-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 55 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

พืชไร่




หน้า: 2/3




การปลูกข้าวฟ่าง พันธุ์


แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ


1.ข้าวฟ่างลูกผสม

มีลักษณะดีเด่นหลายประการคือ ให้ผลผลิตสูงออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้นเตี้ยเก็บเกี่ยวได้ง่ายต้านทานโรค-แมลงได้ดี แต่เมล็ดพันธุ์มีราคาแพง และไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูต่อไป ได้แก่ พันธุ์เคยู 8501 และพันธุ์จากบริษัทเอกชนอีกหลายพันธุ์


2.ข้าวฟ่างพันธุ์แท้

เป็นข้าวฟ่างที่มีความคงตัว คือรุ่นลูกจะมีลักษณะคล้ายรุ่นพ่อ-แม่ ในธรรมชาติแล้ว ข้าวฟ่างจะเป็นพันธุ์แท้เกือบทั้งหมด ข้าวฟ่างพันธุ์แท้ที่ดีให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี มีทั้งพันธุ์หนักและพันธุ์เบา


พันธุ์ที่ศูนย์วิจัยข้าวโพด-ข้าวฟ่างแห่งชาติแนะนำทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมมีดังนี้

1.พันธุ์อู่ทอง1(ดีเอ 80)

เป็นพันธุ์แท้ เมล็ดสีขาวเป็นมัน เมล็ดค่อนข้างใหญ่ ได้จากการคัดเลือกพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร


ลักษณะเด่น คือ ลำต้นเตี้ย อายุออกดอกและอายุเก็บเกี่ยวสั้นเป็นพันธุ์เบา ช่อค่อนข้างเปิด เมล็ดโต คุณภาพแป้งดี มีปริมาณสารแทนนินต่ำไม่ไวต่อช่วงแสง แต่ไม่เหมาะที่จะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพราะจะสุกแก่ในช่วงปลายฤดูฝน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากโรคราบนช่อข้าวฟ่างได้เมื่อมีความชื้นสูง


2. สุพรรณบุรี 60

เป็นพันธุ์แท้ เมล็ดสีแดง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

ลักษณะเด่น คือ ลำต้นเตี้ย ออกดอกเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ช่อรูปทรงกรวยค่อนข้างกลมแต่เปิดบานออก ไม่ไวต่อช่วงแสง

ข้อเสีย คือ ลำต้นหักล้มง่าย


3.เคยู 439

เป็นพันธุ์แท้ เมล็ดสีขาว โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ส่งเสริมให้ปลูกตั้งแต่ พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา

ลักษณะเด่น คือ ลำต้นแข็งแรง ต้านทานต่อโรคทางใบ ให้ผลผลิตสูง ช่อทรงกระบอกค่อนข้างแน่น เมล็ดโต เป็นพันธุ์หนักอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 110 วัน


4.เคยู 630

เป็นพันธุ์แท้ เมล็ดสีแดง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้ โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ส่งเสริมให้ปลูกตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา

ลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 90 วัน ผลผลิตสูง มีลำต้นสูงปานกลาง มีสารเทนนินในเมล็ดต่ำประมาณ 0.16% เมล็ดกระเทาะออกจากรวงได้ง่าย และไม่มีเปลือกติดเมล็ด


5.เคยู 8501

เป็นพันธุ์ลูกผสม เมล็ดสีแดง โครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ส่งเสริมได้ปลูกตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา

ลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูง เมล็ดโต ต้นเตี้ย เป็นพันธุ์หนัก อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 115 วัน การเปรียบเทียบลักษณะของข้าวฟ่างพันธุ์แท้ต่าง ๆ ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติปรากฎดังตารางข้างล่างนี้

พันธุ์
ความสูงต้น
อายุเก็บเกี่ยว
ผลผลิต
สีเมล็ด
 
(ซม.)
(วัน)
(กก./ไร่)
 
