-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 55 บุคคลทั่วไป และ 1 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

พืชไร่




หน้า: 2/2




ทานตะวันกับการขาดธาตุโบรอน

นลินี  ศิวากรณ์
กรมวิชาการเกษตร
               
ทานตะวันมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงประชากรโลก และเป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญประมาณ 30% ของเมล็ดทานตะวันแห้งตามรายงานของ USDA ปี 1986 ประกอบด้วยน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก 48-52% โปรตีน 22.8% คาร์โบไฮเดรต 18.8% กากหรือเส้นใย 4.2% และให้พลังงาน 570 กิโลแคลลอรี่/100 กรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ และอีรวมทั้งเกลือแร่หลายชนิดซึ่งมีอยู่ใน

                ระดับสูง เช่น โปตัสเซี่ยม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซี่ยม
                ระดับปานกลาง เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี โซดียม แมงกานีส

                ระดับต่ำ เช่น ทองแดง

                เนื่องจากร่างกายต้องการกรดไขมันที่จำเป็น การรับประทานชนิดของไขมันที่ไม่เหมาะสม เป็นผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ อัมพาต โรคหลอดเลือดแขนขาอุดตัน ไขมันที่ทำให้เกิดผลเสียดังกล่าวได้แก่ โคเลสเตอรอล (LDL-cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ (VLDL-cholesterol) ซึ่งคุณลักษณะของน้ำมันทานตะวันจะประกอบด้วยกรดไขมันชนิดที่ดี (โอลิอิค) และชนิดดีพอใช้ (ไลโนลิอิค) ปริมาณสูงและกรดไขมันชนิดไม่ดีต่ำ ได้แก่ ปาล์มิติค และสเทียริค กรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันทานตะวันจะแปรผันตามแหล่งปลูก และอุณหภูมิ Adams ได้รายงานเมื่อปี 1982 สรุปเป็นกฎทั่ว ๆ ไปว่า ทานตะวันที่ปลูกเหนือเส้นขนาน 39o จะมีกรดไลโนลิอิคสูงคือ 68% และกรดไลโนลิอิงต่ำประมาณ 19% ส่วนทานตะวันที่ปลูกใต้เส้นขนานดังกล่าวจะมีกรดไลโนลิอิคน้อยกว่า คือ มีประมาณ 44% และมีกรดโอลิอิค 47% ซึ่งสูงกว่า ทำให้ประเทศต่าง ๆ นิยมนำทานตะวันไปปลูกกันอย่างกว้างขวางทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน

                สำหรับประเทศไทยความนิยมปลูกทานตะวันเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีภาคราชการเป็นผู้นำในการส่งเสริมและประสานงานเพื่อให้การผลิตครบวงจรและเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งพันธุ์ทานตะวันที่สามารถปรับเข้ากับสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นช่วงปลายฝนที่มีอากาศอบอุ่น ความชื้นน้อย นอกจากนี้การปลูกทานตะวันในปัจจุบันอาจนับเป็นพืชที่ปลอดสารพิษหรือเป็นพืชอินทรีย์ชนิดหนึ่ง เนื่องจากในขบวนการผลิตของใด ๆ เลย ทั้งยังไม่มีแมลงรบกวนเนื่องจากผึ้งคอยดูแลต้นทานตะวันมิให้มีแมลงศัตรูธรรมชาติอื่น ๆ เข้ามาทำลาย และด้วยการปลูกในลักษณะต้นทุนต่ำที่สุดโดยไม่ได้รับการบำรุงให้ปุ๋ยเช่นเดียวกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ทำให้ผลผลิตที่ได้รับยังจัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้เจริญเติบโตงอกงามดี ให้ผลผลิตสูงทั้งปริมาณและคุณภาพ ย่อมต้องให้การปฏิบัติดูแลที่ถูกวิธีและเหมาะสมตามความต้องการที่แตกต่างกันไปตามชนิดของพืชนั้น ๆ หากพบความผิดปกติเกิดขึ้นบนต้นพืชนั้นย่อมหมายความถึงผลกระทบต่อผลผลิตซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการปลูกพืช ความผิดปกติของพืชที่ปรากฏเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุทั้งจากสิ่งมีชีวิต เช่น การเข้าทำลายของเชื้อรา บักเตรี ไส้เดือนฝอย วิสา มายโคพลาสมา หรืออาจมีสาเหตุจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ปริมาณธาตุอาหารในดิน ลักษณะดิน ความเป็นกรดด่างของดิน ความชื้นหรือสารเคมี เป็นต้น

