-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 200 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

พืชสวนครัว




หน้า: 1/3


ข้าวโพดหวาน

1.พันธุ์ :  การปลูกข้าวโพดหวานนิยมปลูกกันมากและรายละหลายไร่เมื่อผลผลิตออกจะออกพร้อมกันฉะนั้นการปลูก
จะขึ้นอยู่กับโค้วต้า หรือพ่อค้านัดและกำหนดวันปลูกให้ ฉะนั้นพันธุ์ก็คือ พันธุ์ลูกผสมแล้วแต่พ่อค้าจัดหามาให้ปลูก


2. การเตรียมดิน 
ข้าวโพดหวานวิธีปฏิบัติก็เหมือนกับข้าวโพดฝักอ่อน คือ เตรียมดิน ชักร่อง ปล่อยน้ำ จนดินหมาดๆ
ก็ปลูกได้


3. วิธีการปลูก 
คลุกเมล็ดด้วยสารเคมี ด้วย คาร์โบซัลแฟน หรืออิมิดาโดลพริด แต่ส่วนมากจะคลุกมากับเมล็ดที่
บรรจุกล่องมา โดยปลูกสลับฟันปลา ห่างประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใช้เหล็กบางๆ แซะดิน และหยอดเมล็ดหลุมละ
1 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆ แล้วพ่นยาคลุมหญ้าด้วย อัวลาคลอร์ หรือ ไดยูรอน


4. การให้น้ำ 
จะเริ่มให้น้ำครั้งแรกเมื่อข้าวโพดหวานงอกแล้วเห็นใบ หรือดินเริ่มแห้ง อย่าให้น้ำท่วมขัง และหมั่น
ปล่อย 4-5 วันครั้ง


5. การใส่ปุ๋ย 
จะทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 หรือ 46-0-0 โดยพิจารณาจากข้าวโพด หากสมบูรณ์ดีก็ใส่สูตร
21-0-0 หากไม่ค่อยสมบูรณ์ก็ใส่สูตร 46-0-0 เมื่อพืชสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร หรือประมาณ 15 วันหลัง
ปลูก และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกครั้งเมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 35 วัน


6. การเก็บเกี่ยว ข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 60 วัน หรือดูที่ฝักสังเกตุที่ไหม จะมีสีน้ำตาล และใช้
มือกำที่ฝักแล้วบีบหากยังอ่อนจะนิ่ม และถ้าใช้ได้จะเริ่มแข็ง


7. โรค 
ปัญหาที่พบคือ โรคราน้ำค้าง และโรคใบไหม้ เกษตรกรจะพ่นด้วยสารป้องกันโรคพืชคือ ไดเมทโทม๊อบ และ
โปรคลอราช


8. แมลงศัตรู
ที่พบคือ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนเจาะลำต้น และหนอนเจาะฝัก ควรพ่นด้วย เชฟวิน 85, อิมิดาโด
ลพริด, เบต้าไซฟลูทริน เดลทาเมทริน ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงศัตรู


ที่มา  :  กรมวิชาการเกษตร





:::  เทคนิคการปลูกข้าวโพดหวาน   :::

การปลูกข้าวโพดหวาน Sweet Corn


เทคนิคการปลูกข้าวโพดหวาน
ให้ได้ผลผลิตสูงและคุณภาพฝักสดดี
นายไพศาล   หิรัญมาศสุวรรณ นักปรับปรุงพันธุ์พืช

......................................


::: พันธุ์ข้าวโพดหวา
พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ใช้ปลูกควรเป็นข้าวโพดหวานลูกผสม  ในตลาดมีหลายพันธุ์ผลิตจากหลายบริษัทให้เลือก แต่พันธุ์ที่แนะนำคือพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสม ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 ทั้งสองพันธุ์เป็นพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมที่ผลิตโดย บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ซึ่งสามารถให้ผลผลิตสูง มีขนาดฝักใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพฝักสดดีมาก รสชาติดี กลิ่นหอม  นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เพราะเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นโดยใช้เชื้อพันธุกรรมที่มีในประเทศ  ทำให้สามารถปรับตัวได้อย่างกว้างขวาง

::: การเตรียมดิน

การเตรียมดินถือเป็นหัวใจของการปลูกข้าวโพดหวานให้ได้ผลผลิตสูง  เพราะถ้าดินมีสภาพดีเหมาะกับการงอกของเมล็ดจะทำให้มีจำนวนต้นต่อไร่สูง  ผลผลิตต่อไร่ก็จะสูงตามไปด้วยการเตรียมดินที่ดีควรมีการไถดะและทิ้งตากดินไว้ 3-5 วัน จากนั้นจึงไถแปรเพื่อย่อยดินให้ แตกละเอียดไม่เป็นก้อนใหญ่เหมาะกับการงอกของเมล็ด ควรมีการหว่านปุ๋ยคอกเช่นปุ๋ยขี้ไก่เป็นต้น อัตราประมาณ 1 ตันต่อไร่ก่อนการไถแปร เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นสามารถอุ้มน้ำได้นานขึ้น  และยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับข้าวโพดหวาน

::: การปลูก  ควรปลูกเป็นแถวเป็นแนวซึ่งสามารถปลูกได้สองวิธี คือ

การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่

การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง  ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นสองแถวข้างร่อง ระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร1 ต้นต่อหลุม จะมีจำนวนต้นประมาณ 7,000-8,500 ต้นต่อไร่และใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ การให้น้ำจะปล่อยน้ำตามร่องซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี

::: การใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกข้าวโพดหวาน เพราะปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จึงควรใส่ธาตุอาหารพืช (ปุ๋ย) เพิ่มเติมลงในดิน การใส่ปุ๋ยในข้าวโพดหวานมีขั้นตอนดังนี้

การใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 15-15-15 หรือ 25-7-7 หรือ 16-16-8

อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่  ใส่พร้อมปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน


หมายเหตุ

ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมล็ด 

ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรงเพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้าครั้งที่ 1      สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วันหลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ยก็จะเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้าครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วันหลังปลูก ถ้าแสดงอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม

::: การกำจัดวัชพืช

ถ้าแปลงปลูกข้าวโพดหวานมีวัชพืชขึ้นมากจะทำให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิตจะลดลงจึงควรมีการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก วิธีการกำจัดวัชพืชสามารถทำได้ดังนี้

การฉีดยาคุมวัชพืช    ใช้อลาคลอร์  ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูกก่อนที่วัชพืชจะงอกขณะฉีดพ่นดินควรมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น

ใช้วิธีการเขตกรรม ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่โรงงานผู้ส่งเสริมการปลูก

::: การให้น้ำ

ระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน้ำไม่ได้คือระยะ 7 วันแรกหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าวโพดหวานขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลงจะทำให้ผลผลิตลดลงไปด้วย ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่งคือระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ควรให้น้ำทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอก

::: การเก็บเกี่ยว

โดยปกติข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 70-75 วันหลังปลูก  แต่ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50%   (ข้าวโพด 100 ต้นมีไหม 50 ต้น)   ข้าวโพดหวานพันธุ์  ไฮ-บริกซ์ 10  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 68-70 วัน   และพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 3  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 65-68 วันหลังปลูก แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานหรือจำหน่ายโดยเร็ว    เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  หากขาดน้ำจะมีผลต่อเมล็ดและน้ำหนักของฝัก

::: ปัญหาและการแก้ไข  ที่พบเห็นบ่อย ๆ  มีดังนี้

ความงอก   ปกติเมล็ดพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 ได้ผ่านการทดสอบความงอกมาแล้วจึงจำหน่ายสู่เกษตรกร  แต่บางครั้งเมล็ดพันธุ์อาจจะค้างอยู่ในร้านค้าเป็นเวลานานหรือเกษตรกรอาจจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาเก็บไว้ที่บ้าน และสถานที่เก็บอาจจะไม่เหมาะสม  สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เมล็ดพันธุ์มีความงอกลดลง วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ก่อนปลูกทุกครั้งให้ทดสอบความงอกของเมล็ดที่จะปลูกก่อน โดยการสุ่มเมล็ดจากถุงประมาณ 100 เมล็ด แล้วปลูกลงในกระบะทรายหรือดินแล้วรดน้ำเพื่อทดสอบความงอก นับต้นที่โผล่พ้นดินในวันที่ 7 ถ้ามีจำนวนต้นเกิน 85 ต้น  ถือว่ามีอัตราความงอกที่ใช้ได้ก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์ถุงนั้นไปปลูกได้

โรคราน้ำค้าง  ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง  ตั้งแต่พันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ  ไฮ-บริกซ์ 3 จนถึงพันธ์ล่าสุดไฮ-บริกซ์ 9 ซึ่งทุกพันธุ์ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน้ำค้าง (เมตาแลกซิล) ในอัตรายาที่เหมาะสม  เมื่อปลูกแล้วจะไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน้ำค้างได้ การปลูกที่ผิดวิธีที่พบเห็นบ่อยๆ มีดังนี้

แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูก  เกษตรกรเชื่อว่าการแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้การงอกดีและมีความสม่ำเสมอ แต่การแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้ยาที่คลุกติดมากับเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นยาป้องกันโรคราน้ำค้างละลายหลุดออกไป ทำให้ยาที่เคลือบเมล็ดมีน้อยลงหรือไม่มีเลย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ที่แช่น้ำไปปลูก  ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงเป็นโรค ราน้ำค้าง วิธีแก้ไข คือ ไม่แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกหรือคลุกสารเคมีอื่นเพิ่มเพราะมีผลต่อความต้านทานโรคราน้ำค้างและความงอกของเมล็ดพันธุ์

ปล่อยน้ำท่วมขังแปลงหลังปลูก  เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน้ำท่วมแปลงปลูกหรือปล่อยน้ำท่วมร่องปลูก ซึ่งน้ำจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ยาป้องกันโรคราน้ำค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่จะละลายหายไปกับน้ำ ทำให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาไม่ได้รับยาป้องกันโรคราน้ำค้าง  จึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น วิธีแก้ไข คือ ให้น้ำในแปลงก่อนการปลูกและรอให้ดินมีความชื้นเหมาะกับการงอกของเมล็ดจึงทำการปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็นโรคราน้ำค้าง

การระบาดของหนู  พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดหวานติดต่อกันหลายรุ่นมักจะพบว่ามีหนูระบาดและมักจะเข้าทำลายข้าวโพดหวานในระยะงอกและระยะก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีหนูระบาดจะทำให้ผลผลิตลดลง ฝักที่เก็บได้มีร่องรอยการทำลายของหนูทำให้ขายไม่ได้   แก้ไขโดยการวางยาเบื่อหนู ซึ่งทำได้โดยใช้ข้าวโพดหวานฝักสดฝานเอาแต่เนื้อผสมกับยาเบื่อหนูที่เป็นผงสีดำ (Zinc phosphide) คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วหว่านให้ทั่วในแปลงหลังจากปลูกเสร็จ   (อาจจะหว่านในช่วงหลังปลูก คือ ข้าวโพดกำลังงอก ) และในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว ( ช่วงข้าวโพดกำลังเป็นน้ำนม ประมาณ 65-70 วันหลังปลูก )หว่านติดต่อกันสัก 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2-3 วัน จะทำให้การระบาดของหนู   ลดลง

หนอนเจาะฝักข้าวโพด  บางฤดูจะพบว่ามีการระบาดของหนอนเจาะฝักเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้ฝักที่เก็บเกี่ยวได้มีตำหนิขายไม่ได้ราคา ผลผลิตต่อไร่ลดลง สามารถป้องกันการระบาดได้โดยการหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะในระยะเริ่มผสมเกสร  ถ้าพบว่าเริ่มมีหนอนเจาะฝักให้ใช้ยา ฟลูเฟนนอกซูรอน หรือ ฟิโบรนิล (ชื่อสามัญ) ในอัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ฝัก 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