พันธุ์แท้
       
อู่ทอง 1
140
90
700
ขาวนวลเป็นมัน
สุพรรณ 60
160
95
700
แดง
เคยู 439
165
110
800
ขาว
เคยู 630
140
90
750
แดง


หมายเหตุ

พันธุ์แท้ที่แนะนำทั้งหมดนี้ถึงแม้จะไม่ต้านทานต่อการทำลายของหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่าง แต่ก็ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เฮการี่ทุกระดับของการทำลาย


6.พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมของบริษัทเอกชน

ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวฟ่างแดงต้นเตี้ยออกดอกเร็ว และมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ข้าวฟ่างลูกผสมจะมีความแข็งแรงของต้นกล้าดีมากเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตสูง แต่ไม่สามารถเก็บไว้ปลูกในฤดูถัดไป เพราะจะมีการกลายพันธุ์


ลักษณะของข้าวฟ่างลูกผสมบางพันธุ์ของบริษัทเอกชนที่ทดสอบ ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ เมื่อเทียบกับพันธุ์เคยู 8501 มีดังนี้

พันธุ์
ความสูงต้น
อายุเก็บเกี่ยว
ผลผลิต
สีเมล็ด
 
(ซม.)
(วัน)
(กก./ไร่)
 
พันธุ์ลูกผสม
       
แปซิฟิค 80
145
100
800
แดง
มรกต
120
100
880
แดง
มงกุฏ
130
105
840
แดง
ดีเค 54
140
105
1,020
แดง
ดีเค 59
145
100
900
แดง
ดีเค 64
155
105
1,010
แดง
เคยู 8501
165
115
1,070
แดง


ฤดูปลูก

เกษตรกรนิยมปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชรองหลักจากปลูกพืชหลักไปแล้ว โดยทั่วไปจะปลูกข้าวฟ่างในช่วงปลายฤดูฝน (ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) เพื่อให้ข้าวฟ่างสุกแก่และเก็บเกี่ยวในฤดูหนาว ซึ่งมีสภาพอากาศแห้ง ปลอดจากฝน ช่วยให้เมล็ดข้าวฟ่างแห้งดี ไม่มีเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดข้าวฟ่าง


การเตรียมดิน

ควรไถดินครั้งแรกด้วยไถผาน 3 ให้ลึก 5-6 นิ้ว ตากดินไว้ 7-10 วัน แล้วจึงพรวนด้วยไถผาน 7 เพื่อย่อยดิน ซึ่งจะช่วยให้ต้นอ่อนข้าวฟ่างงอกพ้นดินได้ง่ายและเจริญเติบโตดี มีวัชพืชรบกวนน้อย



วิธีปลูก ที่เหมาะสมมีหลายวิธี ได้แก่

1. หยอดเป็นหลุม ให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุมห่างกัน 30 เซนติเมตร หยอด 3 เมล็ด/หลุม


2. โรยเป็นแถว โดยโรยเป็นแถวในร่องที่ลึก 2-3 เซนติเมตร แล้วกลบเมล็ด เมื่อต้นอ่อนอายุ 14-15 วัน ก็ถอนแยกออกให้ระยะระหว่างต้นห่างกัน 10 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร


3.ปลูกแบบยกร่อง โดยใช้รถไถร่องให้ระยะระหว่างร่องห่างกัน 60 เซนติเมตร หยอดเป็นหลุมหรือโรยเป็นแถว แล้วถอนแยกออกเหมือนหยอดหลุมหรือโรยแถวก็ได้


การใส่ปุ๋ย

ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ถ้าดินขาดธาตุอาหารอาจจะใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยรองพื้น เช่น สูตร 16-20-0 อัตรา 30-50 กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้าต้นข้าวฟ่างยังเจริญเติบโตไม่ดีอาจใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพวกแอมโมเนียมซัลเฟต ในอัตรา 30 กิโลกรัม


