online pharmacy
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» รวมกระทู้น่าสนใจ
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» ปรัชญาการเกษตร
» แฟ้มงานวิจัย
» A MAN CALLED KIM ZA GASS
» เครื่องทุ่นแรง
» เกษตรต่างแดน
» ข่าวเกษตร
» ข่าวทั่วไป
» เทคโนฯ เกษตร
» เกษตรการ์ตูน
» พืชสมุนไพร
» พืชน้ำ
» พืชพลังงาน
» เห็ด
» ยางพารา
» ปาล์มน้ำมัน
» ไม้เศรษฐกิจ
» สารเคมี
» อาชีพเสริม
» เทคนิคตลาด
» เกษตรดีเด่น
» สิ่งแวดล้อม
» สัตว์เลี้ยง
» ประมง
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 343 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product9

product10

product11

product12

product15

ไม้ดอก-ไม้ประดับ





องอาจ ตัณฑวณิช ONGART04@YAHOO.COM ชมรมการจัดการทรัพยากรเกษตร

เบญจมาศบานในม่านหมอก วังน้ำเขียว

วังน้ำเขียว เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นตลอดปี และมีภูมิทัศน์ที่มีความสวยงามเหมาะกับการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหรือพักค้างคืนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์แทนอากาศที่มีมลพิษในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร

ในแถบบริเวณ 2 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา คือ วังน้ำเขียว ปากช่อง และอำเภอมวกเหล็กของจังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ต่อเชื่อมกันเป็นผืนเดียวก่อนที่จะมีถนนมิตรภาพตัดผ่าน ดินแดนแถบนี้ถูกเรียกขานว่า ดงพญาไฟ ซึ่งเป็นถิ่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่ามากกว่าถิ่นอื่น คำว่า "ดงพญาไฟ" คงจะหมายถึงไข้มาลาเรีย หรือไข้ป่า ซึ่งเมื่อติดเชื้อไข้มาลาเรียแล้วมีอาการกำเริบ ตัวจะร้อนเหมือนไฟและมีโอกาสเสียชีวิตสูง เนื่องจากสมัยนั้นหยูกยาเป็นสิ่งที่หามาใช้บรรเทาได้ยาก และต่อมาได้เปลี่ยนจาก คำว่า "ดงพญาไฟ" เป็น "ดงพญาเย็น" อาจเป็นเพราะว่า คำว่า "ไฟ" เป็นคำที่น่ากลัวแต่ก็เหมาะสมดีเมื่อเปลี่ยนมาใช้คำว่า "เย็น" เพราะในฤดูหนาวบางปีบริเวณนี้มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส

งานจัดเพื่อเกษตรกรและนักท่องเที่ยว
ที่อำเภอวังน้ำเขียว มีการจัดงานเบญจมาศมาอย่างต่อเนื่อง
วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลไทยสามัคคี และตำบลต่างๆ ของอำเภอวังน้ำเขียว นำเอาผลผลิตทางการเกษตรที่เพาะปลูกไว้นำมาจำหน่าย เช่น เห็ดหอม ผักเมืองหนาวต่างๆ ที่ปลอดสารพิษ อันเป็นผลดีต่อสุขภาพมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว และเพื่อให้วังน้ำเขียวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในวันหยุด โดยนำเบญจมาศตัดดอกหลากหลายสีหลากหลายพันธุ์มาปลูกไว้ในงานเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างใกล้ชิด

องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับสถานประกอบการและผู้นำท้องถิ่นต่างเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน งานเบญจมาศบานในม่านหมอกฯ สถานที่จัดงานเป็นสถานที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี ที่จัดเป็นสวนสาธารณะไว้ โดยในปีนี้ใช้พื้นที่เฉพาะส่วนที่ปลูกเบญจมาศเกือบ 5 ไร่ ซึ่งไม่รวมกับพื้นที่อื่นที่จัดเป็นสวนไม้ดอกหลากหลายสีสันงดงามมาก ในพื้นที่ดังกล่าว อบต. ไทยสามัคคี ได้ให้เกษตรกรในตำบลที่สนใจมาปลูกเลี้ยงเบญจมาศโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่จะมีการช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ บ้างเล็กน้อย เกษตรกรที่มาปลูกเลี้ยงเดิมจะไม่มีความรู้ในเรื่องเบญจมาศเลย แต่ทาง อบต. ไทยสามัคคี ได้มีเจ้าหน้าที่ทางด้านการเกษตรแนะนำช่วยเหลือทางด้านวิชาการ ทำให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปลูกเลี้ยงเบญจมาศ จนสามารถนำความรู้นั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ เมื่อมีความรู้ความชำนาญพอก็จะกลับไปทำแปลงเบญจมาศตัดดอกในพื้นที่ของตัวเอง แล้วก็จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้งานแทน ทำให้ อบต. ไทยสามัคคี สามารถผลิตเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงเบญจมาศได้เป็นจำนวนมากเพียงในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี

การจัดงานดอกเบญจมาศบานในม่านหมอกฯ ในปีนี้นับเป็นปีที่ 8 แล้ว ที่ อบต. ไทยสามัคคี ได้ทุ่มเทจัดเพื่อพี่น้องเกษตรกรในอำเภอวังน้ำเขียว ในปีนี้จัดในวันที่ 22-24 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา เริ่มเปิดงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึงเที่ยงคืน ในปีที่แล้วรถของนักท่องเที่ยวติดขัดตั้งแต่ปากทางเข้าจนถึงหน้างานด้วยระยะทางเข้าถึง 7 กิโลเมตร ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมทั้งงานหลายหมื่นคน จึงทำให้ในปีนี้ อบต. ไทยสามัคคี ได้จัดพื้นที่ในการปลูกเบญจมาศเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหลายเท่า และนอกจากนี้ยังได้เพิ่มพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวที่นำรถส่วนตัวเข้ามาเป็นจำนวนมากเช่นกัน

เบญจมาศตัดสดจากแปลง
คุณฉะอ้อน จึงผ่อนกลาง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี กรุณาให้ข้อมูลว่า เกษตรกรหลายร้อยครอบครัวในตำบลไทยสามัคคีได้นำผลผลิตทางการเกษตรของตน ที่ทาง อบต. ส่งเสริมให้ปลูกไว้มาขายในงาน เช่น ผักสลัด ผักคะน้าฮ่องกง หน่อไม้ฝรั่ง เสาวรส กะหล่ำปลี เห็ดหอม และผักเมืองหนาวต่างๆ นำมาจำหน่ายเองในงาน รวมถึงบรรดาเบญจมาศตัดดอกสีต่างๆ ซึ่งปลูกอยู่ในแปลง โดยการตัดจำหน่ายจากแปลงสู่มือนักท่องเที่ยวเลยทันที ไม่ได้มีการตัดไว้ล่วงหน้า

คุณฉะอ้อน ยังกล่าวว่า จำนวนเกษตรกรที่มาจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรทั้งหมด 250 ราย จะมีรายได้เฉลี่ยวันละ ประมาณ 700-800 บาท ไม่รวมถึงร้านค้าอาหารและเครื่องดื่มอีกจำนวนหนึ่ง คาดว่าในวันหนึ่งๆ ในงานเบญจมาศบานในม่านหมอกฯ จะมีเงินสะพัดเข้ามาในงานมากกว่า 1 ล้านบาท เงินรายได้ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยทั้งงานคาดว่าจะมีถึง 5-6 ล้านบาท ส่วนจำนวนคนที่เข้ามาท่องเที่ยวในงานทั้ง 3 วัน มีจำนวน 30,000-40,000 คน นอกจากงานที่มีในวันที่ 22-24 มกราคมแล้ว ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมีเกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายเป็นประจำ และนักท่องเที่ยวก็มีมาไม่ขาดสายเช่นกัน

เส้นทางจากกรุงเทพฯ มาอำเภอวังน้ำเขียว มาได้หลายทาง เส้นทางแรก มาเข้ารังสิต ผ่านองครักษ์เข้านครนายก ผ่านอำเภอนาดี เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 304 ก็จะเข้า อบต.ไทยสามัคคี ซึ่งอยู่ฝั่งขวา รวมระยะทาง 260 กิโลเมตร จากรังสิต ส่วนอีกทางหนึ่งคือ วิ่งผ่านรังสิตเข้าสระบุรีเลี้ยวขวาผ่านปากช่องเข้าหนองสาหร่ายผ่านนิคมสร้างตนเอง วังกระทะจนเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 304 เลี้ยวซ้ายไป 100 เมตร ยูเทิร์นกลับไปอีก 4-5 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้า อบต.ไทยสามัคคี อีก 7 กิโลเมตร ถึงหน้างาน