มวนเขียว  หลังจากข้าวโพดผสมเกสรแล้ว บางครั้งจะมีมวนเขียวระบาดโดยเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มวนเขียวจะใช้ปากเจาะฝักข้าวโพดและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดที่ยังอ่อนอยู่ชึ่งจะไม่เห็นร่องรอยการทำลายจากภายนอก เมื่อเก็บเกี่ยวจะพบว่าเมล็ดมีรอยช้ำหรือรอยดำด่างทำให้ขายไม่ได้ราคา ป้องกันได้โดยการหมั่นเดินตรวจแปลงในระยะหลังจากผสมเกสรแล้วถ้าพบมวนเขียวให้ฉีดพ่นด้วยยา คาร์โบซัลแฟน (ชื่อสามัญ) อัตรา 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่ฝักข้าวโพด

เพลี้ยไฟ  ถ้าข้าวโพดหวานออกดอกในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มักจะพบว่ามีเพลี้ยไฟ(แมลงตัวเล็กๆ สีดำ)  เกาะกินน้ำเลี้ยงที่ไหมของฝักข้าวโพดทำให้ไหมฝ่อ การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดีตามไปด้วย ป้องกันได้โดยหมั่นตรวจแปลงในระยะออกดอก ถ้าพบว่ามีเพลี้ยไฟเกาะที่ไหม ให้ใช้ยาเอ็นโดซันแฟน (ชื่อสามัญ) หรือ วีฟอส (ชื่อการค้า) อัตรา 40 ซี.ซี.  ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่ฝัก

ข้าวโพดไม่หวาน ถ้าพบว่าข้าวโพดหวานฝักสดมีรสชาติไม่หวานแสดงว่าดินในแปลงที่ปลูกข้าวโพดขาดธาตุโปแตสเซี่ยม (K) ธาตุโปแตสเซี่ยมจะช่วยให้การสะสมน้ำตาลในเมล็ดดีขึ้น แก้ไขได้โดยการใส่ปุ๋ยรองพื้นที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมร่วมด้วย เช่น ปุ๋ยสูตร 25-7-7 หรือ 16-16-8 หรือ 13-13-21 ขึ้นกับสภาพดิน  ถ้าดินขาดโปแตสเซี่ยมมากก็ควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีค่า K สูง

เปลือกหุ้มฝักเหลือง  การเก็บเกี่ยวที่อายุเกิน 20 วันหลังออกไหม 50% จะมีผลทำให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอ่อนลงดูเหมือนฝักจะแก่  บางครั้งถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวที่อายุเหมาะสม เปลือกหุ้มฝักก็ยังมีสีออกเหลือง  การแก้ไขทำได้โดยการเพิ่มปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นข้าวโพดในขณะดินมีความชื้นในระยะที่ข้าวโพดออกดอก  จะทำให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอยู่ได้นานขึ้น

โรคราสนิม  ถ้ามีโรคราสนิมระบาดรุนแรงจะทำให้ฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่เต็มถึงปลายขายไม่ได้ราคา ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอยู่เป็นประจำควรฉีดพ่นด้วยยาไดฟีโนโคนาโซล (ชื่อสามัญ)หรือ สกอร์ (ชื่อการค้า) อัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  เมื่อเริ่มเป็นโรค

::: ข้อควรระมัดระวัง

การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง เกษตรกรควรขอคำแนะนำจากโรงงานผู้ส่งเสริม หรือนักวิชาการโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างที่อาจปนเปื้อนไปกับผลิตภัณฑ์

การปลูกข้าวโพด โดย นายสุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์
          ๑. ฤดูปลูก
          ข้าวโพดเป็นพืชไร่ที่ค่อนข้างทนทานปลูกง่าย  ในสภาพดินฟ้าอากาศของเมืองไทย ถ้ามีน้ำเพียงพอ  จะสามารถปลูกข้าวโพดได้ตลอดปี  การปลูกส่วนใหญ่อาศัยน้ำจากน้ำฝนธรรมชาติเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น ฤดูปลูกข้าวโพดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำฝนและการกระจายตัวของฝนในแต่ละเดือนนั่นเอง ปกติเฉลี่ยโดยทั่ว ๆ  ไป ฝนจะเริ่มตกมากตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤศจิกายน  และระหว่างสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงที่ฝนตกชุกที่สุด พันธุ์ข้าวโพดที่นิยมปลูกกันอยู่ในปัจจุบันมีอายุปานกลาง  คือ ประมาณ ๑๑๐-๑๒๐ วัน  ดังนั้น จึงอาจเลือกปลูกข้าวโพดได้ตามความเหมาะสม  ถ้าปีใดมีฝนตกสม่ำเสมอแต่ต้นปี อาจปลูกข้าวโพดได้ ๒ ครั้ง คือ  ครั้งแรกปลูกในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และครั้งที่สองปลูกระหว่างเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม พวกที่ปลูกต้นฤดูฝนโดยทั่ว ๆ ไป  มักได้ผลิตผลสูงกว่าพวกที่ปลูกปลายฤดูฝน  ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณน้ำฝนกำลังพอเหมาะและโรคแมลงรบกวนน้อย  แต่มีข้อยุ่งยากในการเก็บเกี่ยว ไม่สะดวกแก่การตากข้าวโพด  เนื่องจากฝนตกชุก
          ๒. การเลือกและการเตรียมที่ปลูก
          ที่ดินที่เหมาะในการปลูกข้าวโพดควรเป็นที่ดอน  มีการระบายน้ำได้ดี ถ้าเป็นที่ลุ่มควรยกร่องระบายน้ำ  อย่าให้น้ำขัง ข้าวโพดขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ของดินและปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชสูงพอสมควร ดินมีความเป็นกรดเป็นด่างปานกลาง (pH ประมาณ ๕.๕-๘.๐) หรือค่อนข้างเป็นด่างเล็กน้อย นอกจากนี้ ข้าวโพดยังเป็นพืชที่ปลูกได้ดีบนพื้นที่ลาดเอียงหรือสูง ๆ ต่ำ ๆ  อีกด้วย 
          ก่อนปลูกข้าวโพดต้องมีการเตรียมดิน  เพื่อกำจัดวัชพืชและทำให้สมบัติทางกายภาพของดินดี มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก นอกจากนั้นการเตรียมดินยังทำให้ดินเก็บความชื้นได้ดีอีกด้วย
          การเตรียมดินครั้งแรก ควรเริ่มทันทีหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว  โดยการไถกลบต้นตอซังของข้าวโพดให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยในดินต่อไป  การเตรียมดินจะต้องทำอีกครั้งหนึ่ง ตอนใกล้จะปลูกข้าวโพดในฤดูต่อไป  การไถควรทำหลังจากฝนตกแล้วประมาณ ๑-๒ ครั้ง ควรไถดะและไถแปรอย่างละ ๑  ครั้ง  และไถลึกประมาณ  ๑๕ เซนติเมตร ไม่ควรเตรียมดินในขณะที่ดินเปียกเกินไป  จะทำให้ดินเกิดการอัดตัว  ไม่เหมาะแก่การแผ่กระจายของรากข้าวโพด ในที่ลาดเอียงมากควรไถครั้งสุดท้ายตามขวางกับแนวลาดเอียง เพื่อป้องกันการชะล้างพื้นผิวดิน
          เครื่องมือที่ใช้ในการเตรียมดินมีหลายชนิด  เช่น  ไถพื้นเมืองที่ใช้ลากด้วยแรงสัตว์ และแทรกเตอร์ไถที่เดินด้วยเครื่องยนต์  ปัจจุบันนิยมใช้แทรกเตอร์กันแพร่หลาย เพราะสะดวกและรวดเร็ว ไถได้ลึกและกลบส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ดีกว่าไถลากด้วยแรงสัตว์ อย่างไรก็ตาม ที่ดินที่จะใช้แทรกเตอร์นั้น ต้องถางและปรับที่ให้มีตอน้อยที่สุด จึงจะไถได้สะดวก
          ๓. วิธีปลูก
          การปลูกข้าวโพดควรปลูกเป็นแถว ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การปฏิบัติรักษา เช่น การไถพรวน  ระยะระหว่างแถวประมาณ ๗๕-๑๐๐ เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุมประมาณ ๒๕ เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้าวโพดลงไปในหลุมซึ่งลึกประมาณ ๕ เซนติเมตร จำนวน  ๒-๓ เมล็ด เพื่อกันเมล็ดไม่งอก เมื่องอกแล้วควรถอนให้เหลือหลุมละต้น ถ้าปลูกโดยวิธีนี้จะได้จำนวนต้นข้าวโพดประมาณ ๖,๐๐๐-๘,๐๐๐ ต้น/ไร่ อย่างไรก็ตาม  ระยะระหว่างหลุมอาจเปลี่ยนแปลงได้ อาจเป็น ๕๐  เซนติเมตรก็ได้ โดยเพิ่มเป็น ๒ ต้น/หลุม ซึ่งโดยทั่ว ๆ  ไปแล้ว ชาวไร่ไม่นิยมการถอนแยก เพราะสิ้นเปลืองแรงงานค่าใช้จ่ายมาก เวลาปลูกจึงหยอด ๒-๓ เมล็ด  ลงไปในหลุม และไม่ถอนแยกเลยตลอดฤดูการปลูก  
          การจะปลูกถี่หรือห่างเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ถ้าเป็นที่ดินป่าเปิดใหม่มีอินทรียวัตถุสูง  ควรปลูกให้ถี่ขึ้น อาจปลูกได้ถึงไร่ละ ๑๒,๐๐๐ ต้น  ดังนั้น  อัตราปลูกหรือระยะปลูกจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพท้องที่เฉพาะแห่ง
          วิธีการหยอดเมล็ดอาจทำได้หลายวิธี  เช่น ใช้ไม้สักให้เป็นหลุมแล้วหยอดเมล็ดตาม ใช้จอบขุดแล้วหยอดเมล็ดตามรอยขุด หรือใช้เครื่องมือทุ่นแรง ก่อนปลูกควรทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์เสียก่อน  ถ้าอัตราความงอกต่ำควรหยอดเมล็ดเผื่อไว้ให้เพียงพอ  เช่น  ถ้าความงอกมีเพียงร้อยละ ๘๐ จะปลูกหลุมละ ๒ ต้น  ก็ควรหยอดไว้หลุมละ ๓-๔ เมล็ด

การปลูกข้าวโพด


ช่อดอกตัวเมีย แสดงให้เห็นเส้นไหมโยงติดต่อกับรังไข่ซึ่งเมื่อได้รับการผสมละอองเกสรจะเจริญเติบโตเป็นเมล็ดต่อไป


ไร่ข้าวโพดที่สมบูรณ์

วิธีการปลูกข้าวโพด           

ชื่อสามัญ                Maize, Corn

ชื่อวิทยาศาสตร์         Zea  mays L.

