-
++kasetloongkim.com++ - Content
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ

เมนูหลัก

» หน้าแรก
» เว็บบอร์ด
» ผู้ดูแล
» ไม้ผล
» พืชสวนครัว
» พืชไร่
» ไม้ดอก-ไม้ประดับ
» นาข้าว
» อินทรีย์ชีวภาพ
» ฮอร์โมน
» จุลินทรีย์
» ปุ๋ยเคมี
» สารสมุนไพร
» ระบบน้ำ
» ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
» ไร่กล้อมแกล้ม
» โฆษณา ฟรี !
» โดย KIM ZA GASS
» สมรภูมิเลือด
» ชมรม

ผู้ที่กำลังใช้งานอยู่

ขณะนี้มี 159 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิกเข้าชม

ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่

เข้าระบบ

ชื่อเรียก

รหัสผ่าน

ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก? ท่านสามารถ สมัครได้ที่นี่ ในการเป็นสมาชิก ท่านจะได้ประโยชน์จากการตั้งค่าส่วนตัวต่างๆ เช่น ฉากหรือพื้นโปรแกรม ค่าอ่านความคิดเห็น และการแสดงความเห็นด้วยชื่อท่านเอง

สถิติผู้เข้าเว็บ

มีผู้เข้าเยี่ยมชม
PHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG CounterPHP-Nuke PNG Counter ครั้ง
เริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

product13

product9

product10

product11

product12

product14

product15

สะตอ





                   สะตอ

      ลักษณะทางธรรมชาติ

    * เป็นไม้ยืนต้นอายุยืนหลายสิบปี  ทรงพุ่มขนาดกลางถึงสูง ลำต้นค่อนข้างตรง ปลูกได้ทุก
ภาค ทุกพื้นที่ และทุกฤดูกาล  เจริญเติบโตเร็วในพื้นที่ดินลูกรังร่วนมีความชื่นสูง  มีอินทรีย์วัตถุ
มาก  ระบบรากลึก  สามารถยึดเหนี่ยวป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้ดี  ต้องการน้ำสม่ำเสมอ
ตลอดปี กิ่งเจริญยาวออกทางข้างได้มากจนทำให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มค่อนข้างใหญ่  ถ้า
ปลูกระยะห่างระหว่างต้น 16 X 16 ม. ในพื้นที่  1 ไร่ด้วยระยะเวลาเพียง 10 ปี ทุกต้นจะแผ่
ขยายกิ่งชนกันจนเต็มพื้นที่
                

    * ในอดีตทราบแต่เพียงว่าปลูกได้ในภาคไต้เขต จ.ชุมพร   จ.นครศรีธรรมราช  จ.ระนอง
จ.สุราษฎร์ธานี กับอีกหลายจังหวัด เท่านั้น  แต่ปัจจุบันในภาคอิสานเขต จ.ศรีสะเกษ. จ.กาฬ
สินธุ์  จ.กาญจนบุรี. มีแปลงปลูกสะตอขนาดใหญ่  กับอีกในหลายๆจังหวัดทั่วภาคกลางที่ปลูก
สะตอแล้วเจริญเติบโตให้ผลผลิตดีได้ไม่แพ้ภาคใต้
                

    * อายุต้น 20 ปีขึ้นเนื้อไม้มีลวดลายสวยและแกร่งดีมากเหมาะสำหรับใช้ทำเฟอร์นิเจอร์

    * ให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3-4 ปีหลังปลูก ออกดอกติดฝักปีละ 1 รุ่น โดยออกดอกช่วงเดือน
เม.ย.-พ.ค. ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.  หรือตั้งแต่ดอกบานผสมติถึงวันเก็บ
เกี่ยว  70 วัน 
                