                ลักษณะความผิดปกติของพืชที่เป็นปัญหาสำคัญต่อการเพาะปลูก และยากที่จะวินิจฉัย ได้แก่ อาการผิดปกติอันเนื่องมาจากธาตุอาหาร ซึ่งพืชจะเจริญเติบโตได้ตามปกตินั้นจะต้องได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตครบทุกธาตุ ในปริมาณและอัตราส่วนที่พอเหมาะกัน และหากพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอหรือขาดธาตุใดธาตุหนึ่ง พืชจะแสดงอาการผิดปกติให้เห็น เช่น แคระแกรน สีใบเปลี่ยนไป ใบไหม้ ยอดบิด เมล็ดลีบ เป็นต้น และแม้ว่าในดินจะมีธาตุอาหารครบ แต่ปริมาณของธาตุอาหารในดินไม่ได้สัดส่วนกันหรือธาตุอาหารนั้นอยู่ในสภาพที่พืชไม่อาจนำไปใช้ได้ พืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหารดังกล่าวได้ และเป็นสาเหตุให้ศัตรูพืชอื่นเข้ามาทำลายได้ต่อไป ดังนั้นในการเพาะปลูกพืชจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงลักษณะความผิดปกตินั้นว่ามีสาเหตุจากการขาดธาตุอาหารชนิดใด อันจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขบำรุงรักษาพืชที่ถูกต้องและปรับปรุงดินให้พื้นที่เพาะปลูกมีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ โดยการเพิ่มธาตุอาหารของพืชลงในดินหรือโดยการให้ธาตุอาหารเสริมทางใบพืชเพื่อให้ได้รับแร่ธาตุอาหารครบตามปริมาณที่พืชต้องการซึ่งจะทำให้พืชเจริญเติบโตงอกงามให้ผลผลิตสูงได้

                ทานตะวันเป็นพืชหนึ่งที่มีความอ่อนไหว และตอบสนองได้ง่ายต่อการขาดธาตุโบรอน ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอนที่ปรากฏจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณโบรอนในดินที่พืชสามารถนำขึ้นมาใช้ได้และระดับความต้องการโบรอนในแต่ละระยะการเจริญเติบโต โดยทั่วไปทานตะวันจะไม่แสดงอาการขาดธาตุโบรอนให้ปรากฏ เมื่อค่าวิเคราะห์โบรอนในดินสูงกว่า 0.26 ppm. และพบอาการขาดธาตุโบรอนเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ ในระยะดอกบาน (ผสมเกสร) ในดินที่มีค่าวิเคราะห์โบรอนได้ 0.25 ppm. อาการขาดธาตุโบรอนพบในแหล่งปลูกทานตะวันหลายจังหวัด เช่น ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ เชียงใหม่ และศรีสะเกษ โดยทั่วไปพืชต้องการโบรอนในดินปลูกที่สูงกว่า 0.5 ppm. และดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกทานตะวันมีค่าวิเคราะห์ที่ระดับ 0.95 ppm. การวิเคราะห์ดินสามารถบอกถึงระดับโบรอนที่มีอยู่ในดิน แต่ไม่สามารถคาดคะเนได้แน่นอนถึงปริมาณความต้องการโบรอนของทานตะวัน ลักษณะอาการที่ปรากฏจะเป็นวิธีที่แน่นอนในการคาดคะเนปริมาณความต้องการของทานตะวัน

                การให้ปุ๋ยโบรอนทางใบติดต่อกันตั้งแต่ระยะกล้าจนถึง 30 วัน ทำให้ทานตะวันตอบสนองและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 20% และภายใต้สภาพแวดล้อมที่ขาดธาตุโบรอน การให้ธาตุโบรอนแต่ละแหล่งปลูกที่มีผลตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตแตกต่างกัน การให้ปุ๋ยโบรอนในแหล่งปลูกหนึ่งผลผลิตของเมล็ดอาจเพิ่มขึ้นถึง 49% แต่ในแหล่งอื่นอาจเพิ่มขึ้นเพียง 11.3% และการให้ธาตุโบรอนซึ่งเป็นธาตุอาหารรองควรพิจารณาตามความต้องการจากลักษณะอาการที่บ่งบอกหรือให้ตามแหล่งปลูกที่มีค่าวิเคราะห์โบรอนในดินต่ำ