การปลูกเลี้ยงเบญจมาศของวังน้ำเขียว คุณธีรวุฒิ ชุติมาโอฬาร เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยง ให้ความรู้กับเราว่า นำสายพันธุ์เบญจมาศมาจากต่างประเทศ โดยมีบริษัทเอกชนนำเข้ามา สายพันธุ์ที่นำมาปลูก เช่น แรเกน มีทั้งหมด 5 สี มะลิขาว มะลิเหลือง โพราริสเหลือง-ขาว ทั้งหมด 65 สายพันธุ์ โดยต้นที่ได้มาจะเป็นยอดขนาดเล็กยังไม่มีราก แล้วนำมาชำในโรงเรือนเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ บางส่วนจะนำไปปั่นเนื้อเยื่อ โดยใช้บริการห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งมาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา โดยจะนำมาจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาต้นละ1.50 บาท แล้วนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เพิ่มเติม เมื่อตัดยอดต้นแม่พันธุ์จะแตกยอดออกได้ถึง 5 ยอด จึงจะตัดยอดดังกล่าวมาปลูกลงในแปลงที่ต้องการ

ช่วงฤดูปลูกเพื่อให้ออกดอกในฤดูหนาวจะเริ่มปลูกกลางเดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนมกราคม รวมเวลาประมาณ 3 เดือน ปลูกแล้วประมาณ 3 เดือน จึงจะออกดอกพร้อมจะตัดขาย

เตรียมแปลงปลูก
ไถดินด้วยรถไถผาล 3 จำนวน 2 ครั้ง ตากดินไว้ประมาณ 10 วัน แล้วไถด้วยรถไถผาล 7 ใส่ขี้หมู 1 ถุงปุ๋ย ต่อ 1 แปลง พร้อมกับหว่านโดโลไมท์เพื่อปรับสภาพดิน หลังจากนั้นจะใช้รถโรตารี่ไถพรวนอีกครั้งเพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ใช้รถทำร่องสูงขึ้นมา 50 เซนติเมตร โดยภายในโรงเรือน (โครง) จะมี 2 แปลง กว้าง 1 เมตร ยาว 20 เมตร ความห่างระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หว่านแกลบบนแปลง เกลี่ยให้เสมอ หลังวางตาข่ายแล้วให้หว่านปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อโครง ควรปรับสภาพดินความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง ค่าพีเอช 6.5

การขึ้นโครงเหล็กหลังคาพลาสติค
การผลิตเบญจมาศ จะปลูกภายใต้โครงเหล็กหลังคาพลาสติค โครงละ 2 แปลง เบญจมาศปลูกได้ดีในที่อุณหภูมิตั้งแต่ 15-30 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความชื้นจากฝน ความชื้นในฤดูฝนจะทำให้เกิดโรคได้ง่าย ส่วนในระยะออกดอกจะทำให้เน่าเสียได้ง่าย นอกจากนี้ ยังต้องพรางแสงในระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่เริ่มปลูก พลาสติคที่ใช้คลุมมีความหนา 150 ไมครอน กันแสง ยูวี ได้ 7% ส่วนซาแรนที่ใช้พรางแสง จะใช้ชนิด 50%

วิธีการปลูก
1. การปลูกแบบเด็ดยอด โดยเกษตรกรจะเด็ดยอดต้นอ่อน หลังจากที่ต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว ยอดจะแตกต้นอีกหลายยอด ทำให้ประหยัดท่อนพันธุ์ ระยะปลูกใช้ 25x20 เซนติเมตร

2. การปลูกแบบไม่เด็ดยอด หรือแบบต้นเดียว จะใช้ระยะปลูกที่ถี่กว่าการปลูกแบบเด็ดยอด จึงมีการลงทุนต้นพันธุ์ที่สูงกว่า เพราะใช้ต้นพันธุ์มากกว่า แต่การปลูกแบบนี้จะมีช่วงเวลาการเติบโตสั้นกว่าและคุณภาพของดอกจะดีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกด้วยวิธีนี้ โดยจะใช้ระยะปลูก 12.5x12.5 เซนติเมตร มีจำนวนต้น 1,250 ต้น ต่อแปลง หรือ 2,500 ต้น ต่อโครง อัตราการรอด 96% จะได้จำนวนต้นที่ให้ดอกประมาณ 2,400 ต้น การปลูกวิธีนี้ใช้การขึงตาข่ายเพื่อค้ำยันต้นบนแปลงให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงนำยอดพันธุ์มาปลูก ช่องละ 1 ต้น แล้วรดน้ำทันที

ปุ๋ยและยาที่ใช้
การให้ปุ๋ยในระยะแรกเริ่มปลูก เป็นปุ๋ยยูเรีย โครงละ 1 กิโลกรัม เมื่อครบ 15 วัน จะเปลี่ยนเป็นปุ๋ย 15-0-0 ครึ่งกิโลกรัม ต่อโครง เมื่อครบ 1 เดือน ให้ปุ๋ย 8-24-24 ครึ่งกิโลกรัม ครบ 2 เดือน จะใช้ปุ๋ย 15-15-15 จนเห็นตุ่มดอกแล้วจะเปลี่ยนเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ สูตร 0-0-60 เพื่อเร่งสี เร่งดอก

การใช้ยากันราในหน้าหนาวเพื่อป้องกันราสนิมขาว ให้หมั่นสังเกตตอนรดน้ำว่ามีราหรือไม่ โดยสังเกตใต้ใบจะเป็นจุดสีขาว ซึ่งจะต้องฉีดยากันราทันที ส่วนยาฆ่าแมลงใช้ทุก 10 วัน

การให้แสง
ช่วงที่เริ่มปลูกเกษตรกรจะให้แสงสว่างเพิ่มอีกวันละ 4 ชั่วโมง มักจะนิยมให้ตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนถึงเวลาตีหนึ่ง โดยใช้ทามเมอร์ เปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่วันปลูกจนถึง 30-45 วัน แล้วแต่สายพันธุ์

การรดน้ำเบญจมาศ น้ำที่ใช้รดเบญจมาศจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยจะต้องรดน้ำทุกวัน เพื่อให้ดินชุ่ม แต่ไม่แฉะ เวลาที่รดน้ำจะใช้เวลาช่วงเช้ามืด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบเปียกช่วงกลางคืน เป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อรา โดยจะใช้แรงงานคน ใช้สายยางติดฝักบัวเดินรดตามแปลง

ผลผลิตของดอกเบญจมาศ
ผลผลิตเบญจมาศต่อโครง จะได้ผลผลิตโครงละ 200 กิโลกรัม ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 60-70 บาท คิดเป็นรายได้ประมาณ 12,000-14,000 บาท ต้นทุนค่าใช้จ่ายคิดประมาณ 7,000-8,000 บาท ต่อโครง เหลือเป็นกำไรต่อโครง ประมาณ 5,000-6,000 บาท

การตลาดของเบญจมาศตัดดอก คุณธีรวุฒิ กล่าวว่า พ่อค้าแม่ค้าจะมารับซื้อถึงที่แปลงของเกษตรกร เบญจมาศของวังน้ำเขียวมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ นับว่าเป็นผลดีของเกษตรกรที่ไม่ต้องดิ้นรนหาทางขายผลิตผลเอง และยังได้ อบต.ไทยสามัคคี ช่วยเหลือให้ความรู้คำแนะนำทางด้านการปลูกเลี้ยงอีก สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี คุณฉะอ้อน จึงผ่อนกลาง โทร. (086) 264-1781




ที่มา  :  เทคโนโลยีชาวบ้าน








เบญจมาศ

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
เบญจมาศเป็นไม้ตัดดอกที่มีมูลค่าการผลิตติดอันดับ 1 ใน 4 อันดับแรกของไม้ตัดดอกทั่วโลก โดย มีประเทศเนเธอร์แลนด์และโคลัมเบียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีพื้นที่ ปลูกทั่วทุกภาคประมาณ 500 ไร่ ผลผลิตรวม 50,841,500 ดอก แต่ผลผลิตที่ได้ยังคงไม่พอเพียง กับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้คุณภาพดอกเบญจมาศที่ผลิตได้ยังต่ำกว่าของต่างประเทศ มีอายุการปักแจกันสั้น จึงมีการนำเข้าดอกเบญจมาศจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซียและ เนเธอร์แลนด์ โดยมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 25 ล้านบาทต่อปี

แหล่งผลิตที่สำคัญ
ภาคเหนือ : เชียงใหม่, เชียงราย
ภาคกลาง : นนทบุรี
ภาคใต้ : สุราษฎร์ธานี, สงขลา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น

ลักษณะทางพฤกศาสตร์
เบญจมาศเป็นดอกประเภท Head ซึ่งเป็นดอกที่เกิดจากการรวมดอกย่อย 2 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นนอก (Ray floret) ซึ่งเป็นดอกตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้ และกลีบดอกชั้นใน (Disk floret) ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย

เบญจมาศ แยกตามประโยชน์ใช้สอยและการปลูกปฏิบัติ ได้ 4 ประเภท ดังนี้
1. Exhibition type เป็นเบญจมาศที่มีดอกขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ไม่มีการเด็ดยอดแต่ต้องเด็ดตาข้าง ทิ้งเพื่อให้เหลือดอกยอดเพียง 1 ดอก

2. Standard type มีดอกเล็กกว่าประเภท แรก ต้องเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง และเด็ดดอกข้างทิ้งให้เหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก

3. Spray type เบญจมาศประเภทนี้เป็นประเภทที่มีหลายดอกต่อ 1 กิ่ง และมี 6-10 กิ่งต่อต้น ไม่มีการเด็ดดอกข้าง ดอกมีขนาดเล็กกว่าประเภท Standard type ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกหรือถอนขายทั้งต้นโดยตัดรากทิ้ง

4. Potted plant เบญจมาศประเภทนี้ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง มีทรงพุ่มกะทัดรัด ดอกดก และมีดอกขนาดเล็กแตกกิ่งก้านมาก

พันธุ์เบญจมาศที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน ได้แก่
สีเหลือง : พันธุ์หลืองไข่, เหลืองเขี้ยว, เหลืองตาก, เหลืองอินทนนท์, เหลืองเกษตร

สีขาว : พันธุ์ขาวการะเกด, ขาวตาก, ขาวเกษตร

นอกจากนี้ยังมีการนำพันธุ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศเข้ามาปลูกอีกด้วย


การขยายพันธุ์
เบญจมาศขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น เพาะเมล็ด, แยกหน่อ, ต่อกิ่ง, ปักชำ และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่วิธีที่นิยมใช้กันมากมี 2 วิธี คือ

1.ปักชำกิ่งยอด
โดยนำกิ่งแขนงจากต้นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลง ตัดกิ่งยาว 2.5 นิ้ว ด้านปลายกิ่งเฉือนเป็นรูปปากฉลาม และปลิดใบล่างออกเพื่อไม่ให้ใบเน่าและเกิดโรค ควรจุ่มยากันรา เช่น ไดเทน เอ็ม 45 โอโธไซด์ และเพื่อให้รากออกเร็วให้นำกิ่งเบญจมาศที่จะปักชำจุ่ม ฮอร์โมนเร่งรา ก เช่น เซอร์ราดิก เบอร์ 2 ผึ่งให้แห้งแล้วจึงนำมาปักชำในวัสดุปักชำที่โปร่ง ระบายน้ำ อากาศและเก็บความชื้นได้ดี เช่น ทรายหยาบ, แกลบดำ, ขุยมะพร้าว หรือ ทรายหยาบผสมกับขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 โดยใช้ระยะปักชำ 2X1 นิ้ว ปักให้โคนกิ่งลึกลงไปในวัสดุปักชำ 0.5-1 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่มประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงแตกรากใหม่ หลังจากนั้นย้ายกิ่ง ปักชำลงวัสดุปลูกหรือลงแปลง การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมาก และ การใช้กิ่งปักชำที่มีขนาดสม่ำเสมอเมื่อนำต้นเบญจมาศที่ได้ไปปลูกจะสามารถออกดอกได้ในเวลาใกล้เคียงกัน  

        

2.การแยกหน่อ
วิธีนี้เหมาะกับพันธุ์เบญจมาศที่แตกหน่อได้ดี เมื่อเบญจมาศให้ดอกแล้วต้นจะแตกกอและมีหน่อจำนวนมาก แต่ละหน่อจะมีรากติดอยู่ซึ่งสามารถแยกหน่อมาปลูกลงแปลงได้ต้นที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตดีกว่ากิ่งปักชำ



การปลูกและการดูแลรักษา
การเตรียมดิน
ควรทำในฤดูแล้ง โดยขุดพลิกหน้าดินตากแดดไว้ 2 สัปดาห์ ย่อยดินเก็บวัชพืชออก และโรยปูนขาว เพื่อปรับสภาพดิน ดินที่เหมาะสำหรับปลูกเบญจมาศควรมี pH ประมาณ 6 ถ้าเป็น พื้นที่ที่เคยปลูกมาก่อนควรอบดินด้วยเมธิลโบรไมด์ หรือบาซามิคจี เพื่อฆ่าเชื้อโรคและไข่แมลงในดิน การปลูกเบญจมาศในที่ลุ่มน้ำท่วมถึงและเป็นดินเหนียว ระบายน้ำไม่ดีควรยกร่องปลูก โดย ขนาดแปลงกว้าง 5 เมตร ให้ร่องน้ำกว้าง 1 เมตร ลึก 60 ซม. ส่วนหากปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องยกร่องสูง แต่ควรให้แปลงสูง 15-20 ซม. ขนาดแปลงกว้าง 1.20 เมตร และทางเดินกว้าง 80 ซม.

การปลูก
เลือกกิ่งหรือหน่อที่มีขนาดและความสมบูรณ์ใกล้เคียงกันปลูกในแปลงเดียวกัน เพื่อให้ ง่ายต่อการปฏิบัติบำรุงรักษาและสามารถตัดดอกได้พร้อมกัน ปลูกลึกประมาณ 3/4 นิ้ว หากปลูกลึกเกินไปรากจะเจริญไม่ดีเพราะขาดอากาศ สำหรับระยะปลูกถ้าเป็นการปลูกแบบไม่เด็ดยอดใช้ ระยะปลูก 12.5 x 12.5 - 15 x 15 ซม. ส่วนการปลูกแบบเด็ดยอดใช้ระยะปลูก 15x20-20x20 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทรงพุ่มของสายพันธุ์ที่ใช้

การเด็ดยอด
นิยมเด็ดยอดกิ่งชำภายหลังการปลูกประมาณ 7 วัน แล้วเลี้ยงกิ่งแขนงไว้ 3 กิ่ง ซึ่งกิ่งชำ 1 ต้น จะผลิตดอกได้ 3 ดอกหรือ 3 ช่อ ขึ้นกับว่าเป็นการปลูกชนิดดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ โดยถ้า เป็นเบญจมาศชนิดดอกเดี่ยวควรเหลือกิ่งแขนงไว้ 2 กิ่ง และประเภทดอกช่อสามารถเลี้ยงไว้ 3 กิ่ง แขนงได้ แทนการปลูกแบบไม่เด็ดยอด ซึ่งจะได้เพียง 1 ดอก หรือ 1 ช่อต่อต้น นอกจากจะเป็นการ ลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับต้นให้แตกกิ่งให้มากขึ้น ทำให้ได้จำนวนดอก เพิ่มขึ้นตามจำนวนกิ่งและยังได้ดอกที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ควรมีการพยุงต้นให้ตรง เพื่อให้ได้ดอกที่มีคุณภาพดี โดยใช้ตาข่ายไนล่อนขนาดช่องเท่ากับระยะปลูกขึงเหนือแปลงปลูกให้ สูงจากพื้นดิน 30-50 ซม. เมื่อกิ่งแขนงเจริญออกไปได้เล็กน้อย ก็ขึงอีกชั้นให้สูงจากชั้นล่าง 30-50 ซม.

การใส่ปุ๋ย
เมื่อกิ่งชำตั้งตัวแล้วควรเริ่งให้มีการเจริญเติบโตทางลำต้น โดยใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต 1-2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร รด 2 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน และใช้ปุ๋ย 15-15-15 โรยตามร่องระหว่างแถวทุก 15 วัน เมื่อเกิดตาดอกให้ใช้ปุ๋ยอัตรา 1:2:1 เช่นสูตร 12-24-12 และเสริมด้วยปุ๋ยทางใบที่มีธาตุอาหารรอง เพื่อเร่งการออกดอก เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยว ควรงดการให้ปุ๋ย เพื่อให้ดอกมีคุณภาพดี แต่ก่อนตัดดอก 5-7 วัน ควรใช้โปแตสเซียมคลอไรด์ 1 ช้อนแกงละลายน้ำ 20 ลิตร รดที่ต้นเพื่อช่วยให้ก้านดอกแข็งแรงและดอกบานทนขึ้น


การเด็ดดอกข้างและการเด็ดดอกที่ยอด
เพื่อให้ดอกเบญจมาศมีคุณภาพดีมีขนาดใหญ่จึงต้องมีการเด็ดดอกข้างในเบญจมาศที่ปลูกเพื่อให้ได้ 1 ดอกต่อ 1 ต้น ต้องปลิดดอกข้างออกให้หมด โดยหงายมือขึ้นสอดง่ามมือระหว่างนิ้วชี้และ นิ้วกลางเข้าที่กิ่งที่ต้องการปลิดดอกข้างทิ้งและใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่ดอกตูมเข้าหาตัวดอกก็จะหัก และเริ่มเด็ดจากโคนกิ่งไปจนถึงยอด ส่วนเบญจมาศชนิดดอกช่อ จะเด็ดดอกแรกที่ส่วนยอดของลำต้นทิ้งโดยเด็ดตั้งแต่ตาดอกมีขนาดประมาณหัวไม้ขีดไฟ