แหล่งปลูก                เพชรบูรณ์  นครราชสีมา  เลย  ลพบุรี  นครสวรรค์  ปราจีนบุรี

ข้าวโพดเป็นพืชไร่เศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่งซึ่งทำรายได้ให้ประเทศปีละกว่าหมื่นล้านบาท ปลูกมากในภาคเหนือ คิดเป็นพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมดของประเทศ รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งในแต่ละปีจะมีพื้นที่ปลูกข้าวโพด ทั้งประเทศ ประมาณ ๘ - ๙ ล้านไร่ โดยได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ ๔๗๐ กิโลกรัม/ไร่

ผลผลิตของข้าวโพดที่ผลิตได้ ยังไม่พอเพียงกับความต้องการใช้ภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ จึงต้องมีการนำข้าวโพดจากต่างประเทศเข้ามาอย่างน้อย ปีละ ๕๒,๐๐๐ ตัน ดังนั้น การเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยหลายอย่างในการเพิ่มผลผลิต เช่น พันธุ์ สภาพดินฟ้าอากาศที่ เหมาะสมปริมาณน้ำฝน การดูแลรักษาที่ถูกวิธี มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้

สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

ข้าวโพดปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ดินมีความเป็นกรดหรือด่าง (pH) ระหว่าง ๕.๕ - ๘ ต้องการปริมาณน้ำฝนน้อยตลอดฤดูปลูกเพียง ๓๕๐ - ๔๐๐ มิลลิเมตร (นาปรังใช้น้ำถึง ๘๐๐ มิลลิเมตร) และ อุณหภูมิที่ปลูกข้าวโพดได้มีช่วงกว้างระหว่าง ๑๐ - ๔๐ องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงปลูกข้าวโพดได้ตลอดปี และ เกือบทุกภาคของประเทศไทย

ความต้องการน้ำ

ในระยะเวลาของการเจริญเติบโต ข้าวโพดต้องการน้ำเพียงเล็กน้อยแต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอายุ และต้องการน้ำสูงสุดในช่วงออกดอก และ ช่วงระยะของการสร้างเมล็ดแล้วค่อย ๆ ลดลงอีก

ดังนั้นถ้าขาดน้ำในช่วงออกดอก จะทำให้ผลผลิตลงมาก จึงต้องคาดคะเนวันปลูก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้าว โพดกระทบแล้งในช่วงออกดอก

พันธุ์

พันธุ์ข้าวโพดที่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งของกรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งพันธุ์ผสมเปิดและลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูง และแนะนำส่งเสริมแก่การเกษตรกร มีหลายพันธุ์ ดังนี้

๑.นครสวรรค์ ๑ พัฒนาโดยศูนยวิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร เป็นพันธุ์ผสมเปิด รับรองพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒

มีลักษณะเด่น คือ

อายุเก็บเกี่ยว     ๑๐๐ - ๑๑๐ วัน

ผลผลิต            ๕๐๐ - ๘๐๐ กิโลกรัม/ไร่

ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี

เมล็ดกึ่งหัวแข็ง สีเหลืองส้ม

๒.สุวรรณ ๕ เป็นข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดที่ให้ผลผลิตสูงมาก และ เหมาะที่จะปลูกเพื่อตัดต้นสดไปเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย เพราะให้ผลผลิตต้นสดสูงและมีคุณภาพดี

ลักษณะเด่น คือลำต้นสูง           ๒๑๐ - ๒๔๐ เซนติเมตร


อายุเก็บเกี่ยว      ๑๑๐ - ๑๒๐ วัน

ผลผลิต             ๙๑๐ - ๙๕๐ กิโลกรัม/ไร่

ต้านทานโรคราน้ำค้าง และโรคทางใบได้ดี

เมล็ดสีส้มเหลือง

๓.สุวรรณ ๓๖๐๑ เป็นพันธุ์ลูกผสมเดี่ยว ให้ผลผลิตสูงมาก

ลักษณะเด่น คือ

ลำต้นสูง            ๒๑๐ - ๒๓๐ เซนติเมตร

อายุเก็บเกี่ยว       ๑๑๐ - ๑๒๐ วัน

ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีมาก และต้านทานการหักล้มดี

ผลผลิตสูงกว่า    ๘๕๐ - ๑,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่

ฤดูปลูก

ต้นฤดูฝน           ระหว่าง เมษายน - พฤษภาคม

ปลายฤดูฝน        ระหว่าง กรกฎาคม - สิงหาคม

ในเขตชลประทาน สามารถปลูกข้าวโพดได้ตลอดปี โดยทั่วไปการปลูกต้นฤดูฝน มักจะได้ผลดีกว่าปลูกปลายฤดูฝน แต่มีข้อเสียคือ ในระยะเก็บเกี่ยวจะมีฝนชุก ทำให้ข้าวโพดชื้น จะเกิดปัญหาสารอะฟลาทอกซิน เพราะตากข้าวโพดไม่แห้ง

แต่ปลูกปลายฤดูฝน จะมีปัญหาเตรียมดินไม่สะดวก เพราะฝนชุกและโรคต้นกล้าเน่า

การเตรียมดิน

ควรเตรียมดินใกล้ ๆ ก่อนจะปลูก หลังฝนตกแล้ว ควรไถดิน ๑ - ๒ ครั้ง ไถดะให้ลึก ๒๐ - ๓๐ เซนติเมตร ตากดินไว้ ๑๐ - ๑๕ วัน เพื่อทำลายวัชพืชและศัตรูพืชในดินบางชนิด แล้วไถแปรหรือพรวนอีก ๑ - ๒ ครั้ง เพื่อให้ดินร่วนเหมาะแก่การเจริญของต้นข้าวโพด

การปลูกแบบไม่ไถพรวน

การปลูกแบบไม่ไถพรวนหรือพรวนเฉพาะบริเวณแถวที่จะปลูกเท่านั้นก็ได้ การปลูกแบบนี้จะมีผลดีต่อเมื่อมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชโดยมีสารเคมีหลัก คือ กรัมมอกโซน หรือ พาราควอท ควบคู่กับ อาทราซีน อะลาคลอร์ การปลูกแบบนี้จะมีเศษซากพืชคลุมดิน ซึ่งจะช่วยในการซับน้ำและ เก็บรักษาความชื้นในดิน รวมทั้งลดความเสียหายจากการ ชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดี โดยเฉพาะในที่ที่ลาดเทสูง

การปลูกข้าวโพดในพื้นที่นา

การปลูกข้าวโพดในพื้นที่นาในฤดูแล้ง จะแบ่งช่วงการปลูกเป็น ๒ ช่วง ดังนี้

๑.การปลูกช่วง พฤศจิกายน - ธันวาคม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ของการปลูกข้าวโพด เนื่องจากช่วงอุณหภูมิโดยทั่วไป จะอยู่ระหว่าง ๒๐ - ๒๕ C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสม รวมไปถึงเมื่อเช้าสู่การเก็บเกี่ยวเป็นระยะที่อากาศร้อนและแห้งแล้ง จึงสะดวกในการเก็บเกี่ยว และสามารถตากห้งได้ดี (ยกเว้นบางปีที่อุณหภูมิต่ำมาก ๆ ทำให้พืช ชะงักการเจริญเติบโต)

๒.การปลูกช่วง มกราคม - กุมภาพันธ์ สภาพอากาศค่อนข้างเย็นแล้ว หลังจากนั้นอากาศจะร้อนขึ้น ทำให้ต้นข้าวโพดมีอาการใบเหี่ยวแม้ความชื้นในดินจะมีเพียงพอ

ดินนาส่วนมากเป็นดินเหนียวถึงเหนียวจัด เมื่ออากาศแห้งแล้งมักจะเกิดการแตกระแหงของผิวหน้าดิน ทำให้กระทบกระเทือนต่อรากนอกจากนี้การที่อุณหภูมิสูงมาก จะเป็นอันตรายต่อการผสมเกสรและการสร้างเมล็ดด้วย

หมายเหตุ การปลูกในเดือนมีนาคม ไม่เหมาะสมที่จะปลูกข้าวโพดเพราะอากาศจะร้อน ต้นข้าวโพดจะเจริญช้า และต้องให้น้ำบ่อยกว่าช่วงอื่นจึงไม่แนะนำให้ปลูกในช่วงเดือนมีนาคม

การเตรียมดินปลูกข้าวโพดในพื้นที่นา

ควรไถโดยใช้ผานเจ็ด ไถดินในขณะที่ดินยังมีความชื้นปานกลางหลังจากนั้นจะต้องยกร่องลูกฟูก ให้สันลูกฟูกห่างกันประมาณ ๗๕ เซนติเมตร เพื่อที่จะให้ปลูกข้าวโพดบนบนสันร่องนี้ หรือจะยกร่องหว้าง ๑๕๐ เซนติเมตร แล้วปลูกข้าวโพดบนร่อง ๒ แถวก็ได้ การที่ต้องยกร่องในการปลูกข้าวโพด ก็เพื่อประโยชน์ในการน้ำตามร่องลูกฟูกนี้ การยกร่องจะช่วย ไม่ให้รากข้าวดพดแช่น้ำนานเกินไป เพราะข้าวโพดไม่ชอบน้ำขัง (หากพื้นที่นา ไม่สามารถยกร่อง ได้ ไม่ควรปลูกข้าวโพด)

การปลูก ระยะปลูก การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคแมลง และการเก็บเกี่ยว ทำเช่นเดียวกับการปลูกในสภาพไร่ ยกเว้นการกำจัดวัชพืช ควรใช้วิธีกลเท่านั้น เพราะสารเคมี ในการควบคุมวัชพืชจะเป็นอันตรายต่อข้าวที่จะปลูกตามในภายหลังได้

การปลูกและระยะปลูก

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใช้ระยะ ๗๕ x ๗๕ เซนติเมตร หยอดเป็นหลุมหลุมละ ๔ เมล็ด กลบดินหนา ประมาณ ๕ เซนติเมตร ให้แน่นพอประมาณเมื่อข้าวโพดอายุประมาณ ๑๕ วัน ควรถอนต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้ง เหลือไว้ หลุมละ ๓ ต้น

หรือ ใช้ระยะ ๗๕ x ๕๐ เซนติเมตร หยอดหลุมละ ๓ เมล็ด ถอนให้เหลือหลุมละ ๒ ต้น

ถ้าใช้เครื่องจักรปลูก ควรใช้ระยะ ๗๕ x ๕๐ เซนติเมตร โดยให้มีจำนวนต้นข้าวโพดประมาณ ๘,๕๐๐ ต้น/ไร่ ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ ๓ - ๔ กิโลกรัม/ไร่

ข้าวโพดหวานหรือข้าวโพดเทียน ใช้ระยะปลูกเดียกัน แต่ปลูกให้มีจำนวนต้น/ไร่ มากกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก ๒๕ - ๕๐ %

การใส่ปุ๋ย

ผลจากการวิเคราะห์พบว่า ผลผลิตข้าวโพดทุก ๆ ๑๐๐ ืกิโลกรัมจะสูญเสียธาตุอาหารหลักไปกับเมล็ด คือ ไนโตรเจน ๑.๕๙ กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ๐.๓๘ กิโลกรัม โพแทสเซียม ๐.๕๑ กิโลกรัม ส่วนใดตอซังจะสูญเสีย ไนโตรเจน ๐.๗๗ กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ๐.๑๑ กิโลกรัม โพแทสเซียม ๑.๖๒ กิโลกรัม ดังนั้นจึงไม่ควรเผาต้นหรือนำตอซังไปทิ้ง ควรไถกลบลงดินเป็นปุ๋ยพืชสด

การให้ปุ๋ยข้าวโพด พิจารณาจากดินที่ปลูก ดังนี้

ดินเหนียวสีแดง

ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา ๑๓ กิโลกรัม/ไร่ (หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา ๕๐ กิโลกรัม/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ๑๖ - ๒๐ - ๐ อัตรา ๒๕ กิโลกรัม/ไร่ ควรใส่ปุ๋ย ๑๖-๒๐-๐ ก่อนปลูกเล็กน้อยหรือพร้อมปลูก และใส่ปุ๋ยยูเรียเมื่อข้าวโพดอายุ ๑ เดือน

ดินเหนียวสีดำ

ใส่ปุ๋ยยูเรีย ๒๒ กิโลกรัม/ไร่ (หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา ๕๐ กิโลกรัม/ไร่) ควรใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุได้ ๑ เดือน

