-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 177 บุคคลทั่วไป และ 2 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

พืชไร่





กำลังปรับปรุงครับ



ถั่วแดงหลวง (Red kidney bean) เป็นพืชตระกูลถั่วที่จัดอยู่ในตระกูล Phasecolus vulgaris L. ซึ่งมักจะนำไปใช้บริโภคใน ลักษณะที่แตกต่างกัน ถั่วแดงหลวงใช้บริโภคเมล็ดแก่ ซึ่งมีรูปร่างคล้ายไต ซึ่งเรียกว่า "Kidney bean" และถ้ามีเมล็ดสีแดงด้วยก็เรียกว่า red kidney bean ถั่วแดงหลวงถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศเป็นครั้งแรกโดยโครงการหลวงปี 2516 เพื่อจุดประสงค์ให้ข้าวไทยภูเขาปลูกเป็นพืชทดแทน ฝิ่นและช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินบนที่สูง ปัจจุบันถั่วแดงหลวงได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของชาวไทยภูเขาและเป็นที่สนใจของเกษตรกรในพื้นที่ราบทั่วไปในเขตภาคเหนือ สำหรับปัญหาการผลิตถั่วแดงหลวงในอดีต คือ 

          1) ปัญหาเรื่องพันธุ์ที่เหมาะสม 
          2) ปัญหาเรื่องการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ 
          3) ปัญหาเรื่องวิธีการเพาะปลูก 
          4) ปัญหาเรื่องโรคและแมลง 

          ในอดีตพันธุ์ถั่วแดงหลวงที่ใช้ปลูกกันอยู่มีหลายพันธุ์ปะปนกัน และไม่ทราบประวัติความเป็นมาของพันธุ์ที่แน่นอน โครงการวิจัยได้ ร่วมกับโครงการพัฒนาการผลิตพืชตระกูลถั่วบนที่สูงได้ทำการรวบรวมพันธุ์ถั่วแดงหลวงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น โครงการหลวงหมอกจ๋าม สถานี ขุนวาง สถาบันพืชไร่เชียงใหม่ และจากที่วางจำหน่ายตามท้องตลาด ผลจากการศึกษาพบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ นั้นเป็นพันธุ์ เดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งของเมล็ดพันธุ์ที่ในปริมาณที่มากในระยะแรกคือ เมล็ดพันธุ์จากโครงการหลวงหมอกจ๋ามจากผลการทดสอบพันธุ์ เบื้องต้นพบว่า ถั่วแดงหลวงพันธุ์หมอกจ๋ามมีศักยภาพในการให้ผลผลิตในสภาพแปลงผลิตสูงถึง 300 กิโลกรัมต่อไร่ 

               จากการพิจารณาลักษณะประจำพันธุ์ที่สำคัญของถั่วแดงหลวง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบลักษณะต่าง ๆ ประกอบแล้วจะเห็นว่าถั่วแดงหลวงพันธุ์ หมอกจ๋าม มีลักษณะที่เหมาะสมหลายประการ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าคือประมาณ 75 วัน เมล็ดมีสีแดงและ รูปร่างเมล็ดเป็นรูปไดต สีไม่ตกเมื่อผ่านขบวนการอุตสาหกรรมกระป๋องถึงแม้ว่าผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์อื่น ๆ เล็กน้อย ทางโครงการจึงได้ใช้ เป็นพันธุ์มาตรฐานในการศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ และโครงการหลวงได้ตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ว่า "พันธุ์ดอยคำ" ในระยะเวลาต่อมา
ถั่วแดงหลวงพันธุ์ดอยคำ เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อในอดีตน่าจะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสม ในปัจจุบันการที่ จะส่งเสริมให้เกษตกรปลูกบนที่สูงภาคเหนือของประเทศไทย สำหรับถั่วแดงหลวงพันธุ์อื่น ๆ ที่ดีเด่นเข้ามาจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะ ศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ดอยคำ แต่ก็ยังมีข้อเสียซึ่งจะต้องได้รับการปรับปรุงก่อนจึงจะใช้ทดแทนพันธุ์ดอยคำได้
สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการผลิตถั่วแดงหลวงบนที่สูงหลายประการ ที่จะต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาให้เหมาะสม ได้แก่ จำนวนประชากรที่ใช้ปลูกซึ่งเกี่ยวข้องกับระยะปลูกและจำนวนเมล็ดที่ใช้ปลูกต่อหลุม ชนิดและอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตช่วง ระยะเวลาปลูกที่เหมาะสมพื้นที่สูงภาคเหนือและปัญหาโรคแมลง 

               โครงการวิจัยได้ทำการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งในการทดลองใช้ถั่วแดงพันธุ์ดอยคำเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อจะได้นำข้อมูลไปใช้ใน การส่งเสริมการผลิตถั่วแดงหลวงพันธุ์ดอยคำ และจากการศึกษาจึงสรุปได้ว่า 
          1. ปุ๋ยและอัตราที่เหมาะสม พบว่าปุ๋ยไนโตรเจนมีบทบาทที่สำคัญในการเพิ่มผลผลิตถั่วแดงหลวง อัตราปุ๋ยไนโตรเจนที่เหมาะสม คือ 10 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับปุ๋ย P และ K มีบทบาทต่อการเพิ่มผลผลิตไม่มากนัก แต่จะมีบทบาทต่อการติดเมล็ดและคุณภาพของเมล็ดการใช้ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-20-0 อัตรา 75 กิโลกรัมต่อไร่ จะให้ผลผลิตสูงที่สุด แต่อัตราที่แนะนำให้เกษตรกรใช้คือ 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้เพื่อ เป็นการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง 
          2. วิธีการเพาะปลูกที่เหมาะสม จากการทดลองที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พบว่าระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับในฤดูฝน แต่ถ้าปลูกในฤดูแล้งควรใช้ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้นที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 10-20 เซนติเมตร จำนวนเมล็ดที่ใช้ปลูกควรเป็น 2 เมล็ดต่อหลุมเพื่อลดอัตราการเสี่ยงเรื่องความงอก ของเมล็ด 

              วิธีการเพาะปลูกสามารถปลูกได้ทั้งแบบยกร่อง ไม่ยกร่องหรือแบบยอร่องโดยวิธีพูนโคนหลังงอก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละพื้นที่ แต่การพูนโคนหรือการปลูกแบบยกร่องจะช่วยป้องกันการหักล้มได้ การเก็บเกี่ยวสามารถเก็บได้ตั้งแต่ถั่วแดงหลวงอายุ 70 วันหลังงอก แต่จะให้ดีควรเป็นระหว่าง 75-80 วัน

จัดทำโดย : ดาราวรรณ ทวีศักดิ์บวรกุล


ที่มาจาก : doae.go.th


http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=4851









สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-05 (1474 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©