การป้องกันกำจัดวัชพืช

ใช้แรงงานคนทำรุ่นเมื่อข้าวฟ่าง อายุ 25-30 วัน หรือใช้อาทราซีนฉีดพ่นเพื่อคุมวัชพืช ในอัตรา 400 กรัม/ไร่ หลังจากหยอดเมล็ดและดินยังมีความชื้นอยู่


การดูแลรักษา

เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่จะใช้ปลูกควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพ เพราะเมล็ดจะมีความงอกสูงและมีความสม่ำเสมอ

การกำจัดวัชพืช ควรทำก่อนที่ข้าวฟ่างจะตั้งท้อง และถ้าพืชแสดงอาการขาดธาตุอาหาร ควรใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยเฉพาะช่วงระยะ 25-30 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ข้าวฟ่างมีการสร้างตาดอก





แมลงศัตรูข้าวฟ่าง

แมลงศัตรูที่สำคัญที่พบระบาดเป็นประจำในฤดูปลูกข้าวฟ่างมีดังนี้


1.หนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่าง

ตัวเต็มวัยมีลักษณะคล้ายแมลงวันบ้าน แต่มีขนาดเล็กและสีอ่อนกว่า ตัวเมียจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ใต้ใบข้าวฟ่าง โดยไข่จะมีสีขาวรูปทรงกระบอก ปลายไข่ทั้ง 2 ข้างเรียวมน ขนาด 0.25 x 1.20 มิลลิเมตร เมื่อหนอนฟักออกจากไข่จะอาศัยกัดกินบริเวณจุดเจริญเติบโตของข้าวฟ่าง ทำให้ข้าวฟ่างแสดงอาการยอดเหี่ยวและไม่ให้ผลผลิต
เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของข้าวฟ่าง ทำลายข้าวฟ่างตั้งแต่เริ่มงอกจนอายุประมาณ 6 สัปดาห์


วัชพืชหลายชนิด เช่น หญ้าตีนนก หญ้าตีนติด หญ้าตีนกา และหญ้าขจรจบ เป็นพืชอาศัยของหนอนชนิดนี้และมีพืชอาศัยอีกหลายชนิด ดังนั้น การเผาตอซังข้าวฟ่างและวัชพืชก่อนปลูกจึงเป็นการลดการทำลายของหนอนชนิดนี้


การป้องกันและกำจัด

1.1 ปลูกข้าวฟ่างพันธุ์แท้ที่แนะนำโดยปลูกแบบเป็นแถวจะให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เฮกการี่ ทั้งในสภาพที่มีและไม่มีการระบาดของหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่างนี้

1.2 กำหนดวันปลูกข้าวฟ่างในแต่ละท้องถิ่นให้ใกล้เคียงกันเพราะข้าวฟ่างที่ปลูกล่าจะถูกหนอนแมลงรุ่นที่สองทำลายอย่างรุนแรง เพราะแมลงชนิดนี้มีวงจรชีวิตสั้นประมาณ 3 สัปดาห์เท่านั้น

1.3 ควรเผาทำลายตอซังและวัชพืชก่อนปลูกข้าวฟ่าง

1.4 ใช้เมล็ดพันธุ์ให้มากกว่า 2 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อชดเชยความเสียหายโดยถอนต้นที่ถูกทำลายเอาไปเผาทิ้งเมื่อต้นกล้าอายุ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ถอนต้นข้าวฟ่างที่ถูกทำลาย ควรพ่นสารฆ่าแมลงคาร์โบซัลแฟน อัตรา 0.1% ของสารออกฤทธิ์ เมื่อข้าวฟ่างอายุ 1 สัปดาห์ หรือเมื่อมี 4-5 ใบ

1.5 ใช้กับดักปลาป่นไม่สกัดน้ำมัน (อาหารไก่) ดักจับตัวเต็มวัยก่อนฤดูปลูก เพื่อลดปริมาณในฤดูปลูกต่อไป

1.6 ควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียนที่มิใช่พืชอาศัยของหนอนแมลงชนิดนี้