ดินปนทราย

ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร ๑๖-๑๖-๘ อัตรา ๕๐ - ๗๕ กิโลกรัม/ไร่ ใส่ปุ๋ยครั้งเดียวเมื่อข้าวโพดอายุ ๒๐ - ๓๕ วัน หรือมีความสูงเท่าเข่า และดินมีความชื้นเพียงพอ พร้อมกับการกำจัดวัชพืชครั้งแรก การใส่ปุ๋ยที่ถูกต้องและประหยัดมากที่สุดนั้น คือใส่ปุ๋ยเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยนำดินไปวิเคราะห์หาว่ามีธาตุอาหารอยู่มากหรือน้อยเพียงใด แล้วใส่ธาตุ อาหารเฉพาะที่ขาดแคลนเท่านั้น

การกำจัดวัชพืช

ช่วงวิกฤตที่ข้าวโพดอ่อนแอต่อวัชพืชที่สุดคือ ระยะ ๑๓ - ๒๕ วัน หลังงอก ระยะนี้ถ้ามีวัชพืชรบกวนจะทำให้ผลผลิต ข้าวโพดเสียหายสูงสุด ดังนั้นการปลูกข้าวโพดให้ได้ผลผลิตสูง จึงต้องให้แปลงปลอดวัชพืช ตลอดช่วง ๑ เดือนแรกตั้งแต่ปลูก โดยเลือกวิธีการกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ ดังนี้

๑.การไถและพรวนดิน ก่อนปลูกข้าวโพด โดยไถและพรวนดินหลังวัชพืชงอก จะช่วยทำลายกล้าวัชพืชให้ตายได้ ส่วนกล้าและเหง้าวัชพืชที่ตายยาก ควรตากดินนาน ๑๐ - ๑๕ วัน เพื่อให้วัชพืชพืชตาย ก่อนปลูกข้าวโพด

๒.การทำรุ่น เป็นการพรวนดิน ดายหญ้า หลังข้าวโพดงอกแล้วแต่ก่อนจะถึง ระยะวิกฤตโดยใช้เครื่องมือกลต่าง ๆ เช่น จอบ ไถ รถไถและรถแทรกเตอร์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การใช้ไถพูนโคนมักมีวัชพืช ในแถวหลงเหลืออยู่จึงต้องใช้ขอบดายตามอีกครั้ง

๓.การใช้สารเคมี อาจใช้ทันทีหลังปลูกข้าวโพดหรือพ่นกำจัดวัชพืชฟลังข้าวโพดและวัชพืชงอกแล้ว การใช้สารเคมีเป็นวิธีที่สะดวกและประหยัด แต่ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อคน พืชอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อม ควรฉีดพ่นขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่ สารเคมีที่แนะนำมีดังนี้

อาทราซีน (ชนิดผง ๘๐%) ใช้ก่อข้าวโพดงอก อัตรา ๕๐๐ กรัม/ไร่ ถ้าเป็นดินเหนียวให้ใช้เพิ่มขึ้นอีก ใช้ควบคุมวัชพืชใบกว้างและแคบได้ดีเป็นพิษต่อผักและพืชตระกูลถั่ว ดังนั้น ถ้าจะปลูกถั่วตามหลังข้าวโพด ไม่ควรใช้อาทราซีน

อะลาคลอร์ ใช้ฉีดพ่นวัชพืชก่อนข้าวโพดงอก ใช้อัตรา ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ ซีซี/ไร่ กำจัดวัชพืชใบแคบได้ดี เป็นพิษต่อข้าวฟ่าง ดังนั้นถ้าจะปลูกข้าวฟ่างตามหลังข้าวโพด ไม่ควรใช้อะลาคลอร์

หมายเหตุ การใช้สารกำจัดวัชพืช จะได้ผลดีถ้าปฏิบัติถูกต้อง แต่มีข้อควรระวัง คือ ต้องผสมน้ำและฉีดพ่นขณะที่ดินยังชื้นอยู่ และไม่แนะนำให้ปลูกข้าวฟ่างตามหลังข้าวโพด เพราะทั้ง ๒ พืชมีระบบรากคล้ายกันและใช้ธาตุอาหารคล้ายกัน ดินจะเสื่อมเร็ว ควรปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น

โรค-แมลงศัตรูข้าวโพด

๑.โรคราน้ำค้าง เชื้อรานี้จะเข้าทำลายตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงอายุประมาณ ๒ เดือน ใบจะเป็นทาง ซีดขาวหรือเขียวอ่อนจากฐานใบถึงปลายใบ ถ้าเป็นมากจะทำให้ต้นแห้งตาย เชื้อนี้ปลิวไปในอากาศหรืออาจติดไปกับเมล็ดได้

การป้องกันกำจัด

๑.ปลูกพันธ์ต้านทานในแหล่งที่โรคระบาด

๒.คลุกเมล็ดด้วยสารเคมี เมตาแล็กซีล เช่น เอพรอน ๓๕ SD อัตรา ๗ กรัม/เมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม

๓.เมื่อพบเห้นต้นข้าวโพดแสดงอาการ รีบถอนแล้วเผาทำลาย

๒.โรคใบไหม้ แผลเล็ก

ลักษณะอาการ ต้นข้าวโพดจะเกิดแผลบนใบขนานไปตามเส้นใบ ขอบแผลสีน้ำตาล ตรงกลางแผลกว้าง ๖ - ๑๒ มิลลิเมตร ยาว ๖ - ๒๗ มิลลิเมตร ถ้าเกิดกับต้นกล้าจะแห้งตายทั้งต้น หากเป็นกับต้นโต จะ เป็นที่ใบล่าวก่อน แล้วลามไปทั้งต้น

การป้องกันกำจัด

๑.ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่ไม่เป็นโรค

๒.ถอนต้นที่เป็นโรคแล้วเผา

๓.เมื่อเริ่มเป็นโรคใช้สารเคมี ไซเนบ มาเนบ อัตรา ๒-๓ ช้อนแกง/น้ำ ๒๐ ลิตร ฉีดพ่น ๗-๑๐ วัน/ครั้ง จำนวน ๔ ครั้ง

๔.เผาทำลายพืชอาศัยของโรค เช่น หญ้าเดือย ซากข้าวโพดซากข้าวฟ่าง ฯลฯ

๓.โรคต้นเน่า

ลักษณะอาการ ถ้าเกิดจากเชื้อดิโพลเดีย จะเกิดบริเวณโคนต้นโดยเกิดเป็นแผลสีซีด ตามความยาวของลำต้น ต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าเป็นรุนแรง ลำต้นจะแตกหรือฉีกออกทำให้ต้นหักล้มง่าย

ลักษณะอาการ ถ้าเกิดจากเชื้อฟิวซาเรียม เกิดบริเวณโคนต้นแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม บริเวณแผลจะแห้ง ลำต้นแตกหรือฉีกขาดบางครั้งพบเส้นใยของเชื้อราสีขาว ปกคลุมบริเวณแผลทำให้ต้นหักล้มง่าย

การป้องกันกำจัด

๑.ใช้พันธุ์ต้านทาน

๒.อย่าใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป

๓.อย่าปลูกข้าวโพดแน่นมากเกินไป

๔.โรคฝัก-เมล็ดเน่า

ลักษณะอาการ ถ้าเกิดจากเชื้อโพลเดีย เชื้อจะเข้าทำลายเมื่อข้าวโพดติดฝัก ข้าวโพดจะเริ่มขาวซีด แล้วเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือน้ำตาลแล้วฝักจะเน่าในที่สุด

ลักษณะอาการ ถ้าเกิดจากเชื้อฟิวซาเรียม ระยะแรกตรงหัวของเมล็ดจะมีสีขาวซีด ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู หรือสีน้ำตาลแดง ขึ้นอยู่กับความชื้นของเมล็ด ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม จะพบเส้นใยสีขาวหรือสีชมพู เจริญอยู่บนเมล็ดที่เป็นโรคหรือปกคลุมทั้งฝักข้าวโพด

ลักษณะอาการ ถ้าเกิดจากเชื้อเพนนิซิเลียม หรือแอสเปอร์จิลลัส ฝักข้าวโพดจะมีเชื้อรา ซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเขียวเจริญอยู่ระหว่างเมล็ดข้าวโพด มักเกิดตรงปลายฝัก

การป้องกันกำจัด

๑.พ่นสารเคมี ป้องกันกำจัดแมลงเจาะฝัก

๒.อย่าปล่อยข้าวโพดที่แก่จัดไว้คาแปลงนานเกินไป

๓.ตากฝักให้แห้งสนิทก่อนนำไปกะเทาะ

๔.คัดฝักที่เป็นโรคทิ้ง

๕.ตากเมล็ดให้แห้งสนิทมากที่สุด (ความชื้นไม่เกิน ๑๕%) ก่อนนำไปเก็บ

๕.มอดดิน

ลักษณะอาการ จะออกทำลายข้าวโพดในเวลาค่ำ


การป้องกันกำจัด

๑.ใช้สารฆ่าแมลงคลุกเมล็ดก่อนปลูก เช่น คาร์โบซัลแฟน (พอสส์) อัตรา ๒๐ กรัม/เมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม

๒.เมื่อมอดดินระบาด ใช้ พอสส์ อัตรา ๓๐ ซีซี/น้ำ ๒๐ ลิตร ฉีดพ่นเมื่อข้าวโพดอายุ ๑๐ - ๑๒ วัน

๖.เพลี้ยไฟข้าวโพด

ลักษณะอาการ มักระบาดในระยะที่ต้นกล้ายังเล็กและฝนแล้ง

การป้องกันกำจัด

๑.ใช้สารเอ็นโดซัลเฟน (ธีโอดาน ๓๕% EC) อัตรา ๑๕ ซีซี/น้ำ ๒๐ ลิตร พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟระบาด

๗.หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด

ลักษณะอาการ หนอนจะทำลายโดยเจาะลำต้น ทำความเสียหายทั้งข้าวโพดไร่ และข้าวโพดฝักสด

การป้องกันกำจัด

๑.ระยะข้าวโพดออกไหม ใช้สารไตรฟูมูรอน (อัลซิทิน) อัตรา ๓๐ กรัม/น้ำ ๒๐ ลิตร ฉีดพ่น

๘.หนอนกระทู้ข้าวโพด

ลักษณะอาการ ทำลายข้าวโพดในระยะที่ใบยอดใกล้จะคลี่และในระยะที่ กำลังออกไหม หนอนจะกัดกินยอดและใบทำให้แหว่งวิ่น ถ้าระบาดรุนแรง ใบจะถูกกัดกินเหลือเพียงก้านใบ

การป้องกันกำจัด

๑.ใช้สารฆ่าแมลงคาร์บารีล (เซพวิน) อัตรา ๔๕ กรัม/น้ำ ๒๐ ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบหนอน ทำลายข้าวโพด เฉลี่ย ๓-๔ ตัว/ต้น

๙.หนอนเจาะฝักข้าวโพด

ลักษณะอาการ หนอนจะทำลายข้าวโพดโดยกัดกินไหม และเจาะเข้าไปที่ปลายฝัก

การป้องกันกำจัด

๑.ใช้สารเมโทมิล (แลนเนท) พ่นเฉพาะที่ฝัก อัตรา ๒๕ กรัม/น้ำ ๒๐ ลิตร

๑๐.มอดข้าวโพด

ลักษณะอาการ มอดจะกัดกินเมล็ดทั้งเมล็ด

การป้องกันกำจัด

๑.ทำความสะอาดเมล็ดก่อนเก็บ

๒.ลดความชื้นเมล็ดให้ต่ำที่สุด ต่ำกว่า ๙.๕% มอดจะไม่ทำลาย

๓.เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท

๔.ทำความสะอาดยุ้งฉากก่อนใช้เก็บข้าวโพด โดยการพ่นมาลาไธออน ๓% อัตรา ๙.๕ ลิตร ต่อเนื้อที่ ๑,๐๐๐ ตารางฟุต

