-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 160 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

สับปะรด




หน้า: 1/3


                  สับปะรด


    

       ลักษณะทางธรรมชาติ                
     * ประเทศไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมากที่สุดในโลก มีทั้งที่ประทับตรา เมด อิน ไทยแลนด์.โดยตรง กับบรรจุกระป๋องส่งออกให้ต่างประเทศแล้วไปประทับตาของประเทศตนเอง

    
     * เกาะฮาวาย สหรัฐ มีการปลูกสับปะรดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นสับปะรดสำหรับบรรจุกระป๋อง  แต่เนื่องจากคุณภาพเมื่อครั้งเป็นผลสดไม่ดีจึงทำให้เมื่อบรรจุกระป๋องแล้วคุณภาพไม่ดีตามไปด้วย  สุดท้ายกิจกรรมการปลูกสับปะรดบรรจุกระป๋องจึงเลิกไป   
             

    * สับปะรดรับประทานผลสดจากประเทศไทยได้ชื่อว่ารสชาติและคุณภาพดีที่สุดในโลก

    * เป็นพืชเขตร้อนชื้น สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทุกภาค และทุกฤดูกาล ชอบดินร่วนปนทรายมีอินทรีย์วัตถุมากๆ
                

    * เป็นพืชไร่ประเภทอวบน้ำ สังเกตจากต้น ใบ หัวหรือผลที่มีน้ำจำนวนมากเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นสับปะรดจึงต้องการน้ำเพื่อสร้างน้ำในหัวหรือผลอย่างสม่ำเสมอ....เทคนิคการให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์แบบ "โอเวอร์เฮด" น่าจะคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับ "ต้นทุนค่าแรง-เนื้องาน-คุณภาพผลผลิต" ที่จะได้รับ   
                

    * เจริญเติบโตได้ดีทั้งพื้นที่แสงแดดส่องถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดวัน และพื้นที่แสงแดดส่องรำไรๆ (แซมหรือแทรกระหว่างต้นไม้ผล) เพียงแต่พื้นที่แสงแดดมากจะให้ผลผลิตเร็วกว่าพื้นที่แสงแดดน้อยเท่านั้น
                

    * ชาวสานยางพารา เมื่อระยะยางพาราต้นเล็ก นิยมปลูกสับปะรดแซมในแถวยางพารา เมื่อให้น้ำบำรุงพืชตัวใดอีกตัวหนึ่งก็จะพลอยได้รับไปด้วย นอกจากนี้สับปะรดยังช่วยป้องกันวัชพืชเจริญเติบโตได้อีกด้วย
                

    * เป็นพืชไร่ทนแล้งได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการน้ำเสียเลย เพียงแต่ต้องการน้ำน้อยหรือต้องการน้ำเพียงหน้าดินชื้น เมื่อคิดจะปลูกสับปะรดให้ได้ผลผลิตดีจึงต้องมีแผนการให้น้ำเตรียมไว้ด้วย 
                

    * การกำหนดแผนหรือจังหวะให้ น้ำ + สารอาหาร + อื่นๆ ทางใบ ถ้ามีการปรับช่วงระยะเวลาในการปฏิบัติให้ตรงกับจังหวะให้น้ำทางดินจะช่วยประหยัดเวลา แรงงาน และ
เพิ่มประสิทธิภาพของเนื้องานยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย
                

    * การเตรียมดินโดยใส่อินทรีย์วัตถุประเภทคงทน (แกลบดิบ แกลบเก่า เศษพืชบดป่น มูลสัตว์ ฯลฯ) ลงไปในดินลึก 50-80 ซม. อินทรีย์วัตถุเหล่านี้จะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน (อินทรีย์วัตถุ 10กก.อุ้มน้ำได้ 19.9 ล./จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ส่งผลให้สับปะรดได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดเวลานานๆ    
                

    * ระยะผลกำลังพัฒนา ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่สม่ำเสมอจะเกิดอาการไส้ดำในผล