    * ออกดอกที่ปลายกิ่งนอกทรงพุ่ม  ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศผสมตัวเองหรือต่างดอกต่างต้น
ได้  ดอกออกมาตอนแรกรูปร่างกลมรีเหมือนไข่  ใน 1 ดอกสามารถติดเป็นฝักเป็นช่อได้ 3-16
ฝัก แต่ละฝักมีเมล็ด 10-20 เมล็ด ใน 1 ต้นให้ผลิตได้ถึง 200-1,000 ฝัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสาย
พันธุ์และความสมบูรณ์ของต้นเป็นหลัก และจะให้ปริมาณผลผลิตมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น เมื่ออายุต้นมากขึ้น 
                

    * ปลูกสะตอแซมแทรกในสวนยางพารา ทุเรียน  เงาะ  มังคุด เพื่ออาศัยความชื้นจากไม้ผล
เหล่านี้ได้ดีแต่มีข้อแม้ว่าสะตอต้องได้รับแสงแดด 100 เปอร์เซ็นต์ด้วย
        
                 
      สายพันธุ์
               
      สะตอข้าว :
            
               
      ผลผลิตเร็ว (2-3 ปีหลังปลูก)  ติดฝักดกดี (8-20 ฝักๆละ 10-20 เมล็ด) ขนาด
ฝักสั้นบ้างยาวบ้าง  บิดเบี้ยวชัดเจน  ลักษณะเมล็ดเล็ก/ถี่  กลิ่นไม่แรงนัก  รสออกหวานเล็ก
น้อย  เนื้อในไม่ค่อนแน่น นิยมปลูกมากที่สุด  ส่งออกต่างประเทศได้
   
   สะตอดาน :                            
      ลักษณะฝักแบเหมือนไม้กระดาน ฝักใหญ่กว่าสะตอข้าว แต่ความดกและขนาดฝักด้อยกว่า
สะตอข้าว กลิ่นแรงและเนื้อในแน่นมาก เหมาะสำหรับปรุงอาหารรสจัด นิยมปลูกน้อยกว่าสะตอข้าว
    
  สะตอแต :                            
      เนื้อแข็ง กลิ่นแรงมาก  มีอยู่ในป่ามากมาย ไม่นิยมปลูกเพื่อบริโภคแต่นิยมใช้เนื้อไม้ทำ
เฟอร์นิเจอร์
                

      ขยายพันธุ์
               
      ตอน. ชำ. ทาบ. เพาะเมล็ด (สะตอแตหรือเหลียง)เสริมรากเสียบยอด (ดีที่สุด).
                               
      ระยะปลูก
               
    - ระยะปกติ  6 X 6 ม. หรือ  6 X 8 ม.
               
    - ระยะชิด   4 X 4 ม. หรือ  4 X 6 ม.
                

      เตรียมดินและอินทรีย์วัตถุ  
               
    - ใส่ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา...แห้งเก่าข้ามปี) ปีละ 2 ครั้ง
  
  - ให้ยิบซั่มธรรมชาติ  ปีละ 2 ครั้ง               
    - ให้กระดูกป่น  ปีละ 1 ครั้ง  
               
    - คลุมโคนต้นด้วยเศษพืชแห้งหนาๆเต็มพื้นที่บริเวณทรงพุ่ม ล้ำออกไปถึงนอกเขตทรงพุ่ม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง               
      หมายเหตุ :
               
    - การฝังซากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่  ปลาสด  เป็นชิ้นเท่าลูกมะนาวหรือบดละเอียด ที่ชายเขต
ทรงพุ่ม 4-5 หลุม/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. ฝังปีเว้นปี เพื่อให้ต้นมีสารอาหารกินตลอด 24 ชม. ต่อ
เนื่องหลายๆปีจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์สูงพร้อมต่อการบำรุงทุกขั้นตอน  
               
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ (ทางใบ-ทางราก) บ่อยเกินไปจะทำให้ต้นหยุดการเจริญเติบโต ไม่แตก
ใบอ่อน  ผลหยุดขยายขนาดแล้วกลายเป็นผลแก่  และการให้ทางใบอาจเป็นแหล่งอาศัยแพร่ระบาด
ของเชื้อราได้  
                
   
- ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพ
ความสมบูรณ์สูง
                

      เตรียมต้น
               
      ตัดแต่งกิ่ง :
               