การเก็บเกี่ยวและการตาก

ควรเก็บเมื่อข้าวโพดแก่จัดและแห้งสนิท โดยปล่อยข้าวโพดทิ้งคาต้นไว้ให้แห้งที่สุด ควรเก็บเฉพาะฝัก แล้วนำไปตากแดด ๒-๓ วัน ก่อนที่จะนำไปเก็บยุ้งฉางหรือกะเทาะเมล็ด

ในการเก็บรักษาฝักต้องระวังอย่าให้ถูกฝน หรือมีความชื้นสูงมิฉะนั้นจะเกิดเชื้อรา ซึ่งอาจเป็นพิษต่อคน หรือสัตว์กินเข้ไปได้

การกะเทาะเมล็ด

ข้าวโพดที่เก็บมาใหม่ ๆ ควรตากให้แห้งสนิทมากที่สุด จึงนำไปกะเทาะเมล็ด เมื่อกะเทาะแล้ว ต้องตากแดดให้แห้งแล้งสนิทมากจริงๆ จึงนำไปเก็บ มิฉะนั้นเมล็ดจะเน่าเสีย เกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นพิษ ต่อคนหรือสัตว์ที่กินเข้าไป

คุณภาพเมล็ดหลังการเก็บเกี่ยว

ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ ความสูญเสียอันเนื่องมาจากเชื้อรา ซึ่งเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ที่กินเข้าไป

สารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เกิดจาเชื้อราแอสเปอร์จิลลัสฟลาวัส หรือราเขียว และยังมีเชื้อราอีกหลายชนิด ที่สามารถสร้างสารพิษในข้าวโพดได้

สารพิษนี้ เป็นปัญหาสำคัญของการส่งข้าวโพดไปต่างประเทศเพราะสารพิษนี้ มักปะปน ในผลผลิตและผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหลายชนิดบางครั้งพบเชื้อราบนข้าวโพด แต่ไม่ใช่สารพิษอะฟลาทอกซิน หรือบางครั้งพบสารพิษแต่ไม่เห็นเชื้อราเจริญอยู่ สารพิษนี้ทนทานต่อความร้อนได้สูงถึง ๒๕๐ C เมื่อเกิดการปนเปื้อนสารพิษในผลผลิตการเกษตร จะก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมายเมื่อกินเข้าไป ยังเป็นสาเหตุที่ทำ ให้เกิดมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุดได้สารหนึ่ง

สาเหตุที่ทำให้ข้าวโพดเกิดเชื้อรานั้นมีหลายประการ แต่ที่สำคัญ คือ ความชื้นสูงจะง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา

ระดับความชื้นที่ปลอดภัยของเมล้ดข้าวโพดที่กะเทาะจากฝักแล้วคือ ๑๓% ส่วนข้าวโพดที่ใช้เป็นอาหาร คือ ๑๑% และแสงแดดช่วยทำลายการปนเปื้อนของสารพิษได้บ้าง โดยป้องกันไม่ให้เชื้อราเจริญบนเมล็ดแต่แสงแดดไม่สามารถฆ่า เชื้อที่ทำให้เกิดสารพิษให้ตายได้

วิธีการป้องกัและกำจัดสารพิษอะฟลาทอกซิน

เนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อรา และการสร้างสารพิษเริ่มขึ้นได้ทุกๆ ช่วงตั้งแต่ในไร่ก่อนการเก็บเกี่ยว ขณะเก็บเกี่ยว ขณะทำให้แห้งระหว่างการเก็บรักษา และการขนส่ง ดังนั้น ควรมีการป้องกันกำจัดเป็นขั้นตอนดังนี้

๑.ก่อนการเก็บเกี่ยว

๑.๑เลือกช่วงการเพาะปลูก เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าทำลายของเชื้อรา คือ หลีกเลี่ยงการเก็ยเกี่ยวในช่วงที่ฝนตกชุก

๑.๒กำจัดทำลายวัชพืชในแปลงปลูกให้สะอาดตลอดจนทำลายเศษซากพืชที่ เป็นโรคโดยการนำไปเผาทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อรา

๑.๓ควรปลูกพืชอย่างอื่นที่เป็นพืชหมุนเวียนด้วย จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราสะสมอยู่ในแปลงปลูก หรืออาจปลูกข้าว, พริก, มะเขือเทศ,ถั่วเขียว ฯลฯ ตามหลังข้าวโพดก็ได้

๑.๔เมื่อข้าวโพดออกฝัก ควรพ่นยาป้องกันแมลงทำลายฝักเพราะเชื้อราจะเกิดตามแผลที่แมลง เข้าทำลาย และเจริญเข้าไปในฝักได้

๑.๕อย่าปลูกถี่หรือแน่นเกินไป จะทำให้ต้นข้าวโพดอ่อนแอและเกิดเชื้อราบนฝักได้ง่าย

๒.เก็บเกี่ยว

๒.๑ควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัด และเก็บในช่วงที่อากาศแห้งถ้ามีฝนตก ควรงดการเก็บเกี่ยวเพราะ ราเขียวจะขึ้นบนฝักที่ชื้นได้รวดเร็วมาก

๒.๒ไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดก่อนกำหนด ถ้าต้องการพื้นที่ปลูกเพื่อปลูกพืชรุ่น 2 ก็สามารถตัดยอดข้าวโพดออก ปล่อยให้ฝักข้าวโพดห้งบนต้นได้ การตัดยอดและใบข้าวโพดออกเป็นการเปิดหน้าดินให้พืชรุ่น ๒ ได้รับแสงแดดโดยไม่ต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด การตัดยอดข้าวโพดหลังจากข้าวโพดออกไหม้แล้ว ๑ เดือน เป็นต้นไป ไม่ทำให้ผลผลิตลดลง

๒.๓ถ้าข้าวโพดไม่แก่เต็มที่ ความชื้นจะยังสูง ทำให้กะเทาะเมล็ดยาก เกิดบาดแผลได้ง่าย จึงควรปล่อย ให้ข้าวโพดแห้งคาต้นก่อนจึงเก็บเกี่ยวโดยหักฝักข้าวดพดให้หัวห้อยลง วิธีจะป้องกันการเข้าทำลายของแมลงทางปลายฝักได้ และสามารถป้องกัน ความชื้นหรือน้ำที่ปลายฝักได้

๒.๔ข้าวโพดที่หักมาแล้ว ควรคัดฝักเสียออกไป เช่นฝักที่มีหนอนแมลงเจาะทำลายหรือฝักที่มีเชื้อราขึ้น จะทำให้เชื้อราไม่แพร่ระบาดไปยังฝักที่ดี แล้วจึงนำฝักที่ดีไปตากให้แห้งโดยเร็ว

๓.การทำให้แห้ง

ระยะนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก และมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของเมล็ดที่จะนำไปเก็บรักษาโดยต้องรีบทำให้แห้ง สู่ระดับความชื้นที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ควรตากบนพื้นที่สะอาด คอยกลับและเกลี่ยอยู่เสมอหรืออาจตากบนแคร่เตี้ย ๆ ยกสูงจากพื้นดินและเคลื่อนย้านได้สะดวก ถ้าฝนตกต้องมีผ้าใบคลุมกันฝน

๔.ขณะเก็บรักษา

การเก็บเป็นฝัก จะได้รับความเสียหายจากนก หนู แมลง และ เชื้อราน้อยกว่าการเก็บเป็นเมล็ด โดย

๔.๑เก็บรักษาฝักข้าวโพดไว้ในโรงเก็บที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกหากเก็บไว้นาน ต้องสามารถที่จะป้องกัน นก หนู และแมลงที่จะเข้าทำลายได้ดี

๔.๒ถ้าเก้บไว้เป็นระยะเวลานาน ควรรมกองข้าวดพดด้วยสารฆ่าแมลงและสารฆ่าเชื้อราเป็นระยะ ๆ

๔.๓ถ้าเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วทำให้แห้งโดยเร็วไม่ได้ ต้องรีบส่งข้าวโพดไปยังโซโลที่มีเครื่องอบแห้ง ถ้าไม่ส่งไซโล ต้องพ่นสาร หรือคลุกสารบางอย่าวเพื่อชะลอการเกิดสารพิษ โดยอาจรมด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ หรือไนโตรเจน อัตรา ๐.๕ กิโลกรัม/เมล็ดข้าวโพด ๑ ตันจะทำให้สามารถยืดเวลาไปได้ประมาณ ๕ วัน

๔.๔หากข้าวโพดฝักเสียหรือมีสารพิษ ควรนำไปเผาทำลายทันที

๕.การขนส่ง

ควรมีการทำความสะอาดภาชนะบรรจุเมล็ดที่ใช้ในการ ขนส่งและต้องระวังเรื่องความชื้นให้มาก เพราะเมล็ดที่แห้งจัดสามารถดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้เกิดเชื้อราได้

การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดสารอะฟลาทอกซิน

แนวทางปฏิบัติในระดับไร่

๑.เก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่อฝักแก่จัด

๒.อย่าเก็บเกี่ยวขณะฝนตก

๓.แยกฝักเสียและเป็นราออกจากฝักดี

๔.อย่ากองฝักข้าวโพดบนพื้นดิน

๕.เก็บฝักที่แห้งแล้งเท่านั้นเข้ายุ้งฉาง

๖.ยุ้ง)างควรยกสูงจากพื้นดิน ประมาณ ๑ เมตร หลังคากันฝนและน้ำค้างได้ ใช้สังกะสีพันขายุ้งกันหนูและสัตว์อื่น ๆ (ดูรูปหน้า ๑๙)

๗.ทำความสะอาดยุ้งฉางก่อนเก็บข้าวโพด

๘.ควรมีการระบายถ่ายเทอากาศได้ดีในยุ้งฉาง

แนวทางปฏิบัติระดับผู้ค้าท้องถิ่น

๑.หลังจากสีข้าวโพดแล้ว ต้องทำให้แห้งภายใน ๒ วัน

๒.ถ้าไม่มีแสดงแดดหรือแดดไม่ดี ให้ส่งไซโลหรือใช้เครื่องอบแห้งทันทีหลังจากสีข้าวโพด

๓.ควรแยกข้าวโพดเป็นกลุ่มตามระดับความชื้น

๔.อย่านำข้าวโพดที่เป็นราผสมกับข้าวโพดดี

๕.กำจัดสิ่งสกปรก และสิ่งเจือปนออกจากเมล็ดข้าวโพด

๖.ในการขนส่งให้มีผ้าใบคลุมกันฝนและน้ำค้าง

๗.หากเก็บนาน ต้องทำความสะอาดและรมสารฆ่าแมลงและ เชื้อราก่อนเก็บเป็นระยะ ๆ

๙.ต้องมีการระบายถ่ายเทอากาศภายในโรงเก็บได้ดี

๑๐.จัดวางกระสอบข้าวโพดเป็นกอง ๆ ละ ๒๐ - ๒๕ กระสอบให้มีช่องระหว่างกอง และผนังพื้นโรงเรือน ถ้าต้องการวางกระสอบสูงขึ้นไปอีก ควรมีวัสดุกั้นให้ระบายอากาศได้ อย่าวางติดผนังและพื้นโรงเก็




http://www.thaimail.tht.in/p7.html





เทคนิคการปลูกข้าวโพดหวาน







::: พันธุ์ข้าวโพดหวาน


พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ใช้ปลูกควรเป็นข้าวโพดหวานลูกผสม  ในตลาดมีหลายพันธุ์ผลิตจากหลายบริษัท
ให้เลือก แต่พันธุ์ที่แนะนำคือพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสม ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 ทั้งสอง
พันธุ์เป็นพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมที่ผลิตโดย บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ซึ่งสามารถให้ผลผลิต
สูง มีขนาดฝักใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพฝักสดดีมาก รสชาติดี กลิ่นหอม  นอกจากนี้ยัง
สามารถปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เพราะเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นโดยใช้เชื้อพันธุกรรม
ที่มีในประเทศ  ทำให้สามารถปรับตัวได้อย่างกว้างขวาง