    
* หลังจากปักดำหน่อพันธุ์ลงไปแล้วหว่านเมล็ดถั่วปรับปรุงบำรุงดิน อัตรา 1-2 กก./ไร่ จากนั้นบำรุงต้นถั่วคู่ไปกับบำรุงหน่อพันธุ์สับปะรด เมื่อต้นถั่วโตขึ้นหรือเริ่มออกดอกให้ล้มต้นถั่วลงคลุมหน้าดิน นอกจากช่วยบังแดดจัดไม่ให้เผาหน้าดินโดยตรงแล้วเมื่อเน่าสลายยังกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินอีกด้วย
                

    * หน่อพันธุ์ที่เกิดจากโคนต้นแม่ส่วนที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า “หน่อดิน” ส่วนหน่อที่เกิดจากลำต้นแม่ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินเรียกว่า “หน่ออากาศ” หน่อทั้งสองประเภทใช้ขยายพันธ์ได้

    * หน่อพันธุ์หลังจากขุดแยกออกมาจากต้นแม่แล้วนำมาตั้งรวมกองบนพื้นดินใต้ร่มไม้ใหญ่ รอการนำลงปลูกในแปลงจริงสามารถอยู่ได้นานนับเดือน แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้น้ำ สารอาหารและสารสกัดสมุนไพรป้องกันเชื้อราบ้างเป็นครั้งคราว
                

    * ธาตุอาหารมีผลต่อพัฒนาการของสับปะรดอย่างมาก เช่น
      - ซิลิก้า. ช่วยบำรุงให้เปลือกแข็งแกร่ง ทนทานต่อการขนส่ง
      - โบรอน. ช่วยให้ตาที่เปลือกสดใสไม่ดำคล้ำ                   
      - โมลิบดินั่ม. ช่วยบำรุงให้คุณภาพเนื้อดี สีสวย
  
    - แม็กเนเซียม. ช่วยบำรุงให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง ส่งผลให้ได้ผลผลิตดี เป็นต้น
                
    * บำรุงต้น ดอก ผลและหน่อโดยให้จุลินทรีย์หน่อกล้วย, ฮอร์โมนบำรุงราก, ไซโตคินนิน.2-3 เดือน/ครั้ง  ผ่านไปกับน้ำตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยให้ต้นสมบูรณ์ดียิ่งขึ้น

 
   * สับปะรดที่ได้รับการสะสมไนโตรเจนมากๆ เมื่อนำไปบรรจุกระป๋อง ไนโตรเจนที่สะสมในเนื้อจะเปลี่ยนสภาพเป็นไนเตรททำให้ผนังด้านในของกระป๋องดำ ......แนวทางแก้ไข คือ เมื่อเริ่มเป็นหัวให้บำรุงด้วยปุ่ยที่มีไนโตรเจน.ต่ำ (5-10-40) จนถึงเก็บเกี่ยว  แล้วเสริมด้วย “น้ำ + นมสด” 1-2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7-10 วัน ให้ครั้งสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว 10-15 วัน จะช่วยลดปริมาณไนโตรเจนที่เป็นต้นเหตุของการเกิดไนเตรทได้                 

    * การหยอดแก๊ส หรือฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อเปิดตาดอก จะได้ประสิทธิดีก็ต่อเมื่อต้นมีความ
สมบูรณ์ดี ลำต้นโตตั้งสะโพกหรือโคนใหญ่                

    * เนื่องจากงานหยอดแก๊สเพื่อเปิดตาดอกสับปะรดเป็นงานที่ยุ่งยาก สิ้นเปลืองเวลาและแรงงานอย่างมาก วิธีการบำรุงโดยให้สารอาหารสูตรสะสมตาดอกทั้งทางรากและทางใบอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้สับปะรดออกอกได้เช่นกัน
                

    * ผลที่รูปทรงแบนคล้ายพัด (สับปะรดพันตา)เป็นผลที่เกิดจากการผสมของเกสรดอกไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดสารอาหาร ผลแบบนี้บางครั้งเรียกว่า “สับปะรดพันตา” รับประทานไม่ได้แต่ยังจำหน่ายเป็นเครื่องเซ่นไหว้ได้ ส่วนสับปะรดที่ต้นเดียวมี 2-3 หัวขนาดใหญ่ (แฝด)บนขั้วเดียวกันเกิดจากความสมบูรณ์ของต้นมากเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  หัวแฝดแบบนี้ใช้รับประทานได้