    - สะตอออกดอกที่ซอกใบปลายกิ่งอายุข้ามปี  ดังนั้นในการตัดแต่งกิ่งประจำปีหรือหลังเก็บ
เกี่ยวผลผลิตให้ตัดเฉพาะกิ่งที่ออกดอกติดผลเพื่อสร้างใบใหม่สำหรับให้ออกดอกติดผลในปีต่อไป 
ส่วนกิ่งที่ไม่ออกดอกติดผลในปีนี้ให้คงไว้แล้วบำรุงต่อไปสำหรับเอาดอกผลในรุ่นปีถัดไป
    - ตัดกิ่งที่บังแสงแดดต่อกิ่งอื่นออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่งจนแสงแดดสามารถส่องได้ถึงทุกกิ่งทั่ว
ภายในทรงพุ่ม  กิ่งที่ได้รับแสงแดดจะสมบูรณ์ดีกว่ากิ่งที่ไม่ได้รับแสงแดดหรือได้รับแสงแดดน้อย
    
- ตัดกิ่งกระโดง  กิ่งในทรงพุ่ม  กิ่งคดงอ  กิ่งชี้ลง  กิ่งไขว้  กิ่งหางหนู  กิ่งเป็นโรค
และกิ่งที่ออกดอกติดผลแล้วเพื่อเรียกยอดใหม่สำหรับออดอกติดผลในรุ่นปีต่อไป  การตัดแต่งกิ่งภาย
ในทรงพุ่มควรให้โปร่งจนแสงส่องผ่านลงไปถึงโคนต้นได้            
          
    - ตัดแต่งกิ่งปกติควรตัดให้เหลือใบประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์และเมื่อใบอ่อนชุดใหม่ออกมาแล้ว
ให้มีใบประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะช่วยให้การผลิดอกติดผลดี
               
    - ตัดยอดกิ่งประธาน (ผ่ากบาล) ณ ความสูงต้นตามต้องการ  นอกจากช่วยทำให้แสงแดด
ผ่านจากยอดเข้าสู่ภายในทรงพุ่มได้อย่างทั่วถึงแล้วแสงแดดที่ร้อนยังช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดีและ
เพื่อควบคุมขนาดความสูงทรงพุ่มอีกด้วย
               
    - ลักษณะทรงพุ่มที่ดี ลำต้นควรมีลำเปล้าเดี่ยวๆหรือกิ่งง่ามแรกสูงจากพื้น 1-1.20 ม.ความ
สูง 3-5 ม. กว้าง 3-4 ม. มีกิ่งประธาน 3-5 กิ่งแผ่กระจายออกรอบทิศ
  
  - นิสัยสะตอมักออกดอกหลังจากกระทบหนาวได้ระยะหนึ่ง  ดังนั้นจึงควรตัดแต่งกิ่ง-เรียกใบ
อ่อนช่วงต้นหน้าฝนแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไปตามลำดับจะทำให้ต้นมีความสมบูรณ์เต็มที่ดีกว่าการ
ตัดแต่งกิ่งในช่วงอื่น หมายความว่า หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วยังไม่ต้องตัดแต่งกิ่งแต่ให้บำรุงตาม
ปกติต่อไปก่อน  จนกระทั่งเข้าสู่หน้าฝนจึงลงมือตัดแต่งกิ่ง     
                
      ตัดแต่งราก :
               
    - สะตอต้นอายุยังน้อยไม่ควรตัดแต่งรากแต่หากต้องการสร้างรากใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการ
หาอาหารดียิ่งขึ้นใช้วิธีล่อรากโดยการพูนโคนต้นด้วยดิน 3 ส่วนกับอินทรีย์วัตถุ 1 ส่วน
    - ต้นอายุหลายปี  ระบบรากเก่าและแก่มาก  ให้พิจารณาตัดแต่งรากส่วนปลายออก 1 ใน
4 ด้วยการพรวนดินรอบทรงพุ่มลึก 10-15 ซม. หลังจากให้ฮอร์โมนบำรุงรากไปแล้วต้นจะแตกราก
ใหม่จำนวนมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหารได้ดีกว่าเดิม
   