2.เพลี้ยอ่อนอ้อย


ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของข้าวฟ่างตั้งแต่อายุ 40 วัน จนถึงระยะออกช่อและติดเมล็ดชอบดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณค่อนข้างแก่โดยเฉพาะใต้ใบโคนต้นข้าวฟ่าง

การระบาดจะรุนแรงมากขึ้นถ้าเกิดสภาวะฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วงทำให้ต้นข้าวฟ่างชะงักการเจริญเติบโต


การป้องกันและกำจัด

ในสภาพแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานถ้าพบเพลี้ยอ่อนอ้อยระบาดรุนแรงในระยะที่กำลังออกช่อและเริ่มติดเมล็ด ควรใช้สารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส อัตรา 48 กรัม หรือคาร์โบซับแฟน อัตรา 24 กรัม ของเนื้อสารออกฤทธิ์ต่อไร่ อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงครั้งเดียวโดยพ่นบริเวณโคนต้นที่พบการระบาด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงการทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น ด้วงเต่า


3.หนอนกระทู้คอรวง

จะกัดกินยอดและใบข้าวฟ่างในตอนกลางคืน โดยทำลายข้าวฟ่างอายุตั้งแต่ 1 เดือนถึงระยะออกช่อ ลักษณะใบที่ถูกทำลายคล้ายกับการกัดกินของตั๊กแตนมาก โดยจะพบมูลและหนอนตามยอดและซอกกาบใบ ถ้าระบาดรุนแรงในช่วงข้าวฟ่างจะออกช่อทำให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด


การป้องกันกำจัด

ถ้าพบหนอนกระทู้คอรวงทำลายข้าวฟ่างอย่างรุนแรง ตั้งแต่อายุ 40 วัน จนถึงระยะออกช่อ ควรใช้สารฆ่าแมลง อะซินฟอสเมทธิน หรือคาร์บาริล หรือเมทโธมิล ชนิดใดชนิดหนึ่ง ฉีดพ่น


4.
หนอนเจาะสมอฝ้าย

จะกัดกินดอกและเมล็ดในช่อข้าวฟ่าง การทำลายจึงมีผลต่อผลผลิตโดยตรง โดยเฉพาะข้าวฟ่างพันธุ์ที่มีช่อรวงใหญ่และแน่นกาบใบชิดช่อรวง เพราะหนอนสามารถใช้เป็นที่อาศัยกัดกินและหลบซ่อนตัวได้หลายตัวช่อมูลของหนอนที่ถ่ายทิ้งไว้ในช่อ เมื่อมีเชื้อราต่าง ๆ มาขึ้น ทำให้คุณภาพของเมล็ดลดลง


การป้องกันกำจัด

1. ควรปลูกข้าวฟ่างพันธุ์ที่ช่อรวงไม่แน่นมากนัก

2. ถ้าพบหนอนจำนวนน้อยควรเก็บทำลาย

3. ถ้าพบหนอนระบาดรุนแรงในช่อข้าวฟ่างที่กำลังเริ่มติดเมล็ดควรใช้สารฆ่าแมลง ไธโอไดคาร์บ อัตรา 90 กรัม หรือเมทโธมิล อัตรา 72 กรัมของสารออกฤทธิ์ พ่นเพียงครั้งเดียวเฉพาะช่อข้าวฟ่างบริเวณที่พบหนอนทำลาย

การเก็บเกี่ยว

เมื่อข้าวฟ่างสุกแก่ เมล็ดจะมีสีเข้มขึ้นแห้งและแข็ง ถ้าใช้แรงงานคนตัด เมื่อตัดเสร็จควรนำไปตากบนลานที่สะอาด ตากไว้จนเมล็ดแห้งแล้วจึงนำไปนวดหรือสี ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้เครื่องสีแล้วบรรจุกระสอบส่งไปจำหน่าย

ถ้าจะเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์เองควรตากให้แห้งสนิทแล้วคลุกสารกันราและแมลง แล้วเก็บในภาชนะปิดเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