    * สับปะรดสำหรับส่งโรงงานทำสับปะรดกระป๋องที่คุณภาพดีต้องมีรูปทรงหัวถึงท้ายสม่ำเสมอเพราะเข้าเครื่องปอกได้พอดีตลอดหัว ส่วนหัวที่มีรูปทรงปลายแหลมโคนใหญ่จะเข้าเครื่องปอกเปลือกไม่ดี ราคาตกเพราะโรงงานต้องเสียเนื้อส่วนหนึ่งไป
                
    * หัวโตขนาดเท่าไข่ให้แกะยอดที่จุกหัว (ผ่าหัว) เพื่อเร่งให้ผลโตเร็วๆ

    * หลังจากผ่าหัวแล้วให้ใช้เศษหญ้าหนาๆคลุมหัวบังแดดนอกจากช่วยป้องกันผลแตกแล้วยังช่วยให้สีเปลือกสวย คุณภาพเนื้อดีขึ้นอีกด้วย.......เกษตรกรไต้หวัน  ใช้วิธีตัดกระดาษแข็ง  ทำช่องสวมหัวเพื่อบังแดด  ซึ่งได้ผลดีกว่าการใช้เศษหญ้าแห้ง
                
    * ผลผลิตปีแรกจะได้ขนาดใหญ่  หลังเก็บผลชุดแรกแล้วถ้าไม่แยกหน่อ  แต่ปล่อยให้หน่อเจริญเติบโตเองเป็นหน่อสอง หน่อสามจะได้ขนาดผลเล็กลง แต่ถ้าแยกหน่อจากต้นแม่ออกมาปลูกใหม่เป็นหน่อแรกก็จะได้ผลขนาดใหญ่เหมือนเดิม
                
    * อายุตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยว 13-15 เดือน
                

      สายพันธุ์นิยม
               
    - พันธุ์ปัตตาเวีย (ศรีราชา/พื้นเมืองตาดำศรีราชา). อินทรชิต. ขาว. ภูเก็ต (สวี).   ภูแล. นางแล (น้ำผึ้ง).  ตราดสีทอง. 
               
    - ศรีราชาทนแล้งได้ดีที่สุด
                

      เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ  
               
    - ใส่ปุ๋ยคอก(มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา...แห้งเก่าข้ามปี)ปีละ 2 ครั้ง
  
  - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง               
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง  
               
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้น
                
   
 - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง
                
      หมายเหตุ : 
               
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตกใบอ่อน  ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่  การให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยและแพร่ระบาดของเชื้อราได้  
               
    - ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพความสมบูรณ์สูง
                

      เตรียมดิน
               
    1.ใส่อินทรีย์วัตถุ (แกลบดิบหรือแกลบเก่า)  ยิบซั่มธรรมชาติ  กระดูกป่น  ปุ๋ยคอก  เศษพืชบดป่น ฯลฯ โดยหว่านเต็มพื้นที่ทั่วแปลงปลูก
               
    2.ไถด้วยผานระเบิดดินดาน (ริปเปอร์) หรือผานจาน 2 ส่งอินทรีย์วัตถุลงสู่ใต้ดินลึก 50-80ซม. แล้วไถดะ-ไถแปรด้วยผานสาม  ปรับเรียบด้วยผานแปดเพื่อพรวนดินให้ละเอียด
    3.ชักร่องลูกฟูกด้วยผานชักร่อง                     

      เตรียมเครื่องมือให้น้ำ
               
    - ติดตั้งระบบสปริงเกอร์แบบโอเวอร์เฮดหรือท็อปกันด่วยเครื่องสูบฉีดน้ำแรงดันสูงๆ โดยการติดตั้งแบบประจำที่ได้การได้ตลอดไป   
               
    - ตัดเส้นทาง (ถนน) ผ่ากลางแปลงเพื่อให้รถไถลากรถพ่วงบรรทุกถังน้ำขนาดจุ 5,000-10,000 ล. หรือมากว่าพร้อมเครื่องพ่น และหัวฉีดน้ำแรงดันสูง (เครื่องสูบน้ำดับเพลิง และหัวฉีดดับเพลิงสามารถฉีดพ่นน้ำได้ไกล 100-200 ม.) ฉีดพ่น 2 ด้านซ้ายขวาในเวลาเดียวกัน
   