                 
  ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อสะตอ      

    1.เรียกใบอ่อน
               
      ทางใบ :    
               
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 46-0-0(200 กรัม)หรือ 25-5-5(200 กรัม) สูตรใดสูตรหนึ่ง
+ จิ๊บเบอเรลลิน
10 กรัม ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่น
พอเปียกใบ ทุก 5-7 วัน  ต่อการเรียกใบอ่อน 1 รุ่น 
               
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน  
               
      ทางราก :
               
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน
 
   - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               
      หมายเหตุ :
               
    - เริ่มลงมือปฏิบัติทันทีหลังจากตัดแต่งกิ่ง
               
    - หลังจากให้ทางใบไปแล้ว 5-7 วันถ้าต้นใดแตกใบอ่อนดีน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ฉีดพ่น
ซ้ำรอบสองด้วยอัตราและวิธีการเดิม 
               
    - ถ้ามีการตัดแต่งรากด้วยแล้วให้ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีส่วนผสมของรำละเอียดด้วย จะช่วยให้
แตกรากใหม่เร็วและดี
               
    - รักษาใบอ่อนที่แตกใหม่ให้รอดพ้นจากโรคและแมลงให้ได้  ถ้าใบอ่อนชุดหนึ่งชุดใดถูก
ทำลายไปจะต้องเริ่มเรียกใบชุดที่หนึ่งใหม่ทำให้เสียเวลา
       

    2.สะสมอาหารเพื่อการออกดอก           
               
      ทางใบ :
               
    - ในรอบ 7-10 วัน ให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56 (200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม
100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สาร
สกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2 รอบ  ห่างกัน
รอบละ 5-7 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบจะช่วยให้ต้นสมบูรณ์เต็มที่
  
  - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
      ทางราก :
                
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน 
               
    - ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน
               
      หมายเหตุ :
               
    - เริ่มปฏิบัติหลังจากใบอ่อนชุดสุดท้ายเพสลาด
               
    - ปริมาณ 8-24-24  หรือ 9-26-26 ใส่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผลในรุ่นที่
ผ่านมา  กล่าวคือ  ถ้ารุ่นที่ผ่านมาติดผลดกมาก  ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก  ให้ใส่ในปริมาณที่มาก
ขึ้น  แต่ถ้ารุ่นปีที่ผ่านมาติดผลดกน้อยหรือไม่ติดผลเลย  ให้ใส่ในปริมาณปานกลาง
    - การเพิ่มปริมาณปุ๋ยให้มากขึ้น  หมายถึง  การให้อัตราเดิมแต่ระยะเวลาให้ถี่ขึ้น  เช่น 
จากเคยให้ 15 วัน/ครั้งก็ให้เปลี่ยนเป็น 10 วัน/ครั้ง   
               
    - แนวทางบำรุงให้ต้นได้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกไว้มากที่สุดควรเตรียมแผนใช้เวลาบำรุง
2 เดือน ในห้วง 2 เดือนนี้ให้กลูโคสผงหรือนมสัตว์สด 2 รอบ โดยรอบแรกให้เมื่อเริ่มลงมือบำรุงและ
ให้รอบสองห่างจากรอบแรก 20-30 วัน 
                         

    3.ปรับ ซี/เอ็น เรโช     
                  
      ทางใบ :                 
               
    - ในรอบ 7 วันให้น้ำ 100 ล.+ 0-42-56(200 กรัม)+ ธาตุรอ/ธาตุเสริม 100 ซี
ซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.1-2 รอบ  ห่างกันรอบละ
5-7 วัน  ฉีดพ่นพอเปียกใบ  ระวังอย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้น  
               
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน
                
      ทางราก :
               
    - เปิดหน้าดินโคนต้นโดยการนำอินทรียวัตถุคลุมโคนต้นออกให้แดดส่องได้ทั่วพื้นดินทรงพุ่ม
    - งดให้น้ำเด็ดขาด                  
      หมายเหตุ :
               