การควบคุมการออกดอกของเบญจมาศ
พันธุ์เบญจมาศที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่เป็นพวกวันสั้น คือสามารถสร้างตาดอกและเจริญเป็นดอกได้เมื่อจำนวนช่วงแสงต่อวันหรือช่วงกลางวันน้อยกว่า 13.5 ชั่วโมง ดังนั้นเบญจมาศที่ปลูกในประเทศไทย ซึ่งโดยทั่วไปมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 13 ชั่วโมง จึงเกิดตาดอกเร็วทั้งที่ต้นเบญจมาศยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ดอกที่ได้จึงมีคุณภาพไม่ดี ดังนั้นเพื่อเป็นการยับยั้งไม่ให้เบญจมาศออกดอกเร็ว จึงต้องมีการเพิ่มจำนวนแสงต่อวันให้ยาวขึ้น โดยการติดตั้งหลอดไฟฟ้าให้แสงตั้งแต่เวลา 22.00-01.00 น. เพื่อให้ช่วงมืดที่ยาวถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง เป็นการยับยั้งการสร้างตาดอก เมื่อต้นมี ความสูงพอเหมาะประมาณ 30 ซม. จึงปิดไฟให้ต้นได้รับแสงตามปกติ เพื่อให้เกิดตาดอกและพัฒนาเป็นดอกต่อไป


การเก็บเกี่ยวและการตลาด
การเก็บเกี่ยว
เพื่อให้ดอกเบญจมาศมีคุณภาพดีต้องเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม คือ เบญจมาศประเภทดอกเดี่ยวควรเก็บเกี่ยวในระยะที่ส่วนกลางของดอกยังบานไม่หมดเหลืออยู่ประมาณ 2 ซม. ส่วน เบญจมาศประเภทดอกช่อถ้าเป็นดอกชั้นเดียวควรเก็บเกี่ยว เมื่อส่วนของกลีบชั้นใน (Disk florets) พร้อมที่จะบาน ส่วนในดอกช่อแบบดอกซ้อน จะเก็บเกี่ยวเมื่อมีดอก จำนวน 3 ดอก บานประมาณ 1/2-3/4 ของการบาน โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดที่โคนกิ่งแล้วแช่น้ำทันที

การตลาด
ราคาของดอกเบญจมาศจะแตกต่างกันไป ถ้าเป็นดอกเดี่ยว ดอกละประมาณ 1-3 บาท แต่สำหรับดอกช่อขายราคาร้อยละ 10-20 บาท



โรคและแมลงที่สำคัญของเบญจมาศ
1.โรคใบแห้ง
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinia chrysanthemi อาการเริ่มแรกยอดจะเหี่ยวในเวลากลางวัน และฟื้นในเวลากลางคืน ต่อมายอดจะเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาล โรคนี้ระบาดมากในสภาพอากาศร้อนและความชื้นสูง เชื้อโรคจะติดมากับเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น มีดหรือกรรไกร
การป้องกันกำจัด
ควรใช้กิ่งปักชำที่ปราศจากโรคมาปลูก และถ้ามีโรคระบาดในแปลงควรเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีประเภทสเตรปโตมัยซิน

2.โรคใบจุด
เกิดจากเชื้อรา Septoria sp. ระบาดมากในฤดูฝน มีอาการคือใบจะเป็นจุดสีน้ำตาล ไหม้แผลค่อนข้างกลม เมื่อเป็นมาก ๆ แผลจะขยายใหญ่ติดกันจนทำให้ใบไหม้แห้งและร่วง มักเป็นใบล่างขึ้นมาจนถึงยอด
การป้องกันกำจัด
ไม่ควรปลูกเบญจมาศชิดกันมาก ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวกมีผลให้ความชื้นสูงที่โคนต้นง่ายต่อการระบาดของโรค และควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แคบแทน, มาเนบ, และไซเนบ อย่างสม่ำเสมอ

3.โรคดอกเน่า
เกิดจากเชื้อรา Choanephora sp. ระบาดมากในฤดูฝน อาการที่พบคือกลีบดอก เน่าช้ำเป็นสีน้ำตาลแก่ เกิดได้ทั้งในดอกอ่อนและดอกแก่
การป้องกันกำจัด
ในฤดูฝนควรฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไซเนบ, แคบแทน, ไดเทน เอ็ม 45 โดยใช้ร่วมกับยาจับใบ

4.โรคราสนิม
เกิดจากเชื้อเรา Puccinia chrysanthemi มักเป็นกับเบญจมาศที่ปลูกทางภาคเหนือ สังเกตได้ที่ใบ, กลีบดอก และก้านดอก จะพบสปอร์ของเชื้อราเป็นสีเหลืองที่บริเวณเหล่านี้ ทำให้ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล
การป้องกันกำจัด
ดูแลแปลงปลูกให้สะอาด และฉีดพ่นด้วยเพลนท์แวกซ์ ทุก ๆ 7 วันในช่วงที่มีการระบาด

5.หนอนผีเสื้อกินดอก
จะกัดกินใบ และยอดเบญจมาศขณะยังไม่ออกดอก แต่เมื่อเบญจมาศ มีดอกหนอนจะกัดกินกลีบดอกและทำให้ดอกร่วง
การป้องกันกำจัด
ให้ฉีดพ่นด้วย บาซูดิน 40% ชนิดผง 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ

6.หนอนเจาะสมอฝ้าย
มักกัดกินดอกเป็นหย่อม ๆ ทำให้ดอกไม่ได้คุณภาพ
การป้องกันกำจัด
ฉีดพ่นด้วย อโกรน่า, แบคโ สบิน, แอมบุช หรือแลนเนท

7.เพลี้ยไฟ
ดูดกินน้ำเลี้ยงจากกลีบดอก ทำให้ดอกไม่บานหรือดอกแหว่ง และทำให้กลีบดอกเหี่ยวแห้ง
การป้องกันกำจัด
ฉีดพ่นด้วยพอสซ์ อัตรา 2 ช้อนต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่น 3 วันต่อครั้ง เมื่อถึงระยะดอก เริ่มบานให้ฉีดวันเว้นวัน ติดต่อกัน 7 ครั้ง

8.เพลี้ยอ่อน
ดูดกินน้ำเลี้ยงที่โคนกลีบดอก ทำให้ดอกหงิกงอไม่บานหรือยอดคดงอ ดอกมีขนาด เล็กลง
การป้องกันกำจัด
ฉีดพ่นด้วยมาลาไธออน 57% EC อัตรา 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือบาซูดิน 60% EC อัตรา 2-3 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊บ


ที่มา  :  กองส่งเสริมพืชสวน  กรมส่งเสริมการเกษตร





เบญจมาศ
 เบญจมาศ เป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขายปริมาณมากเป็นอันดับ 2 ในตลาดประมูลอัลเมีย ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกได้แก่ เนเธอแลนด์ แอฟริกาใต้ สเปน อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกเบญจมาศประมาณ 1,400 ไร่ นิยมปลูกเบญจมาศดอกช่อ มาก กว่าดอกเดี่ยว เนื่องจากการดูแลรักษาง่ายกว่าสามารถผลิตเบญจมาศได้คุณภาพดีในช่วงฤดูการผลิต คือ ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงมีนาคม การผลิตนอกฤดูมักจะปลูกบนที่สูง หากปลูกในที่ราบ จะให้ผลผลิต ที่มีคุณภาพต่ำ ผลผลิตไม่ต่อเนื่อง คุณภาพไม่สม่ำเสมอ เป็นผลให้มีการนำเข้าเบญจมาศจากประเทศ มาเลเซียในปริมาณมาก

            ประเทศไทย สามารถผลิตเบญจมาศเพื่อการค้าที่มีคุณภาพสูง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่ เหมาะสม การปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตเบญจมาศมีแนวโน้ม เพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น มีการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ใหม่ๆที่เหมาะสม และการผลิต ต้น พันธุ์ที่มีคุณภาพดี เพื่อให้ผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี


แหล่งผลิตที่สำคัญ

             ภาคเหนือ                                  : เชียงใหม่  เชียงราย

             ภาคกลาง                                  : นนทบุรี

             ภาคใต้                                     : สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา

             ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ                  :  อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย นครราชสีมา


ประเภทของพันธุ์เบญจมาศ ที่จำแนกตามรูปทรง                                              

            รูปทรงของเบญจมาศนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของกลีบดอก และการจัดเรียงตัวของกลีบดอก มีแบบต่างต่างๆดังนี้  