ลักษณะอาการ
                ในแปลงที่มีการขาดธาตุโบรอนไม่รุนแรงทานตะวันจะแสดงอาการเป็นหย่อม ๆ โดยมักพบในระยะสร้างตาดอก (budding stage) จนถึงระยะพัฒนาเมล็ด (seed development) ส่วนในแปลงที่มีปริมาณธาตุโบรอนต่ำ ต้นทานตะวันจะแสดงอาการขาดธาตุโบรอนรุนแรงให้เห็นได้ชัดเจนทั่วทั้งแปลงปลูก ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงระยะเจริญเติบโต อาการที่พบมีดังนี้

                ใบยอด พบใบยอดมีสีซีดกว่าปกติ ใบหนาสากกระด้าง ฐานใบแคบ ต่อมาใบยอดเปลี่ยนสีน้ำตาลแดงเริ่มจากฐานใบแล้วแผ่ขยายไปเต็มพื้นที่ใบตั้งแต่ยอดลงมา 6-7 ใบ ใบยอดแห้งกรอบและขาด

                ลำต้น ลำต้นแตกเป็นร่องตามความยาวขนาด 3-4 ซม. ขั้วก้านดอกอาจมีสีน้ำตาล ลำต้นส่วนยอดจะอ่อนโค้งงอ และเปราะหักง่าย

                ดอก อาจพบมีรูปร่างผิดปกติ เช่น กลีบดอกมีขนาดไม่สม่ำเสมอ ดอกมีขนาดเล็กหรือกลีบดอกเกิดแทรกขึ้นที่กลางจานดอก เมล็ดลีบและไม่สมบูรณ์ เปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ

                ในกรณีที่มีการขาดธาตุโบรอนรุนแรงใบยอดเล็กเป็นฝอยและมีแผลสีน้ำตาล เริ่มจากฐานใบ ใบหดย่นม้วนงอช่วงข้อสั้น ลำต้นที่แผลสีน้ำตาล (corky) เป็นทางยาว 3-7 ซม. ตายอดเป็นสีน้ำตาลไม่สามารถพัฒนาเจริญเติบโตต่อไปได้

การป้องกัน
                1. คลุกเมล็ดด้วยโบแรกซ์อัตรา 129 กรัมต้อน้ำหนักเมล็ด 700 กรัม                2. ในระยะเกิดตาดอกฉีดพ่นทางใบด้วยสารละลายโบแรกซ์ หรือกรดบอริคที่มีความเข้มข้น 0.12% ในอัตรา 252 กรัม/ไร่ สามารถรักษาอาการขาดธาตุโบรอนได้ระยะแรก แต่ควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน                3. ในกรณีที่ค่าวิเคราะห์โบรอนในดินต่ำให้ใส่ปุ๋ยโบแรกซ์ เมื่อต้นทานตะวันอายุได้ 25 วัน หลังปลูกโดยเปิดร่องข้างแถวต้นทานตะวัน โรยโบแรกซ์ลงไปอัตรา 0.5-2 ก./ไร่ แล้วจึงพรวนดินกลบ แต่ไม่ควรใส่ติดต่อกัน เนื่องจากการใส่ปุ๋ยโบรอนมากเกินไปอาจเกิดความเป็นพิษของโบรอนต่อพืชอื่น ๆ ที่ปลูกหมุนเวียน เช่น ถั่วเหลือง และถั่วลิสง


บรรณานุกรม

มานัส แสงมณีชัย และภิญโญ ศิรินันท์. 2531. การตอบสนองของทานตะวันต่อธาตุโบรอน. หน้า 19 : การสัมมนา


นลินี ศิวากรณ์, ชุติมันต์ พานิชศักดิ์พัฒนา และปรีชา สุรินทร์.
ศึกษาการขาดธาตุโบรอนของทานตะวัน.               