ข้อควรระวัง

1. ไม่ควรปลูกพืชอื่นตามหลังข้าวฟ่างทันที เพราะมีผลตกค้างจากข้าวฟ่างทำให้พืชที่ปลูกตามมาไม่เจริญงอกงาม

2. ไม่ควรนำต้นข้าวฟ่างที่มีอายุต่ำกว่า 1 เดือน ไปเลี้ยงสัตว์เพราะมีกรดไฮโดรไซคือ

รายการ
เกรด 1
เกรด 2
ความชื้นไม่เกิน
14.5 %
15.5 %
เมล็ดเสียไม่เกิน
3.0 %
5.0%
เมล็ดมีแมลงทำลายไม่เกิน
1.5%
1.5%
เมล็ดแตกไม่เกิน
8.0%
12.0%
วัตถุอื่นไม่เกิน
1.5%
2.0%
เมล็ดสีอื่นปนไม่เกิน
10.0%
10.0%

ข้าวฟ่างไม้กวาด

ข้าวฟ่างไม้กวาดเป็นพืชชนิดเดียวกับข้างฟ่างทั่ว ๆ ไป แต่มีลักษณะรวงเมล็ดแตกต่างกัน คือ รวงข้าวฟ่างมีแขนงเรียกว่าแส้ แตกออกจากจุดเดียวกับทีฐานรวง แส้มีความเหนียวสปริงตัวได้ดีไม่เปราะหรือหักง่ายเมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีเปลือกหุ้มสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันวาวหุ้มเมล็ดไว้เกือบมิดมีก้านรวงเหนียว จึงใช้ทำเป็นไม้กวาดได้ดี


การใช้ประโยชน์
ส่วนใหญ่เป็นการเก็บเกี่ยวรวงไปใช้ในอุตสาหกรรมทำไม้กวาด แปรงทาสีพู่กันและแปรงปัดฝุ่น รวงที่นวดเมล็ดออกแล้วนำไปย้อมสีทำสิ่งประดับบ้าน
ส่วนเมล็ดลำต้นและใบใช้เป็นอาหารสัตว์ได้


ลักษณะเด่นของข้าวฟ่างไม้กวาด

1. ทนทานต่อสภาพความแห้งแล้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิดยกเว้นพื้นที่ที่เป็นทรายจัดหรือ ที่ลุ่มมีน้ำขัง

2. อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาตั้งแต้ปลูกจนถึงตัดรวงเพื่อทำไม้กวาดเพียง 65 วันเท่านั้น จึงสามารถปลูกเป็นพืชรองหลังจากปลูกเป็นพืชหลักอื่นๆแล้ว

3. ลำต้นใช้เลี้ยงสัตว์ หลังจากตัดรวงแล้ว ลำต้นข้างฟ่างไม้กวาดยังสดอยู่สามารถตัดไปเป็นอาหารสัตว์เช่น วัว ควาย ได้อีก

4. ไว้ต่อได้ ถ้ามีฝนพอเพียงภายหลังตัดรวงและต้นแล้ว สามารถไว้ตอข้าวฟ่างไม่กวาดให้เจริญงอกงาม เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีดครั้งหนึ่ง


พันธุ์

ปัจจุบันเป็นพืชที่มีเมล็ดสีน้ำตาลดำ โดยบริษัทเอกชนนำมาจากประเทศไต้หวันแล้วขายเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรปลูก โดยมีสัญญาจะรับซื้อรวงคืน ราคาจึงขึ้นอยู่กับบริษัทเป็นผู้กำหนด ซึ่งที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ แนะนำคือพันธุ์เคยูบี 1

