้ำหนักดี อัตราการตายต่ำ
มูลสัตว์ไม่มีกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์และกลิ่นแอมโมเนีย
- ใช้น้ำเอนไซม์พืชผสมน้ำ ฉีด พ่น ตามพื้น เพื่อกำจัดกลิ่นก๊าซแอมโมเนียและกลิ่นเหม็นจากมูล ทุกๆ 4 วัน
และยังช่วยกำจัดการขยายพันธุ์ของแมลงวันทางอ้อมได้ด้วย

จากสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ความอยู่รอดของประเทศไทยในสังคมโลก หมายถึงความสามารถของประเทศที่จะต้องเลี้ยงตนเองได้
ช่วยตนเองได้ในด้านปัจจัยหลัก คือ อาหาร , ที่อยู่อาศัย , เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค


[--PAGEBREAK--]









สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-10 (1963 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©