    - วัตถุประสงค์เพื่อ “เพิ่ม” ปริมาณ ซี.(อาหารกลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล) และ “ลด” ปริมาณ
เอ็น.(อาหารกลุ่มสร้างใบ-บำรุงต้น)ซึ่งจะส่งผลให้ต้นออกดอกแน่นอนหลังการเปิดตาดอก
    - การให้สารอาหารทางใบซึ่งมีน้ำเป็นส่วนผสมนั้น  อย่าให้โชกจนตกลงถึงพื้นเพราะจะกลาย
เป็นการให้น้ำทางราก  แนวทางปฏิบัติ คือ ให้บางๆเพียงเปียกใบเท่านั้น
               
    - เมื่องดน้ำ (ไม่รดน้ำ) แล้วจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำใต้ดินโคนต้นไม่ให้มากเกินไปโดย
การทำร่องระบายน้ำใต้ดินหรือร่องสะเด็ดน้ำด้วย
                        

    4.เปิดตาดอก   
               
      ทางใบ :
                
      ให้
น้ำ 100 ล.+ ฮอร์โมนไข่ 200 ซีซี.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สาหร่าย
ทะเล 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.
               
      ทางราก :
               
    - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้นเหมือนช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช
               
    - ให้ 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2-1 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
               
    - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
               
      หมายเหตุ :
               
    - เริ่มปฏิบัติเมื่อต้นมีอาการอั้นตาดอกดีทั่วต้นและสภาพอากาศพร้อม
             
    - ระหว่างสูตร 1 และ 2 ให้เลือกใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียว สลับกับสูตร 3 โดยให้
ห่างกันครั้งละ 5-7 วัน ไม่ควรใช้สูตรใดสูตรหนึ่งเพียงสูตรเดียวติดต่อกันเพราะจะทำให้เกิดอาการดื้อ
จนเปิดตาดอกไม่ออก
               
    - หลังจากเปิดตาดอกแล้ว ถ้าดอกออกมาไม่มากพอ สาเหตุมาจากตั้งแต่ช่วงเรียกใบอ่อนแล้ว
ใบอ่อนออกมาไม่พร้อมกันทั่วทั้งต้น ระหว่างที่ดอกชุดแรกยังเป็นดอกตูมอยู่นั้น ให้เปิดตาดอกซ้ำอีก
1-2 รอบด้วยสูตรเดิม หรือจนกระทั่งดอกชุดแรกบานแล้วจึงยุติการเปิดตาดอกซ้ำ
       

    5.บำรุงดอก   
               
      ทางใบ :
               
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 10-45-10(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ เอ็น
เอเอ.100 ซีซี.+ ฮอร์โมนไข่ 25 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ฉีดพ่นพอเปียกใบ 
ระวังอย่าให้โชกจนลงถึงพื้น
               
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน  
               
      ทางราก :
               
    - ยังคงเปิดหน้าดินโคนต้น
               
    - ให้ 8-24-24 หรือ 9-26-26 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1/2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
               
    - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน
               
      หมายเหตุ :     
               
    - ช่วงดอกตั้งแต่เริ่มแทงออกมาให้เห็นหรือระยะดอกตูม  บำรุงด้วยฮอร์โมน เอ็นเอเอ. 1
รอบ จะ
ช่วยบำรุงเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมียให้สมบูรณ์พร้อมรับผสม แต่ต้องใช้ด้วยระมัดระวังเพราะถ้าให้
เข้มข้นเกินไปจะเกิดความเสียหายต่อดอกและถ้าให้อ่อนเกินไปก็จะไม่ได้ผล
            
    - ช่วงดอกเริ่มแทงออกมาใหม่ๆให้แคลเซียม โบรอน. 1 รอบ  จะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ผสม
ติดดี
               
    - ช่วงดอกตูมควรฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงไปจนถึง
ช่วงดอกบาน
               
    - ช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นทางใบโดยเฉาะช่วงกลางวัน (08.00-12.00 น.)
เพราะอาจทำให้เกสรเปียกจนผสมไม่ติดได้  หากจำเป็นต้องฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรให้ฉีดพ่นช่วง
หลังค่ำ
               
    - บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น  “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน”  โดยให้เมื่อดอกออกมา
แล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก  ด้วยวิธีให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหาร
อื่นๆก็ได้
               
    - การไม่ใช้สารเคมีใดๆเลยติดต่อกันมานาน จะทำให้ให้มีผึ้งและมีแมลงธรรมชาติอื่นๆเข้ามา
ช่วยผสมเกสรส่งผลให้กระท้อนติดผลดกขึ้น
               
    - ช่วงออกดอกต้องการน้ำสม่ำเสมอจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ดีขึ้น ช่วงนี้ถ้าขาดน้ำหรือได้น้ำไม่พอ

เพียงดอกจะแห้งและร่วง    
       

    6.บำรุงผลเล็ก
               
      ทางใบ : 
               
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 15-45-15(200 กรัม)+  ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ แคล
เซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.  ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 7-10 วัน
  
  - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
      ทางราก :
               
    - นำอินทรีย์วัตถุกลับเข้าคลุมโคนต้นให้เหมือนเดิม  
               
    - ใส่ยิบซั่มธรรมชาติ 10 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการใส่เมื่อช่วงเตรียมดิน
 
   - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7(1/2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./เดือน
    - ให้น้ำปกติทุก 2-3 วัน               
      หมายเหตุ :               
               
      เริ่มปฏิบัติหลังจากกลีบดอกร่วง  หรือขนาดผลเท่าเมล็ดถั่วเขียว
       

    7.บำรุงผลกลาง    
               
      ทางใบ :
                
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 15-45-15(200 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ ไคโต
ซาน 100 ซีซี.+ แคลเซียม โบรอน 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. ทุก 7-10
วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน               
      ทางราก :
               
    - ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 (1/2-1 กก)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม./
ครั้ง/เดือน
  
  - ให้น้ำปกติ  ทุก 2-3 วัน               
      หมายเหตุ :
               
    - สะตอบริโภคส่วนเมล็ด  จึงต้องบำรุงด้วยสูตร  “หยุดเนื้อ-สร้างเมล็ด”  แนะนำให้มูลค้าง
คาว 1-2 กำมือ/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. โดยละลายน้ำรดโคนต้นบริเวณชายพุ่ม 1 รอบ จะช่วยบำรุง
เมล็ดให้มีขนาดใหญ่และคุณภาพดีขึ้น
                
   
- ถ้าติดผลดกมากควรให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ  แคลเซียม โบรอน.  1-2 รอบ โดยแบ่งให้
ตลอดช่วงผลขนาดกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลจำนวนมากบนต้น
      

    8.บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว   
               
      ทางใบ :
               
    - ให้น้ำ 100 ล.+ 0-21-74(200 กรัม)หรือ 0-0-50 (200 กรัม) สูตรใดสูตร
หนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี.หรือ น้ำ 100 ล.+ มูล
ค้างคาวสกัด 100 ซีซี.+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 250 ซีซี. 1-2
รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วันก่อนเก็บเกี่ยว  ด้วยการฉีดพ่นพอเปียกใบ 
               
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 2-3 วัน         
               
      ทางราก :
               
    - เปิดหรือไม่เปิดหน้าดินโคนต้น และนำอินทรียวัตถุออกหรือไม่ต้องนำออกก็ได้
    - ให้ 13-13-21 หรือ 8-24-24 สูตรใดสูตรหนึ่ง (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.                               
      หมายเหตุ :
               
    - เริ่มปฏิบัติก่อนเก็บเกี่ยว 10-20 วัน
    
- การบำรุงผลแก่ใกล้เก็บเกี่ยวโดยให้ทางรากด้วย 8-24-24 เหมาะสำหรับต้นที่มีผลหลาย
รุ่นซึ่ง
หลังจากเก็บเกี่ยวผลแก่รุ่นแรกไปแล้วจะช่วยบำรุงผลชุดหลังต่อ นอกจากนี้ยังทำให้ต้นไม่โทรม
เหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมต้นต่อการปฏิบัติบำรุงรุ่นปีต่อไปอีกด้วย