            1. ซิงเกิ้ล (Singles) หรือดอกชั้นเดียวมีลักษณะคล้ายดอกเดซี่ ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอก  1-2 ชั้น และกลีบดอกชั้นในแบนราบอยู่ส่วนกลางของดอก เช่น พันธุ์ เรแกน ไวท์ (Reagan White - สีขาว) โรสควีน (Rose Queen - ชมพู / ไส้เขียว) จูโน (Juno - สีชมพู ) โกลเด้น วา ลังเกน (Golden van Langan - สีเหลือง ) เป็นต้น

            2.  อมีโมน (Anemones) ลักษณะคล้ายดอกชั้นเดียว แต่กลีบดอกชั้นในยาวกว่า โดยจะยืด ออก และมีลักษณะเป็นหลอดทำให้ส่วนกลางช่อดอกโป่งขึ้น บางครั้งกลีบดอกชั้น ในมีสีต่างไปจากกลีบดอก ชั้นนอก เช่น พันธุ์พูม่า (Puma - สีขาว) ซันนี่ พูม่า (Sunny Puma - สีเหลือง)

            3. สไปเดอร์ (Spiders) หรือแมงมุม ประกอบด้วยกลีบชั้นนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีลักษณะ เรียว เล็ก  และปลายโค้งคล้ายขาแมงมุม  เช่น พันธุ์ เวสต์แลนด์วินเทอร์ (Westland Winter - ขาว) และเวส แลนด์รีเกิ้ล (Westland Regal - ชมพู) เป็นต้น

     4. ปอมปอน (Pompon) มีลักษณะเป็นลูกกลมคล้ายลูกฟุตบอล ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอก ที่มีขนาดเท่าๆกัน โดยไม่ปรากฎให้เห็นกลีบดอกชั้นใน เช่น พันธุ์ กรีนพี (Green Pea - สีเขียว) โกลด์พี (Gold Pea - สีเหลือง)

             5. เดคเคอเรทีฟ (Decoratives) หรือดอกซ้อน มีลักษณะคล้ายปอมปอน เพราะประกอบด้วย กลีบดอกชั้นนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่กลีบดอกชั้นนอกๆยาวกว่าชั้นใน ทำให้ดูแบนกว่า เช่น พันธุ์ ฟิจิไวท์ (Fiji White - สีขาว) ฟิจิ ดาร์ค (Fiji Dark - สีชมพู)

            6. พวกดอกใหญ่ (Large Floeered) ดอกที่บานแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่า 4 นิ้ว ส่วนใหญ่แล้ว จะไม่เห็นกลีบดอกชั้นใน เช่น ไรวารี่ (Rivalry) ไข่ดาว (lnga) ปิงปอง (Ping pong)

ตัวอย่างพันธุ์เบญจมาศดอกช่อที่เกษตรกรปลูก มีดังนี้

           สีขาว          :  ไว้ท์ เรแกน (White Reagan) แอลเลน วาลังเกน (Ellen - van Langen) พูม่า (Puma) ฟินมาร์ค (Finmark)

           สีเหลือง       :  เยลโล่ว์ เรแกน(Yellow Reagan) โกลเด้น วา ลังเกน (Golden van Langen) ซันนี่  พูม่า (Sunny Puma) รัช (Rush)

           สีแดง          :  คลอนได้ค์ (Klondike) ไทเกอร์แรค (Tiger rang)

          สีม่วง           :  ดาร์ค ลินิเคอ (Dark Lineker) เลอมัน (Lemans) สเปลนดิด เรแกน (Splendid Reagan)

          สีชมพูอ่อน     :  ซัลมอล ลินิเคอ (Salmon Lineker) อิมพรูฟ เรแกน (Improved Reagan)

          สีแสด           :   ไทเกอร์ (Tiger)



การขยายพันธุ์
 ในปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์เบญจมาศโดยการปักชำ จากต้นแม่พันธุ์ที่ปราศจากโรค และไวรัส โดยได้ต้นแม่พันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การปฏิบัติดังนี้จะทำให้ได้ต้นแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพดี ปราศจากโรค

ขั้นตอนการขยายพันธุ์

             1. ปลูกต้นแม่พันธุ์ที่ออกรากแล้วในแปลง   โดยใช้ระยะปลูก 15x15 เซนติเมตร (ประมาณ 50 ต้น ต่อตารางเมตร) การให้แสงช่วงกลางคืนต้องให้ทันทีหลังปลูก และหลังจากปลูกแล้ว 5 -10 วัน จึงเด็ดยอดให้เหลือใบไว้กับต้นประมาณ 5 -6 ใบ

             2.  เก็บเกี่ยวกิ่งพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์    การเด็ดยอดต้นแม่พันธุ์เพื่อเป็นกิ่งปักชำจะเริ่มได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 หลังปลูก จนถึง สัปดาห์ที่ 20 หลังจากนั้น ควรรื้อและปลูกต้นแม่พันธุ์ใหม่ การเด็ดยอดจะเด็ด ให้ยอด เบญจมาศมี   ความยาวประมาณ 5.5 -6 เซนติเมตร (ประกอบด้วยใบใหญ่ 2 ใบ และใบเล็ก 2 ใบ) และให้เหลือใบ ที่กิ่งเดิมอย่างน้อย 2 ใบ เพื่อให้แตกกิ่งใหม่

              การเด็ดยอดควรทยอยเด็ดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แล้วนำไปเก็บในห้องเย็น เพื่อให้ได ้ปริมาณ พอสมควร จากนั้นจึงนำไปปักชำพร้อมกันทุก 1-2 สัปดาห์ ผลิตเฉลี่ยจะได้ประมาณ 1.5 กิ่งต่อสัปดาห์ ต่อต้นแม่พันธุ์ 1 ต้น

              โดยปกติจะปลูกต้นแม่พันธุ์ในแปลงเป็นเวลา 13-21 สัปดาห์ หากต้นแม่พันธุ์อยู่ในแปลง นานเกินไป  กิ่งที่นำไปปลูกจะมีโอกาสสร้างตาดอกในช่วงวันยาวได้ กิ่งที่ยาวเกินขนาดบนต้นแม่พันธุ์ ที่มีอายุ เกิน 13 สัปดาห์ มีโอกาสที่จะสร้างตาดอกก่อนเวลาถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงวันยาวก็ตาม

              3. การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวกิ่งพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์

              เมื่อเด็ดยอดแล้วให้นำเข้าที่ร่มโดยเร็วและจุ่มผงฮอร์โมน (IBA) ร้อยละ 0.4 + สารกันรา เรียงใส่ถุงพลาสติกและเก็บในห้องเย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นาน 3 สัปดาห์

               4. การปักชำเพื่อผลิตกิ่งพันธุ์ดี

               แปลงปักชำควรมีความกว้างไม่เกิน 1.5 เมตร วัสดุปักชำควรมีคุณสมบัติอุ้ม ความชื้น ได้และ ระบายน้ำดี เช่น ถ่านแกลบ ทราย + ถ่าน หรือ ถ่านแกลบ + ทราย + ขุยมะพร้าว ในสัดส่วน ที่เท่ากัน เป็นต้น ระยะปักชำ 4 x4 เซนติเมตร

               เมื่อปักชำเป็นเวลา 14 วัน กิ่งชำจะมีรากสมบูรณ์ และพร้อมปลูก หากไม่ปลูกทันที อาจเก็บไว้ในห้องเย็น 8 องศาเซลเซียส ได้เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่ควรปล่อยกิ่งชำไว้ ในกระ บะชำเกิน 14 วัน



การเตรียมดิน
1. การเตรียมดิน

         ขุดดินลึก 50 เซนติเมตร เพื่อระบายน้ำ เพิ่มความร่วนซุยในดินโดยผสมแกลบ และ ปุ๋ยหมัก (หรือปุ๋ยคอก) ในอัตราส่วนดังนี้

         ดิน : แกลบ  : ปุ๋ยคอก  (หรือปุ๋ยหมัก) 3  :  2  : 1  ผสมให้เข้ากันในระดับ 20 เซนติเมตร โดยใช้เครื่องพรวนดิน ตรวจวัดสภาพดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง  (pH) 5.8 - 6.5 และปริมาณเกลือ ในดิน (EC) 0.8 - 1.0 mS/cm (มิลลิเซียมต่อเซนติเมตร) หากดินเค็มเกินไปให้ชะเกลือ ออกโดย      ใช้สปริงเกอร์ หลังจากนั้นปรับสภาพ ความเป็นกรดเป็นด่างด้วยโดโลไมล์ (หากดินเป็นกรด) หรือ กำมถันผง (หากดิน เป็นด่าง)

การปรับปรุงสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

       การปรับปรุงคุณภาพดินกรดก่อนปลูกพืชโดยโดโลไมท์ กำหนดค่าที่เหมาะสมในการ ปลูก ไม้ดอก pH =6.5 อัตราที่ใช้โดโลไมท์ 1.6 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพื่อให้ค่า pH เพิ่มขึ้น 0.5 หน่วย หรือใช้โดโลไมท์ อัตรา 32 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตร

                หมายเหตุ    1. คำนวณจากการปรับสภาพดินในระดับความลึก 20ซม.                                  