                ใน : รายงานผลการวิจัย พ.ศ. 2541. กลุ่มงานวิจัยโรคพืชน้ำมัน และพืชไร่ตระกูลถั่ว กองโรงพืชและจุลชีววิทยา

                                  Diggs, C.A.,. M.S. Ratto de Miquez and V.M. Sherrocks. 1992. B deficiency symptoms evaluation the most acourate

                 
ที่มา : ข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา.

www.thaigreenagro.com/aticle.aspx?id=1766 -




เทคนิคการเพิ่มผลผลิตทานตะวันลูกผสม


ทานตะวัน   เป็นพืชฤดูเดียวมีระบบรากแก้วลึก ส่วนรากแขนงจะเจริญอยู่ในระดับ 30 เซนติเมตรจากผิวดิน มีลำต้นทรงสูง ใบใหญ่ เกิดสลับกันบนลำต้น มีการแตกแขนงของลำต้น สามารถให้ดอกได้ ทานตะวันแต่เดิมเป็นพันธุ์ที่ใช้ปลูกต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร จึงทำให้ติดเมล็ดยาก ปัจจุบันมีพันธุ์ลูกผสม (แปซิฟิค 33, 44, 55, 29 และ77)  เป็นพันธุ์ที่ติดเมล็ดได้ดี  ไม่ต้องอาศัยแมลงช่วยผสมเกสร ทานตะวันเป็นพืชที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพของเขตร้อนได้ดี  และทนต่อสภาพแห้งแล้งและร้อนได้เป็นอย่าีลักษณะพันธุ์ของทานตะวันลูกผสม มีอัตราการงอกสูงกว่า 80% เป็นทานตะวันพันธุ์ลูกผสม เก็บเกี่ยวได้ภายใน 95-120 วัน ให้ผลผลิต 250-400 กิโลกรัม/ไร่ เส้นผ่าศูนย์กลางจานดอก 16-20 เซนติเมตร สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม  เพราะมีระบบรากลึกกว่า 3 เมตร (คุณสมบัติดังกล่าว ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์)

::: การเตรียมดิน

การเตรียมดินมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผิวดินร่วนซุย  อากาศถ่ายเทได้สะดวก  และสามารถเก็บรักษาความชื้นได้ดีรวมทั้งเป็นการกำจัดวัชพืชในขั้นต้นอีกด้วย การไถเตรียมดิน  ควรทำเมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ  ก่อนไถควรดายหญ้าให้เตียน หว่านปุ๋ยคอกอัตรา 1.5 กิโลกรัม/ไร่ แล้วทำการไถดะให้ลึกที่สุด หลังจากนั้นจึงทำการไถแปรให้พื้นที่เรียบสม่ำเสมอตลอดแปลง  ถ้าแปลงเป็นที่ลุ่มน้ำขังควรทำร่องระบายน้ำรอบแปลง



::: วิธีการปลูก

การปลูกทานตะวันให้ได้ผลดี  ควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี และมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง เพื่อให้ได้ต้นทานตะวันที่แข็งแรงสมบูรณ์และมีจำนวนต้นต่อไร่ที่เหมาะสม โดยปลูกทานตะวันขณะที่มีความชื้นในดินพอดี หยอดเมล็ดพันธุ์หลุมละ 2-3 เมล็ด  ระยะระหว่างหลุม40 เซนติเมตร  ระยะระหว่างร่องหรือแถว75 เซนติเมตร  กลบดินหนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร ให้แน่นพอสมควร  หลังจากปลูกได้แล้ว 5-10 วัน  ให้ตรวจดูความงอก  จำนวนต้นต่อไร่  รวมทั้งการปลูกซ่อม หลังจากนั้น 5-8 วัน  ทำการถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น/หลุม โดยเลือกถอนต้นที่มีขนาดเล็กหรือผิดปกติกว่าต้นอื่น การปลูกในระยะดังกล่าว จะใช้เมล็ดพันธุ์ทานตะวันเพียง 0.8 กิโลกรัม/ไร่  และจะได้ต้นทานตะวันประมาณ 6,400-8,500  ต้น/ไร่


:: ฤดูปลูก

การปลูกทานตะวันควรปลูกปลายฤดูฝน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ด้วย  คือ ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียวสีดำ  ควรปลูกระหว่างเดือน กันยายน-พฤศจิกายน  และในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนหรือดินร่วนทราย  ควรปลูกระหว่างเดือน ปลายสิงหาคม–ตุลาคม ในกรณีพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ สามารถปลูกในฤดูแล้งได้อีกครั้งหนึ่ง โดยปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์