                 
      การขยายพันธุ์
               
    - ใช้ “หน่อ” ที่ขุดแยกออกมาจากส่วนโคนของต้นแม่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
    - ใช้ “ตะเกียง” เป็นหน่อที่ตัดแยกจากมาจากส่วนลำต้นของต้นแม่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
  
  - ใช้ “จุก” ที่เฉือนออกมาจากหัวโดยเฉือนให้ติดเนื้อเล็กน้อย
                 

      ระยะปลูก
               
      พื้นที่ 1 ไร่  ปลูกได้ 1,600 ต้น  การปลูกห่างจะช่วยให้ใบแผ่กางรับแสงแดดได้เต็มที่ส่งผลให้ต้นพัฒนาเจริญเติบโตดีกว่าการปลูกแบบชิดที่ใบตั้งตรงรับแสงแดดได้น้อย
     
                
      เตรียมต้นพันธุ์
               
    - ตัดแยกหน่อพันธุ์จากต้นแม่ด้วยมีดคมๆเพื่อไม่ให้แผลช้ำมากจนเกินไป ได้หน่อพันธุ์มาแล้วนำลงแช่ใน “น้ำ 100 ล.+ ไคตินไคโตซาน 100-200 ซีซี.+ จุลินทรีย์หน่อกล้วย 100-200 ซีซี.” ทันทีนาน 12 ชม. ครบเวลาแล้วนำขึ้นผึ่งลม 24-48 ชม. เพื่อให้หน่อเครียดเล็กน้อยจึงนำไปปลูกในแปลงจริงจะช่วยให้หน่อโตเร็วและให้ผลผลิตดีเมื่อโตขึ้น
  


            
ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อสับปะรด
                

    1.ระยะต้นเล็ก
                     
      ทางใบ :
                      
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 25-5-5 (200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 100 ซีซี.  ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น  ทุก 15-20 วัน
 
   - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 3-5 วัน                       
      ทางราก :
                     
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 27-7-7 หรือ 30-10-10(1-2 กก.)/ไร่/เดือน
 
   - ช่วงแล้งจัดให้น้ำพอหน้าดินชื้น  ทุก 10-15 วัน                 
      หมายเหตุ :
                    
    - หลังจากปักดำหน่อพันธุ์ใหม่ๆยังไม่ต้องให้ปุ๋ย ให้เฉพาะน้ำเปล่าก็พอ ปล่อยให้หน่อพันธุ์รับสารอาหารจากที่ใส่ไว้ช่วงเตรียมดินก็พอ เริ่มให้ปุ๋ยทั้งทางใบและทางรากจริงๆหลังจากหน่อพันธุ์แตกใบอ่อน 2-3 ใบแล้ว
                     
    - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้
    - การบำรุงระยะต้นเล็กสำคัญมาก  ถ้าบำรุงดีได้น้ำ  สารอาหารและฮอร์โมนสม่ำเสมอ  จะทำให้ต้นสูงใหญ่ซึ่งจะส่งผลไปถึงการออกดอกแล้วพัฒนาเป็นผลดีขึ้นตรงกันข้ามถ้าต้นขาดน้ำ สารอาหารและฮอร์โมน นอกจากต้นจะแคระแกร็นแล้วยังทำให้การเปิดตาดอกไปถึงผลผลิตไม่ดีอีกด้วย
        
    2.ระยะสะสมตาดอก
               
      ทางใบ :
               
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้นจะช่วยให้ต้นสมบูรณ์เต็มที่
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 3-5 วันช่วงหลังค่ำ
   
                
      ทางราก :
               
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง(2-4กก.)/ไร่/เดือน
    - ช่วงแล้งจัดให้น้ำพอหน้าดินชื้น  ทุก 10-15 วัน                 
      หมายเหตุ :
               
    - ถ้าต้นสมบูรณ์ดีเริ่มให้เมื่ออายุต้น 4-5  เดือนเพื่อเปิดตาดอกในเดือนที่ 6   ถ้าต้นไม่สมบูรณ์จริงเริ่มให้เมื่ออายุ 6-7 เดือนเพื่อเปิดตาดอกในเดือนที่ 8
    - แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุด ควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง 2 เดือน  โดยให้กลูโคสหรือนมสัตว์สดรอบแรกเมื่อเริ่มลงมือบำรุง  และให้รอบสองห่างจากรอบแรก 20-30 วัน                
    - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้ 
                