                               2.  ค่าที่ได้เป็นค่าโดยประมาณ ในดินเหนียวอาจต้องใช้โดโลไมท์มากว่านี้   และดินทรายอาจจะใช้โดโลไมท์น้อยกว่า 

                                    นี้ในการปรับสภาพความเป็นกรด - ด่างของดิน                                               


  pH ของดินที่วัดได้         อัตราโดโลไมท์ที่ใช้ปรับปรุงดิน
        กก.ต่อ 100 ตร.ม         กก.ต่อไร่

           5.75         

48 768
5.5 64 1,024
  5.25  80 1,280
5 96 1,536
4.75 112 1,792
4.5 128 2,048
4.25 144 2,304
4 160 2,560
3.75 176 2,816
3.5 192 3,072
3.25 208 3,328
3 224 3,584


การปรับปรุงดินคุณภาพด่างก่อนการปลูกพืชด้วยกำมะถัน
กำหนดค่าที่เหมาะสมในการปลูกไม้ดอก pH = 6.5 อัตราที่กำมถันผง 0.5 กิโลกรัมต่อลูก บาศก์เมตร เพื่อให้ค่า pH ลดลง 1 หน่วย หรือใช้กำมถันผง อัตรา 10กิโลกรัมต่อ 100ตารางเมตร
      pH ของดินที่วัดได้                  อัตรากำมถันผงที่ใช้ปรับปรุงดิน
กก.ต่อ 100ตร.ม กก.ต่อไร่
8.75 22.5 360
8.5 20 320
8.25 17.5 280
8 15 240
7.75 12.5 200
7.5 10 160
7.25 7.5 120
 7 5 80
9 25 400

หมายเหตุ  1.คำนวณจากการปรับสภาพดินในระดับความลึก 20 ซม.

         2. ค่าที่ได้เป็นค่าโดยประมาณ ในดินเหนียวอาจต้องใช้กำมถันผงมากขึ้น

              และดินทรายอาจจะใช้กำมถันผงน้อยกว่านี้ ในการปรับสภาพความ    

              เป็นกรด - ด่าง

2. การให้น้ำ

     เบญจมาศต้องการน้ำประมาณ 35 -40 ลิตรต่อตารางเมตรต่อสัปดาห์ ในระยะแรก ที่ปลูกใหม่ควรให้น้ำเช้า - เย็น เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วให้รดน้ำวันละ 5 -6 ลิตรต่อตารางเมตร หรือทุก 3 วัน (15ลิตรต่อตารางเมตร) แล้วแต่สภาพของดิน ไม่ควรรดน้ำติดต่อกันจนแฉะ ควรเว้นให้ดินแห้งบ้าง เพื่อให้รากได้ปรับอากาศ การรดน้ำควรรดในช่วงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยง ไม่ให้ใบเปียกช่วงกลางคืน เป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อรา ควรรดน้ำจนโชกเพื่อให้   น้ำ ซึมไหลผ่านลงในดินให้มากพอ ไม่ควรรดน้ำให้ถูกใบเพื่อป้องกันโรคที่เกิดเชื้อรา (อาจ ทำได้โดยให้น้ำแบบน้ำหยด)

3.การปลูก        แบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

           1.การปลูกแบบเด็ดยอด โดยเกษตรกรจะเด็ดยอดอ่อนหลัง จากต้นกล้าตั้งตัว ได้แล้ว

           2. การปลูกแบบไม่เด็ดยอดหรือแบบต้นเดี่ยว จะใช้ระยะปลูกที่ถี่กว่า การปลูกแบบเด็ดยอด จึงต้องมีการลงทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ต้นพันธุ์มากกว่า แต่การ ปลูกแบบนี้จะมีช่วงเวลาการเติบโตสั้นกว่าและคุณภาพดอกจะดีกว่าอีกด้วย ปัจจุบัน เกษตรกรนิยมปลูกด้วยวิธีนี้

ข้อควรปฏิบัติในการปลูกเบญจมาศ

           1. ควรปลูกเบญจมาศทันทีหลังจากได้รับต้นกล้าในแปลงที่เตรียมไว้ก่อนปลูก ใช้ตะแกรงเหล็กหรือตาข่ายเชือกไนล่อนที่มีขนาดช่องเท่ากับระยะปลูกมาวางบนแปลงที่ เตรียมไว้ เพื่อสะดวกในการวัดระยะปลูก จากนั้นนำต้นกล้ามาปลูกให้ลึก ประมาณ 3/4 นิ้ว ถ้ามีแสง มากเกินไปควรพลางแสงให้ต้นกล้า เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเหี่ยว แต่ทั้งนี้จะต้องให้แสง ในช่วงเวลากลางคืนทันที เพื่อยับยั้งการสร้างดอก

           2. ปลูกให้ได้ระยะห่างที่เหมาะสม

           - การปลูกแบบเด็ดยอด ใช้ระยะปลูก 25x20 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทรงพุ่ม ของสายพันธุ์ที่ใช้ด้วย

           - การปลูกแบบไม่เด็ดยอด ใช้ระยะปลูก 12.5x12.5 เซนติเมตร หลังจากปลูก แล้ว ให้ใช้ตาข่ายไนล่อนขนาดช่องเท่ากับระยะปลูก วางระดับพื้นดินเพื่อเป็นแนวในการ ปลูก จากนั้นให้ขับตาข่ายขึ้นประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของต้นทุกสัปดาห์

            3. หลังการปลูกเสร็จแล้ว ควรรดน้ำเช้า - เย็น จนเมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วจึงรดน้ำใน ช่วงเช้า วันละครั้งหรือ 2 - 3 วันครั้ง แล้วแต่สภาพความชื้นของดิน

             4. ในการปลูกแบบเด็ดยอด หลังจากต้นตั้งตัวได้แล้ว (ประมาณ 10 - 15 วัน) จึง ทำการเด็ดยอดอ่อนให้เหลือใบไว้ประมาณ 6 ใบ และเมื่อกิ่งใหม่แตกควรเด็ดกิ่งที่ไม่ต้อง การทิ้ง ถ้าต้นเบญจมาศอยู่ที่ขอบแปลงให้เด็ดเหลือกิ่งที่แข็งแรงไว้ 3 กิ่ง แต่ถ้าต้นเบญจ มาศอยู่แถวในให้เด็ดกิ่งเหลือไว้ 2 กิ่ง

             5. เมื่อต้นเดี่ยวหรือกิ่งที่แตกใหม่จากการเด็ดยอดเจริญได้ความสูง 30 - 35 เซนติ เมตร (ประมาณ 4 - 6 สัปดาห์) จึงงดให้แสงในช่วงกลางคืน เพื่อกระตุ้นการออกดอก ถ้า ต้องการดอกแบบชนิดเดี่ยว คือ มี 1 ดอกต่อกิ่ง ควรเด็ดดอกข้างครั้งแรกประมาณ 4 สัป ดาห์ หลังการงดให้แสงไฟและเด็ดครั้งที่ 2 ในสัปดาห์ต่อไป การเด็ดดอกควรทำเมื่อดอกข้าง มีขนาดเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ และเด็ดในตอนเช้า แต่ถ้าต้องการให้ได้ดอกช่อ ควรเด็ดดอกแรก ของช่อออกในขณะที่ดอกยังตูมอยู่

             6. ในระยะที่ดอกเริ่มเห็นสีนั้น ถ้ามีแสงมากเกินไปควรพรางแสงด้วยผ้าขาวบาง หรือซาเรนพรางแสง 30% เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกไหม้

 4.การให้ปุ๋ย

              ก่อนปลูกควรคลุกเคล้าปุ๋ยรองพื้นในดิน โดยให้ทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (0 - 46 -0) และแมกนีเซียมซัลเฟต (MgSo) ดังตาราง

 

การใช้ปุ๋ยรองพื้น

  ชื่อปุ๋ยรองพื้น จำนวนปุ๋ยที่ใช้ (กก. ต่อ 100 ตร.ม)
แปลงต้นแม่พันธุ์ แปลงต้นตัดดอก
1.ทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (0 - 46 -0) 3 5 -7
2. แมกนีเซียมซัลเฟต 3 3
3. 15 - 15 -15 2 2

 

การให้ปุ๋ยระหว่างปลูก

          ให้ปุ๋ย 15-15-15 แก่ต้นแม่พันธุ์ อัตรา 3 กิโลกรัม ต่อ100 ตาราง เมตร ทุกสัปดาห์ ส่วนเบญจมาศตัดดอกให้ปุ๋ยดังนี้    