::: การใส่ปุ๋ย

ก่อนหยอดเมล็ดควรใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 หรือ 25-7-7 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ อาจจะใช้ผงบอแร็กซ์ หรือโบรอน (B) อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ ในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนทรายโดยหว่านให้ทั่วแปลงหรือผสมพร้อมปุ๋ยรองพื้น  เมื่อทานตะวันอายุ 25-30 วัน  ให้ทำรุ่นพูนโคนและกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0  อัตรา 15-20  กิโลกรัม/ไร่  ห่างจากโคนต้น 20 เซนติเมตร (ระวังอย่าให้สัมผัสโดนใบ) เสร็จแล้วกลบปุ๋ยพูนโคนตามแถว



:::การกำจัดวัชพืช

ให้ใช้ยาคุมหญ้าประเภทอลาคลอร์  เมตลาคลอร์  อัตรา  300-400 ซีซี./ไร่  หรือ  7-8  ช้อนแกงต่อน้ำ 18-20 ลิตร  (ในกรณีใช้ถังโยกหรือมือฉีด) ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ดก่อนที่เมล็ดจะงอกหรือใช้แรงงานจากเครื่องจักร หรือคนทำรุ่นตามความจำเป็น


!!!  ข้อควรระวัง !!!   ห้ามใช้ยาอาทราซีน.กับทานตะวันโดยเด็ดขาด!!



::: การเก็บเกี่ยว

เมื่อทานตะวันมีอายุได้  95-120  วัน  จานดอกจะเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล  ให้เก็บเกี่ยวและตากแดดให้แห้ง 1-2 แดดก่อน แล้วจึงนวดโดยใช้เครื่องนวดถั่วเหลืองหรือถั่วลิสง หรือใช้เครื่องสีข้าวฟ่างก็ได้แล้วแต่ความสะดวก ควรทำความสะอาดเมล็ดให้ดีและเก็บไว้ในยุ้งฉางที่ป้องกันแดด กันฝน  และแมลงศัตรูได้  ความชื้นของเมล็ดที่จะเก็บไว้ควรไม่เกิน 10%



โรคและแมลงศัตรูทานตะวัน

ในประเทศไทย ปัญหาโรคและแมลงศัตรูของทานตะวันพบน้อยแต่บางครั้งอาจมีปัญหาต่างๆ ดังนี้

ปัญหาเรื่องเมล็ดเน่าเสียหาย  เนื่องจากทานตะวันดอกค่อนข้างใหญ่  เมื่อเวลาเมล็ดแก่ จานดอกจะห้อยลง  และด้านหลังของจานดอกเป็นแอ่งเหมือนกระทะก้นแบน  เมื่อมีฝนตก น้ำฝนจะขังอยู่ในที่ดังกล่าว  ทำให้เกิดการเน่าขึ้นเป็นส่วนมากและเมล็ดเสียหาย  ป้องกันโดยการปลูกทานตะวันปลายฤดูฝน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-มกราคม  โดยที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนพฤศจิกายน, ธันวาคม, มกราคม, กุมภาพันธ์  และมีนาคม  และช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวมีฝนน้อยทำให้ได้เมล็ดทานตะวันมีคุณภาพดี




แมลงที่สำคัญ  ได้แก่


ผีเสื้อกลางคืน

มักเข้าทำลายเมื่อทานตะวันดอกบาน ป้องกันโดยใช้ยาฟูราดาน F4, ไพดริน


เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว และแมลงมวนเขียวข้าว 

มักเข้าทำลายเมื่อทานตะวันอายุได้ 40-45  วัน  ป้องกันโดยใช้ยาอะโซดริน อัตรา 15 ซี.ซี./ไร่  น้ำ 20 ลิตร หรือใช้เซพวิน 3 ช้อนแกง/ไร่  น้ำ  20 ลิตร  ฉีดพ่น


การทำลายของนก  

ป้องกันได้โดยการปลูกทานตะวันในฤดูฝน เนื่องจากอาหารในธรรมชาติของนกมีมาก  จึงไม่ทำลายทานตะวัน



http://www.pacthai.co.th/knowleage_base/sunflower.htm


กำมะถัน...
โบรอน....







หน้าก่อน หน้าก่อน (1/2)


สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2010-05-05 (5812 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©