                    ***********************




สะตอดานแตกต่างจากสะตอข้าวอย่างไร
ปลวกกัดกินรากสะตอจะแก้ไขอย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจปลูกสะตอ ขณะนี้ปลูกสะตอดานไว้ประมาณ 50 ต้น ผมยังมีความสับสนว่า ความแตกต่างระหว่างสะตอดานกับสะตอข้าวนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และในสวนสะตอของผมมีปลวกเข้ากัดกินราก ทำให้ตายไปจำนวนหนึ่ง ผมจะมีวิธีป้องกันและกำจัดปลวกได้อย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

พิษณุ สกลอินทร์  อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


ตอบ คุณพิษณุ สกลอินทร์
สะตอที่นิยมปลูกอยู่ในปัจจุบันมี 2 ชนิด คือ สะตอดาน หรือ สะตอกระดาน กับ สะตอข้าว สะตอทั้งสองชนิดแตกต่างกันดังนี้ สะตอดาน มีลักษณะเด่นที่ฝักแบนตรงไม่บิดเบี้ยว ความยาวเฉลี่ยประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนกว้าง 6 เซนติเมตร ในหนึ่งฝักมี 10-20 เมล็ด แต่ละช่อมี 8-15 ฝัก เนื้อเมล็ดมีกลิ่นฉุนมาก และเนื้อแน่น ส่วน สะตอข้าว ลักษณะเด่นของสะตอชนิดนี้จะมีฝักบิดเป็นเกลียว ขนาดฝักใกล้เคียงกับสะตอดาน และกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอดาน อีกทั้งเนื้อฟ่ามกว่าอีกด้วย ส่วนปลวกเข้ากัดกินทำลายรากของสะตอ ส่วนใหญ่ปลวกมักเข้ากัดกินรากสะตอที่มีอายุหกเดือน จนถึงหนึ่งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากปลวกกระหายน้ำมากในช่วงดังกล่าว วิธีป้องกันกำจัด เริ่มจากค้นหาจอมปลวกให้พบ เมื่อพบแล้วขุดและจับนางพญาทำลายทิ้งไป หากหาไม่พบ ควรทำความสะอาดในสวนที่ปลูกสะตอ ด้วยการกวาดเศษไม้ใบหญ้าบริเวณโคนต้นออกไปรวมไว้เป็นกอง ตามบริเวณริมสวนแล้วรดน้ำพอชุ่ม คลุมด้วยฟางข้าวหรือหนังสือพิมพ์เพื่อล่อให้ปลวกเข้ามาอยู่อาศัย เมื่อเห็นว่า มีปริมาณมากพอจึงทำลายทิ้งอาจใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น เฮปตาคลอร์ หรือเซฟวิน 85 เปอร์เซ็นต์ ฉีดพ่นตามอัตราแนะนำ หากไม่ต้องการใช้สารเคมีให้นำไก่พื้นเมืองเข้ามาเลี้ยงในสวนให้กินปลวกเป็นอาหาร เมื่อปริมาณปลวกลดลง ควรนำแกลบดิบโรยรอบบริเวณโคนต้นสะตอบางๆ ความคมและแข็งของแกลบมีผลทำให้ผิวหนังของปลวกเกิดการระคายเคือง ปลวกจะเคลื่อนย้ายหนีไป วิธีป้องกันไม่ให้ปลวกปีนขึ้นไปกัดกินส่วนบนของลำต้น ให้ใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำมันขี้โล้ หรือน้ำมันเครื่องรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว พันรอบต้นสะตอ การป้องกันและกำจัดด้วยวิธีผสมผสานจะทำให้การระบาดของปลวกหมดไปในที่สุดครับ











สงวนลิขสิทธิ์โดย © ++kasetloongkim.com++ All Right Reserved.

ติดประกาศ: 2009-07-16 (4682 ครั้ง)

[ ย้อนกลับ ]
Content ©