    3.ระยะเปิดตาดอก
                     
      วิธีที่ 1.....
หยอดด้วยแก๊ส  แคลเซียม คาร์ไบด์  บดเป็นผงละเอียด อัตราหยิบติดได้ด้วยปลายนิ้วหัวแม่มือกับปลายนิ้วชี้ ลงบนยอดหรือจุก 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน  หรือใช้แก๊สแคลเซียม คาร์ไบด์ อัตรา 200 กรัมผสมน้ำเย็น 75-100 ล. หยดหรือโรยลงบนยอดหรือจุก ต้นละ 1-2 หยด และควรหยอดซ้ำอีกครั้งหลังจากหยดครั้งแรก 5-7 วัน การหยอดแก๊สแคลเซียม คาร์ไบด์.จะได้ประสิทธิภาพสูงเมื่ออากาศเย็นอุณหภูมิ 20 องสาเซลเซียส และวิธีละลายน้ำแล้วหยดได้ประสิทธิภาพสูงกว่าการทำเป็นผงแล้วหยอดหรือโรย                        
      วิธีการที่เกษตรกรไทยหยอดแก๊สแคลเซียม คาร์ไบด์. เพื่อเปิดตาดอกสับปะรด มักทำกันตอน ตี. 3-4 เพื่ออาศัยน้ำค้างเป็นตัวสร้างความชื้น ถ้าหยอดช่วงกลางวันก็ต้องฉีดพ่นน้ำเพื่อให้ยอดหรือจุดเปียกชื้นเสียก่อน  ซึ่งทั้งสองวิธีก็ใช้ได้ผลดี
                     
      วิธีที่ 2.....
ฉีดพ่นด้วย   เอทีฟอน ชนิด 39.5 เปอร์เซ็นต์ (1.5 ซีซี.) + น้ำ 200 ล.สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่นผ่านใบลงถึงพื้นหน้าหน้าดินเปียกชื้น 1 รอบ  ถ้าต้นสมบูรณ์ไม่เต็มที่หรือมีทีท่าว่าจะไม่ออกดอกแน่ให้ฉีดพ่นซ้ำอีกรอบห่างจากรอบแรก 14-20 วัน แต่ไม่ควรให้ซ้ำรอบสองด้วยระยะเวลาห่างจากรอบแรกน้อยกว่า 7-10 วัน                      
      ในต่างประเทศนิยมใช้ อีเทฟอน 1.5 ซีซี. + ยูเรีย 6 กก. + น้ำ 100 ล.  ฉีดพ่นช่วงอากาศเย็นอุณหภูมิ 20 องสาเซลเซียส ได้ประสิทธิภาพสูงกว่าการไม่ใช้ยูเรียและฉีดพ่นช่วงอากาศร้อน
                     
      หมายเหตุ :
                    
    - จากงานวิจัยระบุว่าเปิดตาดอกสับปะรดด้วยแคลเซียม คาร์ไบด์.ได้ผลดีกว่าการใช้เอทีฟอน.
    - ปัจจุบันเกษตรไทยนิยมใช้เอทีฟอน.เนื่องจากปัญหาแรงงาน
                     
             
    4.บำรุงดอก
                     
      ทางใบ :
                     
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 10-45-10(200 กรัม) หรือ 0-42-56(200 กรัม) สูตรใดสูตรหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + เอนเอเอ.100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 กรัมฉีดพ่นผ่านใบลงถึงพื้นพอหน้าดินชื้น 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 10-15 วัน
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรพอเปียกใบ  ช่วงหลังค่ำ  ทุก 3-5 วัน
      ทางราก :                    
    - ให้ 8-24-24 (2-4 กก.)/ไร่  
                    
    - ช่วงแล้งจัดให้น้ำพอหน้าดินชื้น  ทุก 10-15 วัน
                     
      หมายเหตุ :
                    