::: การเตรียมดิน
การเตรียมดินถือเป็นหัวใจของการปลูกข้าวโพดหวานให้ได้ผลผลิตสูง  เพราะถ้าดินมีสภาพดีเหมาะกับ
การงอกของเมล็ดจะทำให้มีจำนวนต้นต่อไร่สูง  ผลผลิตต่อไร่ก็จะสูงตามไปด้วยการเตรียมดินที่ดีควรมี
การไถดะและทิ้งตากดินไว้ 3-5 วัน จากนั้นจึงไถแปรเพื่อย่อยดินให้ แตกละเอียดไม่เป็นก้อนใหญ่
เหมาะกับการงอกของเมล็ด ควรมีการหว่านปุ๋ยคอกเช่นปุ๋ยขี้ไก่เป็นต้น อัตราประมาณ 1 ตันต่อไร่ก่อน
การไถแปร เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นสามารถอุ้มน้ำได้นานขึ้น  และยังเป็นการเพิ่ม
ธาตุอาหารให้กับข้าวโพดหวาน



::: การปลูก  ควรปลูกเป็นแถวเป็นแนวซึ่งสามารถปลูกได้สองวิธี คือ
การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร ปลูก
หลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5
กิโลกรัมต่อไร่

การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง  ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นสองแถวข้างร่อง
ระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร1 ต้นต่อหลุม จะมีจำนวนต้น
ประมาณ 7,000-8,500 ต้นต่อไร่และใช้เมล็ดประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ การให้น้ำจะ
ปล่อยน้ำตามร่องซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี



::: การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกข้าวโพดหวาน เพราะปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยเป็นพื้นที่
ที่มีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จึงควรใส่ธาตุอาหาร
พืช (ปุ๋ย) เพิ่มเติมลงในดิน การใส่ปุ๋ยในข้าวโพดหวานมีขั้นตอนดังนี้

การใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 15-15-15 หรือ 25-7-7 หรือ 16-16-8 อัตรา 50
กิโลกรัมต่อไร่  ใส่พร้อมปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน 

 หมายเหตุ
ถ้าปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมล็ด ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ด
โดยตรงเพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้าครั้งที่ 1      สูตรปุ๋ยที่แนะนำคือ 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25-30
กิโลกรัมต่อไร่ ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วันหลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำ
ตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ยก็จะเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว

การใส่ปุ๋ยแต่งหน้าครั้งที่ 2 เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วันหลังปลูก ถ้าแสดงอาการเหลืองหรือไม่
สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือ
ให้น้ำตาม










::: การกำจัดวัชพืช
ถ้าแปลงปลูกข้าวโพดหวานมีวัชพืชขึ้นมากจะทำให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิตจะลดลงจึงควรมีการ
กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก วิธีการกำจัดวัชพืชสามารถทำได้ดังนี้

การฉีดยาคุมวัชพืช    ใช้อลาคลอร์  ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูกก่อนที่วัชพืชจะงอกขณะฉีดพ่นดิน
ควรมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น

ใช้วิธีการเขตกรรม ถ้าหากจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง หรือเจ้า
หน้าที่โรงงานผู้ส่งเสริมการปลูก



::: การให้น้ำ
ระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน้ำไม่ได้คือระยะ 7 วันแรกหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าว
โพดหวานขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลงจะทำให้ผลผลิตลดลงไป
ด้วย ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่งคือระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่
สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้
ราคาต่ำ โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ควรให้น้ำทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและ
สภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอก


::: การเก็บเกี่ยว
โดยปกติข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 70-75 วันหลังปลูก  แต่ระยะที่เหมาะสม
สำหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50%   (ข้าวโพด 100 ต้น
มีไหม 50 ต้น)   ข้าวโพดหวานพันธุ์  ไฮ-บริกซ์ 10  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 68-70
วัน   และพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 3  จะเก็บเกี่ยวที่อายุประมาณ 65-68 วันหลังปลูก แต่ถ้าปลูกในช่วง
อากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานหรือ
จำหน่ายโดยเร็ว    เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ  หากขาดน้ำจะมีผลต่อเมล็ดและน้ำหนักของฝัก


::: ปัญหาและการแก้ไข  ที่พบเห็นบ่อย ๆ  มีดังนี้
ความงอก   ปกติเมล็ดพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ ไฮ-บริกซ์ 3 ได้ผ่านการทดสอบความงอกมาแล้ว
จึงจำหน่ายสู่เกษตรกร  แต่บางครั้งเมล็ดพันธุ์อาจจะค้างอยู่ในร้านค้าเป็นเวลานานหรือเกษตรกรอาจจะ
ซื้อเมล็ดพันธุ์มาเก็บไว้ที่บ้าน และสถานที่เก็บอาจจะไม่เหมาะสม  สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เมล็ดพันธุ์มี
ความงอกลดลง วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ก่อนปลูกทุกครั้งให้ทดสอบความงอกของเมล็ดที่จะปลูกก่อน
โดยการสุ่มเมล็ดจากถุงประมาณ 100 เมล็ด แล้วปลูกลงในกระบะทรายหรือดินแล้วรดน้ำเพื่อทดสอบ
ความงอก นับต้นที่โผล่พ้นดินในวันที่ 7 ถ้ามีจำนวนต้นเกิน 85 ต้น  ถือว่ามีอัตราความงอกที่ใช้ได้ก็
สามารถนำเมล็ดพันธุ์ถุงนั้นไปปลูกได้

โรคราน้ำค้าง  ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทาน
โรคราน้ำค้าง  ตั้งแต่พันธุ์ไฮ-บริกซ์ 10 และ  ไฮ-บริกซ์ 3 จนถึงพันธ์ล่าสุดไฮ-บริกซ์ 9 ซึ่งทุก
พันธุ์ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน้ำค้าง (เมตาแลกซิล) ในอัตรายาที่เหมาะสม  เมื่อปลูกแล้วจะ
ไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน้ำค้างได้ การปลูกที่ผิดวิธีที่พบเห็น
บ่อยๆ มีดังนี้

แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูก  เกษตรกรเชื่อว่าการแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้การงอกดีและมี
ความสม่ำเสมอ แต่การแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้ยาที่คลุกติดมากับเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นยา
ป้องกันโรคราน้ำค้างละลายหลุดออกไป ทำให้ยาที่เคลือบเมล็ดมีน้อยลงหรือไม่มีเลย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์
ที่แช่น้ำไปปลูก  ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงเป็นโรค ราน้ำค้าง วิธีแก้ไข คือ ไม่แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อน
ปลูกหรือคลุกสารเคมีอื่นเพิ่มเพราะมีผลต่อความต้านทานโรคราน้ำค้างและความงอกของเมล็ดพันธุ์

ปล่อยน้ำท่วมขังแปลงหลังปลูก  เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน้ำท่วมแปลงปลูกหรือปล่อย
น้ำท่วมร่องปลูก ซึ่งน้ำจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน
ยาป้องกันโรคราน้ำค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่จะละลายหายไปกับน้ำ ทำให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาไม่ได้รับยา
ป้องกันโรคราน้ำค้าง  จึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น วิธีแก้ไข คือ ให้น้ำในแปลงก่อนการปลูกและรอ
ให้ดินมีความชื้นเหมาะกับการงอกของเมล็ดจึงทำการปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ
ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็นโรคราน้ำค้าง

การระบาดของหนู  พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดหวานติดต่อกันหลายรุ่นมักจะพบว่ามีหนูระบาดและมักจะเข้า
ทำลายข้าวโพดหวานในระยะงอกและระยะก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีหนูระบาดจะทำให้ผลผลิตลดลง ฝักที่
เก็บได้มีร่องรอยการทำลายของหนูทำให้ขายไม่ได้   แก้ไขโดยการวางยาเบื่อหนู ซึ่งทำได้โดยใช้
ข้าวโพดหวานฝักสดฝานเอาแต่เนื้อผสมกับยาเบื่อหนูที่เป็นผงสีดำ (Zinc phosphide) คลุก
เคล้าให้ทั่วแล้วหว่านให้ทั่วในแปลงหลังจากปลูกเสร็จ   (อาจจะหว่านในช่วงหลังปลูก คือ ข้าวโพด
กำลังงอก ) และในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว ( ช่วงข้าวโพดกำลังเป็นน้ำนม ประมาณ 65-70 วันหลัง
ปลูก )หว่านติดต่อกันสัก 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2-3 วัน จะทำให้การระบาดของหนู   ลดลง

หนอนเจาะฝักข้าวโพด  บางฤดูจะพบว่ามีการระบาดของหนอนเจาะฝักเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้ฝักที่เก็บ
เกี่ยวได้มีตำหนิขายไม่ได้ราคา ผลผลิตต่อไร่ลดลง สามารถป้องกันการระบาดได้โดยการหมั่นตรวจ
แปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะในระยะเริ่มผสมเกสร  ถ้าพบว่าเริ่มมีหนอนเจาะฝักให้ใช้ยา ฟลูเฟนนอก
ซูรอน หรือ ฟิโบรนิล (ชื่อสามัญ) ในอัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ฝัก 1-2 ครั้ง ห่าง
กัน 7 วัน

มวนเขียว  หลังจากข้าวโพดผสมเกสรแล้ว บางครั้งจะมีมวนเขียวระบาดโดยเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วงหรือ
ในหน้าแล้ง มวนเขียวจะใช้ปากเจาะฝักข้าวโพดและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดที่ยังอ่อนอยู่ชึ่งจะไม่เห็น
ร่องรอยการทำลายจากภายนอก เมื่อเก็บเกี่ยวจะพบว่าเมล็ดมีรอยช้ำหรือรอยดำด่างทำให้ขายไม่ได้
ราคา ป้องกันได้โดยการหมั่นเดินตรวจแปลงในระยะหลังจากผสมเกสรแล้วถ้าพบมวนเขียวให้ฉีดพ่นด้วย
ยา คาร์โบซัลแฟน (ชื่อสามัญ) อัตรา 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่ฝักข้าวโพด

เพลี้ยไฟ  ถ้าข้าวโพดหวานออกดอกในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มักจะพบว่ามีเพลี้ยไฟ(แมลง
ตัวเล็กๆ สีดำ)  เกาะกินน้ำเลี้ยงที่ไหมของฝักข้าวโพดทำให้ไหมฝ่อ การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติด
เมล็ดจะไม่ดีตามไปด้วย ป้องกันได้โดยหมั่นตรวจแปลงในระยะออกดอก ถ้าพบว่ามีเพลี้ยไฟเกาะที่ไหม
ให้ใช้ยาเอ็นโดซันแฟน (ชื่อสามัญ) หรือ วีฟอส (ชื่อการค้า) อัตรา 40 ซี.ซี.  ต่อน้ำ 20
ลิตร  ฉีดพ่นที่ฝัก

ข้าวโพดไม่หวาน ถ้าพบว่าข้าวโพดหวานฝักสดมีรสชาติไม่หวานแสดงว่าดินในแปลงที่ปลูกข้าวโพดขาด
ธาตุโปแตสเซี่ยม (K) ธาตุโปแตสเซี่ยมจะช่วยให้การสะสมน้ำตาลในเมล็ดดีขึ้น แก้ไขได้โดยการใส่
ปุ๋ยรองพื้นที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมร่วมด้วย เช่น ปุ๋ยสูตร 25-7-7 หรือ 16-16-8 หรือ 13-13-21
ขึ้นกับสภาพดิน  ถ้าดินขาดโปแตสเซี่ยมมากก็ควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีค่า K สูง