ลักษณะทางการเกษตร และคุณภาพในการทำไม้กวาด

พันธุ์เคยูบี 1 ที่แนะนำมีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตรวงสูง ถึงไร่ละ 910 กิโลกรัม อายุถึงวันออกดอก 55 วัน อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 64 วัน ความสูงของลำต้น 180 เซนติเมตร ต้นหักล้ม 3.5 เปอร์เซนต์ ผลผลิตเมล็ด ไร่ละ 202 กิโลกรัม ความยาวแส้ 37.5 เซนติเมตร จำนวน 27 แส้ต่อรวง เส้นรอบวงก้านช่อ 2.7 เซนติเมตร เป็นข้าวฟ่างไม้กวาดพันธุ์ดีที่เกษตรกรจะได้ใช้เป็นพันธุ์ปลูกต่อไป


ฤดูปลูก

สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่การปลูกจะอาศัยน้ำฝนมากกว่าอาศัยน้ำชลประทาน

ฤดูปลูกมี 2 ช่วง คือ

- ช่วงต้นฤดูฝนเริ่มปลูกเดือนมีนาคม เก็บเกี่ยวรวงจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม

- ช่วงปลายฤดูฝนเริ่มปลูกเดือนสิงหาคม - กันยายน สามารถเก็บเกี่ยวรวงจำหน่ายในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน


การเตรียมดิน

ก่อนปลูกข้าวฟ่างไม้กวาดควรไถพรวนดินให้ละเอียดพอสมควร เนื่องจากเมล็ดข้าวฟ่างไม้กวาดมีขนาดเล็ก และต้นกล้าค่อนข้าง อ่อนแอต่อการเบียดเบียนของวัชพืช หากเตรียมดินไม่ดีข้าวฟ่าง ไม้กวาดจะเจริญเติบโตช้ารวงข้าวฟ่างไม่สมบูรณ์ ผลผลิตต่ำ และคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร


วิธีปลูก

การปลูกข้าวฟ่างไม้กวาดทำได้เช่นเดียวกับข้าวฟ่างทั่วไป คือ ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม ให้ระยะห่างระหว่างหลุม 10 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ต้น จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณไร่ละ 2.0-2.5 กิโลกรัม


ปัจจุบันมีการปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดติดท้ายรถแทรกเตอร์ซึ่งประหยัดเวลา และแรงงานเหมาะสำหรับพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ๆ การปลูกด้วยเครื่องหยอดควรปลูก หลุมละ 1 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร และระหว่างแถว 50 เซนติเมตร

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15 - 15 -15 อัตราไร่ละ 30 กิโลกรัม


การปฏิบัติดูแลรักษา

ควรเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นข้าวฟ่างเริ่มงอก ซึ่งจะเป็น ภายหลังที่เมล็ดข้าวฟ่างไม้กวาดได้รับน้ำ 3 - 5 วันถ้าต้นข้าวฟ่างงอกหนาแน่นมาก ควรถอนแยกออกบ้าง เพื่อให้ต้นที่เหลือ เจริญเติบโตได้ดีให้รวง ขนาดใหญ่แส้ยาวและมีจำนวนแส้ต่อรวงมาก

การกำจัดวัชพืชควรกระทำเมื่อข้าวฟ่างอายุ 21 - 28 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้าวฟ่างไม้กวาด กำลังสร้างตาดอก ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของรวงข้าวฟ่างโดยตรง ในระยะนี้ต้นข้าวฟ่างมีใบซีดเหลือง ลำต้นเล็กแสดงอาการขาดปุ๋ยไนโตรเจน ควรใส่ปุ๋ยสูตร 21 - 0 - 0 อัตราไร่ละ 30 กิโลกรัม ถ้ามีวัชพืชรบกวนมาก อาจใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น อาทราซีน อัตรา 400 กรัมต่อไร่ พ่นหลังหยอดเมล็ดเสร็จ


โรคและแมลงศัตรูพืช

แมลงและศัตรูพืชยังมีไม่มากเนื่องจากปลูกกันน้อยและมักจะปลูก สลับกับ พืชอื่น โรคที่สำคัญได้แก่ โรคใบไหม้ จะพบโรคนี้เมื่อต้นข้าวฟ่างไม้กวาดติดเมล็ดแล้ว และเริ่มแก่จัด แต่ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวฟ่างไม้กวาด


ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญก็ยังไม่มีมาก แต่อาจจะพบบ้างในแหล่งที่เคยปลูก ข้าวฟ่างมาก่อน และพบในแปลงข้าวฟ่าไม้กวาดที่ปลูกล่ากว่าแปลงอื่นๆ ในแหล่ง ดังกล่าวต้นข้าวฟ่างไม้กวาดจะถูกหนอนแมลงวันเจาะทำลายทำให่เกิดอาการยอดแห้ง ในระยะต้นกล้า จึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวฟ่างในแหล่งดังกล่าว ถ้าจะเป็นต้องปลูก ล่ากว่าแปลงอื่นๆ ควรจะหยอดเมล็ดให้มากกว่าปกติ เพื่อให้มีจำนวนต้นที่เหลือรอด จากการทำลายมากพอที่จะให้ผลผลิตได้ หรืออาจใช้สารฆ่าแมลง คาร์โบซัลแฟน 1-2 ครั้ง ในระยะต้นกล้าหรือระยะข้าวฟ่างมี 3-5 ใบ แต่การใช้สารฆ่าแมลงไม่คุ้ม กับการลงทุน


การเก็บเกี่ยว

ข้าวฟ่างไม้กวาดจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุ 65 วัน หรือประมาณ 15 วัน หลังออกดอก ระยะนี้เปลือกหุ้มเมล็ดจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ส่วนก้านรวงและแส้ยังมีสีเขียวอยู่ เมื่อนำไปทำไม้กวาดจะได้ไม้กวาดสีเขียวธรรมชาติ แส้เหนียวและยืดหยุ่นได้ดีถ้าเก็บเกี่ยวช้าแส้จะแห้งเปราะเป็นสีน้ำตาลไม่สวยงาม เท่าที่ควร ถ้านำไปทำไม้กวาดต้องย้อมสีเพื่อให้สวยงามขึ้น ถ้าจะเก็บเกี่ยวเมล็ด ไว้ทำพันธุ์ ต้องปล่อยให้เมล็ดแก่จัด หรือเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 100 วัน


วิธีเก็บเกี่ยว
ใช้เคี่ยวหรือมีดตัดก้านให้ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วมัดเป็นกำนำไปเข้าเครื่องตัดก้านยาว 30 เซนติเมตร เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานผลผลิตรวงข้าวฟ่างไม่กวาดที่เกษตรกรเพาะปลูก อยู่ระหว่งไร่ละ 500-1000 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ใช้ปลูกและการปฏิบัติดูแลรักาาของเกษตรกร


การซื้อขายข้าวฟ่างไม้กวาด

โรงงานรับซื้อรวงข้าวฟ่างจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 2.00-2.50 บาท ดังนั้นถ้าเกษตรกรปลูกข้าวฟ่างไม้กวาดไร่ละ 900 กิโลกรัม ก็จะมีรายได้ไร่ละ 1,800-2,250 บาท ปัจจุบันมีโรงงานรับซื้อรวงข้าวฟ่างไม้กวาด เพื่อผลิตไม้กวาด หรือส่งรวงข้าวฟ่างไม้กวาด ไปจะหน่ายต่างประเทศหลายแหล่งทั้งที่ จังหวัด นครราชศรีมา บุรีรัมย์ อุทัยธานี และนนทบุรี


ป้าย : การปลูกข้าวฟ่าง
Dictionary :
การปลูกข้าวฟ่าง


http://bee123.212cafe.com/archive/2008-09-09/2-1-8501-2-1-1-80-2-60-3-439-2526-110-4-630-2530-90-0-16-5-8501-2528-115-1-140-90-700-60-160-95-700-/






หน้าก่อน หน้าก่อน (1/3) - หน้าถัดไป (3/3) หน้าถัดไป


Content ©