    - การให้ปุ๋ยทางรากต่อระยะนี้อาจไม่จำเป็นถ้าต้นสมบูรณ์แทงช่อดอกดีก็ไม่ต้องให้
 
   - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้                
    - ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน.  1 รอบ  จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสมติดดี
           

    5.ระยะผลเล็ก
                     
      ทางใบ :
                     
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 5-10-40(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  ฉีดพ่นผ่านใบลงถึงพื้นพอหน้าดินเปียกชื้น  ทุก 10-15  วัน
      ทางราก :                    
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 5-10-45 (2-4 กก.)/ไร่  โดยการฉีดพ่นลงพื้นที่โคนต้นเป็นการให้น้ำไปในตัว
                
    - ช่วงแล้งจัดให้น้ำพอหน้าดินชื้น  ทุก 10-15 วัน
  
    หมายเหตุ :                   
    - ระยะดอกแดง (ผลเล็ก) ให้โมลิบดินั่ม อัตรา 25 มก./น้ำ 100 ล. โดยการฉีดพ่นพอเปียกใบ 1-2 รอบ  ห่างกันรอบละ 5-7 วันจะช่วยป้องกันอาการไส้เน่าและโรคเน่าในผลซึ่งอาการโรคนี้เกิดจากสารอาหารมาสมดุลอย่างรุนแรง
    - เมื่อผลขนาดเท่าไข่ไก่ให้แกะจุก (ผ่าหัว) จะช่วยให้ผลเจริญเติบโตเร็วขึ้น  หลังจากแกะจุกแล้วบำรุงด้วยปุ๋ยทางใบ 1 รอบก็พอ                    
    - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้
            

    6.ระยะผลกลาง            
                     
      ทางใบ :
                    
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 5-10-40(200 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + ไคโตซาน 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นผ่านใบลงถึงพื้นพอหน้าดินชื้น  ทุก 15-20 วัน
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรพอเปียกใบ ช่วงหลังค่ำ  ทุก 3-5 วัน
      ทางราก :                    
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 5-10-40(2-4 กก.)/ไร่/เดือน  โดยละลายน้ำรดโคนต้น
    - ช่วงแล้งจัดให้น้ำพอหน้าดินชื้น  ทุก 10-15 วัน                  
      หมายเหตุ :
                
    - เริ่มลงมือบำรุงเมื่อนับตาแนวตั้งจากด้านขั้วผลถึงปลายผลได้ 5 ตา

    - การบำรุงระยะผลขนาดกลางต้องให้น้ำสม่ำเสมอแต่ต้องไม่ขังค้าง  ถ้าได้รับน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผลไม่โต  หากมีฝนตกหนักลงมาก็อาจจะทำให้ผลแตกผลร่วงได้
    - ให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน 1-2 รอบ โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลบนต้น
    - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้          

    7.ระยะผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว
                    
      ทางใบ :
                   
    - ให้ 100 ล.+ 0-0-50(200 กรัม)หรือ 0-21-74(200 กรัม)สูตรใดสูตรหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม + สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. หรือ น้ำ 100 ล.+ มูลค้างคาวสกัด 100 ซีซี.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วันก่อนเก็บเกี่ยว  ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรช่วงหลังค่ำ  ทุก 3-5  วัน
 
                 
      ทางราก :                  
               
    - ให้ 0-0-60 (2-4 กก.)/ไร่
    - งดน้ำเด็ดขาด                  
      หมายเหตุ :
                 
    - ให้ปุ๋ยทางใบและทางราก 1 ครั้งก็พอ
               
    - การให้ปุ๋ยทางรากอาจใช้วิธีหว่านบางๆ (บางที่สุด) บนพื้นระหว่างแถวปลูก หรือละลายน้ำแล้วฉีดราดด้วยสายยางไปตามระหว่างแถวปลูกก็ได้
               
    - ให้สาหร่ายทะเล + แคลเซียม โบรอน.+ เอ็นเอเอ.2-3 ครั้ง โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลาง ถึง ก่อนเก็บเกี่ยว จะช่วยให้ผลมีคุณภาพดี ต้นสมบูรณ์สดชื่นอยู่เสมอ
    




                
                     





หน้าถัดไป (2/3) หน้าถัดไป


Content ©