เปลือกหุ้มฝักเหลือง  การเก็บเกี่ยวที่อายุเกิน 20 วันหลังออกไหม 50% จะมีผลทำให้เปลือกหุ้มฝัก
มีสีเขียวอ่อนลงดูเหมือนฝักจะแก่  บางครั้งถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวที่อายุเหมาะสม เปลือกหุ้มฝักก็ยังมีสี
ออกเหลือง  การแก้ไขทำได้โดยการเพิ่มปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ โรย
ข้างต้นข้าวโพดในขณะดินมีความชื้นในระยะที่ข้าวโพดออกดอก  จะทำให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอยู่
ได้นานขึ้น

โรคราสนิม  ถ้ามีโรคราสนิมระบาดรุนแรงจะทำให้ฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่เต็มถึง
ปลายขายไม่ได้ราคา ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอยู่เป็นประจำควรฉีดพ่นด้วยยาไดฟีโนโคนา
โซล (ชื่อสามัญ)หรือ สกอร์ (ชื่อการค้า) อัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  เมื่อเริ่มเป็นโรค


::: ข้อควรระมัดระวัง
การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดโรคและแมลง เกษตรกรควรขอคำแนะนำจากโรงงานผู้ส่งเสริม หรือนัก
วิชาการโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างที่อาจปนเปื้อนไปกับผลิตภัณฑ์


http://www.thailand-farm.com/index.php?topic=382.0





**********************************************************************************************************************************************





ข้าวโพดหวาน



           ลักษณะทางธรรมชาติ

       
* เป็นพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว  ต้องการน้ำสม่ำเสมอเหมือนผักสวนครัว  ดังนั้นจึงจำเป็น
ต้องให้น้ำ ทุก 2-3 วัน  ซึ่งต่างจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องการน้ำน้อยพอน้าดินชื้นเท่านั้น

       
* ดอกตัวผู้ของข้าวโพด เรียกว่า  ดอกยอด  อยู่ที่ปลายยอดของต้น  ส่วนดอกตัวเมีย
เรียกว่า "ไหม"  อยู่ที่ปลายฝักของแต่ละฝัก.......ดอกตัวผู้เกิดก่อนดอกตัวเมีย 7-10 วัน

       * แช่เมล็ดพันธุ์ใน  "โบรอน"  เมื่อนำไปปลูกจะให้  "ดอกยอด"  มากกว่าปกติ 2-3 เท่า

       * จังหวะที่เกสรดอกตัวผู้พร้อมผสมมักตรงหรือใกล้เคียงกับเกสรตัวเมียของฝักแรก  กับ
ช่วงต้นๆของฝักที่ 2 เท่านั้น  ครั้นดอกตัวเมียของฝักที่  3 หรือ 4 ออกมาจึงไม่มีละอองเกสร
ตัวผู้เข้าผสม  ทำให้ฝักที่  3 หรือ  4 ไม่ติดเป็นฝัก


       * แนวทางแก้ไข  คือ  หลังจากหยอดเมล็ดข้าวโพดรุ่นแรกไปแล้ว 10-15 วัน ให้หยอด
เมล็ดรุ่นที่  2   หรือรุ่นที่  3 อีกรุ่นก็ได้ โดยให้แต่ละรุ่นห่างกัน 7-10 วัน  ทั้งนี้เพื่ออาศัยเกสร
ตัวผู้ของต้นรุ่นหลังไปผสมด้วยมือให้แก่ฝักที่  2-3-4  ของต้นรุ่นแรกนั่นเอง
          ปลูกข้าวโพดรุ่น 2-3 เพื่อเอาเกสรตัวผู้นี้  ใช้วิธีปลูกแซมแทรกระหว่างต้นรุ่นแรก 
กระจายทั่วแปลงปลูกโดยเฉพาะด้านเหนือลม  เพื่ออาศัยสายลมช่วยพัดละอองเกสรส่วนหนึ่ง 
กับช่วยผสมด้วยมืออีกส่วนหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน  ต้นรุ่น 2-3 ก็สามารถเอาฝักได้เพราะมี  ฝัก
+ เกสรตัวเมีย  เช่นกัน  สำคัญแต่ว่าจะหาละอองเกสรตัวผู้จากที่ไหนมาช่วยผสมด้วยมือให้เท่า
นั้น

          กรณีที่ไม่ได้ปลูกต้นข้าวโพดต่างรุ่นไว้ในแปลงปลูกของตนเอง  ก็อาจจะขอแบ่งปัน
จากแปลงข้าง
เคียงก็ได้แต่ต้องเป็นข้าวโพดสายพันธุ์เดียวกันมาใช้ช่วยผสมด้วยมือแทนก็ได้

       * ตรวจสอบลักษณะเกสรตัวผู้ที่พร้อมผสมโดยเคาะเบาๆใส่แผ่นกระดาษแล้วมีละออง
เกสรร่วงลงมา  และตรวจสอบลักษณะเกสรตัวเมียที่พร้อมผสมโดยสัมผัสเบาๆด้วยปลายนิ้วมือ
มือ  ถ้าเป็นยางเหนียวติดปลายนิ้วแสดงว่าพร้อมผสมแล้ว

       * วิธีช่วยผสมด้วยมือ  ให้ตัดก้านดอกยอดเบาๆ  นำไปป้ายเบาๆใส่ให้กับไหมที่ปลายฝัก
2-3 รอบ (เหมือนผสมเกสรสละ)  หรือเคาะละอองเกสรตัวใส่กระบอกพลาสติกแห้งสะอาด 
ผสมกับแป้งทาตัวเด็ก  อัตราส่วน 1: 1  แล้วใส่ในกระบอกฉีดพ่นเกสร (เครื่องมือละอองเกสร
ทุเรียน)  นำไปฉีดพ่นใส่ไหมที่ปลายฝักก็ได้  ทั้งนี้ไหมของฝักใดได้รับละอองเกสรดอกยอดก็
จะติดเป็นฝักสมบูรณ์และไม่เป็นข้าวโพดฟันหลอได้ทุกฝัก

       
* ข้าวโพดมีเมล็ดไม่เต็มฝัก เรียกว่า  "ฟันหลอ"  เกิดจากสาเหตุหลายประการ  เช่น 
เกสรตัวเมียกับเกสรตัวผู้ (ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย) ไม่สมบูรณ์แข็งแรงแล้วผสมกัน 
หรือเกสรตัวผู้หมดอายุ  หรือสภาพอากาศไม่เหมาะสม (ร้อน/ชื้น)  หรือขาดสารอหาร

       
* ธรรมชาติชาติข้าวโพดทุกสายพันธุ์ออก  ฝัก + ดอก  ได้ต้นละหลายๆฝัก  ตราบเท่า
ที่ได้รับสาร
อาหารกลุ่ม  สร้างดอก-บำรุงผล  อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ก่อนฝักแรกจนถึงฝักสุดท้าย

       
* แปลงปลูกที่ผ่านการเตรีมดินมาอย่างดี ปฏิบัติต่อเนื่องมาหลายๆรุ่นปลูก  กับต้นข้าว
โพดที่ได้รับการบำรุงด้วยธาตุอาหารครบถ้วนสม่ำเสมอ  เมื่อต้นนั้นโตขึ้นจะมีกิ่งแขนงงอกออก
มาตามข้อ  แต่ละกิ่งแขนงสามารถออกดอกแล้วติดเป็นฝักคุณภาพดีได้


       
* การจัดระยะปลูกห่าง ลมพัดผ่านเข้าไปในใจกลางแปลงได้ทั่วถึง ใบไม่เกยทับซ้อนกัน
และรับแสงแดดได้เต็มที่  จะได้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพเหนือกว่าแปลงที่ปลูกชิดกันมาก

       * ข้าวโพดหวานที่เกิดจากการผสมพันธุ์ในพื้นที่หนึ่ง  เมื่อนำไปปลูกในอีกพื้นที่หนึ่งซึ่ง
ภูมิอากาศค่อนข้างแตกต่างกัน  คุณภาพผลผลิตมักจะแตกต่างกันด้วย  ดังนั้น จึงควรใช้เมล็ด
พันธุ์ที่เกิดจาการผสมพันธุ์ในพื้นที่ใกล้เคียง  หรือแหล่งสร้างเมล็ดพันธุ์ที่มีสภาพภูมิอากาศ
คล้ายคลึงกัน

       * เก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแล้วนำไปนึ่งทันทีจะได้รสชาติ
ของข้าวโพดหวานดีมาก  หากต้องการเก็บไว้นานหลังเก็บเกี่ยวเมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วควรเก็บในที่
เย็น (ตู้เย็น)  ซึ่งความหวานจะลดลงน้อยกว่าการเก็บในที่แจ้ง......ข้าวโพดหวานนึ่งให้รสชาติ
ดีกว่าการต้ม

       * เมื่อต้นโตได้ความสูงประมาณ 1 ม. หรือเริ่มมีรากเหนือพื้นดินงอกออกมาจากข้อ
เหนือพื้นดิน  ให้ เอ็นเอเอ. 1-2 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วัน  ระบบรากเหนือพื้นดินจะเจริญ
เติบโต  สมบูรณ์  แข็งแรง  ดีมาก  นอกจากนี้ยังทำให้ข้าวโพดต้นนั้นแตกยอกจากข้อแล้ว
พัฒนาเป็นกิ่ง  ซึ่งกิ่งนี้สามารถออกฝักได้เหมือนลำต้นประธาน  และเมิ่อบำรุงดี  ฝักจากกิ่งนี้ก็
จะเจริญพัฒนาเป็นฝักสมบูรณ์ได้เช่นกัน


      
     สายพันธุ์
          ข้าวเหนียว.  ตักหงาย.   แปดแถว.  เทียน.  ข้าวโพดหวาน.  ข้าวเหนียวหวาน.


            
 เตรียมดิน
       1. เริ่มจากไถดินตากแดดจัด 15-20 แดดเพื่อกำจัดเชื้อโรคและวัชพืช ระหว่างตากแดด
ถ้ามีฝนตกต้องไถดินใหม่และเริ่มตากแดดใหม่

       2. ใส่อินทรีย์วัตถุและสารปรับปรุงบำรุงดิน (ยิบซั่มธรรมชาติ. กระดูกป่น. ปุ๋ยคอก. เศษ
พืชแห้ง.)
       3. ไถด้วยโรตารี่คลุกอินทรีย์วัตถุกับเนื้อดินให้เข้ากันดี
       4. คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางหนาๆ

       5. บ่มดินโดยรดด้วยน้ำจุลินทรีย์หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง ทุก 15 วัน  ติดต่อกัน
นาน 1-2 เดือน


       
    เตรียมแปลง
        - ยกร่องแห้งลูกฟูก  สันร่องสูง 30-50 ซม.โค้งหลังเต่า  กว้าง 1-1.20 ม.  ร่อง
ระหว่างสันแปลงกว้าง 1 ม.  ลึกจากพื้นระดับ 25-30 ซม.  ก้นสอบ
 
            เตรียมเมล็ดพันธุ์
        - เมล็ดพันธุ์ที่เคลือบสารเคมีกำจัดโรคให้ล้างน้ำจนสารเคมีนั้นออกให้หมดก่อน  ส่วน
เมล็ดพันธุ์ที่
ไม่ได้เคลือบสารเคมีไว้ก่อนให้ดำเนินการได้เลย
        - นำเมล็ดแช่ในน้ำเปล่า  คัดทิ้งเมล็ดลอย  เก็บไว้เฉพาะเมล็ดจม
        - นำเมล็ดจมที่เลือกได้ลงแช่ใน  น้ำ + โบรอน (10 PPM)  นาน 6-12 ชม.  นำขึ้น
ผึ่งลมจนแห้ง  แล้วจึงนำไปหยอดในแปลงจริง  เมื่อโตขึ้นจะมีเกสรตัวผู้เพิ่มขึ้น 100-200 %
เหมาะสำหรับแปลงปลูกเพื่อสร้างเมล็ดพันธํ


 
         ระยะปลูก
        - ระยะปกติ  75 X 75  ซม.
        - ระยะชิด    50 X 75 ซม.
 