 

 

การให้ปุ๋ยระหว่างปลูกเบญจมาศตัดดอก

ชื่อปุ๋ยที่ใช้ระหว่างปลูก จำนวนปุ๋ยที่ใช้ (กก. ต่อ 100 ตร.ม)

ให้ทุกสัปดาห์

ปุ๋ยวันยาว

-แคลเซียมไนเตรท (CaNO) 15-0-0

3

ปุ๋ยวันสั้น

-โปแตสเซียมไนเตรท (13-0-46)

3

 



การปลูกภายในโรงเรือน
การปลูกภายใต้โรงเรือนจะช่วยลดการเกิดโรคและความเสียหายอันเกิดจากความ ผิดปกติของธรรมชาติ อย่างไรก็ตามหากเป็นการปลูกในพื้นที่ที่มีระดับความสูงน้อยกว่า 1,000 เมตร ควรคำนึงถึงการระบายอากาศที่ดี เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนจาก การใช้หลังคาพลาสติกดังกล่าว โดยมีหลักกว้างๆว่ายิ่งอากาศร้อนเท่าใด โรงเรือนควร จะ สูงขึ้นมากเท่านั้นความสูงที่เหมาะสมจะประมาณ 4 เมตร และควรออกแบบให้โรงเรือน  มีช่องระบายความร้อน ควรเปลี่ยนพลาสติกใหม่เมื่อพลาสติกเดิมเสื่อมคุณภาพจนเกิด สีขุ่นมัว เพราะ จะทำให้ การสังเคราะห์แสงลดลงอย่างมาก

 การให้แสงเบญจมาศ

        การควบคุมการออกดอกของเบญจมาศ

           พันธุ์เบญจมาศที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่เป็นพืชวันสั้นตามทฤษฎี หมายถึง เมื่อ กลางวันสั้นกว่า 14.5 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่ สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่า 13.4 ชั่งโมง ดังนั้นหากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็ว หรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่า 14.5 ชั่ว โมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ (เกิดตาดอกแต่ดอกไม่พัฒนาต่อ หรือเรียกว่าดอกวันยาว) ดังนั้นเกษตรกรจึงใช้การบังคับช่วงวัน ให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อ ต้องการได้ตลอดทั้งปี 

            การบังคับไม่ให้เบญจมาศสร้างดอก

            ในทางปฏิบัติการบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอกก่อนกำหนด จะต้องให้แสงไฟช่วง กลางคืนหากกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง แต่เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่งโมง ตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องให้แสง ช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอดทั้งปีระยะเวลา  การให้แสงยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง เช่น ช่วงที่มีแสงตั้งแต่ 6.00 ถึง18.00 นา     ฬิกา จะเริ่มให้แสงช่วงกลางคืน เวลา 22.00 ถึง 2.00 นาฬิกา เป็นต้น ปริมาณแสงที่ให้ 80 -100 ลักซ์ (LUX ) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้นจึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้ รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

            การบังคับให้เบญจมาศสร้างดอก

            ในทางปฏิบัติการบังคับเบญจมาศสร้างและพัฒนาตาดอกที่สมบูรณ์ จะต้องให้ ช่วงวันสั้นกว่า 13 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่ต้นสูง 30 เซนติเมตร ถึงระยะที่ดอกเริ่มเห็นสี (ประมาณ 5 สัปดาห์) ซึ่งช่วงวันสั้นนี้เริ่มจากปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนมีนาคม (ข้อมูลเฉพาะพื้นที่ สามารถสอบถาม ได้จาก กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา) ดังนั้นในช่วงเดือนเหล่านี้จะสามารถบังคับให้เบญจมาศสร้างและพัฒนาดอกโดยธรรม ชาติโดยงดให้แสงไฟช่วงกลางคืน (การผลิตในฤดู) ส่วนการบังคับเบญจมาศสร้างและ พัฒนาตาดอกขณะที่ช่วงวันยาวกว่า 13 ชั่วโมง หรือช่วงฤดูร้อน (มีนาคม ถึง กันยายน) ทำโดยใช้ผ้าดำหรือพลาสติกดำคลุมแปลงปลูกเบญจมาศ ให้มีช่วงมืด 13 ชั่วโมง เช่น คลุมผ้าดำเวลา 18.00 นาฬิกา และเปิดผ้าดำเวลา 7.00นาฬิกา ปัญหาของการคลุมผ้า ดำคือการสะสมความร้อนระหว่างคลุมทำให้อุณหภูมิสูง ดอกที่ได้จะมีคุณภาพต่ำ และผ้า ดำที่ไม่มืดสนิทเนนื่องจากรอยรั่วหรือคุณภาพของวัสดุ ทำให้เบญจมาศสร้างดอกไม่สม่ำ เสมอ 

 

การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

            ระยะการเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหหมาะสม จะทำให้รักษา คุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน แต่ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่ให้ความ สำ คัญกับการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวเท่าที่ควร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับเบญจมาศจากต่างประเทศ

 

การเก็บเกี่ยว

             การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณร้อยละ 75 และก่อนที่เกษรตัวผู้ หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70 -75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

หลักและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

             1. กระตุ้นให้เบญจมาศดูดน้ำมากที่สุด

              -เมื่อตัดดอกแล้วควรแช่น้ำให้เร็วที่สุดในที่ร่ม (ใช้น้ำสะอาดเท่านั้น) เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

              - หากปลายก้านแข็งและไม่ดูดน้ำอาจจุ่มโคนก้าน (4 -5 เซนติเมตร) ในน้ำร้อน ประ มาณ 10 นาที

              - อาจปรับน้ำให้มีสภาพเป็นกรดด้วยกรดมะนาว (ซิติกแอซิด) ให้สภาพความ เป็น กรดเป็นด่าง เท่ากับ 3.5 (pH)          เนื่องจากน้ำที่เป็นกรดจะช่วยให้ก้านดูดน้ำได้ดีขึ้น

              - ผสมสารจับใบอัตรา 0.01%โดยปริมาตร จะช่วยดูดน้ำได้ดีขึ้น

              2.คัดขนาด เข้ากำ และห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์  หรือสวมด้วยซองพลาสติก ตามที่ต้องการ

              3. ชลอการเจริญของดอกหลังตัด โดยการลดอุณหภูมิ (ลดการหายใจและการ คายน้ำ) โดยปฏิบัติดังนี้

               - แช่เบญจมาศในน้ำสะอาด หรือสารละลายที่เตรียมไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ 4 -8 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ชั่งโมง ก่อนการขนส่ง

               - ผสมสารฟอกสี (โซเดียมไฮโปคลอไรท์) ชนิดซักผ้าขาว (6%) ในอัตรา 0.5 -1.5 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อน้ำ 10 ลิตร ผสมสารฆ่าเชื้อ         ป้องกันการเจริญของแบคทีเรียไม่ให้อุดตัน ท่อน้ำ

               - อาจผสมน้ำตาล อัตรา 15 กรัม ต่อลิตร เพื่อให้ดอกสีไม่ซีด (หากใส่น้ำตาลมาก กว่า 30 กรัม ต่อลิตร จะทำให้ใบเหลืองเร็ว)

               4. บรรจุกล่องและการขนส่ง


โรคและแมลงที่สำคัญ
1.โรคใบแห้ง

สาเหตุ  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinia chrysanthemi

ลักษณะอาการ  อาการเริ่มแรกยอดจะเหี่ยวในเวลากลางวันและฟื้นตัวในเวลากลางคืน ต่อมายอดจะเน่าแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าบีบลำต้นดูจะรู้สึกว่าต้นกรอบ ไส้กลวงของลำต้นมี สีน้ำตาลแดง โรคนี้จะระบาดได้เร็วในที่ที่มีอากาศร้อน ความชื้นสูง

การแพร่ระบาด  จะติดไปกับเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร และส่วนมากเชื้อแบคทีเรีย จะเข้าทำลายได้ง่ายในพืชที่เป็นแผลหรือมีรอยแตก

การป้องกันกำจัด  ถ้ามีโรคระบาดในแปลงควรเผาทำลายเสีย อย่าให้เชื้อแพร่กระจายไป และควรใช้กิ่งปักชำที่ปราศจากโรคหรือใช้สารเคมีประเภทสเตรปโตมัยซิน

           2.โรคใบจุด

สาเหตุ  เกิดจากเชื้อรา Septoria sp.