            วิธีปลูก
        - หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด  หลังจากต้นกล้าได้ 2-3 ใบ  ถอนแยกต้นไม่สมบูรณ์
ทิ้ง  เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้ 1-2 ต้น   การเหลือต้นสมบูรณ์ไว้  2 ต้น/1 หลุมให้พิจารณาระยะ
ห่างจากต้นข้างเคียง  ถ้ามีพื้นที่ว่างระหว่างต้นพอก็ให้ไว้  2 ต้นได้

        - รองก้นหลุมด้วย  กากสะเดาแห้ง  หรือใบสาบเสือแห้ง  หรือใบยูคาแห้ง บดละเอียด
หลุมละ  1 กำมือ  คลุกเคล้าให้เข้ากันดีกับดินก้นหลุม  เพื่อป้องกันแมลงกัดกันเมล็ดพันธุ์



                           
ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อข้าวโพด
                                       (ทุกสายพันธุ์)


       1.  ระยะต้นเล็ก
            ทางใบ  :
          - ให้ น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.
ทุก  7-10 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ช่วงเช้าแดดจัด

          - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
               ทางราก  :
          - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 อัตรา 100-200 กรัม/ต้น/20 วัน 
หว่านรอบโคนต้นแล้วรดน้ำตามเพื่อละลายปุ๋ย
          - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
               หมายเหตุ  :
          - เริ่มให้หลังจากแตกใบอ่อนได้ 3-4 ใบ
          - ให้ฮอร์โมนน้ำดำ และ แคลเซียม โบรอน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 7-10 วัน

       
2. ระยะสะสมตาดอก – บำรุงดอก
           ทางใบ  :

           ในรอบ 7-10 วัน ให้น้ำ 100 ล. + 0-42-56 (400 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม
100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 100 ซีซี.  1 รอบกับให้น้ำ 100 ล. + ฮอร์โมนไข่ 100 ซีซี.
+ เอ็นเอเอ. 25 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.   อีก  1 รอบ  ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ช่วง
เช้าแดดจัด

           ทางราก  :
           ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24  หรือ  9-26-26  สูตรใดสูตรหนึ่ง 
อัตรา 100-200 กรัม/ต้น/20 วัน  หว่านรอบโคนต้นแล้วรดน้ำตามเพื่อละลายปุ๋ย
         - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
              
หมายเหตุ  :

         - เริ่มให้เมื่ออายุต้น 30 วัน  หลังปลูก
         - นิสัยข้าวโพดทุกสายพันธุ์ออกดอกเองได้เมื่ออายุต้นเจริญเติบโตครบกำหนดโดยไม่
ต้องเปิดตาดอกโดยเฉพาะ
 
        - การจัดช่วงเวลาให้  “0-42-56 + ธาตุรอง/ธาตุเสริม”    สลับกับ   “ฮอร์โมนไข่
+ เอ็นเอเอ.”   ทุก 5-7 วัน นอกจากจะทำให้ต้นเตี้ยแล้วยังทำให้ต้นได้สะสมตาดอกดียิ่งขึ้น 
ดังนั้น  เมื่อให้สูตรนี้  1 ครั้งจะทำให้มีฝักออกมา  1 ฝักเสมอ  หรือถ้าให้ตลอด  1 เดือนก็จะ
ทำให้ได้ข้าวโพด 3-4  ฝัก/ต้น
 

       
3. บำรุงฝักเล็ก – ก่อนเก็บเกี่ยว
           ทางใบ  :
         - ให้น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+
ไคโตซาน 10 ซีซี.+ ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.   ทุก 7-10 วัน 
ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ช่วงเช้าแดจัด

         - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุ 2-3 วัน
        
     ทางราก  :
           ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 21-7-14  (100-200 กรัม)/ต้น/20 วัน
ละลายน้ำแล้วรดโคนต้น
         - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
              หมายเหตุ  :
         - เริ่มให้เมื่อเกสรฝักสุดท้ายได้รับการผสมแล้ว 5-7 วัน
         - การใช้ปุ๋ยทางใบสำหรับไม้ผลสูตร  บำรุงผล-ขยายขนาด  กับข้าวโพดที่ขึ้นฝักแล้ว 
จะช่วยบำรุงให้ได้ฝักขนาดใหญ่  น้ำหนักดี
        
 - ให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน  1-2  ครั้ง  โดยแบ่งให้ตลอดระยะฝักเล็ก
ถึงเก็บเกี่ยว จะช่วยบำรุงให้ต้นไม่โทรม  ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพดี

         - ก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน อาจจะพิจารณาให้  “น้ำ 100 ล. + 0-21-74 (400 กรัม)
+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.”   1 รอบ  ฉีดพ่นพอเปียก
ใบก็จะทำให้คุณภาพฝักดีขึ้น
         - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อต้นมี
สภาพความสมบูรณ์สูง
  




ดูรูปประกอบและข้อมูลเพิ่มเติมที่  "กูเกิ้ล - ข้าวโพดหวาน".....


 
                                                   ******************************************************************

ข้าวโพดสายพันธุ์ใหม่เพื่อการค้า ผลงาน มทร.ล้านนา 

ข้าวโพด เป็นพืชไร่พืชหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการมาก แยกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้มากมาย
เช่น ข้าวโพดฝักสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดข้าวเหนียว หรือข้าวโพดลูกผสม
ต่างๆ ข้าวโพดสองสี ข้าวโพดสามสี พันธุ์ข้าวโพดบางพันธุ์ได้นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ไม่
ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศของบ้านเรา มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) ได้ให้ความสำคัญของสายพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูกได้
ในประเทศไทย จึงได้ศึกษาวิจัยจนประสบผลสำเร็จ มีข้าวโพดสายพันธุ์เชิงการค้า เพื่อใช้ทด
แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งเกษตรกรมีทางเลือกปลูกข้าวโพดหลายชนิด ตามแต่
สภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด 

รศ.ดร.คมสัน อำนวยสิทธิ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่
น่าน เล่าว่า ได้ทำการศึกษาวิจัยสายพันธุ์ข้าวโพดเพื่อผลิตพันธุ์ในเชิงการค้าหลายสายพันธุ์
ได้แก่ ข้าวโพดคั่ว ข้าวโพดหวานฝักเล็ก พันธุ์เทียนหวานพิษณุโลก และข้าวโพดไร่สีม่วง

ข้าวโพดคั่ว ผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดคั่ว หลายคนต่างนิยมชื่นชอบรับประทานกันอย่างแพร่หลาย
โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก มินิมาร์ท โรงภาพยนตร์ มีทั้งผลิตภัณฑ์ที่คั่วร้อนๆ
ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดคั่วปรุงรสสำเร็จรูป แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่างและเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดคั่วนั้นจะ
ต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน จึงเกิดแนวคิดศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวโพดคั่วสายพันธุ์แท้เพื่อใช้
ผลิตเป็นข้าวโพดคั่วสายพันธุ์ลูกผสมเชิงการค้า จนประสบผลสำเร็จ การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดคั่ว
เพื่อใช้เองภายในประเทศ มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวโพดคั่วที่สามารถปรับ
ตัวได้ดี มีผลผลิตสูง คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด ต้านทานต่อโรคและแมลง เป็นแรงจูง
ใจให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดไร่หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หันมาปลูกข้าวโพดคั่วกันมากขึ้น อีกทั้ง
เป็นการลดการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง


จากการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดคั่วเพื่อการค้า ทำให้ได้ต้นข้าวโพดมีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บ
เกี่ยว 85 วัน ลำต้นตั้งตรงแข็งแรง สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร เกสรตัวผู้มีช่อดอกขนาด
ใหญ่ เกสรตัวเมียสีชมพูขาว เมล็ดเป็นแบบหยดน้ำ สีของเมล็ดเหลืองเข้ม ความยาวของฝัก
ประมาณ 18-20 เซนติเมตร มีจำนวน 14 แถวเมล็ด ต่อฝัก มีจำนวน 30-38 เมล็ด ต่อแถว
ให้ผลผลิตเฉลี่ย 450-650 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อนำไปคั่วเป็นข้าวตอกมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ มีการ
แตกตัวมากกว่า 95% 


ข้าวโพดหวานฝักเล็ก "เทียนหวานพิษณุโลก"

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พื้นที่พิษณุโลก ได้รวบรวมเมล็ดข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง
ตั้งแต่ ปี 2537 ปลูกคัดเลือกและศึกษาลักษณะทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง จนถึง ปี
2540 ได้คัดเลือกข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง ได้จำนวน 7 พันธุ์ คือ พันธุ์สุโขทัย 1 สุโขทัย 2
พันธุ์อยุธยา พันธุ์บางพระ พันธุ์พิษณุโลก พันธุ์ขาวนครศรีธรรมราช และพันธุ์ขาวสุโขทัย ข้าว
โพดเหล่านี้ตั้งชื่อตามแหล่งที่รวบรวมมาปลูก และปลูกเปรียบเทียบทั้ง 7 พันธุ์ ปรับปรุงและ
พัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเทียนด้วยการเพิ่มจำนวนข้าวโพดข้าวเหนียวหวานขอนแก่น พันธุ์นพวรรณ
1 และข้าวโพดเทียนพันธุ์พื้นเมือง 7 พันธุ์ จนได้เป็นข้าวโพดหวานฝักเล็กพันธุ์เทียนหวาน
พิษณุโลก ที่มีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 55 วัน ลำต้นสูง 176
เซนติเมตร รสชาติหวาน กรอบ มีสีสองสีสลับกันคล้ายกับพันธุ์ที่นิยมบริโภคในต่างประเทศ ฝัก
เล็กเหมาะแก่การบริโภค ความยาวของฝัก 11 เซนติเมตร เส้นรอบวงฝัก 10 เซนติเมตร
น้ำหนักสดทั้งเปลือก 165 กรัม ต่อฝัก น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือก 104 กรัม


ข้าวโพดไร่สีม่วง ข้าวโพดไร่สีม่วงเป็นพืชไร่ที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ดเป็นสำคัญ เป็นวัตถุดิบ
สำหรับอาหารสัตว์ชนิดใหม่ แต่ยังไม่มีภาครัฐและเอกชนผสมพันธุ์ออกมาเป็นพันธุ์ลูกผสม สาร
สีม่วงแดงจะมีสารแอนโทไซยานินที่เป็นสารจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อีกทั้งสารสี
ม่วงนี้ยังนำไปใช้เป็นสีผสมอาหาร หรือใช้ในอุตสาหกรรมสีย้อมผ้า ด้วยความสำคัญดังกล่าว
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จึงได้เริ่มศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดไร่สีม่วง
จำนวน 9 ชั่ว พบว่าได้รับผลผลิตค่อนข้างสูง 20 อันดับแรก เฉลี่ยประมาณ 787-953
กิโลกรัม ต่อไร่ อายุการออกดอกเร็วกว่าพันธุ์การค้า ขนาดของฝักสม่ำเสมอ


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เลขที่
59 หมู่ที่ 13 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (054) 710-259, (054)
710-554, (081) 870-8902



ที่มา  :  เทคโนโลยีชาวบ้าน
 





หน้าถัดไป (2/3) หน้าถัดไป


Content ©