ลักษณะอาการ  ใบเป็นจุดสีน้ำตาลไหม้ บางครั้งจะมีขอบแผลสีเหลือง ลักษณะแผลค่อนข้างกลมมีขอบแผลชัดเจน เมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้น หรือ หลายๆแผลขยาย มาชนกัน จะทำให้ใบไหม้ แห้งและร่วงหล่นไปในที่สุด โรคใบจุดนี้จะเริ่มต้นที่ใบล่างๆที่ติด พื้นดินก่อนแล้วค่อยๆลามขึ้นไปจนถึงยอด

การแพร่ระบาด  สปอร์ที่อยู่ตรงกลางแผลจะปลิวไปตามลมหรือถูกน้ำชะล้างให้กระเด็นจาก ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้ โรคนี้จะระบาดมากในฤดูฝน

การป้องกันกำจัด  ไม่ควรปลูกต้นเบญจมาศชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเท มีผลทำให้ความชื้นระหว่างโคนต้นสูง เหมาะแก่การแพร่ระบาดของโรคยิ่งขึ้น และควรพ่น สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แคบแทน มาเนบ หรือ ไซเนบ ให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณโคน ต้น

          3.โรคราสนิมขาว

สาเหตุ  เกิดจากเชื้อรา Puccinia horiana

ลักษณะอาการ เริ่มแรกเกิดจุดสีเหลืองขนาดเล็ก บริเวณส่วนบนของใบ ซึ่งจะค่อยๆขยาย ใหญ่ขึ้นถึงเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่วนด้านใต้ใบที่ตำแหน่งเดียวกันเริ่ม แรกจะเห็นจุดสีขาวนวล ต่อมาเมื่อจุดนั้นขยายใหญ่ขึ้นเป็นนูนกลมออกสีชมพู และเปลี่ยน เป็นสีขาวเมื่อเจริญเต็มที่ ระบาดมากจะทำให้ใบมีสีเหลืองและลามแห้งไปทั่วทั้งใบ ในดอก จะมีการไหม้แห้งจากปลายกลีบดอกเข้ามา

การแพร่ระบาด  เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงในภาคเหนือช่วงฤดูหนาวขณะมีอากาศชื้น แต่เมื่อ อากาศร้อนและแห้งแล้งความรุนแรงจะลดลง สปอร์ของเชื้อราจะงอกที่อุณหภูมิระหว่าง 4 -24 องศาเซลเซียส สปอร์จะงอกได้เมื่อผิวใบเปียกน้ำ และในสภาพที่เหมาะสมสปอร์สา มารถ งอกได้ภายในเวลา 2 -2.5 ชั่วโมง

การป้องกันกำจัด เชื้อราสนิมขาวมักแพร่ระบาดโดยต้นพันธุ์ที่เป็นโรค หรือส่วนของพืชที่มี เชื้อราอยู่ สปอร์ของเชื้อราสนิมขาวนี้สามารถมีชีวิตอยู่บนใบที่ร่วงจากต้นได้เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์ จึงควรป้องกันดังนี้

             - ควรให้ต้นและใบเบญจมาศแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการรดน้ำถูกใบโดย เฉพาะในช่วงเย็น เนื่องจากใบที่เปียกเป็นสภาพที่เหมาะสมกับการเกิดโรค และป้องกันน้ำ กระเด็นจากใบหนึ่งไปสู่อีกใบหนึ่ง

             - หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำค้างเกาะที่ใบ หรือการมีน้ำจากหลังคาหยดลงใบ ควรระบายอา กาศหรือให้ความร้อนในโรงเรือนในช่วงเย็น

             - ปลูกเบญจมาศให้มีระยะห่างพอสมควร เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี หากการ ระบาดอยู่ในระยะแรก การเด็ดใบที่เป็นโรคออกจะช่วยควบคุมโรคได้

            - ควรขุดหลุมลึกเพื่อฝังซากพืชที่มีอาการของโรค หรือเผาทำลาย

การใช้สารเคมี เนื่องจากการกำจัดทำได้ลำบาก จึงควรป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมีประ เภทสัมผัส เช่น คลอโรธาโลนิล สลับกับ แมนโคเซบ ฉีดพ่นทุก 7 วัน หากเกิดระบาดมาก การใช้สารเคมีประเภทดูดซึม จะได้ผลดีกว่า แต่เชื้อรามักจะต้านทานต่อสารเคมีประเภทนี้ ได้ง่าย โดยฉีดพ่นทุก 5 -7 วัน และเพื่อป้องกันการดื้อยา การฉีดพ่นสารเคมีทั้งเพื่อป้องกัน หรือกำจัด โรคราสนิมขาว ควรใช้สารเคมีซ้ำกันไม่เกิน 2 -3 ครั้ง เพื่อให้สารเคมีที่ใช้มีประ สิทธิภาพสูงสุด จากนั้นจึงควรเปลี่ยนกลุ่มสารเคมี

 สารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดราสนิม

ชื่อสามัญ ชื่อการค้า (แหล่งผลิต) ประเภทสารเคมี การออกฤทธิ์
1.คลอโรธาโลนิล           ดาโคนิล ทาลิมีด (Phthalimaide) สัมผัส
2.แมนโคเซบ ไดเทนเอ็ม 45, แมนโคเซ็บ, พาเทนเอ็ม ไดไธโอคาร์บาร์เมท (Dithiocarbamate)
3.ไตรโฟรีน ซาพรอล (เชลล์) ไพเพอราซีน (Piperazin) ดูดซึม
4.อ๊อกซี่คาร์บ๊อกซิน พล้านแวกซ์ (ยิบอินซอย) ออกซาไธอิน (Oxathiin)
5.โดดีมอร์ฟ มิลแบน หรือเมลทาท๊อกซ์ (บีเอเอสเอฟ) มอร์โฟลีน (Morpholines)
6.ไซโปรโคนาโซล อัลโต ไทรอะโซล (Triazole)
7.ไตรอะไดมีฟอน ไบลีตัน (ไบเออร์)
8.บิเทอร์ทาโนล ไบเคอร์ (ไบเออร์)
9.โปรพิโคนาโซล ทิลท์ (ซีบ้า ไกกี้)
10.เฮกซาโศนาโซล แอนวิล (ไอซีไอ)
11.ไซโครเฮ็กซิไมด์ แบคซิน,แอ๊คติดาน ทีจีเอฟ,แอนติโกร (แอ๊กโกร),ฟูซานอล (ไซมาเคมี) ยาปฏิชีวนะ  (Antibiotic)      

 

 

          4. เพลี้ยไฟ

ลักษณะการทำลาย  ชอบทำลายส่วนอ่อนและส่วนยอดของพืช จะทำลายดอกทันทีที่ออก ดอกเป็นตุ่มเท่าหัวไม้ขีด ดอกจะแคระแกรนไม่คลี่บานตามปกติ หรือทำให้กลีบดอกมีสีน้ำ ตาลไหม้ เหี่ยวแห้ง เนื่องจากเพลี้ยไฟมีขนาดเล็ก จึงมักซุกซ่อนหลบหลีกการสังเกต การใช้ สารเคมีฉีดพ่นทำได้ไม่ทั่วถึง

การป้องกันกำจัด

       - ใช้กับดักกาวเหนียว ใช้ในการทำลายการระบาดเท่านั้น ยังไม่มีการทดลองนำกับดัก ชนิดนี้มาเพื่อใช้ลดปริมาณเพลี้ยไฟ

       - ใช้สารสกัดจากสะเดา

       - ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงตัวห้ำ

       - การใช้สารเคมี สารเคมีที่แนะนำใช้ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เช่น คาร์บาริล เอ็นโดซัลแฟน กูซาไธออน - เอ มาลาไธออน เมทธิโอคาบ คาร์โบซัลแฟน โปรไธโอฟอส ฟอร์ มีทาเนต อะบาเมคติน เบนฟูราคาร์บ และฟิโปรนิล ซึ่งการใช้สารเคมีเหล่านี้ควรจะคำนึงถึง พืชที่จะพ่น สภาพและท้องที่การระบาด ตลอดจนความรุนแรงของการระบาดด้วย ถ้าอยู่ใน ช่วงที่มีการระบาดรุนแรงควรพ่นสารเคมีค่อนข้างถี่ คือ ประมาณ 3 -5 วัน โดยพ่นติดต่อกัน 2 -3 ครั้ง จนจำนวนเพลี้ยไฟลดลง แล้งจึงเว้นระยะห่างออกไป สำหรับพืชที่ต้องการดูแล เป็นพิเศษควรใส่ปุ๋ยใบพ่นให้พืชเพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

        5.หนอนชอนใบ

ลักษณะการทำลาย  จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ โดยสังเกตเห็นเป็นทางเดินของหนอนภาย ในใบ

การแพร่ระบาด  เป็นหนอนที่ทำความเสียหายเป็นอย่างมากในมะเขือเทศและดอก เบญจ มาศ

การป้องกันกำจัด  โดยใช้สารเคมี เช่น อะบาเม็คติน หรืออ๊อกซามิล ฉีดพ่นทุกสัปดาห์ ติดต่อ กันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

 


ที่มา :  กองส่งเสริมพืชสวน  กรมส่งเสริมการเกษตร









สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-10 (1645 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©